Monday, 27 July 2026
Hard News Team

รัฐสภากัมพูชา แถลงอวย!! 'ฮุน เซน' ทิ้ง!! ใบปริญญาทั้งหมดที่ได้จากไทย

(24 ส.ค. 68) จากกรณีที่สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาประกาศว่า ได้ทิ้งปริญญาบัตรดุษฎีกิตติมศักดิ์ทั้งหมดที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยในไทย 3 แห่ง 

รัฐสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์ชื่นชม สมเด็จฮุน เซน ที่มีการตัดสินใจดังกล่าว โดยระบุว่า รัฐสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอแสดงความสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อการตัดสินใจอันชาญฉลาดของ สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ที่ได้สละปริญญากิตติมศักดิ์ทั้งหมดที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซื่อสัตย์ ความรักชาติอย่างสูงสุด และความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของสมเด็จ ฮุน เซน ในการปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน อธิปไตย เอกราช ผลประโยชน์หลักของชาติ และศักดิ์ศรีของกัมพูชาอย่างชัดเจน

รัฐสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอย้ำว่า ศักดิ์ศรีของราชอาณาจักรกัมพูชาไม่อาจวัดได้ด้วยปริญญากิตติมศักดิ์ ความจริงและคุณธรรมมิได้อยู่ที่สัญลักษณ์จากสถาบันต่างประเทศ แต่อยู่ที่วีรกรรมอันกล้าหาญ การเสียสละตลอดชีวิต และความสำเร็จอันเป็นรูปธรรมนับไม่ถ้วนของสมเด็จ ฮุน เซน ในการนำสันติภาพ การพัฒนา ความเจริญรุ่งเรือง และความสามัคคีมาสู่กัมพูชาอย่างสมบูรณ์

สมเด็จ ฮุน เซน ยึดมั่นในคำขวัญที่ว่าที่ใดมีพลเมืองทุกข์ยาก ที่นั่นย่อมมีหน้าของสมเด็จเดโชฮุนเซนอยู่เสมอ ดังจะเห็นได้จากกรณีความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทย สมเด็จ ฮุน เซน ได้เสียสละกำลังกาย กำลังใจ และจิตวิญญาณ ทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน อธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ และประชาชนชาวกัมพูชา

สมเด็จ ฮุน เซน เป็นวีรบุรุษของชาติ บิดาแห่งสันติภาพ ผู้นำประเทศ และประชาชนชาวกัมพูชาผู้โดดเด่น ผู้ซึ่งสละชีวิตเกือบทั้งชีวิต เสี่ยงชีวิตเพื่อยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ นำมาซึ่งสันติภาพอย่างสมบูรณ์และการพัฒนาที่ยั่งยืนและกลมกลืนในกัมพูชา

เกียรติยศ ชื่อเสียง และความสำเร็จของ สมเด็จ ฮุน เซน คือความจริงทางประวัติศาสตร์ที่ฝังลึกอยู่ในหัวใจของชาวกัมพูชาทุกยุคทุกสมัยตลอดไป รัฐสภากัมพูชาขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ผู้นำไทยทั้งทางการเมืองและการทหารยังคงแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้นำกัมพูชาและประชาชนกัมพูชาทั้งประเทศ

รัฐสภากัมพูชาขอประกาศอย่างเป็นทางการว่า การละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาตามแนวชายแดน อันเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่หลายฝ่ายพยายามไกล่เกลี่ย รวมถึงการจับกุมทหารกัมพูชา 18 นายโดยพลการและผิดกฎหมาย ซึ่งยังไม่ได้รับการปล่อยตัว และการแทรกแซงทางการเมืองเพื่อบิดเบือนความจริงและสร้างความสับสนให้กับประชาชน

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโจมตีผู้นำระดับสูงของกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมเด็จ ฮุน เซน และ สมเด็จ ฮุน มาเนต ไม่ใช่วิธีที่ดีในการแก้ไขความขัดแย้งระหว่างกัมพูชาและไทย และนำไปสู่ความสัมพันธ์อันปกติและสันติภาพโดยสมบูรณ์ของทั้งสองประเทศ

ในทางตรงกันข้าม การกระทำเหล่านี้จะยิ่งทำให้ความขัดแย้งให้ยืดเยื้อออกไปอีก ซึ่งจะยังคงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของกองทัพ กองกำลังติดอาวุธทุกประเภท และผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีและเด็กหลายแสนคน รวมถึงเศรษฐกิจของชาติโดยรวม

รัฐสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอเรียกร้องให้ประชาชนชาวกัมพูชาทุกคนร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกันในการสนับสนุนรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต และประธานวุฒิสภา ฮุน เซน ตามพระราชกฤษฎีกาของพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหมุนี เพื่อปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน อธิปไตย และเอกราชของชาติ และต่อต้านอย่างแข็งขันต่อความพยายามใด ๆ ที่จะทำลายเกียรติยศ ความสำเร็จ และมรดกของสมเด็จฮุน เซน

ภาษีรายได้เป็นลบ Negative Income Tax ควรทำหรือไม่!! ทำไปเพื่ออะไร!!

(24 ส.ค. 68) เราคุ้นเคยกับคำว่า ภาษีรายได้ หรือ Income tax ซึ่งเป็นภาษีที่เก็บจากผู้ที่มีรายได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดเอาไว้ 

อย่างในบ้านเรา ใครก็ตามที่มีรายได้ต่อเดือนตั้งแต่เกือบๆ 26,000 บาทขึ้นไปก็จะต้องเริ่มจ่ายภาษีที่อัตรา 5% ของรายได้ที่เกินจำนวนที่ว่า และอัตราภาษีของผู้ที่มีรายได้มากก็จะยิ่งสูงตาม

แล้ว ภาษีรายได้เป็นลบ (Negative Income Tax หรือ NIT) NIT คืออะไร

NIT เป็นแนวคิดที่มาจาก Universal Basic Income (UBI ) หรือ รายได้ขั้นตํ่าทั่วไปของนักคิดชาวอเมริกัน และยุโรป มีการพัฒนาและถูกพูดถึงมาหลายศตวรรษ โดยมีบุคคลสำคัญในแต่ละยุคสมัย ดังนี้

ยุคบุกเบิก ศตวรรษที่ 16 - 18
โธมัส มอร์ (Thomas More) - ในหนังสือเรื่อง "Utopia" (ค.ศ. 1516) บรรยายถึงสังคมที่ทุกคนได้รับรายได้ที่รับประกันโดยรัฐ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ใกล้เคียงกับ UBI มากที่สุด

โธมัส เพน (Thomas Paine) -  ในบทความ "Agrarian Justice" (ค.ศ. 1797) ได้เสนอให้มีการจ่าย "เงินทุน" ให้กับประชาชนทุกคนเมื่ออายุครบ 21 ปี และจ่ายเงินบำนาญรายปีเมื่ออายุ 50 ปี โดยให้เหตุผลว่าทุกคนมีสิทธิ์ในทรัพยากรธรรมชาติของโลกอย่างเท่าเทียมกัน

ยุคใหม่ (ศตวรรษที่ 19 - 20)  
โจเซฟ ชาร์เลียร์ (Joseph Charlier) - นักสังคมนิยมจากเบลเยียม ได้เสนอแนวคิดนี้อีกครั้งในปี ค.ศ. 1848 โดยเรียกมันว่า "เงินปันผลจากดินแดน" (Territorial Dividend)

มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ (Martin Luther King Jr.) ในทศวรรษที่ 1960 - ได้ออกมาสนับสนุนแนวคิด "รายได้ที่รับประกัน" อย่างจริงจัง โดยมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อสู้กับความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม

มิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman) - นักเศรษฐศาสตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบล แม้จะเป็นนักเสรีนิยม แต่ก็ได้เสนอแนวคิดที่ใกล้เคียงกันในชื่อ "ภาษีเงินได้ติดลบ" (Negative Income Tax) โดยมองว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพกว่าในการช่วยเหลือคนยากจน เมื่อเทียบกับระบบสวัสดิการที่ซับซ้อนในขณะนั้น

ดังนั้น NIT และ UBI คือเรื่องเดียวกัน แม้จะเรียกชื่อต่างกันก็ตาม

แต่ในสภาพเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน แทบทุกประเทศทั้งฝั่งอเมริกา หรือยุโรป ก็ล้มเลิกแนวคิดแจกเงิน (นโยบายประชานิยม) เพราะจากวันนั้นถึงวันนี้ ไม่มีชาติไหนเอาแนวคิดเรื่อง NIT หรือ UBI มาใช้งานจริง แม้แต่ชาติเดียว 

NIT ตามที่เป็นข่าว คือ การแจกเงินให้กับผู้ที่ยื่นแบบภาษีเงินได้ แต่รายได้น้อยกว่าเกณฑ์ที่เริ่มเสียภาษี โดยจะแจกให้จนมีรายได้ตามเกณฑ์  

หากใช้เกณฑ์ปัจจุบัน ที่รายได้ขั้นตํ่าปีละ 310,000 บาท 

ผู้ยื่นแบบภาษีที่มีรายได้ 0 บาท หรือไม่มีรายได้เลย ไม่ถึงเกณฑ์ รายได้ขั้นตํ่าปัจจุบัน จะได้รับเงินแจก 310,000 บาท และ ผู้ยื่นแบบภาษีที่มีรายได้ 240,000 บาท ไม่ถึงเกณฑ์รายได้ขั้นตํ่าปัจจุบัน จะได้รับเงินแจก 70,000 บาท 

เงินแจกเหล่านี้ จะมาจากภาษีต่างๆที่เก็บจากผู้ยื่นภาษีเงินได้ ทั้งบุคคลธรรมดา และธุรกิจห้างร้าน ซึ่งหากไม่เพียงพอก็จะต้องกู้มาแจก

แม้ว่าในทางปฏิบัติ จะสามารถลดเกณฑ์รายได้ขั้นต่ำให้น้อยลงได้ เช่น เหลือแค่ 100,000 บาทต่อปี แต่สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นคือ คนที่มีรายได้เกินเกณฑ์ขั้นต่ำ จะต้องจ่ายภาษีมากขึ้น เพื่อให้รัฐบาลมีเงินแจกคนที่รายได้ตํ่ากว่าเกณฑ์ที่ว่า ตามหลักการ NIT หรือ UBI 

คราวนี้มาดูฐานข้อมูลผู้เสียภาษีรายได้บุคคลธรรมดา ข้อเท็จจริงที่เป็นตัวเลขกัน
สำหรับปีงบประมาณ 2567 ยอดรวมโดยประมาณของภาษี 3 ประเภทหลัก เป็นดังต่อไปนี้
• ภาษีมูลค่าเพิ่ม : 923,000 ล้านบาท
• ภาษีเงินได้นิติบุคคล : 783,000 ล้านบาท
• ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา : 416,000 ล้านบาท

ความพิเศษภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือ
• มีผู้มีเงินได้ยื่นแบบภงด.ทุกชนิดรวมกันแค่ประมาณ 11 ล้านคน จากผู้มีรายได้ทั้งหมด 41 ล้านคน
• ใน 11 ล้านคนที่ยื่นแบบ ภงด. มีแค่ประมาณ 4 ล้านคนที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องเสียภาษี
• ใน 4 ล้านคนที่เสียภาษีจริง 100,000 คนแรกที่รายได้สูงสุดเสียภาษีรวมกันเกือบ 90% ของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทั้งหมด หรือประมาณกว่า 370,000 ล้านบาท เฉลี่ยคนละกว่า 3 ล้านบาท

ลองคำนวณคร่าวๆ สมมติมีผู้มีรายได้น้อย 7 ล้านคน ที่ยื่นแบบแต่ไม่เสียภาษีมีเงินได้เดือนละ 20,000 บาท จะได้รับเงินแจกคนละ 70,000 บาท เอา 7 ล้านคน คูณ ก็เป็นเงิน 490,000 ล้านบาท ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจะติดลบในปีแรก ทันที !!

และหากแจกเงินให้กับประชากร 30 ล้านคน ที่ไม่เคยยื่นภาษีรายได้บุคคลธรรมดา จะต้องใช้งบประมาณมากกว่านี้ อีก 4-5 เท่า งบประมาณจากภาษีด้านอื่นๆ ของประเทศ จะสูญหายไปกับนโยบายนี้

แล้วรัฐบาลก็จะต้องกู้เงินมหาศาลเพื่อใช้ทำงบประมาณตามนโยบาย

ด้วยข้อเท็จจริงนี้ หากนำเอาแนวคิด NIT มาใช้ ระบบภาษี เศรษฐกิจ สถานะการเงินการคลังของประเทศไทย พังเสียหายแน่นอน 

แค่ตอนนี้ ประชาชนผู้เสียภาษี 4 ล้านคน ก็แบก ค่าใช้จ่าย (งบประมาณ) สำหรับดูแลประชากรในประเทศกว่า 70 ล้านคน จนหลังแอ่น สำหรับปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลก็ทำงบประมาณแบบขาดดุล นั่นคือ รายได้ (จากการเก็บภาษี) น้อยกว่า รายจ่ายงบประมาณ 

ลองถามตัวเองว่า ควรทำหรือไม่ และทำไปเพื่ออะไร ใครได้ประโยชน์ ประเทศชาติจะได้อะไร??

นักวิชาการสหรัฐฯ ซัด!! 'ฮุนเซน' ชี้!! กำลังเล่น กับประชาคมโลก

(24 ส.ค. 68) นายเจคอบ ซิมส์ ( Jacob Sims) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมข้ามชาติและสิทธิมนุษยชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เขียนบทความแสดงความเห็นลงในเว็บไซต์เดอะดิโพลแมต ด้วยการพาดหัวบทความว่า ... 

"How Cambodia’s Hun Sen Is Playing the World and Buying Time" (นายฮุน เซนของกัมพูชากำลังเล่นกับประชาคมโลกและซื้อเวลาอย่างไร) การแสดงละครเกี่ยวกับความขัดแย้งบริเวณชายแดนและการแสวงหารางวัลสันติภาพของชายวัย 72 ปี มีเป้าหมายเพื่อเบี่ยงเบนการตรวจสอบรัฐบาลกัมพูชาที่ใช้การขู่กรรโชกทางเพศกับเด็กเป็นหนึ่งในการหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างชั่วร้าย 

'เจคอบ ซิมส์' กล่าวว่า กัมพูชาของนายฮุน เซนได้กลายเป็นผู้ดูแลเศรษฐกิจอาชญากรรมล่าเหยื่อที่สร้างรายได้มหาศาลให้แก่เครือข่ายอุปถัมป์ของชนชั้นนำ และชาวอเมริกันอาจกลายเป็นเป้าหมายหลักแล้วในขณะนี้ กัมพูชาเผชิญแรงกดดันมากขึ้นทั้งจากทั้งรัฐบาลสหรัฐและจีน การเล่นใหญ่ในประเด็นต่างๆ จึงทำหน้าที่เชิงยุทธศาสตร์เสริมเพื่อเบี่ยงเบน เตะถ่วง และลดความรับผิดของระบอบอาชญากรรมที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งได้กลายเป็นยุทธศาสตร์ในการปกครองของพรรคประชาชนกัมพูชาหรือซีพีพี (CPP)

โดย'เจคอบ ซิมส์' อ้างผลการศึกษาใหม่ขององค์การยุติธรรมนานาชาติหรือไอเจเอ็ม (IJM) ที่พบรายงานการขู่กรรโชกทางเพศกับเด็กเกือบ 500 รายงานที่มีหลักฐานข้อมูลโยงใยกับศูนย์หลอกลวงทั้งหมด 40 แห่ง และมีรายงานเพิ่มเติม 18,000 รายงานที่มีที่อยู่ไอพีที่อาจเชื่อมโยงกับสถานที่เหล่านั้น พร้อมกับยกตัวอย่างชื่อสถานที่บางแห่งที่เป็นของนายลี ยงพัด สว.และนักธุรกิจที่กัมพูชาอ้างว่าตกเป็นเหยื่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการถูกสหรัฐคว่ำบาตรเมื่อปีก่อน 

สิ่งนี้เป็นหลักฐานยืนยันว่า พรรคซีพีพี (CPP) ปล่อยให้ศูนย์หลอกลวงหาเงินให้แก่ผู้อุปถัมป์ และยังปล่อยให้มีการก่ออาชญากรรมกับเด็กด้วย ประเด็นหลังเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งต่อผู้กำหนดนโยบายในสหรัฐ เพราะเป็นการคุ้มครองเด็กจากการฉวยประโยชน์ที่ทำให้เยาวชนชาวอเมริกันเป็นโรคซึมเศร้าและตัดสินใจจบชีวิตตัวเองเป็นจำนวนมาก เตือนว่าเศรษฐกิจอาชญากรไซเบอร์ของกัมพูชาได้เข้าถึงครัวเรือนอเมริกันและระบบการเงินโลกด้วยขนาดและความรุนแรงมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน การหลอกลวงที่เรียกว่า 'เชือดหมู' มีแนวโน้มจะเป็นรูปแบบอาชญากรรมทางการเงินที่เกิดขึ้นกับชาวอเมริกันมากที่สุดในปีนี้ และว่า ธนาคารทุจริตของกัมพูชาและเทคโนโลยีได้ฟอกเงินจำนวนมหาศาลผ่านระบบการเงินของกัมพูชา

พร้อมกันนี้ 'เจคอบ ซิมส์' ทิ้งท้ายว่า เผด็จการทั่วโลกมักอาศัยการเบี่ยงเบนและซื้อเวลา ขณะเดียวกันการพึ่งพาอาชญากรรมหลากหลายอย่างมากเกินไปก็กลายเป็นจุดอ่อนได้เช่นกัน บทเรียนใหญ่ที่อาจได้จากกัมพูชาคือ ความรับผิดจะเกิดขึ้นได้เมื่อหลักฐานต่าง ๆ นำมาซึ่งการรวมตัวกันเป็นพันธมิตร ขณะนี้ดูเหมือนว่าระบอบชั่วร้ายกำลังอยู่เหนือทุกสิ่ง แต่จะถูกท้าทายได้หากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยยังคงมุ่งมั่น โดยมีข้อมูลสนับสนุน ร่วมมือกันในหลายภาคส่วน และเต็มใจเดินหน้าแม้เสี่ยงอันตราย เพื่อทำให้เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ไม่ได้รับการยกเว้นโทษจากผู้มีอำนาจอีกต่อไป

นิตยสาร Forbes ยกย่อง!! ‘เหงียน ถิ ฟอง เถา’ มหาเศรษฐีพันล้านดอลลาร์ คนที่สองของเวียดนาม

(24 ส.ค. 68) นิตยสารฟอร์บส์ได้ประกาศรายชื่อมหาเศรษฐีประจำปี 2017 ซึ่งเป็นรายชื่อบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก สิ่งที่ทำให้ชาวเวียดนามตื่นเต้นมากที่สุดคือการที่ฟอร์บส์ ยกย่อง เหงียน ถิ เฟือง เถา ซีอีโอของสายการบินเวียตเจ็ทแอร์ ให้เป็นมหาเศรษฐีพันล้านดอลลาร์สหรัฐอันดับสองของ เวียดนาม

ฟอร์บส์ระบุว่าปีนี้มีมหาเศรษฐีหญิงที่สร้างฐานะด้วยตนเองเพิ่มขึ้น 15 ราย ในบรรดามหาเศรษฐีเหล่านี้ เวียดนามมีตัวแทนจากนางเหงียน ถิ เฟือง เถา เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ฟอร์บส์ระบุว่านางเถากลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านหลังจากนำหุ้นของสายการบินราคาประหยัดเวียดเจ็ทแอร์เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2560

นิตยสารฟอร์บส์รายงานว่า ณ สิ้นวันที่ 20 มีนาคม สินทรัพย์ของนางสาวเหงียน ถิ เฟือง เถา มีมูลค่าสูงถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าสินทรัพย์ของนางสาวเถาส่วนใหญ่จะมาจากหุ้นของสายการบินเวียตเจ็ท แต่นิตยสารฟอร์บส์ยกย่องนางสาวเถาให้เป็นผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารของโซวิโก โฮลดิ้งส์

Forbes กล่าวถึง Nguyen Thi Phuong Thao ว่า “ มหาเศรษฐีหญิงคนแรกที่สร้างฐานะด้วยตัวเองของเวียดนาม ได้นำสายการบินราคาประหยัด Vietjet Air ของเธอเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2017 เธอเปิดตัวสายการบินนี้ในปี 2011 และเริ่มเติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยโฆษณาที่มีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสวมบิกินี่เป็นจุดเด่น”

ฟอร์บส์เสริมว่า เวียตเจ็ทแอร์มีเที่ยวบินประมาณ 300 เที่ยวบินต่อวัน คิดเป็น 40% ของส่วนแบ่งตลาดในเวียดนาม นอกจากนี้ คุณเหงียน ถิ เฟือง เถา ยังลงทุนในธนาคารเอชดี (HD Bank) และตลาดอสังหาริมทรัพย์ผ่านรีสอร์ทริมทะเล 3 แห่งอีกด้วย

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสินทรัพย์ของคุณเถาคำนวณจากหลายแหล่ง ไม่ใช่เพียงจากเวียตเจ็ทแอร์เท่านั้น จากราคาปิดของหุ้น VJC ณ วันที่ 20 มีนาคม จำนวนหุ้น VJC ที่คุณเถาถืออยู่มีมูลค่าเทียบเท่า 12,319 พันล้านดองเวียดนาม (ประมาณ 540 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2560 นิตยสารฟอร์บส์ได้ประกาศรายชื่อมหาเศรษฐีหญิงที่สร้างฐานะด้วยตนเองที่ร่ำรวยที่สุด ในโลก โดยนางเหงียน ถิ เฟือง เถา อยู่ในอันดับที่ 45 ของรายชื่อนี้ นิตยสารฟอร์บส์ระบุว่านางเหงียน ถิ เฟือง เถา มีทรัพย์สินมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มหาเศรษฐีหญิงชาวเวียดนามผู้นี้มีต้นกำเนิดมาจากธุรกิจการบิน

ก่อนหน้าคุณเถา คุณ Pham Nhat Vuong ประธานกรรมการบริหาร ของ Vingroup ถือเป็นมหาเศรษฐีชาวเวียดนามคนแรกที่ติดอันดับ บุคคลที่รวย ที่สุด ในโลกของนิตยสาร Forbes

นิตยสารฟอร์บส์ กล่าวถึงคุณ Pham Nhat Vuong ว่าเป็นผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารของ Vingroup หนึ่งในบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม รายได้ของ Vingroup ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะธุรกิจที่อยู่อาศัยและอพาร์ตเมนต์

ปัจจุบัน รายชื่อมหาเศรษฐีเรียลไทม์ของ Forbes มีเพียงนาย Pham Nhat Vuong เท่านั้นที่อยู่ในรายชื่อ ส่วนชื่อของนางสาว Thao ยังไม่มีการอัปเดต ดังนั้น ปัจจุบันนาย Vuong มีสินทรัพย์สูงถึง 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยเหตุนี้ นาย Vuong จึงมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้น 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มขึ้น 50 อันดับจากปีที่แล้ว

นอกจากนายหว่องและนางสาวเถาแล้ว บุคคลร่ำรวยที่สุดในโลกประจำปี 2560 ยังได้รับการเปิดเผยในรายชื่อของนิตยสารฟอร์บส์ด้วย ส่งผลให้มหาเศรษฐีบิล เกตส์ ยังคงครองอันดับหนึ่งเป็นปีที่สี่ติดต่อกัน ด้วยสินทรัพย์สูงถึง 86 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

เจฟฟ์ เบซอส มหาเศรษฐีจาก Amazon เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับสองของโลก แต่ทรัพย์สินของเขากลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุด หลังจากผ่านไป 1 ปี ทรัพย์สินของเจฟฟ์ เบซอสเพิ่มขึ้น 27.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 72.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาติด 3 อันดับแรก

วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนระดับตำนานก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน โดยทรัพย์สินของเขาเพิ่มขึ้น 14.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่อามันซิโอ ออร์เตกา เจ้าของเครือร้านแฟชั่น Zara ก็พบว่าทรัพย์สินมหาศาลของเขาเพิ่มขึ้น 4.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ปีนี้ ฟอร์บส์สร้างสถิติใหม่ด้านจำนวนมหาเศรษฐีทั่วโลก โดยเพิ่มขึ้น 13% เป็น 2,043 คน จาก 1,810 คนเมื่อปีที่แล้ว สินทรัพย์รวมของมหาเศรษฐีในรายชื่อเพิ่มขึ้น 18% เป็นสถิติสูงสุดที่ 7.67 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

สหรัฐอเมริกายังคงเป็นประเทศที่มีมหาเศรษฐีมากที่สุด โดยมี 565 ราย ตามมาด้วยจีนเป็นอันดับสอง โดยมี 319 ราย เยอรมนีเป็นอันดับสาม โดยมี 114 ราย และอินเดียเป็นอันดับสี่ โดยมี 101 ราย

‘เอกนัฏ’ ส่ง!! ‘ทีมสุดซอย’ ทลาย!! คลังสินค้า ดัมพ์ตลาดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ พบลักลอบขายสินค้าไม่มีมาตรฐาน กว่า 13.6 ล้าน จ่อชง ‘ดีเอสไอ’ รับเป็นคดีพิเศษ

(24 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยนายสุตตะนนท์ โสวนิตย์ ผู้อำนวยการกองตรวจการมาตรฐาน 2 สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ สมอ. และ สภ.บ้านคลองสวน เข้าตรวจสอบโกดังของ บริษัท เทรนด์ คอมเมอร์ส อิเล็กทรอนิกส์ จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 555/12 หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านคลองสวน อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ พบสินค้านำเข้าจำนวนมากขายแบบทุ่มตลาด และเป็นสินค้าอยู่ในข่ายควบคุมของ สมอ. หลายรายการ ซึ่งไม่มีเครื่องหมาย มอก. เตรียมกระจายส่งขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวว่า ขณะเข้าตรวจสอบพบพนักงานกำลังนำปลั๊กพ่วงไม่มี มอก. แพ็คใส่ห่อเป็นพัสดุ เตรียมส่งขึ้นรถขนส่งสินค้าเพื่อจำหน่ายให้ลูกค้า เจ้าหน้าที่จึงสั่งหยุดและตรวจสอบสินค้าทั้งหมดภายในคลังสินค้าทันที พบสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายรายการ ไม่มีเครื่องหมาย มอก. และไม่ได้ขออนุญาตนำเข้าตามกฎหมาย เช่น ปลั๊กพ่วง เครื่องฟอกอากาศ พัดลม กระทะไฟฟ้า ของเล่น และก๊อกน้ำ เป็นต้น เจ้าหน้าที่ยังขยายผลไปตรวจสอบที่ตั้งของบริษัทซึ่งอยู่ในพื้นที่โครงการเดียวกัน พบว่าบริษัทฯ แอบซุกซ่อนสินค้าผิดกฎหมายเพิ่มอีกหลายรายการ เช่น ปลั๊กพ่วง ของเล่นอีกจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงได้อายัดของทั้งหมด รวมมูลค่าทั้งสิ้น 13,685,050 บาท 

“วันนี้ได้ประสานกับตำรวจ สภ.บ้านคลองสวน เพื่อดำเนินคดีกับบริษัทดังกล่าว ฐานลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย ปลอมเครื่องหมาย มอก. ซึ่งเป็นการกระทำที่ท้าทายกฎหมาย โดยหลังจากนี้จะดำเนินคดีกับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่จ้างบริษัทนี้พักสินค้าและร่วมกันขายสินค้าที่ไม่มี มอก. ด้วย ซึ่งโทษของการลักลอบนำเข้าสินค้าไม่มี มอก. มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปลอมเครื่องหมาย มอก. มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในส่วนของแพลตฟอร์มออนไลน์จะมีความผิดฐานจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

เนื่องจากของกลางมีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาท และพบความผิดปกติการจัดตั้งนิติบุคคลลักษณะเข้าข่ายเป็นนอมินี ที่มีความเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายในการประกอบธุรกิจทั้งบริษัทนำเข้า บริษัทจำหน่าย และราคาสินค้า ซึ่งเป็นไปตามบัญชีท้ายประกาศกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยชุดสุดซอยจะส่งข้อมูลหลักฐานทั้งหมดให้ดีเอสไอพิจารณารับเป็นคดีพิเศษต่อไป” นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวทิ้งท้าย

‘ไผ่ ลิกค์’ ชี้!! เอกลักษณ์ของชาติไทย อย่าให้กัมพูชาบิดเบือน ในกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33

(24 ส.ค. 68) นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม ในฐานะนายกสมาคมกีฬาคิกบ็อกซิ่งแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่มีการเสนอใช้คำว่า “Muay (มวย)” แทนที่จะใช้ “Muaythai (มวยไทย)” ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33 ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในปลายปีนี้นั้น ตนขอเรียกร้องไปยังผู้จัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ให้ยืนยันใช้ชื่อ “มวยไทย” ในการแข่งขัน ตามที่เคยใช้ในการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 27–31 ในปี 2013 - 2022 ก็ใช้คำว่า Muaythai มาตลอด แต่เมื่อปี 2023 ที่ประเทศกัมพูชาเป็นเจ้าภาพจัดซีเกมส์ครั้งที่ 32 ยังกล้าเปลี่ยนชื่อการแข่งขันกีฬามวย เป็น “กุน ขแมร์” ได้ โดยอ้างว่าเป็นกีฬาที่เป็นต้นแบบของมวยไทย

นายไผ่ กล่าวต่อว่า ครั้งที่แล้วเราถูกเขมรย่ำยีเอาไปแล้ว เปลี่ยนชื่อเป็น กุน ขแมร์ บิดเบือนเอาศิลปะการต่อสู้ไทยไปอ้างเป็นของตัวเอง มวยไทย คือ อัตลักษณ์ของชาติไทย และคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ยังให้การรับรองกีฬาในชื่อว่า “Muaythai” รวมถึงองค์กรรับผิดชอบอย่าง สหพันธ์มวยไทยนานาชาติ หรือ IFMA อย่างถูกต้องด้วย

“เราไม่จำเป็นต้องเกรงใจเขมร เพราะมวยไทย คือ ศิลปะการต่อสู้ที่เป็นอัตลักษณ์ของชาติไทย และยังเป็นหนึ่งในโครงการ Soft Power ที่รัฐบาลไทยกำลังผลักดัน เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมไทยสู่ระดับนานาชาติ เราควรยืนหยัดในเอกลักษณ์ของชาติ ไม่ให้ใครมาบิดเบือนหรือช่วงชิงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทยได้อีกต่อไป” นายไผ่ กล่าว

‘จีน’ เตรียมฉาย!! 'เสินโจว 13' หนัง 8K ถ่ายทำบน ‘อวกาศ’ เรื่องแรก 5 ก.ย. นี้

(24 ส.ค. 68) ไชน่า มีเดีย กรุ๊ป ประกาศปล่อยตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง "เสินโจว 13" (SHENZHOU 13) ซึ่งเป็นภาพยนตร์ความละเอียดขนาด 8K ที่ถ่ายทำในอวกาศเรื่องแรกของจีน มีกำหนดเข้าฉายรอบปฐมทัศน์ทั่วประเทศวันที่ 5 ก.ย. นี้

ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้ภาพที่บันทึกโดยทีมนักบินอวกาศประจำภารกิจเสินโจว-13 ได้แก่ ไจ๋จื้อกัง หวังย่าผิง และเย่กวงฟู่ บอกเล่าเรื่องราวภารกิจโคจรในสถานีอวกาศจีนระยะเวลา 6 เดือนของพวกเขา เรื่องราวส่วนใหญ่ถ่ายทอดจากมุมมองของหวัง นำเสนอมุมมองภาพในจักรวาลที่ไม่เคยเห็นมาก่อนและฉากชีวิตบนสถานีอวกาศอย่างใกล้ชิด และถ่ายทำด้วยกล้องความละเอียดสูงพิเศษ 8K ที่พัฒนาในจีนทั้งหมด

ทีมผู้สร้างสรรค์ ซึ่งทำงานร่วมกับวิศวกรการบินและอวกาศ ได้เอาชนะหลายความท้าทายสำคัญ เช่น การทดสอบแรงสั่นสะเทือนของจรวด การจำลองสภาพแวดล้อมในอวกาศ และการปรับอุปกรณ์ให้เหมาะสมสำหรับการชาร์จไฟและจัดเก็บอย่างปลอดภัยภายในสถานีอวกาศ โดยอุปกรณ์ถ่ายทำพิเศษนี้ถูกส่งมอบไปยังสถานีอวกาศด้วยยานสัมภาระเทียนโจวเมื่อปี 2021

เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2021 ภารกิจเสินโจว-13 ได้ส่งทีมนักบินอวกาศของจีน 3 คนไปยังโมดูลหลักของสถานีอวกาศจีนเป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งระหว่างนั้นทีมลูกเรือได้ปฏิบัติกิจกรรมนอกยานอวกาศ 2 ครั้ง และเปิดชั้นเรียนผ่านไลฟ์สด 2 ครั้งจากสถานีอวกาศ ภารกิจนี้ถือเป็นการเสร็จสิ้นขั้นตอนการตรวจสอบเทคโนโลยีสำคัญที่ใช้บนสถานีอวกาศของจีน

สุดปลื้ม!! ทูตทหารสวีเดน-SAAB สวีเดน-ทัพฟ้าไทย เห็น ผ้าไทยลาย ‘แม่ย่านาง Gripen’

(24 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Wassana Nanuam’ ด้โพสต์ข้อความ ระบุว่า ...

ทูตทหารสวีเดน-SAAB สวีเดน-ทัพฟ้าไทย สุดปลื้ม!! เห็น ผ้าไทยลาย "แม่ย่านาง Gripen" สะท้อนความรู้สึก ที่คนอิสาน มีต่อ ปฏิบัติการทางอากาศของ ทอ.ไทย  ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมา ขณะ รมว.กต.- ผบ.ทอ. เตรียมร่วมพิธีเซ็นสัญญา  ซื้อGripen ฝูง2 ที่สวีเดน 25 สค.นี้ พร้อม Defence Offset Package ตอบแทนกลับคืนให้ไทย กว่า 1 แสนล้าน 

หลัง เพจกรุงเก่าของชาวสยาม และ คุณ Kamon Wan เผยแพร่ภาพผ้าไทยลาย เครื่องบินรบ กริพเพ่น  #Gripen ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรุงสตอกโฮล์ม สวีเดน ว่า ผู้ช่วยโทษฝ่ายทหารสวีเดนประจำประเทศไทย พันโท Anders Nikanorsson และ เจ้าหน้าที่ของ SAAB สวีเดน ได้เห็นแล้ว ปลื้มใจมาก ที่คนไทย มีความรู้สึกที่ดีกับเครื่องบิน Gripen  และ นับเป็นแนวคิดที่สร้างสรรค์ 

ทั้งนี้กองทัพอากาศ มีกำหนดที่จะลงนามในสัญญาจัดซื้อเครื่องบิน Gripen C/D กับ FMV และ SAAB สวีเดน ใน วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม 2568 นี้  โดยพลอากาศเอกพันธ์ภักดี พัฒนกุล  ผบ.ทอ. โดยมีนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รมว. ต่างประเทศ ร่วมเป็นสักขีพยาน  เพราะเป็นการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ครั้งแรกที่ใช้นโยบายOffset Policy ของรัฐบาลอย่างเต็มรูปแบบ.  โดยสวีเดน มีโครงการตอบแทนชดเชยมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนให้ประเทศไทยกว่า 1 แสนล้านบาท  ในโครงการจัดซื้อเครื่องบิน1 ฝูงบิน  กว่า 6 หมื่นล้านบาท 

ขณะที่ ทอ. รายงานว่า แนวคิดนี้ เกิดขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจาก เครื่องบินกริพเพน ที่มาร่วมพิทักษ์แผ่นดินไทย ชายแดนไทย-กัมพูชา และถูกถ่ายทอดลงบน ผ้าไหมสุรินทร์ อันเลื่องชื่อ

ผสาน “ความแข็งแกร่ง” ของนักรบกับ “ความงาม” แห่งภูมิปัญญาไทยได้อย่างทรงพลัง ภายใต้ Concept “แม่ย่านางกริพเพน” ศิลป์และศรัทธาได้รวมเป็นหนึ่ง ที่ไม่เพียงสะท้อนถึงความงดงามทางวัฒนธรรม แต่ยังประกาศถึง ความกล้าหาญและหัวใจนักสู้ของชนชาติไทย

นี่คือผลงานที่ย้ำเตือนว่า ไทยมิได้มีเพียงกำลังปกป้องผืนแผ่นดิน แต่ยังรักษารากเหง้าวัฒนธรรมอันงดงามไว้คู่กัน เพื่อบอกชัดแก่โลกว่า…เราคือประเทศไทยผู้สืบสานวัฒนธรรม ที่จะไม่มีวันให้ใครมาย่ำยี 

กองทัพอากาศขอบคุณกำลังใจจากประชาชนผ่านการรังสรรค์ผลงานบนลายผ้าไทย

ข้อมูล/ผลงาน จาก เพจกรุงเก่าของชาวสยาม และ คุณ Kamon Wan
 

จากอุบัติเหตุ!! รถบรรทุก ชน มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ ในที่เกิดเหตุ สู่การตรวจสอบ!! ‘วีซ่าต่างด้าว’ ครั้งใหญ่ที่สุด ในสหรัฐฯ

(24 ส.ค. 68) ฮาร์จินเดอร์ ซิงห์ หนุ่มอินเดียวัย 28 ปี ที่หวังจะมาขุดทองเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสหรัฐ อาจเป็นต้นเหตุทำให้วีซ่าของเพื่อนร่วมอาชีพ และ ชาวต่างด้าวในสหรัฐมากกว่า 55 ล้านคนมีโอกาสปลิว ต้องถูกเนรเทศออกจากสหรัฐได้ เหตุเพราะการ U-Turn ผิดที่เพียงแค่ครั้งเดียว

จุดพลิกหลายชีวิตนั้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2025 ที่ผ่านมา ขณะที่ ฮาร์จินเดอร์ ซิงห์ ที่ทำงานเป็นคนขับรถบรรทุกพ่วง กำลังขับรถแล่นขึ้นบนไฮเวย์ ในรัฐฟลอริด้า แต่เขาดันไปกลับรถในช่อง ห้าม U-Turn เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุรถชน และมีผู้เสียชีวิตถึง 3 คน ในที่เกิดเหตุ 

ตำรวจฟลอริด้าจัดการไล่ล่า หาตัวคนขับรถบรรทุกทันที และสามารถจับกุมเขาได้ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่เขาอาศัยอยู่ และถูกส่งตัวกลับมาขึ้นศาลในฟลอริด้า อาจฟังดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุน่าเศร้าบนท้องถนนที่เกิดขึ้นมากมายหลายครั้งในแต่ละปี แต่ไม่ใช่กับคดีของ ฮาร์จินเดอร์ ซิงห์ ที่ตอนนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเต็มรูปแบบ ทั้งการขับเคลื่อนนโยบายรัฐ โจมตีพรรคคู่แข่ง และ ปลุกกระแสชาตินิยม

หลังจากที่จับกุมคนขับรถได้ ก็มีการสืบประวัติและพบว่า ฮาร์จินเดอร์ ซิงห์ ไม่ใช่พลเมืองอเมริกัน และไม่ได้ถือวีซ่าใดๆเลยด้วยซ้ำ เขาเป็นเพียงหนุ่มอินเดียที่ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ผ่านช่องทางธรรมชาติจากพรมแดนเม็กซิโกตั้งแต่ปี 2018 เข้ามาตั้งรกรากในแคลิฟอร์เนีย

ตัวเขาพยายามขึ้นทะเบียนแรงงานถูกกฎหมายในสหรัฐ แต่ถูกปฏิเสธตั้งแต่รัฐบาลทรัมป์ 1 อันที่จริงแล้วเขาก็ควรแอบๆทำงานตามโรงงานที่รับคนต่างด้าวเข้าเมือง แต่ประเด็นคือ ฮาร์จินเดอร์ ซิงห์ กลับได้ใบขับขี่รถสาธารณะที่ออกโดยรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ทำให้เขายึดอาชีพคนขับรถบรรทุกส่งของข้ามรัฐได้ 
และเขาน่าจะได้ขับรถบรรทุกส่งของไปเรื่อยๆ หากไม่ไปขับรถย้อนศร กลับรถผิดจุด จนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุมีผู้เสียชีวิตถึง 3 คนที่ฟลอริด้า และกลายเป็นว่าคนขับรถบรรทุกเป็นชาวโรบินฮู้ดแต่ถือใบขับขี่ถูกต้องตามกฎหมาย

และที่งามหน้ายิ่งกว่านั้นคือ เมื่อจับนายซิงห์มาประเมินความสามารถด้านภาษาอังกฤษ ปรากฏว่าเขาสอบตกทักษะการพูด สามารถตอบคำถามได้ถูกต้องเพียงแค่ 2 จาก 12 หัวข้อสนทนา แถมยังจำแนกสัญญาณป้ายจราจรได้เพียง 1 ใน 4 เท่านั้น แล้วเขาจะไปสอบใบขับขี่รถสาธารณะของแคลิฟอร์เนียจนได้มาได้อย่างไร??

จากคดีของ ฮาร์เจนดา ซิงห์ ทำให้มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัส ใช้เป็นข้ออ้างในการออกคำสั่งระงับการออกวีซ่าทำงานให้กับคนขับรถสาธารณะที่เป็นชาวต่างชาติในทันที แล้วยังได้ทิ้งท้ายไว้ให้คิดด้วยว่า 

"จำนวนคนขับรถบรรทุกพ่วงต่างด้าวบนท้องถนนในสหรัฐฯมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตของชาวอเมริกันมากขึ้นเท่านั้น และยังบั่นทอนคุณภาพชีวิต (แย่งงาน) ของคนขับรถบรรทุกชาวอเมริกันด้วย”

ต่อมา รัฐบาลทรัมป์ ก็ได้โจมตีการทำงานของผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย - เกวิน นิวซัม - ที่เป็นนักการเมืองเลือดเดโมแครต ถึงการปล่อยปละละเลยในระเบียบมาตรฐานของรัฐบาลกลาง ที่ปล่อยให้คนต่างด้าวผิดกฎหมายครอบครองใบขับขี่รถบรรทุกได้ ทั้งๆที่ขาดคุณสมบัติทั้งด้านความรู้กฎหมายจราจรพื้นฐาน และ การสื่อสารภาษาอังกฤษ

ความเรือหายยังไม่หมด ทางการสหรัฐเลยถือโอกาสนี้ ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังชาวต่างชาติที่กำลังถือวีซ่าถูกกฎหมายของสหรัฐกว่า 55 ล้านคนในขณะนี้ด้วย เพื่อประเมินว่า ผู้ถือวีซ่าเคยมีพฤติกรรมละเมิดเงื่อนไขการเข้าเมืองสหรัฐข้อใดหรือไม่ 

แมทธิว ทราเกสเซอร์ โฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐ ออกมากล่าวถึงนโยบายรีวิววีซ่า 55 ล้านใบว่า "เราจะไม่ยอมให้สิทธิ์พำนักในสหรัฐ แก่ใครก็ตามที่ดูหมิ่น และ มีอุดมการณ์ต่อต้านอเมริกา" 

ดังนั้นหากพบว่าต่างด้าวคนใดมาเคยออกมาต่อต้าน เห็นต่างนโยบายสหรัฐ ก็มีสิทธิ์ถูกเพิกถอนวีซ่า ส่งตัวกลับประเทศได้ทันที และโฆษก ตม. ย้ำอีกครั้งว่าจะตรวจสอบอย่างต่อเนื่องด้วย และอาจเรียกได้ว่าเป็นการรีวิววีซ่าครั้งใหญ่ที่สุดในสหรัฐได้เลย 

ซึ่งเมื่อก่อนอาจฟังดูเป็นไปไม่ได้ มานั่งตรวจสอบประวัติต่างด้าวใหม่หมด 55 ล้านคน แต่ปัจจุบันนี้ เรามี AI มาช่วยทำ อะไรๆ มันก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
U-Turn ผิดชีวิตเปลี่ยนจริงๆนะ นายจ๋า ไม่ใช่เปลี่ยนแค่นายซิงห์คนเดียว แต่อาจเปลี่ยนชีวิตเพื่อนต่างด้าวในสหรัฐอีกหลายแสน หลายล้านชีวิตเลยทีเดียว

‘พงศ์กวิน’ ชี้แจง!! ตรวจสุขภาพแรงงานต่างชาติ ต้อง ‘โปร่งใส – ตรวจสอบได้ – มีใบรับรองแพทย์’

(24 ส.ค. 68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึง กรณีการให้บริการตรวจสุขภาพแรงงานต่างชาติของสถานพยาบาล โดยมีข้อสงสัยว่าอาจยังไม่ได้รับอนุญาตตามขั้นตอน ทำให้ประชาชนกังวลเรื่องความถูกต้องของใบรับรองแพทย์ และผลกระทบที่จะเกิดกับแรงงานและนายจ้าง ว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้ ตนไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบโดยทันที 

โดยได้รับรายงานจาก นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน ว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 ได้กำหนดให้คนต่างด้าวตรวจโรคต้องห้าม โดยคนต่างด้าวสามารถตรวจสุขภาพกับสถานพยาบาลของรัฐหรือเอกชนทุกแห่งที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล หากเป็นสถานพยาบาลเอกชนจะต้องผ่านการพิจารณาจากกรมการจัดหางานและต้องเชื่อมโยงข้อมูลผลการตรวจสุขภาพ รวมทั้งประกาศรายชื่อให้เป็นสถานพยาบาลที่ตรวจสุขภาพได้ โดยจะต้องผ่านหลักเกณฑ์ของคณะทำงานพิจารณาหลักเกณฑ์ ซึ่งประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมควบคุมโรค กรมการจัดหางาน ได้ร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์ โดยกรมการจัดหางานได้ประกาศหลักเกณฑ์ของสถานพยาบาลเอกชนที่จะตรวจสุขภาพคนต่างด้าว เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2567 ดังนี้ 1) ต้องเป็นสถานพยาบาลที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการสถานพยาบาล 2) ต้องมีห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข ตั้งอยู่ในสถานพยาบาล 3) ต้องมีห้องเอกซเรย์และเครื่องกำเนิดรังสีทางการแพทย์ที่ผ่านมาตรฐานและแจ้งครอบครองอย่างถูกต้องตามกฎหมายตั้งอยู่ในสถานพยาบาล 4) ต้องมีระบบที่มีมาตรฐานการจัดการความมั่นคงปลอดภัยของสารสนเทศ 5) สามารถเชื่อมโยงข้อมูลผลการตรวจสุขภาพของคนต่างด้าวกับกรมการจัดหางาน ซึ่งปัจจุบันได้มีสถานพยาบาลที่มีคุณสมบัติครบถ้วน 75 แห่ง

นายจ้าง สถานประกอบการ สามารถติดตามรายละเอียดได้ทางเว็บไซต์กรมการจัดหางาน doe.go.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร 1506 กด 2 กรมการจัดหางานหรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top