Monday, 27 July 2026
Hard News Team

‘ฮุน มาเนต’ ยืนยันถึงความภักดีของกัมพูชาต่อจีน ขอยึดนโยบาย ‘จีนเดียว’ ผลักดันเศรษฐกิจและการค้าที่แข็งแกร่ง

(25 ส.ค. 68) สำนักข่าว China Daily รายงานว่า ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ยืนยันความสัมพันธ์กับจีนที่มีความใกล้ชิดมายาวนานหลายทศวรรษ โดยพัฒนามาจนเป็น “มิตรภาพแน่นแฟ้น” ที่ยืนอยู่บนรากฐานของความเชื่อมั่นทางการเมือง การเคารพซึ่งกันและกันในเรื่องอธิปไตยและไม่แทรกแซงกิจการภายใน ความสัมพันธ์ดังกล่าวถูกยกระดับสู่ความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์รอบด้าน ภายใต้กรอบ Diamond Hexagon Cooperation ซึ่งมุ่งสร้าง “ชุมชนร่วมอนาคต” ที่มั่นคงสำหรับทั้งสองประเทศ

จีนสนับสนุนเส้นทางการพัฒนาของกัมพูชาที่เหมาะสมกับบริบทในประเทศ ขณะเดียวกัน กัมพูชายืนหยัดนโยบาย “จีนเดียว” โดยถือว่าไต้หวัน ฮ่องกง ซินเจียง และทิเบต เป็นกิจการภายในของจีน ความสัมพันธ์ระดับผู้นำและการติดต่อสื่อสารในทุกระดับยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ความร่วมมือด้านการเมือง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การศึกษา พลังงาน การท่องเที่ยว และความมั่นคง ก้าวหน้าอย่างชัดเจน

โครงการภายใต้ Belt and Road Initiative (BRI) ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานกัมพูชา เช่น สนามบินนานาชาติเสียมราฐ-อังกอร์ ทางด่วนพนมเปญ–สีหนุวิลล์ และเขตเศรษฐกิจพิเศษพระสีหนุ ขณะเดียวกันยังมีแผนสนับสนุนโครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำฟูนันเตโช ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของกัมพูชา

ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการค้าก็ขยายตัวต่อเนื่อง หลังการลงนาม ข้อตกลงการค้าเสรีกัมพูชา–จีน (CCFTA) ในปี 2020 ปริมาณการค้าสองทางเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้งสองประเทศยังพัฒนา “ระเบียงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี” และ “ระเบียงปลาและข้าว” เพื่อยกระดับภาคเกษตรและอุตสาหกรรม พร้อมทั้งผลักดันการลงทุนในเศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด และนวัตกรรมที่ยั่งยืน

นอกเหนือจากมิติทางเศรษฐกิจแล้ว กัมพูชาและจีนยังเน้นการเชื่อมโยงด้านวัฒนธรรมและประชาชน เช่น การกำหนดปี 2025 ให้เป็น “ปีแห่งการท่องเที่ยว” ต่อเนื่องจาก “ปีแห่งการแลกเปลี่ยนประชาชน” ในปี 2024 ซึ่งสะท้อนถึงความตั้งใจที่จะเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกัน ขณะเดียวกัน กัมพูชายังมุ่งขยายบทบาทในกรอบความร่วมมือพหุภาคีอย่าง SCO เพื่อสร้างสันติภาพ ความมั่นคง และการพัฒนาร่วมกันในภูมิภาค

สมุทรปราการ-จนท.ตรวจสอบร้านอาหารเจ้าดัง!! ย่านบางปู หลังโดนร้องเรียนทิ้งเศษอาหารและสิ่งปฏิกูล สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านนานหลายปี

(25 ส.ค. 68) ชาวบ้านในเขตพื้นที่บางปูส่งเรื่องร้องเรียนผู้ประกอบการรายหนึ่ง โดยอ้างว่าผู้ประกอบการร้านอาหารแห่งหนึ่งในเขตพื้นที่ ต.บางปู จ.สมุทรปราการ ขายอาหารส่งกลิ่นรบกวน รวมถึงมีเสียงดังส่งผลกระทบต่อคนในชุมชนมานานกว่า 5 ปี

นอกจากนี้ ทางตัวแทนชุมชนและเป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน เปิดเผยว่า ในชุมชนแห่งนี้มีผู้ป่วยด้วยโรคหอบหืดและต้องใส่เครื่องช่วยหายใจทุกครั้งที่ร้านเปิดเครื่องดูดอากาศและปรุงอาหารเสิร์ฟลูกค้า เนื่องจากเครื่องดูดอากาศของทางร้านนั้น พ่นกลิ่นควันหันออกมาทางบ้านเรือนประชาชน

อีกทั้งชุมชนแห่งนี้ยังมีเด็กพิการอายุ 13 ปี ที่บ้านพักอาศัยอยู่ติดกันกับร้านอาหารส่งเสียงร้องอย่างทรมานหลังจากที่ได้ยินเสียงเครื่องดูดอากาศและกลิ่นฉุนและเหม็นที่ลอยมาตามลม

กระทั่งเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา กองสาธารณสุขเทศบาลตำบลบางปู พร้อมด้วย กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สนง.สิ่งแวดล้อมจังหวัดสมุทรปราการ สนง.สิ่งแวดล้อมภาค 13 จ.ชลบุรี และผู้ใหญ่บ้าน ร่วมลงพื้นที่เข้าตรวจสอบร้านอาหารดังกล่าวที่ถูกร้องเรียน

โดยร้านอาหารแห่งนี้ตั้งอยู่ในซอยเทศบาลบางปู 118 ต.บางปู อ.เมือง จ.สมุทรปราการ หลังมีชาวบ้านในชุมชนร้องทุกข์เรื่องร้านอาหารปล่อยมลพิษทางเสียง ส่งกลิ่นเหม็น ทิ้งเศษอาหารลงสู่ป่าชายเลน เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม และสร้างความเดือดร้อนให้กับเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันนานกว่า 5 ปี ซึ่งที่ผ่านมาได้มีตัวแทนพูดคุยและเจรจาไปหลายครั้งแต่ไม่เป็นผลแต่อย่างใด จึงร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้าตรวจสอบดูแลช่วยเหลือ

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของทางเจ้าหน้าที่พบว่ามีเศษอาหารถูกทิ้งลงสู่พื้นดินด้านล่างซึ่งเป็นป่าชายเลน นอกจากนี้ยังมีกลิ่นเหม็นจากสิ่งปฏิกูลจากห้องสุขา ภายใต้พื้นร้านอาหารเต็มไปด้วยเศษขยะที่ทับถมหมักหมม กันอย่างหนาแน่น สร้างความอุจาดตาต่อผู้พบเห็น 

โดยทางเจ้าหน้าที่แจ้งกับผู้ประกอบการให้รีบดำเนินการแก้ไขปรับปรุงอย่างเร่งด่วน โดยให้ระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะเข้ามาตรวจสอบอีกครั้ง หากยังไม่มีการแก้ไขปรับปรุงคงต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป และขอความร่วมมือให้ช่วยเก็บขยะทะเลที่ไหลเข้ามาอยู่ใต้พื้นร้านอาหารออกให้เรียบร้อย ซึ่งผู้จัดการร้านอาหารยอมรับและจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นตามกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกับเจ้าหน้าที่ไว้

ขณะที่ นางอุสา (นามสมมุติ) ผู้ป่วยโรคหอบหืด บ้านที่อยู่ติดกับร้านอาหาร ได้นำคลิปภาพเครื่องดูดควันและปล่องปล่อยควันของร้านอาหารที่อยู่ติดข้างบ้าน ขณะส่งเสียงดัง กลิ่นเหม็น ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว โดยอ้างว่า ตนได้รับความเดือดร้อนจากร้านอาหารแห่งนี้มานานหลายปี โดยเฉพาะเวลาที่ร้านอาหารเปิดเครื่องดูดอากาศเวลาปรุงอาหารให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการ ตนต้องทนกลิ่นฉุนและเหม็นของอาหารและเสียงดังจากเครื่องจักร เครื่องครัว แม้กระทั่งหน้าต่างข้างบ้านต้องปิดไว้ตลอดเวลา 

ไม่สามารถเปิดหน้าต่างรับลมได้ ทุกวันต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเพื่อบรรเทาอาการโรคหอบหืด ทำให้ตนและครอบครัวต้องทนทุกข์ทรมานมานานหลายปี จึงขอฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดำเนินการกับร้านอาหารแห่งนี้ และไม่ต้องการให้มีร้านอาหารที่สร้างปัญหาเปิดอยู่ในชุมชน  

ด้านนายโพ (นามสมมุติ) เปิดเผยว่า ตนมีบ้านติดกับร้านอาหารแห่งนี้ ทนกลิ่นเหม็นและเสียงดังมานานกว่า 5 ปี สงสารลูกพิการติดเตียงวัย 13 ปี ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงดังจากการปรุงอาหารและกลิ่นที่ฉุน เด็กจะส่งเสียงร้องโวยวายด้วยความตกใจอย่างน่าสงสาร ตนเคยคุยกับเจ้าของร้านหลายครั้งแต่เรื่องก็เงียบ อีกทั้ง ร้านอาหารแห่งนี้มักจะทิ้งน้ำเสียและเศษอาหาร ทำให้ดินป่าชายเลนเสียหาย และเน่าเหม็น สัตว์น้ำที่เคยมีก็หายไปหมด วันนี้สุดทนจึงออกมาร้องผ่านสื่อช่วยเป็นกระบอกเสียงทวงความเป็นธรรมให้ตนและครอบครัวด้วย  

คิว-ข่าวสมุทรปราการ รายงาน

‘กองทัพอากาศ’ เปิดตัวโลโก้ “ฝูงบินรบกริพเพน” ล็อตใหม่ ภายใต้ชื่อ “บูรพาสันติ” ทุกสัญลักษณ์ล้วนเปี่ยมความหมาย

(25 ส.ค. 68) วาสนา นาน่วม นักข่าวสายทหารชื่อดัง โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก Wassana Nanuam ระบุว่า ทอ. เปิดตัว Peace Burapha “บูรพาสันติ” วันนี้ 25 ส.ค. 2568วันเซ็นสัญญา G to G ซื้อGripen E/F กับ FMV – SAAB สวีเดนในนามฝูงบิน Stars กองบิน1 เพื่อรักษาความมั่นคง พื้นที่ชายแดนตะวันออก -ตะวันออกเฉียงเหนือ จาก Peace Naraesuan สู่ Peace Suvannabhumi. จนมาถึง Peace Burapha “ผบ.ทอ.” ร่วมออกแบบ โลโก้ สุดคูล!! เปี่ยมความหมาย เผย ฝูง 102 จะปรับภารกิจเป็นฝูงบินขับไล่ยุทธวิธี รองรับภารกิจ Air to Air และ Air to Ground “เราจะหยุดไพรีที่ห้าวหาญ”

กองทัพอากาศ ตั้งชื่อโครงการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่ฝูงใหม่ JAS 39 Gripen E/F ว่า โครงการ “PEACE BURAPHA” โดยตัวในวันนี้ 25 สค.2568 ในวันเซ็นสัญญา ซื้อGripen E/F กับ FMV และ SAAB สวีเดน พร้อม Offset Package ชดเชยให้ไทย กว่า แสนล้าน ตามนโยบาย Offset Policy ของรัฐบาล อย่างเต็มรูปแบบโครงการแรก

ตราสัญลักษณ์ โครงการ “PEACE BURAPHA” เปี่ยมด้วยความหมาย ซึ่งร่วมกัน ออกแบบโดย พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผบ.ทอ. พล.อ.ท.อนุรักษ์ รมณารักษ์ รอง เสธ.ทอ. และ พ.อ.อ.บดินทร์ จำปา เจ้าหน้าที่ แผนกแผน สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักบริหารยุทโธปกรณ์ กรมยุทธการทหารอากาศ

1.PEACE BURAPHA หรือ “บูรพาสันติ” เป็นชื่อโครงการจากดำริของ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผบ.ทอ. ที่ต้องการสื่อถึงโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ ซึ่งจะประจำการที่ ฝูงบิน 102 กองบิน 1 จ.นครราชสีมา ในอนาคต จะเป็นเขี้ยวเล็บหนึ่งในกำลังสำคัญในการรักษาความมั่นคงให้พื้นที่ด้านตะวันออก และตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านและจะส่งผลให้เกิดเสถียรภาพในภูมิภาคอย่างยั่งยืนสืบไป

2.ตราสัญลักษณ์ ทอ.เป็นรูปปีก ทอ.ที่ใช้ในยุคที่ ทอ.เริ่มใช้วิสัยทัศน์ Unbeatable Air Force ซึ่งเริ่มโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน ในปี 2568

3. ธงชาติไทยรูปวงกลมเป็นสัญลักษณ์ของชาติไทยที่ติดไว้บนอากาศยานทุกแบบของกองทัพอากาศ

4. ดาวคู่จำนวน 2 ดวง หรือ “STARS” เป็นนามเรียกขานและเป็นสัญลักษณ์ประจำฝูงบิน 102 ยุคใหม่ที่เริ่มใช้สัญลักษณ์ดังกล่าว เมื่อ เครื่องบิน F-16 ADF เข้าประจำการ ในปี 2545 ซึ่งขณะนั้นยังกำหนดภารกิจเป็นฝูงบินขับไล่สกัดกั้น

สำหรับตราสัญลักษณ์ใหม่นั้นใช้คำว่า 102 TACTICAL FIGHTER SQUADRON หมายถึงในอนาคตฝูงบิน 102 จะปรับภารกิจเป็นฝูงบินขับไล่ยุทธวิธีซึ่งรองรับภารกิจอเนกประสงค์ทั้ง Air to Air และ Air to Ground ฝูงบิน 102 มีคำขวัญประจำฝูงบินว่า “เราจะหยุดไพรีที่ห้าวหาญ”

5. ดาวสีทองข้างละ 6 ดวง รวม 12 ดวงในขอบวงกลมเป็นการให้เกียรติแก่ ฝูงบิน 12 ซึ่งเดิมมีที่ตั้ง ณ กองบิน 1 ดอนเมือง ที่มีเกียรติประวัติในการรบที่สำคัญในอดีต ก่อนจะย้ายที่ตั้งมาที่กองบิน 1 จ.นครราชสีมา ตั้งแต่ 24 ต.ค.2519 จวบจนปัจจุบัน

6.ข้อความ JAS 39 GRIPEN E/F-RTAF หมายถึง รุ่นของ เครื่องบิน Gripen E/F ที่จะเข้าประจำการในกองทัพอากาศ

โดยในภาพเครื่องบินที่บินด้วยความเร็วสูงตรงกลางของภาพจะติดอาวุธ แบบ Meteor, AIM-120 AMRAAM และ IRIS-T ซึ่งเป็นอาวุธนำวิถีแบบอากาศสู่อากาศที่ทันสมัย

สื่อนอกแฉ!! ‘ฮุน เซน’ รายได้เดือนละ 4 หมื่น แต่รวยทะลุ 1.4 แสนล้าน ชี้มาจากครอบครัวคุม ‘ธุรกิจ-สื่อ-กองทัพ’ ครองอาณาจักรกัมพูชาเบ็ดเสร็จ

(25 ส.ค. 68) นิตยสาร Property & Development ของอังกฤษ เปิดโปงว่า ‘ฮุน เซน’ อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และครอบครัวมีทรัพย์สินมูลค่าไม่น้อยกว่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 1.4 แสนล้านบาท แม้รายได้ทางการจากตำแหน่งผู้นำประเทศจะเพียงเดือนละ 40,000 บาทเท่านั้น แต่กลับสะสมความมั่งคั่งผ่านเครือข่ายธุรกิจและอำนาจการเมืองตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา

นอกจากนี้ รายงานจากองค์กร Global Witness เมื่อปี 2016 ระบุว่า ครอบครัวฮุน เซน เป็นเจ้าของกิจการในกัมพูชามากกว่า 100 บริษัท มูลค่ารวมกว่า 7,000 ล้านบาท และยังมีที่ดินและทรัพย์สินในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ ออสเตรเลีย หรือสหราชอาณาจักร เครือข่ายอิทธิพลนี้ทำให้ราชวงศ์ฮุนยังคงกุมทั้งอำนาจการเมือง เศรษฐกิจ กองทัพ และสื่อภายในประเทศ

แม้จะถูกวิจารณ์หนักเรื่องความหรูหราส่วนตัวท่ามกลางความยากจนของชาวกัมพูชา เช่น การสวมใส่นาฬิกามูลค่าหลายสิบล้านบาทต่อเรือน แต่ครอบครัวฮุน เซน ก็ยังคงรักษาฐานอำนาจได้แน่น ผ่านการแต่งตั้งลูกหลานเข้าคุมตำแหน่งสำคัญ ทั้งกองทัพ รัฐบาล และธุรกิจสื่อ โดยในปี 2023 ฮุน เซน ส่งต่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้บุตรชาย ‘ฮุน มาเนต’ ขณะที่ตนเองขึ้นเป็นประธานวุฒิสภา

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การสะสมทรัพย์สินและอำนาจของราชวงศ์ฮุน คล้ายกับตระกูลการเมืองทรงอิทธิพลในภูมิภาคอื่น ขณะเดียวกันก็สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำในกัมพูชาอย่างชัดเจน แม้จะมีเสียงเรียกร้องความโปร่งใสเพิ่มขึ้นจากทั้งภายในและต่างประเทศ แต่ด้วยโครงสร้างอำนาจที่ฝังรากลึก จึงยากที่ครอบครัวฮุนจะสูญเสียอิทธิพลในเร็ววัน

อิสราเอลระดมโจมตี ฐานขีปนาวุธ-คลังเชื้อเพลิงเยเมน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ราย และบาดเจ็บ 86 คน

(25 ส.ค. 68) อิสราเอลเปิดฉากโจมตีกรุงซานา เมืองหลวงเยเมน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อตอบโต้ที่กลุ่มฮูตีปล่อยขีปนาวุธและโดรนเข้าสู่อิสราเอล โดยกองทัพอิสราเอลยืนยันว่าเป้าหมายคือสถานที่ทางยุทธศาสตร์หลายแห่ง รวมถึงทำเนียบประธานาธิบดี โรงงานไฟฟ้า ฐานยิงขีปนาวุธ และคลังเก็บน้ำมัน

กระทรวงสาธารณสุขของฮูตีรายงานว่า การโจมตีดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ราย และบาดเจ็บ 86 คน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการโจมตีที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายเดือน ขณะที่กองทัพอิสราเอลระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้มีขึ้นเพื่อปกป้องพลเรือนและตอบโต้การยิงขีปนาวุธจากเยเมน

ก่อนหน้านี้เพียงสองวัน กลุ่มฮูตีประกาศว่าพวกเขาได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกลรูปแบบใหม่ไปยังอิสราเอล โดยอ้างว่าเป็นการสนับสนุนชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา แม้ส่วนใหญ่จะถูกสกัดกั้นกลางทาง แต่อิสราเอลมองว่านี่เป็นภัยคุกคามที่ไม่อาจปล่อยผ่านได้

ตั้งแต่สงครามกาซาปะทุเมื่อเดือนตุลาคม 2023 กลุ่มฮูตีที่มีอิหร่านหนุนหลังได้เพิ่มการโจมตีทางอากาศและโจมตีเรือในทะเลแดงอย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าจะยืนหยัดเคียงข้างชาวปาเลสไตน์ ขณะที่อิสราเอลก็ตอบโต้ด้วยการโจมตีพื้นที่ยุทธศาสตร์ในเยเมนเป็นระยะ ทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ

มาตรการพลังงานครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนเศรษฐกิจโดยรวม และสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

(24 ส.ค. 68) นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในรายการ “เสียงจากใจ ไทยคู่ฟ้า” ออกอากาศวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 68 ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเข้าร่วมประชุม ได้เห็นชอบมาตรการพลังงานสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพพลังงานและค่าครองชีพของประชาชนในหลายเรื่องสำคัญ

โดยที่ประชุมได้อนุมัติการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมทั้งโครงการลมและแสงอาทิตย์ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเจรจาราคากับภาคเอกชนให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน พร้อมขยายกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ไม่เกินปี 2573 เพื่อเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบไฟฟ้าไทย

กพช. ยังอนุมัติขยายอายุโรงไฟฟ้าน้ำพอง ชุดที่ 1–2 ออกไปอีก 6 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574 ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสุทธิได้กว่า 28,358 ล้านบาท พร้อมเห็นชอบแนวทางบริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ โดยเลื่อนการปลดโรงไฟฟ้าเครื่องที่ 8 และ 11 ออกไปถึงสิ้นปี 2574 ควบคู่กับการปรับปรุงเครื่องที่ 12–13 เพื่อใช้งานต่อถึงปี 2591 แนวทางนี้จะช่วยลดการลงทุนใหม่ ลดการนำเข้า Spot LNG และลดค่า Ft ลงเฉลี่ย 3.67 สตางค์ต่อหน่วย หรือประมาณ 9,566 ล้านบาทต่อปี

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังมีมติอนุมัติให้ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราปกติ จ่ายค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3.94 บาทต่อหน่วยในงวดกันยายนถึงธันวาคม 2568 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ทบทวนเกณฑ์เพดานการใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ส่วนลดครอบคลุมผู้ใช้ส่วนใหญ่และเป็นธรรม

นอกจากนี้ กพช. ยังมีมติยืนยันราคาขายไฟฟ้าแก่ประเทศเพื่อนบ้านต้องไม่ต่ำกว่าราคาที่จำหน่ายภายในประเทศ เพื่อไม่ให้กระทบต้นทุนไฟฟ้าของประชาชนไทย พร้อมทั้งยกเลิกแผนการแยกศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (SO) ออกจาก กฟผ. โดยคงโครงสร้างแบบ Enhance Single Buyer (ESB) ที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องมาตรฐานสากล รวมถึงเห็นชอบให้เดินหน้าโครงการ Demand Response (DR) ต่อเนื่อง เพื่อควบคุมต้นทุนค่าไฟและลดการนำเข้า LNG โดยจะบรรจุค่าใช้จ่ายผลตอบแทน DR ไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ต่อไป

“รัฐบาลยืนยันว่า มาตรการพลังงานครั้งนี้จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนเศรษฐกิจโดยรวม และสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน” นางสาวศศิกานต์ กล่าวทิ้งท้าย

ลำปาง-ตร.ภาค 5 โชว์ผลงาน! แถลงข่าวจับยาบ้า 8.2 ล้านเม็ด ลำปาง–น่าน 

วันที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลา 11.00 น. ณ ที่ทำการตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมด้วย น.ส.นิติยา พงษ์พานิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง, พล.ต.ต.ภูมิปัญญ์ญา นวตระกูลพิสุทธิ์ ผบก.ภ.จว.ลำปาง, ตำรวจภูธรจังหวัดน่าน, พันเอกกวิน ยาวิชัย รองผบ.มทบ32 , ป.ป.ส.ภาค 5 และนายปกรณ์ กรรณวัลลี ปลัดจังหสัดลำปาง ร่วมกันแถลงผลการจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ 2 คดี ของกลางยาบ้ารวมกว่า 8,200,000 เม็ด ตำรวจภูธรภาค 5 จับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ ยึดยาบ้ารวมกว่า 8.2 ล้านเม็ด

คดีที่ 1 (ลำปาง) วันที่ 23 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่พริก จ.ลำปาง ตรวจพบรถบรรทุก 6 ล้อ ยี่ห้อ HINO สีขาว–น้ำเงิน ทะเบียน 71-0101 สุราษฎร์ธานี ตรงตามที่ได้รับแจ้งจากสายลับ เมื่อสแกนผ่านอุโมงค์เอ็กซ์เรย์พบช่องลับภายในตู้ทึบ ตรวจสอบพบกระสอบบรรจุยาบ้า จำนวนประมาณ 8,000,000 เม็ด จึงจับกุมนายเอ(นามสมมุติ) ผู้ขับขี่ และนางสาวบี (นามสมมุติ) ผู้โดยสาร ส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่พริก ดำเนินคดีตามกฎหมาย

คดีที่ 2 (น่าน) วันที่ 24 สิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เวียงสา จ.น่าน สกัดจับรถยนต์กระบะนิสสัน นาวาล่า สีส้ม ทะเบียน 2ฒถ 8914 กรุงเทพมหานคร พบผู้ขับขี่คือนายไก่(นามสมมุติ) และผู้โดยสารคือนายเป็ด(นามสมมุติ) จากการตรวจค้นพบยาบ้า 200,000 เม็ด ซุกซ่อนในช่องประตูแคปฝั่งผู้ขับขี่ จึงได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เวียงสา ดำเนินคดีตามกฎหมาย

ตำรวจภูธรภาค 5 ย้ำเดินหน้าบูรณาการร่วมทุกภาคส่วน ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และ ป.ป.ส. ปฏิบัติตามข้อสั่งการของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเข้มข้น มุ่งสกัดกั้นไม่ให้ยาเสพติดทะลักเข้าสู่พื้นที่ตอนใน

#ตำรวจภูธรภาค5 #จับยาบ้า82ล้านเม็ด #ลำปาง #น่าน #หยุดยาเสพติด
ภาวินันท์ บุตรหล้า รายงาน

อ.สมชัย โพสต์เฟซ!! ถึงมาตรฐานทางจริยธรรม ที่ศาลรัฐธรรมนูญอาจนำมาใช้ ในการพิจารณาคดี!! คลิปเสียงการสนทนา ‘แพทองธาร – ฮุนเซ็น’

(24 ส.ค. 68) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (อดีตกกต.) โพสต์เฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” ระบุข้อความว่า …

ไม่ไหวจะเคลียร์

มาตรฐานทางจริยธรรม ที่อาจนำมาใช้ประกอบในการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคลิปเสียงการสนทนาแพทองธาร-ฮุนเซ็น มีดังนี้

ข้อ 6  ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ข้อ 7 ต้องถือประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน

ข้อ 8 ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือมีพฤติการณ์ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

ข้อ 17 ไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง

ข้อ 19 ไม่คบหาสมาคมกับคู่กรณี ผู้ประพฤติผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีความประพฤติหรือผู้มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสีย อันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่

ข้อ 25 รักษาความลับของราชการตามกฎหมายและ ระเบียบแบบแผนของราชการ

นั่งลงลูก ค่อยๆอ่าน ค่อยๆคิด ว่าเอาไงต่อดี เหลือไม่กี่วันแล้ว

กลุ่มเยาวชนนักอนุรักษ์ ‘Below the Tides’ ของ ‘อริณชย์-อริสา ทองแตง’ สร้างชื่อเสียง!! คว้ารางวัล ‘ประกายเพชร’ สร้างแรงบันดาลใจ ด้านสิ่งแวดล้อม

(24 ส.ค. 68) กรุงเทพมหานคร (กทม.) จัดพิธีมอบโล่รางวัลเชิดชูเกียรติเด็กและเยาวชนดีเด่นกรุงเทพมหานคร (ประกายเพชร) ครั้งที่ 20 ประจำปี 2568 โดยนายสิงห์ ลิ้มพิรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว เป็นประธานในพิธี โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เยาวชนที่มีอายุ 10-25 ปี ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ผลงานใน 9 ด้าน เช่น ด้านกีฬา, ศิลปวัฒนธรรม, นวัตกรรม และวิทยาศาสตร์ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม

ปีนี้มีเยาวชนได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 99 รางวัล แบ่งเป็นประเภทบุคคล 80 รางวัล และประเภทกลุ่ม 19 รางวัล ผู้ได้รับรางวัลจะได้รับโล่ ใบประกาศเกียรติบัตร และทุนการศึกษา ซึ่งประเภทบุคคลได้รับทุนคนละ 3,000 บาท ส่วนประเภทกลุ่มได้รับทุนกลุ่มละ 5,000 บาท เพื่อเป็นการสนับสนุนและเชิดชูเกียรติให้เยาวชนได้สร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อไป

โดยในประเภทกลุ่มเด็กและเยาวชนประกายเพชร ปรากฎว่ามีกลุ่ม“Below the Tides” ที่มี นายอริณชย์ หรือน้องอิน ทองแตง และ น.ส.อริสา หรือน้องเอม ทองแตง นักเรียน จาก โรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี กรุงเทพฯ สองพี่น้องร่วมก่อตั้งได้รับรางวัลด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรวมอยู่ด้วย โดยมี น.ส.อริสา หรือน้องเอม เป็นตัวแทนกลุ่มขึ้นรับรางวัล ประกายเพชร ในครั้งนี้

กลุ่ม Below the Tides เป็นกลุ่มเยาวชนที่มุ่งมั่นในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการศึกษาเกี่ยวกับคาร์บอนฟุตพรินต์ในพื้นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ผลงานวิจัยของพวกเขาได้รับการยอมรับในเวทีระดับนานาชาติ และเป็นที่มาของรางวัลมากมายในปี 2568 ซึ่งตอกย้ำถึงความสำเร็จของเยาวชนไทยที่มีหัวใจรักสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ความโดดเด่นของทั้งสองเริ่มขึ้นจากการคว้ารางวัลเหรียญทองจากการประกวดผลงานวิจัยในการประชุมเคมีนานาชาติ The 20th Asian Chemical Congress (20ACC) หรือ ASIACHEM2025 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติให้เป็นเยาวชนดีเด่นที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติปี 2568 โดยได้เข้าร่วมถ่ายภาพกับนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่ทำเนียบรัฐบาล

จากผลงานที่เป็นที่ประจักษ์ น้องเอม และ น้องอิน ยังได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วม โครงการ Thailand Youth Climate Action 2025 ซึ่งจัดโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อเตรียมความพร้อมให้เป็นตัวแทนเยาวชนไทยในเวทีระดับนานาชาติ ถือเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าเยาวชนสามารถมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อโลกที่ดีขึ้นได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top