Monday, 27 July 2026
Hard News Team

เวทีเอฟเคไอไอ.ฟอรั่ม“ฟันธงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์คือคานงัดศักยภาพใหม่ประเทศไทยสู่ "เศรษฐกิจเอไอ.”(AI Economy)และรัฐบาลเอไอ.(AI Government)

(24 ส.ค. 68) สถาบันเอฟเคไอไอไทยแลนด์ (Field for Knowledge Integration and Innovation:FKI Thailand) โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKII Thailand และ นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ประธานสถาบันทิวา และผู้อำนวยการสถาบัน FKII Thailand จัดงานสัมมนาFKII National Forum ในหัวข้อ "AI Thailand: อัปเกรดศักยภาพประเทศไทย" โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวข้ามความท้าทายทางเศรษฐกิจ สังคม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก จากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ประกอบการหลากหลายภาคส่วน

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน FKI Thailand และรองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคประชาธิปัตย์ได้เน้นย้ำว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์( AI Technology )คือคานงัดสร้างจุดหักเห(Turning Point)สู่การเป็นเอไอ. ไทยแลนด์ (AI Thailand) ซึ่งจะสร้างศักยภาพใหม่และระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่าระบบเศรษฐกิจเอไอ.(AI Economy)ให้ประเทศไทยสามารถแก้ปัญหาหลักๆเช่น ปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันประสิทธิภาพภาครัฐ-ภาคเอกชน ความเหลื่อมล้ำ การคอรัปชัน เศรษฐกิจโตต่ำโตช้า หนี้สาธารณะ หนี้ครัวเรือนและการขาดดุลงบประมาณเรื้อรังพร้อมกับก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลางสู่ประเทศรายได้สูง

“เอไอ. เทคโนโลยีดิจิตอลและระบบอัตโนมัติ(Automation)เป็นเครื่องมือสร้างศักยภาพใหม่ในทุกภาคส่วนเช่น รัฐบาลเอไอ. (AI Government) เอไอ.การศึกษา (AI Education) เอไอ.พาณิชย์(AI Commerce) เอไอ.การคลัง (AI Finance) เอไอ.อุตสาหกรรม (AI Industry) เอไอ.เกษตรกรรม (AI Agriculture) เอไอ.การท่องเที่ยว (AI Tourism) ฯลฯ ไปจนถึงการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และการพัฒนานโยบายสาธารณะ“
นายอลงกรณ์ยังได้ยกตัวอย่างหลายประเทศที่ปรับเปลี่ยน(Transformation)ศักยภาพประเทศใหม่โดยใช้AIและเทคโนโลยีดิจิตอล เช่นประเทศเดนมาร์ก 
จัดตั้งAgency for Digital Government จนประสบความสำเร็จได้รับการจัดอันดับ1ของโลกในด้านรัฐบาลดิจิตอล
ประเทศเกาหลีใต้สร้างโครงสร้างเครือข่ายGovernment Superhighway Network (GSN)บริการภาครัฐอย่างทั่ว
ถึง ประเทศเอสโตเนีย
เปิดบริการภาครัฐออนไลน์ 99%
ตลอด 24 ชั่วโมง ประเทศสิงคโปร์อัพเกรด70% ระบบราชการบนคลาวด์ 
และทุกกระทรวงใช้เทคโนโลยี AI จนได้ฉายาว่า” Smart Nation”
สหราชอาณาจักรจัดตั้งความร่วมมือภาครัฐภาคเอกชนภายใต้โครงการ
”Digital Skills Partnership“
สำหรับประเทศไทยต้องปรับตัวเร่งมือให้ทันต่อการพัฒนาAIและเทคโนโลยีดิจิตอลที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดดจากAI สู่Generative AI , Agentic AIและปีนี้AGI (Artificial General Intelligence)มาแล้วหากเราตื่นรู้ตื่นตัวทันสามารถใช้เทคโนโลยีนี้เพิ่มเศรษฐกิจดิจิตอลให้มีสัดส่วน 30% ของ GDP ภายในปี 2570ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งออกกฎหมายส่งเสริมและกำกับเอไอ.ให้ทันภายในปีนี้ด้วย
    ในขณะที่นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ผู้อำนวยการสถาบันเอฟเคไอไอ.และประธานสถาบันทิวาได้ฉายภาพความผันผวนของโลก (Global Storm) ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ สังคมสูงวัย ปัญหาโลกร้อน และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่รุนแรง โดยเฉพาะการเร่งพัฒนา AI ของจีนและสหรัฐอเมริกา ดังนั้น FKI Thailand ซึ่งย่อมาจาก “Field for Knowledge Integration and Innovation” ที่ดำเนินงานแบบไม่แสวงหาผลกำไร มุ่งเน้นการยกระดับประเทศผ่านองค์ความรู้และนวัตกรรม ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น National Dialogue, National Forum และ Study Tripเป็นต้น ซึ่ง FKII Thailand เน้นย้ำที่ 5 จุดแข็งและนวัตกรรมที่ประเทศไทยควรโฟกัส ได้แก่ 1) Forest & Farm 2) Food Safety & Security 3)Longevity 4) AI Innovation และ 5) Soft Powerโดยระบุว่า "AI ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังมาก" ในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศ
    “AI พัฒนามาอย่างยาวนานเพื่อเป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนโลก เครื่องมืออัพเกรดศักยภาพประเทศและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
ในทุกมิติทั้งด้านภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวก การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการข้อมูล และการออกกฎหมายที่ส่งเสริมและกำกับดูแลอย่างสมดุล รวมถึงภาคเอกชนในการปรับตัวและลงทุนใน AI โดยเฉพาะกลุ่ม SME และการพัฒนาบุคลากร AI ของไทยให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ทั้งนี้ FKII Thailand จะเป็นจุดเริ่มต้นในการเป็นคลังความคิดภาคประชาสังคมที่สะท้อนปัญหาและระบุแนวทางการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งอุปสรรคในการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการไทยไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป”
ด้าน รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ประธานคณะกรรมการ Robotics และ AI หอการค้าไทย เปิดเผยว่า “ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยที่ลดลงอย่างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะในกลุ่ม SME และ Micro Enterprise ซึ่งเป็นฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจ โดยชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับจากการ "Being Digital" ไปสู่ "Being Digital-Driven" โดยต้องคำนึงถึง "Human Loop" ในระบบ AI เพื่อป้องกันปัญหา AI คุยกันเอง และเตือนถึงความเสี่ยงด้าน Cyber Security โดยเฉพาะ Ransomware ที่อาจมาพร้อมกับการนำ AI มาใช้ ดังนั้น จึงเรียกร้องให้ภาครัฐทำหน้าที่เป็น Enabler หรือ Facilitator มากกว่าเป็นController และเสนอมาตรการสนับสนุนด้านภาษีและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อสร้างโอกาสให้บริษัท AI ของไทย นอกจากนี้ได้เสนอผลการศึกษาที่ระบุว่าโรงงานที่ลงทุนใน AI สามารถเพิ่ม Productivity ได้ถึง 32-40%”
 ทางด้านดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) ได้เปิดเผยว่า “ปัจจุบันขนาดของตลาด AI ในไทยที่อยู่ประมาณ 40,000-50,000 ล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตขึ้น 3 เท่าในอีก 5 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีบริษัทที่พัฒนา AI จริง ๆ ไม่ถึง 100 แห่ง ซึ่งน้อยกว่าเวียดนามและสิงคโปร์เป็นอย่างมาก แม้ว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นผู้นำในการสร้าง AI โมเดลพื้นฐาน (Base Model) แต่มีศักยภาพในการพัฒนา Domain-Specific AI เช่น AI ด้านการเกษตร, การแพทย์, หรือภาษาไทย. โดยเน้นย้ำว่า AI จะเข้ามาแทนที่งานบางประเภท แต่จะสร้าง "อุตสาหกรรมใหม่ ๆ" และงานใหม่ ๆ ขึ้นมา นอกจากนี้ ขอเตือนถึงความเสี่ยงจากการใช้ LLM ของต่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็น "อธิปไตยข้อมูล" (Data Sovereignty) และเสนอให้ภาครัฐจัดการข้อมูลอย่างเหมาะสม ไม่เปิดเผยทั้งหมด และให้โอกาสคนไทยเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนา”
 ส่วนนายอาศิสกานต์ ศรีลาธมาตย์ Chief Executive Officer บริษัท ซอร์สโค้ด จำกัด และ บริษัท แคส ค็อกไนเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ นายคเชนทร์ สิทธิโชค Chief Technology Officer (CTO) ได้นำเสนอตัวอย่างการประยุกต์ใช้ AI ในภาคอุตสาหกรรม (Industry 4.0) เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน โดยครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่
1) Smart Design: AI ช่วยในการออกแบบลดระยะเวลาจาก 3 เดือนเหลือ 1 เดือน (เพิ่มประสิทธิภาพ 200%) เช่น ในอุตสาหกรรมต่อเรือ
2) Digital Manufacturing: การนำ IoT มาใช้เพื่อดึงข้อมูลจากเครื่องจักรแบบ Real-time และใช้ AI ตรวจสอบกระบวนการผลิต ลดความสูญเสีย
3) Intelligent Equipment: การใช้หุ่นยนต์ (Robotics) ในการผลิต เช่น การเชื่อมโลหะ และใช้ AI ตรวจสอบคุณภาพงาน ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ
4) Safety & Security: ใช้ AI ในการเฝ้าระวังกิจกรรมต่าง ๆ ในโรงงาน เช่น การวางสินค้าในพื้นที่อันตราย การสูบบุหรี่ หรือการไม่สวมเครื่องแบบ ช่วยป้องกันเหตุการณ์ร้ายก่อนที่จะเกิดขึ้น.
สำหรับนายพุทธิพงษ์ สิริโชดก Chief AI Innovate Committee จาก Max Up AI Innovate Co., Ltd.นำเสนอแนวคิด AI Commerce ที่จะก้าวข้ามยุค E-commerce โดยเปิดเผยว่า “ปัจจุบันมีการค้นหาข้อมูลใน AI Search Engine สูงถึง 30 ล้านครั้งต่อวัน และ 10% ของการค้นหานั้นเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการ ซึ่ง AI จะเข้ามาเป็น ผู้ช่วยส่วนตัว (Assistant) ในการช้อปปิ้ง ค้นหาสินค้าจากหลากหลายแหล่ง และยังผลักดัน AI Affiliate ซึ่ง AI จะช่วยแนะนำสินค้าและคำนวณคะแนน Affiliate ให้กับผู้แนะนำโดยอัตโนมัติ นี่คือโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการสร้างอธิปไตยทางเศรษฐกิจและข้อมูลกลับมาสู่ประเทศไทย
 ทางด้านนายสุทัศน์ สุระกุล Chief Technology Officerบริษัท วีทูเอส มาร์เก็ตติ้ง จำกัด สรุปถึงประโยชน์ของการนำ AI มาใช้ในธุรกิจจริง โดยมุ่งเน้น 3 ข้อหลัก ดังนี้
1) ลดต้นทุน: โดยเฉพาะต้นทุนด้านพนักงานและงานซ้ำซ้อน ลดได้ 30-90%
2) ทำงานได้เร็วขึ้น: AI Chatbot สามารถตอบลูกค้าได้เร็วขึ้น 20 เท่า (จาก 15 นาทีเหลือ 20วินาที) และเพิ่มยอดขายได้ถึง 50%
3) เพิ่มยอดขาย: การขยายธุรกิจทำได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนคน. ท่านยังได้แสดงตัวอย่างการทำงานของ AI Personal Assistant ที่สามารถจัดการอีเมล, สรุปเอกสาร, สรุปวิดีโอ YouTube และจัดการนัดหมายต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว.

กองทัพเรือ พร้อมญาตินำอัฐิ  5 ครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ลอยอังคารส่งดวงวิญญาณ กลางอ่าวสัตหีบ

(24 ส.ค. 68) เวลา 08.45 น. กองทัพเรือ นำโดย พล.ร.ต. บรรณวิตร์ เฉลิมทอง ผู้แทนผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ได้อำนวยความสะดวกจัดงานพิธีลอยอังคารของครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา จำนวน 5 ครอบครัว ณ กองเรือยุทธการ  อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยกองทัพเรือได้สนับสนุนเรือ กร.702 ในการประกอบพิธี

โดยครอบครัวผู้เสียชีวิตได้เดินทางจากจังหวัดศรีสะเกษมายังสัตหีบ โดยได้รับการสนับสนุนที่พักและการอำนวยความสะดวกจากหน่วยต่าง ๆ ของกองทัพเรือ รวมทั้งการจัดเรือสำหรับให้ญาติลงประกอบพิธีลอยอังคาร โดยเป็นเรือขนาดใหญ่ รองรับได้ 45 คน

การจัดพิธีครั้งนี้ เป็นการแสดงความห่วงใยและช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ กัมพูชายิงจรวดข้ามแดนที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีทั้งผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ประกอบด้วย ครอบครัวประชัน ซึ่งสูญเสีย นางสาวรุ่งรัศ เด็กหญิงทักษพร และเด็กชายพงศภัค ประชัน ครอบครัวเด็กชายกิตติศักดิ์ คำวัง ครอบครัวนางสาวอรุณรัตน์ วันศรี ครอบครัว นายสมศรี ลาภบุญ และครอบครัว นางสาวสาวิตรี อ่อนทรวง โดยกองทัพเรือ ได้ดำเนินการประสานงานและอำนวยความสะดวกอย่างรอบด้าน ทำให้พิธีเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมเกียรติ

นาย นันทวัตร ทราธรณ์ และ น.ส.เนาวรัตน์ ทราธรณ์ น้องชาย-น้องสาว ผู้เสียชีวิตครอบครัวประชัน กล่าวว่า หลังจากพิธีลอยอังคารแล้วทางครอบครัวจะกลับไปประกอบพิธีทางศาสานา ที่บ้านต่อไป หลังครบ 1 เดือน ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสภาพจิตใจของทุกคนในครอบครัวยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครได้ตั้งตัว ทางครอบครัว อาทิ พ่อและแม่ยังอาศัยอยู่ที่ศรีสะเกษ ส่วนพี่เขยที่สูญเสียภรรยาและลูก ยังทำใจไม่ได้ยังคงพักอาศัยอยู่ที่จังหวัดระยอง อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวอยากให้รัฐบาล รีบจบปัญหาโดยสันติวิธีและไม่อยากให้มีการปะทะกันอีก ด้วยไม่อยากให้เกิดการสูญเสียเพิ่มกับใครอีกแล้ว บางทีหากไม่โดนกับครอบครัวเราก็จะไม่ทราบถึงการสูญเสียที่เกิดขึ้น

ส่วนการเยียวยา ณ ขณะนี้รัฐบาล ได้มีการเยียวยามาบางส่วนแล้ว อีกส่วนอยู่ระหว่างดำเนินการทั้งเรื่องยื่นเอกสาร หลักฐานต่าง ๆ 

สำหรับ การนำอัฐิของครอบครัวประชัน มาลอยอังคารที่สัตหีบ เนื่องจาก พี่สาวและลูก ๆ ชอบเดินทางมาเที่ยวทะเลสัตหีบ ซึ่งจะเดินทางมาท่องเที่ยวช่วงปิดเทอมทุกปี ทั้งนี้ขอขอบคุณทุกหน่วยงาน ที่อำนวยความสะดวกให้กับทุกครอบครัวในการเดินทางมาทำพิธีลอยอังคาร ส่งดวงวิญญาณ ในครั้งนี้

นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล  ทิพย์ศรี  อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645,0945565622/086-3684323 

‘นิพนธ์’ ย้ำ!! การศึกษา ความรู้คืออาวุธสำคัญ หนุนประชาชนเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ AI/ChatGPT

(24 ส.ค. 68) ณ ห้องประชุมแสงสุริยา มหาวิทยาลัยทักษิณ จังหวัดสงขลา นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 8 สมัย ร่วมจัดกิจกรรมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “รู้จักและใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะ AI และ ChatGPT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน” ซึ่งมีนิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปกว่า 300 คนเข้าร่วมอย่างคึกคัก

นายสรรเพชญ บุญญามณี ส.ส.เขต 1 สงขลา กล่าวว่าเปิดการอบรมว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ ในฐานะตัวแทนประชาชนต้องการพัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของชาวบ้านและนักศึกษานำมาปรับใช้ในการเรียน การประกอบอาชีพ และส่วนตัวจะได้รับรู้ปัญหาของแต่ละพื้นที่เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้ดียิ่งขึ้น

นายนิพนธ์ บุญญามณี กล่าวว่า กิจกรรมในวันนี้เกิดจากความตั้งใจของตนและนายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา ที่ได้นั่งปรึกษาหารือกัน ที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้สัมผัสเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ AI ซึ่งกำลังมีบทบาททั้งในภาคธุรกิจ การศึกษา และวิถีชีวิตประจำวัน หากไม่สามารถปรับตัวหรือเรียนรู้ได้ทัน อาจทำให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลังและกลายเป็น “คนตกขบวน” ได้เหมือนไดโนเสาร์ ที่ได้ปรับตัวสุดท้ายก็สูญพันธุ์ 

'ในอดีตไดโนเสาร์ไม่สามารถปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้ จนไม่สามารถดำรงเผ่าพันธุ์ต่อมาได้ มนุษย์ในยุคปัจจุบันก็ต้องเผชิญกับความท้าทายคล้ายกัน หากไม่เรียนรู้และปรับใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ก็อาจถูกสังคมและเศรษฐกิจทิ้งไว้เบื้องหลัง โดยเฉพาะเมื่อโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากสิ่งที่เคยเป็น “ปกติ” เช่น โทรเลขหรือธนาณัติ มาสู่สังคมไร้เงินสดและการสื่อสารผ่านสมาร์ตโฟน หากไม่ก้าวตามโลก ก็อาจใช้ชีวิตได้ลำบากขึ้นเรื่อย ๆ' อดีตรมช.มหาดไทย กล่าว

เมื่อก่อนผมก็ไม่รู้จัก แต่เมื่อได้รับคำแนะนำ จึงคิดว่า ควรให้ประชาชน เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้ศึกษาเรียนรู้

“เมื่อคืนผมสงสัย และมีคนถามมากว่า นายกฯอุ้งอิ๊งจะรอดไหม ผมจึงเข้าไปถาม AI/ChatGPG โอ้โหคำตอบชัดเจน แต่ไม่อยากบอกตรงนี้ เขาอธิบายให้เลยผิดจริยธรรมตรงไหน พร้อมวิเคราะห์ให้เรียบร้อย”

นายนิพนธ์ยังได้กล่าวถึงจังหวัดสงขลาในฐานะ “เมืองแห่งการศึกษา” ที่มีความโดดเด่น เนื่องจากมีสถาบันอุดมศึกษามากถึง 13 แห่ง อาทิ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ซึ่งครอบคลุมเกือบทุกสาขาวิชา จึงถือเป็นฐานสำคัญในการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่สามารถเรียนรู้และปรับตัวได้ทันต่อเทคโนโลยี

“การให้ที่มีค่าที่สุดคือการให้ความรู้” นายนิพนธ์กล่าว พร้อมชี้ว่า การติดอาวุธทางปัญญาให้ประชาชนไม่เพียงทำให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ยังสามารถนำไปต่อยอดเพื่อสร้างอาชีพและรายได้อย่างมั่นคงให้กับครอบครัว เทคโนโลยีสมัยใหม่จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวก แต่คือโอกาสสำคัญในการสร้างอนาคตของแต่ละคน

ในการอบรมมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ได้แก่ นายระวี ตะวันธรงค์ อดีตนายกสื่อออนไน์แห่งประเทศไทย และ ดร.วันเฉลิม จันทรากุล อดีตผู้สื่อข่าวและพิธีกรโทรทัศน์ นายเฉลียว คงตุก ประธานกลุ่มประชาชนไม่เงียบ ที่มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และนำกิจกรรม Workshop ให้กับผู้เข้าร่วม ทั้งการเขียนรายงาน การออกแบบข้อความประชาสัมพันธ์ การแต่งเพลง ไปจนถึงการใช้ AI ช่วยวางแผนงานและแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สร้างความเข้าใจเชิงปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง มีนายสมพร หลงจิ ดำเนินรายการ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสริมทักษะงานประชาสัมพันธ์ทีมโฆษกหน่วยตำรวจทั่วประเทศ สื่อสารตรงจุด สร้างคอนเทนต์ตรงใจ บริหารจัดการภาวะวิกฤตอย่างมีประสิทธิภาพ

(24 ส.ค. 68) พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โฆษก ตร.) เปิดเผยว่า มนโยบาย 15 ข้อของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่เน้นย้ำเกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์ ได้แก่ ข้อที่ 2 เปลี่ยนแนวคิด ค่านิยม และกรอบความคิด (MINDSET) ให้ตำรวจเป็นที่พึ่งของประชาชน, ข้อที่ 9 นโยบายเชิงรุกด้านการข่าว และข้อที่ 14 ฝึกอบรม ทบทวน พัฒนาทักษะ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการทำงานของตำรวจ โดยให้ทุกหน่วยมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในทุกด้านภายในองค์กรตำรวจ ให้ตำรวจทุกนายปฏิบัติหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพ เข้าถึงประชาชน สร้างความเชื่อมั่นและศรัทธา โดยหนึ่งในแนวทางการปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ คือการให้ทุกหน่วยโดยเฉพาะผู้ทำหน้าที่โฆษกหน่วย ประชาสัมพันธ์ ชี้แจงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เข้าถึงพี่น้องประชาชน เพื่อสร้างความเข้าอันดีระหว่างกัน 

ทีมโฆษก ตร.ร่วมกับกองสารนิเทศ นำโดย โฆษก ตร., พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1/รองโฆษก ตร. และ พล.ต.ต.วรศักดิ์ พิสิษฐบรรณกร ผู้บังคับการกองสารนิเทศ/รองโฆษก ตร. พร้อมทีมโฆษก ตร. และทีมงานกองสารนิเทศ ขับเคลื่อนนโยบายและข้อเน้นย้ำของ ผบ.ตร. จัดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ “RTP Trust Beyond สื่อสารตรงจุด สร้างคอนเทนต์ตรงใจ บริหารจัดการภาวะวิกฤตอย่างมีประสิทธิภาพ” ระหว่างวันที่ 21 – 23 สิงหาคม 2568 ณ ห้องประชุมชั้น 12 และห้องแจ้งยอดสุข อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีโฆษกหน่วยและทีมประชาสัมพันธ์หน่วยต่างๆ ทั่วประเทศ เข้าร่วมโครงการจำนวน 74 นาย 

ทั้งนี้ ในการสัมมนามีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ มีความรู้ความสามารถและมากประสบการณ์ร่วมบรรยาย แลกเปลี่ยนแนวคิดและแนวทางการทำงานด้านการประชาสัมพันธ์ในมิติใหม่ร่วมกัน ได้แก่ ทีมโฆษก ตร. หัวข้อ “การสื่อสาร การประชาสัมพันธ์ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” , พ.ต.อ.ศิริพล กุศลศิลป์วุฒิ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หัวข้อ “กฎหมาย PDPA สำหรับตำรวจและงานประชาสัมพันธ์”, พ.ต.อ.หญิง ศศิญา ธรรมกถิกานนท์ อาจารย์ (สบ4) กลุ่มงานอาจารย์ กองบัญชาการศึกษา หัวข้อ “การใช้ AI สร้างสรรค์สื่อประชาสัมพันธ์”, พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หัวข้อ “ถอดสูตร CIB สร้างแบรนด์ สร้างศรัทธา”, คุณปวีณมัย บ่ายคล้อย และ คุณจันทรพร กุลโชติ หัวข้อ “เทคนิคการให้สัมภาษณ์ การสื่อสารในภาวะวิกฤต และ Media Landscape”, คุณเปอร์ สุวิกรม อัมระนันทน์ หัวข้อ “สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ Think Outside The Box”, คุณธนกร วงษ์ปัญญา บรรณาธิการข่าวไทย สำนักงาน Yhe Standard และ คุณธัญญธร สารสิทธิ์ บรรณาธิการข่าวอาชญากรรม และรายงานพิเศษ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 33 ร่วมเสวนา “สื่อสาร ตรงใจ ตรงโจทย์”

โฆษก ตร. กล่าวว่า การจัดโครงการเชิงปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ “RTP Trust Beyond” นับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งในด้านการประชาสัมพันธ์ของหน่วยต่างๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากเป็นเวทีในการพัฒนาและเสริมสร้างทักษะการสื่อสารของทีมโฆษกหน่วยให้มีความชัดเจน ถูกต้อง และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในบทบาทหน้าที่และแนวทางการประชาสัมพันธ์ขององค์กรให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน อันจะส่งผลให้การเผยแพร่ข้อมูล ข่าวสาร และภาพลักษณ์ของหน่วยงานเป็นไปอย่างน่าเชื่อถือ สร้างความเข้าใจที่ดีแก่ประชาชนและกลุ่มเป้าหมาย

เอกลักษณ์ของคนไทย ยืนตรงพร้อมเพรียงทุกครั้ง ที่เพลงชาติไทยดัง ตลาดนัด ไม้หลา ต.หินตก อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช

(24 ส.ค. 68) เวลา 08.00 น. ยืนตรงเคารพธงชาติพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่เป็นเอกลักษณ์ ยืนตรงพร้อมกันทั่วประเทศ 

ตลาดนัด ไม้หลา ต.หินตก อ.ร่อนพิบูลย์ จ.นครศรีธรรมราช

ภูมิใจที่ได้เกิด ‘เป็นคนไทย’   

มาตรการพลังงานครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนเศรษฐกิจโดยรวม และสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน

(24 ส.ค. 68) นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในรายการ “เสียงจากใจ ไทยคู่ฟ้า” ออกอากาศวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 68 ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเข้าร่วมประชุม ได้เห็นชอบมาตรการพลังงานสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพพลังงานและค่าครองชีพของประชาชนในหลายเรื่องสำคัญ

โดยที่ประชุมได้อนุมัติการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมทั้งโครงการลมและแสงอาทิตย์ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเจรจาราคากับภาคเอกชนให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน พร้อมขยายกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ไม่เกินปี 2573 เพื่อเร่งเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบไฟฟ้าไทย

กพช. ยังอนุมัติขยายอายุโรงไฟฟ้าน้ำพอง ชุดที่ 1–2 ออกไปอีก 6 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574 ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสุทธิได้กว่า 28,358 ล้านบาท พร้อมเห็นชอบแนวทางบริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ โดยเลื่อนการปลดโรงไฟฟ้าเครื่องที่ 8 และ 11 ออกไปถึงสิ้นปี 2574 ควบคู่กับการปรับปรุงเครื่องที่ 12–13 เพื่อใช้งานต่อถึงปี 2591 แนวทางนี้จะช่วยลดการลงทุนใหม่ ลดการนำเข้า Spot LNG และลดค่า Ft ลงเฉลี่ย 3.67 สตางค์ต่อหน่วย หรือประมาณ 9,566 ล้านบาทต่อปี

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังมีมติอนุมัติให้ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราปกติ จ่ายค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3.94 บาทต่อหน่วยในงวดกันยายนถึงธันวาคม 2568 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายครัวเรือน โดยมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ทบทวนเกณฑ์เพดานการใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ส่วนลดครอบคลุมผู้ใช้ส่วนใหญ่และเป็นธรรม

นอกจากนี้ กพช. ยังมีมติยืนยันราคาขายไฟฟ้าแก่ประเทศเพื่อนบ้านต้องไม่ต่ำกว่าราคาที่จำหน่ายภายในประเทศ เพื่อไม่ให้กระทบต้นทุนไฟฟ้าของประชาชนไทย พร้อมทั้งยกเลิกแผนการแยกศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (SO) ออกจาก กฟผ. โดยคงโครงสร้างแบบ Enhance Single Buyer (ESB) ที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องมาตรฐานสากล รวมถึงเห็นชอบให้เดินหน้าโครงการ Demand Response (DR) ต่อเนื่อง เพื่อควบคุมต้นทุนค่าไฟและลดการนำเข้า LNG โดยจะบรรจุค่าใช้จ่ายผลตอบแทน DR ไว้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ต่อไป

“รัฐบาลยืนยันว่า มาตรการพลังงานครั้งนี้จะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ลดต้นทุนเศรษฐกิจโดยรวม และสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน” นางสาวศศิกานต์ กล่าวทิ้งท้าย

เพื่อไทยหนัก พรรคส้มก็เหนื่อย ชาตินิยม เป็นอันตราย

(24 ส.ค. 68) นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ‘ใบตองแห้ง’ คอลัมนิสต์ สื่อมวลชนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

ชาตินิยมที่เกิดจากปัญหาชายแดน ส่งผลกระทบต่อทุกพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
เพื่อไทยหนัก พรรคส้มก็เหนื่อย 
ชาตินิยมเป็นอันตราย แต่ในอีกมุม ทำอย่างไรจะทำให้การเมืองเรื่องชีวิตเรื่องความเปลี่ยนแปลงเป็นชาตินิยมขึ้นมาได้

เศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ อำนาจกดทับในสังคม ทำให้คนกลายเป็นอณู ที่ไม่มีความหมาย
ชาติ กลายเป็นความคิดเก่าที่สามารถยึดโยงให้แต่ละอณูเชื่อมโยงกัน ทำให้เกิดความหมายว่า เรามีค่ามากกว่าเป็นอณู
แต่ชาตินิยมถ้าไม่มี Political Project ที่ชัดเจน เห็นอนาคต และเป็นประโยชน์ต่อชีวิต ก็ไม่ได้มีอะไรนอกจากคลั่งชาติ

แม้ชาตินิยมทำให้ดูเหมือนสังคมไทยถอยหลัง จากปี 63 ปี 66
แต่จากนี้ไปจนถึงเลือกตั้ง กระแสสังคมจะหันมาทบทวนชาตินิยม
พรรคการเมืองจะต้องนำเสนอชาตินิยมที่มีปัญญาญาณ สร้างชุดความหวังและอุดมคติ ที่ทำให้สังคมเดินต่อไปได้ ผนวกกลืนชาตินิยมให้เป็นสิ่งที่มีค่า

ธรรมะประจำวันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม 2568

เลือกคบคนอย่างไร
เราก็จะเป็นอย่างนั้น

ถ้าคบคนพาล คนโกง หลงกามคุณ
ถ้าสติเราไม่พอ อีกไม่นานเราก็จะซึมซับ
สิ่งเหล่านั้นได้โดยไม่รู้ตัว

ถ้าไม่มีคนมีศีล - มีธรรม อยู่รอบตัวเลย
จงเลือกเดินคนเดียว และมี “สติ” เป็นเพื่อน

24 สิงหาคม พ.ศ.2502 ถือกำเนิด ‘บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)’ ดำเนินธุรกิจการบินพาณิชย์ ในฐานะสายการบินแห่งชาติของไทย

วันนี้ในอดีต 24 สิงหาคม พ.ศ. 2502 คือวันก่อตั้ง “บริษัท การบินไทย จำกัด” สายการบินแห่งชาติของไทย โดยเกิดจากการร่วมทุนระหว่างบริษัท เดินอากาศไทย จำกัด กับสายการบินสแกนดิเนเวียน แอร์ไลน์ ซิสเต็ม (SAS) ทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 2 ล้านบาท แบ่งเป็น เดินอากาศไทยถือหุ้น 70% และ SAS ถือหุ้น 30% ก่อนจะเปิดบินเที่ยวแรก กรุงเทพฯ-ฮ่องกง เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2503

ต่อมาในปี 2520 บริษัท เดินอากาศไทยได้ซื้อหุ้นทั้งหมดคืนจาก SAS ทำให้การบินไทยกลายเป็นของคนไทยอย่างสมบูรณ์ โดยมีการถือหุ้นร่วมกับกระทรวงการคลัง และในปี 2534 คณะรัฐมนตรีมีมติให้นำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อระดมทุนจากเอกชน พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)”

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การบินไทยได้รับการยอมรับในฐานะสายการบินแห่งชาติของไทย มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงเส้นทางบินระหว่างประเทศ และยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งเครือข่ายสายการบิน “สตาร์อัลไลแอนซ์” 

นอกจากนี้ การบินไทยยังถูกจัดอยู่ในระดับความปลอดภัยสูงสุด “A” จากสถิติสะสมตั้งแต่ปี 2513 และเคยได้รับการยกย่องด้านบริการติดอันดับสายการบินชั้นนำของโลกมาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่สร้างภาพลักษณ์ด้านการบินและการท่องเที่ยวให้แก่ประเทศไทย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top