Monday, 27 July 2026
Hard News Team

‘โดนัลด์ ทรัมป์’ เผย!! ขณะนี้ ‘สหรัฐอเมริกา’ เป็นเจ้าของ!! ควบคุม ‘INTEL’ อย่างเต็มตัว

(23 ส.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ทรัมป์ กำลังพา #สหรัฐฯ ก้าวสู่ #สังคมนิยม 

ล่าสุด ปธน.ทรัมป์ประกาศว่าขณะนี้สหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าของและควบคุม #INTEL บริษัทผลิตชิปยักษ์ใหญ่ของอเมริกาอย่างเต็มตัวแล้ว 10% ทรัมป์ บอกว่า “ผมได้เจรจาข้อตกลงนี้กับลิปบู ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่เคารพนับถือของบริษัท สหรัฐอเมริกาไม่ได้จ่ายเงินสำหรับหุ้นเหล่านี้ และปัจจุบันหุ้นมีมูลค่าประมาณ 11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นี่เป็นข้อตกลงที่ยอดเยี่ยมสำหรับอเมริกา และสำหรับ INTEL เช่นกัน การสร้างเซมิคอนดักเตอร์และชิปชั้นนำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ INTEL ทำ ถือเป็นรากฐานสำคัญต่ออนาคตของประเทศเรา ทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้ง! ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้”

ด้านวุฒิสมาชิกแรนด์ พอล กล่าวว่าการที่สหรัฐฯ ถือหุ้นในบริษัทอินเทลจะเป็น "ก้าวสู่สังคมนิยม"

‘พีระพันธุ์’ มอบเงิน!! ‘กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย’ ให้!! ‘ทหารกล้า’ ผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส จากเหตุปะทะชายแดน

เมื่อวานนี้ (22 ส.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี มอบเงินเยียวยาจากเหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา จากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โดยมี นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมส่งมอบกำลังใจด้วย

ในโอกาสนี้ กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี ได้มอบเงินช่วยเหลือให้แก่เจ้าหน้าที่ทหารผู้ทุพพลภาพ จำนวน 3 ราย รายละ 700,000 บาท และทางคณะกรรมการกองทุนฯ กำลังติดตามเร่งรัดการช่วยเหลืออีกจำนวน 9,300,000 บาท จากงบประมาณรายจ่ายงบกลางฯ ตามมติคณะรัฐมนตรี  เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา 

การมอบเงินเยียวยาครั้งนี้ มีขึ้นเพื่อช่วยเหลือทหารผู้กล้าหาญที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนถึงขั้นทุพพลภาพ จากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยรัฐบาลได้มอบเงินเยียวยาให้แก่ผู้ประสบเหตุและครอบครัวอย่างเป็นทางการ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย ทั้งด้านการรักษาพยาบาลและการดำรงชีวิตประจำวัน   ซึ่งสะท้อนถึงความห่วงใยของรัฐบาลที่มีต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนแสดงถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการดูแลและยืนหยัดเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ เพื่อสร้างความมั่นใจว่ารัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

พิษณุโลก แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษแก่ นศ. หลักสูตรรัฐประศาสนศาตร์มหาบัณฑิต รุ่นที่ 12 และ 13 มรพส.

(23 ส.ค. 68) พลโท กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ ถ่ายทอดประสบการณ์การปฏิบัติหน้าที่ราชการทหารแก่ นศ. หลักสูตรรัฐประศาสนศาตร์มหาบัณฑิต รุ่นที่ 12 และรุ่นที่ 13 มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม ณ ห้องเรียนรวม ชั้น 8 คณะสังคมศาตร์ และการพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฎพิบูลสงคราม จ.พิษณุโลก 

โดยการบรรยายของท่านแม่ทัพภาคที่ 3 มีเนื้อหาหัวข้อบรรยายเกี่ยวกับ บทบาทหน้าที่ของทหาร กับความมั่นคงของประเทศ ซึ่งประกอบด้วยหัวข้องดังนี้  
1. บทบาทหน้าที่ของกองทัพบก และกองทัพภาคที่ 3
2. บทบาทของกองอำนวยการรักความมั่นคงภายในภาค 3
3. บทบาทของ ศปปส. ภาค 3
4. บทบาทของศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพภาคที่ 3
5. โครงการทหารพันธุ์ดี 

ในครั้งนี้ท่านแม่ทัพภาคที่ 3 ยังได้ตอบข้อซักถามและพูดคุยกับ นศ. หลักสูตรรัฐประศาสนศาตร์มหาบัณฑิต รุ่นที่ 12 และ รุ่นที่ 13 บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง โดยการจัดบรรยายพิเศษนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ นศ. ได้รับทราบถึงแนวคิด มุมมอง และประสบการณ์จากการทำงานจริง รวมถึงบทบาทในอาชีพทหาร ทั้งในด้านการดำรงตน การเสียสละเพื่อประเทศชาติ และบทบาทของกองทัพบกในการดูแลความมั่นคงของชาติอย่างลึกซึ้งมากขึ้น  

อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมวิเคราะห์เคส!! ดรามา ‘ไข่เจียวปู’ ชี้ขาย!! ‘หน้าตา-ความสุข-ความพอใจ’ ให้ลูกค้า

(23 ส.ค. 68) ผศ.ดร.สมชาย หาญหิรัญ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก ระบุว่า ...

จบกัน .. เพิ่งบรรยายไปว่า การตั้งราคาเป็นไปตามกลยุทธ์ของเราที่มองเงื่อนไขของระบบตลาด ลูกค้า และคู่แข่ง และที่สำคัญที่สุดคือ ..และยิ่งในตลาดที่แข่งขันและลูกค้ามีทางเลือกมาก ..."ราคาจะกำหนดต้นทุน ไม่ใช่ต้นทุนกำหนดราคา" แต่ถ้าไม่ต้องการสู้เรื่องต้นทุน เพื่อหลีกข้อจำกัดการแข่งด้านราคา กลยุทธ์ของเราควรเป็นเรื่องการสร้างความแตกต่าง ...แตกต่างจากอะไรก็ตาม ไม่ว่าชื่อเสียง ออกแบบ รสชาติ การเป็นเจ้าแรก รสดั่งเดิม อายุร้อยปี หรือสารพัด รวมถึงชื่อเสียงเชฟ ชื่อร้าน ตรามิชิลิน ..ชวมชิม ชวนลอง ... ซึ่งเราก็สามารถตั้งราคาตามกลยุทธ์ของตามความปรารถนาเต็มใจที่จะจ่ายของลูกค้า (Customer's Willingness to Pay) ... คนที่ไม่ใช่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายก็มองว่าแพง คนกินไม่โง่ก็บ้า ..เหมือนที่คนที่วิจารณ์คนใช้กระเป๋าแบรนด์เนมใบละหลายแสน หรือเป็นล้านบาทว่า "รวยอย่างเดียวไม่พอ ..." แต่ก็เป็นแบรนด์ที่มีคนใช้ทั่วโลก ออกรุ่นใหม่มาไม่หยุดหย่อน แถมราคาสุดๆ แต่ก็มีคนจองข้ามปี ผมละกลัวใจว่าจะมีใครไปบ้าให้เขาแจงต้นทุนการผลิตนะครับ เพราะเขาไม่ได้ขายของ .... เขาขาย "หน้าตา ความสุข ความพอใจ" ให้ลูกค้า ในราคาที่ลูกค้าเต็มใจจ่าย ..เราไม่ใช่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเขาก็ว่ากันไป ..... ผมละสงสารนายกรัฐมนตรีผมเลยครับ อุตส่าห์ลงทุนปั้น Soft Power ของไทยซะเหงื่อตก เราก็ยังเวียนอยู่ตรงต้นทุน ... 

ถ้างี้ผมมีให้แจ้งเยอะวันก่อนก๋วยเตี๋ยวชามสองร้อยกว่า รสชาติงั้นๆ แต่เขาติดป้ายราคาชัดเจน ผมสั่งเพราะเต็มใจจ่าย แม้ว่ากินแล้วบอกว่าเราทำบุญร่วมกันมาแค่นี้ ...พอกัน แต่ก็ถือว่านะนาทีที่ตัดสินใจสั่งมาลองนั่น ผมตัดสินใจแบบ Economic rational man แล้ว คือคำนวณความสุขที่คาดว่าได้รับ (Satisfaction) จากก๋วยเตี๋ยวชามที่จะสั่ง โดยคำนวณจากข้อมูลที่ได้รับจากคำยืนยันจากสารพัดแหล่ง เทียบกับระดับความใจหาย (Expected Dis-satisfaction) ที่เงินออกจากกระเป๋าสองร้อยกว่าบาท ... ผมคิดว่าไม่แค่คุ้ม ... แต่มี Consumer's Surplus ด้วย ผมเลยสั่ง ... แม้ว่าหลังจากนั้นจาก loss ก็ตาม แต่ผมถือว่าตอนตัดสินใจนั้นเป็นไปอย่างมีเหตุมีผลแล้ว และสิ่งที่ได้คือข้อมูลใหม่ในเรื่องนี้ เพื่อที่จะนำมาตัดสินใจอีกครั้งในอนาคตเกี่ยวกับเรื่องนี้ ... ซึ่งก็ไม่ไปอีกเลย ถือว่าเป็นส่วนของการซื้อประสบการณ์ แถมได้ประโยชน์มีเรื่องเล่าให้คนอื่นที่ถาม หรือให้คอมเม้นท์กับเรื่องนี้ .... นึกอีกทีผมน่าจะนำมาลงโซเชียลมีเดีย สร้าง content มันส์ๆ ใส่พริก ใส่เกลือ ผงปรุงรสหน่อยให้ถูกรสนิยมคนไทย แม้ว่า ผมจะมี loss ใน Satisfaction จากรสชาติอาหารเมือเทียบกีบราคาแล้ว แต่ก็น่าจะได้ความสุขคืนมาเยอะจากไลท์และเม้นท์ที่มากมายในช่องของเรา ..ลืมนึกไป 555

เดี๋ยวออกข้อสอบถามเด็กให้วิจารณ์เรื่องนี้ดีก่า ได้ข้อสอบละ หุหุ …

รมช. สธ. นำทีมลุยสอบ รพ.เอกชน ออกใบตรวจโรคต่างด้าวปลอม

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข นำทีมลงตรวจโรงพยาบาลเอกชน ย่านบางน้ำจืด สมุทรสาคร หลังได้รับเบาะแสการออกใบอนุญาตตรวจสุขภาพให้แรงงานต่างด้าวโดยไม่ได้รับอนุญาต

นายชัยชนะ เดชเดโช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากกรณี ที่กระทรวงสาธารณสุข ได้รับข้อมูลว่ามีสถานพยาบาลเอกชนบางแห่ง ออกใบตรวจสุขภาพให้กับแรงงานต่างด้าวโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่มีการตรวจสุขภาพจริง เพื่อให้แรงงานเหล่านั้นสามารถขึ้นทะเบียนได้ถูกต้องตามกฎหมาย ในวันนี้ตน พร้อมด้วยทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงนำทีมพนักงานเจ้าหน้าที่ฯ เข้าตรวจสอบข้อเท็จจริง ณ โรงพยาบาลเอกชนขนาดเล็ก ย่านบางน้ำจืด จังหวัดสมุทรสาคร โดยจากการตรวจสอบข้อมูลในเบื้องต้นพบว่าโรงพยาบาลดังกล่าว มีการขึ้นทะเบียนเป็นสถานพยาบาลที่มีรายชื่อตามหลักเกณฑ์ของสถานพยาบาลเอกชนที่จะตรวจสุขภาพต่างด้าว ตามประกาศกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน  

โดยจัดให้มีบริการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว แต่ไม่ได้ดำเนินการยื่นขออนุญาตให้บริการเพิ่มเติมในการตรวจสุขภาพคนต่างด้าว กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สมุทรสาคร แต่อย่างใด จึงถือว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 มาตรา 35 (4) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมกับมีคำสั่งให้ระงับการให้บริการตรวจสุขภาพคนต่างด้าว จนกว่าจะได้รับอนุญาตจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาครต่อไป

“การตรวจคัดกรองสุขภาพแรงงานต่างด้าว เป็นขั้นตอนสำคัญในการคุ้มครองความมั่นคงด้านสุขภาพของประชาชน การที่สถานพยาบาลขาดการควบคุมมาตรฐาน หรือออกเอกสารใบรับรองแพทย์เท็จนั้น ย่อมก่อให้เกิดความสุ่มเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโรคติดต่ออันตราย อันจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน ไปจนถึงเศรษฐกิจของประเทศ ตนจึงขอให้ผู้ประกอบกิจการทุกท่าน ยึดประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ อย่าเห็นแก่ทรัพย์สินจนถึงขั้นเอาสุขภาพของคนส่วนมากมาเสี่ยง” นายชัยชนะ กล่าว

ด้านทันตแพทย์อาคมฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีสถานพยาบาลเอกชนที่ได้รับอนุญาตให้ตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวทั่วประเทศ ทั้งสิ้น 41 แห่ง แบ่งเป็นในเขตกรุงเทพมหานคร 17 แห่ง ส่วนภูมิภาค 24 แห่ง และอยู่ระหว่างการขออนุญาตอีก 9 แห่ง โดยสถานพยาบาลที่ประสงค์จะให้บริการตรวจสุขภาพคนต่างด้าว จะต้องขออนุญาตให้บริการเพิ่มเติม จากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่  และจะต้องจัดบริการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง มาตรฐานการให้บริการตรวจสุขภาพคนต่างด้าว พ.ศ. 2567 กำหนด อีกทั้ง หากจะออกตรวจสุขภาพคนต่างด้าวนอกสถานที่ จะต้องแจ้งรายละเอียดต่อผู้อนุญาต ก่อนวันออกให้บริการไม่น้อยกว่าสิบวัน หากผลตรวจสุขภาพปรากฏเป็นโรคต้องห้ามตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง หรือโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ จะต้องรายงานผลการตรวจไปยังหน่วยงานของรัฐตามที่มีกฎหมายกำหนดไว้ด้วย หากฝ่าฝืนจะถือว่ากระทำผิดพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ซึ่งมีโทษทั้งจำและปรับ และอาจมีมาตรการทางปกครอง สั่งปิดสถานพยาบาลเป็นการชั่วคราวอีกด้วย

อว. จับมือ สตม. คุมเข้มวีซ่านักศึกษา อาศัยช่องโหว่ ‘วีซ่า’ เข้าไทยเพื่อทำงานเถื่อน

(22 ส.ค. 68) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ได้เพิกถอนการตรวจลงตราและการอนุญาตให้นักศึกษาต่างชาติอยู่ในไทยชั่วคราว (Visa) ไปแล้วเกือบ 10,000 ราย หลังพบว่าไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงกำหนด หวังป้องกันการใช้วีซ่านักศึกษาเป็นช่องทางเข้ามาทำงานอย่างไม่ถูกต้อง

น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.อว. ระบุว่า ได้มอบหมายให้ผู้บริหารกระทรวงประชุมร่วมกับ สตม. เพื่อเดินหน้าจัดระเบียบหลักสูตรระยะสั้น (Non-degree) ของนักศึกษาต่างชาติ โดยให้ทุกมหาวิทยาลัยต้องส่งรายชื่อนักศึกษาต่างชาติที่สมัครเรียนเข้ามาในระบบฐานข้อมูลกลาง เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาออกวีซ่า

ที่ประชุมเห็นชอบให้สถาบันอุดมศึกษาจัดส่งรายงานผลการเรียนและความก้าวหน้าของนักศึกษาต่างชาติเป็นประจำทุกเดือน เพื่อให้ตรวจสอบได้ว่ามีการเข้าเรียนจริง ป้องกันการสวมสิทธิ์เรียนหนังสือเพื่อทำงาน โดยระบบฐานข้อมูลดังกล่าวเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นมา

ด้าน ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้ช่วยปลัด อว. ระบุว่า อว. และ สตม. จะจัดประชุมชี้แจงกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศในเดือนกันยายนนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันและกำหนดขั้นตอนปฏิบัติอย่างชัดเจน ย้ำว่ามาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อคุมเข้มวีซ่านักศึกษาและรักษาความถูกต้องของระบบการศึกษาไทย

'ริว ภาสกร' จากดาราซีรีส์วายสู่ทหารชายแดน ทำหน้าที่รับใช้ชาติปกป้องอธิปไตยของไทย

(22 ส.ค.68) เพจเฟซบุ๊ก Army Military Force โพสต์ข้อความเผยเรื่องราวของ 'ริว ภาสกร' นักแสดงหนุ่มจากซีรีส์วายชื่อดัง OUR DAYS รักได้ไหมนายไม่ยิ้ม ที่ล่าสุดเจ้าตัวได้ตัดสินใจเข้าสมัครรับราชการทหาร และขณะนี้ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้าที่ชายแดนไทย

โดยข้อความในโพสต์ระบุว่า “หลายคนคงจำไม่ได้ น้องริว ภาสกร ดาราซีรีส์ดังจาก OUR DAYS รักได้ไหมนายไม่ยิ้ม ตัดสินใจสมัครทหาร ล่าสุดตอนนี้ เป็นทหารอยู่แนวหน้าที่ชายแดน รับใช้ชาติ ปกป้องแผ่นดินอธิปไตยของประเทศไทย”

งานนี้สร้างความชื่นชมในโลกออนไลน์ โดยแฟน ๆ ต่างร่วมให้กำลังใจและแสดงความภาคภูมิใจที่มีความมุ่งมั่นในการรับใช้ประเทศ

‘เลิฟ ริยา’ แม่ค้าออนไลน์คนดังงานเข้าไม่หยุด ล่าสุดกษัตริย์เขมรสั่งเพิกถอนตำแหน่ง 'ออกญา' แล้ว

สมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชา มีพระบรมราชโองการให้เพิกถอนตำแหน่ง ออกญา จาก เลิฟ ริยา หลังถูกจับกุมดำเนินคดีข้อหายุยงปลุกปั่นและทำลายขวัญกำลังใจทหาร กรณีไลฟ์สดแฉปัญหาภายในทหารกัมพูชาและประกาศจะยังขายสินค้าไทย

(22 ส.ค.68) สื่อมวลชนกัมพูชาเผยแพร่ประกาศพระบรมราชโองการของกษัตริย์กัมพูชาให้เพิกถอนตำแหน่ง 'ออกญา' ของนางเชง ศรีรัตน์ หรือ 'เลิฟ ริยา' แม่ค้าโลชั่นออนไลน์ชื่อดังพระบรมราชโองการมีใจความว่า “สมเด็จพระบรมนาถ นโรดม สีหมุนี พระมหากษัตริย์แห่งกัมพูชา มีพระบรมราชโองการ ให้เพิกถอนตำแหน่ง ออกญา จาก นางออกญา เชง ศรีรัตน์ (หรือเลิฟ ริยา) ตามคำร้องขอของ ฯพณฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา

ประกาศ ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2568”

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. สื่อมวลชนกัมพูชาได้เผยแพร่คำสั่งศาลจังหวัดกันดาล ฟ้องนางเชง ศรีรัตน์ หรือ 'เลิฟ ริยา' แม่ค้าขายโลชั่นออนไลน์ชื่อดังของกัมพูชาในข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดการเลือกปฏิบัติและทำลายขวัญกำลังใจของกองทัพ เป็นความผิดตามมาตรา 472 และ 496 แห่งประมวลกฎหมายอาญากัมพูชา พร้อมให้ควบคุมตัวไว้ในเรือนจำ ก่อนมีคำพิพากษา

'เลิฟ ริยา' ถูกจับกุมเมื่อเช้าวันที่ 14 สิงหาคม 2568 โดยกองบัญชาการตำรวจจังหวัดกันดาล ในบ้านพักทหาร ค่ายโบเรย์ เอ็มแอล หมู่บ้านกัมปงสมนันห์ 1 ตำบลกัมปงสมนันห์ เมืองตาเขมา จังหวัดกันดาล หลังจากเธอไลฟ์สดทางโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 6 และ 13 สิงหาคม 2568 ซึ่งมีข้อความที่ทางการกัมพูชาเห็นว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ในเอกสารเผยแพร่ของโฆษกศาลและสำนักงานอัยการจังหวัดกันดาลระบุว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ณ บ้านพักทหาร โบเรย์ เอ็มแอล ในหมู่บ้านกัมปงสมนันห์ 1 ตำบลกัมปงสมนันห์ เมืองตาเขมา จังหวัดกันดาล นางเชง ศรีรัตน์ หรือที่รู้จักในชื่อ 'เลิฟ ริยา' ได้ใช้บัญชีติ๊กต็อก Oknha Chheng Sreyrath loverya999 เพื่ออัปโหลดวิดีโอที่มีเนื้อหาดังนี้ :

“ในฐานะพลเมืองกัมพูชา ดิฉันได้ทำหน้าที่เพื่อชาติมาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์ ดิฉันได้บอกเล่ากับประเทศชาติ มาตุภูมิ และกองทัพกัมพูชาของเราในทุกภูมิภาค ทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นแนวหน้า ทหารหรือพื้นที่อื่นๆ ได้แก่ วัดตาเมือนโต๊ด วัดตาเมือนธม และทั้งสามพื้นที่ เพราะ "เมื่อกำลังพลออกไปทำหน้าที่ พ่อแม่ของพวกเขาจึงออกไปปกป้อง แล้วก็เกิดการต่อสู้ขึ้นภายใน เมื่อเขาสู้เขารู้ทุกอย่าง รู้การกระทำทั้งหมดของพ่อแม่ เห็นทุกอย่าง แต่เขาไม่สามารถบอกพ่อแม่ของเขาได้ ซึ่งเป็นชาวกัมพูชาที่ไม่รู้หรือไม่เข้าใจ มีแต่การดูหมิ่นและใส่ร้ายป้ายสีไปทั่วโซเชียลมีเดีย ตอนนี้เวลาใกล้เข้ามาแล้ว เสียงของเขาเริ่มดังขึ้นและบอกทุกอย่าง และวันต่อมาเขาจะบอกมากกว่านี้"

ต่อมา วันที่ 13 สิงหาคม 2568 นางเชง ศรีรัตน์ หรือที่รู้จักในชื่อ 'เลิฟ ริยา' ได้ใช้บัญชี Facebook อย่างเป็นทางการของตนเองชื่อ Love Riya เพื่อถ่ายทอดสดและกล่าวว่า "ดิฉันเอามาขาย ดิฉันก็ยังเอามาขาย และคุณมีสิทธิ์ที่จะซื้อหรือไม่ซื้อ ดิฉันไม่รู้จะล้วงเอาเงินในกระเป๋าคุณยังไง และไม่จำเป็นต้องให้ใครมาสั่งให้ดิฉันเลิกใช้สินค้าจากบ้านเลขที่ 2-3-4-5 ดิฉันไม่สนใจ”

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 กองบัญชาการตำรวจภูธรจังหวัดกันดาลได้จับกุมผู้ต้องหาข้างต้นและส่งตัวไปยังศาลจังหวัดกันดาลเพื่อดำเนินคดี

หลังจากตรวจสอบเอกสารและพยานหลักฐานในคดีแล้ว ศาลจังหวัดกันดาลพบว่าข้อความข้างต้นเป็นการเลือกปฏิบัติและส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของทหารที่อยู่แนวหน้า และความไม่พอใจของประชาชนชาวกัมพูชาที่ร่วมแรงร่วมใจสนับสนุนรัฐบาลและทหารผู้กล้าหาญเพื่อปกป้องบูรณภาพแห่งมาตุภูมิเพื่อชาติ สำนักงานอัยการสูงสุด

ตามคำสั่งสรุปคดีให้ส่งสำนวนการสอบสวนที่ศาลจังหวัดกันดาลมีคำสั่งศาลฎีกาที่ 1359 ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ให้ตั้งข้อหานางเชง ศรีรัตน์ หรือ เลิฟ ริยา หญิงอายุ 40 ปี สัญชาติกัมพูชา มีอัตลักษณ์เขมร ในความผิดฐานยุยงปลุกปั่นให้เกิดการเลือกปฏิบัติและทำลายขวัญกำลังใจของกองทัพ เหตุเกิด ณ หมู่บ้านกัมปงสมนันห์ 1 ตำบลกัมปงสมนันห์ เมืองตาเขมา จังหวัดกันดาล เมื่อวันที่ 6 และ 13 สิงหาคม 2568 ซึ่งเป็นความผิดอาญาที่มีโทษตามมาตรา 472 และ 496 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

‘EGAT - MEA - PEA’ ผนึกกำลังชูอนาคตพลังงานเพื่อความยั่งยืน ในงาน Show and Share Innovation for the Better Life 2025

ไฮไลต์นวัตกรรม: ขึงสายไฟแรงสูงไม่ดับไฟ - AI โซลาร์ฟาร์ม - ยานใต้น้ำดูแลโซลาร์ลอยน้ำ

ถ้าเอ่ยถึง 'ไฟฟ้า' หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว อยู่ในมือของวิศวกรและนักวิจัย แต่ความจริงแล้วทุกนวัตกรรมที่ถูกพัฒนาขึ้นมา ล้วนสะท้อนกลับมาสู่ชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงของแสงสว่างในห้อง การชาร์จมือถือที่ไม่เคยสะดุด หรือแม้แต่พลังงานสะอาดที่เราหวังพึ่งพาเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

งาน “Show and Share Innovation for the Better Life 2025” ที่จัดขึ้นโดย 3 การไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) การไฟฟ้านครหลวง (MEA) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) จึงไม่ใช่แค่เวทีแสดงผลงานวิจัยหรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ เท่านั้น แต่เป็นภาพสะท้อนของความพยายามครั้งใหญ่ ในการขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมพลังงานยุคดิจิทัลและคาร์บอนต่ำอย่างแท้จริง

ภายในงานเต็มไปด้วยบรรยากาศของการพบปะ แลกเปลี่ยน และการนำเสนอผลงานที่น่าสนใจจากทั้งสามหน่วยงาน ทั้งนิทรรศการ การเสวนาจากผู้นำทัพด้านนวัตกรรมขององค์กร ไปจนถึงการโชว์เคสเทคโนโลยีไฟฟ้าที่ไม่เคยเปิดเผยในวงกว้างมาก่อน เสมือนเป็น “เวทีเปิดบ้าน” ของคนทำงานไฟฟ้า ที่ครั้งนี้ตั้งใจเล่าให้ประชาชนเข้าใจง่ายขึ้นว่าพลังงานกับนวัตกรรมมีบทบาทอย่างไรกับชีวิตประจำวัน

นวัตกรรมแรกที่น่าสนใจคือ นวัตกรรมการขึงสายส่งไฟฟ้าแรงสูงข้ามอุปกรณ์ที่มีกระแสไฟฟ้า 115-230 เควี (Innovation for stringing high voltage transmission line across 115-230 kV electricity equipment) ลองนึกภาพว่า หากต้องซ่อมหรือขึงสายไฟแรงสูงในสถานีไฟฟ้า สิ่งที่ตามมาคือ “ต้องดับไฟก่อน” ใช่ไหม? แต่การดับไฟแม้เพียงไม่กี่ชั่วโมง ย่อมส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะกับภาคครัวเรือน โรงงานอุตสาหกรรม หรือแม้แต่เศรษฐกิจโดยรวม

ทีมงานของ EGAT จึงคิดค้นเทคนิคใหม่ในการ ขึงสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 115–230 เควี โดยไม่ต้องดับไฟ พูดง่าย ๆ คือสายไฟเส้นใหม่ถูกดึงผ่านอุปกรณ์ที่ยังจ่ายกระแสไฟอยู่ได้อย่างปลอดภัย ด้วยการใช้โปรแกรมคำนวณเฉพาะที่พัฒนาเอง และหุ่นยนต์ควบคุมระยะไกลเข้ามาช่วย

ผลลัพธ์คือไม่ต้องหยุดจ่ายไฟแม้แต่วินาทีเดียว ลดความเสี่ยง ลดการสูญเสียไฟฟ้าที่อาจมีมูลค่าสูงถึง 31 ล้านบาทต่อชั่วโมง และที่สำคัญคือประชาชนไม่ต้องเผชิญกับไฟดับให้เสียหายหรือลำบากเลย นับเป็นนวัตกรรมที่สร้างทั้ง ความต่อเนื่องและความมั่นคง ให้กับระบบไฟฟ้าไทย

มาต่อกันที่เรื่องของพลังงานหมุนเวียนกับนวัตกรรมการประยุกต์นวัตกรรมการตรวจสอบโซลาร์ฟาร์มด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และอากาศยานไร้คนขับ (LEVERAGING AI TECHNOLOGY TO UAV INSPECTION FOR SOLAR FARM) ท่ามกลางเป้าหมายใหญ่ของประเทศไทยที่จะก้าวสู่ Carbon Neutrality ภายในปี ค.ศ. 2050 พลังงานแสงอาทิตย์ถูกมองว่าเป็นความหวังสำคัญ แต่เบื้องหลังการดูแลโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่ไม่ง่ายเลยเพราะแผงแต่ละแผ่นอาจมีจุดบกพร่อง ที่ตาเปล่ามองไม่เห็น

EGAT จึงพัฒนา แพลตฟอร์มตรวจสอบแผงโซลาร์เซลล์ด้วยโดรนและ AI โดยโดรนจะบินตรวจสอบแผงเป็นโซน ๆ เก็บภาพถ่ายความร้อน (IR Camera) แล้ว AI จะวิเคราะห์หาความผิดปกติทันที พร้อมระบุตำแหน่งพิกัด GPS และออกเป็นรายงานอัตโนมัติ

ฟังดูเหมือนงานวิจัย แต่ผลที่ได้จับต้องได้มาก เช่น ลดเวลาการตรวจสอบจาก 3 ชั่วโมงเหลือเพียง 40 นาที ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้ EGAT ได้กว่า 40 ล้านบาทต่อปี และยังต่อยอดเป็นธุรกิจใหม่ ให้บริการตรวจสอบโซลาร์ฟาร์มเชิงพาณิชย์ในอนาคตได้ด้วย

และเมื่อต้องพูดถึงโซลาร์ฟาร์มที่กำลังเติบโตบนผืนน้ำของไทย ปัญหาสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการตรวจสอบใต้น้ำ ซึ่งเต็มไปด้วยความเสี่ยงต่อชีวิตนักประดาน้ำ นี่จึงเป็นที่มาของนวัตกรรมยานใต้น้ำไร้คนขับเพื่อตรวจสอบแผงผลิตไฟฟ้าลอยน้ำ (Unmanned Underwater Vehicles for Monitoring the Hydro-Floating Solar) อีกหนึ่งความท้าทายใหม่ของไทยคือ “โซลาร์ลอยน้ำ” บนเขื่อนต่าง ๆ ที่กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่การตรวจสอบแผงและทุ่นลอยน้ำใต้น้ำ ต้องอาศัยนักประดาน้ำที่ต้องเสี่ยงชีวิตเข้าไปในพื้นที่แคบและอันตราย

จึงมีแนวคิด ยานใต้น้ำไร้คนขับ (UUV) ที่สามารถลงไปสำรวจได้ลึกถึง 30 เมตร และระยะไกลถึง 200 เมตร พร้อมไฟส่องสว่างและกล้องถ่ายทอดสดใต้น้ำแบบเรียลไทม์

สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงให้นักประดาน้ำ แต่ยังเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการบำรุงรักษา ที่สำคัญ ยานดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการยื่นอนุสิทธิบัตร และจะถูกนำไปใช้จริงกับโครงการโซลาร์ลอยน้ำตามเขื่อนใหญ่ ๆ ทั่วประเทศในอนาคตอันใกล้นี้

สามนวัตกรรมที่เล่ามา อาจฟังดูต่างกัน แต่ทั้งหมดมีจุดร่วมเดียวกันคือ “สร้างไฟฟ้าที่มั่นคง สะอาด และปลอดภัยยิ่งขึ้น” เพื่อตอบโจทย์สังคมคาร์บอนต่ำที่โลกกำลังมุ่งไป

งาน Show and Share Innovation for the Better Life 2025 ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การอวดผลงานวิจัย แต่เป็นการยืนยันว่า เราพร้อมเดินหน้าไปด้วยกัน เพื่อให้คนไทยได้ใช้ไฟฟ้าที่ไม่เพียงพอเพียง แต่ยังเป็นไฟฟ้าที่สะท้อนถึงอนาคตที่ยั่งยืน

อิตาลีรวบชาย ‘ยูเครน’ ต้องสงสัยระเบิดท่อก๊าซ ‘นอร์ดสตรีม’ และอาจเอี่ยวเหตุบึ้มเรือบรรทุกน้ำมัน ที่เมืองท่าซาโวนา

(22 ส.ค. 68) อัยการเมืองเจนัวของอิตาลีเปิดเผยว่า กำลังสอบสวนชายชาวยูเครนที่ถูกจับกุมในข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับการระเบิดท่อก๊าซนอร์ดสตรีม (Nord Stream) 3 จุด ในทะเลบอลติก เมื่อปี 2022 และอาจพัวพันกับเหตุระเบิดเรือบรรทุกน้ำมันในท่าเรือซาโวนา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผู้ต้องสงสัยรายนี้คือ เซอร์เกย์ เค. (Sergei K.) ที่ทางการเยอรมนีระบุว่ามีบทบาทสำคัญในการวางแผนโจมตี

เหตุการณ์ที่ซาโวนาเกิดขึ้นกับเรือบรรทุกน้ำมันซีจีเวล (Seajewel) ซึ่งจดทะเบียนในมอลตา ตัวเรือได้รับความเสียหายจากทุ่นระเบิดแม่เหล็ก 2 ลูก ทำให้เกิดรูขนาดใหญ่ หนึ่งในนั้นถูกพบตกค้างอยู่ใต้ทะเล ครั้งนั้นสื่อท้องถิ่นเชื่อว่ามาจากแก๊ง 'กองเรือเงา' ที่ใช้เลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร ขนน้ำมันรัสเซียโดยอาศัยธงต่างชาติ

รายงานระบุอีกว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นระหว่างการขนถ่ายน้ำมันเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และมีการยืนยันความเสียหายเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ แม้ลูกเรือทั้งหมดปลอดภัย แต่เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและเส้นทางเดินเรือของยุโรป

ส่วนกรณีท่อก๊าซ Nord Stream 1 และ 2 ซึ่งถูกระเบิดในทะเลบอลติกเมื่อเดือนกันยายน ปี 2022 เยอรมนี เดนมาร์ก และสวีเดนยังไม่ตัดประเด็นการก่อวินาศกรรมออกไป ขณะที่รัสเซียย้ำว่าเป็นการก่อการร้ายระหว่างประเทศ และเคยร้องขอข้อมูลจากชาติตะวันตก แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำตอบใด ๆ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top