Monday, 27 July 2026
Hard News Team

‘กองทัพบก’ เปิดรับสมัครพลทหารแบบออนไลน์ ปี 69 ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา เริ่ม 1 ก.ย. 68 – 25 ม.ค. 69

กองทัพบก ประกาศรับสมัคร 'พลทหารแบบออนไลน์ ประจำปี 2569' ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 68-25 ม.ค. 69 ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา

กองทัพบกไทย ประกาศเปิดรับสมัคร 'พลทหารแบบออนไลน์ ประจำปี 2569' ผ่าน เฟซบุ๊ก 'กองทัพบก Royal Thai Army' โดยเปิดรับพลทหาร ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568-25 มกราคม 2569 โดยสามารถสมัครได้ทั้งออนไลน์ผ่านเว็บไซต์กองทัพบก และสมัครได้ด้วยตัวเองที่หน่วยทหารใกล้บ้าน

ช่องทางการสมัคร
ระบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์
สมัครด้วยตนเองที่หน่วยทหาร หรือหน่วยสัสดี
คุณสมบัติผู้สนใจสมัครพลทหาร ปี’69
1. ทหารกองเกินที่มีอายุ 18-20 ปีบริบูรณ์ (เปิดปี พ.ศ. 2549-2551)
2. ทหารกองเกินที่มีอายุ 22-29 ปีบริบูรณ์ (เกิดปี พ.ศ. 2547-2540) ซึ่งเป็นผู้ที่ผ่านการตรวจเลือกแล้ว แต่ไม่ถูกเข้ากองประจำการ
3. ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา

สถาบันพระปกเกล้า มอบรางวัล 'พระปกเกล้า' ด้านสำนึกพลเมือง ประจำปี 2568

เมื่อวานนี้ (21 ส.ค. 68) สถาบันพระปกเกล้า โดยสำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง จัดพิธีมอบ รางวัลพระปกเกล้า ด้านสำนึกพลเมือง ประจำปี 2568 ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ 5-6 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ เพื่อเชิดชูศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง องค์กร และพลเมืองต้นแบบที่ทำคุณประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติด้วยสำนึกพลเมืองที่มีธรรมาภิบาล

ผลการพิจารณารางวัล
• ระดับดีเด่น: ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง 5 แห่ง (เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช เพชรบุรี สกลนคร สุพรรณบุรี), องค์กร 3 แห่ง (เทศบาลนครเชียงราย, ไปรษณีย์ไทย, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่), และพลเมืองต้นแบบ 6 ราย อาทิ พระไพศาลประชาทร วิ. และ ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี• ระดับดี: องค์กร 20 แห่ง อาทิ กรุงเทพมหานคร กปน. กฟภ. รฟม. ธนาคารกรุงไทย–ออมสิน บริษัทเครือซีพี–บุญรอด และ อบจ.หลายจังหวัด รวมถึงพลเมืองต้นแบบอีก 10 คน

นายวิทวัส ชัยภาคภูมิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวย้ำว่า รางวัลนี้สะท้อนพลังของพลเมืองที่มีจิตสาธารณะ รับผิดชอบ ซื่อสัตย์ มีวินัย และใช้เหตุผล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตยไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน

‘ชัยวุฒิ’ โต้ ‘ช่อ’ ไม่มีใครอยากเป็นฮีโร่ แขนขาขาด ชี้ คนหาประโยชน์คือคนในรัฐบาลไม่ใช่ทหาร

‘ชัยวุฒิ’ โต้ ‘ช่อ พรรณิการ์’ ไม่มีใครอยากเป็นฮีโร่ แขนขาขาด พูดจาไม่รับผิดชอบ ชี้ คนหาประโยชน์คือ คนในรัฐบาล ไม่ใช่ทหาร 

(22 ส.ค.68) จากกรณีที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช แกนนำคณะก้าวหน้า ได้พูดเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ตอนหนึ่งว่า มีคนไม่อยากให้สงครามจบ เพราะช่วงเวลาที่เกิดสงคราม คือเวลาที่ตนเป็นฮีโร่หรือไม่

หลังจากเผยแพร่ออกไป ทำให้หลายฝ่ายในสังคมเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก

ต่อมาทางด้าน นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่ จังหวัดสิงห์บุรี โดยระบุว่า 

"จากที่มีคนบางคนไปพูดทำนองว่า 'สงคราม' ไม่อยากให้จบ ใช่ครับ มีคนไม่อยากให้จบ เพราะอยากจะเป็นฮีโร่ หาประโยชน์จากสงคราม ผมมองว่าอันนี้เป็นการพูดที่ไม่รับผิดชอบ ใช้ไม่ได้ ไม่มีใครอยากให้เกิดสงครามหรอก มีแต่คนเดือดร้อน แต่เมื่อเกิดแล้วเราก็อยากจะแก้ปัญหาให้เกิดสันติภาพให้เร็วที่สุด 

ส่วนทหารที่บอกว่าเกี่ยวกับการเมือง ปัญหาเกี่ยวกับผลประโยชน์ มันก็มีแต่คนในรัฐบาลนี่แหละที่หาผลประโยชน์จากสงคราม มันจะมีใคร ก็มีแต่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หรือว่าคนในรัฐบาลที่ไปเกี่ยวข้องกับเขมร เกี่ยวกับกัมพูชา ไอ้คนที่สนิทกับฮุนเซนที่สร้างปัญหาไว้ นั่นแหละ อาจจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ แต่คนไทยทั้งประเทศไม่มีใครได้ประโยชน์หรอกครับ มีแต่คนเขาเจ็บใจ เจ็บแค้นแทนทหารที่ต้องเสียชีวิต เสียแขนเสียขาไป 

“ตอนนี้มีแต่คนอยากให้ชนะสงครามครั้งนี้ให้เด็ดขาดและจบสงครามให้เร็วที่สุดครับ”

พิษณุโลก ผู้แทนแม่ทัพภาคที่ 3 รับมอบเครื่องอุปโภค–บริโภคจากโรงเรียนจ่านกร้อง เพื่อมอบให้กำลังพลปฏิบัติหน้าที่ชายแดนไทย–กัมพูชา

(22 ส.ค. 68) เวลา 07.30 น. ณ โรงเรียนจ่านกร้อง อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก พันเอก กิตติพัท คงเวทย์ หัวหน้ากองกิจการพลเรือน มณฑลทหารบกที่ 35 ปฏิบัติหน้าที่ช่วยราชการ กองกำลังพล กองทัพภาคที่ 3 ได้เป็นผู้แทนแม่ทัพภาคที่ 3 เข้ารับมอบเครื่องอุปโภค–บริโภคจากคณะผู้บริหารโรงเรียนจ่านกร้อง นำโดย นายเสกสันต์ ทองม่วง ผู้อำนวยการโรงเรียนจ่านกร้อง พร้อมด้วยคณะครูและนักเรียน

การรับมอบในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำสิ่งของไปมอบแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาอธิปไตยของชาติในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติภารกิจอย่างเข้มแข็ง ในการนี้ พันเอก กิตติพัท คงเวทย์ ได้กล่าวที่หน้าแถวนักเรียนซึ่งจำนวนกว่าพันคนว่า ขอขอบคุณแทนพี่ๆทหารตามแนวชายแดนที่ทุกท่านร่วมแรงร่วมใจรวบรวมและนำสิ่งของมาส่งให้พี่ๆทหาร ขอให้นักเรียนทำหน้าที่ของตนคือการเรียนให้เต็มที่ ให้สุดความสามารถ ส่วนเรื่องการป้องกันชายแดนปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพี่ๆทหาร และพี่ๆทหารก็จะทำให้สุดความสามารถเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและปลูกฝังค่านิยมด้านความรักชาติ ความเสียสละ และความหวงแหนในอธิปไตยของประเทศให้แก่นักเรียนและเยาวชน อันเป็นการบ่มเพาะจิตสำนึกด้านความมั่นคง และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลประเทศชาติอย่างยั่งยืน

‘กัมพูชา’ ตอบรับแล้ว ‘เก็บกู้ทุ่นระเบิด - ปราบสแกมเมอร์’ แต่ไม่ตอบรับแก้ปัญหาละเมิด MOU 43 ชี้ ไม่อยู่ในอำนาจ

ด่วน! ‘ไทย-กัมพูชา’ ลงนามข้อตกลงในที่ประชุม RBC พื้นที่กองทัพภาค 1 ไทย-ภูมิภาคทหารที่ 5 กัมพูชา เห็นพ้อง 13 ข้อตกลงหยุดยิงจาก GBC โดยฝ่าย ‘กัมพูชา’ ตอบรับ ‘3 ข้อเสนอเพิ่ม’ ของไทย “เก็บกู้ทุ่นระเบิด-ปราบสแกมเมอร์-ตั้งชุดประสานงานร่วม” แต่ไม่ตอบรับแก้ปัญหาละเมิด MOU 43 ชี้ ไม่อยู่ในอำนาจ RBC โยนถกวง JBC

(22 ส.ค.68) พลโทอมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 นำแถลงสรุปผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) ในระดับแม่ทัพ พื้นที่กองทัพภาค 1 ไทย-ภูมิภาคทหารที่ 5 กัมพูชาโดยทั้ง 2 ฝ่าย ตกลงด้วยดี ตอบรับ 13 ข้อตกลงหยุดยิง จากการประชุม GBC ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ที่ประชุม ได้เห็นชอบเพิ่มเติม 3 ประเด็น จากที่ไทยเสนอ 4 ประเด็น คือ
1. ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ดำเนินการร่วมมือกำจัดทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมโดยพิจารณาให้หารือร่วมกันในการประชุม GBC  ครั้งต่อไป

2.ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ร่วมมือประสานงานกันแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยให้ใช้เวทีมหาดไทยกัมพูชา หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย และเห็นควรให้เสนอหารือร่วมกัน GBC ครั้งต่อไป

3.ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ ให้มีกลไกแก้ปัญหา ด้วยการจัดตั้งชุดประสานงาน Coordination Group (CG) และคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น เพื่อเป็นกลไกรองรับคณะ RBC ในการแก้ไขปัญหาระดับพื้นที่

4.ในการแก้ไขปัญหาการละเมิด MOU43 ฝ่ายกัมพูชา ขอให้ใช้กลไกอื่นในการหารือ เพราะไม่ได้อยู่ในอำนาจของ RBC โดยฝ่ายไทยยืนยัน เสนอให้ฝ่ายกัมพูชาได้ทราบว่าเป็นพื้นที่ที่สำคัญ และได้แจ้งเจตนารมณ์ที่ชัดเจน ของฝ่ายไทยในการแก้ไขปัญหา

ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 1 ย้ำว่า เรื่องนี้ กัมพูชา ขอไปใช้กลไก JBC หรือคณะกรรมาธิการร่วมเขตแดนไทยกัมพูชา แทน อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ต้องเสนอผ่านกลไก GBC

ทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมการฝึกซ้อมแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำจากน้ำมัน (Rayong Oil Spill Exercise 2025 : ROSE’25)

พลเรือโท อาภา ชพานนท์ ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่1 เป็นประธานเปิดการฝึกซ้อมแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำจากน้ำมัน ภายใต้รหัสการฝึก “Rayong Oil Spill Exercise 2025 (ROSE’25)” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 สิงหาคม 2568 ณ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) สาขา 6 และพื้นที่อ่าวมาบตาพุด จังหวัดระยอง

การฝึกครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกรมควบคุมมลพิษ กองทัพเรือ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อทดสอบแผนเผชิญเหตุและการตอบสนองต่อสถานการณ์น้ำมันรั่วไหลลงสู่ทะเล ตลอดจนเสริมสร้างขีดความสามารถของหน่วยงานต่าง ๆ ในการบูรณาการกำลังและทรัพยากรด้านการป้องกันและขจัดคราบน้ำมัน

ทั้งนี้ ทัพเรือภาคที่ 1 ได้จัดกำลังพล หน่วยเรือ และยุทโธปกรณ์ เข้าร่วมสนับสนุนการฝึก เช่น การจัดเรือสนับสนุนการขจัดคราบน้ำมัน การใช้เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงน้ำ (Heli Bucket) รวมถึงการจัดกำลังเฉพาะกิจเพื่อประสานงานร่วมกับคณะอนุกรรมการฯ และศูนย์อำนวยการฯ ในพื้นที่ โดยมีการฝึกซ้อมทั้งในส่วนของการวางแผนสั่งการ การปฏิบัติจริงในทะเล และการขจัดคราบน้ำมัน

การเข้าร่วมการฝึก ROSE’25 นับเป็นการแสดงศักยภาพของทัพเรือภาคที่ 1 ในการสนับสนุนการป้องกันและขจัดมลพิษทางทะเล ซึ่งเป็นพันธกิจสำคัญที่กองทัพเรือให้ความสำคัญมาโดยตลอด อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล ควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมทางทะเลให้ยั่งยืน

อิหร่านปิดน่านฟ้ากะทันหัน ทำเที่ยวบินทั้งหมดหยุดชะงัก คาดส่งสัญญาณพร้อมชนอิสราเอล!! แม้เพิ่งบรรลุข้อตกลงหยุดยิง

(22 ส.ค. 68) อิหร่านประกาศปิดน่านฟ้าแบบกะทันหันเมื่อเวลา 22.00 น. ของคืนวันที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) ส่งผลให้เที่ยวบินทั้งหมดต้องหยุดชะงัก รวมถึงเส้นทางแบกแดด–เตหะรานที่ผู้โดยสารถูกสั่งให้ลงจากเครื่องก่อนออกเดินทาง ขณะนี้เที่ยวบินไปยังอิหร่านยังคงถูกระงับโดยไม่มีกำหนด

ต่อมา ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด นายกสมาคมนักเรียนเก่าไทย - อิหร่าน โพสต์เฟซบุ๊กว่า การปิดน่านฟ้าเกิดขึ้นเพื่อการซ้อมรบทางทหารในพื้นที่ตะวันตกของประเทศ และจะสิ้นสุดในเวลา 07.00 น. ของวันที่ 22 สิงหาคม การเคลื่อนไหวนี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณแสดงความพร้อมเต็มที่ของอิหร่าน หลังจากเพิ่งบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับอิสราเอลไม่นาน

โดยสื่อตะวันตกและสื่ออิสราเอลรายงานตรงกันว่า มีความเป็นไปได้ที่อิหร่านอาจเตรียมการโจมตีเชิงรุกใส่อิสราเอลและฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค ทำให้สหรัฐฯ ต้องทยอยย้ายเครื่องบินรบออกจากฐานทัพอัล-อุดัยด์ในกาตาร์เพื่อป้องกันความเสี่ยง

ขณะที่ สหรัฐฯ และอังกฤษได้ส่งเครื่องบินและโดรนสอดแนมบินลาดตระเวนเหนือน่านฟ้าอิสราเอล จอร์แดน และอ่าวเปอร์เซีย เพื่อจับตาความเคลื่อนไหวการซ้อมรบของอิหร่านอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจปะทุขึ้นอีกครั้งในไม่ช้า

เชียงใหม่-เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ได้รับรางวัล Trip.Best GLOBAL 100 Family-friendly Attractions 2025 ซึ่งเป็น 1 ใน 100 สถานที่ท่องเที่ยวสำหรับครอบครัวที่ดีที่สุดในโลก

เมื่อวานนี้ (21 ส.ค. 68) สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) โดยสำนักงานเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เข้ารับรางวัล Trip.Best GLOBAL 100 Family-friendly Attractions 2025 จาก Trip.Best โดย Trip.com Group นำโดย พลเอกโกศล ประทุมชาติ กรรมการบริหาร ทำหน้าที่ ประธานกรรมการบริหารการพัฒนาพิงคนคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร รับมอบรางวัล Trip.Best GLOBAL 100 Family-friendly Attractions 2025 โดยมี Mr. JIM Ji CEO of Ticket & Event Business และ Mr. Allen Peng Business Development Manager - South East Asia​ เป็นผู้มอบ พร้อมร่วมเจรจาธุรกิจและประชุมหารือแนวทางความร่วมมือในการเพิ่มยอดขายในอนาคต แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านกลยุทธ์การตลาดท่องเที่ยวเชิงรุกทั้งภายในและต่างประเทศ ตลอดจนกำหนดกลยุทธ์การตลาดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ท่องเที่ยวในปัจจุบัน ณ สำนักงาน Trip.com (Thailand) กรุงเทพมหานคร 

สำหรับรางวัลนี้นับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง เนื่องจากรางวัลนี้เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีได้รับการจัดอันดับให้เป็น “Top 100 แหล่งท่องเที่ยวที่ดีที่สุดและได้รับความนิยมสูงสุดระดับโลก” จากการจัดอันดับแข่งขันกับสถานที่ท่องเที่ยวจากประเทศอื่นๆ ทั่วโลก และถือว่าเป็นตัวแทนจากประเทศไทยที่ได้รับการยอมรับจากองค์กรระดับสากลและนักท่องเที่ยวทั่วโลก สะท้อนถึงภาพลักษณ์ที่ดีว่าเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เหมาะสำหรับครอบครัวที่มีมาตรฐานด้านความปลอดภัย และมอบประสบการณ์ที่น่าประทับใจแก่ผู้เข้าชมทุกเพศทุกวัยจากทั่วโลก       

เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีได้รับรางวัล Trip.Best GLOBAL 100 Family-friendly Attractions ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 2 โดยที่ผ่านมาในปี พ.ศ.2567 เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีได้รับรางวัล Trip.Best GLOBAL 100 Family-friendly Attractions 2024 ถือเป็นการเน้นย้ำว่าเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีได้รับมาตรฐานการท่องเที่ยวที่ดีที่สุด ระดับโลกสองปีต่อเนื่อง

‘พีระพันธุ์’ เผย กพช. เคาะค่าไฟงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 68 ที่ 3.94 บาท/หน่วย พร้อมเร่งเจรจาปรับราคารับซื้อไฟจากโซลาร์ฟาร์มเอกชน อิงราคาของ กฟผ.

กพช. เคาะค่าไฟงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค. 68 ที่ 3.94 บาท/หน่วย พร้อม มาตรการสำคัญด้านพลังงาน แนวทางการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน -ขยายอายุโรงไฟฟ้าน้ำพอง – บริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ – ลดค่าไฟบ้านอยู่อาศัย - กำหนดราคาขายไฟเพื่อนบ้าน – ยกเลิกแผนแยก SO

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ประชุมได้มีการพิจารณาวาระสำคัญด้านพลังงาน ดังต่อไปนี้

ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการดำเนินการตามมติ กพช. เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 เรื่อง การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิงและขยะอุตสาหกรรมตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด สำหรับปี 2566 – 2573 (การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมฯ) โดยมีมติ ดังนี้ (1) โครงการพลังงานลม เนื่องจากการอ้างอิงราคาที่ กฟผ. ดำเนินการมีราคาที่สูงกว่าอัตรา FIT สำหรับการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมฯ จึงให้ดำเนินการในขั้นตอนของการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าต่อไป และให้ กกพ. พิจารณาปรับกรอบเวลาในการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และ ขยายกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ไม่เกินปี 2573 และ (2) โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ มอบหมายให้ กกพ. กฟผ. กฟภ. กฟน. และ สนพ. ดำเนินการเจรจาอัตราค่าไฟฟ้ากับผู้ประกอบการเอกชนที่ กกพ. ประกาศรายชื่อ และให้ กฟผ. พิจารณาเสนออัตราค่าไฟฟ้าสำหรับใช้เจรจาโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ 

โดยอ้างอิงราคาโครงการ Solar Floating ที่กฟผ. ได้ดำเนินการ และปรับเพิ่มสมมติฐานให้สอดคล้องกับต้นทุนการดำเนินการของภาคเอกชน โดยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ กพช. มีมติ และมอบหมายให้ กกพ. พิจารณาปรับเงื่อนไขสัญญาและขยาย SCOD เช่นเดียวกันกับโครงการพลังงานลมเพื่อใช้สำหรับการดำเนินการต่อไปสำหรับโครงการที่ปรับลดราคาลงตามการเจรจา ทั้งนี้ สำหรับโครงการที่ไม่ปรับลดราคาตามการเจรจาให้รายผลให้ กพช. พิจารณาต่อไป

นอกจากนี้ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบ การขยายอายุการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมน้ำพอง ชุดที่ 1 และ 2 ออกไปอีก 6 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2574 เพื่อให้สอดคล้องกับอายุสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งนี้ การขยายอายุการเดินเครื่องครั้งนี้จะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสุทธิได้ประมาณ 28,358 ล้านบาทตลอดระยะเวลา 6 ปี อีกทั้งยังเป็นการใช้ทรัพยากรภายในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) นำเรื่องดังกล่าวบรรจุในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ตามขั้นตอนต่อไป

รวมทั้งได้เห็นชอบ แนวทางบริหารจัดการโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อทดแทนโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนเครื่องที่ 8–9 โดยกำหนดให้ (1) เลื่อนแผนการปลดโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 8 และ 11 จากวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ไปเป็นวันที่ 31 ธันวาคม 2574 หรือจนกว่าการปรับปรุงเครื่องที่ 12 และ 13 จะแล้วเสร็จ (ประมาณปี 2574) และ (2) ดำเนินการปรับปรุงโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 12 และ 13 พร้อมเลื่อนแผนการปลดออกไปจนถึงปี 2591 

โดยจะหยุดเดินเครื่องชั่วคราว (ไม่จ่ายไฟเข้าระบบ) ระหว่างการปรับปรุงในช่วงปี 2569–2574 แนวทางนี้จะช่วยลดการลงทุน ใช้ทรัพยากรภายในประเทศอย่างคุ้มค่า ลดการนำเข้า Spot LNG และลดผลกระทบค่าไฟฟ้าต่อประชาชน โดยคาดว่าจะสามารถลดค่า Ft ได้ประมาณ 3.67 สตางค์ต่อหน่วย หรือคิดเป็นมูลค่าลดลงราว 9,566 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้ กฟผ. เสนอเรื่องขอยกเว้นการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2565 เกี่ยวกับโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนเครื่องที่ 8–9 พร้อมทั้งมอบหมายให้ สนพ. บรรจุแนวทางดังกล่าวไว้ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ต่อไป

ที่ประชุมยังได้มีมติเห็นชอบแนวทางการลดค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยแบบอัตราปกติ โดยให้ชำระค่าไฟฟ้าไม่เกินอัตราค่าไฟฟ้าที่ กกพ ประกาศ เรียกเก็บตามรอบ Ft ในแต่ละรอบโดยเริ่มตั้งแต่งวดเดือนกันยายน – ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งในงวดเดือนกันยายน - ธันวาคม 2568 อยู่ที่หน่วยละ 3.94 บาท ทั้งนี้ มอบหมาย สนพ. และ กกพ. พิจารณาทบทวนการกำหนดช่วงการใช้ไฟฟ้าที่จะได้รับสิทธิส่วนลดให้ครอบคลุมผู้ใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ของผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัย เพื่อคงวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพและลดภาระการอุดหนุนเกินจำเป็น 

ทั้งนี้ให้ สนพ. และ กกพ.พิจารณาปริมาณหน่วยการใช้ไฟฟ้าขั้นสูงสำหรับบ้านพักอาศัยที่ควรต้องชำระค่าไฟฟ้าสูงกว่าอัตราที่ กกพ.ประกาศในแต่ละรอบตั้งแต่ 400 หน่วยต่อเดือนขึ้นไป ว่าควรมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าขั้นสูงไม่เกินเดือนละกี่หน่วย และปริมาณการใช้ไฟฟ้าส่วนที่เกินปริมาณหน่วยขั้นสูงนั้นจะคิดอัตราค่าใช้ไฟฟ้าเท่าใด โดยให้นำผลการพิจารณาไปหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว โดยให้ กฟภ. และ กฟน. รับไปปฏิบัติโดยเคร่งครัดต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีมติให้ กฟผ. และ กฟภ. กำหนดราคาจำหน่ายไฟฟ้าแก่ประเทศเพื่อนบ้าน ตามมติ กพช. ปี 2558 อย่างเคร่งครัด และเห็นชอบแนวทางปรับปรุงราคาสำหรับสัญญาในอนาคต เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าของประเทศและเป็นธรรมต่อประชาชนในประเทศ โดยกำหนดชัดเจนว่าราคาจำหน่ายไฟฟ้าให้ประเทศเพื่อนบ้านจะต้องไม่ต่ำกว่าราคาที่จำหน่ายให้ประชาชนภายในประเทศ ทั้งนี้ กพช. ยังได้มอบหมายให้ กฟผ. และ กฟภ. ร่วมกันศึกษาแนวทางการกำหนดราคาที่เหมาะสม และนำเสนอต่อ กพช. ต่อไป

นายพีระพันธุ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมยังได้ติดตาม ความคืบหน้าประเด็นการแยกศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้า (System Operator: SO) ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 กพช. เคยมีมติให้แยก SO ออกมาเป็นนิติบุคคลใหม่ที่เป็นอิสระจาก กฟผ. อย่างไรก็ตาม พบว่า SO ภายใต้ กฟผ. (Ring Fenced) เหมาะสมกับโครงสร้างอุตสาหกรรมไฟฟ้าของไทยในรูปแบบ ESB (Enhance Single Buyer) และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล อีกทั้งยังสามารถบริหารจัดการระบบไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและรักษาความมั่นคง ที่ประชุมจึงมีมติ ยกเลิกมติเดิมของ กพช. เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ให้แยก SO เป็นนิติบุคคลออกจาก กฟผ.

และที่ประชุมยังได้มีมติ รับทราบผลโครงการนำร่อง Demand Response (DR) ปี 2565–2566 และมีมติเห็นชอบแนวทางพัฒนามาตรการ DR ดังนี้ (1) ให้ดำเนินโครงการ DR ต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้เข้าร่วม และพัฒนาไปสู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์ในอนาคต โดย DR จะช่วยลดการสร้างหรือเดินเครื่องโรงไฟฟ้าในบางช่วง ลดการนำเข้า LNG และสอดคล้องกับแผน PDP ฉบับใหม่ (2) ให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการภายใต้ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข อัตราค่าตอบแทน และติดตามผลการดำเนินงาน โดยอัตราค่าตอบแทนต้องไม่สูงกว่าต้นทุนโรงไฟฟ้าหรือไฟฟ้าจาก LNG เพื่อช่วยลดค่าไฟโดยรวมของประเทศ และ (3) มอบหมายให้ กบง. .ดำเนินการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการสั่งเรียกมาตรการ DR ตามเป้าหมายตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ และมอบหมายคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน บรรจุค่าใช้จ่ายผลตอบแทน DR ตามเป้าหมายรายปีในแผน PDP ฉบับใหม่เข้าในค่าไฟฟ้าฐานต่อไป

นายพีระพันธุ์ เปิดเผยอีกว่า ที่ประชุม กพช.ได้รับทราบการดำเนินการตามมติ กพช. เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2566 การบริหารจัดการ Pool Gas ของประเทศ (Pool Manager) ว่าได้ดำเนินการแยก Pool manager เป็นอิสระจาก ปตท. (Ring Fenced) แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องแยก Pool manager เป็นนิติบุคคล

พิธีลงนาม MOU สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจพลังงานสะอาด และธุรกิจศูนย์ข้อมูล

(22 ส.ค.68) บริษัท ไอดับบลิวอาร์เอ็ม จำกัด ผู้ให้บริการน้ำเพื่ออุตสาหกรรมรายใหญ่ในพื้นที่ ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แกนนำด้านนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานอัจฉริยะ กลุ่ม ปตท.

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังเพื่อเสริมสร้างโอกาสในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำและไฟฟ้าให้มีความมั่นคง ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพสูง รองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) ในประเทศไทย โดยครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาน้ำดิบ การผลิตและจำหน่ายน้ำอุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ไปจนถึงการออกแบบระบบสำรองเพื่อให้บริการได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

นาย ธนวัฒน์ สันตินรนนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอดับบลิวอาร์เอ็ม จำกัด กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเสริมความพร้อมด้านสาธารณูปโภคให้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ EEC เพิ่มความเชื่อมั่นในการลงทุนระยะยาว

ด้านนาย ชาญศักดิ์ ชื่นชม ผู้จัดการใหญ่ GPSC กล่าวว่า ในฐานะองค์กรชั้นนำด้านนวัตกรรมพลังงาน บริษัทมุ่งมั่นเติบโตบนเส้นทางพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างมั่นคงและยั่งยืน ด้วยความเชี่ยวชาญทั้งด้านเทคโนโลยีและการให้บริการโซลูชันครบวงจร พร้อมตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการพลังงานสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงมุ่งผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในด้านอุตสาหกรรมและศูนย์ข้อมูล ด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

พิธีลงนามจัดขึ้นอย่างเป็นทางการในบรรยากาศแห่งความร่วมมือ โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองบริษัท และแขกผู้มีเกียรติจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top