Monday, 27 July 2026
Hard News Team

‘พีระพันธุ์’ ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ

(21 ส.ค.68) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2568 โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม และมีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อรับทราบและพิจารณาวาระสำคัญต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติม สำหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิงและอุตสาหกรรม ตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ในช่วงปี 2566-2573 ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาเพื่อหาแนวทางในการดำเนินการให้มีความเหมาะสมต่อทุกภาคส่วน รวมถึงการพิจารณาขยายลู่การเดินเครื่องและการบริหารจัดการไฟฟ้าที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อรักษาความมั่นคงพลังงานในช่วงรอยต่อของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP ฉบับใหม่ และขอให้กระทรวงพลังงานเร่งดำเนินการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

จีนตั้งเป้าใช้ชิป AI ผลิตเอง 70% ภายในปี 2570 ท้าชนอิทธิพล Nvidia ผู้ครองตลาดชิปกว่า 80%

(21 ส.ค. 68) จีนเดินหน้าลดการพึ่งพาเทคโนโลยีสหรัฐฯ โดยหลายเมืองใหญ่วางเป้าหมายเพิ่มการพึ่งพาตนเองด้านชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างน้อย 70% ภายในปี 2570 เพื่อลดอิทธิพลของ Nvidia ผู้ครองตลาดชิป AI กว่า 80% ในจีน ขณะที่ปักกิ่งตั้งเป้าสูงถึง 100% ส่วนกุ้ยหยาง เมืองที่มีดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมาก กำหนดให้ศูนย์ข้อมูลใหม่ต้องใช้ชิปผลิตในประเทศไม่ต่ำกว่า 90%

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ย้ำในที่ประชุมโปลิตบูโรว่า จีนต้องระดมทรัพยากรทั้งประเทศเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและพึ่งพาตนเองในด้าน AI พร้อมส่งสัญญาณสนับสนุนการพัฒนาและการผลิตชิปในประเทศ ซึ่งปัจจุบันผู้พัฒนาบริการ AI ภายในประเทศ เช่น DeepSeek, Alibaba และ Baidu กำลังขยายบทบาท แต่ก็ยังต้องพึ่งพา Nvidia อย่างมาก

หัวเว่ย (Huawei) พยายามสร้างทางเลือกใหม่ด้วยชิปตระกูล Ascend 910 ซึ่งรุ่นล่าสุด 910B มีสมรรถนะราว 85% ของ Nvidia H20 และเตรียมเปิดตัวรุ่น 920 ที่คาดว่าจะทดแทน H20 ได้เต็มรูปแบบ ขณะเดียวกันบริษัทอื่น เช่น Cambricon และ Kunlun ของ Baidu ก็กำลังเร่งพัฒนาชิป AI ร่วมกับโรงงานผลิตชิปในประเทศอย่าง SMIC

นักวิเคราะห์คาดว่า ส่วนแบ่งตลาดชิป AI ของ Nvidia ในจีนจะลดลงเหลือ 50-60% ภายใน 5 ปี ขณะที่ผู้ผลิตจีนจะเพิ่มขึ้นเป็น 40-50% ล่าสุด ไชน่า โมบาย ลงนามจัดซื้อเซิร์ฟเวอร์ AI มูลค่า 19,100 ล้านหยวน โดยใช้ชิปหัวเว่ยทั้งหมด และยังมีรายงานว่า ByteDance อาจหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ของหัวเว่ยด้วย

อย่างไรก็ดี ความพยายามตัดขาดจากสหรัฐฯ ไม่ง่ายนัก เพราะยังมีข้อจำกัดด้านสมรรถนะและความล่าช้าในการพัฒนา เช่น กรณี DeepSeek ที่ถูกชะลอเพราะใช้ผลิตภัณฑ์หัวเว่ย ขณะเดียวกัน จีนยังคงนำเข้าชิป Nvidia ต่อไปในบางภาคส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการดูดซับเทคโนโลยีตะวันตกกับการสร้างนวัตกรรมในประเทศเอง

‘ณวัฒน์’ โพสต์แสดงความเสียใจสำหรับประเทศไทย หลังเวียดนามไฟเขียว ‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์’ 7 หมื่นล้าน

(21 ส.ค. 68) จากกรณีเวียดนามไฟเขียวเมกะโปรเจกต์ 'เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์' มูลค่ากว่า 6.6 หมื่นล้านบาท ตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษเวินโด่น จังหวัดกว๋างนิญ โดยมอบสิทธิพัฒนาให้บริษัท Van Don Sun Joint Stock Company ในเครือ Sun Group โดยโครงการนี้ถือเป็นกาสิโนแห่งแรกของเวียดนามที่อนุญาตให้พลเมืองเวียดนามเข้าเล่นได้ ภายใต้เงื่อนไขควบคุมเข้มงวดตามกฎหมาย

พื้นที่โครงการครอบคลุมกว่า 244.45 เฮกตาร์ หรือราว 1,527 ไร่ ถูกออกแบบเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวครบวงจร ประกอบด้วยกาสิโนระดับไฮเอนด์ โรงแรมหรู รีสอร์ท คอนโดเทลและทาวน์เฮาส์เชิงพาณิชย์ ศูนย์การค้า รวมถึงบริการสุขภาพและสถานบันเทิง เม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกำหนดระยะเวลาการดำเนินโครงการสูงสุด 70 ปี และวางกรอบก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 9 ปี

สำหรับชาวเวียดนามที่ต้องการเข้าเล่นกาสิโน กระทรวงการคลังกำหนดให้ซื้อตั๋วราคา 2.5 ล้านดอง (ประมาณ 3,095 บาท) ต่อ 24 ชั่วโมง หรือเลือกซื้อบัตรผ่านรายเดือนในราคา 50 ล้านดอง (ราว 61,913 บาท) เพื่อควบคุมการเข้าถึงและลดผลกระทบทางสังคม

สื่อท้องถิ่นมองว่า โครงการนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับเวียดนามสู่จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวและความบันเทิงระดับนานาชาติ 

ขณะที่ ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการกองประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า “เสียใจด้วยสำหรับไทยเวียดนามอนุมัติเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ มูลค่ากว่า 7 หมื่นล้าน”

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ วันแม่แห่งชาติ สร้างความอุดมสมบูรณ์ผืนป่า พลเรือตรี พัฒนชัย เฉลิมวรรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ เป็นประธานในพิธีเปิด

(21 ส.ค. 68) รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ วันแม่แห่งชาติ สร้างความอุดมสมบูรณ์ผืนป่า พลเรือตรี พัฒนชัย เฉลิมวรรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ เป็นประธานในพิธีเปิด กิจกรรมโครงการ ปลูกป่าวันแม่แห่งชาติ "เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิม พระชนมพรรษา 93 พรรษา 12 สิงหาคม 2568 โดยมีคณะนายทหารข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง บุคคลากรทาง การแพทย์ นางสาววลีพร อินอนงค์ นายกสโมสรโรตารี พลูตาหลวง สมาชิกโรตารี และนาย ฮารุกิ มากิโนะ นักเรียนเยาวชนแลกเปลี่ยนโรตารี จากประเทศญี่ปุ่น เข้าร่วมกิจกรรม พร้อมมอบทุนร่วมสนับสนุนให้แก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย สำหรับ โครงการ ปลูกป่าวันแม่แห่งชาติ "เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ  ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย 

อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับผืนป่าอันเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ในการนี้ โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์กองทัพเรือ ยุทธศาสตร์ที่ 3 การเพิ่มการดูดกลับกักเก็บก๊าชเรือนกระจก กองทัพเรือ  โดยมีแผน การปลูกป่าเพิ่มอย่างน้อยปีละ 90 ต้น

พลเรือตรี พัฒนชัย เฉลิมวรรณ์ กล่าวว่า โครงการ "ปลูกป่าวันแม่แห่งชาติ" นอกจากจะเป็นการแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้แล้ว ยังเป็นการสืบสานปณิธานในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ผืนแผ่นดิน อีกด้วย

นิราช ทิพย์ศรี /นันทพล  ทิพย์ศรี  อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 0909535645,0945565622/086-3684323 

“พล.ต.ท.สำราญฯ” เป็นหัวหน้าคณะตำรวจไทย ประชุมร่วมตำรวจมาเลเซีย เสริมความร่วมมือต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ

(21 ส.ค. 68) พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผู้ช่วย ผบ.ตร.) เป็นหัวหน้าคณะตำรวจไทย ร่วมการประชุมระหว่างตำรวจมาเลเซีย - ไทย ระดับบริหารครั้งที่ 28 ร่วมกับ ตัน ศรี อายอบ ขาน รอง ผบ.ตร.มาเลเซีย/หัวหน้าคณะตำรวจมาเลเซีย และคณะตำรวจมาเลเซีย ณ ห้องประชุม Jade Hall, Geo Resort and Hotel รัฐปะหัง สหพันธรัฐมาเลเซีย โดยมีคณะตำรวจไทย ประกอบด้วย พล.ต.ต.วรา เวชชาภินันท์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9/รองหัวหน้าคณะฯ, พล.ต.ต.ไมตรี สันตยากุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส และคณะฯ รวมทั้งหมด 25 นาย เข้าร่วมประชุม ระหว่างวันที่ 18 -21 สิงหาคม 2568 

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการทบทวนความร่วมมือที่ผ่านมา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และกำหนดมาตรการใหม่ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

พล.ต.ท.สำราญฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทย ได้เน้นย้ำว่าทั้งสองประเทศมีความมุ่งมั่น ความไว้วางใจ และตั้งใจร่วมกัน ในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ โดยผลการหารือครั้งนี้จะนำไปสู่ข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างตำรวจไทยและมาเลเซียให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติไทยยืนยันเจตนารมณ์ที่จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาเลเซีย เพื่อสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่นคงให้แก่ประชาชนทั้งสองประเทศต่อไป

นอกจากนี้ ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย โดยมีเจตนารมณ์กําหนดยุทธศาสตร์ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมและภัยคุกคามทุกรูปแบบที่กระทบต่อไทยและมาเลเซีย

เสียงดนตรีที่เปรียบเสมือนเครื่องบิน ที่พาคุณเดินทางข้ามโลก

(21 ส.ค. 68) หากคุณอยู่ในประเทศไทยแล้วได้ยินเสียงดนตรีลอยมาเข้าหูเป็นเสียงกีตาร์ที่บรรเลงด้วยโทนเสียงและสำเนียงคล้ายเสียงพิณ คลอไปกับเสียงเบสและกลองจังหวะคึกคักม่วนซื่นและอ่อนช้อยชวนให้คุณอยากกรีดนิ้วขึ้นฟ้อนหรือโยกตามเสียงดนตรี คุณอาจจะนึกไปว่าที่คุณได้ยินนั้นคือเสียงดนตรีจากวงหมอลำพื้นบ้านจากภาคอีสานดีๆ สักวงหนึ่ง แต่ในโลกไร้พรมแดนในปัจจุบันนี้เสียงดนตรีออนซอนที่คุณได้ยินอาจจะบรรเลงโดยนักดนตรียอดฝีมือที่มาจากลุ่มแม่น้ำ Rio grande แทนที่จะมาจากลุ่มแม่น้ำมูลก็เป็นได้

ในยุคที่ดนตรีแนว psychedelic rock กำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง มีวงดนตรี 3 ชิ้นวงหนึ่งจากเท็กซัสที่สร้างเสียงดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์จนกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก นั่นคือ Khruangbin (อ่านว่า “เครื่องบิน” แปลว่า “เครื่องบิน” ในภาษาไทย)

จุดเริ่มต้นจาก Houston
Khruangbin ก่อตั้งขึ้นในปี 2010 โดยสมาชิก 3 คน ได้แก่ Laura Lee (เบส), Mark Speer (กีตาร์) และ Donald “DJ” Johnson Jr. (กลอง) วงนี้เกิดขึ้นจากการที่ Donald และ Mark เป็นเพื่อนกันมานาน รวมทั้งเคยเล่นดนตรีในโบสถ์มาด้วยกัน และอยู่มาวันหนึ่งทั้งคู่ก็ได้มีโอกาสได้ไปฟังคอนเสิร์ตของ Afghan musician และก็ได้พบกับสาวสวยสุดเก๋อย่าง Laura ซึ่งที่งานคอนเสิร์ตนี้เองที่ทำให้พวกเขาค้นพบว่าต่างมีความสนใจและรสนิยมทางดนตรีที่สอดคล้องกัน ซึ่งจุดนี้เองก็เป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาอยากสร้างดนตรีที่ผสมผสานวัฒนธรรมต่างๆ เข้าด้วยกัน ส่วนที่มาของชื่อวงแปลกหูก็มาจากมือเบสสุดสวยและมันสมองของวงอย่าง Laura Lee ที่มีความสนใจในภาษาและวัฒนธรรมไทย ซึ่งเธอก็ชอบคำว่าเครื่องบินเอามากๆ จนเอาคำๆ นี้มาแนะนำแกมบังคับให้ Mark กับ Donald เอามาใช้เป็นชื่อวงนั่นเอง

เสียงดนตรีที่ไม่เหมือนใคร 
สิ่งที่ทำให้ Khruangbin โดดเด่นคือการนำเอาดนตรีจากหลากหลายวัฒนธรรมมาผสมผสานกัน ไม่ว่าจะเป็น:
• Thai funk  (หรือหมอลำ)จากยุค 70s-80s 
• Middle Eastern psychedelia 
• Korean pop แนว vintage
• West African rhythms
• Spanish guitar melodies
ผลลัพธ์ที่ได้คือเสียงดนตรีแนวผสมผสานที่มีเอกลักษณ์อย่างสูงฟังแล้วรู้สึกเหมือนได้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกพร้อมๆ กันในเวลาเดียวกันและเพลงส่วนใหญ่ของ kruangbin ก็เป็นเพลงบรรเลงทำให้สมาชิกแต่ละคนได้ "ปล่อยของ" ฝีมือดนตรีของตัวเองออกมาอย่างเต็มที่

อัลบั้มที่ควรฟัง
“The Universe Smiles Upon You” (2015) - อัลบั้มแรกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหมอลำและ psychedelia
“Con Todo El Mundo” (2018) - ใช้แนวดนตรีสเปนและเม็กซิกัน ด้วยการนำเสนอที่หลากหลายยิ่งขึ้น
“Mordechai” (2020) - อัลบั้มล่าสุดที่มีการใส่เสียงร้องมากขึ้น พร้อมกับการทดลองเสียงใหม่ๆ

สไตล์การแสดงที่น่าดึงดูด
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ Khruangbin เป็นที่จดจำคือ fashion sense อันเป็นเอกลักษณ์ Laura Lee มักจะใส่วิกผมยาวสีต่างๆ พร้อมกับเสื้อผ้าสไตล์ vintage ในขณะที่ Mark Speer จะสวม cowboy hat และเสื้อผ้าสไตล์เท็กซัส การแสดงสดของพวกเขายังเต็มไปด้วยแสงสีและบรรยากาศที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนล่องลอยอยู่ในภาพยนตร์แนว retro ย้อนยุคอย่างไรอย่างนั้น

ทำไมต้องฟัง Khruangbin?
หากคุณกำลังมองหาดนตรีที่:
• ผ่อนคลายแต่ไม่น่าเบื่อ
• มีเอกลักษณ์และไม่เหมือนใคร
• เหมาะกับการฟังขณะทำงาน อ่านหนังสือ หรือนั่งสมาธิ
• ขยายขอบเขตการฟังดนตรีของคุณ

Khruangbin คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ ดนตรีของพวกเขาเป็นเหมือนการเดินทางข้ามวัฒนธรรม ข้ามเวลา และข้ามขอบเขตของแนวดนตรี ในโลกที่เต็มไปด้วยความรีบเร่ง เสียงดนตรีของ Khruangbin คือพื้นที่แห่งความสงบที่จะพาคุณไปยังที่ที่จิตวิญญาณของผู้ฟังที่โหยหาดนตรีแปลกใหม่ต้องการอย่างแท้จริง

ความสำเร็จของ kruangbin ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืนหากแต่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์และชั่วโมงบินมาเนิ่นนานนับสิบปี โดยสมาชิกทุกคนในวงต่างก็มีความมุ่งมั่นที่จะเล่นดนตรีในแนวทางที่ตัวเองเชื่อมั่น จนค่อยๆมีแฟนประจำและผู้คนที่ชื่นชอบผลงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนสามารถฝากชื่อไว้ในเวทีระดับโลกอย่าง Grammy Awards ได้ในที่สุด และนับจากวินาทีนั้นเป็นต้นมา kruangbin ก็ได้สกาปนาตัวเองขึ้นไปอยู่ในฐานะวงดนตรีระดับโลกได้อย่างแท้จริง 

หากคุณไม่เคยฟังเพลงของKruangbin มาก่อน ใดๆDigest อยากให้คุณลองเริ่มต้นด้วยเพลง “Time (You and I)” หรือ “People Everywhere (Still Alive)” แล้วคุณจะเข้าใจได้ทันทีว่าทำไม Khruangbin ถึงได้รับความรักจากแฟนเพลงทั่วโลกในปัจจุบัน

กองทัพเรือ รับมอบปืนใหญ่ 155 มม.ระยะยิง 40 กม.เพื่อป้องกันและรักษาอธิปไตยของประเทศ

(21 ส.ค.68) ที่หน้ากองบัญชาการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน กองทัพ ค่ายกรมหลวงชุมพร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี 

พลเรือเอก ณัฏฐพล เดี่ยววานิช ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ผู้แทนผู้บัญชาการทหารเรือ รับมอบปืนใหญ่ ขนาด 155 มิลลิเมตร แบบอัตตาจรล้อยาง จากศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์อุตสหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร จำนวน 6 กระบอก 

โดยมี พลเรือโท ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล รองเสนาธิการทหารเรือและประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาปืนใหญ่ฯ นายทหารชั้นผู้ใหญ่  ตลอดจนข้าราชการ กำลังพล เข้าร่วมในพิธี 

การดำเนินโครงการจัดหาปืนใหญ่ ขนาด 155 มิลลิเมตร แบบอัตตาจร ล้อยาง (ATMG) นับเป็นการดำเนินการ เพื่อสนับสนุน การเสริมสร้างกำลังรบหลักของกองทัพเรือ ให้มีขีดความสามารถในการป้องกันและรักษาอำนาจอธิปไตยทางบกของประเทศ ทั้งในลักษณะการแสดงกำลังเพื่อการป้องปรามและป้องกัน เป็นสำคัญ

สำหรับการจัดหาในครั้งนี้ เป็นการผูกพันงบประมาณระหว่างปีงบประมาณ 2566 ถึง 2568  รวม 3  ปี โดยให้ ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานทหาร เป็นหน่วยจัดหาและเบิกจ่ายงบประมาณแทน ทร. ในวงเงิน 929,486,100.00 บาท (เก้าร้อยยี่สิบเก้าล้านสี่แสนแปดหมื่นหกพันหนึ่งร้อยบาท) ประกอบด้วย ระบบปืนใหญ่ จำนวน 6  กระบอก สำหรับกองร้อย, ระบบควบคุมการยิงอัตโนมัติ, ระบบเรดาร์ตรวจสภาพอากาศ, อะไหล่ พร้อมอุปกรณ์ประกอบอื่น ๆ และการถ่ายทอดเทคโนโลยี ซึ่งได้ดำเนินการ ผลิตในประเทศไทย โดยศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธ ร่วมกับ บริษัท Elbit Systems ของอิสราเอล บูรณาการระบบ ATMOS เข้ากับรถบรรทุก Tatra 6x6 จากสาธารณรัฐเช็ก มีระยะยิงไกลกว่า 40 กม. และอัตราการยิง 6 นัดต่อนาที การใช้งานจริงในครั้งนี้ นับเป็นหมุดหมายสำคัญด้านความมั่นคง และสะท้อนความก้าวหน้าของไทย ในการพึ่งพาตนเองด้านยุทโธปกรณ์ ซึ่งผลการดำเนินโครงการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีการทดสอบทดลองตามสัญญาถูกต้องครบถ้วน ตลอดจนการฝึกอบรมและการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ กำลังพลของกองทัพเรือ เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว จนกระทั่งสามารถส่งมอบให้แก่ กองทัพเรือ ได้ในวันนี้

‘นักวิชาการ มธ.’ เชื่อต่างชาติเมินแลกเงินดิจิทัลเป็น ‘บาท’ แนะทำ ‘Blockchain Analytics’ ป้องกันฟอกเงินดีกว่า

'นักวิชาการธรรมศาสตร์' เชื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่สนใจแลกสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเงินบาท ตาม 'โครงการ TouristDigiPay' เหตุทุกวันนี้ใช้คริปโต-บิทคอยน์ซื้อสินค้าโดยตรงได้ ชี้รัฐบาลเพียงต้องการสร้างสภาพแวดล้อมทรัพย์สินดิจิทัลเพราะเป็นเทรนด์อนาคต ทว่า ธปท. อาจสูญเสียอำนาจ แนะรัฐควรแก้ปัญหาการ 'ฟอกเงิน' จากสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่มี KYC ด้วย Blockchain Analytics เพื่อติดตาม-ตรวจจับ-ศึกษาพฤติกรรมผู้ใช้ดีกว่า

จากกรณีที่ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดตัวโครงการ TouristDigiPay เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ที่ผ่านมา เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล สามารถแปลงมาเป็นเงินบาทผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเงินบาทนั้นจะถูกโอนเข้าสู่กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) เพื่อนำไปใช้ชำระเงินตามร้านค้าต่างๆ ซึ่งเบื้องต้นรัฐบาลจะดำเนินการทดสอบในพื้นที่ Sandbox เป็นระยะเวลา 18 เดือน 

ศ. ดร.อาณัติ ลีมัคเดช อาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การดำเนินโครงการ TouristDigiPay ของรัฐบาลเป็นเพียงการสร้างสีสันและค่อยๆ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสินทรัพย์ดิจิทัลให้มากขึ้น แต่ถ้าโฟกัสเฉพาะโครงการนี้ ค่อนข้างมั่นใจว่าคงไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติสนใจเข้าร่วม และไม่เข้าใจและมองไม่เห็นความจำเป็นว่าจะต้องมีการจัดทำพื้นที่ Sandbox ด้วยเหตุผลอะไร นั่นเพราะในสถานการณ์ความเป็นจริง นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติและประชาชนทั่วไปสามารถใช้สินทรัพย์ดิจิทัล เช่น คริปโทเคอร์เรนซี บิทคอยน์ ฯลฯ เพื่อซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการร้านค้าที่เปิดรับสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรงได้อยู่แล้ว ไม่ต้องแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท ไม่ต้องเสียเวลาในกระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยต่างๆ และไม่มีความผิดตามกฎหมายที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ. เงินตรา พ.ศ. 2501 อยู่แล้ว

ศ. ดร.อาณัติ กล่าวว่า พ.ร.บ. เงินตรา พ.ศ. 2501 ได้ระบุหลักการที่สำคัญแต่เพียงว่าห้ามมิให้มีการพิมพ์เงินเป็นของตนเองและเงินบาทนั้นเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย กล่าวคือหากต้องชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยตามเวลาที่กำหนดไว้กับเจ้าหนี้ ก็จะต้องชำระเป็นเงินบาทเท่านั้น ไม่สามารถชำระด้วยเงินสกุลอื่นได้ และการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะนำสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามาใช้จ่ายในประเทศไทย ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดตามกฎหมายการควบคุมเงินตราระหว่างประเทศ

ดังนั้น เมื่อไม่มีความผิดตามกฎหมาย ก็ไม่เป็นจำต้องแก้ไขกฎระเบียบบางอย่างให้มีความพิเศษหรือยืดหยุ่นสำหรับการทดลองใช้งาน จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดถึงต้องมีการทำ Sandbox นอกจากนี้ ในช่วงเวลาที่ผ่านมามีผู้ประกอบการในไทย เช่น ร้านลิ้มเหล่าโหงว ร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าแรกในประเทศไทยที่รับชำระเงินด้วยบิทคอยน์เป็นตัวอย่างอยู่ก่อนแล้ว รวมไปถึงการซื้อคอนโดบางแห่งก็สามารถชำระได้ด้วยสินทรัพย์ดิจิทัลเช่นกัน 

มากไปกว่านั้น กระบวนการขั้นตอนที่ชาวต่างชาติจะแลกเปลี่ยนจากสินทรัพย์ดิจิทัลมาเป็นเงินบาทได้ก็มีความซับซ้อนหลายขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาแลกเป็นเงินบาทผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบตัวตนของผู้ใช้บริการ (Know Your Customer: KYC) เมื่อได้เงินบาทมาแล้วชาวต่างชาติจะต้องไปสมัครกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ที่มีให้บริการในไทย เช่น TrueMoney Wallet, ShopeePay, Rabbit LINE Pay หรือบัตรเติมเงินของธนาคารต่างๆ และจะต้องยืนยันตัวตน KYC อีกรอบ เพื่อโอนเงินบาทเข้าสู่ e-Money จึงจะสามารถซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ได้

“จากขั้นตอนทั้งหมดที่พูดมา ขอถามจริงๆ ว่าจะมีต่างชาติสักกี่คนที่ยอมทำ ส่วนตัวค่อนข้างมีความเชื่อมั่นว่าคงไม่มีต่างชาติคนไหนทำ เพราะพวกเขามีคริปโท มีบิทคอยน์อยู่ในกระเป๋าเงินสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ E-wallet ของเขาอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นแอป MetaMask Wallet, แอป Trust Wallet ซึ่งเป็นแอปที่ใช้กันในระดับสากล ที่ไม่จำเป็นต้องทำ KYC ก็สามารถเดินไปซื้อของจากร้านที่เขารับสินทรัพย์ดิจิทัลเหล่านี้ได้โดยตรง ไม่ต้องไปแลกเงินบาท ไม่ต้องไปสมัคร e-Money ให้ยุ่งยาก แล้วผู้ประกอบการหรือร้านค้าเหล่านี้ เขาก็แค่สมัครแอป MetaMask Wallet, แอป Trust Wallet เช่นกัน เพื่อรับคริปโทหรือบิทคอยน์จากชาวต่างชาติ และร้านค้าก็สามารถนำไปแปลงเป็นเงินบาทได้ที่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งมีแค่ขั้นตอนนี้เท่านั้นที่จะต้องมีการทำ KYC” ศ. ดร.อาณัติ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า ด้วยเหตุนี้ กระบวนการที่เชื่อกันว่าจะมีการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทจึงจะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นสิ่งที่ภาครัฐควรทำมากกว่าคือการหาหนทางแก้ไขปัญหาการฟอกเงิน เพราะการใช้แอปพลิเคชัน MetaMask Wallet และ Trust Wallet ที่ไม่มีขั้นตอนการทำ KYC ทำให้ไม่เห็นตัวตนผู้ใช้งาน ยากแก่การกำกับติดตาม และนี่คือปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นไม่ว่ารัฐบาลจะมีการประกาศโครงการ TouristDigiPay หรือไม่

มากไปกว่านั้น สิ่งเหล่านี้คือเทรนด์ของอนาคตที่กำลังรุกคืบเข้ามาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง หากในวันข้างหน้าประเทศไทยมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นหลักแทนเงินบาท สิ่งที่จะเกิดขึ้นและเป็นสิ่งที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รู้สึกกังวลยิ่งกว่าปัญหาการฟอกเงิน ก็คือการสูญเสียบทบาทในการดำเนินนโยบายทางการเงินของ ธปท. ทั้งการควบคุมอัตราดอกเบี้ย การควบคุมเงินเฟ้อ จากความเสี่ยงที่เงินบาทอาจไม่ได้เป็นสื่อหลักในการชำระเงินของประเทศอีกต่อไป ซึ่งหากปล่อยให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไปอำนาจของเงินบาทและอำนาจของ ธปท. จะหายไปโดยอัตโนมัติ

“มันถึงเวลาที่ผู้ดำเนินนโยบายทางการเงินของไทยจะต้องเตรียมการรับมืออย่างจริงจัง ณ วันนี้ประเทศที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลกอย่างสิงคโปร์ ดูไบ ฯลฯ ล้วนมีสิ่งที่เรียกว่า Blockchain Analytics ทั้งหมด เพื่อการติดตามการไหลของสินทรัพย์ การตรวจจับกิจกรรมที่น่าสงสัย และการทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้ใช้ ส่วนตัวคิดว่ากลไกอันนี้เป็นสิ่งที่ผู้ดำเนินนโยบายทางการเงินอย่างแบงก์ชาติ หรือ ปปง. ควรจะหันมาให้ความสนใจไว้บ้างแล้ว ดังนั้นการที่รัฐมนตรีคลังได้ออกมาประกาศโครงการนี้ก็ถือเป็นการกระตุ้นให้หน่วยงานเหล่านี้ต้องตื่นตัวมากขึ้น” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

ศูนย์ War Room ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตามล่าเอาเงินคืนให้ผู้เสียหาย 'MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน'

(21 ส.ค.68) เวลา 11.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ผบ.ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) และผู้อำนวยการศุนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ผอ.ศปอส.ตร.) แถลงข่าว “ศูนย์ Warroom ปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตามล่าเอาเงินคืนให้ผู้เสียหาย MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” โดยมี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท., พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รอง ผบช.สอท./รอง ผบ.ศกค., พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท./รอง ผบ.ศกค., พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. และ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว ณ ห้อง “Warroom IAC” ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 7 อาคารศูนย์ฝึกอบรมตำรวจตรวจคนเข้าเมือง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

สืบเนื่องจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัยฯ เป็น ผบ.ศกค. ได้เดินหน้าขับเคลื่อน “Warroom IAC” ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและการเงินทั้งในประเทศ และหน่วยงานระหว่างประเทศ อาทิ UNODC, FBI และ Interpol เพื่อจัดการปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างบูรณาการ โดยครอบคลุมตั้งแต่การกวาดล้างเครือข่าย การระงับบัญชี ติดตามเส้นทางการเงิน ไปจนถึงการคุ้มครองเหยื่อ โดยเน้นมาตรการเชิงรุกภายใต้แนวคิด “ปิดประตูทุบหม้อข้าว” เพื่อมุ่งสร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจนภายใน 3 เดือน โดยเฉพาะการตัดวงจรเครือข่ายใหญ่ในกัมพูชา ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการหลอกลวงประชาชนไทยและต่างประเทศ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดดำเนินการตามโครงการ “MONEY Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” อย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ สามารถจับกุมเครือข่ายบัญชีม้าของขบวนการหลอกลวงออนไลน์ และสามารถติดตามนำคืนให้แก่ผู้เสียหายตามขั้นตอนในโครงการ “MONEY CASH BACK” ไปแล้วหลายครั้ง รวมจำนวนเงินกว่า 232.2 ล้านบาท โดยล่าสุด สามารถติดตามอายัดเงินของผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวงออนไลน์ได้เพิ่มเติมอีก 2 ราย มีรายละเอียด ดังนี้

กรณีที่ 1 รวบเครือข่ายหลอกเทรดหุ้นออนไลน์ ลวงอดีตข้าราชการลงทุนสูญเงินกว่า 8 ล้าน อายัดทัน 1.2 ล้าน นำคืนผู้เสียหาย

สืบเนื่องจากเมื่อช่วงเดือน ธ.ค.67 ผู้เสียหายเป็นอดีตข้าราชการได้พบเพจเฟซบุ๊กปลอมบัญชีหนึ่ง ได้โฆษณาเกี่ยวกับการลงทุนเทรดหุ้นออนไลน์ จึงเกิดความสนใจ ต่อมาได้ถูกดึงเข้ากลุ่มไลน์ชื่อ (LINE Globaledgemax) โดยช่วงแรกเริ่มจากลงทุนจากยอดจำนวนน้อย ปรากฏว่าสามารถถอนเงินกำไรออกมาได้จริง จึงได้ลงทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อโอนเงินลงทุนในยอดเงินที่สูงขึ้น กลับไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ รวมมูลค่าความเสียหาย จำนวน 8,076,559.46 บาท จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ บช.สอท. ในเวลาต่อมา 

จากกรณีดังกล่าว กก.3 บก.สอท.1 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนติดตามผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้วบางส่วน โดยดำเนินคดีในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น,ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนอันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา,เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ต้นเกี่ยวข้องโดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด”

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถอายัดเงินในบัญชีธนาคารของนายจักริชฯ หนึ่งในผู้ต้องหาไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวเพื่อลงทุนตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 1,261,105.36 บาทซึ่งอายัดได้ทันทั้งจำนวน 

กรณีที่ 2 รวบเครือข่ายหลอกหญิงสูงวัยหารายได้พิเศษ โดนไป 5 แสน อายัดทันทั้งหมด นำคืนผู้เสียหาย เมื่อช่วงเดือน ก.พ.68 ผู้เสียหายเป็นหญิงสูงวัยรายหนึ่ง ได้พบเจอโฆษณาบนแอปพลิเคชัน TikTok อ้างว่าสามารถหารายได้พิเศษได้ เมื่อผู้เสียหายสนใจจึงติดต่อไป จากนั้นจึงถูกเชิญเข้าร่วมกลุ่มไลน์ปลอม ที่มีหน้าม้าคอยจัดฉากให้ดูน่าเชื่อถือ มีการโพสต์ข้อความแสดงผลกำไร และมีสมาชิกในกลุ่มร่วมยืนยันว่าลงทุนแล้วได้เงินจริง เพื่อสร้างความไว้วางใจ

ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินเพื่อลงทุนเป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารของ นายกิตตินันท์ฯ ซึ่งถูกใช้เป็นบัญชีรับโอนเงินจากเหยื่อ หลังโอนเงินเสร็จสิ้น ผู้เสียหายไม่สามารถถอนเงินคืนได้ จึงรู้ตัวว่าตกเป็นเหยื่อและได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ในเวลาต่อมา

ในขณะเดียวกัน ทางธนาคารเจ้าของบัญชีของ นายกิตตินันท์ฯ ได้ตรวจสอบรายการเดินบัญชีดังกล่าว พบว่า เมื่อวันที่ 1 ก.พ.68 เวลาประมาณ 10.44 น. ยอดเงินในบัญชีคงเหลือ 70 บาท จากนั้นเวลาประมาณ 10.51 น. ได้มีบัญชีธนาคาร ของผู้เสียหาย โอนเงินเข้าไปจำนวน 500,000 บาท จึงทำให้ยอดเงินคงเหลือเพิ่มขึ้นเป็น 500,070 บาท

เมื่อธนาคารตรวจสอบพบความผิดปกติ และพบว่าอาจเข้าข่ายเป็นบัญชีต้องสงสัยที่ใช้ในการกระทำความผิด จึงได้ระงับการทำธุรกรรมและอายัดเงินในบัญชีดังกล่าวไว้ได้จำนวน 500,070 บาท และได้รับการประสานงานจาก กก.3 บก.สอท.1 ในเวลาต่อมา จนมีหลักฐานว่าเป็นยอดเงินที่ได้มาจากการกระทำผิดจริง

จากการสอบถามผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ต่างให้ถ้อยคำว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่อายัดไว้ ไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์ และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชีตามจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหาย

โดยวันนี้ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จตช. ในฐานะ ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดติดตามคดี จึงได้ร่วมกันนำเงินจำนวน 1,761,105.36 บาท คืนให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 2 ราย ตามโครงการ “MONEY Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน”

‘รัสเซีย’ เจาะระบบฐานข้อมูลของ ‘กองทัพยูเครน’ พบทหารเคียฟสูญเสียแล้วกว่า 1.7 ล้านนาย

(21 ส.ค. 68) มีรายงานอ้างว่า รัสเซียสามารถเจาะระบบฐานข้อมูลของกองทัพยูเครน และเปิดเผยตัวเลขการสูญเสียทหารยูเครนกว่า 1.7 ล้านนายตั้งแต่เริ่มสงคราม ซึ่งรวมทั้งผู้เสียชีวิตและสูญหาย พร้อมทั้งเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวของทหารและรายละเอียดการส่งอาวุธจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของยูเครน (CCD) ออกแถลงชี้ว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็น “ข้อมูลเท็จ” ที่สร้างขึ้นเพื่อโฆษณาชวนเชื่อของรัสเซีย

แถลงการณ์ของ CCD ระบุว่า กองทัพยูเครนไม่เคยมีจำนวนกำลังพลถึง 1.7 ล้านนาย และการกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นไปไม่ได้ พร้อมย้ำว่าจุดประสงค์ของการเผยแพร่ข่าวปลอม คือการทำให้สังคมยูเครนสิ้นหวัง ลดความเชื่อมั่นของพันธมิตร และบ่อนทำลายการสนับสนุนระหว่างประเทศต่อยูเครน

ด้านกองทัพยูเครนเปิดเผยข้อมูลที่ตรงกันข้าม โดยระบุว่า ตั้งแต่รัสเซียเริ่มบุกเต็มรูปแบบเมื่อกุมภาพันธ์ 2565 จนถึง 20 สิงหาคม 2568 รัสเซียสูญเสียกำลังพลไปแล้วกว่า 1,072,700 นาย ทั้งเสียชีวิตและบาดเจ็บ ข้อมูลดังกล่าวถูกใช้เป็นหลักฐานโต้กลับต่อการบิดเบือนของรัสเซีย

ขณะเดียวกัน มีรายงานเพิ่มเติมจาก Ukrinform ว่า ใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา รัสเซียยังสูญเสียกำลังพลเพิ่มอีก 920 นาย และอาวุธปืนใหญ่ 50 ระบบ ยืนยันว่าการรบยังคงดำเนินไปอย่างรุนแรง และการโฆษณาชวนเชื่อของรัสเซียเป็นส่วนหนึ่งของสงครามข้อมูลที่คู่ขนานไปกับสนามรบจริง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top