Monday, 27 July 2026
Hard News Team

‘เอกนัฏ’ ส่งทีมสุดซอย บุกค้นบ่อฝังกลบโรงงานปราจีนบุรี พบผิดเงื่อนไขหลายจุด!! กระทบวิถีชีวิตประชาชนในพื้นที่

(13 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มอบหมาย 'ทีมสุดซอย' นำโดยนางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม และ บก.ปทส. เข้าตรวจสอบบริษัท เวสต์ 2 เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ในอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี หลังประชาชนร้องเรียนว่ากิจการส่งผลกระทบต่อชุมชน โดยใช้หมายค้นจากศาลจังหวัดกบินทร์บุรี

จากการตรวจสอบ พบว่าบริษัทได้รับอนุญาตทำกิจการ 3 ประเภท ได้แก่ ผลิตเชื้อเพลิงทดแทน, คัดแยกและฝังกลบของเสียไม่อันตราย แต่กลับพบปัญหาหลายจุด เช่น ไม่มีเครื่องจักรตามอนุญาต มีการตั้งโรงงานบำบัดน้ำเสียโดยไม่ได้รับอนุญาต กากของเสียจำนวนมากถูกกองไว้ และหลุมฝังกลบมีน้ำชะกากล้นไหลเสี่ยงออกนอกพื้นที่ รวมทั้งไม่เว้นระยะ Buffer Zone ตามเงื่อนไข

เจ้าหน้าที่สั่งให้บริษัทหยุดการฝ่าฝืน พร้อมรังวัดแนวเขตที่ดินใหม่ จัดให้มีระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐาน และนำน้ำที่ผ่านการบำบัดมาใช้หมุนเวียนในโรงงาน ห้ามปล่อยออกนอกพื้นที่ หากไม่แก้ไขตามคำสั่ง อาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตทันที

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยและเตือนภัยมลพิษโรงงานภาคตะวันออกได้เก็บตัวอย่างน้ำและกากของเสียไปตรวจวิเคราะห์ หากพบค่าผิดปกติจะดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย โดยทั้งหมดเป็นไปตามนโยบาย 'ปิดประตูตีมาร' เพื่อจัดระเบียบโรงงานรีไซเคิลและปกป้องสิ่งแวดล้อม รวมถึงสุขภาพของประชาชน

‘ปูติน’ ไม่ขัดแนวทางให้ความมั่นคง ‘ยูเครน’ แต่ ‘จีน’ อาจต้องเป็นหนึ่งในผู้ค้ำประกันร่วมสหรัฐฯ

(20 ส.ค. 68) ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน ประชุมกับประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา ระบุว่าไม่ขัดข้องต่อแนวคิดการรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน และได้กล่าวถึงจีนว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่อาจต้องทำหน้าที่เป็นผู้รับประกันดังกล่าว

แหล่งข่าวจากสำนักข่าว Axios เผยว่า ปูตินพร้อมหารือเรื่องการรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน แต่มีแนวโน้มว่าจะคัดค้านการจัดตั้งกำลังความมั่นคงที่มีทหารนาโต้เข้าร่วมด้วย 

มีการเปิดเผยอีกว่า ยูเครนและพันธมิตรยุโรปกำลังพิจารณาสร้าง “กลุ่มพันธมิตรอาสา” เพื่อสนับสนุนยูเครนและป้องกันการรุกรานจากรัสเซียในอนาคต

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงยูเครนที่ไม่ประสงค์ออกนามเผยว่า รู้สึกมีความหวังมากขึ้นหลังทรัมป์สนับสนุนแนวคิดการรับประกันความมั่นคงให้ยูเครน ในการสนทนาทางโทรศัพท์หลังการประชุมสุดยอดกับปูติน

‘ตำรวจ-ทหาร’ ซิ่งรถไล่ล่าแก๊งลักพาตัวเขมร ช่วยสาวจีนถูกอุ้ม!! เรียกค่าไถ่-ค้ามนุษย์

(20 ส.ค. 68) เกิดเหตุระทึกกลางกรุงพนมเปญเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา เมื่อหญิงชาวจีนถูกแก๊งลักพาตัว คาดว่าหวังเรียกค่าไถ่หรือนำไปค้ามนุษย์ โดยเพื่อนของผู้เสียหายรีบแจ้งตำรวจนครบาลและประสานกำลังทหารเข้าติดตามทันที

ต่อมา เจ้าหน้าที่ได้ไล่ล่ารถยนต์ไฟฟ้า GAC สีดำ ไม่มีป้ายทะเบียน บนถนนสาย 1003 ซึ่งขับโดยชายชาวกัมพูชาที่ต้องสงสัยว่าพัวพันกับการลักพาตัว ซึ่งระหว่างหลบหนี รถคันดังกล่าวชนเข้ากับรถเข็นบาร์บีคิวริมทาง

ขณะนั้นผู้ก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงออกมา 2 นัด ทำให้สถานการณ์ตึงเครียด ก่อนที่ตำรวจและทหารจะสามารถจับกุมชายชาวกัมพูชาได้ และช่วยเหลือหญิงชาวจีนออกมาอย่างปลอดภัย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเวลาประมาณ 20.30 น. กลางชุมชนใจกลางเมือง ซึ่งสร้างความแตกตื่นแก่ผู้คน โดยขณะเดียวกัน กระทรวงท่องเที่ยวกัมพูชาก็เพิ่งประกาศว่านักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้าประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 47% เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

เคทีซี เตือน ระวัง! กลโกงบัตรเครดิตยุคดิจิทัล พร้อมแนะวิธีรับมือ ก่อนเงินหายไม่ทันตั้งตัว

เมื่อวานนี้ (19 ส.ค.68) บมจ. บัตรกรุงไทย หรือ เคทีซี ได้เผยแพร่บทความชื่อว่า ระวัง! กลโกงบัตรเครดิตยุคดิจิทัล ก่อนเงินหายไม่ทันตั้งตัว โดยระบุว่าทุกวันนี้ใคร ๆ ก็ช้อปออนไลน์ จ่ายผ่านมือถือ หรือจองตั๋วเครื่องบินจากแอปได้ในไม่กี่คลิก แต่ความสะดวกสบายเหล่านี้อาจมาพร้อมความเสี่ยงเพราะมิจฉาชีพก็อัปเดตสกิลไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะลิงก์ปลอม เว็บปลอม หรือแอปปลอม ทำให้ข้อมูลบัตรของคุณอาจรั่วไหลได้แบบไม่รู้ตัว

จากข้อมูลของกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท) พบว่าในปี 2567 มีการแจ้งความเกี่ยวกับอาชญากรรมไซเบอร์มากกว่า 400,000 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 60,000 ล้านบาท ขณะที่ครึ่งแรกของปี 2568 มีคดีสะสมสูงถึง 166,600 คดี โดยส่วนใหญ่เป็นคดีเกี่ยวกับการซื้อขายออนไลน์ เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด เคทีซีจึงขอร่วมส่งต่อความรู้ด้านความปลอดภัยทางการเงิน พร้อมรวบรวมกลโกงที่พบบ่อยในปี 2568 ที่ผู้ใช้งานบัตรเครดิตโดยเฉพาะสายช้อปออนไลน์ควรระวังดังนี้

1.ลิงก์ปลอม (Phishing Links) SMS หรืออีเมลที่ดูผ่านๆ เหมือนจากธนาคาร ร้านค้า หรือขนส่ง แจ้งว่าต้องยืนยันตัวตนแล้วแนบลิงก์มาให้ คลิกเมื่อไหร่ ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลบัตรเครดิตก็บินทันที แนะนำให้ copy ลิงก์ไปเช็กในเว็บนี้ก่อน Google Safe Browsing และ VirusTotal

2.เว็บไซต์ปลอมที่หน้าเหมือนของจริง เห็นโฆษณารองเท้าลดราคาบน IG แล้วเผลอกดเข้าไป? ถ้าโชคร้ายอาจหลงเข้าเว็บปลอมที่ออกแบบเหมือนเว็บดังทุกกระเบียดนิ้ว กรอกข้อมูลปุ๊บ ยอดเงินตัดแต่อาจจะไม่ได้ของ อีกทั้งข้อมูลบัตรเครดิตก็ตกไปอยู่ในมือของมิจฉาชีพ

3.แอปพลิเคชันปลอม หลายกรณีมิจฉาชีพปลอมแอปพลิเคชันธนาคารให้เหมือนจริง แล้วหลอกล่อให้เหยื่อติดตั้งแอปนอก Store เมื่อเผลอกรอกข้อมูลเข้าสู่ระบบและกดยินยอม ก็จะโดนดึงข้อมูลหรือถูกควบคุมมือถือ (remote access) เพื่อโอนเงินในบัญชีธนาคารออกไปยังบัญชีม้า หลอกกดเงินสดจากบัญชีบัตรเครดิต นำข้อมูลส่วนตัวออกไปขายหรือเรียกค่าไถ่

และ4.ข้อมูลบัตรรั่วไหลจากแอปที่ผูกไว้ แม้จะไม่ได้ทำธุรกรรมอะไรเลย แต่ก็มีหลายเคสที่บัตรเครดิตถูกนำไปใช้ต่างประเทศ เพราะเคยผูกกับแอปไว้ แล้วข้อมูลหลุด ยิ่งเว็บที่ไม่ต้องยืนยัน OTP ก็มีความเสี่ยง เพราะยอดแปลกๆ ที่ตัดทันที มักมาตอนเราอาจจะกำลังนอนหลับสบายอยู่ก็ได้ แนะนำใช้บัตรเครดิตที่ปลอดภัย ปัจจุบันมีบัตรเครดิตไร้หมายเลขมั่นใจว่าปลอดภัยในการใช้จ่ายในทุกครั้ง

วิธีป้องกันเบื้องต้น

หลีกเลี่ยงการคลิกลิงก์จาก SMS หรืออีเมลที่ไม่น่าไว้ใจ

ตรวจสอบ URL ของลิงก์ก่อนเปิด

ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ก่อนกรอกข้อมูลบัตรทุกครั้ง

ดาวน์โหลดแอปเฉพาะจาก App Store หรือ Google Play เท่านั้น

ตั้งแจ้งเตือนการใช้บัตรเครดิต เพื่อรู้ตัวทันทีหากมีธุรกรรมผิดปกติ

ควบคุมวงเงินบัตรเครดิต และเลือกใช้บัตรเครดิตที่ปลอดภัยสำหรับทุกการใช้จ่าย

ถ้าในลิงก์อ้างชื่อหน่วยงานใด ลองติดต่อผ่านช่องทางที่คุณไว้ใจ เช่น Call Center หรือเว็บไซต์หลัก เพื่อยืนยันว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องจริง

เสริมเกราะป้องกันการตกเป็นเหยื่อ ด้วยบัตรเครดิตที่ปลอดภัยกว่า

อีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงคือการเลือกเครื่องมือทางการเงินที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันความเสี่ยงโดยเฉพาะ อย่างการใช้บัตรเครดิต KTC Digital ที่ไม่มีหมายเลขพิมพ์อยู่บนบัตร และใช้ระบบ Dynamic CVV ซึ่งต้องขอรหัสใหม่จากแอปทุกครั้งก่อนซื้อของออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายผ่านแอป จองตั๋วเครื่องบิน หรือซื้อของบนเว็บไซต์ที่ ทำให้แม้ข้อมูลบัตรที่กรอกไปจะรั่วไหล มิจฉาชีพไม่สามารถนำรหัส CVV ไปใช้ซ้ำได้ ตอบโจทย์การใช้จ่ายของคนยุคใหม่ บัตรเครดิตใสไร้หมายเลขจาก KTC จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มองหาเรื่องความปลอดภัย และยังคงไว้ของสิทธิพิเศษเต็มประสิทธิภาพของบัตรเครดิตที่ผู้ใช้พึงได้รับ เช่นคะแนนสะสม ส่วนลด เครดิตเงินคืน

‘กัมพูชา’ ไม่สนโลกละเมิดสนธิสัญญาซ้ำซาก ด้วยอาวุธต้องห้าม “หลุมหนาม - กับดักหนาม”

(20 ส.ค. 68) ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชาได้เผยให้เห็นพฤติกรรมที่น่ากังวลอีกครั้ง เมื่อกัมพูชาเลือกใช้ หลุมหนามและกับดักหนาม ในพื้นที่ชายแดน วิธีการเช่นนี้แม้จะดูเป็นอาวุธโบราณ แต่ในกฎหมายมนุษยธรรมสากลกลับถือว่า เป็นอาวุธต้องห้าม เพราะไม่สามารถจำกัดผลเฉพาะต่อกำลังทหารได้ หากพลเรือนสัญจรผ่านก็อาจได้รับบาดเจ็บเช่นเดียวกัน

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายละเมิด อนุสัญญาเจนีวา และ พิธีสารเพิ่มเติมของอนุสัญญาอาวุธบางชนิด (CCW Protocol II) ซึ่งห้ามการใช้กับดักที่ไม่เลือกเป้าหมาย รวมถึงเป็นการเพิกเฉยต่อพันธกรณีที่กัมพูชาได้ลงนามไว้เอง

การละเมิดกฎหมายเจนีวา
1. หลักการจำแนกเป้าหมาย (Principle of Distinction) – ตาม พิธีสารเพิ่มเติม (Additional Protocol I) มาตรา 48 และ 51 ระบุชัดว่า “คู่สงครามต้องจำแนกพลเรือนออกจากนักรบ และต้องมุ่งเป้าโจมตีเฉพาะวัตถุทางทหารเท่านั้น” การวางหลุมหนามที่สามารถทำร้ายได้ทั้งทหารและพลเรือน จึงขัดกับหลักการนี้โดยตรง

2. ข้อห้ามการโจมตีไม่เลือกเป้าหมาย (Indiscriminate Attacks) – พิธีสารเพิ่มเติม มาตรา 51 วรรค 4 ห้ามการใช้อาวุธ วิธี หรือกลยุทธ์ที่ไม่สามารถจำกัดผลกระทบต่อเป้าหมายทางทหารได้ หลุมหนามซึ่งดักทำร้ายทุกคนที่ผ่านเข้ามาเข้าข่ายชัดเจน

3. อนุสัญญาอาวุธบางชนิด (CCW) Protocol II ว่าด้วยกับดักและทุ่นระเบิด – ข้อ 3 และ 6 ห้ามการใช้ กับดัก (booby-traps) ที่ไม่เลือกเป้าหมาย หรือวางในพื้นที่ที่มีโอกาสที่พลเรือนสัญจรไปมา เช่น เส้นทาง หมู่บ้าน พื้นที่ทำกิน การใช้หลุมหนามชายแดนจึงเป็นการละเมิดพันธกรณีตาม CCW อย่างไม่ต้องสงสัย

ในเวทีนานาชาติ นี่จึงไม่ใช่เพียงข้อพิพาทท้องถิ่น แต่สะท้อนภาพกัมพูชาในฐานะ รัฐที่ไม่เคารพกติกาสากล และพร้อมละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนเพื่อผลประโยชน์ทางทหาร การใช้กับดักหนามจึงไม่เพียงสร้างบาดแผลให้ทหารไทย แต่ยังเสี่ยงทิ้งบาดแผลถาวรให้กับพลเรือนในอนาคต

ประชาคมโลกจึงควรจับตามองพฤติกรรมซ้ำซากของกัมพูชา ซึ่งทำให้เสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาคอาเซียนถูกสั่นคลอนอีกครั้ง

‘สรวงศ์’ ยันไทยเร่งเซ็นสัญญา 5 ปี ‘เอฟวัน’ (F1) ภายในสิ้นปี ย้ำจัดแข่งแบบซิตี้เรซ บริเวณจตุจักร เริ่มปี 2571 ใช้งบ 40,000 ล้าน

(20 ส.ค. 68) นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยความคืบหน้าการผลักดันไทยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรถยนต์สูตรหนึ่งชิงแชมป์โลก 'ฟอร์มูล่าวัน' โดย ครม. เห็นชอบให้เสนอตัวเป็นเจ้าภาพระยะเวลา 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2571 ภายใต้งบประมาณกว่า 40,000 ล้านบาท ซึ่งต้องเสนอพิจารณาเป็นรายปี

สำหรับรูปแบบการแข่งขัน คาดว่าจะใช้เส้นทาง 'ซิตี้เรซ' บริเวณย่านจตุจักร รวมระยะทางประมาณ 5-6 กิโลเมตร ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนออกแบบรายละเอียด และหากไม่ติดขัด คาดว่าจะสามารถเซ็นสัญญากับฝ่ายจัดการแข่งขันได้ภายในสิ้นปีนี้

รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ยืนยันว่าหลังเซ็นสัญญาจะเริ่มประชาสัมพันธ์และสร้างความเข้าใจกับประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่รอบพื้นที่จัดการแข่งขัน เพื่อให้เห็นประโยชน์และเข้าใจการจัดงานมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกครั้งนี้

ทั้งนี้ นายสรวงศ์ ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้เป็นประธานคณะทำงาน พร้อมทีมจากหลายหน่วยงานร่วมกับบริษัท ฟอร์มูล่า วัน กรุ๊ป และ สำนักงานส่งเสริมการจัดการประชุมและนิทรรศการ (สปน.) เพื่อผลักดันให้ไทยได้สิทธิ์จัดการแข่งขันตามกรอบเวลาที่วางไว้

พิษณุโลก ผู้บัญชาการทหารบกเป็นประธานพิธีบำเพ็ญกุศล เนื่องในงานวันสถาปนากองทัพภาคที่ 3 ครบรอบ 123 ปี

(20 ส.ค. 68) เวลา 10.00 น. พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ร่วมงานวันสถาปนา กองทัพภาคที่ 3 ครบรอบปีที่ 123 เพื่อบำเพ็ญกุศลอุทิศให้อดีตผู้บังคับบัญชา และกำลังพลที่ล่วงลับไปแล้ว โดยมี พลโท กิตติพงษ์  แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 ให้การต้อนรับ ณ กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก 

โอกาสนี้ พลโท กิตติพงษ์  แจ่มสุวรรณ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย พันเอกหญิง สุชาดา  แจ่มสุวรรณ ประธานสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพภาคที่ 3, ผู้บังคับบัญชา และกำลังพลหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 ร่วมพิธีถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช พระบรมรูปสมเด็จพระเอกาทศรถ และพระรูปพระสุพรรณกัลยา ณ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก  เนื่องในโอกาสวันสถาปนากองทัพภาคที่ 3 ครบรอบปีที่ 123 และในการนี้ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้กรุณาให้เกียรติเดินทางมาเป็นประธาน โดยได้ขึ้นแท่นรับความเคารพจากแถวกองทหารเกียรติยศ จากนั้น ได้ถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช, สมเด็จพระเอกาทศรถ และพระรูปพระสุพรรณกัลยา พร้อมทั้งเยี่ยมชมการจัดแสดงนิทรรศการของหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 ต่อมาผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศล เนื่องในวันสถาปนากองทัพภาคที่ 3 ครบรอบปีที่ 123 ณ ห้องบันเทิงทัพ 1 สโมสรบันเทิงทัพ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก โดยมี อดีต แม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมพิธีประกอบด้วย พลเอก ดร. ศิริ  ทิวะพันธ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 19, พลเอก ถนอม  วัชรพุทธ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 23, พลเอก สมหมาย วิชาวรณ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 24, พลเอก สำเริง  ศิวาดำรง อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 30, พลเอก สาธิต  พิธรัตน์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 35, พลเอก อภิเชษฐ์  ซื่อสัตย์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 39, พลโท สุริยะ  เอี่ยมสุโร อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 40, พลโท ประสาน แสงศิริรักษ์   อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 41 ปัจจุบัน พลโท กิตติพงษ์  แจ่มสุวรรณ เป็นแม่ทัพภาคที่ 3 ท่านที่ 42  ซึ่งท่านเป็นผู้บังคับบัญชาที่มีความพร้อมลักษณะของผู้นำ มีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้กองทัพภาคที่ 3 มีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น กองทัพภาคที่ 3 เป็นกำลังรบหลักของกองทัพบกที่รับผิดชอบในพื้นที่17 จังหวัดภาคเหนือ ด้วยเกียรติประวัติที่ยาวนานจากอดีตสู่ปัจจุบัน ครบ 123 ปี แห่งการสถาปนาหน่วยกองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ซึ่งเป็นเกียรติประวัติที่สำคัญยิ่ง ปรีชา นุตจรัส รายงาน ข่าวพิษณุโลก

‘ทรัมป์’ ได้รับคำเชิญสำคัญจาก ‘ปูติน’ ชวนเยือน ‘รัสเซีย’ เพื่อพบกันในครั้งต่อไป

(20 ส.ค. 68) รัสเซียยืนยันเชิญ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เยือนประเทศอย่างเป็นทางการ โดยนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เปิดเผยว่า ทรัมป์ได้รับคำเชิญให้เดินทางมาเยือนรัสเซีย โดยประธานาธิบดีปูตินได้ยืนยันคำเชิญดังกล่าวในงานแถลงข่าวที่อะแลสกา 

ก่อนหน้านี้ การพบปะระหว่างผู้นำทั้งสองเกิดขึ้นที่ฐานทัพทหาร Elmendorf-Richardson รัฐอะแลสกา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยเป็นการเจรจาแบบ “สามต่อสามฝ่าย” ใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง 45 นาที และมีลาฟรอฟ และยูริ อูชาคอฟ (Yuri Ushakov) จากฝั่งรัสเซีย ส่วนสหรัฐอเมริกามีรัฐมนตรีต่างประเทศมาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) และผู้แทนพิเศษสหรัฐ สตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) เข้าร่วม

ลาฟรอฟกล่าวว่าบรรยากาศการพูดคุยในอะแลสกาดีมาก ซึ่งสะท้อนจากคำกล่าวของผู้นำทั้งสองฝ่าย หลังการประชุม โดยปูตินได้เชิญทรัมป์ไปยังกรุงมอสโกเพื่อพบกันในครั้งต่อไป

ด้านทรัมป์ตอบรับคำเชิญว่า “น่าสนใจมาก” พร้อมหยอกล้อว่าการยอมรับคำเชิญอาจทำให้เขาโดนวิจารณ์บ้าง แต่ก็น่าสนใจสำหรับการเดินทางไปเยือนรัสเซียในอนาคต

กรมพินิจฯ เปิดโครงการ Reskill & Upskill เสริมทักษะผู้ประสานงานยุติธรรมสมานฉันท์

เมื่อวันที่ (18 ส.ค. 68) 68 เวลา 13.30 น. พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เป็นประธานเปิด “โครงการยกระดับทักษะผู้ประสานการประชุมในการดำเนินงานด้านยุติธรรมสมานฉันท์ (Reskill & Upskill)” ณ โรงแรมทีเค แอนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ

โดยมี ดร.ภูชิสส์ ศรีเจริญ และคณะ จากสถาบันพัฒนาทุนมนุษย์เพื่อสังคม พร้อมทีมวิทยากรจากสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ร่วมบรรยายพิเศษ ขณะที่นางสาวโรจนา วิโรจน์กุล ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบงานยุติธรรมเด็กและเยาวชน กล่าวรายงาน

โครงการมุ่งพัฒนาศักยภาพพนักงานคุมประพฤติ ให้มีทักษะการสื่อสาร ไกล่เกลี่ย การประชุมวางแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟู และติดตามผล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 86 ให้เหมาะสมกับบริบทชุมชน สร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนข้อมูล และเสริมความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่

ทั้งนี้ กองพัฒนาระบบงานยุติธรรมเด็กและเยาวชน จัดโครงการดังกล่าวจำนวน 4 รุ่น โดยรุ่นที่ 2 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18–19 สิงหาคม 2568

เชียงใหม่-รองนายกฯ ภูมิธรรม แถลงจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญ พร้อมของกลาง ไอซ์ 700 กก.

รองนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวจับกุมยาเสพติดล็อตใหญ่ ไอซ์ 700 กิโลกรัม ที่จังหวัดเชียงใหม่ เผยรัฐบาลเร่งแก้ปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง เน้นแก้ไขอย่างครอบคลุมทุกมิติ

(20 ส.ค. 68) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมพระพุทธประทานยศบารมี ตำรวจภูธรภาค 5 อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ตามนโยบายของ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี สั่งการให้หน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด บูรณาการแก้ไขปัญหายาเสพติดในทุกมิติ​

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยการอำนวยการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร,พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง, พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์, พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สำราญ นวลมา  ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส. และ พล.ท.กิตติพงษ์ แจ่มสุวรรณ มทภ.3ได้รับบัญชาและข้อสั่งการนำไปสู่การปฏิบัติ

ตำรวจภูธรภาค 5 โดย พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร  ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน, พล.ต.ต.นพดล กรึงไกร, พล.ต.ต.พรพิทักษ์ รู้ยืนยง, พล.ต.ต.ธนะรัชต์ ชุ่มสวัสดิ์, พล.ต.ต.พิชญา บุญขจร, พล.ต.ต.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5, พล.ต.ต.วรพงศ์ คำลือ ผบก.สส.ภ.5 และพล.ต.ต.ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ ​ตำรวจตระเวนชายแดน โดย พล.ต.ต.นิตินัย หลังยาหน่าย ผบช.ตชด., พล.ต.ต.วรพัฒน์ บุญมา ผบก.ตชด.ภาค 3, พ.ต.อ. รังสิมันต์ สงเคราะห์ธรรม รอง ผบก.ตชด.ภาค 3, พ.ต.อ.ผดุงเกียรติ ปัณฑรนนทกะ ผกก.ตชด.33 ​ฝ่ายทหาร นบ.ยส.35​โดย พล.ท.กิตติพงศ์ ชื่นใจชน มทน.3/ผบ.นบ.ยส.35 ฝ่ายปกครอง โดย นายทศพล เผื่อนอุดม​ ผวจ.เชียงใหม่ สำนักงาน ปปส.ภาค 5 ​โดย นายธันวา ผุดผ่อง ผอ.ปปส.ภาค 5แถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายสำคัญ กรณี ตชด.335 ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ในพื้นที่จับกุมผู้ต้องหา 1 คน พร้อมของกลาง ไอซ์ จำนวน 700 กก.

ที่เกิดเหตุเมื่อวันที่ ​18 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 02.00 น.ที่ สวนท้วยหมู่บ้านป่าบงงาม หมู่ที่ 11 ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ ผู้ต้องหา นายดำรัสฯ อายุ 33 ปี ภูมิลำเนา ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่

พฤติการณ์แห่งคดี​​ เมื่อวันที่ 16 ส.ค.2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ตชด.ภาค 3 ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวว่าในห้วงวันที่ 16 - 18 สิงหาคม 2568 กลุ่มลำเลียงยาเสพติด จะลักลอบลำเลียงยาเสพติดจำนวนมากจาก บริเวณบ้านป่าบงงาม ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จว.เชียงใหม่ เข้ามาพื้นที่ตอนในของประเทศ จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้นทราบและสั่งการให้บูรณาการร่วมกับตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง ในพื้นที่ทำการสืบสวนจับกุม ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2568 เป็นต้นมา

ต่อมาเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 เวลาประมาณ 02.00 น. ชุดปฏิบัติการพบรถยนต์ โตโยต้า ไทเกอร์ ทะเบียน ผพ 1068 เชียงใหม่ กำลังขับออกจากสวนจึงได้เข้าไปควบคุมรถยนต์และนายดำรัสฯ คนขับรถไว้ ขณะเดียวกัน ชุดปฏิบัติการอีกชุดได้เข้าไปพิสูจน์ทราบบริเวณสวนที่แหล่งข่าวแจ้งว่ามียาเสพติดซุกซ่อนอยู่เมื่อไปถึงพบชาย 2 คนยืนอยู่บริเวณดังกล่าว เมื่อบุคคลทั้งสองสังเกตเห็นเจ้าหน้าที่ จึงได้อาศัยความมืดและความชำนาญในพื้นที่วิ่งหลบหนีไปได้ ตรวจสอบพื้นที่บริเวณสวนดังกล่าวพบกระสอบ จำนวน 28 กระสอบ บรรจุยาเสพติดชนิดไอซ์ กระสอบละประมาณ 25 กิโลกรัม น้ำหนักรวมประมาณ 700 กิโลกรัม ซุกซ่อนอยู่ใน กอกล้วย คลุมด้วยผ้าใบสีดำปกคลุมด้วยกิ่งและใบลำไย เพื่อปิดบังอำพรางอีกชั้นหนึ่ง ตรวจสอบที่บริเวณกระท่อมพบรถจักรยานยนต์ จำนวน 2 คัน จากนั้นจึงได้ทำการจับกุมผู้ต้องหาพร้อมของกลางยาเสพติดทั้งหมดนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.นาหวาย จว.เชียงใหม่ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 

​ตำรวจภูธรภาค 5 บูรณาการร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และนำบัญชาข้อสั่งการของรัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดไม่ให้เข้าไปสู่พื้นที่ตอนในอย่างเข้มข้นและจริงจัง และนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

สรุปผลการจับกุมยาเสพติด ของ ตำรวจภูธรภาค 5 ห้วงตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2567 – 19 สิงหาคม 2568 จับกุมคดียาเสพติด จำนวน 22,467คดี คดียาเสพติดรายสำคัญ 229  คดี ตรวจยึดของกลางยาเสพติด ยาบ้า 222 ล้านเม็ดเศษ ไอซ์ 11,400  กิโลกรัมเศษ เฮโรอีน 197 กิโลกรัมเศษ เคตามีน 1,840  กิโลกรัมเศษฝิ่น 155  กิโลกรัมเศษ ตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับยาเสพติด มูลค่าทรัพย์สินประมาณ 1,130 ล้านบาทเศษ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top