Monday, 27 July 2026
Hard News Team

เชิญชวนร่วมถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน

เชิญชวนร่วมถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ขอให้ทรงหายจากพระอาการประชวรและมีพระพลานามัยแข็งแรงโดยเร็ววัน

ทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมเยี่ยมชม 'มูลนิธิบ้านครูบุญชูเพื่อเด็กพิเศษ'

พลเรือตรี พิสิฐ รังษีภาณุรัตน์ เสนาธิการทัพเรือภาคที่ 1 ในฐานะผู้แทนทัพเรือภาคที่ 1 ร่วมเยี่ยมชม 'มูลนิธิบ้านครูบุญชูเพื่อเด็กพิเศษ' ตำบลพลูตาหลวง อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันอังคารที่ 19 สิงหาคม 2568 

จากการที่ นางออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรภาคประชาสังคม ได้ร่วมเยี่ยมชมและติดตามความก้าวหน้าโครงการปรับปรุงซ่อมแซมสถานที่ โดยการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลฯ เพื่อยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับเด็กพิเศษและผู้พักอาศัยในมูลนิธิฯ

ในการนี้ทัพเรือภาคที่ 1 ได้รับเชิญเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงความร่วมมืออันดีระหว่างกองทัพเรือ หน่วยงานต่างประเทศ ภาครัฐ และภาคเอกชน ในการสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กพิเศษและผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่สัตหีบ

ปมชาวบ้านกลับจากศูนย์อพยพ เจอบิลค่าไฟ 2 พัน ชี้! เกิดการสับสนในทางปฏิบัติ - ยันไม่ต้องจ่าย

(21 ส.ค. 68) ตามที่มีการนำเสนอข่าวชาวบ้านในพื้นที่อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ที่อพยพกลับจากศูนย์พักพิงภายหลังสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา และได้รับใบแจ้งค่าไฟฟ้าจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ทั้งที่รัฐบาลประกาศมาตรการเยียวยางดเว้นการเก็บค่าไฟฟ้าให้ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยเป็นเวลา 2 เดือน นั้น

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ขอเรียนชี้แจงดังนี้ 1. ค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าตามที่ปรากฏในข่าว เป็นค่าไฟฟ้าในช่วงเดือนมิถุนายน–กรกฎาคม 2568 ซึ่งมีการ จดหน่วยและแจ้งค่าไฟฟ้าเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 จึงเกิดการสับสนในทางปฏิบัติกับมาตรการเยียวยาดังกล่าว

 2. ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ให้ PEA ดำเนินมาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าฟรีในใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม 2568 ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่อยู่ในพื้นที่ที่ภาครัฐประกาศอพยพไปศูนย์พักพิง 

สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ดังกล่าว ไม่ต้องชำระค่าไฟฟ้าในใบแจ้งค่าไฟฟ้าประจำเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2568 กรณีชำระแล้ว PEA จะดำเนินการคืนเงินโดยนำไปหักลดจากค่าไฟฟ้าในเดือนถัดไป 

ทั้งนี้ ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 1129 PEA Contact Center ตลอด 24 ชั่วโมง

เสวนา 'สมรภูมิข่าวสารในวิกฤติความขัดแย้งไทย-กัมพูชา' เน้นย้ำบทบาทสื่อเพื่อสันติภาพ

เมื่อวานนี้ (20 ส.ค.68) ที่ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร กทม. สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้จัดกิจกรรมราชดำเนินเสวนา หัวข้อ 'สมรภูมิข่าวสารในวิกฤติความขัดแย้งไทย-กัมพูชา' โดยมีวิทยากรผู้บรรยาย ประกอบด้วย ดร.ชำนาญ งามมณีอุดม รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ดร.สังกมา สารวัตร สาขานิเทศศาสตร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร พลตรี ธีรวุฒิ วิทยากรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และนายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวไทยพีบีเอส

พลตรี ธีรวุฒิ วิทยากรณ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) กล่าวว่า โลกปัจจุบันเข้าสู่ยุค 'Hybrid Warfare' หรือสงครามลูกผสม ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรบทางทหาร แต่รวมถึงสงครามข่าวสารด้วย โดยอ้างอิงรายงานจาก World Economic Forum 2025 ที่ระบุว่าปัญหา Misinformation (ข้อมูลที่ผิด) และ Disinformation (ข้อมูลเท็จ) ได้แซงหน้าปัญหาสงครามและความขัดแย้งทางทหารขึ้นเป็นปัญหาอันดับหนึ่งของโลก ขณะที่ภัยไซเบอร์อยู่ในอันดับที่ 5

พลตรี ธีรวุฒิ เผยว่า ในช่วงก่อนเกิดการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทาง สกมช. ได้ตรวจพบการโจมตีทางไซเบอร์จากกลุ่มที่สนับสนุนกัมพูชาต่อหน่วยงานของไทยหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นการทำให้เว็บไซต์ใช้งานไม่ได้ หรือการเปลี่ยนหน้าเพจ เพื่อเป็นปฏิบัติการคู่ขนานไปกับการรบที่ชายแดน

อย่างไรก็ตาม พลตรี ธีรวุฒิ มองว่าสื่อไทยทำหน้าที่ได้อย่างน่าชื่นชม โดยเฉพาะใน 4 ด้านหลัก ได้แก่:
-ไม่ลงภาพทางทหาร ซึ่งช่วยรักษาความปลอดภัยของข้อมูล
-คำนึงถึงหลักมนุษยธรรม ด้วยการเบลอภาพผู้เสียชีวิต
-รวมกลุ่มตรวจสอบข้อมูล เช่น Thai PBS Verify และ Cofact เพื่อสกัดกั้นข้อมูลเท็จ
-ให้ความร่วมมือกับ สกมช. ในการไม่เผยแพร่ข้อมูลจากฝ่ายตรงข้าม

พลตรี ธีรวุฒิ ยังได้เสนอให้สื่อปรับปรุงเรื่องการใช้ภาพหรือข้อมูลที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ รวมถึงการทำ 'Clickbait' ที่สร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชน และเน้นย้ำว่าในยุคที่ทุกคนเป็นสื่อได้ ทุกฝ่ายควรมีจิตสำนึกความเป็นมืออาชีพและร่วมกันตรวจสอบข้อมูลเพื่อลดความเกลียดชัง

ดร. ชำนาญ งามมณีอุดม รองผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวว่า ปัญหาข้อมูลเท็จเป็นภัยความมั่นคงที่คนไทยต้องทำความคุ้นเคย และสร้างภูมิคุ้มกันในการคัดกรองข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลจาก AI Deepfake ที่แยกแยะได้ยาก ดร.ชำนาญระบุว่าในอดีตเราไม่เคยเผชิญกับ State Actor หรือผู้กระทำโดยรัฐในสงครามข่าวสารมาก่อน ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นความปกติใหม่ที่ต้องปรับตัว

นอกจากนี้ ดร.ชำนาญยังชี้ให้เห็นว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องของคนบางกลุ่มเท่านั้น ไม่ใช่คนทั้งประเทศ ดังนั้นสื่อจึงควรเป็น "เสาที่ 4 ของสังคม" ที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และมุ่งเน้นการสื่อสารเพื่อสันติภาพมากกว่าการสร้างความเกลียดชัง รวมถึงเสนอให้สำนักข่าวต่างๆ จัดตั้งหน่วย Fact-checking เป็นของตัวเอง เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ

นายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวไทยพีบีเอส ซึ่งลงพื้นที่ชายแดน กล่าวว่า สื่อในต่างประเทศที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในครั้งนี้ยังยอมรับว่าสื่อของไทยทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและให้ความร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคงเป็นอย่างดี แต่ก็มีข้อควรระวังในการรายงานข่าวในยุคดิจิทัล เช่น การใช้สมาร์ทโฟนที่อาจเปิดเผยตำแหน่งที่ตั้งได้โดยไม่ตั้งใจ

นายก่อเขตกล่าวว่า ไทยพีบีเอสให้ความสำคัญกับการรายงานข่าวชายแดนในหลายมิติ ไม่ใช่เพียงแค่การปฏิบัติการทางทหาร แต่เน้นที่ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความเข้าใจร่วมกันในเรื่อง Single messages หรือการสื่อสารที่มีความเป็นเอกภาพจากรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปมีความน่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์ต่อสันติภาพของทั้งสองประเทศ

ดร. สังกมา สารวัตร สาขานิเทศศาสตร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในครั้งนี้ทำให้เห็นว่าโซเชียลมีเดียมีส่วนสำคัญในการปั่นความเกลียดชังอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ได้รับข่าวสารจากอินฟลูเอนเซอร์มากกว่าสื่อกระแสหลัก แต่ในขณะเดียวกัน สื่อต่างประเทศก็ได้ชื่นชมว่าไทยไม่ได้มี Single gateway ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่หลากหลายและเป็นประชาธิปไตย

ดร.สังกมา ได้สรุปบทเรียนจากเหตุการณ์นี้ไว้ 3 คำสำคัญ ได้แก่ Information Warfare (สงครามข้อมูล), Professional Journalism (วารสารศาสตร์แบบมืออาชีพ) และ People’s Voice (เสียงของประชาชน) ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่สื่อมวลชนและทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสร้างเพื่อให้การสื่อสารในช่วงวิกฤติเป็นไปอย่างสร้างสรรค์และนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ไทยนำเข้าแรงงานศรีลังกา 1 หมื่นคน แทนแรงงานกัมพูชาครึ่งล้านทยอยกลับประเทศ

(21 ส.ค. 68) ไทยเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน หลังแรงงานกัมพูชากว่าคนทยอยกลับประเทศ เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้นายจ้างหลายพื้นที่กังวลต่อการขาดแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก

ล่าสุด คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้นำเข้าแรงงานต่างชาติผ่านระบบ MOU โดยเบื้องต้นอนุมัติแรงงานศรีลังกา 10,000 คน เข้ามาทำงานในไทยทดแทนแรงงานกัมพูชาที่ขาดหาย ทั้งนี้แรงงานดังกล่าวจะได้รับอนุญาตทำงานครั้งละ 2 ปี และสามารถต่ออายุได้อีก 2 ปี หากผลการดำเนินงานเป็นไปด้วยดี กระทรวงแรงงานเตรียมเสนอขยายโควตาไปยังแรงงานชาติอื่น เช่น เนปาล บังกลาเทศ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

นอกจากนี้ ยังผ่อนผันให้แรงงานกัมพูชา ลาว และเมียนมาที่หมดอายุใบอนุญาตหรือเข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่ยังต้องการทำงานในไทย สามารถยื่นขออนุญาตได้ โดยนายจ้างเป็นผู้ดำเนินการและชำระค่าธรรมเนียม 1,000 บาท โดยปัจจุบันไทยมีแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายกว่า 3.78 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานเมียนมากว่า 2.9 ล้านคน

ด้านกรมการจัดหางานเสนอ 5 แนวทางแก้ปัญหาเร่งด่วน เช่น ใช้แรงงานทหาร นักโทษชั้นดี และเยาวชนในสถานพินิจมาช่วยงานชั่วคราว เปิดจดทะเบียนแรงงานผิดกฎหมาย เพิ่มแรงงานจากประเทศใหม่ ใช้แรงงานผู้ลี้ภัยเมียนมา และพัฒนาทักษะ-เทคโนโลยีในภาคธุรกิจเพื่อปรับตัวในระยะยาว ลดการพึ่งพาแรงงานต่างด้าวเกินจำเป็น

21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 รัชกาลที่ ๕ ประกาศกฎหมายเลิกทาสแบบผ่อนปรน จุดเริ่มต้นการปลดแอกคนไทยจากระบบทาส

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระชนมายุเพียงราว 20 พรรษา โปรดเกล้าฯ ให้ตรา พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุลูกทาส ร.ศ. 93 ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญที่เริ่มวางแนวทางการเลิกทาสแบบผ่อนปรน เพื่อลดแรงกระทบระหว่างเจ้านายเงินกับตัวทาส

ก่อนหน้านั้นในสมัยรัชกาลที่ 3 สถานการณ์ในสังคมไทยมีทาสมากถึงกว่าหนึ่งในสามของประชากรทั้งหมด ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ต้องตกเป็นทาสตามไปด้วย หากไม่มีเงินไถ่ตัวก็ต้องอยู่ในฐานะทาสตลอดชีวิต เพราะกฎหมายถือว่ามี “ค่าตัว” ติดตัวอยู่เสมอ

กฎหมายที่รัชกาลที่ 5 ทรงประกาศครั้งนี้ กำหนดให้ลูกทาสที่เกิดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2411 เป็นต้นมา มีการลดค่าตัวลงเรื่อย ๆ เริ่มตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และเมื่ออายุครบ 21 ปี จะกลายเป็นไทอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังห้ามซื้อขายบุคคลที่มีอายุมากกว่า 20 ปีเป็นทาสอีก

ต่อมาใน พ.ศ. 2448 พระองค์จึงตรา พระราชบัญญัติเลิกทาส ร.ศ. 124 กำหนดให้ลูกทาสทุกคนเป็นไทตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2448 เป็นต้นมา นับเป็นการปิดฉากระบบทาสในสังคมไทยอย่างถาวร และยังมีมาตรการป้องกันไม่ให้คนที่พ้นจากความเป็นทาสแล้วต้องกลับไปสู่วังวนเดิมอีกด้วย

‘ทำเนียบขาว’ เปิดบัญชี TikTok อย่างเป็นทางการ ก่อนเส้นตายแบนแอปฯ ในสหรัฐฯ 17 ก.ย. นี้

(20 ส.ค. 68) ทำเนียบขาวเปิดบัญชี TikTok อย่างเป็นทางการเมื่อวันอังคาร โดยมีเวลาอีกไม่ถึงเดือนก่อนถึงกำหนดเส้นตายของประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้แอปพลิเคชันนี้หาผู้ถือครองรายใหม่ หรืออาจถูกแบนในสหรัฐอเมริกา

บัญชีดังกล่าวโพสต์วิดีโอแรกยาว 27 วินาที แสดงภาพทรัมป์เดินและพบปะกับผู้สนับสนุน พร้อมเสียงจากสุนทรพจน์การรับตำแหน่งของเขาที่การประชุมพรรครีพับลิกัน เมื่อปี 2016

ไม่กี่ชั่วโมงหลังโพสต์วิดีโอดังกล่าว บัญชีทางการของทำเนียบขาวมีผู้ติดตามกว่า 57,000 คน ขณะที่บัญชี TikTok ของทรัมป์จากการเลือกตั้งปีที่แล้วมียอดผู้ติดตามกว่า 15 ล้านคน

ทั้งนี้ หากจำกันได้สมัยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรก ทรัมป์เคยลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อแบน TikTok ซึ่งเป็นของบริษัทจีน ByteDance หากไม่ขายกิจการในสหรัฐฯ แต่คำสั่งไม่ได้บังคับใช้เนื่องจากถูกฟ้องร้อง ต่อมาในสมัยดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง ทรัมป์ขยายกำหนดเส้นตายสองครั้ง และล่าสุดลงนามคำสั่งให้ TikTok ยังคงใช้งานในสหรัฐฯ จนถึงวันที่ 17 กันยายน 2568

‘พงศ์กวิน’ ยกระดับมาตรฐานปลอดภัยแรงงานไทย เดินหน้าสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แรงงานทุกภาคส่วน

(20 ส.ค. 68) เวลา 13.30 น. นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดงาน “สัมมนาวิชาการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานระดับนานาชาติ OSH Avenue International Conference 2025 (OAIC 2025)” ณ แกรนด์ฮอลล์ ทรูดิจิทัล พาร์ค สุขุมวิท 101 กรุงเทพฯ โดยมี นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และผู้บริหาร สสปท. ให้การต้อนรับ ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน และผู้ประกอบการ ร่วมเป็นเกียรติ 

นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ  เปิดเผยว่า  การจัดงานสัมมนา เชิงวิชาการระดับนานาชาติ  OAIC ในครั้งนี้ นับว่ามีความหมายอย่างยิ่ง ในฐานะเวทีระดับนานาชาติ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างนวัตกรรมต่างๆ และเชื่อมโยงเครือข่ายระดับสากล เพื่อสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายที่สำคัญ ของกระทรวงแรงงาน

พร้อมทั้ง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของแรงงานไทย  ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ความปลอดภัยในสถานที่ทำงานไม่ใช่เพียงแค่หน้าที่ แต่เป็นพันธกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความร่วมมืออย่างจริงจัง เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือสุขภาพและชีวิตของพี่น้องแรงงานเรา

“ขอขอบคุณ สสปท. ที่จัดงานนี้ขึ้นมาเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในทุกมิติ ในประเทศไทย รวมทั้งอยากให้ถอดบทเรียนต่างๆ อันล้ำค่าเพื่อมุ่งเน้นให้เห็นว่า “ชีวิตคนทำงาน” ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด นายพงศ์กวิน  กล่าว

ด้าน นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการ สสปท. กล่าวว่า การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืน เป็นความท้าทายในการผลักดันความปลอดภัยในการทำงานให้ครอบคลุมแรงงานในทุกกลุ่ม การใช้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยจะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านความปลอดภัยฯ ในยุคที่มีความเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ๆ ตลอดเวลา เพื่อให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี และไม่เกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน

ทั้งนี้ สสปท. ได้เดินหน้าขับเคลื่อนการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยอย่างยั่งยืน ในทุกภาคส่วนทั้งแรงงานภาคอุตสาหกรรม พนักงานสำนักงาน แรงงานนอกระบบ และแรงงานข้ามชาติอย่างต่อเนื่องในทุกภูมิภาค ผ่านการพัฒนางานวิชาการด้านความปลอดภัยฯ และกิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัยในการทำงาน ส่งผลให้สถานประกอบกิจการจำนวนมากสามารถลดสถิติอุบัติเหตุจากการทำงานลงได้อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงเจตนารมณ์ร่วมกันในการสร้าง “วัฒนธรรมความปลอดภัย” ให้หยั่งรากลึก

ทหารสิงคโปร์เยี่ยม กองบิน 7 ยลโฉม Gripen และ SAAB 340 AEW ตามโครงการแลกเปลี่ยนการเยือน ทอ.ไทย-สิงคโปร์

(20 ส.ค. 68) ทหารสิงคโปร์เยี่ยมชมกองบิน 7 ของกองทัพอากาศไทย เพื่อศึกษาขีดความสามารถและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างสองประเทศ โดยมี Brigadier General Marcel Xu ผู้บัญชาการ Participation Command ของกองทัพสิงคโปร์ นำคณะเดินทางเยือน พร้อมด้วย นาวาอากาศเอก ประเสริฐวิษณุ์ มหาขันธ์ รองผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน กรมข่าวทหารอากาศ

การเยี่ยมชมครั้งนี้รวมถึงการรับฟังบรรยายสรุปภารกิจหลักของกองบิน 7 และการสาธิตกริพเพน (Gripen) และเครื่องบินตรวจการณ์ทางอากาศ Saab 340 AEW ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการแลกเปลี่ยนผู้บังคับบัญชาระดับสูงระหว่างกองทัพอากาศไทยและสิงคโปร์

นาวาอากาศเอก ศุภวัจน์ จิตรมนตรี ผู้บังคับการกองบิน 7 พร้อมด้วยเสนาธิการและหัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกองบิน 7 ให้การต้อนรับคณะอย่างอบอุ่น ณ กองบิน 7 อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยหวังสร้างความร่วมมือและความเข้าใจด้านการบินและยุทธวิธีระหว่างสองกองทัพอย่างต่อเนื่อง

‘ชัยวุฒิ’ จวก ‘พรรคส้ม’ ด่าศาล ด่าทหาร ใช้เสียงประชาชนปกป้องตระกูลชินวัตร ลั่น สงสารเสียงประชาชนที่เลือกเข้ามา เชื่อ!! “พรรคแดง-พรรคส้ม” พวกเดียวกันชัดเจน

(20 ส.ค.68) จากกรณีนายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาย้ำจุดยืนพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยในการใช้ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินเรื่องนามธรรม

โดยนายปกรณ์วุฒิ ระบุว่า “พรรคประชาชน ยืนยันหลักการเดิมว่า “ไม่เห็นด้วย” ที่องค์กรอิสระมาตัดสินเรื่องนามธรรม เช่น ความซื่อสัตย์สุจริตหรือจริยธรรม เพราะเป็นเรื่องที่แต่ละคนตีความต่างกัน…

“พรรคเรียกร้องตั้งแต่ต้นเมื่อมีคลิปเสียงแพร่ว่า สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือการแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง นายกรัฐมนตรีควรลาออกและยุบสภา เพื่อให้ประชาชนตัดสินใหม่ผ่านการเลือกตั้ง เนื่องจากเหตุการณ์ครั้งนี้กระทบความเชื่อมั่นของสังคม และทำลายระบบการเมืองรวมถึงระบอบรัฐสภา…

“เมื่อผู้นำรัฐบาลไม่ลาออกและไม่ยุบสภา กลายเป็นว่าศาลรัฐธรรมนูญถืออำนาจกว้างเกินไปในการวินิจฉัยความสุจริต ซึ่งชะตากรรมของผู้นำประเทศต้องมาอยู่ในมือของตุลาการ 9 คน ทั้งที่เป็นเรื่องนามธรรมที่อาจไม่ควรถูกตัดสินโดยองค์กรอิสระ”

ต่อมา นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวตอบโต้ต่อกรณีนี้ โดยระบุว่า 

“พรรคประชาชน เป็นฝ่ายค้าน แต่พูดโจมตีศาลรัฐธรรมนูญ ประเทศประชาธิปไตย มีตรวจสอบถ่วงดุลคนไม่ดี คนชั่ว ไหนบอกว่า ยึดประชาธิปไตย ผมสงสารเสียงประชาชนที่เลือกคุณมา คุณกลับไม่ปกป้องเสียงประชาชน แต่ใช้เสียงประชาชน ไปปกป้องตระกูล ชินวัตร ไม่ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ด้อยค่าศาล ดูถูกกระบวนยุติธรรม ด่าทหาร ชัดเจนครับ พวกเดียวกัน ส้มสีเลือด”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top