Monday, 27 July 2026
Hard News Team

กบน. ลดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ดีเซล 50 สต. คาดสิ้นปี 2568 เงินกองทุนฯ จะพลิกเป็นบวกได้

กบน. มีมติปรับลดเก็บเงินผู้ใช้ดีเซลส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ลง 50 สตางค์ต่อลิตร โดยจัดเก็บอยู่ 1.40 บาทต่อลิตร หลังราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นเล็กน้อย พร้อมเผยกองทุนฯ มีรายรับเข้าเดือนละประมาณ 6,000 ล้านบาท คาดสิ้นปี 2568 เงินกองทุนฯ จะพลิกเป็นบวกได้จากปัจจุบันติดลบลดลงเหลือ -24,355 ล้านบาท

วันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมติปรับลดการเก็บเงินผู้ใช้น้ำมันกลุ่มดีเซลเพื่อส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลง 50 สตางค์ต่อลิตร จากเดิมเรียกเก็บเงินผู้ใช้ดีเซล และดีเซล B20 อยู่ 1.90 บาทต่อลิตร ได้ปรับลดเหลือ 1.40 บาทต่อลิตร ส่วนผู้ใช้ดีเซลเกรดพรีเมียม เดิมเก็บอยู่ 3.40 บาทต่อลิตร เหลือ 2.90 บาทต่อลิตร หลังราคาน้ำมันโลกขยับขึ้นเล็กน้อย 

ส่วนกลุ่มผู้ใช้น้ำมันเบนซิน ยังเรียกเก็บเงินเพื่อส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ เท่าเดิม โดยผู้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ถูกเรียกเก็บ 3 บาทต่อลิตร , น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เรียกเก็บ 1.90 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 เรียกเก็บ 3.60 บาทต่อลิตร และเบนซินธรรมดา ออกเทน 95 เรียกเก็บ 9.60 บาทต่อลิตร

ทั้งนี้ส่งผลให้กองทุนฯ มีรายรับรวม 208.07 ล้านบาทต่อวัน (ประมาณ 6,242 ล้านบาทต่อเดือน) ซึ่งมาจากการเรียกเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันทุกชนิดได้ 181.65 ล้านบาทต่อวัน และมาจากผู้ประกอบการโรงแยกก๊าซ 26.42 ล้านบาทต่อวัน

โดยภาพรวมกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุดที่รายงานโดยสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ณ วันที่ 24 ส.ค. 2568 กองทุนฯ ติดลบเหลือ  -24,355 ล้านบาท ซึ่งเกิดจากบัญชี LPG ติดลบรวมถึง  -43,104 ล้านบาท ขณะที่บัญชีน้ำมันมีรายรับเป็นบวกอยู่ 18,749 ล้านบาท

สำหรับหนี้เงินกู้สถาบันการเงินที่กองทุนฯ กู้ไว้รวม 105,333 ล้านบาท ระหว่างปี 2565-2566 ปัจจุบันเหลือหนี้อยู่ 52,360 ล้านบาท ซึ่งจะต้องทยอยจ่ายคืนหนี้เงินต้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามกรอบเวลาที่กู้มาแต่ละครั้ง โดยในเดือน ต.ค. 2568 นี้จะต้องจ่ายหนี้เงินต้นสูงสุดประมาณ 3,000 ล้านบาท หลังจากนั้นจะค่อยๆลดลง และในแต่ละเดือนจะต้องจ่ายดอกเบี้ยอีก 250 ล้านบาทต่อเดือนด้วย โดยคาดว่าจะชำระหนี้หมดตามกำหนดในปี 2572

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้กองทุนน้ำมันฯ มีรายรับเกือบ 1 หมื่นล้านบาทต่อเดือน แต่ในช่วงเดือน มิ.ย. 2568 เกิดภาวะสงครามระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น จนกองทุนฯ ต้องนำเงินไปพยุงราคาดีเซลอีกครั้ง และทำให้รายรับของกองทุนฯ ลดลง จากเดิมคาดการณ์ว่ากองทุนฯ จะกลับมาเป็นบวกได้ประมาณเดือน ต.ค. 2568 ล่าสุดคาดว่าจะเป็นบวกได้ประมาณเดือน ธ.ค. 2568 นี้ เนื่องจากกองทุนฯ มีรายรับประมาณ 6 พันล้านบาทต่อเดือน ขณะที่เงินกองทุนฯ ปัจจุบันติดลบอยู่ 24,355 ล้านบาท

สำหรับราคาน้ำมันโลกล่าสุด ณ วันที่ 25 ส.ค. 2568 เวลาประมาณ 15.00 น. ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ระดับ 69.35 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ราคาเพิ่มขึ้น 0.41 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 63.82 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.16 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล  และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) อยู่ที่ 67.86 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.13 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ด้านค่าการตลาดน้ำมันที่ผู้ค้าน้ำมันเรียกเก็บจากประชาชน ซึ่งรายงานโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ณ วันที่ 25 ส.ค. 2568 เปลี่ยนแปลงดังนี้ น้ำมันเบนซินออกเทน 95 ถูกเรียกเก็บค่าการตลาด 3.26 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีค่าการตลาดที่ 3.07 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 3.13 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 3.17 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 อยู่ที่ 4 บาทต่อลิตร, ดีเซล อยู่ที่ 1.43 บาทต่อลิตร  โดยเฉลี่ยค่าการตลาดระหว่างวันที่ 1-25 ส.ค. 2568 อยู่ที่ 2.41 บาทต่อลิตร (จากค่าการตลาดที่เหมาะสมที่ 1.5-2 บาทต่อลิตร)

“ผบช.ภ.2” รับไม่ได้ “ลุงข้างบ้าน” ภัยสังคม ล่อลวงชำเรา ด.ญ. กำชับตำรวจปราจีนบุรี ดำเนินคดีเด็ดขาด

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2)  กล่าวว่าได้รับรายงานว่า ตำรวจกองกำกับการสวัสดิภาพเด็กและสตรี กองบัญชาการตำรวจนครบาล จับกุม “ลุงข้างบ้าน” ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดปราจีนบุรี ก่อเหตุกระทำชำเราเด็ก โดยหลบหนีคดีนาน 8 ปี หลังก่อเหตุล่อลวงเด็กหญิงชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียน ออกอุบายกระทำชำเรา เหตุเกิดในพื้นที่ จว.ปราจีนบุรี ตั้งแต่ปี 2560 หลบหนีไปจนถูกจับได้ที่ จว.นนทบุรี และส่งตัวมาสอบสวนที่ สภ. เมืองปราจีนบุรี ตนจึงได้กำชับให้ดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด  และให้คัดค้านการประกันตัว

“เรื่องแบบนี้ยอมไม่ได้ การกระทำละเมิดรุนแรง ทำร้ายเด็กแบบนี้เป็นสิ่งที่น่าละอาย เป็นภัยสังคม เป็นบุคคลอันตราย อาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจของเด็ก อาศัยความเป็นญาติ คนใกล้ตัว ก่ออาชญากรรมที่รุนแรงกับเด็ก กำชับไปที่ตำรวจภูธรจังหวัดปราจีนบุรีแล้วให้ทำการสอบสวนอย่างละเอียดรัดกุม และดำเนินคดีทุกข้อหาอย่างเด็ดขาด พร้อมกำชับให้ติดตามคดีในลักษณะนี้ทั้งเชิงป้องกัน และปราบปราม หากเหตุยังไม่เกิดให้เฝ้าระวัง หากเกิดเหตุต้องสืบสวนจับกุมให้ได้” พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าว 

ผบช.ภ.2 กล่าวว่า ฝากถึงพี่น้องประชาชน ให้หมั่นดูแลสังเกตพฤติกรรมของลูกหลาน หากพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น เก็บตัว หวาดกลัว ให้พยายามพูดคุยเข้าช่วยเหลือ เพราะกลุ่มอาชญากรลักษณะนี้ มักอาศัยความเป็นคนในครอบครัว หรือคนใกล้ชิดก่อเหตุกับเด็ก แล้วข่มขู่ให้หวาดกลัวไม่ให้นำเรื่องไปบอกใคร ทำให้เด็กหวาดกลัว ทั้งนี้หากพบพฤติกรรมพิรุธ พฤติกรรมอันตรายในลักษณะเช่นนี้กับคนในครอบครัว คนใกล้ชิด หรือคนในชุมชน สามารถแจ้งตำรวจเข้าช่วยเหลือได้โดยโทร 191 ตลอด 24 ชั่วโมง

จีนเนรมิต ‘นครเทียนจิน’ เป็นเจ้าภาพจัดประชุม ‘SCO 2025’ ติดไฟประดับริมแม่น้ำไห่เหอ สร้างสีสันรับ นทท. และผู้นำกว่า 20 ประเทศ

(25 ส.ค. 68) นครเทียนจินของจีนกำลังเร่งเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (SCO) ครั้งใหญ่ที่สุด ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน โดยจะมีผู้นำจากกว่า 20 ประเทศ และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศ 10 แห่งเข้าร่วม

บรรยากาศในเมืองถูกปรับโฉมครั้งใหญ่ โดยเฉพาะแม่น้ำไห่เหอที่ได้รับการติดตั้งระบบไฟส่องสว่างใหม่ ครอบคลุมอาคาร 217 แห่ง สะพาน 14 แห่ง และพื้นที่ริมฝั่งยาวกว่า 8 กิโลเมตร ทำให้การล่องเรือยามค่ำคืนได้รับความนิยมสูงขึ้น มีเที่ยวเรือมากกว่า 70 รอบต่อวัน ซึ่งตั๋วขายหมดเกือบทุกเที่ยว

นอกจากนี้ รัฐบาลท้องถิ่นยังปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งการซ่อมถนน บำรุงสะพาน ขยายพื้นที่สีเขียว และยกระดับบริการสาธารณะ ส่งผลให้เมืองมีชีวิตชีวามากขึ้น และดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยเสน่ห์ผสมผสานระหว่างความเก่าแก่กับความทันสมัย

นอกจากนี้ ยังมีอาสาสมัครเกือบ 1,000 คนจากมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น เข้ารับการฝึกด้านมารยาททางการทูต การแปลภาษา และการช่วยเหลือฉุกเฉิน เพื่อรองรับผู้เข้าร่วมประชุม ขณะเดียวกัน อาสาสมัครชุมชนทั้งนักเรียน คนเกษียณ และสมาชิกพรรคการเมืองท้องถิ่น ก็เข้าร่วมทีมบริการ SCO เพื่อสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จีนย้ำว่าการประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะแสดงให้โลกเห็นถึงความพร้อมทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการต้อนรับอย่างอบอุ่น ขณะที่ผู้แทนจากประเทศต่างๆ คาดหวังว่า การประชุมสุดยอด SCO ที่เทียนจินจะช่วยสร้างเส้นทางสู่การพัฒนาอย่างมั่นคงท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก

แม่ทัพภาคที่ 2 ลั่น!! ทหารไทยพร้อมยิงทันที หากกัมพูชารุกล้ำชายแดน–วางทุ่นระเบิดซ้ำ

(25 ส.ค. 68) พลโทบุญสิน พลาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไทย–กัมพูชา ที่จะมีขึ้นวันที่ 27 สิงหาคมนี้ ที่ช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ ว่าจะหยิบยกประเด็นสำคัญมาหารือ ได้แก่ การเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกัน การรักษาอธิปไตย และการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องระหว่างสองประเทศ โดยไทยยืนยันว่าการเก็บกู้ทุ่นระเบิดต้องครอบคลุมทุกพื้นที่ตลอดแนวชายแดน ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ที่มีการปักปันชัดเจน

แม่ทัพภาคที่ 2 ระบุชัดว่า ไทยไม่รับข้อเสนอของกัมพูชาที่ให้รื้อรั้วลวดหนามแลกกับการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพราะรั้วดังกล่าวคือแนวตั้งกำลังของฝ่ายไทย พร้อมย้ำว่าหากกองกำลังของกัมพูชาล้ำแดนเข้ามา หรือซุ่มโจมตีด้วยการเคลื่อนที่เร็ว ทหารไทยจะตอบโต้ทันที รวมถึงการลอบวางทุ่นระเบิดที่ยังพบอยู่ในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทย

พลโทบุญสิน ยังระบุถึงปัญหาข้อมูลที่ถูกบิดเบือนจากโฆษกกลาโหมกัมพูชา โดยยืนยันว่าไทยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจน และได้เชิญคณะทูตและผู้ช่วยทูตทางทหารลงพื้นที่เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริง ส่วนการประชุม RBC, GBC และ JBC จะสำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับนโยบายจากผู้นำกัมพูชาเป็นหลัก เพราะหน่วยปฏิบัติระดับพื้นที่ไม่สามารถตัดสินใจเองได้

สำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา พลโทบุญสิน ย้ำว่า ไทยพร้อมรับมือในทุกกรณี ไม่ว่าฝ่ายกัมพูชาจะดำเนินนโยบายในทิศทางใด โดยกองทัพไทยยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ และเชื่อมั่นว่าประชาชนเข้าใจในความจริงใจและความเสียสละของกองทัพ

‘รัสเซีย–ยูเครน’ แลกตัวเชลยศึกฝ่ายละ 146 คน โดยมี ‘สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์’ ทำหน้าที่สักขีพยาน

(25 ส.ค. 68) รัสเซียและยูเครนดำเนินการแลกตัวเชลยศึกและพลเรือนครั้งใหม่ฝ่ายละ จำนวน 146 คน เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลังได้รับการไกล่เกลี่ยจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทั้งสองฝ่ายยืนยันการแลกตัวดังกล่าว โดยกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่าทหารรัสเซียที่ได้รับการปล่อยตัวทั้งหมดอยู่ในเบลารุสเพื่อรับการดูแลด้านจิตใจและการแพทย์

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครนประกาศผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ว่าการแลกตัวได้เกิดขึ้นแล้ว พร้อมโพสต์ภาพผู้ได้รับการปล่อยตัวยิ้มแย้ม โดยส่วนใหญ่ถูกคุมขังตั้งแต่ปี 2022 หลังรัสเซียบุกยูเครน รวมถึงนักข่าวที่ถูกจับกุม 1 เดือนหลังการรุกราน

ฝ่ายยูเครนยังยืนยันว่าจำนวนทหารที่แลกตัวเท่ากับ 146 คนต่อฝ่าย และเซเลนสกียังขอบคุณสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ช่วยเป็นสักขีพยานในการแลกตัว พร้อมระบุว่าการแลกตัวจะดำเนินต่อไป ขึ้นอยู่กับการจับกุมทหารรัสเซียเพิ่มเติมเพื่อใช้เป็น “กองทุนแลกตัว” 

ด้านรัสเซียระบุว่ายูเครนยังส่งพลเรือนจากภูมิภาคคูร์สค์กลับไม่ครบ หลังยูเครนเคยเข้ายึดพื้นที่บริเวณดังกล่าวเมื่อปีก่อน มีประชาชนรอส่งกลับบ้านกว่า 20 คน รัสเซียกล่าวว่ากำลังเจรจาอย่างยากลำบากเพื่อให้พลเรือนเหล่านี้กลับคืนบ้านอย่างปลอดภัย

‘อ.ปริญญา’ ค้านสอบวินัยจ้องเอาผิด ‘หมอสุภัทร’ ชี้ ทำตามภาระเร่งด่วน จี้ รมว.สธ. ทบทวนคืนความเป็นธรรม

เมื่อวันที่ (24 ส.ค. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาโพสต์ความเห็นกรณีที่ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ถูกคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงกล่าวหาว่าทุจริตจากการจัดซื้อชุดตรวจ ATK จำนวน 42,854 ชุด ในช่วงวิกฤติโควิดปี 2564 โดยระบุข้อความ หมอสุภัทรจัดซื้อชุดตรวจโควิดผิดระเบียบ มีพฤติการณ์ทุจริต ทำให้ราชการเสียหายร้ายแรงจริง หรือเป็นการหาเรื่องเอาผิด? 

คุณหมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ถูกกล่าวหาว่าทำผิดวินัยร้ายแรงถึงขนาดจะให้ออกจากราชการ มีเหตุมาจากการจัดซื้อชุดตรวจ ATK เพื่อนำมาตรวจให้กับประชาชนกรุงเทพร่วมกับแพทย์ชนบททั่วประเทศจำนวน 3 ครั้งในระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมปี 2564 ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงที่กระทรวงสาธารณสุขจังหวัดตั้งขึ้นมานั้น ได้กล่าวหาว่าการอนุมัติจัดซื้อไม่เป็นไปตามระเบียบว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ซึ่งสรุปประเด็นสำคัญทั้งหมดได้ดังต่อไปนี้

[1. #ข้อกล่าวหาของคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง] คณะกรรมการสอบสวนฯ ได้กล่าวหาคุณหมอสุภัทรสรุปได้ 3 ประเด็นคือ

(1) จำนวนชุดตรวจ ATK ที่คุณหมอสุภัทรอนุมัติจัดซื้อทั้งหมดมีจำนวน 42,854 ชุด แต่จำนวนเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจะนะรวมคุณหมอสุภัทรที่มาออกหน่วยตรวจในกรุงเทพทั้ง 3 ครั้ง มีจำนวนเพียงครั้งละ 7-9 คน ตรวจได้อย่างมากวันละ 2,000 คน มาตรวจ 3 ครั้งรวม 10 วัน จึงตรวจได้ประมาณแค่ 20,000 คน การจัดซื้ออนุมัติจัดซื้อชุดตรวจ ATK จำนวน 42,854 ชุด จึงเป็นจำนวนที่เกินกว่าความเป็นจริง 

(2) ชุดตรวจ ATK จำนวน 42,854 ชุด ราคาชุดละ 230 บาท คิดเป็นเงิน 9,857,420 บาท ซึ่งควรจะเสนอให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลาอนุมัติ แต่คุณหมอสุภัทรแบ่งจัดซื้อเป็น 5 งวดๆ ละไม่เกิน 2 ล้านบาท เพื่อให้ตนเองมีอำนาจอนุมัติจัดซื้อ ซึ่งเป็นการแบ่งจัดซื้อที่ไม่ปรากฏว่าจะได้ราคาถูกกว่าซื้อรวม และราชการไม่ได้ประโยชน์อันใด จึงทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง

(3) ไม่มีการตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลาง ไม่มีราคากลาง ไม่มีการสืบราคา ไม่มีการประกาศให้ผู้ประกอบการมาแข่งขัน ซึ่งผิดระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ.2560

คณะกรรมการสอบสวนฯ จึงสรุปว่าคุณหมอสุภัทรมีพฤติการณ์ทุจริต ทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง ดังนั้นจึงผิดวินัยร้ายแรง ซึ่งจะนำไปสู่การให้ออกจากราชการ

[2. #คุณหมอสุภัทรมีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวหาจริงหรือไม่] ผมได้อ่านเอกสารและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว ผมมีความเห็นต่อประเด็นกล่าวหาของคณะกรรมการสอบสวนฯ ดังนี้

(1) ข้อกล่าวหาที่หนึ่ง อนุมัติจัดซื้อชุดตรวจ ATK เกินจำนวนที่ใช้จริง: 
ขึ้นมาข้อกล่าวหาแรกก็ทำให้ผมแปลกใจแล้ว เพราะโดยข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการสอบสวนฯ ควรต้องทราบคือ การจัดซื้อชุดตรวจ ATK จำนวน 42,854 ชุด มิใช่เป็นการจัดซื้อให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจะนะใช้ตรวจเท่านั้น แต่เป็นการจัดซื้อให้กับเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์จากทั่วประเทศในการตรวจคนกรุงเทพในตอนนั้น ซึ่งนำโดยชมรมแพทย์ชนบทที่คุณหมอสุภัทรเป็นประธาน

การ ‘บุกกรุงเทพ’ ของแพทย์ชนบทรวม 3 ครั้งนั้น มีการตรวจ ATK ให้กับประชาชนทั้งสิ้น 192,905 คน (ข้อมูลรวบรวมโดยไทยพีบีเอส) โดยโรงพยาบาล 6 แห่งช่วยกันจัดซื้อมาให้เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์จากทั่วประเทศใช้ในการตรวจประชาชน ซึ่งจำนวน 42,854 ชุดที่โรงพยาบาลจะนะจัดการเป็นส่วนหนึ่งในนั้น ที่สำคัญชมรมแพทย์ชนบทก็ไม่ได้ขอมาเอง แต่เป็นการขอความร่วมมือมาจาก สปสช. ในครั้งแรก และในครั้งที่สองและสาม เป็นการขอความร่วมมือมาจากกระทรวงสาธารณสุข 

กระทรวงสาธารณสุข รวมถึงคณะกรรมการสอบสวนฯ ที่กระทรวงตั้งขึ้นมา จึงต้องทราบเรื่องนี้ แล้วทำไมจึงมากล่าวหาคุณหมอสุภัทรเช่นนี้? พอผมอ่านข้อกล่าวหาไปจนครบทุกข้อจึงเข้าใจ เพราะถ้าไม่เริ่มแบบนี้ก็จะนำไปสู่ข้อหาทุจริตไม่ได้

(2) ข้อกล่าวหาที่สอง เจตนาแบ่งจัดซื้อเป็น 5 งวด เพื่อให้ตนเองมีอำนาจอนุมัติ:
ข้อกล่าวหาที่สองนี้จะไม่มีน้ำหนักเลย ถ้าไม่เริ่มตั้งเรื่องตั้งแต่ข้อกล่าวหาแรกว่า เป็นการทุจริตที่ซื้อเกินจำนวนที่ใช้จริง เพราะโดยข้อเท็จจริงเป็นการจัดซื้อไปตามสถานการณ์ความจำเป็นในแต่ละครั้ง โดยที่คาดหมายไม่ได้ว่าต้องเตรียมชุดตรวจ ATK ไว้เป็นจำนวนเท่าใด และในตอนที่มาครั้งแรก ก็ไม่มีใครทราบว่าต้องมาครั้งที่สองและครั้งที่สาม 

ที่สำคัญคือเรื่องนี้เป็น “กรณีมีความจำเป็นเร่งด่วน” และ “ไม่อาจดำเนินการตามปกติได้ทัน” จึงต้องดำเนินการไปก่อนแล้วจึงไปให้หัวหน้าหน่วยงานให้ความเห็นชอบในภายหลังตามข้อ 79 วรรคสองของระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ. 2560 ซึ่งกระทรวงการคลังได้ออกหนังสือ ว.115 (ลงนามโดยอธิบดีกรมบัญชีกลาง เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2563) ให้ยา เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ในการป้องกันและรักษาโควิด 19 เป็น “กรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน” ตามข้อ 79 วรรคสอง จึงให้ดำเนินการไปก่อนแล้วมาให้ความเห็นชอบในภายหลังได้

การจัดซื้อชุดตรวจ ATK ในขณะนั้น จึงเป็นการจัดซื้อไปก่อนตามความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้ โดยไม่รู้ล่วงหน้าว่าในอนาคตต้องจัดซื้ออีกหรือไม่ และต้องจัดซื้อทั้งหมดเท่าใด โดยคุณหมอสุภัทรก็ให้จัดซื้อครั้งละไม่เกิน 2 ล้านบาทตามอำนาจอนุมัติของตนเอง การกล่าวหาว่าคุณหมอสุภัทรมีเจตนา ‘แบ่งซื้อ’ นั้น เป็นข้อกล่าวหาที่ถ้าไม่อคติก็เป็นการจงใจหาเรื่อง เพราะเขาอนุมัติตามสถานการณ์ความจำเป็นและตามอำนาจที่มี 

การกล่าวหาเช่นนี้ก็ไม่ต่างกับการกล่าวหาโรงพยาบาลต่างๆ ว่าทำไมจึงซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์แค่เท่าที่ใช้ ทำไมจึงซื้อแค่ในวงเงินตามอำนาจของผู้อำนวยการโรงพยาบาล แล้วทำไมจึงไม่จัดซื้อคราวเดียวครั้งละมากๆ แล้วให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดหรือให้กระทรวงอนุมัติ? ซึ่งถ้าเปรียบเทียบแบบนี้ก็จะเห็นได้เลยว่าข้อกล่าวหานี้ดูจะเป็นการหาเรื่องเอามากๆ

แล้วที่ว่าการแบ่งซื้อทำให้ราชการเสียหายร้ายแรงนั้น ไม่ทราบว่าทำไมคณะกรรมการสอบสวนฯ จึงไม่ทราบว่า ชุดตรวจ ATK ยี่ห้อ Standard Q ที่คุณหมอสุภัทรต่อรองมาได้ในราคาอันละ 230 บาทนั้น กรมการค้าภายในกำหนดราคาแนะนำไว้ที่ 350 บาท (ภาพประกอบ 2) คุณหมอสุภัทรอนุมัติจัดซื้อในราคาถูกกว่าราคาที่กรมการค้าภายในแนะนำถึง 120 บาท แล้วไปทำให้ราชการเสียหายร้ายแรงได้อย่างไร?

(3) ข้อกล่าวหาที่สาม ไม่มีการตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลาง ไม่มีการสืบราคา ไม่มีการประกาศเชิญชวนผู้ประกอบการ:
ข้อกล่าวหาที่สามเป็นข้อกล่าวหาที่เบาที่สุด และทำให้ผมค่อนข้างเชื่อว่า ทั้งหมดนี้เป็นการตั้งเป้าจะเอาผิดคุณหมอสุภัทร หรืออย่างเบาก็เป็นการมีอคติอย่างรุนแรง เพราะกระทรวงการคลังเองก็รู้ว่าในสถานการณ์โควิดที่เป็นความเป็นความตายของประชาชน จะมาดำเนินการยืดยาดตามปกติ ตั้งคณะกรรมการกำหนดราคากลาง ประกาศเชิญชวน ฯลฯ อยู่ได้อย่างไรจึงได้ออกหนังสือ ว.115 ให้การจัดซื้อจัดจ้างกรณีโควิดไม่ต้องดำเนินการตามปกติ แต่ดำเนินการไปก่อนแล้วจึงให้หัวหน้าหน่วยงานเห็นชอบ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขทราบเรื่องนี้ดีที่สุดเพราะใช้ ว.115 มากที่สุดยิ่งกว่ากระทรวงอื่น

ที่สำคัญคือคุณหมอสุภัทรจัดซื้อได้ราคาถูกกว่าราคาที่กรมการค้าภายในแนะนำถึง 120 บาทดังที่ได้กล่าวไป คณะกรรมการสอบสวนฯ สรุปว่าพฤติการณ์ของคุณหมอสุภัทรทำให้ “ราชการเสียหายร้ายแรง” ได้อย่างไร?

[3. #การดำเนินการสอบสวนไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม] ผมทราบมาว่าคุณหมอสุภัทรขอชี้แจงเป็นหนังสือ นี่จึงน่าจะเป็นเหตุที่ทำให้คณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่เคยเรียกคุณหมอสุภัทรไปชี้แจงหักล้างข้อกล่าวหาเลย เพราะถือว่าได้รับคำชี้แจงเป็นหนังสือมาแล้ว 

ผมขอเรียนว่านี่เป็นความเข้าใจผิด เพราะการขอชี้แจงเป็นหนังสือไม่ใช่การสละสิทธิที่จะชี้แจงด้วยตัวเองอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่รับฟังและจะดำเนินการต่อ ว่าง่ายๆ คณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่ต้องเรียกมาชี้แจงก็ได้ถ้ายอมรับคำชี้แจงด้วยหนังสือ แต่ถ้าคณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่ยอมรับ หรือสงสัย หรือไม่เห็นด้วย ต้องเรียกมาให้ชี้แจงในประเด็นที่คณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่เห็นด้วยหรือสงสัย การไม่รับฟังคำชี้แจงทางเอกสารแล้วก็ไม่เรียกตัวมาชี้แจงเช่นนี้จึงมีปัญหาความชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางานปกครอง พ.ศ.2539 

นอกจากนี้ยังกำหนดให้รายงานของคณะกรรมการสอบสวนฯ เป็นรายงาน ‘ลับ’ ซึ่งปกติแล้วจะเป็นรายงานลับก็เพื่อคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหาและพยาน ในกรณีนี้ผู้ถูกกล่าวหาต้องการให้เปิดเผยเพื่อความเป็นธรรม แต่คณะกรรมการสอบสวนฯ กลับไม่มีการให้เปิดเผย จึงดูจะเป็นการคุ้มครองตัวกรรมการสอบสวนเองมากกว่าหรือไม่ว่าได้มีการกล่าวหาอย่างไม่สมเหตุสมผลอย่างไรบ้าง

[4. #ข้อเรียกร้องต่อท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข] เมื่อการกล่าวหาไม่สมเหตุสมผล สาธารณชนมีข้อสงสัย การดำเนินการไม่เป็นธรรมและถูกต้องตามกฎหมาย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขจึงไม่ควรรับเรื่องที่ชงขึ้นมา แต่ควรต้องดำเนินการดังต่อไปนี้

(1) ส่งเรื่องกลับไปให้คณะกรรมการสอบสวนฯ ดำเนินการใหม่ให้ถูกต้องครบถ้วนและเป็นธรรม คือต้องให้คุณหมอสุภัทรได้แก้ข้อกล่าวหาอย่างเต็มที่

(2) ต้องให้กระบวนการสอบสวนเป็นไปโดยโปร่งใส โดยเปิดเผยรายงานการสอบสวน และให้สาธารณชนมีส่วนร่วมรับฟังได้ เว้นแต่เพียงในเรื่องที่กระทบต่อพยานเท่านั้นที่ปิดได้

การที่เรื่องนี้สาธารณชนจับตามองอย่างใกล้ชิด เป็นเพราะกระทรวงสาธารณสุขกำลังจะเล่นงานแพทย์ชนบทคนหนึ่งที่ช่วยเหลือคนกรุงเทพให้รอดจากโควิด เพราะการออกหน้าอนุมัติจัดซื้อชุดตรวจโควิด ที่ดำเนินการตามกรณีจำเป็นเร่งด่วนเพื่อช่วยชีวิตประชาชนตามที่กระทรวงการคลังอนุญาตให้ดำเนินการไปก่อนได้ ชุดตรวจโควิดที่อนุมัติจัดซื้อก็ถูกกว่าราคาตลาดถึง 120 บาท แล้ววงเงินทั้งหมดก็ไม่ถึง 10 ล้านบาท เมื่อเทียบกับหน่วยราชการอื่นที่จัดซื้อสิ่งของต่างๆ แพงกว่าราคาตลาด หรือทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรงจริงๆ เป็นร้อยล้านพันล้านบาท แต่กลับไม่มีการดำเนินการใดๆ

การดำเนินการให้ออกจากราชการโดยไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรมเช่นนี้ นอกจากจะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ยังจะเป็นการทำลายกำลังใจข้าราชการผู้ซื่อสัตย์สุจริตที่อุทิศตัวให้ประชาชนที่ยังมีอยู่ทั่วประเทศ และเชื่อได้ว่าไม่มีทางที่สังคม โดยเฉพาะคนกรุงเทพที่ได้รับการช่วยชีวิตจากคุณหมอสุภัทรและแพทย์ชนบท จะยอมรับได้  ผมจึงหวังว่าเมื่อเรื่องนี้มาถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแล้ว ท่านจะได้แก้ไขเรื่องนี้ให้ถูกต้องครับ

‘แม่ทัพภาค 2’ รับมอบโดรน-แอนตี้โดรน ค่ากว่า 60 ลบ. จากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เสริมศักยภาพป้องกันชายแดน

แม่ทัพภาค 2 รับมอบโดรนและแอนตี้โดรนจากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน มูลค่ากว่า 60 ล้านบาท เสริมศักยภาพภารกิจป้องกันชายแดนไทย-กัมพูชา

(25 ส.ค 68) เวลา 11.00 น. ณ ห้องรับรอง 211 กองบัญชาการกองทัพบก พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้แทนกองทัพบก พร้อมด้วยคณะผู้บังคับบัญชาของกองทัพบก รับมอบระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ จำนวน 15 ชุด มูลค่า 32,100,000 บาท, อากาศยานไร้คนขับ สำหรับสำรวจและบรรทุกสัมภาระจำนวน 41 ชุด มูลค่า 14,477,100 บาท และอากาศยานไร้คนขับสำหรับลาดตระเวน 20 ชุด มูลค่า 13,910,000 บาท จากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน รวมมูลค่า 60,487,100 บาท โดยมี อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน พร้อมด้วย นายสุรวิชช์ วีรวรรณ รองประธานมูลนิธิฯ และ อ.คมสัน โพธิ์คง นักวิชาการด้านกฎหมายมูลนิธิ ฯ เป็นผู้แทนมอบ ซึ่งเป็นเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากพี่น้องประชาชน ร่วมสมทบทุนในโครงการผลิตโดรนชนิดพิเศษต่างๆ ผ่านมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เพื่อลดการสูญเสียของทหารหาญในการลาดตระเวน และเพิ่มแสนยานุภาพโจมตีและป้องกันตัว จากการรุกล้ำพื้นที่ผืนแผ่นดินไทย ซึ่งทางมูลนิธิฯได้ดำเนินกาาจัดหาโดรนและแอนตี้โดรนมาอย่างต่อเนื่อง จากพลังน้ำใจของคนไทยที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการปกป้องอธิปไตยของชาติ รวมเป็นเงินกว่า 93 ล้านบาท

นอกจากนี้ นายจิตตนาถ ลิ้มทองกุล ผู้แทนนายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้มอบหลวงปู่ทวดจากห้องพระบ้านพระอาทิตย์ รวมทั้งมอบพระนารายณ์ทรงสุบรรณ รุ่นพิทักษ์แผ่นดิน ซึ่งทางคุณสนธิและคุณจิตตนาถได้ร่วมจัดสร้างขึ้น เพื่อมอบให้พี่น้องคนไทยที่ร่วมบริจาคเงินสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 และ ทางคณะ อ.ปานเทพ ได้มอบยาดมศรีเทพ จำนวน 2,500 หลอด มูลค่า 100,000 บาท ตลอดจนภาคเอกชนต่างๆ ร่วมสนับสนุน อาทิ สายรัดห้ามเลือด (ทูนิเก้) จำนวน 183 ชิ้น ผ้าใบขนาดใหญ่ 20 ผืน แป้งดินสอพองสูตรเย็น 400 ซอง และยาหม่องน้ำมันเขียวจากกลุ่มจงรักษ์แผ่นดิน,มอบเสื้อยืดคอกลม 250 ตัว จากบริษัท โบลิน ยูนิฟอร์ม จำกัด, เต็นท์ขนาดใหญ่ จากนายสุธรรม - นางกุลฤดี จันทร์แจ่มจรัส ,มอบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำดื่ม ปลากระป๋อง ถุงยังชีพ จากสมาคมรามัญญะรัฎฐะ จ.สมุทรสาคร เป็นต้น

ในโอกาสนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวขอบคุณ อ.ปานเทพและมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน รวมทั้งพี่น้องประขาชนคนไทยที่เสียสละระดมทุนในการจัดหาอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อใช้ในการลาดตระเวนตามแนวชายแดน ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยเหลือทหารในพื้นที่ ให้มีความปลอดภัย ในการป้องกันการรุกล้ำอธิปไตย พร้อมให้ความสำคัญและส่งเสริมการจัดหาสิ่งอุปกรณ์ซอฟต์แวร์เหล่านี้จากฝีมือคนไทย ทั้งนี้จะรีบนำไปมอบให้กองกำลังสุรนารี ดำเนินการวางแผนแจกจ่ายการใช้งานตามเหมาะสม และขอยืนยันว่ากองทัพภาคที่ 2 จะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาเหมือนเดิม และไม่ประมาทในการทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เนื่องจากเหตุการณ์ในปัจจุบันยังต้องเฝ้าระวังอยู่ทั้งสองฝ่าย ในห้วงก่อนการเจรจาตามขั้นตอนต่อไป

‘ก๊อกเต๊ก’ สะพานสูงสุดในเมียนมา ถูกระเบิดท่ามกลางความขัดแย้ง โฆษกทหารโทษเป็นฝีมือกองกำลัง TNLA แต่ถูกโต้กลับว่าไม่จริง

(25 ส.ค. 68) สะพานก๊อกเต๊ก (Gokteik) สะพานรถไฟสูงสุดในเมียนมาและครั้งหนึ่งเคยสูงที่สุดในโลก ถูกทำลายในเหตุปะทะความรุนแรงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยทั้งรัฐบาลทหารและกลุ่มกองกำลังต่อต้าน ต่างกล่าวโทษซึ่งกันและกัน

โฆษกสภาทหาร ซอ มิน ตุน (Zaw Min Tun) ระบุว่ากลุ่มกบฏ รวมถึงกองกำลังปลดปล่อยชาติพันธุ์ตอง (TNLA) และกลุ่มป้องกันประชาชน เป็นผู้วางระเบิดและทำลายสะพานดังกล่าว ขณะที่โฆษก TNLA ปฏิเสธข้อกล่าวหาและระบุว่ากองทัพเมียนมาเป็นฝ่ายระเบิดสะพานโดยไม่ตั้งใจขณะโจมตีฐานของพวกเขาด้วยโดรน

สำหรับ สะพานก๊อกเต๊กสร้างขึ้นโดยจักรวรรดิอังกฤษในช่วงปี ค.ศ. 1899–1900 มีความยาว 689 เมตร และความสูงจากพื้นดิน 102 เมตร ตั้งอยู่ระหว่างเขตนองเกียว (Nawnghkio) และจ๊อกแม้ (Kyaukme) ของรัฐฉานตอนเหนือของเมียนมา เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟ มัณฑะเลย์–ล่าเสี้ยว และถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ โดยคลิปวิดีโอและภาพถ่ายบนโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นสะพานเกิดพังเสียหายบางส่วน

ทั้งนี้ ความรุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการเตรียมเลือกตั้งเดือนธันวาคมของรัฐบาลทหาร ซึ่งถูกคณะผู้ตรวจสอบระหว่างประเทศวิพากษ์วิจารณ์และถูกกลุ่มฝ่ายค้านคว่ำบาตร นักวิเคราะห์คาดว่ากลุ่มกบฏอาจใช้โอกาสนี้โจมตีรอบการเลือกตั้งเพื่อแสดงจุดยืนคัดค้าน

รัสเซียปัดตก!! ไม่รับลายเซ็นลงนามสันติภาพยูเครน เพราะสถานะผู้นำ ‘เซเลนสกี’ ไม่ถูกยอมรับทางกฎหมาย

(25 ส.ค. 68) รัสเซียออกมาโจมตีสถานะของประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน โดย เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavrov) รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว NBC ว่าเครมลินจะไม่ยอมรับการลงนามในเอกสารสันติภาพใดๆ หากมีลายเซ็นของเซเลนสกี เนื่องจากเขา “ไม่มีสถานะทางกฎหมายที่ชอบธรรม”

ลาฟรอฟระบุว่า แม้เซเลนสกีจะเป็น “หัวหน้าระบอบการปกครองโดยพฤตินัย” แต่ไม่ถือว่าเป็นผู้นำที่ชอบธรรมตามกฎหมาย พร้อมวิจารณ์ว่าเขาเพียง “แสร้งทำตัวเป็นผู้นำ” และย้ำว่าการประชุมระหว่างเซเลนสกีกับวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ยังไม่พร้อมเกิดขึ้นจริง

ประเด็นดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่พยายามจัดประชุมสองฝ่ายระหว่างเซเลนสกีและปูตินเพื่อหาข้อยุติสงคราม แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณความคืบหน้า เนื่องจากรัสเซียยังคงยืนยันข้อเรียกร้องสูงสุด รวมถึงการยึดดินแดนจากยูเครน

ทั้งนี้ ยูเครนได้เลื่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ควรจะมีขึ้นในเดือนมีนาคม 2024 ออกไป เนื่องจากประเทศอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกตั้งแต่รัสเซียบุกเต็มรูปแบบเมื่อกุมภาพันธ์ 2022 ทำให้ตำแหน่งของเซเลนสกีถูกยืดอายุไปโดยอัตโนมัติ

รวบหนุ่มหัวหมอจัดฉากขับรถตกคลอง 4 คันในเดือนเดียว ทำเนียนหวังเคลมประกัน พบมูลค่าเสียหายเกือบล้าน

กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ บก.ปอศ. แฉพฤติกรรมหนุ่มวัย 26 หัวหมอจัดฉากขับรถตกน้ำ 4 คันในเดือนเดียว หวังหลอกเคลมประกัน เสียหายเกือบ 1 ล้านบาท

(25 ส.ค. 68) เพจ "กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ บก.ปอศ." โพสต์แฉวีรกรรมหนุ่มหัวใสจัดฉากเคลมประกัน เดือนเดียวขับรถตกน้ำ 4 คันรวด โดยทางเพจรายงานว่า "ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.4 บก.ปอศ. รวบหนุ่มวัย 26 จัดฉากขับรถตกน้ำ 4 คันรวด หวังเคลมประกัน เสียหายเกือบ 1 ล้านบาท!

เบื้องต้นพบว่ากลุ่มนี้มีการทำเป็นขบวนการสุดแนบเนียน โดยนายอนุชา ฯ เช่าซื้อรถ 4 คันในเดือนเดียว แล้วสร้างสถานการณ์ให้รถตกคลองใน 3 จังหวัด ทั้ง นครปฐม ราชบุรี และกาญจนบุรี เรียกเงินประกันจากหลายบริษัท บางรายหลงเชื่อโอนให้แล้วกว่า 9 แสน!

จากการสืบสวนพบเส้นทางเงินโอนเข้าญาติ – บางส่วนถอนเป็นเงินสด ส่วนรถที่อ้างว่าตกน้ำ กลับไม่ยอมให้นำมาตรวจพิสูจน์ นอกจากนี้ยังพบผู้ขับบางคนขับตกน้ำถึง 2 ครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ สุดท้ายถูกรวบตัวได้ที่บ้านพักใน อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ผู้ต้องหาภาคเสธอ้างแค่ขายรถแล้วไม่รู้ว่าถูกนำไปใช้ตกน้ำ"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top