Monday, 27 July 2026
Hard News Team

มติเอกฉันท์ 120 เสียงในสภากัมพูชา เห็นชอบ!! แก้กฎหมาย ‘ถอนสัญชาติ’ คนไม่จงรักภักดีต่อชาติ

(27 ส.ค. 68) รัฐสภากัมพูชาเมื่อวันจันทร์ (25 ส.ค.) มีมติเป็นเอกฉันท์ 120 เสียง เห็นชอบร่างแก้ไขกฎหมายสัญชาติ ให้อำนาจรัฐบาลเพิกถอนสัญชาติจากผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าสมคบกับต่างชาติทำร้ายผลประโยชน์ของประเทศ โดยกฎหมายฉบับนี้ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของรัฐบาลนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ในการควบคุมฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองและผู้เห็นต่าง

ก่อนการลงมติ องค์กรพัฒนาเอกชนกัมพูชากว่า 50 แห่งออกแถลงการณ์คัดค้าน โดยระบุว่ากฎหมายมีถ้อยคำที่คลุมเครือ อาจส่งผลร้ายแรงต่อเสรีภาพในการแสดงออก พร้อมเตือนว่า “หากถูกเพิกถอนสัญชาติ ก็เท่ากับสูญเสียสิทธิขั้นพื้นฐานทุกอย่างในบ้านเกิด”

ทางด้านซอร์ ซกคา (Sar Sokha) รัฐมนตรีมหาดไทยกัมพูชา ชี้แจงต่อสภาว่ากฎหมายใหม่นี้มีความจำเป็นต่อการปลุกจิตสำนึกรักชาติ โดยกล่าวหาว่ามีกลุ่มเล็กๆ ของชาวกัมพูชาแสดงพฤติกรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคง และควรถูกตัดสิทธิความเป็นพลเมือง พร้อมเชื่อมโยงกับความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ กฎหมายยังต้องผ่านวุฒิสภาและได้รับความเห็นชอบจากพระมหากษัตริย์นโรดม สีหมุนี ซึ่งโดยปกติมักเป็นเพียงพิธีการ หากประกาศใช้จริงกฎหมายจะครอบคลุมถึงผู้ถือสองสัญชาติและผู้ได้รับสัญชาติกัมพูชาภายหลัง ซึ่งหลายฝ่ายกังวลว่าจะกระทบโดยตรงต่อฝ่ายการเมืองฝ่ายค้านและนักวิจารณ์รัฐบาลในอนาคต

รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ รับรางวัล 'วันรางวัลคุณภาพกองทัพเรือ NQA Day (Navy Quality Award Day)' ประจำปี งป.68 

เมื่อวานนี้ (26 ส.ค.68) พล.ร.ต.พัฒนชัย เฉลิมวรรณ์ ผู้อำนวยการ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ และ น.อ.หญิง เพ็ญนภา ไสยสมบัติ หัวหน้าสำนักงานวิจัยและการจัดการความรู้ รพ.ฯ นำบุคลากร รพ.ฯ เข้ารับรางวัลในงาน “วันรางวัลคุณภาพกองทัพเรือ NQA Day (Navy Quality Award Day)” ประจำปี งป.68 ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ กรุงเทพฯ

ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัล ประกอบด้วย รางวัลการจัดการความรู้ของ ทร. ระดับบูรณาการดีเลิศ เรื่อง good home & good health model โดย น.อ.หญิง สมปรารถนา คำผ่องศรี และคณะฯ รางวัลยกย่องเกียรติคุณนักวิจัยของ ทร. ประจำปี งป.68 ผลงานด้านสิ่งประดิษฐ์ ได้รับรางวัลชมเชย จำนวน 2ผลงาน ได้แก่ การเก็บหัวเข็มอินซูลิน ชนิดปากกา เป็นเรื่องง่ายด้วย นวัตกรรม (One Hand Remove Penfill) โดย น.ท.หญิง อาทิตยา สุระการณ์ และว่าที่ ร.ต.หญิง เกศินี สีที ม่านละอองน้ำป้องกันโรคลมร้อน (Curtain Sprayer For Prevent Heat Stoke) โดย ว่าที่ น.อ.เรวัติ ทับแสง และ น.ต.หญิง วรันธร พรมสนธิ์

ผลงานด้านหลักการ ได้รับรางวัลชมเชย จำนวน 3 ผลงาน ได้แก่ การติดตามภาวะสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ ผ่านนวัตกรรมแอปพลิเคชัน Line OA “คุณแม่เบาหวาน By SRK” โดย น.อ.หญิง รุจิเรข ธรรมเจริญ และ น.ต.หญิง ธนิกานต์ โมรา

การบันทึกและติดตามการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ ผ่านแอปพลิเคชัน Line OA (Fetal Count Kick Line OA) โดย น.ท.หญิง อนุสรา คงทน และ ร.ท.หญิง อมรรัตน์ ฤทธิไกรวรกุล

การรับเวรส่งเวรออนไลน์อย่างครอบคลุม และเป็นระบบ (Happy Lean in ISBAR and Organ system) โดย น.ต.หญิง วรันธร พรมสนธิ์ และ ว่าที่ ร.ท.หญิง สุภาพร ครุฑดำ

พล.ร.ต.พัฒนชัย เฉลิมวรรณ์ ผู้อำนวยการ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ และคณะ ได้ร่วมแสดงความชื่นชมและยินดีกับผู้ได้รับรางวัล ในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย

27 สิงหาคม พ.ศ. 2378 ‘หมอบรัดเลย์’ สร้างตำนานผ่าตัดครั้งแรกในประเทศไทย กลายเป็นก้าวสำคัญของวงการแพทย์ในสมัยรัชกาลที่ ๓

แดน บีช แบรดลีย์ (Dan Beach Bradley) หรือ “หมอบรัดเลย์” มิชชันนารีชาวอเมริกัน ได้บันทึกเหตุการณ์สำคัญในสยาม เมื่อเขาทำการ “ผ่าตัดครั้งแรกในประเทศไทย” เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2378 โดยรักษาทาสชาวจีนชื่อ “ควง” ที่มีฝีขนาดใหญ่เหนือคิ้วซ้าย การผ่าตัดนี้เกิดขึ้นโดยไม่มียาสลบ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่และน่าหวาดหวั่นในสายตาชาวบ้านยุคนั้น

ฝีดังกล่าวมีขนาดใหญ่มาก กินพื้นที่หน้าผากและปูดออกมานานหลายปี หมอบรัดเลย์จึงตัดสินใจลงมือผ่าตัด โดยมีชาวบ้านจำนวนมากมุงดูด้วยความตื่นเต้นและกังวล เมื่อมีดกรีดลงไป เลือดทะลัก คนไข้ร้องลั่น แต่ทีมผู้ช่วยต้องช่วยกันยึดตัวเอาไว้เพื่อให้การผ่าตัดดำเนินต่อไป

แม้สถานการณ์เต็มไปด้วยแรงกดดัน แต่หมอบรัดเลย์ใช้เวลาราว 4–5 นาทีในการผ่าฝีออกสำเร็จ และเย็บปิดแผลเรียบร้อย ท่ามกลางเสียงโล่งใจและการชื่นชมจากผู้คนที่ได้เห็นเหตุการณ์ตรงหน้า คนไข้รายนั้นยังนำก้อนฝีที่ถูกตัดออกกลับไปเก็บไว้เป็นที่ระลึก

สำหรับเหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 3 นับเป็นก้าวแรกของการแพทย์สมัยใหม่ในไทย ก่อนที่ยาสลบอีเทอร์จะถูกนำมาใช้จริงในอีก 13 ปีต่อมา และเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ชื่อ “หมอบรัดเลย์” กลายเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การแพทย์ไทย

จำคุกตลอดชีวิต ‘ณัฐสุต - พรชัย - วีรยุทธ’ แนวร่วมม็อบสามนิ้ว คดีปาระเบิดหน้าจามจุรีสแควร์ ก่อนลดเหลือ 33 ปี 4 เดือน

(26 ส.ค. 68) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีของ นายณัฐสุต ศิริอัฐ, นายพรชัย ประกาพวง และ นายวีรยุทธ สัมฤทธิ์เรืองศรี แนวร่วมม็อบ 3 นิ้ว ในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน, ร่วมกันทำให้เกิดระเบิด และครอบครองวัตถุระเบิด ในคดีปาระเบิดปิงปองใส่ชุดควบคุมฝูงชนกำลังเดินบนถนนหน้าจามจุรีสแควร์ ย่านสามย่าน เพื่อเข้าควบคุมพื้นที่ในระหว่างการชุมนุมม็อบ 16 มกราคม 2564

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ณัฐสุต จำเลยที่ 1 ส่วนพรชัยและวีรยุทธ จำคุกคนละ 1 ปี 16 เดือน ปรับอีกคนละ 500 บาท

อย่างไรก็ตามศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว ได้มีคำพิพากษากลับ โดยเห็นว่าจำเลยที่ 1 แบ่งงานกันทำกับพวกอีก 2 คน พยานหลักฐานของโจทก์มีความมั่นคงว่าจำเลยร่วมกันกระทำความผิด ส่วนจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เห็นว่ามีผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ ระเบิดมีอานุภาพทำลายสูง และการที่จำเลยทั้งสองขับรถวนขึ้นไปบนสะพานก่อนและขับรถย้อนลงมาเพื่อปาระเบิด เป็นการเจตนาเล็งเห็นผลว่า เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน และประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงจะได้รับอันตรายถึงชีวิตได้ แต่ไม่บรรลุผล เนื่องจากผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บทางกาย ไม่ตายตามเจตนา จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่า ความผิดของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมตามความผิด

พิพากษาลงโทษข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน จำคุกตลอดชีวิต และข้อหาพกอาวุธไปในเมือง ปรับ 1,000 บาท ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือ จำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา และคงปรับคนละ 666.66 บาท

โดยศาลอาญากรุงเทพใต้ มีคำสั่งให้ส่งคำร้องขอประกันตัวจำเลยทั้งสามราย ให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาคำสั่งประกัน โดยทั้งหมดจะถูกส่งตัวไปควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อรอฟังผลต่อไปอีก 2 - 3 วัน

‘ญี่ปุ่น’ เสนอกฎหมายจำกัดการใช้ ‘สมาร์ตโฟน’ เล่นได้ไม่เกินวันละ 2 ชม. เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ

(26 ส.ค. 68) ที่เมืองโทโยอาเกะ จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น ทางเทศบาลเมืองได้เสนอร่างข้อบัญญัติเพื่อควบคุมการใช้สมาร์ตโฟน โดยตั้งแนวทางไม่ให้ประชาชนใช้สมาร์ตโฟนเกินวันละ 2 ชั่วโมงในเวลาว่าง ไม่รวมช่วงเวลาที่ใช้เพื่อการเรียนหรือการทำงาน

ร่างข้อบัญญัตินี้ยังเน้นไปที่การดูแลเด็กและเยาวชน โดยแนะนำว่า นักเรียนประถมและเด็กเล็กไม่ควรใช้สมาร์ตโฟนหลังเวลา 21.00 น. ส่วนเด็กโตหรือระดับมัธยมขึ้นไปไม่ควรใช้หลังเวลา 22.00 น. เพื่อให้มีเวลาพักผ่อนอย่างเพียงพอ

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้ไม่ได้มีบทลงโทษทางกฎหมายหากประชาชนฝ่าฝืน โดยเน้นเป็นเพียงแนวทางปฏิบัติ เพื่อสร้างความตระหนักถึงผลเสียของการใช้สมาร์ตโฟนเกินความจำเป็น

นายกเทศมนตรี มาซาฟุมิ โคกิ (Masafumi Koki) กล่าวต่อสภาเทศบาลว่า การจำกัดเวลา 2 ชั่วโมงเป็นเพียง “แนวทางแนะนำ” เท่านั้น จุดประสงค์หลักคือการส่งเสริมมาตรการป้องกันไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบทางร่างกาย และการใช้ชีวิตจากการใช้สมาร์ตโฟนมากเกินไป

กฟผ. เปิดขายซองประมูลสร้างโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ฯ โครงการเขื่อนศรีนครินทร์ 3 เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด

กฟผ. เร่งเดินหน้าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ 3  กำลังผลิต 280 เมกะวัตต์ (MWac) พร้อมเปิดขายซองประกวดราคาอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันนี้ถึง 26 กันยายน 2568 เชิญชวนผู้ประกอบการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดของประเทศ

วันที่ (26 ส.ค. 68) นายทิเดช เอี่ยมสาย รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน (รวพ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เผยว่า โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทุ่นลอยน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ 3 (SNR-PV3) จ.กาญจนบุรี ขนาดกำลังผลิต 280 เมกะวัตต์ (MWac) กำหนดไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ในปี 2571 เป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์สำคัญของ กฟผ. ในการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด โดยใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ติดตั้งบนทุ่นลอยน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อน เป็นการใช้โครงสร้างและอุปกรณ์หลักร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่มีอยู่เดิม ช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ทำให้ค่าไฟฟ้ามีราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังคำนึงถึงการเลือกใช้วัสดุเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และออกแบบการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ให้มีความลาดเอียงให้แสงส่องผ่านลงได้ ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศใต้น้ำ

โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ปี 2561-2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP2018 Revision 1) ซึ่งตั้งเป้าพัฒนากำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนบนผิวน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ทั่วประเทศ รวม 2,725 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด ใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า และสนับสนุนเป้าหมายประเทศสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2065 ผ่านกลไกการสนับสนุนการชดเชยและหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างเป็นรูปธรรม

ผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถซื้อเอกสารประกวดราคาได้ตั้งแต่วันนี้ - 26 กันยายน 2568 กำหนดเปิดซองประกวดราคาในวันที่ 16 ธันวาคม 2568 (สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสม) ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www4.egat.co.th/fprocurement/biddingeng/main/3791    

เม่นสองสี ขี้สองกอง พรรคสองเลว คนโบราณปักป้ายไว้ว่าเป็นอันตราย

(25 ส.ค. 68) สัตว์เดรัจฉานบางชนิด เช่น “เม่น” เวลาจะเข้าหากัน ก็มักจะกลัวอีกฝ่ายทิ่มแทง ไม่ต่างจาก “พรรคการเมืองทำลายชาติ” สองพรรค สองสี หากจำเป็นต้องแอบผสมพันธุ์กันเพื่อผลประโยชน์ ตัวหนึ่งก็ต้อง “แกล้งยอมเจ็บ” ในบางขณะ เพื่อแลกกับ “ชาติที่ไม่มีสถาบันกษัตริย์” ให้ระคายใจอีกต่อไป 

เพราะการจะขึ้นทำเนียบเป็น “นักการเมืองล้มระบอบเดิม” การบินเดี่ยวลุยพรรคเดียวมันยากจะปักธงเลว ต้องกอดคอกับประเภทที่ “ชั่วพอกัน” เท่านั้น 

เม่นสีแรก ริเริ่มเป็นปฐมบทแห่งความคิด “ล้มสถาบันกษัตริย์” จัดตั้งขบวนการมอมเมา “กลุ่มคนอิสานเขลา” ให้ “ปลดรูปในหลวงออกจากข้างฝา” เพื่อทำให้สถาบันดูอ่อนแอลง ตามต่อด้วยการเผาห้าง เผาศาลากลาง เผาเมือง มีประเด็นซุกหุ้น ถุงเงินสองล้าน สามหนาห้าห่วง ที่ดินรัชดา แก้กฎหมายเพื่อตนเอง โกงการจำนำข้าว หนีคดี และโกงการติดคุก เลยมาจนถึง “คำพูดขายชาติ” ของนายกไร้ประสบการณ์ ทั้งการเหยียดทหารไทย และอิงใจให้กับ “เขมรแดงแปรพักตร์” พฤติกรรมที่คนไทยได้รู้ได้เห็นจึงไม่ต่างจาก “ขี้” ที่ทั้งส่งกลิ่นเหม็นอบอวล และไร้ประโยชน์ต่อสังคมชาติ

เม่นอีกสี ก่อกำเนิดขึ้นมาด้วยความมักใหญ่ใฝ่สูง แฝงความอกตัญญูต่อแผ่นดินเป็นทุน มีความจงเกลียดจงชังสถาบันกษัตริย์ อยากได้ อยากมีอย่างเขา แต่ไม่ได้มีบุญมีบารมีเท่า จึงเดินหน้าปลุกปั่นให้ผู้คน “ชูสามนิ้ว” แสดงออกถึงการเป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบัน ส่งเสริมให้พากันกัดเซาะ ใส่ร้าย ให้สถาบันเป็นที่เกลียดชัง จนเด็ก ๆ ต้องโดนคดี 112 หมดอนาคตไปหลายคน ยังปกป้อง สส.หนีการเกณฑ์ทหาร ไม่กล้าแตะนักโทษชั้น 14 สนับสนุนคนพม่า ให้คุณค่าต่อ “ขแมร์” ไม่แคร์ไทยเสียดินแดน ยังด้อยค่าและดูแคลนน้ำใจของทหารไทย ทั้ง ๆ ที่เสียสละชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินแม่ เป็นฝ่ายค้านที่ไม่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล แต่กลับทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือรัฐบาลสารเลว สมคบคิดกันเพื่อผลประโยชน์ต่างตอบแทน 

เม่นสองสี ขี้สองกอง พรรคสองเลว จัดว่าเป็นอันตรายต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชนทุกคน จับตาดูให้ดี อย่าประมาทครับ..คนไทย 

"สารจากนักรบ" ความในใจ ‘หมวดป้อ - ธนาวุธ เวชสงเคราะห์’ ตท.61 ทหารนำ บุกยึดช่องอานม้า เจอโดรนเขมร ทิ้งระเบิดใส่ เจ็บ- ตาย เผยร้องไห้ทุกครั้ง เมื่อนึกถึงลูกน้อง ผู้เสียสละในสนามรบ

กองทัพไทย "สารจากนักรบ" เผยแพร่ ความในใจของ หมวดป้อ ร้อยตรี ธนาวุธ เวชสงเคราะห์ ผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองร้อยอาวุธเบา กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 16 นักเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 61 และนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 72 ว่า สมัยผมเป็นนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ผมเคยได้รับฟังคำสอนมากมาย สมัยเป็นนักเรียน แต่ตอนนั้นผมเองได้แค่ฟัง แต่ก็ยังไม่เคยเข้าใจ

จนวันหนึ่งที่ผมต้องพาลูกน้องตบเท้าเข้าสนามรบ ทำให้ผมนั้นได้เข้าใจอะไรหลายอย่าง อย่างลึกซึ้ง

ผมได้เข้าใจความหมายของคำว่า 'เสียสละ' ซึ่งมีค่ามากกว่าคำว่า 'หน้าที่' เมื่อเราต้องไปเผชิญความเหนื่อยยากลำบาก หรือภัยอันตราย ที่ทั้งรู้ว่าอาจจะเกิดการสูญเสียหรือทุพพลภาพ เราสามารถตัดสินใจได้ว่า เราจะไปหรือไม่ไป เราสามารถละทิ้งหน้าที่ได้ด้วยการหนีหรือถอยหลังกลับแต่เมื่อเราตัดสินใจที่จะไปนั่นคือ 'เสียสละ'

คำว่า 'กล้าหาญ' คือการตัดสินใจไม่ใช่ผลการปฏิบัติ เพราะเมื่อประเมินสถานการณ์แล้วรู้ว่าเรากำลังจะไปตายหรือสูญเสีย แต่เราก็ยังคงจะไปไม่ว่าผลการปฏิบัติจะเป็นอย่างไร ตอนนั้นคุณคือคนที่กล้าหาญ

ความอุ่นใจเกิดขึ้นเมื่อในสนามรบไม่มีเราคนเดียว แต่มีกำลังพล นายสิบ น้องพลทหาร ที่อยู่เคียงข้างดังนั้นเราต้องรักเขาเหมือนที่เรารักชีวิตตัวเอง

เราเป็นผู้นำ ในตำแหน่งได้ แต่ลูกน้องจะตามหรือไม่ ตามเรานั้นมันอยู่ที่ "ความเชื่อมั่น"

ดังนั้นความเป็นผู้นำมีความหมายและจิตวิญญาณที่ลึกซึ้ง เหมือนที่พี่บุ๊ค บอก (ร้อยตรี เกียรติวงศ์ สถาวร) ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ จนได้สูญเสียขาจากการเหยียบกับระเบิดเพื่อเจาะทางในการยึดพื้นที่บริเวณปราสาทตาควาย" ถ้าเราไม่เข้า ลูกน้องก็ไม่ตาม ถ้าลูกน้องไม่ตามภารกิจก็ไม่สำเร็จ

"แต่ความจริงแล้ว แม้เราจะเข้าแต่ลูกน้องก็เลือกได้ ที่จะไม่ตามเรา แต่ที่ลูกน้องเขาตามเรา เพราะเขาเชื่อมั่นในตัวของผู้นำ"

เมื่อเราตัดสินใจตบเท้าออกจากบังเกอร์หรือที่มั่น หรือผ่านแนวลวดหนามฝ่ายเราออกไป เข้าในพื้นที่ที่ต้องต่อสู้กับ อริราชศัตรู เราได้ทำใจ และเตรียมตัวที่จะตายไปแล้ว 100% ถ้าพิการ หรือรอดกลับมาคือ กำไรและความโชคดี

เหรียญเชิดชูเกียรติ และเหรียญกล้าหาญ จริง ๆ แล้วไม่ได้มีค่า กับคนที่เสียชีวิตไปแล้ว เพราะเขาคงไม่รับรู้ แต่มีค่ากับคนที่สูญเสียอวัยวะร่างกาย และครอบครัวของผู้เสียชีวิตทุกครั้งที่เศร้าหรือเสียใจ อย่างน้อยเมื่อมองย้อนมามันคือ เครื่องเตือนใจว่าการจากไปหรือความสูญนี้เพื่อประเทศชาติ ซึ่งเต็มไปด้วยความกล้าหาญ และเสียสละ ความทุกข์ความเศร้านั้น ก็จะเบาบางลง

คนที่ออกไปรบจริง ๆ ผมเชื่อว่าจะคิดเหมือนผมทุกคนนะครับ ไม่อยากได้เงิน 10 ล้านหรือเหรียญกล้าหาญอะไรหรอก ขอแค่เราไปทำภารกิจเพื่อประเทศชาติให้สำเร็จ และรอดปลอดภัยกลับมาหาครอบครัวมีค่ามากกว่า

เพราะผมรอดจากเหตุการณ์ปะทะที่ช่องอานม้า คืนวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ก่อนจะยุติการยิงเหมือนผมได้มีชีวิตใหม่ ผมจึงมองว่าสิ่งอื่น ๆ เป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย

วันที่ ผมกับลูกน้องตัดสินใจจะปฏิบัติหน้าที่ร่วมกัน ผมไม่เคยคิดที่จะไปฆ่าหรือตัดหัวใคร ผมคิดแค่เพียงว่าผมมาทำหน้าที่ ทหารกัมพูชาบางคนเขาก็มีครอบครัว เขาก็ไม่ได้อยากให้เกิดสงคราม แต่เขาก็ต้องทำตามคำสั่งผู้นำ และทำเพื่อประเทศชาติของเขา และทำตามสิ่งที่เขาเชื่อ

'ความสามัคคี' คือหัวใจสำคัญของ 'ชัยชนะ' ในการรบปัจจุบันนั้นเราต้องปฏิบัติการทางการเมืองตั้งแต่ระดับรัฐบาล ทางการทหาร การข่าว หรือสิ่งต่าง ๆ ควบคู่กัน ความรักความสามัคคีจึงเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จ ดังนั้นเราต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน การปฏิบัติที่สอดคล้องกัน และไปในทิศทางเดียวกันนั่นคือ 'ความสามัคคี'

ผมขอขอบคุณ คนไทยทุกคนที่เป็นแนวหลังที่ส่งกำลังใจให้ทหารไทยพร้อมทั้งช่วยเหลือหรือสนับสนุนทุกสิ่งทุกอย่างในการปฏิบัติหน้าที่ มันคือความสามัคคีและเสียสละที่มีค่ามากกว่าสิ่งใด

การรบย่อม มีการสูญเสีย ไม่ว่าจะมากหรือน้อย เป็นสิ่งที่ทหารทุกคนรับรู้และเข้าใจ แต่ขอให้การสูญเสียนั้นไม่สูญเปล่า ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ส่วนตนของผู้หนึ่งผู้ใด เป็นการสูญเสียเพื่อประเทศชาติและอธิปไตยย่อมเป็นการสูญเสียที่มีคุณค่า สมเกียรติและภาคภูมิใจอย่างสูงสุดของทหาร

“เมื่ออยู่ในสนามรบ ไม่ว่าจะยศอะไร ก็หนึ่งชีวิตเท่ากัน” ทุกชีวิตนั้นมีคุณค่าเพราะทุกคนมีเลือดเนื้อ มีร่างกายและจิตใจและคนที่รักรออยู่ พลทหาร นายสิบ นายร้อย เราฝากชีวิตไว้ด้วยกัน ในการสู้รบเราหวังให้ประเทศชาติสงบสุข รักษาไว้ซึ่งอธิปไตยได้แผ่นดินที่เคยเป็นของเรานั้น คืนมาปราศจากการรุกราน ดูถูกเอาเปรียบ หรือกลั่นแกล้งคนไทย

"แผ่นดิน" คือบ้านหลังใหญ่ที่มีคนไทยอาศัยอยู่ เรามีเกียรติ เรามีศักดิ์ศรี และเราจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกรังแกหรือเหยียดหยาม

คำว่า "เอกราช" คือความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคน ดังนั้นการที่ทหารได้ตบเท้าเข้าสนามรบคือเกียรติอย่างสูงสุด

ผมตัดสินใจให้ทุกอย่างกับ ประเทศชาติ และอาชีพที่ผมรัก แม้กระทั่งชีวิต ผมให้อะไรไปมากกว่านี้ ไม่ได้อีกแล้ว

ผมเสียใจที่ผมพาลูกน้องเข้าไป กลับเป็นผมเองที่รอดกลับมา ผมเสียใจ และร้องไห้ทุกครั้งที่นึกถึงรอยยิ้ม คำพูด ความรักของลูกน้องที่มีต่อผม ทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกเหตุการณ์ ทุกความทรงจำ ทุกความรู้สึก ผมจะจดจำมันไปตลอดชีวิตรับราชการ

ผมหวังว่าบทความนี้จะแทนคำขอบคุณและมีประโยชน์ต่อผู้ที่อ่าน และเป็นการสดุดีแก่ผู้ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ทุกคน ขอบพระคุณครับ

‘ทรัมป์’ สั่งไล่ ‘ลิซ่า คุก’ พ้นตำแหน่งผู้ว่าการ FED กล่าวหาฉ้อโกง!! ปมขอสินเชื่อบ้าน…ก่อนเข้ารับตำแหน่ง

(26 ส.ค. 68) ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าเขาจะไล่ ลิซ่า คุก (Lisa Cook) ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Federal Reserve) ออกจากตำแหน่งทันที นับเป็นการยกระดับความขัดแย้งระหว่างทรัมป์กับธนาคารกลางอย่างรุนแรง โดยอ้างเหตุผลว่าเธอให้ข้อมูลเท็จในเอกสารขอสินเชื่อบ้าน

ด้าน ลิซ่า คุก ตอบโต้ทันทีว่า ทรัมป์ไม่มีอำนาจไล่เธอออก และเธอจะไม่ลาออก พร้อมยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพื่อช่วยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ขณะที่ทนายของเธอกล่าวว่าจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อช่วยลิซ่าคุก

การไล่ออกผู้ว่าการ FED ถือเป็นเรื่องไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเกิดขึ้นในช่วงที่ทรัมป์กดดัน เจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) ประธานธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา เรื่องอัตราดอกเบี้ย โดยคุกเป็นหนึ่งใน 7 สมาชิกบอร์ดผู้ว่าการ FED และร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการ 12 คนที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ซึ่งเธอได้รับการแต่งตั้งโดยอดีตประธานาธิบดี โจ ไบเดน ในปี 2022 และเป็นผู้หญิงผิวสีคนแรกในตำแหน่งนี้

สำหรับข้อกล่าวหามาจากพันธมิตรของทรัมป์ ชื่อว่า บิล พัลเต้ (Bill Pulte) ซึ่งระบุว่าคุกให้ข้อมูลผิดเกี่ยวกับที่พักอาศัยหลัก จำนวน 2 แห่งในปี 2021 ก่อนเข้าร่วม FED โดยยังไม่ชัดเจนว่ามีการสืบสวนเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่งคุกกล่าวว่าเธอเพิ่งได้รับทราบข้อกล่าวหาจากสื่อ และกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง

ความพยายามไล่คุกอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่าง ทำเนียบขาว และ FED ซึ่งธนาคารกลางมีสถานะอิสระมาตั้งแต่ปี 1951 นักลงทุนจับตาว่าหากทรัมป์ทำสำเร็จในการไล่คุกออก อาจมีผลต่อโครงสร้างและนโยบาย FED รวมถึงความเชื่อมั่นของตลาดต่อการลงทุนในสหรัฐ

พังงา- ฉก.ปค. “เอราวัณ”เปิดปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด "No Drugs No Dealers"ยึดของกลางยาบ้า1มัด2000เม็ด พร้อมยาไอซ์อุปกรณ์อีกจำนวนหนึ่ง

(26 ส.ค. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายใต้การอำนวยการของ นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายบัญชา ธนูอินทร์ รองผวจ.  นายบุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รองผวจ.พังงา นายจักรกฤษณ์ ฝั่งชลจิตร์ ปลัดจังหวัดพังงา และนายศุภฤกษ์ เกตุสุรินทร์ ป้องกันจังหวัดพังงา ได้มอบหมายให้นายอัจฉริยะ เพียรทอง หน.ชป.พิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดพังงา และ นายอภิเชษฐ์ ไพฑูลย์ ปลัดอำเภอเมืองพังงา นำสมาชิก อส. สังกัด ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดพังงา และสมาชิก อส. กองร้อย อส.อ.เมืองพังงา ขานรับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดปฏิบัติการ "No Drugs No Dealers" กวาดล้างยาเสพติด เพื่อมุ่งสร้างชุมชนปลอดยาเสพติดอย่างจริง ดังนี้

ด้วยชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดพังงา ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่า ในพื้นที่ ม.๕ ต.บางเตย อ.เมืองพังงา จ.พังงา มีขนำไม้หลังหนึ่งในช่วงเวลาพลบค่ำถึงรุ่งเช้า มักจะมีกลุ่มคนที่มีลักษณะคล้ายกับผู้เสพยาเสพติดขับรถเช้าและออกจากขนำหลังดังกล่าวอยู่ตลอดเวลา จนทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นเกิดความเดือดร้อนรำคาญ และไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จึงขอให้ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดพังงาลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

จากนั้นชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดพังงา ได้เดินทางถึงเป้าหมายพบว่า เป็นขนำไม้ปลูกอยู่ในพื้นที่ด้านหลังของบ้านหลังหนึ่ง จากการสังเกต จนท. มองเห็นบริเวณขนำหลังดังกล่าวมีคนอยู่กันประมาณ ๓-๔ คน จนท. จึงได้เข้าแสดงตัวว่า เป็น จนท.ฝ่ายปกครอง เมื่อบุคคลที่อยู่ในขนำที่เกิดเหตุเห็น จนท. ก็ทำการวิ่งหนีกันอย่างชุลมุน แต่สุดท้าย จนท. ก็สามารถตามไปควบคุมตัวไว้ได้ทั้งหมด โดยสามารถจับกุมตัว

๑.นายจิ๊บ (สงวนนามสกุล) อายุประมาณ ๓๗ ปี ชาว จ.พังงา พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน ๑๙ เม็ด โดยกล่าวหาว่ามียาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต เสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) โดยไม่ได้รับอนุญาติ 
๒. นายชัยยุทร (สงวนนามสกุล) อายุ ๔๖ ปี ชาว ต.บางเตย พร้อมของกลาง
ยาบ้าจำนวน ๒,๐๒๐ เม็ด
ยาไอซ์ น้ำหนักรวมถุง ๑.๓ กรัม
ไฟแช็กดัดแปลง (ไฟลอย) จำนวน ๓ อัน

โดยกล่าวหาว่า 
จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ โดยเป็นการกระทำเพื่อการค้า โดยผิดกฎหมาย มียาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) ไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต เสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ เมทแอมเฟตามีน (ยาบ้า) โดยไม่ได้รับอนุญาติ นอกจากการจับกุมผู้ถูกจับกุมทั้ง ๒ รายแล้ว ภายในขนำหลังเกิดเหตุ จนท.ฝ่ายปกครองยังพบผู้เสพยาเสพติดที่กำลังมั่วสุมเสพยาเสพติดจำนวน ๓ ราย อายุตั้งแต่ ๒๔ -๕๔ ปี จนท. จึงนำตัวผู้เสพยาเสพติดทั้งหมดมาทำประวัติและนำเข้าสู่กระบวนการบำบัด บสต. และได้นำตัวผู้ถูกจับกุม ๒ ราย พร้อมของกลางและเอกสารต่างๆ ส่งให้ พนง.สอบสวน สภ.เมืองพังงา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ภาพข่าว

นายพงษ์ศักดิ์ ประทีป /โกอู๋@ผู้สื่อข่าวจังหวัดพังงา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top