‘ใบตองแห้ง’ ชี้ แม่ทัพภาค 2 ไม่ควรเผยไต๋ว่า เตรียมแผน วางแผน เข้ายึดพื้นที่พิพาทชายแดนกัมพูชา
‘ใบตองแห้ง’ ชี้ แม่ทัพภาค 2 ไม่ควรเผยไต๋ว่า เตรียมแผน วางแผน เข้ายึดพื้นที่พิพาทชายแดนกัมพูชา
‘ใบตองแห้ง’ ชี้ แม่ทัพภาค 2 ไม่ควรเผยไต๋ว่า เตรียมแผน วางแผน เข้ายึดพื้นที่พิพาทชายแดนกัมพูชา
นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความและภาพ ผ่านเฟซบุ๊ก ‘เศรษฐา ทวีสิน - Srettha Thavisin’ ว่า โรงงานพรีคาสท์ที่เดิมเริ่มต้นจากการผลิตชิ้นส่วนของที่อยู่อาศัย วันนี้ได้หันมาผลิต 'บังเกอร์' เพื่อเป็นที่หลบภัยในยามที่มีสถานการณ์ไม่ปลอดภัย ผมมาตรวจความเรียบร้อยก่อนส่งมอบบังเกอร์เพิ่มอีก 20 ลูก ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา หลังจากก่อนหน้านี้เราส่งไปแล้ว 30 ลูก บังเกอร์ทั้งหมดนี้น่าจะช่วยรองรับได้หลายร้อยชีวิตเลยครับ
โรงงานนี้เป็นของแสนสิริ มีกำลังการผลิตได้กว่าปีละล้านตารางเมตร การแบ่งเวลามาสร้างบังเกอร์เหล่านี้จริง ๆ ก็ไม่ได้กระทบอะไรใหญ่โต แต่สิ่งที่เราได้กลับมา มันมากกว่าคอนกรีตแน่นอนครับ
นี่ไม่ใช่แค่สิ่งปลูกสร้าง แต่คือ “เกราะกำบังแห่งความอุ่นใจ” ที่ช่วยให้พ่อแม่ ลูกหลาน และทุกคนในชุมชน มั่นใจได้ว่ามีที่พึ่ง มีที่หลบภัย ไม่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนเพียงลำพัง
ผมเชื่อว่า ความแข็งแรงของประเทศ เริ่มจากความมั่นคงของประชาชนก่อนเสมอ และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งก้าวเล็ก ๆ ที่เราตั้งใจทำ เพื่อไปสู่ก้าวที่ใหญ่กว่าของสังคมไทยในอนาคต
(28 ส.ค. 68) ปราชญ์ สามสี โพสต์เฟซบุ๊กว่า…ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวอ้างโดยไร้หลักฐานว่า โซรอสมีส่วนสนับสนุนการจลาจลในสหรัฐฯ และควรเผชิญหน้ากับคดีอาญา
วันที่ 27 สิงหาคม 2025 สหรัฐอเมริกา — ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ดำเนินคดีต่อจอร์จ โซรอส มหาเศรษฐีนักลงทุนและผู้ใจบุญเชื้อสายฮังการี ซึ่งกลายเป็นบุคคลสำคัญในทฤษฎีสมคบคิดของฝ่ายขวา
ในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย ทรัมป์กล่าวว่า โซรอสและลูกชาย อเล็กซ์ ควรถูกฟ้องข้อหาสนับสนุนการจลาจลรุนแรงในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาไร้มูลที่เขาเคยพูดซ้ำหลายครั้งแล้ว
ทรัมป์แนะนำให้ใช้กฎหมาย RICO (Racketeer Influenced and Corrupt Organizations Act) ซึ่งโดยทั่วไปใช้กับคดีอาชญากรรมองค์กร เพื่อฟ้องโซรอส
> “จอร์จ โซรอส และลูกชายหัวรุนแรง ควรถูกดำเนินคดีด้วย RICO เพราะการสนับสนุนการประท้วงรุนแรง และเรื่องอื่น ๆ อีกมากมายทั่วสหรัฐฯ” ทรัมป์เขียน
“โซรอสและกลุ่มโรคจิตของเขาได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศเรา! รวมถึงเพื่อนบ้า ๆ ทางฝั่งตะวันตกของเขาด้วย ระวังไว้ เรากำลังจับตาดูอยู่!”
บุคคลฝ่ายขวาหลายราย เช่น นายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ ออร์บาน ของฮังการี และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ต่างก็ยกเอาทฤษฎีสมคบคิดที่กล่าวหาว่าตระกูลโซรอสสนับสนุนการจลาจลและความไม่สงบทางการเมืองในประเทศของตน
ทรัมป์เองก็เคยอ้างทฤษฎีนี้ เช่น ช่วงที่เขาเสนอชื่อเบรตต์ คาวานาห์ ขึ้นเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาในปี 2018 เขากล่าวหาว่าการประท้วงต่อต้านคาวานาห์ได้รับการสนับสนุนจากโซรอส
โซรอสซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว มักตกเป็นเป้าของทฤษฎีสมคบคิดเชิงต่อต้านยิวจากฝ่ายขวาจัด
เขาเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Open Society Foundations (OSF) ที่สนับสนุนภาคประชาสังคมทั่วโลก ส่งเสริมประชาธิปไตย การสาธารณสุข ความยุติธรรมทางอาญา และการศึกษา โดยในปี 2023 มีรายงานว่า อเล็กซ์ โซรอส ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บริหารแทนบิดา
แม้ยังไม่มีการดำเนินคดีใด ๆ ต่อโซรอส แต่การเคลื่อนไหวของทรัมป์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเพิ่มแรงกดดันต่อคู่แข่งทางการเมือง พร้อมผลักดันอำนาจประธานาธิบดีให้กว้างขวางมากที่สุด
ด้านโฆษกของ Open Society Foundations ตอบโต้คำกล่าวหาของทรัมป์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า
> “ข้อกล่าวหาเหล่านี้เป็นเรื่องน่าตกใจและไม่เป็นความจริง มูลนิธิของเราไม่ได้สนับสนุนหรือให้เงินทุนแก่การประท้วงรุนแรงใด ๆ ภารกิจของเราคือส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม และหลักการประชาธิปไตยทั้งในประเทศและต่างประเทศ”
ตัวอย่าง “เงินทุนโซรอส” และการเปลี่ยนแปลงการเมือง
แม้ OSF จะปฏิเสธเสมอว่าไม่เกี่ยวข้องกับการโค่นล้มรัฐบาลโดยตรง แต่ในหลายประเทศ ฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาว่าเงินทุนจากเครือข่ายโซรอสถูกใช้เป็นแรงสนับสนุน “การเปลี่ยนแปลงระบอบ” ตัวอย่างเช่น:
ตัวอย่างกรณีที่ “ทุนโซรอส” ถูกมองว่าเป็นแรงผลักดันการทำลายประเทศ
1. จอร์เจีย – การปฏิวัติกุหลาบ (พ.ศ. 2546)
เงินทุนจาก Open Society Georgia Foundation ถูกใช้หนุน NGO และสื่อมวลชนที่ออกมาโหมกระแสต่อต้านรัฐบาล จนเกิดการลุกฮือและบังคับให้ประธานาธิบดีเอ็ดวาร์ด เชวาร์ดนัดเซ ต้องลาออก
2. ยูเครน – การปฏิวัติสีส้ม (พ.ศ. 2547)
เครือข่ายที่ได้รับการสนับสนุนจาก OSF มีบทบาทขับเคลื่อนเยาวชนและมวลชนบนท้องถนน จุดชนวนการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งใหญ่ และทำให้รัฐบาลเดิมสูญเสียอำนาจ
3. ตะวันออกกลาง – อาหรับสปริง (พ.ศ. 2554)
กลุ่มสื่อออนไลน์และองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ได้รับเงินทุนจากโซรอส มีบทบาทอย่างชัดเจนในการปลุกระดมมวลชนในตูนิเซีย อียิปต์ และลิเบีย ส่งผลให้ระบอบการปกครองหลายประเทศล่มสลาย กลายเป็นความโกลาหลและสงครามกลางเมือง
4. พม่า และกัมพูชา
เงินทุนจาก OSF ถูกส่งเข้าไปสนับสนุนองค์กรกฎหมายและสิทธิมนุษยชน ซึ่งกลายเป็นช่องทางให้เกิดกระบวนการกดดันและบ่อนทำลายเสถียรภาพการเมืองภายในประเทศ
5. ประเทศไทย (พ.ศ. 2553–2563)
โครงการจำนวนมากที่ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายโซรอส มีส่วนสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคมและสื่อพลเมือง ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวการแก้ไขกฏหมายและล้มล้างรัฐธรรมนูญ จนสังคมไทยแตกแยกและเกิดการประท้วงหลายระลอก
(28 ส.ค. 68) เวียดนามประกาศแผนปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ วางโรดแมพ 20 ปี มุ่งยกระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยให้ติดอันดับ 20 ของโลกภายในปี 2045 โดยแผนดังกล่าวครอบคลุมการแจกหนังสือเรียนฟรีทั่วประเทศ เพิ่มเงินเดือนและค่าตอบแทนครู ยกระดับความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัย และสร้างบัณฑิตที่เชี่ยวชาญทักษะดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ตามมติการเมืองเลขที่ 71 ที่ประกาศเมื่อ 22 สิงหาคม ระบุว่าการศึกษาและวิทยาศาสตร์คือภารกิจสูงสุดของชาติ โดยกำหนดเป้าหมายแรกภายในปี 2030 ให้เด็กทุกคนอายุ 3–5 ปีเข้าถึงการศึกษาก่อนวัยเรียน การศึกษาระดับมัธยมต้นเป็นภาคบังคับ และ 85% ของเยาวชนเรียนจบมัธยมปลาย พร้อมทักษะภาษาอังกฤษ ดิจิทัล และ AI ที่แข็งแกร่ง
สำหรับค่าตอบแทนครูจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ครูทั่วไปได้เพิ่ม 70% บุคลากรโรงเรียน 30% และครูในพื้นที่ห่างไกลได้สูงสุดถึง 100% รัฐยังตั้งเป้าใช้งบการศึกษาไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณประเทศ โดยกันไว้ 3% สำหรับมหาวิทยาลัย หนังสือเรียนจะฟรีทั่วประเทศภายในปี 2030
ขณะที่ มหาวิทยาลัยจะถูกปฏิรูปครั้งใหญ่ โดยทั้งหมดต้องผ่านมาตรฐานชาติ และอย่างน้อย 20% ต้องถึงเกณฑ์ชั้นนำของเอเชีย เวียดนามหวังว่าภายในปี 2030 จะมีมหาวิทยาลัย 8 แห่งติดอันดับท็อป 200 ของเอเชีย และ 1 แห่งทะยานสู่ท็อป 100 ของโลกในบางสาขา ขณะที่มหาวิทยาลัยที่ผลงานต่ำจะถูกยุบหรือควบรวม และจะสร้าง มหาวิทยาลัยชั้นนำ 3–5 แห่ง เพื่อแข่งขันในเวทีวิจัยนานาชาติ
มหาสมุทรซีฟู้ดส์ จับมือ กรมประมง ลงพื้นที่เกาะยอ หนุนเครือข่ายปลากะพง 3 น้ำ จากทะเลสาบสงขลา ที่ได้รับการรับรองคุณภาพ (GI) สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ฯ ไทยเพื่อยกระดับสู่ตลาดสากล
มหาสมุทรซีฟู้ดส์ ร่วมกับ นางพิชญา ชัยนาค ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง ลงพื้นที่ ตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายผู้เลี้ยงปลากะพง 3 น้ำ’จากทะเลสาบสงขลา โดยมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพการผลิตและการตลาดของปลากะพงไทยให้ก้าวสู่เวทีสากล
ปลากะพง 3 น้ำ จากทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นกลุ่มแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองคุณภาพ (GI) สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพานิชย์ ถือเป็นความภาคภูมิใจของเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งสะท้อนถึงเอกลักษณ์ รสชาติของเนื้อปลาของปลากะพง 3 น้ำ จากทะเลสาบสงขลา โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการเลี้ยงปลากะพงในพื้นที่ ยกระดับมาตรฐานการผลิต และสร้างโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงได้มากยิ่งขึ้น
กิจกรรมในครั้งนี้ประกอบด้วย
• การให้ความรู้ด้านการเลี้ยงแบบ Smart Farm ด้วยเทคโนโลยีการจัดการน้ำ การให้อาหาร และการเฝ้าติดตามสุขภาพปลาอย่างแม่นยำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงและลดต้นทุนการผลิต
• การอบรมการแปรรูปปลากะพง เช่น การทำปลาแล่สด การทำอิเคะจิเมะ–แช่แข็ง ปลาสดพร้อมปรุง และผลิตภัณฑ์แปรรูปเพิ่มมูลค่า เพื่อรองรับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ
• การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และบริษัทผู้ส่งออก เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นระบบ
นอกจากนี้ มหาสมุทรซีฟู้ดส์ยังเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิจัย ผู้ประกอบการ และเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงในพื้นที่ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำ โรคปลา รวมถึงการจัดการด้านการตลาดในอนาคต โดยยืนยันว่าจะเป็นพันธมิตรสำคัญในการผลักดัน ปลากะพง 3 น้ำ เกาะยอ ให้ก้าวสู่การเป็นสินค้าพรีเมียมที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมั่นคง
พร้อมเสิร์ฟที่ร้านมหาสมุทรฟู้ดทุกสาขาส่งตรงจากทะเลสาบสงขลา สดๆ ใหม่ๆ พร้อมเสิร์ฟความอร่อยให้ทุกคนลิ้มลองแล้วที่ 🌊 **********
📍 Gourmet Market Siam Paragon ชั้น G(โซนซีฟู้ด) ตั้งแต่เวลา 10.00-23.00น
📍 Gourmet Market สาขา The Emquartier, ชั้น G (โซนซีฟู้ด) ตั้งแต่เวลา 10.00-23.00น.
📍 Tops สาขาเซ็นทรัล บางนาที่ Tops ชั้น B1 โซนซีฟู้ด ตั้งแต่เวลา 09.00-22.00น.
📍Tops สาขาเซ็นทรัล พระราม 9 ที่ Tops ชั้น B1 โซนซีฟู้ด ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น.
📍Tops สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ที่ Tops ชั้น G โซนซีฟู้ด ตั้งแต่เวลา 9.00-22.00 น.
(28 ส.ค. 68) พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา หรือ ‘หมอเหรียญทอง’ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ โพสต์ชื่นชม ‘บิ๊กกุ้ง’ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ผู้รับหน้าที่เป็นผู้บัญชาการในพื้นที่ชายแดนช่องบก เคียงบ่าเคียงไหล่พลทหารไทย อำนวยการยุทธ์กับทหารในแนวหน้า เพื่อต่อกรกับกัมพูชา
“ผมยิ่งติดตามแม่ทัพบุญสินแล้ว ยิ่งประทับใจในตัวตนของท่านมาก แม่ทัพบุญสินเป็นผู้นำที่มีเสน่ห์มากนะครับ ดูคลิปของท่าน ดูการแสดงออก การพูดจา กิริยามารยาท ฯลฯ แล้ว ยิ่งไปบรรยาย ตอบสัมภาษณ์ตอบ "ทหารมีไว้ทำไม" แล้วยิ่งสัมผัสถึงความเป็นทหารแท้ ทหารที่ดีมากๆ ผมอดอมยิ้มชื่นชมไม่ได้เลย ชื่นชมท่านตลอด”
“ผมเชื่อว่าคนไทยหลายสิบล้านรู้สึกเหมือนผม...ท่านเป็นยิ่งกว่าช้างเผือกของพระราชา แต่ท่านเป็น 'ยูเรเนียม' เป็นพลังมหาศาลของพระราชาเลยนะครับ...ไม่ได้โหน ไม่ได้อวยแม่ทัพบุญสินนะครับ ชื่นชมจริงๆ” พลตรี เหรียญทอง แน่นหนา โพสต์เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ที่ผ่านมา
‘พงศ์กวิน’ เตือนระวังเพจปลอมหางานทำต่างประเทศ หวั่นคนไทยถูกลอยแพ สูญเสียเงินทอง ตกเป็นเหยื่อแก๊งค้ามนุษย์ ถูกบังคับใช้แรงงาน พร้อมขอบคุณแรงงานไทยต่างแดนปีนี้นำเงินเข้าประเทศแล้วกว่า 2.3 แสนล้านบาท
(28 ส.ค.68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เตือนคนหางานไทย ให้เพิ่มความระมัดระวังในการหางานไปทำงานต่างประเทศ เนื่องจากอาจเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้ช่องทางออนไลน์ และสื่อสังคมต่าง ๆ ในการโฆษณาชักชวนให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยอ้างว่า เป็นงานที่มีรายได้สูง สวัสดิการดี แต่เมื่อถึงวันเดินทางจริงกลับถูกลอยแพ สูญเสียเงินทอง และอาจเสี่ยงต่อการถูกบังคับใช้แรงงาน หรือตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์
นายพงศ์กวิน กล่าวว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการเดินทางไปทำงานต่างประเทศของคนหางานไทย เนื่องจาก การไปทำงานต่างแดนเป็นโอกาสสร้างรายได้และประสบการณ์ ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานเข้มงวดในการตรวจสอบ นอกจากนี้ ยังพบว่าการถูกหลอกส่วนใหญ่เกิดจากความไว้ใจ จากบุคคลใกล้ชิด และการบอกต่อว่ามีนายหน้าสามารถพาไปทำงานต่างประเทศได้ จึงขอให้คนหางานตรวจสอบข้อมูลรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศจากกรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน doe.go.th/ipd ก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงาน หรือ สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 สายด่วนกรมการจัดหางาน 1694 หรือติดต่อที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10
นายพงศ์กวิน ย้ำว่า การเดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกกฎหมาย มี 5 วิธี คือ 1. กรมการจัดหางานเป็นผู้จัดส่ง วิธีนี้คนหางานจะไม่เสียค่าบริการ แต่มีค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าทำหนังสือเดินทาง ค่าตรวจสุขภาพ ค่าวีซ่า ค่าภาษีสนามบิน เป็นต้น 2. บริษัทจัดหางานจัดส่ง โดยต้องเป็นบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง คนหางานจะเสียค่าใช้จ่ายไม่เกินที่กฎหมายกำหนด 3. นายจ้างพาลูกจ้างไปทำงาน เป็นวิธีที่นายจ้างมีบริษัทในเครืออยู่ต่างประเทศ หรือประมูลงานในต่างประเทศได้ พาลูกจ้างไปทำงานโดยได้รับอนุญาตจากกรมการจัดหางาน 4. การแจ้งการเดินทางด้วยตนเอง และ 5. นายจ้างส่งลูกจ้างไปฝึกงานต่างประเทศ
"จากข้อมูลของกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน พบว่า จำนวนคนหางานที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ ปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 - กรกฎาคม2568) จำแนกตาม 5 วิธีเดินทาง มีจำนวน 55,604 คน ในส่วนของแจ้งเดินทางกลับไปทำงานในต่างประเทศ มีจำนวน 35,442 คน
โดยเดินทางไปทำงานมากที่สุดใน 1.ไต้หวัน 16,009 คน 2. อิสราเอล 12,558 คน 3. สาธารณรัฐเกาหลี 5,558 คน 4. ญี่ปุ่น 4,881 คน และ 5. สาธารณรัฐฟินแลนด์ 2,874 คน ประมาณการรายได้ที่คนหางานในต่างประเทศส่งกลับโดยผ่านระบบธนาคารแห่งประเทศไทย ปีงบประมาณ 2568 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 จนถึงกรกฎาคม 2568 รวมทั้งสิ้น 236,796 ล้านบาท" นายพงศ์กวิน กล่าว
(28 ส.ค. 68) เอริก ลอมบาร์ด (Éric Lombard) รัฐมนตรีการคลังฝรั่งเศส ออกโรงเตือนว่าประเทศเผชิญความเสี่ยงจาก “ระเบิดหนี้” มูลค่าเกือบ 3.35 ล้านล้านยูโร (ราว 126.1 ล้านล้านบาท) ซึ่งอาจนำไปสู่การแทรกแซงจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) หากต้นทุนการกู้ยืมยังคงสูงขึ้น ซึ่งเขายอมรับว่า “ความเสี่ยงมีอยู่จริง” และย้ำว่ารัฐบาลต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นให้ได้
สถานการณ์ทางการคลังของฝรั่งเศสตึงเครียดอย่างมาก โดยขาดดุลแตะ 5.4% ของจีดีพี และอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลพุ่งเกิน 3.5% แซงหน้าอิตาลีเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 60 ปี โอลิวิเยร์ บลองชาร์ด (Olivier Blanchard) อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ IMF เตือนว่าหากปล่อยให้หนี้พุ่งไม่หยุด จะเป็น “หายนะ” ต่อเศรษฐกิจฝรั่งเศส
ในด้านการเมือง นายกรัฐมนตรี ฟร็องซัวส์ บาอีรู (François Bayrou) กำลังเผชิญการลงมติไม่ไว้วางใจวันที่ 8 กันยายน หลังเสนอแผนรัดเข็มขัดมูลค่า 40,000 ล้านยูโร ทั้งขึ้นภาษี ตัดงบสาธารณสุข และยกเลิกวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพื่อสกัดหนี้ที่กำลังบานปลาย เขาเตือนว่าประเทศกำลังเผชิญทางเลือก “ระหว่างความโกลาหลกับความรับผิดชอบ”
อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวกลับถูกต่อต้านอย่างรุนแรงทั้งจากฝ่ายซ้ายและขวา รวมถึงเสียงไม่พอใจภายในพรรคร่วมรัฐบาลเอง หลายฝ่ายมองว่าการลงมติครั้งนี้คือ “การฆ่าตัวตายทางการเมือง” ทำให้อนาคตของบาอีรู และเสถียรภาพรัฐบาลฝรั่งเศสกำลังสั่นคลอนอย่างหนัก
เมื่อวันที่ (26 ส.ค.68) สำนักข่าวอิศรา ได้รายงานข่าวเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของโรงพยาบาลจะนะ ซึ่งทำให้ นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณ ถูกสอบวินัย โดยระบุว่า ประเด็นขัดแย้งระหว่าง นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ประธานชมรมแพทย์ชนบท ซึ่งถูกย้ายมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จ.สงขลา ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2566 กับ ผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุข กรณีการจัดซื้อชุดตรวจโควิด (ATK) ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ปี 2564 ซึ่งเป็นประเด็นตั้งกรรมการสอบสวนวินัยนายแพทย์สุภัทร ทำให้เจ้าตัวออกมาโพสต์ว่าถูกกลั่นแกล้ง ไม่ได้รับความเป็นธรรม และอาจถูกไล่ออกจากราชการในเร็วนี้
ทั้งนี้ ในช่วงวันที่ 30 พ.ย. - 22 ธ.ค.2564 โรงพยาบาลจะนะ โดยนายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ออกประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จัดซื้อชุดตรวจ Rapid Test โดยเฉพาะเจาะจง บริษัท นำวิวัฒน์การช่าง (1992) จำกัด รวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง จำนวน 34,159 ชุด เป็นเงินทั้งสิ้น 7,856,570 บาท
โดยสำนักข่าวอิศรา ได้นำเอกสารที่เกี่ยวข้องได้แก่ ใบเสนอราคาที่เอกชนคือ บริษัท นำวิวัฒน์การช่าง (1992) จำกัด ส่งถึง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จำนวน 4 ฉบับ ( 4 ครั้ง) ซึ่ง จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า นอกจากจัดซื้อชุดตรวจ Rapid Test โดยวิธีเฉพาะเจาะจง กับบริษัท นำวิวัฒน์การช่าง (1992) จำกัด 4 ครั้งโดยทำสัญญาในช่วงปลายปี 2564 แล้ว ในช่วงปี 2562-2565 โรงพยาบาลจะนะ ได้จัดซื้อโดยวิธีเฉพาะเจาะจงกับบริษัท นำวิวัฒน์การช่าง ฯ อีก 5 สัญญา รวมจำนวนเงิน 810,139 บาท แบ่งเป็น จัดซื้อ ชุดตรวจ Standard Q จำนวน 2 สัญญา และ จ้างซ่อมครุภัณฑ์การแพทย์ จำนวน 3 สัญญา กรณีการจัดซื้อชุดตรวจ Standard Q จำนวน 2 สัญญา รวมวงเงิน 750,000 บาท นั้นเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2565 หลังจัดซื้อชุดตรวจ Rapid Test รายละเอียดดังนี้
จัดซื้อวัสดุทางการแพทย์ ชุดตรวจ Standard Q ช่วง มี.ค.2565
1. วันที่ 2 มี.ค.2565 จัดซื้อวัสดุทางการแพทย์ กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ ได้แก่ ชุดตรวจ Standard Q จำนวน 3,000 ชุด โดยวิธีเฉพาะเจาะจง บริษัท นำวิวัฒน์ การช่าง (1992) จำกัด ราคา 450,000 บาท (สัญญาเลขที่ C6500114 – ลง 02/03/2565 ) โรงพยาบาลจะนะโดยนายสุภัทร ในฐานะผู้อำนวยการ ประกาศชื่อประกาศผู้ชนะการเสนอราคา เมื่อวันที่ 2 มี.ค.2565 (วันเดียวกับทำสัญญา)
2.วันที่ 3 มี.ค. 2565 จัดซื้อวัสดุทางการแพทย์ กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ ชุดตรวจ Standard Q จำนวน 2,000 ชุด โดยวิธีเฉพาะเจาะจง บริษัท นำวิวัฒน์ การช่าง (1992) จำกัด วงเงิน 300,000 บาท (สัญญาเลขที่ SC65020279 – ลง 03/03/2565 ) โรงพยาบาลจะนะโดยนายสุภัทร ในฐานะผู้อำนวยการ ประกาศชื่อประกาศผู้ชนะการเสนอราคา เมื่อวันที่ 3 มี.ค.2565 (วันเดียวกับทำสัญญา)
รายการ จ้างซ่อมครุภัณฑ์การแพทย์
ในช่วงปี 2562-2564 จ้างซ่อมครุภัณฑ์การแพทย์โดยวิธีเฉพาะเจาะจง บริษัท นำวิวัฒน์ การช่าง (1992) จำกัด จำนวน 3 สัญญา ได้แก่
1.วันที่ 24 มิ.ย. 2562 จ้างซ่อมครุภัณฑ์วิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง จำนวน 9,763.75 บาท (สัญญาเลขที่ 464/2562- ลง 24/06/2564 ) โรงพยาบาลจะนะ ประกาศชื่อประกาศผู้ชนะการเสนอราคา เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2562 (วันเดียวกับวันทำสัญญา)
2. วันที่ 3 ก.พ. 2563 จ้างซ่อมเครื่องนึ่งฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ด้วยไอน้ำ(ครุภัณฑ์การแพทย์) โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 27,306.40 บาท (สัญญาเลขที่ 175/2563 – ลง 03/02/2563 ) โรงพยาบาลจะนะ ประกาศชื่อประกาศผู้ชนะการเสนอราคา เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2563 (วันเดียวกับวันทำสัญญา)
3.วันที่ 1 พ.ย.2564 จ้างซ่อมครุภัณฑ์การแพทย์ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง บริษัท นำวิวัฒน์ การช่าง (1992) จำกัด วงเงิน 23,069 บาท (สัญญาเลขที่ 495/2565 - ลง 01/11/2564) โรงพยาบาลจะนะโดยนายสุภัทร ในฐานะผู้อำนวยการ ประกาศชื่อประกาศผู้ชนะการเสนอราคา เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2564 (วันเดียวกับทำสัญญา) (ดูประกาศ)
อย่างไรก็ตาม กระบวนการจัดซื้อชุดตรวจ Standard Q 2 รายการ และ จ้างซ่อมครุภัณฑ์ 3 สัญญา รวมทั้งสิ้น 5 สัญญา ไม่พบข้อมูล ‘ราคากลาง’ ต่างจากกรณีการจัดซื้อชุดตรวจ Rapid Test ที่ใช้เอกสารใบเสนอราคาของบริษัท นำวิวัฒน์การช่าง ฯ เป็นราคากลางประกอบการจัดซื้อจัดจ้าง

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ อดีตรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 6 สมัยของพรรคประชาธิปัตย์ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรค ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาคอาเซียนในหัวข้อ”การแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อสตรีและนักการเมืองหญิง“ระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

จัดโดยมูลนิธิเวสต์มินสเตอร์เพื่อประชาธิปไตย (Westminster Foundation for Democracy: WFD) ซึ่งเป็นองค์กรสาธารณะของสหราชอาณาจักรที่มุ่งสนับสนุนประชาธิปไตยทั่วโลก ผ่านความร่วมมือกับพรรคการเมือง รัฐสภา และองค์กรภาคประชาสังคม

โดยนายอลงกรณ์ได้นำเสนอนโยบายการขจัดความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติต่อสตรีรวมทั้งแนวทางส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของสตรีเช่นการกำหนดสัดส่วนสตรีในคณะกรรมการบริหารพรรคและในการสมัครรับเลือกตั้งทั้งในระดับชาติและท้องถิ่นตลอดจนการเพิ่มสัดส่วนของสมาชิกสตรีในรัฐสภา
“รายงานในปี2023ของสหภาพรัฐสภาระหว่างประเทศ (IPU)2023)ระบุว่าสัดส่วนสมาชิกสตรีในรัฐสภาของไทยอยู่ในอันดับที่ 121 ของโลก และอันดับที่ 7 ในอาเซียนซึ่งเป็นอันดับต่ำมากในเชิงจำนวนของสมาชิกรัฐสภาสตรี จำเป็นที่จะต้องสนับสนุนให้สตรีผ่านการเลือกตั้งเข้ามาในรัฐสภามากขึ้นโดยขจัดอุปสรรคและปัญหาที่มีผลต่อการกีดกันการเลือกปฏิบัติหรือใช้ความรุนแรงในรูปแบบ“
นายอลงกรณ์ได้ยกตัวอย่าง รายงานวิจัยล่าสุดมิถุนายน 2025 ของ Cofact Thailand และ Neo Momentum ระบุว่า ปริมาณของข้อมูลบิดเบือน (malinformation)และคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง (hate speech)มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในแพลตฟอร์ม X (เดิมคือ Twitter) และ Facebook เนื้อหาเฟคนิวส์เหล่านี้มุ่งเป้าไปที่นักการเมืองหญิงและพรรคการเมืองที่มีจุดยืนก้าวหน้า ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและความมั่นใจของผู้หญิงในการมีส่วนร่วมทางการเมือง
- 31.7% เป็นการทำลายชื่อเสียง
- 20.7% เป็นการดูหมิ่นและลดคุณค่าทางสังคม
- 16.4% เป็นการโจมตีด้วยเรื่องเพศ
- 13.3% เป็นการล้อเลียนผ่านวิดีโอตัดต่อ หรือคำนินทาในโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่องกรณีเช่นนี้เป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้ความรุนแรงต่อนักการเมืองหญิงผ่านโลกโซเชียลในปัจจุบันซึ่งพรรคประชาธิปัตย์กังวลต่อแนวโน้มในเรื่องนี้อย่างยิ่งและกำลังยกร่างแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวซึ่งจะแล้วเสร็จภายในเดือนนี้

รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายที่ชัดเจนและมีจุดยืนที่มั่นคงภายใต้กรอบพันธกรณีที่ประเทศไทยมีต่ออนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW : Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women และ แพลตฟอร์มเพื่อการปฏิบัติแห่งปักกิ่ง(Beijing Platform for Action) ซึ่งรับรองในการประชุมโลกว่าด้วยสตรี ครั้งที่ 4 เมื่อปี 1995 ในการต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบต่อสตรี ทั้งในเชิงนโยบายและการปฏิบัติจริง
1. การกำหนดเป็นวาระแห่งชาติและการปฏิรูปกฎหมาย
2. การปรับปรุงและบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพเช่นพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน , พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ,พระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น,พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์,แก้ไขพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี โดยไม่ลงโทษผู้ขายบริการ แต่ให้ลงโทษผู้ซื้อบริการแทน,แก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ให้สอดคล้องกับหลักการสากล
3. การสร้างกลไกป้องกันและช่วยเหลือในระดับพื้นที่ เช่นการจัดตั้งศูนย์ป้องกันความรุนแรงระดับท้องถิ่นเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันเหตุรุนแรง
4. ส่งเสริมการศึกษาและสร้างความตระหนักรู้ เช่น ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาเพศศึกษาอย่างครอบคลุม เพื่อปลูกฝังเยาวชนให้มีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศและเคารพศักดิ์ศรีของผู้อื่น
5. ส่งเสริมบทบาทและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของสตรี เช่น กำหนดสัดส่วนสำหรับสตรีในการสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นและในคณะกรรมการบริหารของพรรค
รวมทั้งการจัดทำงบประมาณโดยคำนึงถึงความต้องการที่แตกต่างตามเพศภาวะ (Gender Responsive Budgeting)
6. ความร่วมมือกับภาคประชาสังคมและเครือข่าย
พรรคประชาธิปัตย์เน้นการทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมและเครือข่ายที่ทำงานด้านสตรีและความเท่าเทียมมาอย่างยาวนาน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและสร้างแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืน
7. วิสัยทัศน์สากลและความหลากหลายทางเพศ
พรรคไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับความรุนแรงต่อสตรี แต่ยังสนับสนุนความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมอย่างจริงใจ โดยมีส่วนร่วมในการผลักดันร่างพระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม ซึ่งปัจจุบันผ่านการเห็นชอบและประกาศใช้แล้ว นโยบายนี้สะท้อนความตั้งใจที่จะสร้างสังคมที่ยอมรับความหลากหลายและปกป้องสิทธิของทุกคน

“นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ในการต่อต้านความรุนแรงต่อสตรีมีความครอบคลุม ทั้งในด้านการป้องกัน การคุ้มครองทางกฎหมาย และการส่งเสริมศักยภาพของสตรีโดยหวังว่าจะเพิ่มจำนวนนักการเมืองสตรีในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์เน้นการทำงานแบบมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนและบูรณาการทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชาติลงสู่ชุมชน เพื่อสร้างสังคมที่ไม่มีความรุนแรงและเท่าเทียมสำหรับทุกคน”