Monday, 27 July 2026
Hard News Team

‘ใบตองแห้ง’ ชี้ แม่ทัพภาค 2 ไม่ควรเผยไต๋ว่า เตรียมแผน วางแผน เข้ายึดพื้นที่พิพาทชายแดนกัมพูชา

‘ใบตองแห้ง’ ชี้ แม่ทัพภาค 2 ไม่ควรเผยไต๋ว่า เตรียมแผน วางแผน เข้ายึดพื้นที่พิพาทชายแดนกัมพูชา 

แสนสิริ ส่งมอบบังเกอร์ชายแดนไทย–กัมพูชา เสริมความมั่นคงปลอดภัยให้ประชาชนเพิ่มอีก 20 ลูก

นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความและภาพ ผ่านเฟซบุ๊ก ‘เศรษฐา ทวีสิน - Srettha Thavisin’ ว่า โรงงานพรีคาสท์ที่เดิมเริ่มต้นจากการผลิตชิ้นส่วนของที่อยู่อาศัย วันนี้ได้หันมาผลิต 'บังเกอร์' เพื่อเป็นที่หลบภัยในยามที่มีสถานการณ์ไม่ปลอดภัย ผมมาตรวจความเรียบร้อยก่อนส่งมอบบังเกอร์เพิ่มอีก 20 ลูก ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา หลังจากก่อนหน้านี้เราส่งไปแล้ว 30 ลูก บังเกอร์ทั้งหมดนี้น่าจะช่วยรองรับได้หลายร้อยชีวิตเลยครับ

โรงงานนี้เป็นของแสนสิริ มีกำลังการผลิตได้กว่าปีละล้านตารางเมตร การแบ่งเวลามาสร้างบังเกอร์เหล่านี้จริง ๆ ก็ไม่ได้กระทบอะไรใหญ่โต แต่สิ่งที่เราได้กลับมา มันมากกว่าคอนกรีตแน่นอนครับ

นี่ไม่ใช่แค่สิ่งปลูกสร้าง แต่คือ “เกราะกำบังแห่งความอุ่นใจ” ที่ช่วยให้พ่อแม่ ลูกหลาน และทุกคนในชุมชน มั่นใจได้ว่ามีที่พึ่ง มีที่หลบภัย ไม่ต้องเผชิญความไม่แน่นอนเพียงลำพัง

ผมเชื่อว่า ความแข็งแรงของประเทศ เริ่มจากความมั่นคงของประชาชนก่อนเสมอ และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งก้าวเล็ก ๆ ที่เราตั้งใจทำ เพื่อไปสู่ก้าวที่ใหญ่กว่าของสังคมไทยในอนาคต

‘ทรัมป์’ เปิดศึกกับมหาเศรษฐี ‘จอร์จ โซรอส’ ขู่เอาผิดฐานอยู่เบื้องหลังการประท้วงทั่วโลก

(28 ส.ค. 68) ปราชญ์ สามสี โพสต์เฟซบุ๊กว่า…ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวอ้างโดยไร้หลักฐานว่า โซรอสมีส่วนสนับสนุนการจลาจลในสหรัฐฯ และควรเผชิญหน้ากับคดีอาญา

วันที่ 27 สิงหาคม 2025 สหรัฐอเมริกา — ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ดำเนินคดีต่อจอร์จ โซรอส มหาเศรษฐีนักลงทุนและผู้ใจบุญเชื้อสายฮังการี ซึ่งกลายเป็นบุคคลสำคัญในทฤษฎีสมคบคิดของฝ่ายขวา

ในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย ทรัมป์กล่าวว่า โซรอสและลูกชาย อเล็กซ์ ควรถูกฟ้องข้อหาสนับสนุนการจลาจลรุนแรงในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาไร้มูลที่เขาเคยพูดซ้ำหลายครั้งแล้ว

ทรัมป์แนะนำให้ใช้กฎหมาย RICO (Racketeer Influenced and Corrupt Organizations Act) ซึ่งโดยทั่วไปใช้กับคดีอาชญากรรมองค์กร เพื่อฟ้องโซรอส

> “จอร์จ โซรอส และลูกชายหัวรุนแรง ควรถูกดำเนินคดีด้วย RICO เพราะการสนับสนุนการประท้วงรุนแรง และเรื่องอื่น ๆ อีกมากมายทั่วสหรัฐฯ” ทรัมป์เขียน

“โซรอสและกลุ่มโรคจิตของเขาได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศเรา! รวมถึงเพื่อนบ้า ๆ ทางฝั่งตะวันตกของเขาด้วย ระวังไว้ เรากำลังจับตาดูอยู่!”

บุคคลฝ่ายขวาหลายราย เช่น นายกรัฐมนตรีวิกเตอร์ ออร์บาน ของฮังการี และนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ของอินเดีย ต่างก็ยกเอาทฤษฎีสมคบคิดที่กล่าวหาว่าตระกูลโซรอสสนับสนุนการจลาจลและความไม่สงบทางการเมืองในประเทศของตน

ทรัมป์เองก็เคยอ้างทฤษฎีนี้ เช่น ช่วงที่เขาเสนอชื่อเบรตต์ คาวานาห์ ขึ้นเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาในปี 2018 เขากล่าวหาว่าการประท้วงต่อต้านคาวานาห์ได้รับการสนับสนุนจากโซรอส

โซรอสซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว มักตกเป็นเป้าของทฤษฎีสมคบคิดเชิงต่อต้านยิวจากฝ่ายขวาจัด

เขาเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Open Society Foundations (OSF) ที่สนับสนุนภาคประชาสังคมทั่วโลก ส่งเสริมประชาธิปไตย การสาธารณสุข ความยุติธรรมทางอาญา และการศึกษา โดยในปี 2023 มีรายงานว่า อเล็กซ์ โซรอส ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บริหารแทนบิดา

แม้ยังไม่มีการดำเนินคดีใด ๆ ต่อโซรอส แต่การเคลื่อนไหวของทรัมป์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเพิ่มแรงกดดันต่อคู่แข่งทางการเมือง พร้อมผลักดันอำนาจประธานาธิบดีให้กว้างขวางมากที่สุด

ด้านโฆษกของ Open Society Foundations ตอบโต้คำกล่าวหาของทรัมป์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า

> “ข้อกล่าวหาเหล่านี้เป็นเรื่องน่าตกใจและไม่เป็นความจริง มูลนิธิของเราไม่ได้สนับสนุนหรือให้เงินทุนแก่การประท้วงรุนแรงใด ๆ ภารกิจของเราคือส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม และหลักการประชาธิปไตยทั้งในประเทศและต่างประเทศ”

ตัวอย่าง “เงินทุนโซรอส” และการเปลี่ยนแปลงการเมือง

แม้ OSF จะปฏิเสธเสมอว่าไม่เกี่ยวข้องกับการโค่นล้มรัฐบาลโดยตรง แต่ในหลายประเทศ ฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาว่าเงินทุนจากเครือข่ายโซรอสถูกใช้เป็นแรงสนับสนุน “การเปลี่ยนแปลงระบอบ” ตัวอย่างเช่น:
ตัวอย่างกรณีที่ “ทุนโซรอส” ถูกมองว่าเป็นแรงผลักดันการทำลายประเทศ

1. จอร์เจีย – การปฏิวัติกุหลาบ (พ.ศ. 2546)
เงินทุนจาก Open Society Georgia Foundation ถูกใช้หนุน NGO และสื่อมวลชนที่ออกมาโหมกระแสต่อต้านรัฐบาล จนเกิดการลุกฮือและบังคับให้ประธานาธิบดีเอ็ดวาร์ด เชวาร์ดนัดเซ ต้องลาออก

2. ยูเครน – การปฏิวัติสีส้ม (พ.ศ. 2547)
เครือข่ายที่ได้รับการสนับสนุนจาก OSF มีบทบาทขับเคลื่อนเยาวชนและมวลชนบนท้องถนน จุดชนวนการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งใหญ่ และทำให้รัฐบาลเดิมสูญเสียอำนาจ

3. ตะวันออกกลาง – อาหรับสปริง (พ.ศ. 2554)
กลุ่มสื่อออนไลน์และองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ได้รับเงินทุนจากโซรอส มีบทบาทอย่างชัดเจนในการปลุกระดมมวลชนในตูนิเซีย อียิปต์ และลิเบีย ส่งผลให้ระบอบการปกครองหลายประเทศล่มสลาย กลายเป็นความโกลาหลและสงครามกลางเมือง

4. พม่า และกัมพูชา
เงินทุนจาก OSF ถูกส่งเข้าไปสนับสนุนองค์กรกฎหมายและสิทธิมนุษยชน ซึ่งกลายเป็นช่องทางให้เกิดกระบวนการกดดันและบ่อนทำลายเสถียรภาพการเมืองภายในประเทศ

5. ประเทศไทย (พ.ศ. 2553–2563)
โครงการจำนวนมากที่ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายโซรอส มีส่วนสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคมและสื่อพลเมือง ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวการแก้ไขกฏหมายและล้มล้างรัฐธรรมนูญ จนสังคมไทยแตกแยกและเกิดการประท้วงหลายระลอก

‘เวียดนาม’ วางโรดแมพ 20 ปี ปฏิรูปการศึกษา ตั้งเป้า ‘โรงเรียน-มหาวิทยาลัย’ ติดอันดับ 20 ของโลกในปี 2045

(28 ส.ค. 68) เวียดนามประกาศแผนปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ วางโรดแมพ 20 ปี มุ่งยกระดับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยให้ติดอันดับ 20 ของโลกภายในปี 2045 โดยแผนดังกล่าวครอบคลุมการแจกหนังสือเรียนฟรีทั่วประเทศ เพิ่มเงินเดือนและค่าตอบแทนครู ยกระดับความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัย และสร้างบัณฑิตที่เชี่ยวชาญทักษะดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ตามมติการเมืองเลขที่ 71 ที่ประกาศเมื่อ 22 สิงหาคม ระบุว่าการศึกษาและวิทยาศาสตร์คือภารกิจสูงสุดของชาติ โดยกำหนดเป้าหมายแรกภายในปี 2030 ให้เด็กทุกคนอายุ 3–5 ปีเข้าถึงการศึกษาก่อนวัยเรียน การศึกษาระดับมัธยมต้นเป็นภาคบังคับ และ 85% ของเยาวชนเรียนจบมัธยมปลาย พร้อมทักษะภาษาอังกฤษ ดิจิทัล และ AI ที่แข็งแกร่ง

สำหรับค่าตอบแทนครูจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ครูทั่วไปได้เพิ่ม 70% บุคลากรโรงเรียน 30% และครูในพื้นที่ห่างไกลได้สูงสุดถึง 100% รัฐยังตั้งเป้าใช้งบการศึกษาไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณประเทศ โดยกันไว้ 3% สำหรับมหาวิทยาลัย หนังสือเรียนจะฟรีทั่วประเทศภายในปี 2030

ขณะที่ มหาวิทยาลัยจะถูกปฏิรูปครั้งใหญ่ โดยทั้งหมดต้องผ่านมาตรฐานชาติ และอย่างน้อย 20% ต้องถึงเกณฑ์ชั้นนำของเอเชีย เวียดนามหวังว่าภายในปี 2030 จะมีมหาวิทยาลัย 8 แห่งติดอันดับท็อป 200 ของเอเชีย และ 1 แห่งทะยานสู่ท็อป 100 ของโลกในบางสาขา ขณะที่มหาวิทยาลัยที่ผลงานต่ำจะถูกยุบหรือควบรวม และจะสร้าง มหาวิทยาลัยชั้นนำ 3–5 แห่ง เพื่อแข่งขันในเวทีวิจัยนานาชาติ

มหาสมุทรซีฟู้ดส์–กรมประมง ชูปลากะพง 3 น้ำเกาะยอ หนุนยกระดับสู่สินค้าพรีเมียม GI ปูทางเจาะตลาดโลก

มหาสมุทรซีฟู้ดส์ จับมือ กรมประมง ลงพื้นที่เกาะยอ หนุนเครือข่ายปลากะพง 3 น้ำ จากทะเลสาบสงขลา ที่ได้รับการรับรองคุณภาพ (GI) สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ฯ ไทยเพื่อยกระดับสู่ตลาดสากล

มหาสมุทรซีฟู้ดส์ ร่วมกับ นางพิชญา ชัยนาค ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง ลงพื้นที่ ตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายผู้เลี้ยงปลากะพง 3 น้ำ’จากทะเลสาบสงขลา โดยมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพการผลิตและการตลาดของปลากะพงไทยให้ก้าวสู่เวทีสากล

ปลากะพง 3 น้ำ จากทะเลสาบสงขลา ซึ่งเป็นกลุ่มแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองคุณภาพ (GI) สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพานิชย์ ถือเป็นความภาคภูมิใจของเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งสะท้อนถึงเอกลักษณ์ รสชาติของเนื้อปลาของปลากะพง 3 น้ำ จากทะเลสาบสงขลา โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการเลี้ยงปลากะพงในพื้นที่ ยกระดับมาตรฐานการผลิต และสร้างโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงได้มากยิ่งขึ้น

กิจกรรมในครั้งนี้ประกอบด้วย
• การให้ความรู้ด้านการเลี้ยงแบบ Smart Farm ด้วยเทคโนโลยีการจัดการน้ำ การให้อาหาร และการเฝ้าติดตามสุขภาพปลาอย่างแม่นยำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงและลดต้นทุนการผลิต

• การอบรมการแปรรูปปลากะพง เช่น การทำปลาแล่สด การทำอิเคะจิเมะ–แช่แข็ง ปลาสดพร้อมปรุง และผลิตภัณฑ์แปรรูปเพิ่มมูลค่า เพื่อรองรับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

• การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และบริษัทผู้ส่งออก เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นระบบ

นอกจากนี้ มหาสมุทรซีฟู้ดส์ยังเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิจัย ผู้ประกอบการ และเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงในพื้นที่ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำ โรคปลา รวมถึงการจัดการด้านการตลาดในอนาคต โดยยืนยันว่าจะเป็นพันธมิตรสำคัญในการผลักดัน ปลากะพง 3 น้ำ เกาะยอ ให้ก้าวสู่การเป็นสินค้าพรีเมียมที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมั่นคง

พร้อมเสิร์ฟที่ร้านมหาสมุทรฟู้ดทุกสาขาส่งตรงจากทะเลสาบสงขลา สดๆ ใหม่ๆ พร้อมเสิร์ฟความอร่อยให้ทุกคนลิ้มลองแล้วที่ 🌊 **********

📍 Gourmet Market Siam Paragon ชั้น G(โซนซีฟู้ด) ตั้งแต่เวลา 10.00-23.00น
📍 Gourmet Market สาขา The Emquartier, ชั้น G (โซนซีฟู้ด) ตั้งแต่เวลา 10.00-23.00น.
📍 Tops สาขาเซ็นทรัล บางนาที่ Tops ชั้น B1 โซนซีฟู้ด ตั้งแต่เวลา 09.00-22.00น.
📍Tops สาขาเซ็นทรัล พระราม 9 ที่ Tops ชั้น B1 โซนซีฟู้ด ตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น.
📍Tops สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้า ที่ Tops ชั้น G โซนซีฟู้ด ตั้งแต่เวลา 9.00-22.00 น.

‘หมอเหรียญทอง’ โพสต์ชื่นชม ‘บิ๊กกุ้ง’ แม่ทัพภาคที่ 2 ชี้คือนี่ทหารแท้!! ทำให้คนไทยภูมิใจ

(28 ส.ค. 68) พล.ต.นพ.เหรียญทอง แน่นหนา หรือ ‘หมอเหรียญทอง’ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ โพสต์ชื่นชม ‘บิ๊กกุ้ง’ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ผู้รับหน้าที่เป็นผู้บัญชาการในพื้นที่ชายแดนช่องบก เคียงบ่าเคียงไหล่พลทหารไทย อำนวยการยุทธ์กับทหารในแนวหน้า เพื่อต่อกรกับกัมพูชา 

“ผมยิ่งติดตามแม่ทัพบุญสินแล้ว ยิ่งประทับใจในตัวตนของท่านมาก แม่ทัพบุญสินเป็นผู้นำที่มีเสน่ห์มากนะครับ ดูคลิปของท่าน ดูการแสดงออก การพูดจา กิริยามารยาท ฯลฯ แล้ว ยิ่งไปบรรยาย ตอบสัมภาษณ์ตอบ "ทหารมีไว้ทำไม" แล้วยิ่งสัมผัสถึงความเป็นทหารแท้ ทหารที่ดีมากๆ ผมอดอมยิ้มชื่นชมไม่ได้เลย ชื่นชมท่านตลอด” 

“ผมเชื่อว่าคนไทยหลายสิบล้านรู้สึกเหมือนผม...ท่านเป็นยิ่งกว่าช้างเผือกของพระราชา แต่ท่านเป็น 'ยูเรเนียม' เป็นพลังมหาศาลของพระราชาเลยนะครับ...ไม่ได้โหน ไม่ได้อวยแม่ทัพบุญสินนะครับ ชื่นชมจริงๆ” พลตรี เหรียญทอง แน่นหนา โพสต์เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ที่ผ่านมา 
 

‘พงศ์กวิน’ เตือน ระวังเพจปลอมหางานทำต่างประเทศ เสี่ยงถูกลอยแพ สูญเสียเงินทอง อาจตกเป็นเหยื่อแก๊งค้ามนุษย์

‘พงศ์กวิน’ เตือนระวังเพจปลอมหางานทำต่างประเทศ หวั่นคนไทยถูกลอยแพ สูญเสียเงินทอง ตกเป็นเหยื่อแก๊งค้ามนุษย์ ถูกบังคับใช้แรงงาน พร้อมขอบคุณแรงงานไทยต่างแดนปีนี้นำเงินเข้าประเทศแล้วกว่า 2.3 แสนล้านบาท

(28 ส.ค.68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เตือนคนหางานไทย ให้เพิ่มความระมัดระวังในการหางานไปทำงานต่างประเทศ เนื่องจากอาจเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้ช่องทางออนไลน์ และสื่อสังคมต่าง ๆ ในการโฆษณาชักชวนให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยอ้างว่า เป็นงานที่มีรายได้สูง สวัสดิการดี แต่เมื่อถึงวันเดินทางจริงกลับถูกลอยแพ สูญเสียเงินทอง และอาจเสี่ยงต่อการถูกบังคับใช้แรงงาน หรือตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์

นายพงศ์กวิน กล่าวว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการเดินทางไปทำงานต่างประเทศของคนหางานไทย เนื่องจาก การไปทำงานต่างแดนเป็นโอกาสสร้างรายได้และประสบการณ์ ซึ่งที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานเข้มงวดในการตรวจสอบ  นอกจากนี้ ยังพบว่าการถูกหลอกส่วนใหญ่เกิดจากความไว้ใจ จากบุคคลใกล้ชิด และการบอกต่อว่ามีนายหน้าสามารถพาไปทำงานต่างประเทศได้ จึงขอให้คนหางานตรวจสอบข้อมูลรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศจากกรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน doe.go.th/ipd ก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงาน หรือ สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 สายด่วนกรมการจัดหางาน 1694 หรือติดต่อที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 

นายพงศ์กวิน ย้ำว่า การเดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกกฎหมาย มี 5 วิธี คือ 1. กรมการจัดหางานเป็นผู้จัดส่ง วิธีนี้คนหางานจะไม่เสียค่าบริการ แต่มีค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าทำหนังสือเดินทาง ค่าตรวจสุขภาพ ค่าวีซ่า ค่าภาษีสนามบิน เป็นต้น 2. บริษัทจัดหางานจัดส่ง โดยต้องเป็นบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง คนหางานจะเสียค่าใช้จ่ายไม่เกินที่กฎหมายกำหนด 3. นายจ้างพาลูกจ้างไปทำงาน เป็นวิธีที่นายจ้างมีบริษัทในเครืออยู่ต่างประเทศ หรือประมูลงานในต่างประเทศได้ พาลูกจ้างไปทำงานโดยได้รับอนุญาตจากกรมการจัดหางาน 4. การแจ้งการเดินทางด้วยตนเอง และ 5. นายจ้างส่งลูกจ้างไปฝึกงานต่างประเทศ 

"จากข้อมูลของกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน พบว่า จำนวนคนหางานที่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ ปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 - กรกฎาคม2568) จำแนกตาม 5 วิธีเดินทาง มีจำนวน 55,604 คน ในส่วนของแจ้งเดินทางกลับไปทำงานในต่างประเทศ มีจำนวน 35,442 คน 

โดยเดินทางไปทำงานมากที่สุดใน 1.ไต้หวัน 16,009 คน 2. อิสราเอล 12,558  คน 3. สาธารณรัฐเกาหลี 5,558 คน  4. ญี่ปุ่น 4,881 คน และ 5. สาธารณรัฐฟินแลนด์ 2,874 คน ประมาณการรายได้ที่คนหางานในต่างประเทศส่งกลับโดยผ่านระบบธนาคารแห่งประเทศไทย ปีงบประมาณ 2568 ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 จนถึงกรกฎาคม 2568 รวมทั้งสิ้น 236,796 ล้านบาท" นายพงศ์กวิน กล่าว

รมว.คลัง เตือน ‘ฝรั่งเศส’ กำลังเผชิญความเสี่ยงจาก ‘ระเบิดหนี้’ มูลค่า 3.35 ล้านล้านยูโร…อาจถึงขั้น!! IMF เข้าควบคุมเศรษฐกิจประเทศ

(28 ส.ค. 68) เอริก ลอมบาร์ด (Éric Lombard) รัฐมนตรีการคลังฝรั่งเศส ออกโรงเตือนว่าประเทศเผชิญความเสี่ยงจาก “ระเบิดหนี้” มูลค่าเกือบ 3.35 ล้านล้านยูโร (ราว 126.1 ล้านล้านบาท) ซึ่งอาจนำไปสู่การแทรกแซงจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) หากต้นทุนการกู้ยืมยังคงสูงขึ้น ซึ่งเขายอมรับว่า “ความเสี่ยงมีอยู่จริง” และย้ำว่ารัฐบาลต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นให้ได้

สถานการณ์ทางการคลังของฝรั่งเศสตึงเครียดอย่างมาก โดยขาดดุลแตะ 5.4% ของจีดีพี และอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลพุ่งเกิน 3.5% แซงหน้าอิตาลีเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 60 ปี โอลิวิเยร์ บลองชาร์ด (Olivier Blanchard) อดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ IMF เตือนว่าหากปล่อยให้หนี้พุ่งไม่หยุด จะเป็น “หายนะ” ต่อเศรษฐกิจฝรั่งเศส

ในด้านการเมือง นายกรัฐมนตรี ฟร็องซัวส์ บาอีรู (François Bayrou) กำลังเผชิญการลงมติไม่ไว้วางใจวันที่ 8 กันยายน หลังเสนอแผนรัดเข็มขัดมูลค่า 40,000 ล้านยูโร ทั้งขึ้นภาษี ตัดงบสาธารณสุข และยกเลิกวันหยุดนักขัตฤกษ์ เพื่อสกัดหนี้ที่กำลังบานปลาย เขาเตือนว่าประเทศกำลังเผชิญทางเลือก “ระหว่างความโกลาหลกับความรับผิดชอบ”

อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวกลับถูกต่อต้านอย่างรุนแรงทั้งจากฝ่ายซ้ายและขวา รวมถึงเสียงไม่พอใจภายในพรรคร่วมรัฐบาลเอง หลายฝ่ายมองว่าการลงมติครั้งนี้คือ “การฆ่าตัวตายทางการเมือง” ทำให้อนาคตของบาอีรู และเสถียรภาพรัฐบาลฝรั่งเศสกำลังสั่นคลอนอย่างหนัก

พบอีก 5 สัญญา รพ.จะนะ ยุค ‘หมอสุภัทร’ จัดซื้อวิธีเฉพาะเจาะจง จากเจ้าเดิม 8.1 แสน

เมื่อวันที่ (26 ส.ค.68) สำนักข่าวอิศรา ได้รายงานข่าวเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างของโรงพยาบาลจะนะ ซึ่งทำให้ นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณ ถูกสอบวินัย โดยระบุว่า ประเด็นขัดแย้งระหว่าง นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา ประธานชมรมแพทย์ชนบท ซึ่งถูกย้ายมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จ.สงขลา ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2566 กับ ผู้บริหารของกระทรวงสาธารณสุข กรณีการจัดซื้อชุดตรวจโควิด (ATK) ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ปี 2564 ซึ่งเป็นประเด็นตั้งกรรมการสอบสวนวินัยนายแพทย์สุภัทร ทำให้เจ้าตัวออกมาโพสต์ว่าถูกกลั่นแกล้ง ไม่ได้รับความเป็นธรรม และอาจถูกไล่ออกจากราชการในเร็วนี้

ทั้งนี้ ในช่วงวันที่ 30 พ.ย. - 22 ธ.ค.2564 โรงพยาบาลจะนะ โดยนายสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ปฏิบัติราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ออกประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จัดซื้อชุดตรวจ Rapid Test โดยเฉพาะเจาะจง บริษัท นำวิวัฒน์การช่าง (1992) จำกัด รวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง จำนวน 34,159 ชุด เป็นเงินทั้งสิ้น 7,856,570 บาท

โดยสำนักข่าวอิศรา ได้นำเอกสารที่เกี่ยวข้องได้แก่ ใบเสนอราคาที่เอกชนคือ บริษัท นำวิวัฒน์การช่าง (1992) จำกัด ส่งถึง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จำนวน 4 ฉบับ ( 4 ครั้ง) ซึ่ง จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า นอกจากจัดซื้อชุดตรวจ Rapid Test โดยวิธีเฉพาะเจาะจง กับบริษัท นำวิวัฒน์การช่าง (1992) จำกัด 4 ครั้งโดยทำสัญญาในช่วงปลายปี 2564 แล้ว ในช่วงปี 2562-2565 โรงพยาบาลจะนะ ได้จัดซื้อโดยวิธีเฉพาะเจาะจงกับบริษัท นำวิวัฒน์การช่าง ฯ อีก 5 สัญญา รวมจำนวนเงิน 810,139 บาท แบ่งเป็น จัดซื้อ ชุดตรวจ Standard Q จำนวน 2 สัญญา และ จ้างซ่อมครุภัณฑ์การแพทย์ จำนวน 3 สัญญา กรณีการจัดซื้อชุดตรวจ Standard Q จำนวน 2 สัญญา รวมวงเงิน 750,000 บาท นั้นเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2565 หลังจัดซื้อชุดตรวจ Rapid Test รายละเอียดดังนี้

จัดซื้อวัสดุทางการแพทย์ ชุดตรวจ Standard Q ช่วง มี.ค.2565

1. วันที่ 2 มี.ค.2565 จัดซื้อวัสดุทางการแพทย์ กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ ได้แก่ ชุดตรวจ Standard Q จำนวน 3,000 ชุด โดยวิธีเฉพาะเจาะจง บริษัท นำวิวัฒน์ การช่าง (1992) จำกัด ราคา 450,000 บาท (สัญญาเลขที่ C6500114 – ลง 02/03/2565 ) โรงพยาบาลจะนะโดยนายสุภัทร ในฐานะผู้อำนวยการ ประกาศชื่อประกาศผู้ชนะการเสนอราคา เมื่อวันที่ 2 มี.ค.2565 (วันเดียวกับทำสัญญา) 

2.วันที่ 3 มี.ค. 2565 จัดซื้อวัสดุทางการแพทย์ กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ ชุดตรวจ Standard Q จำนวน 2,000 ชุด โดยวิธีเฉพาะเจาะจง บริษัท นำวิวัฒน์ การช่าง (1992) จำกัด วงเงิน 300,000 บาท (สัญญาเลขที่ SC65020279 – ลง 03/03/2565 ) โรงพยาบาลจะนะโดยนายสุภัทร ในฐานะผู้อำนวยการ ประกาศชื่อประกาศผู้ชนะการเสนอราคา เมื่อวันที่ 3 มี.ค.2565 (วันเดียวกับทำสัญญา)

รายการ จ้างซ่อมครุภัณฑ์การแพทย์

ในช่วงปี 2562-2564 จ้างซ่อมครุภัณฑ์การแพทย์โดยวิธีเฉพาะเจาะจง บริษัท นำวิวัฒน์ การช่าง (1992) จำกัด จำนวน 3 สัญญา ได้แก่

1.วันที่ 24 มิ.ย. 2562 จ้างซ่อมครุภัณฑ์วิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง จำนวน 9,763.75 บาท (สัญญาเลขที่ 464/2562- ลง 24/06/2564 ) โรงพยาบาลจะนะ ประกาศชื่อประกาศผู้ชนะการเสนอราคา เมื่อวันที่ 24 มิ.ย.2562 (วันเดียวกับวันทำสัญญา) 

2. วันที่ 3 ก.พ. 2563 จ้างซ่อมเครื่องนึ่งฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ด้วยไอน้ำ(ครุภัณฑ์การแพทย์) โดยวิธีเฉพาะเจาะจง 27,306.40 บาท (สัญญาเลขที่ 175/2563 – ลง 03/02/2563 ) โรงพยาบาลจะนะ ประกาศชื่อประกาศผู้ชนะการเสนอราคา เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2563 (วันเดียวกับวันทำสัญญา) 

3.วันที่ 1 พ.ย.2564 จ้างซ่อมครุภัณฑ์การแพทย์ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง บริษัท นำวิวัฒน์ การช่าง (1992) จำกัด วงเงิน 23,069 บาท (สัญญาเลขที่ 495/2565 - ลง 01/11/2564) โรงพยาบาลจะนะโดยนายสุภัทร ในฐานะผู้อำนวยการ ประกาศชื่อประกาศผู้ชนะการเสนอราคา เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2564 (วันเดียวกับทำสัญญา) (ดูประกาศ)

อย่างไรก็ตาม กระบวนการจัดซื้อชุดตรวจ Standard Q 2 รายการ และ จ้างซ่อมครุภัณฑ์ 3 สัญญา รวมทั้งสิ้น 5 สัญญา ไม่พบข้อมูล ‘ราคากลาง’ ต่างจากกรณีการจัดซื้อชุดตรวจ Rapid Test ที่ใช้เอกสารใบเสนอราคาของบริษัท นำวิวัฒน์การช่าง ฯ เป็นราคากลางประกอบการจัดซื้อจัดจ้าง

'ประชาธิปัตย์' ชูนโยบายขจัดความรุนแรงต่อสตรีในเวทีพรรคการเมืองอาเซียน พร้อมยกร่างแนวทางแก้ปัญหาเฟคนิวส์ออนไลน์มุ่งทำลายนักการเมืองหญิง

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ อดีตรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 6 สมัยของพรรคประชาธิปัตย์ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรค ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาคอาเซียนในหัวข้อ”การแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อสตรีและนักการเมืองหญิง“ระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

จัดโดยมูลนิธิเวสต์มินสเตอร์เพื่อประชาธิปไตย (Westminster Foundation for Democracy: WFD) ซึ่งเป็นองค์กรสาธารณะของสหราชอาณาจักรที่มุ่งสนับสนุนประชาธิปไตยทั่วโลก ผ่านความร่วมมือกับพรรคการเมือง รัฐสภา และองค์กรภาคประชาสังคม

โดยนายอลงกรณ์ได้นำเสนอนโยบายการขจัดความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติต่อสตรีรวมทั้งแนวทางส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของสตรีเช่นการกำหนดสัดส่วนสตรีในคณะกรรมการบริหารพรรคและในการสมัครรับเลือกตั้งทั้งในระดับชาติและท้องถิ่นตลอดจนการเพิ่มสัดส่วนของสมาชิกสตรีในรัฐสภา
“รายงานในปี2023ของสหภาพรัฐสภาระหว่างประเทศ (IPU)2023)ระบุว่าสัดส่วนสมาชิกสตรีในรัฐสภาของไทยอยู่ในอันดับที่ 121 ของโลก และอันดับที่ 7 ในอาเซียนซึ่งเป็นอันดับต่ำมากในเชิงจำนวนของสมาชิกรัฐสภาสตรี จำเป็นที่จะต้องสนับสนุนให้สตรีผ่านการเลือกตั้งเข้ามาในรัฐสภามากขึ้นโดยขจัดอุปสรรคและปัญหาที่มีผลต่อการกีดกันการเลือกปฏิบัติหรือใช้ความรุนแรงในรูปแบบ“

นายอลงกรณ์ได้ยกตัวอย่าง รายงานวิจัยล่าสุดมิถุนายน 2025 ของ Cofact Thailand และ Neo Momentum ระบุว่า ปริมาณของข้อมูลบิดเบือน (malinformation)และคำพูดที่แสดงความเกลียดชัง (hate speech)มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในแพลตฟอร์ม X (เดิมคือ Twitter) และ Facebook เนื้อหาเฟคนิวส์เหล่านี้มุ่งเป้าไปที่นักการเมืองหญิงและพรรคการเมืองที่มีจุดยืนก้าวหน้า ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและความมั่นใจของผู้หญิงในการมีส่วนร่วมทางการเมือง
- 31.7% เป็นการทำลายชื่อเสียง
- 20.7% เป็นการดูหมิ่นและลดคุณค่าทางสังคม
- 16.4% เป็นการโจมตีด้วยเรื่องเพศ
- 13.3% เป็นการล้อเลียนผ่านวิดีโอตัดต่อ หรือคำนินทาในโซเชียลมีเดียอย่างต่อเนื่องกรณีเช่นนี้เป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้ความรุนแรงต่อนักการเมืองหญิงผ่านโลกโซเชียลในปัจจุบันซึ่งพรรคประชาธิปัตย์กังวลต่อแนวโน้มในเรื่องนี้อย่างยิ่งและกำลังยกร่างแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวซึ่งจะแล้วเสร็จภายในเดือนนี้

รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์ย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายที่ชัดเจนและมีจุดยืนที่มั่นคงภายใต้กรอบพันธกรณีที่ประเทศไทยมีต่ออนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW : Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women และ แพลตฟอร์มเพื่อการปฏิบัติแห่งปักกิ่ง(Beijing Platform for Action) ซึ่งรับรองในการประชุมโลกว่าด้วยสตรี ครั้งที่ 4 เมื่อปี 1995 ในการต่อต้านความรุนแรงทุกรูปแบบต่อสตรี ทั้งในเชิงนโยบายและการปฏิบัติจริง

1. การกำหนดเป็นวาระแห่งชาติและการปฏิรูปกฎหมาย
2. การปรับปรุงและบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพเช่นพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน , พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ,พระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น,พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์,แก้ไขพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี โดยไม่ลงโทษผู้ขายบริการ แต่ให้ลงโทษผู้ซื้อบริการแทน,แก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ให้สอดคล้องกับหลักการสากล
3. การสร้างกลไกป้องกันและช่วยเหลือในระดับพื้นที่ เช่นการจัดตั้งศูนย์ป้องกันความรุนแรงระดับท้องถิ่นเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันเหตุรุนแรง

4. ส่งเสริมการศึกษาและสร้างความตระหนักรู้  เช่น ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาเพศศึกษาอย่างครอบคลุม เพื่อปลูกฝังเยาวชนให้มีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศและเคารพศักดิ์ศรีของผู้อื่น
5. ส่งเสริมบทบาทและการมีส่วนร่วมทางการเมืองของสตรี เช่น กำหนดสัดส่วนสำหรับสตรีในการสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นและในคณะกรรมการบริหารของพรรค
รวมทั้งการจัดทำงบประมาณโดยคำนึงถึงความต้องการที่แตกต่างตามเพศภาวะ (Gender Responsive Budgeting)

6. ความร่วมมือกับภาคประชาสังคมและเครือข่าย
พรรคประชาธิปัตย์เน้นการทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมและเครือข่ายที่ทำงานด้านสตรีและความเท่าเทียมมาอย่างยาวนาน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายและสร้างแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืน
7. วิสัยทัศน์สากลและความหลากหลายทางเพศ
พรรคไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับความรุนแรงต่อสตรี แต่ยังสนับสนุนความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมอย่างจริงใจ โดยมีส่วนร่วมในการผลักดันร่างพระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม ซึ่งปัจจุบันผ่านการเห็นชอบและประกาศใช้แล้ว นโยบายนี้สะท้อนความตั้งใจที่จะสร้างสังคมที่ยอมรับความหลากหลายและปกป้องสิทธิของทุกคน

“นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ในการต่อต้านความรุนแรงต่อสตรีมีความครอบคลุม ทั้งในด้านการป้องกัน การคุ้มครองทางกฎหมาย และการส่งเสริมศักยภาพของสตรีโดยหวังว่าจะเพิ่มจำนวนนักการเมืองสตรีในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์เน้นการทำงานแบบมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนและบูรณาการทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชาติลงสู่ชุมชน เพื่อสร้างสังคมที่ไม่มีความรุนแรงและเท่าเทียมสำหรับทุกคน”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top