Monday, 27 July 2026
Hard News Team

ทัพเรือภาคที่ 1 จัดการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในระดับพื้นที่ในเขตทัพเรือภาคที่ 1 ครั้งที่ 2/2568

เมื่อวานนี้ (28 ส.ค.68) พลเรือโท อาภา ชพานนท์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในระดับพื้นที่ในเขตทัพเรือภาคที่ 1/ผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 1 เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในระดับพื้นที่ในเขตทัพเรือภาคที่ 1 ครั้งที่ 2 ปีงบประมาณ 68 ณ โรงแรม โรงแรม เฮลท์แลนด์ รีสอร์ท แอนด์ สปา พัทยา เพื่อรับทราบผลการดำเนินงานตามแนวทางการเสริมสร้างความมั่นคงเชิงพื้นที่ ภายใต้นโยบายและแผนความมั่นคงที่ 17 การเสริมสร้างความมั่นคงเชิงพื้นที่ ปีงบประมาณ 68 รวมถึงรับทราบปัญหา อุปสรรค ข้อขัดข้องในการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่รับผิดชอบ ประกอบด้วยหน่วยงานระดับนโยบาย ในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อประสานความร่วมมือ และบูรณาการในการแก้ไขปัญหาร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

‘กรมธนารักษ์’ จับมือ กองทัพเรือ เปิดตัว Clean Energy นำร่องพลิกที่ราชพัสดุเป็นฐานการผลิตพลังงานสะอาด

กรมธนารักษ์-กองทัพเรือ จับมือเดินหน้า 'Clean Energy' ใช้ที่ราชพัสดุต้นแบบผลิตไฟฟ้าสะอาด หนุนเป้าหมาย Net Zero 2608

เมื่อวานนี้ (28 ส.ค.68) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ 'Clean Energy' พร้อมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการจัดทำต้นแบบการใช้พลังงานสะอาดในพื้นที่ราชการ โดยมีพลเรือเอกจิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เข้าร่วมลงนาม ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการพลังของทั้ง 2 หน่วยงาน

เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาพลังงานสะอาด และสะท้อนเจตนารมณ์ของกรมธนารักษ์ในการยกระดับที่ราชพัสดุจาก 'สินทรัพย์ที่ถูกมองข้าม' ให้กลายเป็น 'สินทรัพย์แห่งอนาคต' ยกระดับ 'ที่ราชพัสดุที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์' สู่ 'ที่ราชพัสดุเพื่อสิ่งแวดล้อม' ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาความท้าทายที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง และเพื่อรับมือกับปัญหาดังกล่าว รัฐบาลไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608 ผ่านนโยบายส่งเสริมพลังงานสะอาดในหลายมิติ

นายเอกนิติกล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายนี้ กรมธนารักษ์จึงพลิกบทบาทของที่ราชพัสดุซึ่งเคยถูกมองข้าม ว่าไม่มีประโยชน์ เช่น หลังคาบนอาคารราชพัสดุ หรือที่ราชพัสดุที่เป็นอ่างเก็บน้ำ ให้กลายเป็นฐานพลังงานสะอาดแห่งอนาคต โดยยกเว้น หรือลด ค่าเช่าและค่าแรกเข้าในการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุ เพื่อติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในที่ราชพัสดุ ใน 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ บนหลังคา (Solar Rooftop) บนพื้นดิน (Solar Farm) และบนทุ่นลอยน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ (Floating Solar) เพื่อส่งเสริมให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ เอกชน มีการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งจะไม่เพียงช่วยลดต้นทุนพลังงานของภาครัฐ แต่ยังเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทน สร้างรายได้จากที่ราชพัสดุที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์กลับคืนสู่รัฐ และที่สำคัญที่สุดคือ การวางรากฐานด้านพลังงานสะอาดให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว หลักเกณฑ์การขอใช้ที่ราชพัสดุเพื่อผลิตพลังงานสะอาดโครงการ Clean Energy กรมธนารักษ์ได้กำหนด “หลักเกณฑ์กลางการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุเพื่อติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์” สำหรับหน่วยงานที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ Clean Energy โดยเปิดโอกาสให้นำที่ราชพัสดุมาพัฒนาเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้

1. ส่วนราชการหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น – จะได้รับการยกเว้นค่าตอบแทนทั้งหมด หากติดตั้งเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในทางราชการ แต่หน่วยงานต้องรายงานผลการติดตั้งให้กรมธนารักษ์ทราบเมื่อแล้วเสร็จ

2. หน่วยงานของรัฐที่เป็นผู้เช่าที่ราชพัสดุ – จะไม่ต้องเสียค่าเช่าเพิ่มเช่นเดียวกัน หากติดตั้งเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในหน่วยงานของรัฐ แต่ต้องขออนุญาตกรมธนารักษ์ก่อนดำเนินการ

3. รัฐวิสาหกิจที่มีหน้าที่ผลิตหรือจำหน่ายไฟฟ้า (กฟผ., กฟน., กฟภ.) – หากติดตั้งเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง จะไม่ต้องเสียค่าเช่าเพิ่ม โดยต้องขออนุญาตกรมธนารักษ์ก่อนดำเนินการ แต่หากติดตั้งเพื่อขายไฟเข้าระบบ กรมธนารักษ์จะผ่อนปรนค่าเช่าในอัตราต่ำสุด เช่น Solar Rooftop เก็บค่าเช่าเพียง 2 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน หรือ 2 บาท ต่อตารางวาต่อเดือน ส่วน Solar Farm หรือ Floating Solar คิดค่าเช่าที่ดินเพียง 0.75% ของมูลค่าที่ดินต่อปี ซึ่งถือว่าลดลงถึง 75% จากอัตราปกติ

4. ผู้เช่าเอกชน – กรณีติดตั้งเพื่อใช้ไฟเองภายในครัวเรือน (ไม่เกิน 10 กิโลวัตต์) หรือใช้ในกิจการตามกฎหมายการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน จะไม่ต้องเสียค่าเช่าเพิ่ม แต่ต้องขออนุญาตกรมธนารักษ์ก่อน หากติดตั้งเพื่อขายไฟเข้าระบบจะต้องเช่าเพิ่มในอัตราผ่อนปรน โดย Solar Rooftop คิดค่าเช่า 2 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน หรือ 2 บาทต่อตารางวาต่อเดือน ส่วน Solar Farm หรือ Floating Solar จะเก็บค่าเช่าที่ดิน 1.5% ของมูลค่าที่ดินต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่ลดลงถึง 50% จากอัตราปกติ

5. การเปิดประมูลจัดให้เช่าใหม่ สำหรับพื้นที่ที่ยังไม่มีผู้เช่า กรมธนารักษ์จะเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาลงทุนโครงการ Solar Farm หรือ Floating Solar โดยกำหนดค่าแรกเข้า 0.5% ของมูลค่าที่ดินตามจำนวนปีที่เช่า และค่าเช่าที่ดิน 1.5% ของมูลค่าที่ดินต่อปี (ลดลงครึ่งหนึ่งจากอัตราปกติ)

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการต้องทำประกันความเสียหายเฉพาะพื้นที่ติดตั้งเพื่อคุ้มครองกรณีเกิดอัคคีภัยและเหตุทั้งปวง และต้องรายงานผลการลดก๊าซเรือนกระจกต่อกรมธนารักษ์ทุกปี เพื่อให้สามารถรวบรวมและรายงานเป็นภาพรวมของที่ราชพัสดุต่อกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และหากเป็นโครงการเชิงพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิตเพื่อลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ จะต้องแบ่งปันคาร์บอนเครดิต 5% ให้เป็นรายได้แผ่นดินผ่านกรมธนารักษ์ด้วย จับมือกองทัพเรือต้นแบบการใช้ที่ราชพัสดุเพื่อผลิตพลังงานสะอาด

นายเอกนิติกล่าวต่อว่า ความร่วมมือกับกองทัพเรือ นับเป็นก้าวสำคัญของโครงการนำร่อง ที่จะเปลี่ยนพื้นที่ราชพัสดุในความครอบครองของกองทัพเรือให้กลายเป็นต้นแบบพลังงานสะอาดของประเทศไทย โดยเริ่มจากโครงการ Floating Solar ที่กรมอู่ทหารเรือ ก่อนจะขยายผลสู่พื้นที่อีก 6 แห่ง

อาทิ ค่ายพระมหาเจษฎาราชเจ้า หน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง ศูนย์ฝึกทหารใหม่ โรงเรียนชุมพลทหารเรือ กองการบินทหารเรือ และกองเรือฟรีเกตที่ 1 รวมกำลังการผลิตพลังงานกว่า 42,000 kWp เมื่อโครงการเดินหน้าเต็มรูปแบบ คาดว่าจะช่วยลดค่าไฟฟ้าของกองทัพเรือได้กว่า 20% และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 63,000 ตันต่อปี นี่ไม่เพียงเป็นการลดภาระงบประมาณ แต่ยังเป็นพลังสะอาดที่ส่งผลโดยตรงต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ

และที่สำคัญคือการสร้าง “ต้นแบบแห่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน” ที่หน่วยงานอื่นสามารถนำไปต่อยอดได้ในอนาคต เปลี่ยนพื้นที่ที่ถูกมองข้าม ให้เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Net Zero โครงการ Clean Energy คือภาพสะท้อนบทบาทใหม่ของกรมธนารักษ์ ที่ไม่เพียงทำหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์สินของแผ่นดิน แต่พร้อมก้าวขึ้นเป็นกลไกขับเคลื่อนอนาคตของประเทศ ผ่านการสร้างมูลค่าและคุณค่าใหม่จากที่ราชพัสดุ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในมิติพลังงาน เศรษฐกิจ และสังคม

“Clean Energy ไม่ได้เป็นแค่โครงการด้านพลังงานเท่านั้น แต่คือวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของที่ราชพัสดุ ที่จะถูกเปลี่ยนจากพื้นที่ที่เคยถูกมองข้าม ให้กลับมามีพลัง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกรมธนารักษ์ในการเพิ่มมูลค่าและคุณค่าทรัพย์สินของแผ่นดิน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม เดินหน้าประเทศไทยสู่ความยั่งยืน” นายเอกนิติกล่าว

‘กัมพูชา’ ส่งหนังสือตรงถึง ‘สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งสวีเดน’ เบรกดีลขาย ‘กริพเพน’ ให้ไทย!! อ้างจะถูกนำมาใช้รุกรานเขมร

(28 ส.ค. 68) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา (CHRC) ส่งหนังสือตรงถึงสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งสวีเดน เรียกร้องให้ยุติข้อตกลงขายเครื่องบินขับไล่กริพเพน (Gripen) ให้ไทย โดยให้เหตุผลว่าอาจบ่อนทำลายสันติภาพ และเสี่ยงถูกนำไปใช้รุกรานกัมพูชา ซ้ำรอยเหตุการณ์ความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

นายแก้ว รามี ประธาน CHRC ระบุในจดหมายว่า แม้สวีเดนมีภาพลักษณ์เป็นผู้พิทักษ์สิทธิมนุษยชนและสันติภาพ แต่การขายเครื่องบินรบครั้งนี้กลับเป็นการขัดแย้งกับจุดยืนดังกล่าว เพราะนอกจากจะกระทบความมั่นคงแล้ว ยังเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนหากถูกใช้โจมตีพลเรือน

CHRC อ้างถึงกฎบัตรสหประชาชาติและอนุสัญญาเจนีวา พร้อมเรียกร้องให้สวีเดนคำนึงถึงพันธกรณีระหว่างประเทศมากกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยเสนอข้อเรียกร้อง 3 ประการ ได้แก่ คัดค้านการขายกริพเพนให้ไทย ทบทวนและประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างโปร่งใส และสนับสนุนการแก้ปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชาด้วยสันติวิธี

ท้ายจดหมาย CHRC ยังเรียกร้องให้สวีเดนช่วยกดดันรัฐบาลไทยให้ปล่อยทหารกัมพูชา 18 นาย ที่ถูกควบคุมตัวอยู่โดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข โดยย้ำว่าการละเว้นจากการติดอาวุธให้ประเทศที่อาจเป็นผู้รุกราน ไม่เพียงเป็นหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ยังเป็นเรื่องของจิตสำนึกเพื่อสันติภาพโลก

‘จาตุรนต์’ ชี้ กรณีเด็ก 13 ปีชาวกัมพูชาต้องได้รับโอกาสศึกษา พร้อมย้ำ ไม่ว่าสัญชาติใดพึงได้รับการปฏิบัติอย่างเดียวกัน

(28 ส.ค. 68) นายจาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า กรณีเด็กนักเรียนอายุ 13 ขวบ ถูกจับในข้อหาเข้าเมืองโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายและอาจจะถูกผลักดันให้ออกจากประเทศไทยไปอยู่ในกัมพูชานั้น เท่าที่ปรากฏเป็นข่าว มีประเด็นที่ยังมีความเห็นแตกต่างกันอยู่ ทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

หากกรณีนี้เกิดกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง ประเด็นก็จะไม่ซับซ้อน เช่น บุคคลนี้มีสัญชาติอะไร ถ้าเป็นคนกัมพูชา เข้าเมืองมาอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เข้าข่ายจะต้องส่งกลับไปกัมพูชาหรือไม่

แต่กรณีนี้เกิดขึ้นกับเด็กอายุ 13 ขวบที่เรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนของไทยมาตั้งแต่เด็ก

กรณีนี้จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับหลักกฎหมายและแนวปฏิบัติของประเทศไทยเรา ซึ่งผมเคยมีส่วนเกี่ยวข้องและรับผิดชอบอยู่ด้วย จึงคิดว่าอาจจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการมองเรื่องนี้ได้บ้าง

แนวปฏิบัติของประเทศไทยเรา ซึ่งเป็นประเทศที่มีเกียรติภูมิในเวทีระหว่างประเทศ มีพันธะกรณีในการปฏิบัติตาม ปฏิญญาสากลและอนุสัญญาที่ไทยเป็นภาคี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) ที่มีแนวคิดเรื่องรัฐทุกรัฐต้องจัดการศึกษาสำหรับเด็กทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ (Education for All) ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้การรับรองไว้ อีกทั้งแนวคิดเดียวกันนี้ยังตรงตามอีกหลายอนุสัญญาที่ประเทศไทยเป็นภาคี อาทิ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก(CRC), อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) และปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (AHRD) 

ประเทศไทยมีความชัดเจนในเรื่องนี้ ในสมัยที่ผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีได้ผลักดันทำให้เกิดมติคณะรัฐมนตรี 2 ฉบับ  ได้แก่ 18 มกราคม 2548 และ 5 กรกฎาคม 2548 เจตนารมณ์ก็คือต้องการคุ้มครองเด็กทุกคนในประเทศไม่ว่าจะเป็นสัญชาติใด เข้าเมืองถูกกฎหมายหรือไม่ มีเอกสารหรือไม่ ไม่รู้ว่าเป็นคนของประเทศไหน ไม่มีบัตรอะไรติดตัวเลยก็ตาม “แต่เด็กทุกคนต้องได้รับการคุ้มครองทั้งนั้น โดยเฉพาะคุ้มครองสิทธิทางการศึกษา” เพื่อยืนยันหลัก Education for All 

มติ ครม.นี้เป็นเรื่องต่อเนื่องจากมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ แสดงให้เห็นว่าทั้งหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานทางการศึกษาเข้าใจและเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ 

ดังนั้น กรณีพบเด็กที่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้านหรือเด็กไร้สัญชาติ ฝ่ายจัดการศึกษาจึงมีหน้าที่จัดการให้เด็กคนนั้นได้รับการศึกษา

ส่วนเมื่อพบเด็กที่เรียนหนังสืออยู่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายบางเรื่อง เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องก็ต้องหาทางอนุโลมผ่อนผันให้สามารถเรียนหนังสือต่อไปได้ ไม่พึงพรากเด็กจากการศึกษาและไม่พึงส่งเด็กออกไปจากประเทศโดยไม่รู้ว่าเด็กคนนี้จะไปอยู่ที่ไหนกับใครและจะได้รับการศึกษาหรือไม่

หลักการนี้ใช้กับเด็กที่ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ไม่ว่าจะถือสัญชาติอะไรก็พึงได้รับการปฏิบัติอย่างเดียวกัน รวมทั้งเด็กไร้สัญชาติไร้เอกสารหลักฐานก็พึงได้รับการคุ้มครองเช่นนี้เหมือนกัน

เศรษฐกิจของประเทศไทยที่ต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก เด็กจากประเทศเพื่อนบ้านที่ติดตามพ่อแม่ที่เป็นแรงงานข้ามชาติซึ่งอนาคตยิ่งมีเพิ่มขึ้น ขณะที่สังคมไทยเป็นสังคมสูงวัย หากเขาเป็นแรงงานข้ามชาติที่มีความรู้ คุยกับนายจ้างคนไทยรู้เรื่องก็เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเรื่องนี้มีตัวอย่างแนวคิดจากหลากหลายประเทศทั่วโลกที่เผชิญปัญหาเดียวกัน เช่น ประเทศใน EU ที่จัดสรรทรัพยากรเพื่อพัฒนาทักษะของแรงงานและมนุษย์ธรรมต้องได้สัดส่วนกัน

การแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองประเทศและการรักษาผลประโยชน์ของชาติไทยเรานั้น ต้องการความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจและการสนับสนุนจากประชาคมโลก เราจึงจำเป็นต้องระมัดระวังไม่ให้มีภาพลักษณ์ในทางลบ ทั้งนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

หลักง่ายๆที่ทั่วโลกยึดถือกันคือโลกนี้เขายอมรับว่าต้องให้เด็กได้รับการศึกษา ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคมนั้น ไม่ต้องไประแวงว่าเราจะเสียหายอะไร การใช้จ่ายด้านการศึกษาเป็นการลงทุนที่มีคุณค่าต่อสังคมมากที่สุด

สหรัฐฯ เพียงชาติเดียวโหวตค้าน UN กรณีวิกฤตขาดอาหารในกาซา แม้ WFP เตือนประชาชนหลายแสนคน…เสี่ยงอดอยากขั้นรุนแรง!!

(28 ส.ค. 68) สหรัฐอเมริกาเป็นเพียงชาติเดียวของสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ที่ปฏิเสธการรับรองคำแถลงร่วมเกี่ยวกับวิกฤตขาดอาหารในฉนวนกาซา จากที่ประชุมของ UNSC เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งเน้นหารือเรื่องความอดอยากในกาซา และเหตุโจมตีโรงพยาบาลนัสเซอร์ของอิสราเอล ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายสิบราย รวมถึงนักข่าวด้วย

ตัวแทนอิสราเอลประจำ UN แดนนี ดานอน (Danny Danon) อ้างว่าการสำรวจของ UN IPC สองครั้งในกาซา มีข้อมูลบางส่วนที่ถูกซ่อน ซึ่งไม่ได้แสดงถึงภาวะอดอยากในฉนวน พร้อมเรียกร้องให้ IPC ถอนรายงานที่บิดเบือน

ด้านโครงการอาหารโลก (WFP) ของ UN ยืนยันระดับวิกฤตของความอดอยากในกาซาครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้งในปี 2023 โดยรายงานล่าสุดชี้ว่ามีประชาชนกว่า 640,000 คนจะเผชิญความอดอยากขั้นรุนแรง 

สำหรับสถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นระดับสูงสุดของความขาดแคลนอาหาร โดย WFP ระบุว่าภาวะอดอยากรุนแรงในกาซาเข้าขั้นวิกฤตที่สุด นับเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ต่อการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

จีนประกาศจัดอันดับ 500 บริษัทเอกชนรายใหญ่ปี 2025 JD.com ครองแชมป์ต่อเนื่อง หลังกวาดรายได้ทะลุ 1.16 ล้านล้านหยวน

(28 ส.ค. 68) จีนเผยรายชื่อ 500 บริษัทเอกชนรายใหญ่ปี 2025 โดย JD.com อีคอมเมิร์ซ ครองอันดับ 1 ตามด้วย Alibaba (China) และ Hengli Group ซึ่งทั้งสามยังครองตำแหน่งผู้นำต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 สะท้อนพลังการเติบโตของภาคเอกชนจีนอย่างชัดเจน

การจัดอันดับจัดทำโดย สมาพันธ์อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมแห่งชาติจีน (ACFIC) และประกาศที่การประชุมสุดยอด 'China Top 500 Private Enterprises' ในนครเสิ่นหยาง โดยมีบริษัทเข้าร่วมสำรวจมากถึง 6,379 ราย ซึ่งแต่ละแห่งมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านหยวนในปี 2024

ผลสำรวจระบุว่า เกณฑ์ขั้นต่ำของการติดอันดับพุ่งเป็น 27,000 ล้านหยวน ขณะที่รายได้รวมของ 500 บริษัทแตะ 43.05 ล้านล้านหยวน โดย JD.com ทำสถิติเป็นเอกชนจีนรายแรกที่มีรายได้ทะลุ 1.16 ล้านล้านหยวน ถือเป็นก้าวสำคัญในวงการธุรกิจเอกชนจีน

นอกจากนี้ ความสามารถทำกำไรของบริษัทชั้นนำก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยมี 361 บริษัทที่รายได้เติบโตจากปีก่อน รวมกำไรสุทธิแตะ 1.8 ล้านล้านหยวน หรือเฉลี่ยกว่า 3.6 พันล้านหยวนต่อบริษัท เพิ่มขึ้นราว 6.5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

สวนนงนุชพัทยา จัดโปรแรง 'ไทยเที่ยวไทย' มา 3 จ่าย 2 ตลอดเดือนกันยายน


นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา จัดโปรโมชั่นพิเศษเอาใจนักท่องเที่ยวในแคมเปญ 'ไทยเที่ยวไทย' เพียงมา 3 ท่าน จ่ายเพียง 2 ท่าน สำหรับบัตรผ่านประตู ตั้งแต่วันที่ 1–30 กันยายน 2568 เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิพิเศษอีกมากมาย ได้แก่เด็กสูงไม่เกิน 140 ซม. (ที่มากับครอบครัว) และผู้พิการ เข้าฟรีทุกวัน ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันศุกร์ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทั้งปี โดยไม่มีเงื่อนไข


นักท่องเที่ยวจะได้เพลิดเพลินกับการแสดงสุดอลังการ 'นงนุชโชว์' และการแสดงช้างแสนรู้ ที่โรงละครสกาลา วันละ 4 รอบ (เช้า 2 รอบ – บ่าย 2 รอบ) พร้อมตื่นตากับสวนสวยกว่า 60 สวน บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ อาทิ สวนตะบองเพชร 1 และ 2, สวนลอยฟ้า, สวนกล้วยไม้ และเนิร์สเชอรี่ไม้ประดับหลากหลายชนิด

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบงานสะสม สามารถเข้าชม พิพิธภัณฑ์พุทธคุณ ที่รวบรวมพระเครื่องเก่าอายุกว่า 100 ปี และพิพิธภัณฑ์รถแปลกหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าสวนรถ1และ2 ส่วนเด็ก ๆ จะได้สนุกสนานกับการผจญภัยท่ามกลางไดโนเสาร์กว่า 1,700 ตัว สวนนงนุชพัทยา เปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น. ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

นักเศรษฐศาสตร์เตือน อังกฤษมีโอกาสเข้าสู่วิกฤตหนี้แบบยุค 1970 จากฝีมือ รมว.คลัง ขึ้นภาษีแถมไม่หยุดจ่าย อาจต้องพึ่ง IMF

(28 ส.ค. 68) นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า แผนการใช้จ่ายและขึ้นภาษีของ ราเชล รีฟส์ (Rachel Reeves) รัฐมนตรีคลังอังกฤษ อาจผลักประเทศเข้าสู่วิกฤตหนี้สาธารณะแบบยุค 1970 และอาจต้องขอความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) หากไม่เปลี่ยนนโยบาย

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การจัดการเศรษฐกิจของรีฟส์อาจทำให้เงินเฟ้อสูง การกู้ยืมเพิ่ม และเศรษฐกิจชะลอตัวซ้ำรอยอดีตยุคที่อังกฤษต้องขอ IMF ช่วยเหลือเมื่อปี 1976 โดยนักวิชาการหลายคนเปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับช่วงนั้นว่ามีความเสี่ยงสูงต่อการล้มละลาย

กลุ่มค้าปลีกใหญ่ในอังกฤษก็เตือนถึงผลกระทบจากภาษีและกฎระเบียบที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้ประเทศเข้าสู่ยุค 'stagflation' หรือเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจโตช้า ด้านนักการเมืองฝ่ายขวาชี้ว่าการกู้ยืมที่พุ่งสูงเป็นผลจากการบริหารเศรษฐกิจผิดพลาดของรัฐบาลแรงงาน

รีฟส์อยู่ภายใต้แรงกดดันสูงก่อนงบประมาณฤดูใบไม้ร่วง เนื่องจากการกู้ยืมเพิ่ม 50 พันล้านปอนด์ และคาดว่าเธออาจต้องขึ้นภาษีอีกครั้ง ซึ่งฝ่ายวิจารณ์เตือนว่าจะยิ่งทำให้การเติบโตเศรษฐกิจอ่อนแอลง

สำหรับอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษปรับตัวสูงขึ้นจนสูงกว่าสหรัฐฯ และเกือบเท่ากับกรีซ ขณะที่หนี้สาธารณะต่อจีดีพีแตะ 96.3% ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยปีนี้สูงถึง 111.2 พันล้านปอนด์ คิดเป็น 1 ใน 12 ของงบประมาณรัฐบาล

ทั้งนี้ รัฐบาลอังกฤษยืนยันว่า การอ้างว่าสหราชอาณาจักรกำลังเข้าสู่วิกฤตหนี้เหมือนยุค 1970 ไม่มีมูล ขณะที่โฆษกรัฐบาลชี้ว่ามีการวางแผนการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดอัตราดอกเบี้ย และลงทุนในโรงเรียน โรงพยาบาล และบริการสาธารณะเพื่อประชาชน

สว.สงขลา เร่ง มหาดไทย แก้ปัญหา กลุ่มอิทธิพล ท้องที่ ท้องถิ่น เอี่ยว บีอาร์เอ็น เรียกค่าคุ้มครอง ผู้ประกอบการ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เผย สัปดาห์เดียวมี โรงงานถูก และผู้รับเหมา ถูก วางเพลิง วางระเบิด 3 ราย หลังไม่จ่ายค่าคุ้มครอง

(28 ส.ค. 68) นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สมาชิกวุฒิสภา จ.สงขลา เปิดเผยถึง สถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัด และ 4 อำเภอ ของ จ.สงขลา ว่า ในรอบสัปดาห์ ที่ผ่านมา สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจาก กองกำลังติดอาวุธของขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็น จะมีเป้าหมายต่อ เจ้าหน้าที่รัฐ  โดยการ วางระเบิดคาร์บอมบ์ ต่อชุดคุ้มครองตำบลบ้านศาลาใหม่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส แล้ว ยังมีการ วางเพลิง วางระเบิด โรงงานผลิตไฟฟ้า ชีวมวล ที่ ต.กายูคละ อ.แว้ง จ.นราธิวาส วางเพลิง วางระบิด บริษัทเหมืองแร่เอเชีย จำกัด ในพื้นที่ ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาส และการ วางเพลิง เครื่องจักรกล ของ บริษัทซามะสัมพันธ์ ซึ่งเป็นผู้รับเหมาในการก่อสร้างแหล่งน้ำของ ชลประทาน ใน ต.ปล่องหอย อ.กระพ้อ จ.ปัตตานี ซึ่งผู้ประกอบการทั้ง 3 แห่ง ได้รับความเสียหาย เป็นจำนวนมาก และที่เหมืองแร่เอเชีย มีคนงาน ถูกกับระเบิด ขาขาด 1 ราย และ บาดเจ็บ 1 ราย แสดงให้เห็นว่า บีอาร์เอ็น มีเป้าหมายในการ ทำลายเศรษฐกิจ การลงทุนในพื้นที่ของ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งสร้างความ วิตกกังวล ให้กับ เจ้าของกิจการ ผู้ลงทุนรายอื่นๆเป็นอย่างมาก เพราะไม่รู้ว่า ธุรกิจ ของตนเอง จะถูก วางเพลิง วางระเบิด เมื่อไหร่ และมี ผู้ประกอบ หลายราย ได้ ร้องทุกข์มายัง สมาชิกวุฒิสภา ให้เรียกร้องต่อ รัฐบาล และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อ คุ้มครองความปลอดภัยของผู้ประกอบกิจการในพื้นที่ ก่อนที่  อุตสาหกรรม ในพื้นที่จะกลายเป็น เหยื่อ ของ สถานการณ์

โดยผู้ที่ร้องทุกข์กับ สมาชิกวุฒิสภา ได้ให้รายละเอียดว่า หลังการก่อเหตุ บีอาร์เอ็น มีการ แขวนป้ายผ้า ที่มีข้อความว่า การ ก่อการร้าย ต่อ ผู้ประกอบอุตสาหกรรม ในพื้นที่ครั้งนี้ เป็นการ ปกป้อง ทรัพยากรธรรมชาติ ในพื้นที่ให้กับประชาชน ไม่ให้ถูก นายทุน เข้ามาหาประโยชน์ กับ ทรัพยากรในพื้นที่ ห้ามให้มีการ ขุดดิน ,หิน และ ทำเหมืองแร่ แสดงให้เห็นว่า กิจการ ที่เกี่ยวกับ การ ขุดดิน เหมืองหิน เหมืองแร่ จะถูก วางเพลิง วางระเบิด เพื่อให้ เสียหาย และ หยุด กิจการ

นายไชยยงค์ กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้รับจากฝ่ายข่าวในพื้นที่คือ ก่อนที่ จะมีการ วางเพลิง วางระเบิด ต่อ เป้าหมาย มีการเรียกค่าคุ้มครอง จาก”แนวร่วม ในพื้นที่ ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพล ที่เกี่ยวข้องกับผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น และ แต่ เจ้าของกิจการยังไม่ได้ตอบตงลง และบางรายได้แจ้งให้ หน่วยงานความมั่นคงได้รับทราบ บางรายไม่จ่าย เพราะเป็นคนในพื้นที่ เป็นอดีต นักการเมืองท้องถิ่น และเป็นนักการเมืองท้องถิ่น จึงถูก กองกำลังติดอาวุธ ของ บีอาร์เอ็น วางเพลิง และ วางระเบิด เพื่อแสดงถึง อิทธิพล และต้องการให้ ผู้ประกอบการเห็นว่า เจ้าหน้าที่ ไม่สามารถปกป้อง ดูแลความปลอดภัยให้กับ ผู้ประกอบการ และนักลงทุนได้  รวมทั้ง การ ทำลาย เศรษฐกิจ การลงทุน ใน จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็น 1 ใน 5 นโยบายของ บีอาร์เอ็น ที่มีการประกาศเป็น ธงนำ เช่น 1 มุ่งเป้าก่อเหตุต่อเจ้าหน้าที่รัฐ 2 มุ่งเป้าก่อเหตุต่อการลงทุนของภาคเอกชน 3 มุ่งเป้าก่อเหตุทำลายสาธารณูประโภคที่เป็นของรัฐ 4 มุ่งเป้าก่อเหตุต่อสถานที่ราชการที่เป็นสัญลักษณ์ของการปกครอง 5.มุ่งเป้าการก่อเหตุเพื่อทำลายความเชื่อมมั่นของอำนาจรัฐในพื้นที่

ที่สำคัญการ เรียกค่าคุ้มครอง มีคนของรัฐในพื้นที่เป็นแนวร่วมของบีอาร์เอ็น ซึ่งคนเหล่านี้เกี่ยวข้องกับ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยตรง เป็นหน้าที่ของ นายอำเภอ และ ผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ต้องเข้าไป ตรวจสอบ และดำเนินการในการ แก้ปัญหา จึงขอเรียกร้องให้ นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะที่เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย มีมาตรการ ทั้งในการให้การป้องกัน อุตสาหกรรม ในพื้นที่ รวมทั้ง การค้า การลงทุน อย่าให้ถูก วางเพลิง วางระเบิด เกิดขึ้น และให้ ตรวจสอบ เอาผิด กับ ผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ผู้มี อิทธิพล ที่เป็นคนของ นักการเมือง ซึ่งมีส่วนในการเป็น เครือข่าย ของ บีอาร์เอ็น ในการ เรียกค่าคุ้มครอง จากผู้ประกอบการใน จังหวัดชายแดนภาคใต้

นายปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์ / หาดใหญ่ จ.สงขลา

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดประชุมเชิงปฏิบัติการครูศูนย์ฝึกฯ พัฒนาการสอนวิเคราะห์อุบัติเหตุทางถนน วางรากฐานสู่การขับเคลื่อนมาตรการถนนปลอดภัยอย่างยั่งยืนในระดับประเทศ

(28 ส.ค. 68) พล.ต.ท.นิธิธร จินตกานนท์ ผู้บัญชาการศึกษา เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อนุมัติให้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการแก่ครูอาจารย์ที่ทำหน้าที่ในการสอบวิชาจราจรในศูนย์ฝึกอบรมตำรวจทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาการสอนการวิเคราะห์อุบัติเหตุทางถนน สู่มาตรการถนนปลอดภัย ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพมหานคร ซึ่งการประชุมครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) มูลนิธินโยบายถนนปลอดภัย (มนป.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน พร้อมผลักดันการแก้ปัญหาความเสี่ยงหลักร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม

การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นการอบรมการวิเคราะห์อุบัติเหตุทางถนนเชิงลึก เพื่อนำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลอุบัติเหตุทางถนน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (PRS) ให้กับครู อาจารย์ ตามศูนย์และโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ หัวใจสำคัญของการวิเคราะห์คือ จะมองให้ลึกกว่าคำว่าอุบัติเหตุทางถนนเกิดจากความประมาท หรือการฝ่าฝืนกฎหมาย แต่อาจเกิดจากขีดจำกัดของมนุษย์ ซึ่งต้องแก้ไขโดยการปรับปรับปรุงเชิงระบบ โดยนำระบบมาช่วยจำกัดข้อผิดพลาดของมนุษย์

ในเวทีประชุมยังได้หยิบยกตัวเลขอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567 พบว่าตัวเลขการเกิดเหตุ ผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิต “เป็นสีเขียว” ในทุกหัวข้อ แสดงถึงทิศทางที่ถูกต้อง แต่ความท้าทายคือจะรักษาตัวเลขที่ดีเช่นนี้ให้ต่อเนื่องได้ทุกปี ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมถือเป็นบุคลากรสำคัญที่จะต้องนำความรู้ไปถ่ายทอดให้นักเรียนนายสิบตำรวจ เพื่อผลิตกำลังพลคุณภาพกระจายสู่ทุกภูมิภาค

ผู้เข้าร่วมยังได้แลกเปลี่ยนข้อมูลพื้นที่ที่มีอุบัติเหตุสูงสุด เพื่อใช้ประกอบการวางมาตรการในท้องที่จริง ตลอดจนตั้งคำถามเชิงท้าทายว่า “AI หรือมนุษย์ตำรวจวิเคราะห์ได้ดีกว่ากัน?” ซึ่งคำตอบคือ แม้ AI จะช่วยได้ แต่ก็ยังต้องอาศัยการวิเคราะห์เชิงมนุษย์ควบคู่ เพื่อปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทจริง และการอบรมยังเน้นย้ำความสำคัญของ “ผู้เผชิญเหตุคนแรก” เนื่องจากเมื่อนักเรียนนายสิบตำรวจจบออกไป ทุกนายต้องทำหน้าที่เก็บข้อมูลและพยานหลักฐานเบื้องต้นในที่เกิดเหตุ ก่อนที่พนักงานสอบสวนจะเดินทางมาถึง การรู้จักวิเคราะห์หาสาเหตุเบื้องต้น ไม่เพียงช่วยในการสืบสวน แต่ยังช่วยให้เจ้าหน้าที่เองไม่ตกเป็นผู้ประสบอุบัติเหตุ ลดการบาดเจ็บและการสูญเสียชีวิตได้อีกด้วย

พล.ต.อ.กรไชยฯ กล่าวว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้จึงไม่เพียงสร้าง “ครูศูนย์ฝึกฯ ต้นแบบ” แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพบุคลากรด้านความปลอดภัยทางถนน และวางรากฐานสู่การขับเคลื่อนมาตรการถนนปลอดภัยอย่างยั่งยืนในระดับประเทศ

พล.ต.ท.นิธิธรฯ กล่าวระหว่างการเป็นประธานเปิดการประชุมว่า ข้อมูลคือหัวใจของการป้องกันอุบัติเหตุ การสร้างบุคลากรที่สามารถวิเคราะห์และใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยให้มาตรการความปลอดภัยทางถนนมีความแม่นยำ สอดคล้องกับปัญหาที่แท้จริง และนำไปสู่ถนนที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top