Monday, 27 July 2026
Hard News Team

‘รัสเซีย’ ยกจีนเป็นคู่ค้าหลัก หลังบริษัทตะวันตกถอย 3 ปี ทำยอดการค้าพุ่ง 244.8 พันล้านดอลล์ โตขึ้นกว่า 67%

(29 ส.ค. 68) รัสเซียและจีนเร่งกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำจีนระบุว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเติบโตขึ้นกว่า 67% หลังจากบริษัทตะวันตกจำนวนมากถอนตัวออกจากตลาดรัสเซีย ทำให้ธุรกิจจีนเข้ามาแทนที่ทันที และสามารถจัดหาสินค้าสำคัญให้ได้อย่างเพียงพอ

ด้านรัสเซียเองก็ปรับเส้นทางการส่งออกหันไปพึ่งตลาดจีนมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ส่งออกรัสเซียมีบทบาทแข็งแกร่งในตลาดจีน โดยปี 2024 มูลค่าการค้าสองฝ่ายเพิ่มขึ้น 1.9% จากปีก่อนหน้า

ตัวเลขล่าสุดชี้ว่ามูลค่าการค้ารวมระหว่างรัสเซีย–จีน พุ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 244.8 พันล้านดอลลาร์ (ราว 8.08 ล้านล้านบาท) ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของทั้งสองชาติในการลดการพึ่งพาตะวันตก และขยายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว

‘สวีเดน–เนเธอร์แลนด์’ กดดันหนักใส่ ‘อียู’ ขอระงับการค้า ‘อิสราเอล’ ปมสังหารหมู่กาซ่า

(29 ส.ค. 68) สวีเดนและเนเธอร์แลนด์ออกแถลงร่วม เรียกร้องให้อียู (EU) ระงับความตกลงการค้ากับอิสราเอล หลังสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในกาซ่าเลวร้าย อย่างน่าตกใจและไม่อาจยอมรับได้ พร้อมทั้งประณามแผนสร้างนิคมยิวใหม่ในเขตเวสต์แบงก์ที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศโดยตรง

ทั้งสองประเทศชี้ว่า อิสราเอลไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่เคยทำไว้กับอียูเมื่อเดือนกรกฎาคม ที่เกี่ยวกับการเพิ่มความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่กาซ่า จึงสนับสนุนให้ระงับ 'บทการค้า' ในข้อตกลงสมาคมอียู–อิสราเอล และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปเสนอร่างมาตรการโดยเร็ว

นอกจากนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองชาติยังเสนอให้ใช้มาตรการคว่ำบาตรเฉพาะกลุ่มต่อรัฐมนตรีอิสราเอลที่ผลักดันการตั้งถิ่นฐานผิดกฎหมาย และคัดค้านแนวทาง 'สองรัฐอยู่ร่วมกัน' พร้อมทั้งขอให้อียูจัดทำรายงานวิเคราะห์ความสอดคล้องต่อคำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เรื่องการยึดครองปาเลสไตน์ของอิสราเอล

ขณะเดียวกัน รายงานระบุว่า ตั้งแต่ตุลาคม 2023 อิสราเอลได้สังหารชาวปาเลสไตน์ไปแล้วเกือบ 63,000 คน กาซากำลังเผชิญภาวะอดอยาก และอิสราเอลยังถูกดำเนินคดีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ศาลโลก รวมถึงมีหมายจับผู้นำระดับสูงโดยศาลอาญาระหว่างประเทศ

ด้าน ดร.เลอพงษ์ ซาร์ยีด นายกสมาคมนักเรียนเก่าไทย-อิหร่าน เปิดเผยว่า มีรัฐมนตรีถึง 9 คนตัดสินใจลาออก เพื่อประท้วงรัฐบาลที่ไม่ยอมเอาผิดอิสราเอลจากการสังหารหมู่ในกาซ่า

บริษัท SkyeChip มาเลเซียเปิดตัวชิป AI ตัวแรกของประเทศ รุ่น MARS1000 ช่วยพัฒนาเมืองอัจฉริยะ–ลดการพึ่งพาคลาวด์

(29 ส.ค. 68) บริษัทชิปในประเทศมาเลเซีย SkyeChip เปิดตัวชิป AI รุ่นใหม่ MARS1000 ซึ่งเป็นชิป AI ตัวแรกที่ออกแบบและพัฒนาในมาเลเซีย โดยชิปนี้สามารถใช้ขับเคลื่อนอุปกรณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่หุ่นยนต์ รถยนต์ ไปจนถึงอุปกรณ์อัจฉริยะอื่น ๆ ซึ่งสามารถประมวลผลข้อมูลได้เองภายในเครื่องโดยไม่ต้องส่งขึ้นคลาวด์ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้มาเลเซียเข้าสู่การแข่งขันระดับโลกในการพัฒนาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง

ฟง สวี เกียง (Fong Swee Kiang) ซีอีโอของ SkyeChip ระบุว่า MARS1000 เป็นชิป IoT อัจฉริยะตัวแรกที่สร้างบนเทคโนโลยีการผลิต 7 นาโนเมตร ชิปนี้จะช่วยให้อุตสาหกรรมในประเทศสามารถพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับ เกษตรอัจฉริยะ, อุตสาหกรรม 4.0, เมืองอัจฉริยะ, ระบบจราจรอัจฉริยะ และเมืองปลอดภัย รวมถึงสร้างระบบเรียนรู้ AI สำหรับนักเรียนมาเลเซีย เพื่อพัฒนาความรู้ด้าน AI

แม้ว่าชิป MARS1000 จะยังไม่แรงเท่ากับชิประดับสูงของ NVIDIA ที่ใช้ฝึกโมเดลขนาดใหญ่ แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของมาเลเซียในการพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัย และช่วยให้อุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ สามารถทำงานได้เร็วขึ้นและลดการพึ่งพาคลาวด์

ทั้งนี้ รัฐบาลมาเลเซียเคยประกาศงบลงทุนอย่างน้อย 25,000 ล้านริงกิต (ราว 206,500 ล้านบาท) เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศ แต่ความพยายามของประเทศในการสร้างฐานเทคโนโลยีขั้นสูงยังถูกความซับซ้อนจากข้อเสนอของรัฐบาลทรัมป์ สหรัฐฯ ในการจำกัดการไหลของชิป AI เนื่องจากความกังวลเรื่องการค้าผิดกฎหมาย

‘แพทองธาร’ เปิดใจ หลังศาล รธน. วินิจฉัยพ้นนายกฯ พร้อมน้อมรับคำวินิจฉัย ยืนยันทำเพื่อประเทศชาติ

(29 ส.ค.68) เวลา 16.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม แถลงภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ มีมติให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุนเซน

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า อย่างแรกด้วยความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม ดิฉันขอน้อมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะคนไทยคนหนึ่งขอยืนยันความบริสุทธิ์ใจ ความตั้งใจอย่างแท้จริงที่ตั้งใจทำเพื่อประเทศ ในบทสนทนานั้นไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์ของตนเอง ก็อยากบอกพี่น้องประชาชนว่า สิ่งที่ยึดมั่นเสมอนั่นคือชีวิตของประชาชน ทหาร พลเรือน ดิฉันตั้งใจจริงด้วยจิตใจมุ่งมั่นว่าจะทำอย่างไรเพื่อรักษาชีวิตของเหล่านั้นไว้ให้ได้ คลิปนี้ก็เกิดขึ้นก่อนเกิดเหตุรุนแรง ในวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา ขอยืนยันว่าตั้งใจจะสื่อสารจริงๆ คำตัดสินของศาลวันนี้ เป็นอีกครั้งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างเฉียบพลัน เราต้องมาช่วยกันทุกฝ่าย ไม่ว่ารัฐบาล ฝ่ายค้าน ประชาชน ทุกคนต้องมาร่วมใจกันสร้างเสถียรภาพให้กลับมาเข้มแข็งให้ได้ ไม่ให้มีจุดเปลี่ยนอย่างเฉียบพลันเช่นนี้อีก

ดิฉันขอขอบพระคุณพี่น้อง ประชาชนที่ให้โอกาสดิฉันทำงานเพื่อประเทศชาติมาเกือบ 1 ปีเต็ม ดิฉันภูมิใจที่มาอยู่ตรงนี้ ได้ทำเพื่อประเทศ นำประสบการณ์ความตั้งใจมาพัฒนาประเทศชาติ เพื่อให้ประเทศไทยเต็มไปด้วยโอกาสดิฉันคิดว่ารัฐบาลต่อจากนี้จะนำเรื่องของโอกาสกลับมาให้ประชาชนให้ได้ เพราะว่าการที่ประชาชนลืมตาอ้าปาก กินดีอยู่ดีได้ นั่นเองคือพื้นที่การเป็นประเทศที่เข้มแข็ง ดิฉันในฐานะคนไทยรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สุดหัวใจ เท่าที่คนไทยคนหนึ่งจะทำได้ ยืนยันเรื่องนี้ตลอดไป 

ขอบคุณที่ให้โอกาส ขอบคุณ ครม.ที่ทำงานร่วมกันมา ให้ความรู้ ประสบการณ์ ทำให้ดิฉันรู้ข้อดีข้อเสียของตนเอง และทำเพื่อประเทศให้ดีขึ้นได้ ไม่ว่าเล็ก หรือใหญ่ ดิฉันยินดีทำทั้งนั้น ขอส่งกำลังใจให้ทีมบริหารช่วยกันพัฒนาประเทศต่อไป ดิฉันจะติดตามอย่างใกล้ชิด และเป็นพลังที่ดีของประเทศชาติต่อไป

‘กิตติ พรศิวะกิจ’ แนะ ‘ซีเค’ ใช้โค้ดส่วนลดเรียนภาษาไทย หลังโพสต์อวดใช้เงินแค่ 33 บาท ได้ผู้ติดตามเพิ่มถึง 1 ล้าน

นายกิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย และประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจด้านยุทธศาสตร์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงกรณี ‘ซีเค เจิง' CEO และผู้ก่อตั้ง Fastwork แพลตฟอร์มสำหรับทำงานฟรีแลนซ์ ออกมาระบุว่า ตนเองใช้เงินเพียง 33 บาท แต่ได้คนติดตามเพิ่มขึ้นถึง 1 ล้านคน โดยระบุว่า เก่งมากครับ พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ครึ่งวันได้ Follower เพิ่มไม่ต่ำกว่า 330K ด้วยเงิน 33 บาท

ขณะเดียวกัน ยังแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์ของ ซีเค ด้วยว่า “ถ้ามีเวลา ไปลงเรียนภาษาไทยด้วยก็ดีนะครับ Code ส่วนลดขอซัก 33 วัน ไม่ขาดทุนแน่นอน”

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดพิธีมอบรางวัล “โครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย” ให้กับตำรวจจราจรและหน่วยที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน

(29 ส.ค. 68) เวลา 13.30 น. พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. มอบหมายให้ พล.ต.ท.ธนพล ศรีโสภา รองจเรตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล “โครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567” ครั้งที่ 2 ห้วงเดือนกันยายน ถึงเดือนธันวาคม 2567 พร้อมทั้งแถลงเปิด “โครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568” ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี คุณประยูร ภู่แส รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด, นายแพทย์ อนุชา เศรษฐเสถียร รองประธานแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.), 

นายแพทย์ ธนะพงษ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.), คุณก่องกาญจน์ ทักษ์หิรัญฤทธิ์ ผู้จัดการ สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม (สสส.), คุณพรหมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ, แพทย์หญิง ศิริรัตน์ สุวรรณฤทธิ์ ผู้อำนวยการกองป้องกันการบาดเจ็บ กรมควบคุมโรค พร้อมด้วย พล.ต.ท.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ที่ปรึกษาคณะทำงานโครงการสุภาพบุรุษจราจร, พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, หน่วยงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมพิธีมอบรางวัลสุภาพบุรุษจราจร ประเภทบุคคลและหน่วยงาน ตามโครงการ “สุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย” เพื่อพัฒนาศักยภาพการทำงานของตำรวจจราจร ลดอัตราการเสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนน เพื่อให้ประชาชนมีความพึงพอใจและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประชาชน ภาคีเครือข่าย และตำรวจผู้ปฏิบัติหน้าที่ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตำรวจจราจร ประชาชนมีความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน 

สำหรับ “โครงการสุภาพบุรุษจราจร ประชาชนสัญจรปลอดภัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567” เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ซึ่งเป็นการดำเนินการโครงการต่อเนื่องปีที่ 3 โดยมีวัตถุประสงค์ในการคัดเลือกตำรวจจราจรและหน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นในด้านการบังคับใช้กฎหมาย การป้องกันและลดอุบัติเหตุ รวมทั้งการอำนวยการจราจรและการให้บริการประชาชนในพื้นที่ โดยให้ทุกกองบัญชาการ กองบังคับการ และสถานีตำรวจในสังกัดทั้ง 1,484 สถานี ดำเนินการให้ข้าราชการตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่จราจรทุกนาย ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลัก 5S อันได้แก่ SMILE (ยิ้มแย้มแจ่มใส), SMART (มีบุคลิกภาพที่ดี), SALUTE (ปฏิบัติต่อประชาชนด้วยความสุภาพ), SERVICE MIND (ปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตใจบริการ), STANDARD (ยกระดับการปฏิบัติให้มีมาตรฐานเดียวกัน) ทั้งนี้ ในการประเมินผล 

วัดจากจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ต้องลดลงได้มากกว่าร้อยละ 5 หรือ 10 คนขึ้นไปเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี, ข้อมูลการตั้งด่านตรวจ จุดตรวจกวดขันวินัยจราจร เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 จากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี และผลการการบังคับใช้กฎหมาย (ขับรถในขณะเมาสุรา/ขับรถเร็วเกินกำหนด และไม่หมวกนิรภัย) เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 จากค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง ตามปีปฏิทิน รวมทั้งมีการตรวจสอบติดตามประเมินผล เพื่อพิจารณาคัดเลือก สุภาพบุรุษจราจรประเภทบุคคล กองบังคับการละ 2 นาย แบ่งเป็น ระดับชั้นสัญญาบัตร 1 นาย และชั้นประทวน 1 นาย รวมจำนวนทั้งสิ้น 194 นาย และคัดเลือกสุภาพบุรุษจราจรประเภทหน่วยงาน ในสังกัดแต่ละกองบัญชาการที่ชนะเลิศ 1 หน่วยงาน รองชนะเลิศ 2 หน่วยงาน รวมทุกกองบัญชาการจำนวนทั้งสิ้น 32 หน่วยงาน โดยมอบรางวัลปีละ 2 ครั้ง และยังมีการมอบรางวัลผลงานนวัตกรรมให้กับหน่วยงานนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในการลดอุบัติเหตุทางถนน 

ในวันนี้เป็นการมอบรางวัลสำหรับปีงบประมาณ พ.ศ.2567 รวมทั้งสิ้น 57 รางวัล ได้แก่
- หน่วยที่ได้รับรางวัลดีเด่นระดับกองบัญชาการ 3 ลำดับแรก ได้แก่ ตำรวจภูธรภาค 1, ตำรวจภูธรภาค 3 และตำรวจภูธรภาค 6 
- หน่วยที่ได้รับรางวัลดีเด่นระดับกองกองบังคับการ ได้แก่ กองบังคับการตำรวจจราจร, ตำรวจภูธรจังหวัดลพบุรี (ภ.จว.ลพบุรี), ภ.จว.ระยอง, ภ.จว.นครราชสีมา, ภ.จว.ขอนแก่น, ภ.จว.เชียงราย, ภ.จว.นครสวรรค์, ภ.จว.เพชรบุรี,  ภ.จว.สุราษฎร์ธานี, ภ.จว.พัทลุง และกองบังคับการตำรวจทางหลวง
- หน่วยงานที่มีผลงานดีเด่นด้านนวัตกรรม 3 ลำดับแรก ได้แก่ ตำรวจภูธรภาค 3, ตำรวจภูธรภาค 8 และกองบัญชาการตำรวจนครบาล

นอกจากนี้ มีการมอบรางวัลระดับบุคคลอีกจำนวน 30 รางวัล พร้อมทั้งมีการนำเสนอบูธของหน่วยงานที่ได้รับรางวัลดีเด่นในพิธีวันนี้ด้วย  

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเน้นย้ำให้ทุกหน่วยร่วมกันขับเคลื่อนโครงการประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ให้เกิดความต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของตำรวจจราจรเพื่อให้ประชาชนได้รับการบริการที่ดี สามารถใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย ส่งผลให้ลดจำนวนการเกิดอุบัติเหตุ ลดจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม ตามเป้าหมายของรัฐบาลต่อไป 

‘สุริยะ’ หารือ Tesla ผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ร่วมขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค

‘สุริยะ’ หารือ Tesla ร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า - ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ - การใช้พลังงานสะอาด มุ่งสู่ศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหารือร่วมกับ Ms. Isabel Fan ผู้อำนวยการภูมิภาคอาวุโส ประจำฮ่องกง มาเก๊า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ บริษัท เทสลา (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนวทางความร่วมมือด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Full Self-Driving : FSD) ในประเทศไทย โดยมีนายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม และนายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง และผู้แทนจากกรมการขนส่งทางบกเข้าร่วมหารือ ในวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ณ กระทรวงคมนาคม

นายสุริยะ เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญต่อการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางถนน และสนับสนุนการเปลี่ยนไปใช้รูปแบบการเดินทางที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการส่งเสริมและพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าในทุกมิติให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และมาตรฐานการรับรองรวมถึงการใช้พลังงานสะอาด และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20% ภายในปี 2573 และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค

ทั้งนี้ บริษัท เทสลา ได้นำเสนอชุดผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีครบวงจร อาทิรถยนต์ไฟฟ้า (Model 3/Model Y/Model S/Model X) และซอฟต์แวร์อัปเดตผ่านอากาศ (OTA) ที่ยกระดับสมรรถนะความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งระบบช่วยขับขั้นสูง และ Full Self-Driving (FSD) สถานีชาร์จความเร็วสูง (Supercharger) ตลอดจนโซลูชันพลังงานสะอาดทั้งแผงโซลาร์และระบบกักเก็บพลังงาน(Powerwall/Megapack/Virtual Power Plant) เพื่อรองรับการเดินทางสะอาด เสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทยในอนาคต

สหรัฐฯ ยกเลิกสิทธิยกเว้นภาษีพัสดุนำเข้า ต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ มีผล 30 ส.ค. นี้!! หลังใช้มาตรการดังกล่าวมายาวนานกว่า 80 ปี

(29 ส.ค. 68) สหรัฐฯ ประกาศยกเลิกการยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับพัสดุมูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์ มีผลตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคมนี้ หลังใช้นโยบายมานานกว่า 80 ปี โดยในช่วงเปลี่ยนผ่าน 6 เดือนแรก ผู้ให้บริการไปรษณีย์ต่างประเทศสามารถเลือกจ่ายภาษีแบบเหมาจ่าย 80–200 ดอลลาร์ต่อพัสดุ ขึ้นอยู่กับประเทศต้นทาง ก่อนที่จะต้องเก็บภาษีตามมูลค่าจริงทั้งหมดตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2026 เป็นต้นไป

ทำเนียบขาวระบุว่า การยกเลิกช่องโหว่นี้จะช่วยป้องกันการลักลอบนำเข้ายาเสพติด เช่น เฟนทานิล และเพิ่มรายได้จากภาษีศุลกากรอีกกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดย ปีเตอร์ นาวาร์โร (Peter Navarro) ที่ปรึกษาด้านการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่านี่คือ “การเปลี่ยนแปลงถาวร” และไม่เปิดทางให้ประเทศคู่ค้ารายใดกลับมาได้สิทธิยกเว้นอีก

ที่ผ่านมาพัสดุนำเข้าภายใต้นโยบาย de minimis เพิ่มจาก 139 ล้านชิ้นในปีงบประมาณ 2015 เป็นกว่า 1.36 พันล้านชิ้นในปี 2024 ส่วนใหญ่เป็นสินค้าจากจีน ซึ่งได้รับความนิยมสูงจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shein และ Temu ที่ส่งตรงถึงผู้บริโภคโดยไม่ต้องเสียภาษีเต็มจำนวน

สำหรับอัตราใหม่ พัสดุจากประเทศที่สหรัฐฯ เก็บภาษีต่ำกว่า 16% เช่น สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป จะถูกเก็บ 80 ดอลลาร์ต่อชิ้น ประเทศที่อยู่ระหว่าง 16–25% เช่น อินโดนีเซียและเวียดนาม เสีย 160 ดอลลาร์ ส่วนประเทศที่เกิน 25% เช่น จีน บราซิล อินเดีย และแคนาดา จะเสียสูงสุด 200 ดอลลาร์ต่อชิ้น ขณะที่ผู้ให้บริการขนส่งรายใหญ่ทั้ง FedEx, UPS และ DHL ต้องดำเนินการเก็บภาษีและจัดการเอกสารแทนผู้นำเข้าเต็มรูปแบบ

‘รัฐธรรมนูญคาซัคสถาน’ ยกระดับสิทธิมนุษยชน–นิติธรรม พร้อมสร้างรากฐานรับมือความท้าทายระดับโลกในยุคดิจิทัล

อะไรคือสิ่งที่ประสบความสำเร็จ ของรัฐธรรมนูญคาซัคสถานในวันที่ครบรอบ 30 ปี

ความเป็นรัฐสมัยใหม่ รัฐธรรมนูญของคาซัคสถานไม่ใช่เพียงเอกสารทางกฎหมาย แต่ยังโดดเด่นด้วยการเน้นมนุษยธรรม มาตรา 1 กำหนดให้ประเทศเป็นรัฐประชาธิปไตย ประชาชน มีนิติธรรม และสังคม ซึ่งให้คุณค่าอันสูงสุดแก่มนุษย์ ชีวิต สิทธิ และเสรีภาพของเขา

สำหรับประเทศอย่างคาซัคสถานที่เพิ่งได้รับเอกราช ข้อกำหนดเหล่านี้ไม่ใช่เพียงถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์ แต่กลายเป็นรากฐานของนโยบายภายใต้ การพัฒนากฎหมาย และยุทธศาสตร์ของรัฐในเวลาต่อมา ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าการรับรองสิทธิมนุษยชนไว้ในรัฐธรรมนูญ ถือเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากระบบบริหารแบบสั่งการไปสู่รัฐที่มีนิติธรรมสมัยใหม่

ตลอดเกือบสามทศวรรษที่ผ่านมา คาซัคสถานได้แสดงถึงความพร้อมที่จะเสริมสร้างกลไกคุ้มครองสิทธิพลเมืองอย่างค่อยเป็นค่อยไปแต่มั่นคง เปิดเผย มีสถาบันรองรับ และเชื่อมโยงกับพันธกรณีระหว่างประเทศ สิทธิมนุษยชนจึงไม่เพียงมีความหมายในประเทศ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศด้วย

การขยายการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจากการปฏิรูปหลังประชามติ 5 มิถุนายน 2022 คือการยกระดับสถานะ 'ผู้ตรวจการสิทธิมนุษยชน' (Ombudsman) ขึ้นเป็นสถาบันตามรัฐธรรมนูญ อาร์ตูร์ ลาสตาเยฟ ผู้ตรวจการสิทธิมนุษยชน ระบุว่าด้วยการตัดสินใจนี้ คาซัคสถานได้เข้าร่วมกับประเทศประชาธิปไตยพัฒนาแล้ว ที่มีกิจกรรมของสถาบันสิทธิมนุษยชนระดับชาติกำกับโดยรัฐธรรมนูญและกฎหมายรัฐธรรมนูญ

“นี่เป็นสัญญาณของวุฒิภาวะทางประชาธิปไตย การปฏิรูปได้ทำให้การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเข้าถึงได้มากขึ้น รวมถึงสิทธิของประชาชนที่จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง” ลาสตาเยฟอธิบาย

บทบาทของผู้ตรวจการได้ขยายจากการรับเรื่องร้องเรียน ไปสู่การตรวจสอบเชิงรุกในเรือนจำ ศูนย์กักกัน การริเริ่มด้านกฎหมาย และการศึกษากฎหมาย ในปี 2024 มีการลงพื้นที่เกือบ 800 ครั้ง ซึ่งมากกว่าทุกปีที่ผ่านมาอย่างมาก

ผู้แทนประจำภูมิภาคของผู้ตรวจการฯ ได้เริ่มทำงานทั่วประเทศแล้ว สิ่งนี้ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของสาธารณะ โดยจำนวนคำร้องเรียนต่อปีเพิ่มจาก 1,800 เป็นเกือบ 7,000 ในเวลาไม่กี่ปี ลาสตาเยฟระบุว่านี่สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวทางกฎหมายและความเชื่อมั่นในสถาบัน ข้อเสนอทางกฎหมายจากสำนักงานผู้ตรวจการฯ ยังมีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายระดับชาติ หนึ่งในนั้นคือร่างกฎหมายต่อต้านความรุนแรงในครอบครัวที่จัดทำตามข้อเสนอของผู้ตรวจการฯ และถือเป็นกฎหมายสำคัญในระบบกฎหมายของคาซัคสถาน

นิติธรรมผ่านการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญพิสูจน์แล้วว่ามีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวต่อความท้าทายใหม่ๆ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นจากประชามติในเดือนมิถุนายน 2022 เมื่อประชาชนสนับสนุนการปฏิรูปเพื่อประชาธิปไตย การปรับปรุงระบบศาล และการย้ำหลักนิติธรรม

ฝ่ายตุลาการได้รับประโยชน์โดยตรง ผู้พิพากษาสูงสุด อัสลัมเบก เมอร์กาลิเยฟ ระบุว่า รัฐธรรมนูญรับรองว่าทุกคนมีสิทธิได้รับความคุ้มครองทางศาล

“ดังนั้น สิ่งสำคัญคือประชาชนทุกคนต้องมั่นใจในความยุติธรรมของศาล ที่พวกเขาสามารถเรียกร้องทั้งความคุ้มครองและความจริงได้ หลักนิติธรรมต้องกลายเป็นรากฐานของการพัฒนาที่ก้าวหน้าของคาซัคสถาน” เขากล่าว

การพัฒนาดิจิทัลก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ขณะนี้กว่า 80% ของการสอบสวนก่อนพิจารณาคดีดำเนินการทางอิเล็กทรอนิกส์ และ 90% ของการดำเนินการสอบสวนมีการบันทึกวิดีโอเพื่อความโปร่งใส กระทรวงยุติธรรมยังขยายการเข้าถึงกฎหมายผ่านโครงการ 'ทนายประชาชน' และระบบ 'Legal Cabinet' ออนไลน์

มุมมองระดับภูมิภาค

น่าสนใจว่าหนทางของคาซัคสถานสะท้อนแนวโน้มของเอเชียกลางที่กว้างขึ้น มีร์ซาติลโล ทิลลาเยฟ รองผู้อำนวยการศูนย์สิทธิมนุษยชนแห่งชาติอุซเบกิสถาน ระบุว่า ในช่วงสองทศวรรษแรกของศตวรรษนี้ โลกได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ถึง 57 ฉบับ และรัฐเอเชียกลางก็ไม่อยู่เฉย กฎหมายพื้นฐานเหล่านี้กำลังพัฒนาไปสู่ความเปิดกว้าง ความรับผิดชอบทางสังคม และการสอดคล้องกับบรรทัดฐานสากล เขาเน้นถึงการยกระดับสถาบัน Ombudsman ในทั้งคาซัคสถานและอุซเบกิสถานเป็นหลักฐานสำคัญ

เขายังเตือนด้วยว่าการพัฒนาดิจิทัลนำมาซึ่งความท้าทายใหม่ๆ ที่ต้องการความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญในภูมิภาค

“การแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของ AI, Big Data และการบริหารแบบดิจิทัล เปิดประตูสู่ขัอเรียกร้องถึงแนวทางใหม่ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ชุมชนผู้เชี่ยวชาญต้องทำงานร่วมกันในเรื่องความมั่นคงทางดิจิทัล การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการใช้ AI ในการบริหารและกระบวนการยุติธรรมอย่างมีจริยธรรม” เขากล่าว

รัฐธรรมนูญคาซัคสถานแสดงให้เห็นถึงความคงทนและความสามารถในการปรับตัว เกือบ 30 ปีหลังการรับรอง ยังคงยึดหลักว่าคุณค่าสูงสุดคือมนุษย์ สิทธิ และศักดิ์ศรีของเขา โดยเฉพาะการปฏิรูปปี 2022 ได้ตอกย้ำหลักการที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน พร้อมทั้งสถาปนาหลักนิติธรรมและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนลงใน DNA ทางการเมืองของประเทศ

เมื่อประเทศต้องเผชิญยุคดิจิทัลและภูมิทัศน์โลกที่เปลี่ยนแปลง ความหวังสูงสุดของคาซัคสถานอยู่ที่บทบาทต่อเนื่องของรัฐธรรมนูญ ไม่เพียงเป็นรากฐานของความเป็นรัฐ แต่ยังสะท้อนความใฝ่ฝันของสังคมอีกด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top