Friday, 31 July 2026
Hard News Team

ตำรวจทางหลวง “ห่วงใยประชา ส่งมอบต้นกล้าฟ้าทะลายโจร” 20,000 ต้น เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา กองบังคับการตำรวจทางหลวง ครบรอบปีที่ 61ตำรวจทางหลวง “ห่วงใยประชา ส่งมอบต้นกล้าฟ้าทะลายโจร” 20,000 ต้น เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา กองบังคับการตำรวจทางหลวง ครบรอบปีที่ 6

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากองบังคับการตำรวจทางหลวง ครบรอบปีที่ 61 กองบังคับการตำรวจทางหลวง ได้ดำเนินการตามนโยบายของ พลตำรวจโทต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบช.ก. , พล.ต.ต.ชัช สุกแก้วณรงค์ รอง ผบช.ก. ในการดูแลและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 นอกเหนือจากภารกิจของกองบังคับการตำรวจทางหลวง ในการดูแล อำนวยความสะดวก และการปราบปรามอาชญากรรมบนเส้นทางหลวง 

โดย พล.ต.ต.เอกราช ลิ้มสังกาศ ผบก.ทล. และ พ.ต.อ.พฤทธิพงศ์ นุชนารถ รอง ผบก.ทล.ได้ดำเนินการตามนโยบาย อีกทั้งมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ การแพร่ระบาดของ COVID-19 จึงได้จัดทำโครงการ “ตำรวจทางหลวงห่วงใยประชา ส่งมอบต้นกล้าฟ้าทะลายโจร” ขึ้นและได้กำหนดให้ในวันที่ 30 สิงหาคม 2564 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสถาปนากองบังคับการตำรวจทางหลวง ครบรอบปีที่ 61 เป็นวันส่งมอบต้นกล้าฟ้าทะลายโจรให้กับประชาชน  โดยมี พ.ต.อ.พฤทธิพงศ์ฯ และผู้แทนหัวหน้าหน่วยตำรวจทางหลวงกองกำกับการต่าง ๆ , ผู้แทนหน่วยบริการตำรวจทางหลวงทั่วประเทศ และผู้แทนภาคประชาชน รับมอบต้นกล้าฟ้าทะลายโจร จากผู้บังคับการตำรวจทางหลวง         

นอกจากนี้ สถานีตำรวจทางหลวงทั้ง 42 สถานี และหน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวง  ที่มีอยู่ 201 แห่งทั่วประเทศ ได้ดำเนินการเพาะและขยายพันธุ์ต้นกล้าฟ้าทะลายโจร เพื่อส่งมอบต้นกล้าให้ประชาชนอีก จำนวน 20,000 ต้น พร้อมตั้งเป้าในปี 2564 จะขยายผลการปลูกฟ้าทะลายโจรอีก จำนวน 61,000 ต้น เพื่อให้ประชาชนนำไปปลูกตามบ้านเรือนของตนเอง สำหรับประชาชนที่สนใจสามารถติดต่อขอรับต้นกล้าได้ ฟรี  ที่สถานีตำรวจทางหลวงหรือหน่วยบริการตำรวจทางหลวงทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่   เพจเฟสบุ๊กตำรวจทางหลวง”

ครบรอบ 61 ปี วันสถาปนากองบังคับการตำรวจทางหลวง เดินหน้ายึดแนวทางปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้ประชาชนเชื่อถือและศรัทธา

พล.ต.ต.เอกราช ลิ้มสังกาศ ผบก.ทล., พร้อมด้วย พ.ต.อ.วัฒนา แก้วดวงเทียน รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.พฤทธิพงศ์ นุชนารถ รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.ชาคริต มงคลศรี รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.สุขสวัสดิ์ คูสิทธิผล รอง ผบก.ทล., พ.ต.อ.จตุพล เร่งถนอมทรัพย์ รอง ผบก.ทล. พร้อมด้วยข้าราชการตำรวจทางหลวง ร่วมพิธีบวงสรวงสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำ กองบังคับการตำรวจทางหลวง เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากองบังคับการตำรวจทางหลวงครบรอบปีที่ 61 

โดย ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง กล่าวว่า บก.ทล.ได้ถือกำเนิดขึ้น ด้วยความร่วมมือระหว่างกรมทางหลวงและกรมตำรวจในขณะนั้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดูแลและให้บริการพี่น้องประชาชนผู้ใช้ทางหลวง รวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมในหน้าที่ตำรวจ ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและเทคโนโลยี เป็นเหตุให้เราต้องกำหนดเป้าหมาย บทบาท และแนวทางการปฏิบัติงานให้เกิดความสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน ที่สภาพแวดล้อมส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เพื่อให้ประชาชนเกิดความไว้วางใจ เชื่อถือ ศรัทธา 

พร้อมกันนี้ กองบังคับการตำรวจทางหลวง ยังได้ประกาศเกียรติคุณข้าราชการตำรวจที่มีผลการปฏิบัติงานดีเด่น ประจำปี 2564 ในด้านต่าง ๆ  ได้แก่ 1.ด้านป้องกันปราบปรามอาชญากรรมดีเด่น จำนวน 8 นาย 2.ด้านจราจรดีเด่น จำนวน 5 นาย 3.ด้านบริการและมนุษยสัมพันธ์ดีเด่น จำนวน 6 นาย 4.ด้านอำนวยการและสนับสนุนดีเด่น จำนวน 15 นาย 5.ด้านสอบสวนดีเด่น จำนวน 2 นาย  6.ด้านการพัฒนา (สถานที่ทำการ) ดีเด่น จำนวน 5 แห่ง และ 7.หน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวงดีเด่น จำนวน 6 หน่วย เพื่อเป็นขวัญ กำลังใจแก่ข้าราชการตำรวจทางหลวงที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น อดทน และเสียสละมาโดยตลอด 

ทั้งนี้ กองบังคับการตำรวจทางหลวง ได้ก่อตั้งขึ้นเนื่องจาก กระทรวงคมนาคม ได้เสนอโครงการจัดตั้ง กองตำรวจทางหลวงขึ้นในกรมทางหลวงแผ่นดิน เพื่อลดอุบัติเหตุจากการจราจรในทางหลวง เนื่องจากกิจการทางหลวงแผ่นดินเจริญก้าวหน้ากว้างขวางไปเป็นอันมาก มีประชาชนใช้ยวดยาน เป็นพาหนะสัญจรและขนส่งสินค้าไปมาบนทางหลวงมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ การจราจรไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยเท่าที่ควร เป็นเหตุให้เกิดอุปัทวะเหตุ เป็นอันตรายแก่ชีวิตและร่างกายแก่ประชาชนผู้ใช้ยวดยานอยู่เสมอๆ และนอกจากนั้นยังเกิดอาชญากรรมร้ายแรงบนทางหลวงอยู่เนือง ๆ และทางหลวงถูกทำให้ชำรุดเสียหาย ทั้งนี้ เพราะขาดเจ้าหน้าที่ควบคุมดูแล จึงมีบัญชาให้ กรมตำรวจ กำหนดให้มีตำรวจทางหลวงขึ้น ในพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการ   กรมตำรวจ พ.ศ.2503 มีฐานะเป็นกองบังคับการ เรียกชื่อว่า “ กองบังคับการตำรวจทางหลวง”

ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ยกเลิกคำสั่งห้ามเปิดบ่อนคาสิโนบนเกาะโบราไกย์ เพื่อหารายได้และฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ หลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต ของฟิลิปปินส์ยกเลิกคำสั่งห้ามเปิดบ่อนคาสิโนบนเกาะโบราไกย์ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ เพื่อหารายได้และฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศหลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19

ก่อนหน้านี้ ดูเตอร์เตสั่งห้ามการพนันและยุติการสร้างคาสิโนแห่งใหม่ รวมถึงปฏิเสธแผนการสร้างรีสอร์ทคาสิโนมูลค่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐบนเกาะโบราไกย์ ของ Galaxy Entertainment Group ธุรกิจโรงแรมและคาสิโนจากมาเก๊า

แต่การล็อกดาวน์ที่เข้มงวดและยาวนานของฟิลิปปินส์เมื่อปีที่แล้วส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก รัฐบาลฟิลิปปินส์จึงตัดสินใจเปิดคาสิโนอีกครั้งเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่จะมีการจำกัดอายุผู้ใช้บริการ และยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าคำสั่งดังกล่าวจะบังคับใช้เพียงแค่ชั่วคราวหรือถาวร

ด้านบริษัท Galaxy Entertainment Group กล่าวกับรอยเตอร์สว่าบริษัทสามารถเริ่มดำเนินการธุรกิจคาสิโนได้โดยจะเน้นไปที่กลุ่มผู้ใช้บริการชาวต่างชาติ

เช่นเดียวกับบริษัท Alliance Global Group ซึ่งแถลงว่าจะดำเนินการโครงการคาสิโนบนเกาะโบราไกย์ในทันที และหวังว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวบนเกาะนี้จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19


ที่มา : https://www.posttoday.com/world/661843


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

“กรมอนามัย” เผยเด็กเล็ก 0-5 ปี ติดเชื้อโควิด-19 สะสม 31,811 คน พบติดจากคนใกล้ชิด แนะศูนย์เด็กยกระดับป้องกันด้วย ATK เพื่อลดการติดและแพร่เชื้อในครอบครัว

30 สิงหาคม 2564 นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า หลังจากพบการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลขึ่ง อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน โดยการติดและแพร่ระบาดครั้งนี้มาจากผู้ดูแลเด็ก เบื้องต้นพบเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยเข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงกว่า 70 คน พบผู้ป่วยเป็นเด็กเล็กจำนวน 11 คน อายุต่ำสุด 4 เดือนนั้น จากกรณีดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเคยเกิดการระบาดในลักษณะกลุ่มก้อนเช่นนี้มาก่อน และกลุ่มเด็กเล็กเป็นกลุ่มสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังหลังพบแนวโน้มระบาดในกลุ่มนี้เพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ จากรายงานสถานการณ์โควิด-19 เด็กปฐมวัย (0-5 ปี) พบเด็กติดเชื้อตั้งแต่ 1 เมษายน - 14 สิงหาคม 2564 จำนวน 26,513 คน เป็นคนไทย 22,982 คน ต่างชาติ 3,531 คน เสียชีวิตสะสม 5 คน และจากข้อมูลล่าสุด 21 สิงหาคม 2564 พบจำนวนเด็กติดเชื้อเพิ่มขึ้น 5,298 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน คิดเป็นร้อยละ 3.7 เป็นคนไทย 4,773 คน ต่างชาติ 525 คน และเสียชีวิตเพิ่ม 4 คน เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน คิดเป็นร้อยละ 33 ส่งผลให้มียอดรวมเด็กติดเชื้อสะสม ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2564 จำนวน 31,811 คน เป็นคนไทย 27,755 คน ต่างชาติ 4,056 คน เสียชีวิตรวม 9 คน

โดยกรุงเทพมหานครพบมีการติดเชื้อสูงสุด 5,806 คน รองลงมาคือ จังหวัดสมุทรสาคร 2,324 คน และ จังหวัดชลบุรี 1,993 คน สาเหตุที่ติดเชื้อมากที่สุดคือสัมผัสกับคนใกล้ชิดที่เป็นผู้ป่วยยืนยันมากที่สุด 18,807 คน

นายแพทย์สุวรรณชัย ระบุว่า การติดและแพร่เชื้อในเด็กเล็กที่ผ่านมามักไม่ต่างไปจากการติดเชื้อในผู้ใหญ่ แต่เด็กอาจจะมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ หากผู้ป่วยเด็กคนนั้นมีภาวะอ้วน เป็นโรคพันธุกรรมเมตาบอลิก เบาหวาน หอบหืด หัวใจพิการแต่กำเนิด หรือภาวะผิดปกติทางระบบประสาทในบางรายส่งผลให้อันตรายถึงชีวิตได้

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวต่อไปว่า ขอให้ศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยที่ยังเปิดให้บริการอยู่เข้าประเมินตนเองผ่าน Thai Stop COVID Plus พร้อมยกระดับการคุมเข้มขั้นสูงสุดโดยมีการทำความสะอาดสถานที่ สิ่งของเครื่องใช้ จุดสัมผัสต่าง ๆ รวมถึงยานพาหนะที่ใช้รับส่งให้สะอาด ปลอดภัย มีการกำหนดจุดรับ-ส่งเข้าออกเฉพาะจุดเท่านั้น และไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้ามาบริเวณพื้นที่ภายในของศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย มีการกำหนด จุดคัดกรอง วัดไข้ จุดล้างมือ ล้างเท้าชัดเจน ด้านครูผู้ดูแลเด็กจะต้องสังเกตอาการตนเองหรือคนใกล้ชิดอยู่เสมอ หากมีไข้ ไอ เหนื่อยหอบ หรืออาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ให้หยุดงานทันที รวมทั้งควรเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนปฏิบัติงานทุกครั้ง สวมหน้ากากอนามัย

ในส่วนของการจัดกิจกรรมควรให้เด็กอยู่ภายในกลุ่มตัวเองหรือแยกเป็นรายบุคคล ไม่ให้ข้ามกลุ่มไปมา เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดโรค รวมทั้งการกินอาหารและการนอน ต้องเว้นระยะห่าง 1-2 เมตร หรือมีฉากกั้นระหว่างบุคคล และหากพบว่าเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูง ต้องยกระดับการป้องกันโควิด-19 ด้วยการคัดกรองครูผู้ดูแลเด็กด้วยการตรวจ ATK

“ด้านพ่อแม่ ผู้ปกครอง เมื่อมารับเด็กกลับบ้าน ไม่ควรแวะตามสถานที่เสี่ยงต่าง ๆ ขอให้รีบกลับบ้าน และให้เด็กอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีเมื่อถึงบ้าน อีกทั้งเพื่อเป็นการจำกัดการแพร่ระบาดของโควิด-19 สู่ครอบครัว ขณะอยู่บ้านขอให้สมาชิกในครอบครัวปฏิบัติ ดังนี้ 

1.) เว้นระยะห่างระหว่างกัน จำกัดการเดินทางเท่าที่จำเป็น และไม่ไปในที่มีคนหนาแน่น 
2.) สวมหน้ากากตลอดเวลา ยกเว้นเฉพาะเวลากินอาหาร และไม่กินอาหารร่วมกัน หากจำเป็นต้องดูแลให้เด็กกินอาหาร ผู้ปกครองควรแยกหรือเหลื่อมเวลาการกิน 
3.) หมั่นล้างมือด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อย ๆ และ 
4.) ผู้ปกครองควรทำงานที่บ้าน และประเมินความเสี่ยงตนเองผ่าน "ไทยเซฟไทย” ทุกวัน หากสังเกตอาการมีไข้สูงกว่า 37.8 องศาเซลเซียส ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก คัดจมูกหายใจไม่สะดวก อาจมีปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ท้องเสีย และถ้ามีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยที่ยืนยันว่าติดเชื้อควรตรวจและคัดกรองตนเองด้วย ATK เช่นกัน” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว


ที่มา : https://www.naewna.com/local/598561


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

'เอ๋'​ พิชชานันท์ มหาโชติ นักวิ่งสาวจอมอึดยอดกตัญญู สร้างประวัติศาสตร์เป็นหญิงไทยคนแรก พิชิตเทรลระดับโลก 'อัลตร้า เทรล ดู มองบลังค์'​ หรือ​ UTMB ระยะ 100 ไมล์

สุดยอด! 'เอ๋'​ พิชชานันท์ มหาโชติ นักวิ่งสาวจอมอึดยอดกตัญญู สร้างประวัติศาสตร์เป็นหญิงไทยคนแรก พิชิตเทรลระดับโลก 'อัลตร้า เทรล ดู มองบลังค์'​ หรือ​ UTMB ระยะ 100 ไมล์ ด้วยเวลา 42:10:56 ชม. ทั้งที่ก่อนแข่งขันต้องพบข่าวร้ายคุณแม่เสียชีวิตจากโควิด-19 โดยเจ้าตัวอยู่ฝรั่งเศสไม่ได้ดูใจ

จากเฟซบุ๊ก​ Doctor Runner -​ วิ่งดิหมอ​ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า... 

พี่เอ๋ทำได้ ! พี่เอ๋ทำได้ ! คนไทยทำได้ !!!

หญิงไทยคนแรกผู้พิชิต UTMB !!!

คุณเอ๋ พิชชานันท์ มหาโชติ ????‍♀️????????

เวลา 42:10:56 ชม. (ความเร็ว 4.1 กม./ชม.)

ระยะทาง 172.12 กม. ความชันสะสม 10,055 เมตร (cut-off time 46 ชั่วโมง 30 นาที)

ไม่แกร่งจริง ไม่มาถึงจุดนี้ ???????? วิ่งไม่นอนตลอดกว่า 42 ชม. ผ่านคืนอันหนาวเหน็บถึง 2 คืนต่อเนื่องกัน ... ยอดมนุษย์ หญิงเหล็ก !

วินาทีที่พี่เอ๋เข้าเส้นชัย พี่เอ๋อยู่ในอันดับ

- Overall 806/2,347
- หญิงอันดับที่ 65/187 !!! สุดยอด !!!

(จากผู้เข้าร่วม ณ หน้าเส้นสตาร์ท 2,347 ราย DNF ระหว่างทางไปแล้ว 807 ราย คิดเป็นกว่า 34% คาดการณ์ว่า Finishers UTMB ปีนี้ จะอยู่ที่ประมาณ 1,530+ ราย)

พี่เอ๋ คุมแรงและความเร็วได้อย่างคงที่ ตลอดระยะทาง 170 กว่ากิโลเมตร ผ่านยอดเขานับสิบลูก ไม่มีหยุด พร้อมกับกำลังใจอันล้นหลามจากทีมงาน และชาวไทย

ในที่สุด ความมุ่งมั่นทั้งหมดนั้น ก็ได้แสดงให้เห็นแล้ว ที่หน้าเส้นชัยของสนามเทรลระดับโลก อย่าง UTMB

คนไทยทำได้ !!!

สำหรับ 'เอ๋'​ พิชชานันท์ เป็นชาว จ.ราชบุรี ถือเป็นนักวิ่งหญิงแกร่งสู้ชีวิตยอดกตัญญูตัวจริง ก่อนหน้านี้ช่วง พ.ศ.2558 เคยทำงานโรงงานก่อนลาออกมาเพื่อดูแลคุณแม่ที่ป่วยติดเตียง และเป็นจุดเริ่มต้นในการเริ่มวิ่ง ใช้เวลาว่างหลังจากดูแลคุณแม่มาฝึกซ้อมด้วยตนเอง รองเท้าวิ่งคู่แรกซื้อจากตลาดนัดราคา 99 บาท ด้วยความมานะมุ่งมั่นและย่อท้อต่อชะตาชีวิตของทำให้กลายเป็นนักวิ่งแถวหน้าของไทยได้อย่างรวดเร็ว 

อย่างไรก็ตาม ก่อนการแข่งขัน พิชชานันท์ ต้องพบกับข่าวร้ายคุณแม่เสียชีวิตจากโควิด-19 ระหว่างที่อยู่ฝรั่งเศส ซึ่งเจ้าตัวต้องพกสภาพจิตใจที่บอบช้ำกับความฝันอันยิ่งใหญ่ลงแข่งขัน รวมทั้งในช่วงที่ฝึกซ้อมเจอเด็กมาขโมย เจ้าตัวจึงวิ่งตามจักรยานจนทัน ทำให้ได้เอกสารและสิ่งของสำคัญคืนทั้งหมด

หลังแข่งขัน พิชชานันท์ กล่าวว่า ตลอดระยะทางไม่ล้มเลยสักครั้งเดียว วิ่งอย่างระมัดระวัง อิ่มใจน้ำตาไหลตั้งแต่ก่อนถึงเส้นชัย คิดถึงแม่อยากให้แม่รับรู้ อยากให้แม่ไม่ต้องเป็นห่วง จะดูแลตัวเองให้ดี ทำความฝันสำเร็จแล้ว อยากให้แม่เป็นกำลังใจให้ตลอดไป


ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=386826179480743&id=100044600910170
https://www.dailynews.co.th/news/213844/


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

'บี พีระพัฒน์' โพสต์ข้อความฟาดชาวเน็ตตรรกะพัง หลังมีคนทวิตแซะ 'ได้กลิ่นกะทิบูด'

หลังถูกชาวเน็ตรายหนึ่งทวิตข้อความถึงทำนองได้กลิ่นกะทิบูด ฟังเพลงไม่ลง ทำเอานักร้องดัง “บี พีระพัฒน์ เถรว่อง” ออกมาสับแหลกทันทีในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเจ้าตัวระบุว่า...

“ไปเจอมาในทวิต คงมีอีกหลายคนที่คิดแบบนี้ ถ้าไม่ใช่สามกีบต้องเป็นสลิ่ม หรือ ถ้าไม่ใช่สลิ่มคือสามกีบ ตรรกะพังมาก โลกมีความหลากหลายนะครับ ฝาแฝดยังคิดไม่เหมือนกันเลย มันคือเรื่องธรรมชาติที่สุดแล้ว"

"แล้วการรังเกียจคนอื่นเพราะความเห็นที่แตกต่างนี่ เคยมีตัวอย่างจากสมัยฮิตเลอร์โน้มน้าวให้คนเกลียดยิว เดินผ่านคือถุยน้ำลายใส่หน้าเลย สุดท้ายฆ่ายิวไปสองล้านคน เราจะเอาแบบนั้นใช่ไหมครับ?"

"ส่วนตัวผมไม่เกลียดคนที่มีความเห็นเรื่องการเมืองไม่เหมือนผมหรอกครับ แต่ถ้าเป็นนักการเมืองที่คอยปั่นหัวให้ผู้คนเกลียดกันละก็ หึหึ...#คอมเมนต์ได้อย่าหยาบคาย #ใช้เหตุผลอย่าใช้อารมณ์"

"ประเด็นคือ อย่าเกลียดกันเลย อย่าใช้ความเกลียดเป็นสารตั้งต้น มันจะทำให้เราฆ่ากัน ผมสรุปให้สั้น ๆ นะ อย่าตีความไปไกลเลยขอร้อง”


ที่มา : https://mgronline.com/entertainment/detail/9640000085521
https://www.facebook.com/bepeerapat/photos/a.10151378471043587/10158272134413587/


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

กรุงเทพฯ ครองแชมป์เมือง workation เหมาะทำงานไป-พักผ่อนไปที่สุดในโลก เหตุค่าครองชีพถูก สิ่งอำนวยความสะดวกครบ ที่เที่ยวหลากหลาย

กรุงเทพฯ ครองแชมป์เมือง workation เหมาะทำงานไป-พักผ่อนไป ที่สุดในโลก เหตุค่าครองชีพถูก สิ่งอำนวยความสะดวกครบ ที่เที่ยวหลากหลาย

เพราะเทคโนโลยีการสื่อสารที่พัฒนา และได้รับการพิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้เป็นอย่างดีในช่วงการระบาดครั้งใหญ่ ทำให้พนักงานทั่วโลกเริ่มมีแนวคิดที่ว่า “ทำไมถึงต้องทำงานเฉพาะที่บ้านเท่านั้น ในเมื่อจริง ๆ แล้วเราสามารถไปนั่งทำงานริมชายหาด หรือที่ไหนก็ได้?”

แนวคิดที่ว่าจึงเกิดเป็นเทรนด์ Workation ซึ่งก็คือคำว่า work + vacation หรือหมายถึงการทำงานพร้อม ๆ กับการพักผ่อนไปด้วย ซึ่งอาจจะเป็นที่นิยมมากขึ้น และแพร่หลายมากกว่าที่เคย

Holidu.co.uk เสิร์ชเอนจิ้นสำหรับค้นหาสถานที่พักผ่อนสัญชาติอังกฤษ ได้จัดอันดับ 150 เมืองสำหรับการทำงานไปพักผ่อนไป โดยวัดจากปัจจัยต่าง ๆ ตั้งแต่ ค่าเช่ารายเดือนของอพาร์ตเมนต์แบบ 1 ห้องนอน, ค่าเครื่องดื่มหลังเลิกงาน

ไปจนถึงค่าเฉลี่ยจำนวนชั่วโมงที่แดดออกต่อวัน, ความเร็ว Wi-Fi และกิจกรรมน่าสนใจ โดยใช้ข้อมูล 8 แหล่งซึ่งรวมถึงเว็บไซต์ BestCities.org และ Tripadvisor.co.uk ด้วย

ซึ่งผลปรากฏว่า กรุงเทพฯ ครองอันดับ 1 เมืองเหมาะแก่การทำงานไปพักผ่อนไปประจำปีนี้ ตามมาด้วยนิวเดลี ประเทศอินเดีย, ลิสบอน ประเทศโปรตุเกส, บาร์เซโลนา ประเทศสเปน

ตามมาด้วยอันดับ 5 ร่วม ได้แก่ กรุงบัวโนสไอเรส อาร์เจนตินา และกรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ขณะที่ภูเก็ตติดอันดับที่ 10

Holidu ระบุว่า สำหรับกรุงเทพฯ ที่ได้อันดับ 1 นั้น เนื่องจากมีค่าครองชีพไม่แพง, ความสามารถทางภาษาอังกฤษอยู่ในระดับสูง, สถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย, มีสิ่งอำนวยความสะดวกระดับโลกมากมาย และมีสำนักงานของบริษัทข้ามชาติหลายบริษัท

“ทุกเมืองในอันดับต้น ๆ ส่วนใหญ่มีค่าครองชีพไม่แพงมาก เหนือสิ่งอื่นใด เมืองเหล่านี้ยังเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมของตนเอง และมีสิ่งน่าทึ่งให้ดูและทำมากมาย” ซาราห์ ซิดเดิล ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาดของ Holidu กล่าว

ซิดเดิลยังกล่าวอีกว่า การแพร่ระบาดกว่า 1 ปีครึ่งที่ผ่านมาได้เปลี่ยนวิธีการทำงานของคนโดยสิ้นเชิง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องนั่งอยู่ในออฟฟิศ 5 วันต่อสัปดาห์เพื่อทำงานเสมอไป

“workation กลายเป็นวิธีที่สมบูรณ์แบบในการใช้เวลาสำรวจจุดหมายปลายทางที่ต้องการได้นานขึ้น โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องการเข้าพักเท่าที่ลาพักร้อนได้อีกต่อไป”

ซิดเดิลยังระบุอีกว่า คาดว่าจะเห็นแนวโน้มการทำงานแบบนี้เพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เนื่องจากปัจจุบันบริษัทจำนวนมากเริ่มให้ความยืดหยุ่นในการทำงานกับพนักงานมากขึ้น

โดยให้พนักงานเดินทางไปต่างประเทศเป็นเวลานานในช่วงที่ทำงานได้ ซึ่งส่งผลให้พนักงานมีความสมดุลในชีวิตและการทำงานมากขึ้น


ที่มา : https://www.cnbc.com/2021/08/29/here-are-the-worlds-top-spots-for-working-vacations.html
https://www.facebook.com/109785344593658/posts/174311551474370/?d=n


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

ตำรวจบุกรวบเจ้าอาวาสวัดดังเชียงใหม่นำพระและฆราวาสตั้งวงปาร์ตี้หมูกระทะ และดื่มเบียร์หน้าองค์พระประธาน

เชียงใหม่ - เจ้าอาวาสวัดดังเชียงใหม่นำพระและฆราวาสตั้งวงปาร์ตี้หมูกระทะ และดื่มเบียร์หน้าองค์พระพุทธรูป ชาวบ้านแฉจัดสังสรรค์สนุกสนานเป็นประจำจนสุดทนพฤติกรรมแจ้งตำรวจตรวจสอบ จับได้คาหนังคาเขา พบประวัติเป็นพระนักพัฒนาชื่อดัง เคยโชว์อิทธิฤทธิ์พรมน้ำมนต์เป็นพระธาตุ และเปิดร้านกาแฟในวัดให้พระเป็นบาริสตาจนออกข่าวดัง

(30 ส.ค. 64) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.รณชัย ลอดลอย ผกก.สภ.ภูพิงค์เชียงใหม่ ได้เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.ภูพิงค์เชียงใหม่ได้รับการร้องเรียนว่าวัดปันเสา วัดดังของเชียงใหม่ บริเวณคูเมืองเชียงใหม่ คณะสงฆ์ในวัดนำทีมโดยเจ้าอาวาส ล้อมวงกันดื่มเหล้าเบียร์ ทั้งพูดคุยกันเป็นทั้งภาษาพูดภาษาสวดแบบไม่เกรงกลัวกฎหมาย ขอให้ตำรวจมาดำเนินการตรวจสอบจับกุม

ดังนั้นจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.ภูพิงค์เชียงใหม่เข้าดำเนินการตรวจสอบ พอเปิดประตูเข้าไปพบคณะสงฆ์ 6 รูป และฆราวาส 1 คน กำลังนั่งล้อมวงกินหมูกระทะ และเหล้าเบียร์อย่างสนุกสนาน แต่เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนต่างแสดงอาการสำรวม และยอมรับว่าดื่มเหล้าเบียร์กันจริง โดยมีเจ้าอาวาสวัดเป็นหัวโจก โดยมีทั้งเหล้า เบียร์กระป๋อง และกับแกล้มเพียบ

เบื้องต้นทั้งหมดยอมรับสารภาพว่าได้ดื่มสุราเบียร์กันจริง เป็นความผิดแค่ปาจิตตีย์ ทางตำรวจจึงได้เชิญทั้งหมดไปสอบสวนที่สถานีตำรวจ โดยพระสงฆ์ดังกล่าวได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อพูดคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่ที่เป็นศิษย์เพื่อขอความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อหากระทำผิด พ.ร.บ.การควบคุมโรค และทำการดื่มสุราเกินเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้วในเบื้องต้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างสอบปากคำ

สำหรับเจ้าอาวาสวัดแห่งนี้โด่งดังจากการพรมน้ำมนต์กลายเป็นพระธาตุ มีลูกศิษย์มากมาย เป็นพระนักพัฒนา และเปิดร้านกาแฟที่วัดโดยให้พระเณรเป็นบาริสตาจนเป็นที่โด่งดังของเชียงใหม่ โดยตามรายงานข่าวระบุด้วยว่าพระสงฆ์ที่ถูกจับกุมพร้อมกันนั้นมีพระจากวัดอื่นในตัวเมืองเชียงใหม่เข้าร่วมวงด้วยและหนึ่งในนั้นเป็นเจ้าอาวาสวัดชื่อดังในตำบลหายยา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่


ที่มา : https://mgronline.com/local/detail/9640000085484


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

'จีน' เข้มงวด! ตัดแต้มทางสังคม คนฝืนกฎจราจรโดนประจานผ่านจอยักษ์ ขึ้นภาพแสดงข้อมูลส่วนตัว

เพจอ้ายจง เล่าเรื่องเมืองจีน โพสต์ข้อความเกี่ยวกับการใช้มาตรการทางสังคมประจานคนฝ่าฝืนกฎจราจรในประเทศจีน โดยระบุว่า ย้อนรอย บทลงโทษคนทำผิดกฎจราจรในจีน "ถ่ายรูปประจานขึ้นหน้าจอขนาดใหญ่ พร้อมโชว์ข้อมูลส่วนตัว และตัดคะแนนเครดิตทางสังคม"

ปัญหา “ข้ามถนนแบบไม่เคารพกฎจราจร” รวมถึงพฤติกรรมอื่น ๆ ที่ฝ่าฝืนการใช้ถนน เช่น เดินลงไปบนเลนถนนใหญ่ ไม่สนใจรถที่กำลังใช้ถนนและไม่ใช่ทางข้าม หรือ รถยนต์ไม่หยุดให้คนข้ามถนนที่กำลังข้ามทางม้าลาย ถือเป็นปัญหาการทำผิดกฎจราจรที่พบได้บ่อยมากในประเทศจีน

ทำให้ 4-5 ปีก่อน ตำรวจจราจรในจีนหลายเมือง นำมาตรการ "เก็บภาพด้วยกล้องวงจรปิดและนำขึ้นจอขนาดใหญ่พร้อมโชว์ข้อมูลส่วนบุคคลโดยอัตโนมัติบนจอ” ติดตั้งตามสี่แยก ตามถนนต่าง ๆ อย่างตอนอ้ายจงใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองซีอาน มณฑลส่านซี ก็มีใช้มาตรการนี้ และเท่าที่ทราบ ในเมืองอื่น ๆ ก็มีแบบนี้เช่นกัน เช่น เมืองหนานจิง มณฑลเจียงซูและกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน

ลองดูจากภาพที่อ้ายจงโพสต์ได้เลยครับ

แต่แม้จะมีมาตรการข้างต้น ปัญหาทำผิดกฎจราจรของคนเดินถนน รวมถึงผู้ใช้รถ ก็ยังมีให้เห็นเยอะสำหรับปัญหาซ้ำเดิม ทางจีนจึงต้องกำหนดมาตรการที่เข้มงวดกว่าเดิม

อย่างเมื่อปี 2019 หรือ 2 ปีก่อน ทางจีนได้ประกาศบทลงโทษใหม่สำหรับผู้ที่ชอบข้ามถนนโดยไม่เคารพกฎจราจร ลงโทษด้วยการ "หักคะแนน-เครดิตทางสังคม" เป็นการต่อยอดจากบทลงโทษ "เก็บภาพด้วยกล้องวงจรปิดและนำขึ้นจอขนาดใหญ่พร้อมโชว์ข้อมูลส่วนบุคคลโดยอัตโนมัติบนจอ"

เมืองที่เริ่มนำการกระทำข้ามถนนฝ่าฝืนกฎจราจรไปตัดเครดิตทางสังคม คือเมืองหนานจิง มณฑลเจียงซู โดยระบุว่า "หากทำผิดข้ามถนนแบบไม่เคารพกฎจราจร มากกว่า 5 ครั้ง ภายใน 1 ปี จะโดนหักแต้มเครดิตทางสังคมโดยทันที"

ในเมืองจีนหากใครที่มีคะแนนเครดิตทางสังคมไม่ดี จะถูกจำกัดสิทธิต่าง ๆ เช่น ห้ามขึ้นเครื่องบิน-รถไฟความสูง โดนปฏิเสธการกู้เงินธนาคาร รวมถึงมีผลต่อการคัดเลือกเวลาสมัครงาน เป็นต้น

ต้องยอมรับว่า จีนพยายามหามาตรการใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นมาแก้ปัญหาเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา อย่างสองปีมานี้ เริ่มมีการใช้ระบบรู้จำใบหน้าด้วยปัญญาประดิษฐ์ มาตรวจจับผู้กระทำผิดกฎจราจรโดยอัตโนมัติ และจีนก็เพิ่มพฤติกรรมที่ผิดกฎจราจรให้เป็นไปตามยุคสมัยด้วย เช่น เมืองเจียซิง มณฑลเจ้อเจียง ออกกฎหมายห้ามก้มหน้าเล่นมือถือขณะเดินข้ามถนน เป็นต้น

#อ้ายจง #เล่าเรื่องเมืองจีน #ชีวิตในจีน


ที่มา : https://www.facebook.com/348166825314887/posts/2318597441605139/


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก???? https://lin.ee/vfTXud9

ครม. เพิ่มวงเงินเยียวยา 4.4 หมื่นล.ให้แรงงานประกันสังคม พร้อมอนุมัติโครงการจัดหาวัคซีนไฟเซอร์เพิ่มเติมกว่า 9 ล้านโดส!!

นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม. อนุมัติขยายกรอบวงเงินกรอบวงเงินในโครงการเยียวยาผู้ประกันตน มาตรา 39 และมาตรา 40 เพิ่มจำนวน 44,314 ล้านบาท เป็นจำนวน  77,785 ล้านบาท จากเดิม  33,471 ล้านบาท สำหรับการให้ความช่วยเหลือผู้ประกันตนมาตรา 39 และ มาตรา 40 ในพื้นที่ 29 จังหวัด รวม 9,385,930 คน ได้แก่ ผู้ประกันตนมาตรา 39 จำนวน 1,436,171 คน และผู้ประกันตน มาตรา 40 จำนวน 7,949,759 คน อัตราการให้ความช่วยเหลือ 5,000 บาท/คน 

ทั้งนี้ จากการขยายระยะเวลาให้ผู้ประกันตนมาตรา 40 ในพื้นที่ 3 จังหวัด ให้สามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนรายใหม่ได้ ตั้งแต่วันที่ 1- 24  สิงหาคม และ พื้นที่ 16 จังหวัด ให้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกันตนรายใหม่ได้ ตั้งแต่วันที่ 4-24 สิงหาคม ที่ผ่านมา รวมทั้งขยายการให้ความช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ในพื้นที่ 13 จังหวัด เพิ่มเติม 1 เดือน 

ขณะเดียวกันที่ประชุมครม.ยังมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม ไปพิจารณาความเหมาะสมในการจัดทำข้อเสนอโครงการเยียวยาผู้ขับขี่รถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกิน 7 คน และรถจักรยานยนต์สาธารณสะที่ไม่สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 เพราะมีอายุเกิน เพื่อจะได้ช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมทุกกลุ่ม

นอกจากนี้นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม. อนุมัติโครงการจัดหาวัคซีนไฟเซอร์ เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 สำหรับบริการประชากรในประเทศไทย เพิ่มเติม จำนวน 9,998,820 โดส ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กรอบวงเงิน 4,744.9 ล้านบาท โดยให้ใช้จ่ายจากเงินกู้ภายใต้แผนงานที่ 1 เกี่ยวข้องกับสาธารณสุข เพื่อเป็นการจัดซื้อจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด ตามนโยบายรัฐบาล ที่จะจัดหาวัคซีนให้ประชาชน 100 ล้านโดส ภายในสิ้นปี 2564 หลังจากรัฐบาลได้จัดหาวัคซีนป้องกันโควิดไปแล้ว 80 ล้านโดส วงเงิน 22,990 ล้านบาท

สำหรับกลุ่มเป้าหมายกำหนดไว้ 6 กลุ่ม คือ 1.เด็กอายุ 12-17 ปี 2.หญิงมีครรภ์ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 12 สัปดาห์ขึ้นไป 3.บุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้า (ฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกัน 1 เข็ม) 4.ผู้สูงอายุและผู้อยู่ในกลุ่ม 7 โรคเสี่ยงที่มีสัญชาติไทย 5.ชาวต่างชาติที่อาศัยในประเทศไทย เน้นผู้สูงอายุและโรคเรื้อรัง  6.ผู้ที่มีความจำเป็นต้องฉีดวัคซีนเพื่อเดินทางไปต่างประเทศ เช่น นักเรียน นักศึกษา และนักการทูต โดยกลุ่มเป้าหมายสามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคได้

“การจัดซื้อไฟเซอร์จำนวน 9.9 ล้านโดสนี้ ช่วยให้ไทยสามารถบรรลุเป้าหมายการจัดหาวัคซีนให้กับประชาชนจำนวนอย่างน้อย 100 ล้านโดส ภายในปี 2564 เพื่อช่วยประชาชนให้เข้าถึงวัคซีน โควิด-19 ตามนโยบายของรัฐสร้างภูมิคุ้มกันโรค ลดอัตราการป่วยและการเสียชีวิตรวมทั้งเป็นการลดผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมให้กลับสู่สภาพปกติโดยเร็วด้วย“


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top