Monday, 27 July 2026
Hard News Team

ศาลสั่งจำคุก ‘ใบปอ ทะลุวัง’ 6 ปี คดีมาตรา 112 แต่ยังเป็นนศ. - ทำความดีให้สังคม ลดโทษเหลือจำคุก 4 ปี

ศาลสั่งจำคุก ‘ใบปอ ทะลุวัง’ 6 ปี คดีมาตรา 112 เจ้าตัวร่ำไห้ ศาลเมตตาเห็นว่าเป็น นศ.และทำความดีให้สังคม ลดโทษให้ 1 ใน 3 เหลือจำ 4 ปี ไม่รอลงอาญา ด้านทนายจ่อยื่นประกันชั้นอุทธรณ์

เมื่อเวลา 09.30 น. (29 ส.ค.68) ที่ห้องพิจารณา 911 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นเบื้องสูง หมายเลขดำ อ.1691/2565 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ ฟ้อง น.ส.ณัฐนิจ ดวงมุกสิทธิ์ หรือ ใบปอ และ น.ส.สุพิชฌาย์ ชัยลอม หรือ เมนู แกนนำกลุ่มทะลุวัง ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1 - 2 ในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 , ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2550 มาตรา 14(5)

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 30 - 31 มีนาคม 2565 จำเลยทั้งสองได้หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยการเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยการแชร์โพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก 'ทะลุวัง ThaluWang' ซึ่งมีภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบรมวงศานุวงศ์และข้อความวิจารณ์งบประมาณสถาบันกษัตริย์ในปี 2565 ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง เป็นการบิดเบือนข้อมูล โดยมีเจตนาแสดงความอาฆาตมาดร้าย และทำลายสถาบันกษัตริย์

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธต่อสู้ และได้รับการประกันตัว

ในวันนี้ น.ส.ณัฐนิจ ได้เดินทางเข้ามาฟังคำพิพากษาเพียงคนเดียว ส่วน น.ส.สุพิชฌาย์ จำเลยที่ 2 หลบหนีระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งศาลได้ออกหมายจับและปรับนายประกันก่อนหน้านี้แล้ว

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ อ้างว่า ไม่ใช่บุคคลในเพจทะลุวัง โดยมีบุคคลอื่นที่เป็นแอดมิน เพจใช้เฟซบุ๊กของจำเลยแทนตนเอง เพราะตนเองไม่ชอบเล่นเฟซบุ๊ก เนื่องจากไม่ปลอดภัย

ศาลพิเคราะห์เบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายที่นำสืบหักล้างแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จากการตรวจสอบพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบโน้ตบุ๊กอยู่ในห้องของจำเลยทั้งสอง ซึ่งมีประวัติการใช้งานบัญชีเฟซบุ๊ก ใบปอ ณัฐนิจ จำเลยที่ 1 และเพจทะลุวัง ทำให้น่าเชื่อว่า จำเลยที่ 1 รู้เห็นการใช้งานและนำภาพและข้อความที่ระบุเกี่ยวกับการใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนกว่า 3 หมื่นล้านบาทมาใช้ ซึ่งเป็นการบิดเบือนจาบจ้วงและให้ร้ายสร้างความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ กระทบความมั่นคงของชาติ พยานหลักฐานโจทก์นำสืบมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ โดยปราศจากข้อน่าสงสัย ข้อต่อสู้จำเลยฟังไม่ขึ้น การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อันเป็นบทลงโทษหนักสุด พิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 6 ปี อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 1 ให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาบ้าง ทั้งยังเป็นนักศึกษา และทำความดีต่อสังคมด้วยการจะบริจาคอวัยวะ เป็นการบรรเทาผลร้ายจึงลดโทษให้ 1 ใน 3 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 2 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 4 ปี ไม่รอลงอาญา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฟังคำพิพากษาวันนี้มีแนวร่วมกลุ่มทะลุวังเข้ามาให้กำลังใจและร่วมรับฟังการพิพากษาประมาณ 20 คนรวมทั้งบิดา มารดา ของ น.ส.ณัฐนิจ ด้วย หลังจากทราบผลคำพิพากษา น.ส.ณัฐนิจ ถึงกับร้องไห้และโผเข้ากอดครอบครัวของตนเอง โดยมีแนวร่วมกลุ่มทะลุวังยืนปลอบและให้กำลังใจ

ด้าน นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความ เปิดเผยสั้น ๆ ว่า ได้เตรียมคำร้องและหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราว น.ส.ณัฐนิจ ในชั้นอุทธรณ์คดีไว้แล้ว

'ชัยวุฒิ พปชร.' ชี้ ประเทศไทยเป็นของคนไทย ไม่ใช่พื้นที่หาผลประโยชน์ของใคร ย้ำ!! “คนขายชาติ เลวยิ่งกว่า คนขาดจริยธรรม”

(29 ส.ค. 68) ศาลรัฐธรรมนูญมีกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ ลงมติ ในคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 36 คน เข้าชื่อยื่นประธานวุฒิสภา ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา 

ก่อนเวลาวินิจฉัยในเวลา 15.00 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า...

“ประเทศไทย เป็นของคนไทยทุกคน อธิปไตยของชาติ เป็นเรื่องที่คนไทยทั้งชาติ ยอมไม่ได้ ผืนแผ่นดินไทย ไม่ใช่พื้นที่หาผลประโยชน์ของนายกและครอบครัว”

และเน้นย้ำอีกด้วยว่า “คนขายชาติ เลวยิ่งกว่า คนขาดจริยธรรม”

Cambricon บริษัทผู้ผลิตชิปจีน ท้าชน Nvidia ฟันกำไร 5,000 ล้าน!! อานิสงส์ดีมานด์ชิป–นโยบายลดพึ่งสหรัฐฯ

(29 ส.ค. 68) บริษัทผู้ผลิตชิป AI ของจีน Cambricon รายงานกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงครึ่งปีแรก หลังความต้องการชิปที่ผลิตในประเทศพุ่งขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น ByteDance ที่หันมาใช้ชิปจีนแทน Nvidia ท่ามกลางนโยบายของปักกิ่งที่เร่งลดการพึ่งพาเทคโนโลยีสหรัฐฯ

Cambricon รายงานกำไร 1,000 ล้านหยวน (ราว 5,000 ล้านบาท) ในครึ่งปีแรก เทียบกับปีก่อนที่ขาดทุนกว่า 533 ล้านหยวน ขณะที่รายได้แตะ 2,900 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นถึง 44 เท่า ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทพุ่งขึ้นต่อเนื่อง จนมูลค่าตลาดแตะ 580,000 ล้านหยวน

แรงหนุนสำคัญมาจากการเปิดตัวโมเดล AI ของ DeepSeek ที่รองรับการทำงานกับชิปในประเทศ และการที่รัฐบาลจีนสั่งให้บริษัทใหญ่ ๆ เช่น ByteDance และ Tencent ลดการใช้เทคโนโลยีจาก Nvidia ส่งผลให้ Cambricon จะได้ประโยชน์เต็ม ๆ โดยราคาหุ้นล่าสุดเพิ่มขึ้นอีก 5% อยู่ที่ 1,391 หยวนต่อหุ้น

แม้ยังเป็นผู้เล่นรายเล็กเมื่อเทียบกับ Huawei โดยถือครองส่วนแบ่งตลาดชิป AI จีนเพียง 3% แต่ Cambricon พยายามเสริมศักยภาพด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ inference สำหรับ AI และเตรียมระดมทุนเพิ่มอีก 4,000 ล้านหยวน หรือประมาณ 18,140 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนต่อยอดการผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์ AI 

‘แฟรงค์ คาปริโอ’ ผู้พิพากษาแห่งความเมตตา ผู้ดำรงความยุติธรรมโดยไม่ลืมความเป็นมนุษย์

ในวันที่โลกใบนี้สูญเสีย แฟรงค์ คาปริโอไปในวัย 88 ปี เราไม่เพียงแต่สูญเสียผู้พิพากษาผู้ยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่เราสูญเสียผู้ที่แสดงให้เห็นว่าความยุติธรรมและความเมตตาสามารถเดินควบคู่กันไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ชีวิตในวัยเด็กและครอบครัว
แฟรงค์ คาปริโอเกิดในย่าน Federal Hill ของเมือง Providence รัฐ Rhode Island ในครอบครัวอิตาเลียน-อเมริกัน ซึ่งเป็นหนึ่งในชุมชนผู้อพยพชาวอิตาเลียนที่แน่นแฟ้นที่สุดของอเมริกา ท่านเป็นบุตรคนที่สองจากสามคนของครอบครัว Antonio และ Filomena Caprio

ชีวิตของครอบครัวคาปริโอในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองและช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำใหญ่ไม่ได้ร่ำรวยแฟรงค์เติบโตมาท่ามกลางความยากลำบาก แต่เต็มไปด้วยค่านิยมของการทำงานหนักและความเมตตากรุณาที่พ่อแม่ปลูกฝัง

การศึกษาและความมุ่งมั่น
ตั้งแต่เด็กแฟรงค์ต้องทำงานเพื่อช่วยเหลือครอบครัว ทั้งทำงานเป็นคนล้างจานและขัดรองเท้าขณะเรียนในโรงเรียนรัฐบาลของ Providence ความขยันขันแข็งและรักการเล่นกีฬาทำให้ท่านกลายเป็นนักมวยปล้ำระดับรัฐเมื่อเรียนที่ Central High School และได้รับการบรรจุเข้า Rhode Island Wrestling Hall of Fame ในภายหลัง

หลังจากจบการศึกษาจาก Central High School ในปี 1953 แฟรงค์ได้เข้าเรียนที่ Providence College โดยศึกษาสาขารัฐศาสตร์ เพื่อจ่ายค่าเรียน ท่านต้องทำงานถึงสามงานพร้อมกัน ความมุ่งมั่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจแน่วแน่ที่จะยกระดับชีวิตของตนเองและครอบครัว

หลังจบปริญญาตรีในปี 1958 แฟรงค์ได้งานเป็นครูสอนวิชารัฐศาสตร์อเมริกันที่โรงเรียน Hope High School ใน Providence แต่ความฝันที่จะเป็นทนายความยังคงอยู่ในใจ เนื่องจากไม่มีเงินเรียนโรงเรียนกฎหมายแบบเต็มเวลา ท่านจึงตัดสินใจเดินทาง 50 ไมล์จาก Providence ไป Boston ทุกวันหลังเลิกสอนเพื่อเรียนกฎหมายแบบกลางคืนที่ Suffolk University School of Law

เริ่มต้นอาชีพทนายความ
หลังจากสำเร็จการศึกษากฎหมายและสอบผ่านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทนายความ แฟรงค์เริ่มต้นการทำงานในสำนักงานกฎหมายเล็กๆ ก่อนจะก้าวเข้าสู่โลกการเมืองและการพิพากษา ประสบการณ์ในวัยเด็กที่เต็มไปด้วยความยากลำบากและการต่อสู้เพื่อความฝันทำให้ท่านเข้าใจถึงชีวิตของคนธรรมดาเป็นอย่างดี

อาชีพผู้พิพากษาและมรดกทางกฎหมาย
แฟรงค์ คาปริโอดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเทศบาล Providence ตั้งแต่ปี 1985 จนถึงมกราคม 2023 เป็นเวลากว่า 38 ปี ในระหว่างนี้ท่านได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรมที่มาพร้อมกับความเมตตาจากการพิจารณาคดีที่ไม่เหมือนใครโดยการรักษาความยุติธรรมไปพร้อมๆกับรักษาความเป็นมนุษย์ของคนที่ได้รับการพิจารณาคดีไปพร้อมๆกันด้วย

นอกจากการเป็นผู้พิพากษาแล้ว ท่านยังดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการการศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐ Rhode Island อีกด้วย ท่านได้ใช้ประสบการณ์และปัญญาในการพัฒนาระบบการศึกษาของรัฐ

ปรากฏการณ์ “Caught in Providence”
ชีวิตของผู้พิพากษาคาปริโอเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเมื่อการพิจารณาคดีในศาลของท่านได้รับการถ่ายทำและออกอากาศในรายการ “Caught in Providence” รายการนี้เริ่มต้นเป็นการถ่ายทำเพื่อความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม แต่กลับกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก

ความนิยมระดับโลก:
- ช่อง YouTube “Caught in Providence” มีผู้ติดตาม 2.92 ล้านคน
- วิดีโอต่างๆ มียอดชมรวมเกือบ 500 ล้านครั้งในปี 2022
- วิดีโอหนึ่งเดียวมียอดชมสูงสุด 43.6 ล้านครั้ง
- ในปี 2017 วิดีโอของท่านไวรัลทั่วโลกด้วยยอดชม 15 ล้านครั้ง
 
เหตุผลแห่งความนิยม:
รายการไม่ได้มีชื่อเสียงเพราะความบันเทิง แต่เพราะท่านแสดงให้โลกเห็นว่าความยุติธรรมสามารถดำเนินไปด้วยความเมตตา ความเข้าใจ และการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ตัวอย่างการพิจารณาคดีของผู้พิพากษาแฟรงค์ คาปริโอ:

1. คดี Victor Colella - ชายวัย 96 ปีที่ยังขับรถพาลูกไปหาหมอ
สถานการณ์- Victor Colella ชายวัย 96 ปีถูกตั้งข้อหาขับรถเร็วเกินกำหนดในเขตโรงเรียน เมื่อผู้พิพากษาคาปริโอถามเหตุผล Victor ตอบว่า “ผมขับรถช้าและขับเฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น ตอนนั้นผมกำลังพาลูกไปเจาะเลือด”
ผู้พิพากษาคาปริโอถาม: “ลูกชายของคุณอายุเท่าไหร่?”
Victor ตอบ: “63 ปีครับ และเขาพิการ”

การตัดสินของของผู้พิพากษาคาปริโอ- ให้ยกฟ้องทันทีพร้อมกับยกย่องความทุ่มเทของ Victor ที่มีต่อลูกชาย ท่านกล่าวว่านี่เป็นหนึ่งในคดีที่สะเทือนใจที่สุดในอาชีพการงานของท่าน

2. คดี Jenna Bettez - ครูประถมลูกสอง
สถานการณ์: Jenna Bettez ครูประถมถูกออกหมายเรียกเรื่องค่าปรับการจอดรถค้างชำระ 2 ใบ โดยมีลูกชายตัวเล็ก Luke และลูกสาววัยทารก Bella มาด้วย Jenna อธิบายว่าเธอเป็นครูประถมและกำลังดูแลลูกเล็กสองคนคนเดียว ทำให้มีภาระทางการเงินหนัก

การตัดสินของของผู้พิพากษาคาปริโอ- ท่านมองเห็นความยากลำบากของแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ทำหน้าที่ครูและต้องเลี้ยงดูลูกเล็กสองคน ท่านจึงยกเลิกค่าปรับทั้งหมด พร้อมชื่นชมความทุ่มเทของเธอในการสอนหนังสือเด็กๆ

3. คดีชายส่งพิซซ่าผู้อพยพ
สถานการณ์:ชายผู้อพยพที่ทำงานส่งพิซซ่าถูกฟ้องเรื่องการจอดรถผิดที่ ภาษาอังกฤษของเขายังไม่ดีพอที่จะเข้าใจคำถามของผู้พิพากษาได้ชัดเจน และพบว่าชายคนนี้จอดรถผิดที่ขณะที่กำลังส่งพิซซ่า ซึ่งเป็นงานหารายได้เลี้ยงชีพ

การตัดสินของของผู้พิพากษาคาปริโอ- ท่านใช้เวลาอดทนในการสื่อสารกับชายคนนี้ จนเข้าใจถึงความยากลำบากในการทำงานของผู้อพยพ และตัดสินใจลดค่าปรับลงอย่างมาก พร้อมกับให้กำลังใจในการทำงานหนักเพื่อครอบครัว

4. คดีผู้สูงอายุไปดูแลคู่ชีวิตป่วย
สถานการณ์: ผู้สูงอายุคนหนึ่งถูกตั้งข้อหาการจอดรถผิดที่หน้าโรงพยาบาล เมื่อผู้พิพากษาคาปริโอถามเหตุผล ชายผู้นี้อธิบายว่าเขาต้องมาดูแลภรรยาที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และไม่มีที่จอดรถว่างในบริเวณใกล้เคียง

การตัดสินของของผู้พิพากษาคาปริโอ- ท่านเข้าใจถึงความจำเป็นและความรักที่มีต่อคู่ชีวิต จึงยกเลิกข้อหาทั้งหมด และแสดงความชื่นชมต่อความรักและความผูกพันระหว่างสามีภรรยา

5. คดีแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ต้องพาลูกไปโรงเรียน
สถานการณ์: แม่เลี้ยงเดี่ยวถูกตั้งข้อหาขับรถเร็วเกินกำหนด เธออธิบายว่ากำลังรีบพาลูกไปโรงเรียนเพราะตื่นสาย และต้องรีบไปทำงานเพื่อเลี้ยงดูลูก

การตัดสินของของผู้พิพากษาคาปริโอ- แม้ท่านจะเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยในการขับขี่ แต่ท่านก็เข้าใจถึงความยากลำบากของการเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว จึงลดค่าปรับลงและให้คำแนะนำเกี่ยวกับการบริหารเวลาอย่างอ่อนโยน

หลักการพิจารณาคดีของผู้พิพากษาแฟรงค์ คาปริโอ

1. การมองดูบริบทโดยรวม
ท่านไม่เพียงแต่มองแค่ความผิดที่เกิดขึ้น แต่มองถึงสาเหตุและสถานการณ์ที่นำไปสู่ความผิดนั้น

2. การให้ความสำคัญกับครอบครัว
ท่านเข้าใจว่าการลงโทษหนักอาจส่งผลกระทบต่อครอบครัวของจำเลย โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ

3. การแสดงความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ทุกคนที่เข้ามาในศาลของท่านได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพ ไม่ว่าจะมาจากสภาพแวดล้อมใด

4. การให้โอกาสในการเรียนรู้
แทนที่จะลงโทษอย่างเดียว ท่านมักจะให้คำแนะนำและโอกาสในการปรับปรุงตนเอง

5. การช่วยเหลือผู้ที่ประสบความยากลำบาก.
ท่านแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจหรือสุขภาพ

ผลกระทบของแนวทางการพิจารณาคดีในแนวทางของผู้พิพากษาคาปริโอนั้นได้สร้างผลกระทบเชิงบวกไว้อย่างมากมาย จำเลยทุกคนจะได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทำให้ทุกคนรู้สึกถึงความหวังและกำลังใจและเรียนรู้จากประสบการณ์แทนการถูกลงโทษเพียงอย่างเดียว

เป็นแบบอย่างของระบบยุติธรรมที่มีความเมตตาในสังคม สามารถสร้างความเชื่อมั่นในระบบกฎหมายและแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการให้อภัยและความเข้าใจสามารถเปลี่ยนแปลงคนได้ และในส่วนของระบบยุติธรรมนั้น ผู้พิพากษาคาปริโอได้พิสูจน์ว่าความเมตตาและความยุติธรรมไม่ขัดแย้งกัน จนสร้างให้เกิดแนวทางใหม่ในการพิจารณาคดีรวมทั้งเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้พิพากษาคนอื่นๆ ได้อย่างมาก

หัวใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตา
แฟรงค์ คาปริโอไม่ใช่แค่ผู้พิพากษาธรรมดา แต่คือผู้ที่ทำให้ห้องพิจารณาคดีในศาลกลายเป็นสถานที่แห่งความหวัง ไม่ใช่แค่สถานที่แห่งการพิจารณาคดี ศาลของท่านเป็นสถานที่ที่จำเลยได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และที่ผู้ที่สมควรได้รับการช่วยเหลือได้รับโอกาสในการแก้ไขชีวิตและดูแลครอบครัวของตน 

ในยุคที่ความยุติธรรมมักจะเย็นชาและเป็นทางการ ผู้พิพากษาคาปริโอแสดงให้เห็นว่าการพิจารณาคดีสามารถเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความเข้าใจได้ ท่านมองเห็นมนุษย์ในตัวของทุกคนที่เข้ามาในศาลของท่าน ไม่ใช่แค่มองเห็นความผิดที่พวกเขาทำแต่เพียงเท่านั้น

บทเรียนจากโลกออนไลน์
รายการ “Caught in Providence” ที่นำเสนอชีวิตประจำวันของท่านในการพิจารณาคดีการจราจรและความผิดเล็กน้อยในโรดไอแลนด์ ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่มีผู้ติดตามมหาศาลทั่วโลก ความนิยมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบันเทิง แต่เกิดจากการที่ผู้คนทั่วโลกได้เห็นตัวอย่างที่แท้จริงของความเมตตาที่แสดงออกมาผ่านการปฏิบัติให้เห็นแบบชัดๆของผู้พิพากษาคาปริโอ ทุกตอนของรายการเป็นเสมือนบทเรียนที่สอนเราว่าการให้อภัย การเข้าใจ และการเปิดโอกาสให้กับคนอื่นสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้อย่างไร

มรดกแห่งความเมตตาที่ฝากไว้ให้กับโลก
แฟรงค์ คาปริโอเคยกล่าวไว้ว่า “เมื่อใครบางคนเข้ามาและพวกเขาคิดว่าโลกกำลังจะจบลงเพราะปัญหาของพวกเขา และฉันสามารถช่วยพวกเขาได้ และเห็นความโล่งใจในดวงตาของพวกเขา นั่นคือสิ่งที่ฉันคิดถึง”
คำพูดเหล่านี้สะท้อนให้เห็นหัวใจของท่านที่ไม่เคยหยุดให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ และการช่วยเหลือผู้อื่น ท่านเข้าใจว่าแม้แต่เรื่องเล็กน้อยอย่างการฝ่าฝืนกฎจราจรก็อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตของคนคนหนึ่งได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะหากคนๆ นั้นกำลังเผชิญกับความยากลำบากอยู่แล้ว

บทเรียนที่ยั่งยืน
ผู้พิพากษาคาปริโอสอนเราผ่านการกระทำของท่านว่า ความยุติธรรมที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงการลงโทษอย่างเคร่งครัดเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการมองหาวิธีที่จะช่วยให้คนกลับมาเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมได้ การแสดงความเมตตาไม่ได้หมายความว่าเป็นการปล่อยผ่าน แต่หมายความถึงการให้โอกาสมนุษย์คนหนึ่งในการเรียนรู้และเติบโต

ผู้ที่ผ่านห้องพิพากษาในศาลของท่านมามักจะได้รับมากกว่าการพิจารณาคดี พวกเขาได้รับ “มือที่วางบนไหล่เพื่อช่วยให้พวกเขาผ่านพ้นการต่อสู้ที่ยากลำบากในปัจจุบัน” ท่านไม่เพียงแต่เป็นผู้พิพากษา แต่ท่านเป็นเสมือนพ่อ ครู และผู้ให้กำลังใจคนอื่นในตัวคนคนเดียว

ความทรงจำที่จะคงอยู่
การจากไปของ แฟรงค์ คาปริโอเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ แต่มรดกของท่านจะคงอยู่ตลอดไปในคนทุกคนที่เคยได้รับความเมตตาจากท่าน ในคนทุกคนที่ได้เรียนรู้จากตัวอย่างของท่าน และในคนทุกคนที่จะนำแนวทางของท่านไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

เราอาจไม่ได้เป็นผู้พิพากษา แต่เราทุกคนสามารถเป็นผู้สืบทอดของผู้พิพากษาคาปริโอได้ในวิถีของเราเอง ด้วยการแสดงความเมตตา ความเข้าใจ และการให้โอกาสแก่คนรอบข้าง ด้วยการมองเห็นความเป็นมนุษย์ในทุกคนที่เราพบเจอ และด้วยการเชื่อว่าทุกคนสมควรได้รับโอกาสครั้งที่สอง

วันนี้ ใดๆ Digestขอร่วมส่งความเคารพและความกตัญญูไปยังผู้พิพากษาแฟรงค์ คาปริโอผู้ที่เป็นที่รักและได้รับความเคารพจากคนทั่วโลก ผู้ที่แสดงให้เราเห็นว่าความเมตตาไม่ได้เป็นเพียงคุณธรรม แต่เป็นพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ทีละคน ทีละใจ มรดกของท่านจะคงอยู่ในหัวใจของผู้คนทั่วโลกที่ได้เรียนรู้จากสั่งที่ท่านแสดงให้เห็นว่า ความเมตตาคือพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้จริงๆ ทีละหัวใจ ทีละชีวิต

“ความยุติธรรมโดยไม่มีความเมตตาคือความโหดร้าย แต่ความเมตตาโดยไม่มีความยุติธรรมคือความอ่อนแอ”

แฟรงค์ คาปริโอสอนเราว่าทั้งสองอย่างสามารถเดินควบคู่กันไปได้อย่างสวยงาม

ผู้พิพากษาแฟรงค์ คาปริโอ(1936-2025) - ผู้พิพากษาแห่งความเมตตา ที่จะอยู่ในใจของผู้คนตลอดไป

ด้วยจิตคารวะ

สมุทรปราการ-เลขาฯ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ร่วมพิธีฟังสวดพระอภิธรรม นายฉะโอด รุ่งเรือง อดีตนักการเมืองอาวุโส 

นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงตมนาคม ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีสวดพระอภิธรรม นายฉะโอด รุ่งเรือง อดีตไวยาวัชกรวัดบางพลีใหญ่กลาง ที่ปรึกษานายก อบจ.สมุทรปราการ และอดีตนายก อบต.บางพลีใหญ่ 

นอกจากนี้ ทางครอบครัวรุ่งเรือง ยังได้รับเกียรติจาก นางนิศากร วิศิษฎ์สรอรรถ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมด้วย นายกรกฎ วงษ์สุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม คณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าส่วนราชการ คณะเจ้าหน้าที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นักการเมืองท้องถิ่น

คณะครูโรงเรียนบางพลีราษฎ์บำรุง ข้าราชการตำรวจ ไวยาวัจกรวัดบางพลีใหญ่กลาง ตลอดจนแขกผู้มีเกียรติ พี่น้องประชาชนในเขตพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงจำนวนมากร่วม 1,000 คน เดินทางมาร่วมฟังสวดพระอภิธรรมและไว้อาลัยต่อการจากไปของ นายฉะโอด รุ่งเรือง อดีตไวยาวัชกรวัดบางพลีใหญ่กลาง ที่ปรึกษานายก อบจ.สมุทรปราการ และอดีตนายก อบต.บางพลีใหญ่ 

ที่ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคประจำตัว ที่โรงพยาบาลบางพลี สมุทรปราการ อายุรวม 81 ปี โดยมี ดร.วีร์สุดา รุ่งเรือง นายก อบต.บางพลีใหญ่ พร้อมด้วย ครอบครัวรุ่งเรือง ร่วมให้การต้อนรับ

ซึ่งการสวดพระอภิธรรม นายฉะโอด รุ่งเรือง จะมีพิธีสวดพระอภิธรรมไปจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2568 โดยได้รับความเมตตาจาก พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณวชิรคณาทร (เจ้าคุณแจ้) เจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่กลาง และคณะสงฆ์วัดบางพลีใหญ่กลาง

‘เวียดนาม’ ประกาศแจกเงิน!! เนื่องในโอกาสฉลองวันชาติ 2 ก.ย. นี้ ประชาชนทุกคนเตรียมรับ 100,000 ดอง หรือประมาณ 130 บาท

(29 ส.ค. 68) รัฐบาลเวียดนามประกาศแจกเงินสด 100,000 ดอง (ราว 130 บาท) ให้กับประชาชนทุกคน เนื่องในวันชาติ 2 กันยายนนี้ ซึ่งมาตรการดังกล่าวถือเป็นครั้งแรกของประเทศ และคาดว่าจะใช้งบประมาณสูงถึง 380 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 13,000 ล้านบาท

แถลงการณ์ของรัฐบาลระบุว่า มาตรการนี้เป็นการแสดง “ความห่วงใยของพรรคและรัฐที่มีต่อประชาชน” โดยการจ่ายเงินสามารถโอนเข้าบัญชีธนาคารหรือรับเป็นเงินสดได้ โดยธนาคารกลางและกระทรวงการคลังได้รับคำสั่งให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จก่อนวันชาติในสัปดาห์หน้า

ชาวกรุงฮานอยหลายคนแสดงความประหลาดใจต่อมาตรการดังกล่าว โดยบางคนบอกว่า “ตอนแรกคิดว่าเป็นข่าวปลอม” ขณะที่บางคนบอกว่าจะนำเงินไปซื้อกาแฟ ซึ่งก็เพียงพอสำหรับ 3 แก้วเท่านั้น ทั้งนี้ ข้อมูลทางการระบุว่าค่าแรงเฉลี่ยของแรงงานเวียดนามเมื่อปีที่แล้วอยู่ที่ 7.7 ล้านดองต่อเดือน เพิ่มขึ้น 8.6% จากปีก่อนหน้า

ในโอกาสเดียวกัน กรุงฮานอยยังเตรียมจัดขบวนพาเหรดวันชาติครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปีการประกาศเอกราช โดยสื่อทางการรายงานเพิ่มเติมว่า ระบบขนส่งสาธารณะในกรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์จะให้บริการฟรีตลอดทั้งวันชาติด้วย

'Warroom IAC' ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อายัดเงินมีประสิทธิภาพมากขึ้น นำคืนให้แก่ผู้เสียหาย 'MONEY CASH BACK' ได้อีก 5 ราย กว่า 2 ล้านบาท

(29 ส.ค. 68) เวลา 11.30 น. พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บัญชาการ ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ผบ.ศกค.) หรือ International Anti-Scam and Human Trafficking Syndicate Command Center (IAC) มอบหมายให้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.)/ที่ปรึกษา ศกค. แถลงผลการปฏิบัติของ “Warroom IAC” ในการกวาดล้างเครือข่าย ระงับบัญชี ติดตามเงินคืนผู้เสียหาย ตามปฏิบัติการ “MONEY CASH BACK ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน” โดยมี พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลง ณ ห้อง “Warroom IAC” สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ในการปฏิบัติการของ “Warroom IAC” จะบูรณาการทำงานกับหลายภาคส่วนในการเดินหน้าปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การดำเนินการเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ภายใน 3 เดือน พบว่าตั้งแต่เปิด “Warroom IAC” วันที่ 4 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา มีการปราบปรามเห็นผลชัดเจนขึ้น และสามารถอายัดเงินของผู้เสียหายทั้งบัญชีธนาคารและคริปโตเคอเรนซี ได้รวดเร็วขึ้นและมากขึ้นตามลำดับ โดยตั้งแต่วันที่ 4 - 28 สิงหาคม 2568 มีจำนวนเคสที่นำเข้าวอร์รูม 426 เคส มูลค่าความเสียหายรวม 225,093,192 บาท จากการดำเนินการของวอร์รูม สามารถอายัดได้ 201 เคส มูลค่าทรัพย์สินที่อายัดได้ 75,246,769 บาท นอกจากนี้ ยังพบเคสที่ถอนเงินสด 170 เคส มูลค่าเงินสดที่ถูกถอนรวม 92,145,130 บาท

ทั้งนี้ จากการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยต่างๆ เพื่อปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมทั้งประสานความร่วมมือกับธนาคารและสถาบันการเงินทุกแห่ง ทำให้ “Warroom IAC” สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงิน และอายัดเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถติดตามนำคืนให้แก่ผู้เสียหายตามขั้นตอนในโครงการ “MONEY CASH BACK” ไปแล้วหลายครั้ง รวมจำนวนเงินกว่า 234 ล้านบาท และล่าสุดสามารถติดตามเงินของผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงให้โอนเงินเพิ่มเติมได้อีก จำนวน 5 ราย จำนวน 2,058,920 บาท เพื่อนำคืนให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 5 ราย

กรณีที่ 1 : ผู้เสียหายเป็นหญิงรายหนึ่ง ได้ใช้งานเฟซบุ๊ก พบบัญชีแฟนเพจของคนร้าย ชื่อ “ทิวา ชินธาดาพงศ์” ที่ลงข้อมูลแอบอ้างเป็น อาจารย์ทิวา ชินธาดาพงศ์ หรือ เซียนมี่ นักลงทุนชื่อดัง โดยเพจดังกล่าวได้ลงโฆษณาเชิญชวนให้เล่นหุ้น ผู้เสียหายจึงได้ติดต่อเพจดังกล่าวไป ต่อมาได้แอดไลน์ และได้สนทนากับผู้ใช้ชื่อไลน์ว่า “มาย” ที่อ้างว่าเป็นเลขาของ อ.ทิวา ชินธาดาพงศ์ จากนั้นผู้เสียหายได้ถูกดึงเข้ากลุ่ม “SET Up 17” โดยในกลุ่มจะบอกราคาหุ้น จากนั้นให้ผู้เสียหายย้ายกลุ่มไปยังอีกกลุ่ม ชื่อ “Class A SET UP” เป็นกลุ่มเกี่ยวกับการเล่นหุ้น ต่อมา คนร้ายได้แจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินเพื่อเล่นหุ้น ผ่านโปรแกรมชื่อ “Macquaie Prime” ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปหลายครั้ง โดยได้กำไรจริงในช่วงแรก ต่อมาคนร้ายจึงชักจูงให้ผู้เสียหายโอนเงินเพิ่ม เพื่อกำไรที่เพิ่มขึ้น สุดท้ายไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ รวมความเสียหายทั้งหมด 4,719,820.58 บาท

จากกรณีดังกล่าว บก.สอท.1 ได้นำกำลังสืบสวนจนทราบว่า นายภาคภูมิฯ อายุ 24 ปี หนึ่งในเจ้าของบัญชีธนาคารที่ใช้กระทำความผิด ได้พักอาศัยอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จึงได้เดินทางไปส่งหมายเรียกดังกล่าว ซึ่งต่อมาเจ้าตัวได้เข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นายภาคภูมิฯ ไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 500,000 บาท อายัดได้ทันเต็มจำนวน 500,000 บาท โดยผู้ต้องหาไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์ และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชีตามจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหาย

กรณีที่ 2 : ผู้เสียหายเป็นข้าราชการรายหนึ่ง ได้รับโทรศัพท์จากมิจฉาชีพที่อ้างตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่ด้านกฎหมายของสถานีตำรวจในจังหวัดขอนแก่น แจ้งให้ผู้เสียหายรอรับโทรศัพท์จาก DSI จากนั้นได้มีคนร้ายอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ DSI โทรมาหา แจ้งว่าผู้เสียหายยักยอกเงินของทางราชการ และได้หลอกให้ผู้เสียหายเพิ่มเพื่อนผ่านทางแอปพลิเคชัน LINE หลังจากพูดคุยคนร้ายได้แจ้งให้ผู้เสียหายเปิดบัญชีธนาคารเพื่อรับผลประโยชน์ จำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ จากการทำธุรกรรมในบัญชีดังกล่าว จากนั้นคนร้ายข่มขู่ให้ผู้เสียหายแจ้งทรัพย์สินที่ผู้เสียหายมีอยู่ให้คนร้ายทราบ เพื่อจะได้ไม่มีผลกระทบต่อการรับราชการของผู้เสียหาย และคนร้ายจะให้การช่วยเหลือกรณีดังกล่าว ต่อมาคนร้ายแจ้งให้ผู้เสียหายให้โอนเงินทั้งหมดให้ตรวจสอบ ผู้เสียหายหลงเชื่อ จึงโอนเงินไปจำนวน 497,900 บาท จากนั้นคนร้ายแจ้งให้โอนเงินค่าทนายอีก จำนวน 100,000 บาท ต่อมาคนร้ายแจ้งให้โอนเงินค่าทนายอีก จำนวน 170,000 บาท แต่ผู้เสียหายหมดเงินแล้ว จึงไม่ได้โอนไปให้ รวมความเสียหายที่ถูกหลอกลวงไปทั้งสิ้น จำนวน 767,900 บาท

จากกรณีดังกล่าว บก.สอท.5 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนติดตามผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้วบางส่วน และเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นายอนุชิต ฯ หนึ่งในผู้ต้องหาไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวเพื่อลงทุนตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 497,900 บาท ซึ่งภายหลังรับทราบข้อกล่าวหา นายอนุชิต ฯ ผู้ต้องหา ให้ถ้อยคำว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่อายัดไว้ ไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์ และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชีตามจำนวนดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงสามารถอายัดได้ทันทั้งหมด จำนวน 497,900 บาท 

กรณีที่ 3 : ผู้เสียหายเป็นอดีตข้าราชการรายหนึ่งได้ถูกหลอกลวง โดยมิจฉาชีพติดต่อมาอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ แจ้งว่ามีเอกสารที่ยังไม่ได้เซ็นรับ ซึ่งเอกสารดังกล่าวจ่าหน้าซองว่าถูกส่งมาจากกรมบัญชีกลาง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้เพิ่มเพื่อนทางไลน์ตามคำแนะนำ โดยคนร้ายใช้ชื่อบัญชีไลน์ว่า“กลุ่มผู้เกษียณอายุ” และ “กนกรัตน์ หิรัญบูรณะ” ต่อมาคนร้ายได้ให้ทำตามขั้นตอนที่แนะนำ กระทั่งได้ถูกหลอกให้โอนเงินออกจากบัญชีธนาคาร รวมความเสียหายกว่า 768,020 บาท 

จากกรณีดังกล่าว บก.สอท.1 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนติดตามผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้วบางส่วน และเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นางสาววรรณนิษาฯ หนึ่งในผู้ต้องหาไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 411,010 บาท ซึ่งอายัดได้ทันจำนวน 411,010 บาท

กรณีที่ 4 : ผู้เสียหายรายหนึ่งได้สั่งซื้อของออนไลน์ เมื่อโอนเงินไปแล้วปรากฎว่าไม่ได้รับสินค้าตามที่สั่ง ต่อมาได้มีคนร้ายแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมได้ติดต่อมาหาอ้างว่าจะช่วยเอาเงินคืนให้ จากนั้นให้เพิ่มเพื่อนในไลน์ คนร้ายได้แล้วดึงเข้ากลุ่มไลน์ชื่อ “DDos ชุดที่ 88” จากนั้นได้เริ่มให้ผู้เสียหายโอนเงินครั้งแรกเป็นค่าเข้ากลุ่ม ต่อมาคนร้ายได้ใช้กลอุบายหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเพิ่มอีกหลายครั้งเพื่อเป็นค่าดำเนินการในการติดตามเงินค่าสินค้าคืน สุดท้ายผู้เสียหายโอนเงินไปทั้งหมด 15 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 3,691,061.54 บาท 

จากกรณีดังกล่าว บก.สอท.1 ได้รวบรวมพยานหลักฐานและสืบสวนติดตามผู้ต้องหาในขบวนการได้แล้วบางส่วน และเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นางสาวสุนีย์ฯ หนึ่งในผู้ต้องหาไว้ได้ ซึ่งผู้เสียหายได้โอนเข้าบัญชีดังกล่าวตามที่ถูกหลอกลวง จำนวน 1 ครั้ง เป็นเงิน 400,000 บาท ซึ่งอายัดได้ทันจำนวน 370,010 บาท

กรณีที่ 5 : ผู้เสียหายรายหนึ่งได้ใช้งานแอปพลิเคชัน facebook ต่อมาได้ถูกชักชวนจากในโซเชียลให้นำเงินไปลงทุนในแพลตฟอร์ม vips-psl .com ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินลงทุน ต่อมาไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ ผู้เสียหายโอนเงินไปทั้งหมด จำนวน 9 ครั้ง ความเสียหายรวม จำนวน 4,315,000 บาท

จากกรณีดังกล่าว พ.ต.อ.ปกรณ์กิตติ์ ธนวรินทร์กุล ผกก.3 บก.สอท.2 ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนและพนักงานสอบสวน
ในสังกัด รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออำนาจศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในขบวนการ จนสามารถออกหมายจับได้แล้วหลายราย โดยล่าสุดได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัด ติดตามจับกุม นายสิทธิศักดิ์ฯ อายุ 42 ปี หนึ่งในขบวนการได้ในพื้นที่ จ.ชุมพร เจ้าตัวสารภาพว่าได้ถูกว่าจ้างให้เปิดบัญชี โดยตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินที่อายัดไว้ จึงขอไม่โต้แย้งในกรรมสิทธิ์และยินยอมให้เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งมอบเงินในบัญชี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถประสานงานธนาคารเพื่ออายัดเงินในบัญชีธนาคารของ นายสิทธิศักดิ์ฯ ไว้ได้ จำนวน 280,000 บาท 

โดยวันนี้ “Warroom IAC” หรือ ศกค. นำโดย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ ผบ.ศกค. ได้นำเงินจำนวน 2,058,920 บาท คืนให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 5 ราย ตามปฏิบัติการ “MONEY Cash Back ปิดบัญชี ตามล่าม้า คว้าเงินคืน”

‘พงศ์กวิน’ ผลักดันโครงการ Learn to Earn ทำงานระหว่างเรียน 'สร้างรายได้–สกิล–ประสบการณ์'

เมื่อวานนี้ (28 ส.ค.68) นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดโครงการ 'Learn to Earn: เรียนรู้สู่รายได้ จบไปมีงานทำ' เพื่อส่งเสริมเยาวชนในระบบการศึกษาทำงานมีรายได้ระหว่างเรียน พร้อมเปิดเผยว่า เป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงแรงงานในการแก้ปัญหาการว่างงานของนักศึกษาจบใหม่ และเปิดพื้นที่ให้นักเรียน นักศึกษาได้ทำงานจริงระหว่างเรียน

นายพงศ์กวิน กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กจบใหม่จำนวนมากประสบปัญหาการหางาน เพราะ ขาดประสบการณ์การทำงาน แม้จะมีความสามารถสูงในหลายด้าน เช่น ดิจิทัล กราฟิก การตลาด หรือการขาย แต่ยังไม่เคยมีโอกาสทำงานจริง โครงการนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็น 'สะพานเชื่อม' ระหว่างการเรียนกับโลกการทำงาน ให้เยาวชนได้ค้นหาตัวเอง ได้รายได้เสริม และช่วยลดภาระครอบครัว โดยเยาวชน ที่เตรียมเป็นแรงงานรุ่นใหม่ในอนาคต จะได้ประโยชน์ครบทั้ง รายได้–สกิล–ประสบการณ์ ที่ตลาดแรงงานต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการฝึก hard skill จากงานจริง และ soft skill เช่น การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม รวมถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สิ่งเหล่านี้คือทักษะที่นายจ้างยุคใหม่ต้องการ

นาย พงศ์กวิน กล่าวย้ำว่า โครงการ Learn to Earn ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่ถือเป็นการลงทุนระยะยาวกับแรงงานรุ่นใหม่ เพราะจะช่วยให้เยาวชนปรับตัวกับตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันภาคธุรกิจก็จะได้บุคลากรที่พร้อมทำงานจริงโดยไม่ต้องเสียเวลาฝึกสอนเพิ่มเติม โครงการ Learn to Earn จึงเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนบทบาทของกระทรวงแรงงานในการทำงานเชิงรุก เพื่อสร้างโอกาสและอนาคตที่ยั่งยืนให้กับแรงงานรุ่นใหม่ อันจะช่วยเสริมความแข็งแรงให้สังคม และเศรษฐกิจไทย

“ผมอยากให้เยาวชน ใช้โอกาสนี้ค้นหาตัวเองให้เจอเร็ว ๆ และกล้าที่จะเรียนรู้จากของจริง กระทรวงแรงงานพร้อมสนับสนุนเต็มที่ ทั้งในด้านโอกาสทำงาน การสร้างระบบที่เป็นธรรม และการผลักดันมาตรการคุ้มครองเยาวชน เพื่อให้คนรุ่นใหม่เติบโตอย่างมั่นคงและเท่าเทียม” รมว.พงศ์กวิน กล่าวทิ้งท้าย

ด้านนายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้มีขึ้นเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย 'Learn to Earn' ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมเยาวชนในระบบการศึกษาให้มีรายได้ระหว่างเรียน และสร้างการรับรู้แก่นายจ้างสถานประกอบการให้เปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาได้ทำงานในช่วงที่ว่างจากการเรียน เพื่อใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และเรียนรู้โลกการทำงานควบคู่ไปกับการเรียน ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจหลายอย่าง ประกอบด้วย การสัมภาษณ์พิเศษรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อพูดคุยถึงการสร้างโอกาสในการทำงานสำหรับนักเรียนนักศึกษา การเสวนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการจ้างงานในสายอาชีพต่าง ๆ จากนายจ้างและสถานศึกษา ซึ่งจะช่วยให้หลักสูตรการเรียนการสอนสอดคล้องกับตลาดแรงงาน และช่วยให้นักเรียนนักศึกษาเตรียมพร้อมก่อนการทำงาน ซึ่งมีสถานศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่

1. มหาวิทยาลัยศรีปทุม
2. มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
3. มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
4. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
5. สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร ม.ธรรมศาสตร์
6. มหาวิทยาลัยศิลปากร
7. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
8. มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
9. มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
10.มหาวิทยาลัยมหิดล
11. มหาวิทยาลัยสยาม
12.มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
13.มทร.ตะวันออก
14.มรภ.สวนสุนันทา
15.มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต
16.วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค) และโรงเรียนที่เข้าร่วม ดังนี้ วิทยาลัยอาชีวศึกษาพาณิชยการจำนงค์ รร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา รร.เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้ากุนนที สถาบันการสร้างชาติ นอกจากนี้ยังสถานประกอบการร่วมจำลองการทำงาน 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีพีแอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) บริษัท อินเด็กซ์ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทที่ต้องการจ้างงานนักเรียนนักศึกษาในช่วงปิดภาคเรียนหรือช่วงที่ว่างจากการเรียน โดยกิจกรรมนี้จะช่วยให้นักเรียนนักศึกษาได้ทดลองทำงานจริงเพื่อสร้างประสบการณ์

ทั้งนี้ นักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการหางานทำสามารถใช้บริการที่เว็บไซต์ 'ไทยมีงานทำ.doe.go.th' หรือแอปพลิเคชัน 'ไทยมีงานทำ' โดยคนหางานสามารถค้นหาข้อมูลตำแหน่งงานที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด ในตำแหน่งงานตามพื้นที่ และ ภูมิลำเนา รวมถึงจับคู่ตำแหน่งงานจากความรู้ ความสามารถ และทักษะที่มีอยู่ ส่วนนายจ้าง สถานประกอบการ ที่ต้องการเพิ่มช่องทางรับสมัครงาน สามารถลงทะเบียนนายจ้าง เพื่อประกาศตำแหน่งงาน และคัดลอกรายชื่อผู้หางาน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน 1694

‘จีน’ ปัดร่วมวงถกลดอาวุธนิวเคลียร์ เพราะมีน้อยอยู่แล้ว หลัง ‘ทรัมป์’ เชิญเข้าร่วมโต๊ะเจรจากับ ‘สหรัฐฯ-รัสเซีย’

(29 ส.ค. 68) จีนปฏิเสธเข้าร่วมเจรจาลดอาวุธนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ และรัสเซีย หลังโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แสดงความหวังว่าปักกิ่งจะเข้าร่วมโต๊ะเจรจา โดยกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า “ไม่สมเหตุสมผลและไม่เป็นจริง” ที่จะคาดหวังให้จีนเข้าร่วม เนื่องจากขนาดศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของจีนไม่เทียบเท่าสองมหาอำนาจดังกล่าว

กัว เจียคุน (Guo Jiakun) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ชี้ว่า สหรัฐฯ และรัสเซีย ซึ่งครอบครองหัวรบนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก ต้องรับผิดชอบหลักในการลดอาวุธนิวเคลียร์ โดยข้อมูลปี 2024 ระบุว่า สหรัฐฯ มีหัวรบ 3,708 ลูก รัสเซีย 4,380 ลูก ขณะที่จีนมีเพียง 500 ลูก ถือว่าน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับสองประเทศนี้

จีนยืนยันว่ากองกำลังนิวเคลียร์ของตนถูกจำกัดไว้ในระดับขั้นต่ำ เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ และไม่ต้องการเข้าสู่การแข่งขันสะสมอาวุธกับชาติใด พร้อมย้ำว่าสนับสนุนแนวทางการลดอาวุธในหลักการ แต่ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการเจรจาที่ออกแบบมาเพื่อสองประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์โดยตรง

ด้านสถานการณ์โลก ยิ่งตึงเครียดขึ้นหลังรัสเซียถอนตัวจากสนธิสัญญาควบคุมอาวุธฉบับสุดท้ายเมื่อปี 2023 และปรับยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ใหม่ที่ลดเกณฑ์การใช้อาวุธลง ขณะเดียวกันมอสโกยังเริ่มผลิตขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงรุ่นใหม่ที่บรรทุกหัวรบนิวเคลียร์ได้ ซึ่งมีแผนจะติดตั้งในเบลารุสภายในปีนี้ ยิ่งทำให้ความเสี่ยงการเผชิญหน้าเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแถลงข่าวการจัดแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทย – มาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36 ประจำปี 2568

(29 ส.ค.68) เวลา 10.30 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบหมาย พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานการจัดการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย พร้อมด้วย มูฮัมหมัด ฮาฟิซ อาบู บาการ์ เลขานุการเอก/ผู้ช่วยทูตตำรวจ ประจำสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซีย ประจำประเทศไทย และ พล.ต.ต.เทอดศักดิ์ รุจิรวงศ์ ที่ปรึกษาคณะทำงานฯ แถลงข่าวการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ชิงถ้วยรุจิรวงศ์ ครั้งที่ 36 ประจำปี 2568 ณ ห้องสารสิน อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำหรับการแข่งขันกีฬารักบี้ประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ก่อให้เกิดความรักความสามัคคีระหว่างตำรวจไทยกับตำรวจมาเลเซียอย่างแน่นแฟ้น ในการบูรณาการทำงานร่วมกัน ตลอดจนเพิ่มศักยภาพการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่จะมาคุกคามประชาชนระหว่างสองประเทศ โดยการจัดการแข่งขันครั้งแรก เมื่อปีพุทธศักราช 2504 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในยุคสมัยของ พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ ได้ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลานานกว่า 64 ปี มีการจัดการแข่งขันมาแล้ว 32 ครั้ง โดยหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน 

การแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลชิงถ้วย "รุจิรวงศ์" ครั้งที่ 36 สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 3 - 6 กันยายน 2568 และจะมีการแข่งขันจริงในวันที่ 4 กันยายน 2568 ณ สนามกีฬารักบี้ฟุตบอล โรงเรียนปริ้นส์รอยแยลส์วิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. การแข่งขันชิงถ้วย "รุจิรวงศ์" ประเภทอายุไม่เกิน 45 ปี
2. การแข่งขันชิงถ้วยรางวัลชนะเลิศ ประเภทอาวุโส อายุเกิน 45 ปีขึ้นไป

พล.ต.อ.กรไชยฯ กล่าวว่า การแข่งขันในครั้งนี้มุ่งเน้นความสัมพันธ์ มิตรภาพของหน่วยงานระหว่างประเทศ โดยทีมสโมสรรักบี้ฟุตบอลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทย มีความพร้อมร่วมการแข่งขัน นักกีฬารักบี้ฟุตบอลทุกคนได้ฝึกซ้อมและมุ่งมั่นที่จะเข้าร่วมการแข่งขันอย่างเต็มที่ แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับผลการแข่งขันแพ้ชนะ ไม่ได้เป็นการบ่งชี้มากไปกว่าความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจทั้งสองประเทศที่จะยั่งยืนตลอดไป

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอประชาสัมพันธ์เชิญชวนพี่น้องประชาชนและข้าราชการตำรวจ ร่วมรับชมและส่งกำลังใจแก่นักกีฬาตำรวจไทย ในการแข่งขันกีฬารักบี้ฟุตบอลประเพณีระหว่างตำรวจไทยและตำรวจมาเลเซีย ชิงถ้วย "รุจิรวงศ์" ครั้งที่ 36 ในวันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน 2568 เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ณ สนามกีฬารักบี้ฟุตบอล โรงเรียนปริ้นส์รอยแยลส์วิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ หรือผ่านช่องทาง Facebook : Royal Thai Police Rugby Club


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top