Saturday, 20 April 2024
Hard News Team

‘รมว.ปุ้ย’ เดินหน้า ‘อุตสาหกรรมฮาลาล’ ย้ำ!! ไทยพร้อมเรื่องวัตถุดิบ ลั่นขอเป็นเจ้าภาพ บูรณาการทั้ง ‘อาหาร-ท่องเที่ยว-สปา’ ให้เป็นระบบ

(20 เม.ย.67) จากรายการอิสรภาพแห่งความคิด ดำเนินรายการโดย สำราญ รอดเพชร เผยแพร่ผ่านเพจเฟซบุ๊ก 'ไทยโพสต์' ได้สัมภาษณ์พูดคุยกับ นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หรือ 'รมว.ปุ้ย' เกี่ยวกับความมุ่งมั่น ตั้งใจของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่จะผลักดัน อุตสาหกรรมฮาลาลไทยให้เติบโตอย่างเป็นระบบ และเจาะตลาดฮาลาลโลก โดยทางรัฐมนตรีหญิงแกร่งท่านนี้ ได้ยืนยันหนักแน่นในการจัดตั้ง 'กรมอุตสาหกรรมฮาลาล' ได้ระบุว่า ...

"วันนั้นที่เข้ามามอบนโยบาย อยากเห็นที่สุดก็คือเรื่องของอุตสาหกรรมฮาลาล อยากให้เกิดขึ้นในประเทศ สำหรับเรื่อง 'ฮาลาล' หลายคนจะนึกถึงแค่เฉพาะในประเทศมุสลิม หรือประเทศตะวันออกกลางเท่านั้น ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่ สำหรับตลาดอาหารฮาลาลในตอนนี้กำลังเติบโตใหญ่อย่างมาก และประเทศไทยของเราก็พร้อมมากเพราะประเทศไทยเรามีวัตถุดิบ เรามีแหล่งที่เป็นอุตสาหกรรม เรามีผู้ประกอบการที่มีความมั่นคง แล้วก็พร้อมที่จะทำอุตสาหกรรมพวกนี้ เพียงแต่ว่า คนที่ดูแลเรื่องอาหารฮาลาล กระจัดกระจายอยู่ตามกรมต่าง ๆ กระทรวงต่าง ๆ 

รมว.ปุ้ย กล่าวต่อว่า "ตอนนี้ก็เลยมีการบูรณาการ และตั้งใจว่ากระทรวงอุตสาหกรรมต้องเป็นเจ้าภาพหลัก โดยอยากเห็น 'กรมอุตสาหกรรมฮาลาล' เกิดขึ้นในกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งก็คิดว่าน่าจะทำสำเร็จได้ภายใน 2 ปี ขณะนี้เราเดินหน้า เป็น 'สำนักงานคณะกรรมการอาหารฮาลาลแห่งชาติ' ได้สำเร็จแล้ว กำลังจะผ่านคณะรัฐมนตรี กำลังจะได้งบประมาณมา และเปิดตัวได้ภายในอีกไม่กี่เดือนนี้"

รมว.ปุ้ย ยังกล่าวต่ออีกด้วยว่า "เรื่องฮาลาลไม่ใช่เฉพาะอาหารเท่านั้น แต่ยังมีธุรกิจอย่างอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น เครื่องสำอาง เครื่องแต่งกาย อาหาร การท่องเที่ยว สปา สุขภาพ ทั้งหมดนี้อยู่ในอุตสาหกรรมฮาลาล"

"เมื่อก่อนนี้เรื่องของอุตสาหกรรมฮาลาลนั้นไม่ค่อยจะมีใครพูดถึงกัน แต่ครั้งนี้เราจะทำให้เป็นอุตสาหกรรมที่จับต้องได้เป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งทางนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน ก็ได้เห็นชอบด้วยแล้ว" รมว.ปุ้ย กล่าวทิ้งท้าย

'ประเสริฐ' กำชับ 'หน่วยงานรัฐ' จับมือ 'เอกชน' เร่งลดปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ให้เห็นผลชัดเจนภายใน 30 วัน

เมื่อวันที่ (19 เม.ย. 67) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทางเทคโนโลยี ที่มี ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี เป็นรองประธานกรรมการ นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดีอี เป็นเลขานุการคณะกรรมการฯ และผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) มาหารือร่วมกันเป็นครั้งที่ 2 ในเดือนเมษายนนี้ เพื่อดำเนินงานตามข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี ในการแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ให้มีผลงานชัดเจนใน 30 วัน ซึ่งมีมาตรการที่สำคัญ จากการหารือ ดังนี้

1. มาตรการแก้ไขปัญหาบัญชีม้า โดยสรุปมีดังนี้
- การเร่งรัดกวาดล้างบัญชีที่ต้องสงสัยและบัญชีม้าในระบบธนาคาร โดย สมาคมธนาคารไทย สถาบันการเงิน ร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย เร่งทำการตรวจสอบ เหตุต้องสงสัย 19 ข้อ และทำการแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีต้องสงสัย ระหว่างธนาคาร เพื่อระบุและทำการระงับบัญชีธนาคาร ซึ่งที่ผ่านมามีการระงับไปแล้ว 3-4 แสนบัญชี
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสำนักงาน ปปง. ได้ดำเนินการปิดบัญชีม้าไปแล้ว 318,298 บัญชี และศูนย์ AOC ระงับหรือปิดไปแล้ว 112,699 บัญชี
- การเพิ่มมาตรการควบคุมการเปิดบัญชีใหม่ เพื่อป้องกันการใช้เป็นช่องทางในการกระทำผิดกฎหมาย โดยเพิ่มการตรวจสอบ CDD (Customer Due Diligence) เป็นการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยว กับลูกค้า โดยมีกระบวนการประเมินและบริหารความเสี่ยง ก่อนอนุมัติเปิดบัญชีลูกค้า จากเดิม ที่มีการทำ KYC (Know Your Customer) ในการเปิดบัญชีใหม่เท่านั้น
- การอายัดบัญชีทันที กรณี ที่ผู้เสียหาย แจ้งเหตุ กับ AOC 1441 และ ผู้เสียหายแจ้งความออนไลน์เรียบร้อยแล้ว จากเดิมระงับชั่วคราว 3 วัน และต้องไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ
- ธนาคาร ส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า บัญชีต้องสงสัย หรือข้อมูลธุรกรรมต้องสงสัยให้ AOC 1441 และให้ AOC 1441 เป็น Platform โดยทำระบบ Automation เพื่อ AOC นำข้อมูลที่ได้ใช้ AI วิเคราะห์และใช้แก้ปัญหาโจรออนไลน์ ต่อไป

2. มาตรการแก้ไขปัญหา ซิมม้า โดยสรุปมีดังนี้
- การกวาดล้างซิมต้องสงสัยและซิมม้า กสทช. ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการลงทะเบียนเพื่อยืนยันตัวตนสำหรับผู้ถือครองซิมการ์ดมากกว่า 100 ซิม โดยครบกำหนดการยืนยันตัวตนเมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2567 มีผู้มายืนยันตัวตน แล้วจำนวน 2.57 ล้านหมายเลข และยังไม่มายืนยันตัวตนอีกจำนวน 2.5 ล้านหมายเลข ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการระงับ 2.5 ล้านหมายเลขที่ไม่ได้มายืนยันตัวตน นอกจากนี้ ในส่วนของ สตช. และกระทรวงดีอี ได้ประสานเพื่อระงับซิมม้า หรือซิมต้องสงสัยไปแล้วกว่า 8 แสนหมายเลข
- การเข้มงวดในการเปิดใช้ ซิมใหม่ ให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์ การลงทะเบียนและยืนยันตัวตนของ กสทช.เพื่อป้องกัน การนำซิมไปใช้กระทำผิดกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมา พบการปล่อยปละละเลยการเปิดใช้ซิมใหม่ จำนวนมากๆ ตลอดจนมีการสวมรอยใช้พาสปอร์ทชาวต่างชาติ หรือขโมยบัตรประชาชนคนไทย มาเปิดซิมจำนวนมาก
- กสทช. ผู้ให้บริการโทรคมนาคม ส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ ซิมม้า ซิมต้องสงสัย หรือข้อมูลธุรกรรมต้องสงสัยให้ AOC 1441 โดยทำระบบ Automation เพื่อ AOC นำข้อมูลที่ได้ไปใช้ AI ในการวิเคราะห์ และใช้แก้ปัญหาโจรออนไลน์ ต่อไป
- กสทช. และผู้ให้บริการโทรคมนาคม เร่งทำฐานข้อมูล พร้อมตรวจสอบผู้ส่ง SMS จำนวนมาก (Sender Name)

3. การดำเนินการเรื่องเสาโทรคมนาคม สายสัญญาณอินเทอร์เน็ตและสายโทรศัพท์ ที่ผิดกฎหมายตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน โดยร่วมกับกระทรวงกลาโหม กสทช. และ สตช. เพื่อปิดกั้น และจับกุมผู้กระทำความผิด

4. มาตรการกำกับดูแล แก้ไขปัญหาการซื้อขาย Crypto แบบ P2P (Peer to Peer) ที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการที่คนร้ายใช้สินทรัพย์ดิจิทัล เป็นช่องทางโอนเงินออกนอกประเทศ ซึ่งทางสำนักงาน ก.ล.ต. ร่วมมือกับกระทรวง ดีอี สตช. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อแก้ปัญหานี้ โดยการปิดกั้นเว็บไซต์/แอปพลิเคชัน Platform ให้บริการ crypto ที่ผิดกฎหมาย และผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตในการทำ KYC และกำกับดูแลอย่างเข้มข้นสำหรับการหลอกลงทุน ก.ล.ต. มีสายด่วน หลอกลงทุน ซึ่งมีผู้แจ้งเข้ามาและมี Sec Check First ช่วยเช็คข้อมูลถูกต้อง

5. การปราบปรามจับกุมอาชญากรรมออนไลน์ โดย สตช. ดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการปราบปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรรมออนไลน์ โดยมีเป้าหมายชัดเจน และบูรณาการแผนฯ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการสืบสวน สอบสวน และขยายผลการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่ร่วมการกระทำความผิดอาชญากรรมออนไลน์ในระยะ 2 สัปดาห์ของ เดือนเมษายนนี้ ได้มีการจับกุมผู้ต้องหาคดีออนไลน์ แล้วจำนวน 207 รายโดยแบ่งเป็น เกี่ยวข้องกับพนันออนไลน์ จำนวน 83 ราย

6. การบูรณาการข้อมูล และอื่นๆ โดยให้ AOC 1441 เป็น Platform รับและแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อบูรณาการข้อมูล ทำงานแบบ Automation และใช้เทคโนโลยี AI ในการวิเคราะห์ข้อมูล

"กระทรวงดีอี และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง เร่งบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบเพื่อปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อให้เป็นไปตามข้อสั่งการของนายเศรษฐา ทวีสิน นายรัฐมนตรี โดยจะมีการติดตามตรวจสอบการดำเนินการในทุกสัปดาห์ เพื่อให้เกิดผลงานที่เป็นรูปธรรมชัดเจนต่อไป” นายประเสริฐกล่าว

‘สหรัฐฯ’ สั่งปรับ ‘เอสซีจี พลาสติกส์’ เป็นเงิน 736 ล้านบาท จากเหตุที่ละเมิด ‘มาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน’ กว่า 400 ครั้ง

(20 เม.ย.67) กระทรวงการคลังสหรัฐฯ แถลงว่า ได้สั่งปรับบริษัท เอสซีจี พลาสติกส์ (SCG Plastics Co) ซึ่งเป็นผู้ผลิตพลาสติกสัญชาติไทย เป็นเงิน 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 736 ล้านบาท ฐานละเมิดมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐฯ มากกว่า 400 ครั้ง

ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามของสหรัฐฯ ที่จะเล่นงานอิหร่านในทางการเงิน แม้อีกด้านหนึ่งจะต้องการลดความตึงเครียดทางทหารระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล ซึ่งมีการโจมตีแก้แค้นกันไปมาในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาก็ตาม

กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า เอสซีจี พลาสติกส์ ยินยอมจ่ายค่าปรับตามที่สหรัฐฯ เรียกร้อง เพื่อยุติการดำเนินคดีฐานละเมิดมาตรการคว่ำบาตรรวมทั้งสิ้น 467 ครั้ง

สำนักข่าวรอยเตอร์อ้างอิงคำแถลงของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ซึ่งระบุว่า เอสซีจี พลาสติกส์ มีการส่งออกพลาสติก High-Density Polyethylene หรือ HDPE ทว่าปกปิดต้นทางว่ามาจากอิหร่าน ส่งผลให้สถาบันการเงินของสหรัฐฯ รับทำธุรกรรมการเงินรวมทั้งสิ้น 291 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงปี 2017 และ 2018 โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

“เอสซีจี พลาสติกส์ ปกปิดข้อเท็จจริงเป็นเวลานานต่อเนื่องหลายปีว่าพลาสติก HDPE ที่ถูกจำหน่ายนั้นมีต้นทางมาจากอิหร่าน” ซึ่งสื่อให้เห็นถึง “เจตนาในการหลบเลี่ยงการตรวจสอบของสถาบันการเงินที่รับทำธุรกรรม และหลีกเลี่ยงมาตรการที่สถาบันการเงินเหล่านั้นคาดว่าจะกระทำเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายของสหรัฐฯ” กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุ

“จากผลของการทำธุรกรรมเหล่านี้ทำให้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจำนวนมากถูกส่งไปถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของอิหร่าน ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของระบอบอิหร่าน”

ประกาศดังกล่าวมีขึ้นเพียง 1 วัน หลังจากที่สหรัฐฯ และอังกฤษได้กำหนดมาตรการคว่ำบาตรโครงการโดรนทางทหารของอิหร่าน เพื่อตอบโต้ที่เตหะรานเปิดปฏิบัติการโจมตีอิสราเอลเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่แล้วซึ่งมีการใช้โดรนและขีปนาวุธมากกว่า 300 ลูก

'นักสังคมสงเคราะห์' ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รับประกาศเกียรติคุณนักสังคมสงเคราะห์ดีเด่นจาก 'องคมนตรี' เนื่องในวันปกรณ์ 2567

เมื่อวานนี้ 19 เม.ย.67 เวลา 10.00 น. นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานในพิธีประกาศเกียรติคุณนักสังคมสงเคราะห์ดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2566 เนื่องในวันปกรณ์ 2567 พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้แก่นักสังคมสงเคราะห์ดีเด่น จำนวน 16 คน

ซึ่งนักสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง คือ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพฝ่ายสังคมสงเคราะห์มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้รับคัดเลือกในครั้งนี้

เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่นักสังคมสงเคราะห์ และเป็นแบบอย่างที่ดีในการยึดถือปฏิบัติของคนในสังคม โดยมี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) พร้อมด้วย นางขนิษฐา เทวินทรภักติ รองประธานกรรมการบริหารมูลนิธิศาสตราจารย์ปกรณ์ อังศุสิงห์ รักษาการประธานกรรมการบริหารมูลนิธิศาสตราจารย์ปกรณ์ อังศุสิงห์นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ และคณะผู้บริหารกระทรวง พม. ร่วมยินดี และยกย่องนักสังคมสงเคราะห์ดีเด่นที่ได้รับรางวัล ณ ห้องประชุมชั้น 2 กระทรวง พม. สะพานขาว ถนนกรุงเกษม กรุงเทพฯ

"โดยมีคุณอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งพร้อมคณะผู้บริหารแบะพนักงานร่วมแสดงความยินดี"

นายวราวุธ กล่าวว่า การประกาศเกียรติคุณนักสังคมสงเคราะห์ดีเด่นเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2523 และได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 44 ปี เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจแก่บุคคลที่มีความทุ่มเทในการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายและประชาชนที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนทางสังคม ถือเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับสังคมไทย รวมถึงเป็นการส่งเสริมความร่วมมือและประสานงานระหว่างสถาบันสังคมสงเคราะห์ต่าง ๆ ให้เป็นเครือข่ายที่มีความเข้มแข็งในวงกว้างมากขึ้น อีกทั้งเป็นการสดุดีและเผยแพร่เกียรติคุณของศาสตราจารย์ปกรณ์ อังศุสิงห์ ปูชนียบุคคลที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาของงานสังคมสงเคราะห์ในประเทศไทย” ผู้วางรากฐานและพัฒนางานสังคมสงเคราะห์ของประเทศให้เกิดความเจริญก้าวหน้ามาถึงทุกวันนี้ โดยปัจจุบัน มีนักสังคมสงเคราะห์ดีเด่นที่ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณนักสังคมสงเคราะห์วิชาชีพ นักสังคมสงเคราะห์อาสาสมัคร และผู้ปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์แล้ว รวมทั้งสิ้น 420 คน

นายวราวุธ กล่าวต่อไปว่า วันนี้ กระทรวง พม. ได้ร่วมกับ มูลนิธิศาสตราจารย์ปกรณ์ อังศุสิงห์ และองค์กรภาคีเครือข่าย ได้แก่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) จัดงานดังกล่าวขึ้นเพื่อเน้นย้ำให้สังคมเห็นถึงความสำคัญของงานด้านการสังคมสงเคราะห์และการจัดสวัสดิการสังคม โดยมีกิจกรรมอันทรงคุณค่ามากมาย อาทิ นิทรรศการผลงานของศาสตราจารย์ปกรณ์ อังศุสิงห์ และนักสังคมสงเคราะห์ดีเด่น รวมถึงผลงานด้านวิชาการสังคมสงเคราะห์  พิธีมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์  เวทีเสวนาสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration Talks) และพิธีประกาศเกียรติคุณนักสังคมสงเคราะห์ดีเด่น

ซึ่งในปีนี้มีผู้เข้ารับประกาศเกียรติคุณ จำนวนทั้งสิ้น 16 คน แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ประกอบด้วย 1) ประเภทวิชาชีพ จำนวน 6 คน ได้แก่ 1.1 นางสุจิรา เนาวรัตน์ 1.2 นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย 1.3 นางสาวกุลธีชาดา พรเจริญ 1.4 พันตำรวจโทหญิง 1.5 นางธิดารัตน์ ชูศรี และ 1.6 นางสาววรพร เกวลิน 2) ประเภทผู้ปฏิบัติงาน จำนวน 3 คน ได้แก่ 2.1 นายพิเชฐพงศ์ อินทรสกุล 2.2 นายวาธิต ธรรมจง และ 2.3 ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล นิราทร และ 3) ประเภทอาสาสมัคร จำนวน 7 คน ได้แก่ 3.1 นายอติพล ดำพิลา 3.2 นางสาวสุกัญญา ประจวบเหมาะ 3.3 นางรัชนี วัชรีวงศ์ ณ อยุธยา 3.4 นายสุชาติ โอวาทวรรณสกุล 3.5 นางสาวธันยลักษณ์ พรหมมณี 3.6 นางอรชุน เหลืองวิเศษกาล และ 3.7 นายพิจิตร กอบัว

นายวราวุธ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวง พม. ขอแสดงความยินดีและยกย่องเชิดชูเกียรติแก่นักสังคมสงเคราะห์ดีเด่นทุกท่าน ผู้มีความมุ่งมั่นทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่  พร้อมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านการสังคมสงเคราะห์และการจัดสวัสดิการสังคม อุทิศตนเพื่อนำพาสังคมไทยก้าวสู่ความมั่นคง ยั่งยืน และปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง 

‘AIS’ จับมือ ‘Apple’ ดูแลความเสียหาย ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ครอบคลุม ‘ตก-แตก-พัง-แบตเสื่อม’ เปลี่ยนอะไหล่แท้ ได้ทั่วโลก

(20 เม.ย.67) นายศรัณย์ ผโลประการ หัวหน้าฝ่ายงานผลิตภัณฑ์โทรศัพท์เคลื่อนที่กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS เปิดเผยว่านอกเหนือจากการส่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลผ่านการใช้งานบนโครงข่ายที่ดีที่สุดแล้ว AIS ยังให้ความสำคัญกับงานบริการและการดูแลลูกค้าแบบ End to End ที่ครบจบในที่เดียว อย่างการเปิดตัวนวัตกรรมการให้บริการลูกค้า AIS Care+ ที่เราได้ร่วมมือกับโบลท์เทค หนึ่งในบริษัทชั้นนำด้านบริการดูแลสมาร์ทโฟน (Device protection) ระดับโลก ในการให้บริการเครื่องรูปแบบใหม่ ทั้งการเปลี่ยนเครื่องหรือดูแลความเสียหายตัวเครื่อง ที่สร้างความแตกต่างเป็นรายแรกในประเทศไทย ซึ่งได้พลิกโฉมประสบการณ์ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าจะได้รับความสะดวกสบายและบริการที่ดีที่สุดจากการดูแลปกป้องการใช้งานสมาร์ทโฟน

สำหรับครั้งนี้บริษัทตั้งใจยกระดับสุดยอดประสบการณ์ในการดูแลลูกค้า ผ่านการทำงานร่วมกับ Apple เปิดตัวบริการใหม่ AIS Care+ with AppleCare Services สำหรับลูกค้าที่ซื้อ iPhone กับ AIS และสมัครบริการ จะได้รับการดูแลแบบคูณ 2 ทั้งจาก AIS Care+ และ AppleCare Services พร้อมแก้ Pain Point ของลูกค้าให้หมดความกังวลจากการใช้งานทั้งเรื่องเครื่องเสีย จอแตก ตกน้ำ และดูแลความเสียหายตัวเครื่องได้ไม่จำกัดครั้ง และสามารถใช้บริการได้ไม่จำกัดครั้งเช่นกัน อีกทั้งยังสามารถรับความช่วยเหลือจากศูนย์บริการ Apple ทั่วโลก ด้วยราคาพิเศษสุดคุ้มที่สามารถเข้าถึงบริการที่ดีที่สุดของ AIS ได้

นายบัลเดฟ ซิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โบลท์เทค กล่าวว่า นับเป็นความร่วมมือที่น่าตื่นเต้นสำหรับเราที่ได้เป็นส่วนหนึ่งเพราะ AIS และ Apple เป็นพันธมิตรที่ทำงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง เราหวังว่าการทำงานร่วมกันครั้งนี้จะช่วยขยายขีดความสามารถงานบริการเพื่อดูแลปกป้องการใช้งานมือถือและสมาร์ทโฟน ด้วยการนำเสนอทางเลือก ความสะดวกสบาย ที่ดีกว่าให้กับลูกค้า

สำหรับบริการ AIS Care+ with AppleCare Services เป็นบริการที่รวมทุกการดูแลแบบคูณ 2 ทั้งจาก AIS Care+ และ AppleCare Services มาไว้ด้วยกัน เพื่อมอบประสบการณ์ความอุ่นใจและความสะดวกสบายให้ลูกค้ากับโปรแกรมที่ช่วยดูแล iPhone ที่ครอบคลุมครบวงจร ซึ่งความร่วมมือกับ Apple จะทำให้ลูกค้าได้รับความมั่นใจว่า iPhone ของลูกค้าจะได้รับการดูแล แก้ไข ซ่อมแซม ด้วยอะไหล่แท้จากช่างผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์บริการของ Apple หรือ เครื่องที่ให้บริการแลกเปลี่ยน หรือ รับเครื่องทดแทน ลูกค้าจะได้รับตัวเครื่องจากโรงงานผู้ผลิตโดยตรง (Apple Manufactured Guaranteed Device) รวมถึงลูกค้าจะยังได้รับประสบการณ์ที่เหนือกว่า อาทิ

บริการดูแลตัวเครื่องที่ครอบคลุมความเสียหายทุกด้าน มากที่สุดเท่าที่ผู้ให้บริการด้านนี้มีในตลาด โดยไม่มีข้อจำกัด อาทิ จอแตก เครื่องตกน้ำ ลำโพงดับ ไมค์ไม่ได้ยิน เครื่องเสีย รวมถึงการดูแลแบตเตอรี่คุณภาพความจุต่ำกว่า 80%

บริการเปลี่ยนเครื่องเมื่อใดก็ได้ที่อยากเปลี่ยน หรือ เครื่องเสีย แต่ไม่อยากส่งซ่อม หรือ บริการรับเครื่องทดแทนแม้ไม่มีเครื่องเดิมมาเปลี่ยน

สิทธิพิเศษในการติดต่อกับผู้เชี่ยวชาญของ Apple ผ่านทางแชตหรือโทรศัพท์ได้ทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง

ลูกค้า AIS ที่ซื้อ iPhone ทุกรุ่น สามารถสมัครบริการ AIS Care+ with AppleCare Services เพื่อรับความพิเศษกว่าใครได้ทันทีหลังจากซื้อเครื่องใหม่ หรือภายใน 30 วัน นับจากวันที่ซื้อเครื่อง และไม่ต้องตรวจสอบตัวเครื่อง โดยบริการ AIS Care+ with AppleCare Services มีแพ็กเกจให้เลือกทั้งแบบรายเดือนหรือเหมาจ่าย 12  เดือน และดูแลต่อเนื่องนานสูงสุด 48 เดือน โดยลูกค้าสามารถสมัครบริการได้ที่ร้านเอไอเอสช้อป, ร้านเอไอเอส-เทเลวิซ, รวมถึงร้านพันธมิตรอย่าง Jaymart, TG Fone,  iStudio จาก COPPERWIRED, SPVi และ UFicon หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ais.th/service/aiscare-applecare/ 

พิเศษ สำหรับลูกค้าที่ซื้อ iPhone และสมัคร AIS Care+ ระหว่างวันที่ 22 กันยายน 2566 – 20 มีนาคม 2567  สามารถเปลี่ยนมาใช้บริการแพ็กเกจใหม่ AIS Care+ with AppleCare Services เพียงยืนยันสิทธิ์ด้วยตัวเอง โดยกด *534*4# โทรออก ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2567 – 30 เมษายน 2567

สืบนครบาลรวบ 'โอ VK ยืน 1 คลิปโป๊เด็ก' เผยแพร่ ขายคลิปสื่อลามก อนาจารเด็ก

จากนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รรท.ผบ.ตร., พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร. ให้ปราบปรามกลุ่มเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมทางออนไลน์ ที่กระทำความผิดทุกรูปแบบ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้สุจริตจำนวนมากโดย ชุดลาดตระเวนออนไลน์ สืบนครบาล สืบสวนพบ ผู้กระทำผิดขายคลิปโป้ สื่ออนาจารแพลตฟอร์ม VK ชื่อ ขายงาน เด็กเด็ก มีผู้ติดตาม 860 คน มีข้อความโฆษณาดังนี้ “ขายลิงค์ MEGA แนวเด็กน้อย เด็กประถม เด็กนักเรียน จำนวน 5,000 คลิป เป็นแนวเด็กทั้งหมด 

วันที่ 19 เมษายน 2567 เวลาประมาณ 08.35 น. พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น., พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. สั่งการ พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น., พ.ต.อ.นิวัฒน์ พึ่งอุทัยศรี รอง ผบก.สส.ฯ, พ.ต.อ.อรรชวศิษฏ์ ศรีบุณยมานนทน์ ผกก.สส.3 บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.วิโรฒ จนุบุษย์, พ.ต.ท.นิธิ ปิยพันธุ์ รอง ผกก.สส.3 บก.สส.บช.น. พ.ต.ท.สัญญลักษ์ สังขะภักดี สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. ร.ต.อ.ชาญชัย น่าดู รอง สว.กก.สส.3 ร.ต.อ.ภัทรพล ดวงหิรัญ รอง สว.กก.สส.3 ฯพร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สส.3 บก.สส.บช.น.(ชุดปฏิบัติการที่  3/1) ร่วมกันจับกุมตัว นายลภัสหรือโอ  ปางวัชรากร อายุ 28 ปี ภูมิลำเนา แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยของกลาง จำนวน 4  รายการ  ดังนี้
1. คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค ยี่ห้อ Asus 
2. Adaptor โน๊ตบุ๊ค
3. โทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อ Xiaomi 
4. สมุดบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ ชื่อบัญชี นายลภัสฯ

กระทำความผิดฐาน นําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกและ ข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ , เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามก  และเพื่อความประสงค์แห่งการค้า หรือโดยการค้า เพื่อการแจกจ่ายหรือเพื่อการแสดงอวดแก่ประชาชน ทำ ผลิต มีไว้ นำเข้าหรือยังให้นำเข้าในราชอาณาจักร

พฤติการณ์แห่งการจับกุม เมื่อวันที่ 13 เม.ย.67 เวลาประมาณ 14.30 น. สืบสวนพบว่ามีการประกาศขายสื่อลามกอนาจารผ่านแพลตฟอร์ม VK ชื่อ ขายงาน เด็กเด็ก มีผู้ติดตาม 860 คน มีข้อความโฆษณาดังนี้ “ขายลิงค์ MEGA แนวเด็กน้อย เด็กประถม เด็กนักเรียน จำนวน 5,000 คลิป เป็นแนวเด็กทั้งหมด สนใจสามารถทักเข้ามาขอตัวอย่างได้ผ่าน LINE ตัวคลิปทั้งหมดจะเป็นลิงค์ส่งให้ดาวน์โหลดโดยตรง เป็นงานนักเรียนไทย คละกับงานเด็กต่างชาติ ด่วนราคานี้ก่อนสิ้นเดือนเท่านั้น เหมาตอนนี่เข้ากลุ่ม line vip อีก 6 กลุ่ม และกลุ่ม telegram อีก 1 กลุ่มด้วยนะ” เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจสอบประกาศ

ต่อมาจึงให้สายลับทักไปสอบถามผู้ใช้บัญชี ขายงาน เด็กเด็ก ทาแอปพลิเคชันไลน์ ตรวจสอบจนทราบว่าคือนายลภัส พักอาศัยอยู่ หมู่บ้านบริเวณแขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร จึงทำการขอหมายค้นบ้านเพื่อหาพยานหลักฐาน เอาผิดนายลภัสฯ   จนวันที่ 19 เม.ย.67 เวลา 08.35 น. เจ้าหน้าที่ กก.สส.3 บก.สส.บช.น. ได้เข้าค้นบ้านตามที่อยู่ดังกล่าว ได้พยานหลักฐานมาดำเนินคดีกับนายลภัสฯ จึงได้จับกุม และส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย

ในชั้นจับกุม ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอด เจ้าหน้าที่จึงได้ทำบันทึกจับกุมและนำผู้ต้องหาส่ง สน.โชคชัยเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น. กล่าวว่า การลักลอบขายคลิปโป๊เด็กน้อย เป็นต้นเหตุของอาชญากรรมทางเพศโดยเฉพาะกับเด็ก ซึ่งผู้ซื้อจะนำไปก่อเหตุเพราะเป็นการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศในการกระทำความผิด หากผู้ใดพบเบาะแสโปรดแจ้งผ่านเพจสืบนครบาล เพื่อปราบปรามให้สิ้นซากต่อไป

‘ญี่ปุ่น’ ปลื้มแรงงานไทย เตรียมเพิ่มโควตานำเข้า พร้อมเปิดช่อง ให้เปลี่ยนนายจ้างได้ เมื่อทำงานครบ 1 ปี

(20 เม.ย.67) กระทรวงแรงงาน เดินหน้าขยายตลาดแรงงานไทย ไปทำงานในต่างประเทศ โดยได้ขอให้ทางการญี่ปุ่นส่งเสริมการจ้างแรงงานไทยในประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานทักษะสูง แรงงานฝีมือ แรงงานทักษะเฉพาะ พร้อมยืนยันว่าไทยจะเข้มงวดให้แรงงานไทยเดินทางไปทำงานประเทศญี่ปุ่นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และจะเตรียมความพร้อมให้มีทักษะด้านภาษาญี่ปุ่นสอดคล้องกับความต้องการของนายจ้างด้วย

ฝ่ายญี่ปุ่น ชื่นชมแรงงานไทย โดยรับปากจะพิจารณาเพิ่มโควตาการนำเข้าแรงงานในภาคท่องเที่ยว อุตสาหกรรมก่อสร้าง งานบริบาล และ Osaka expo 2025 นอกจากนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องจะนำระบบพัฒนาทักษะแรงงาน SDW มาแทนระบบผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิค TITP เพื่อยกระดับแรงงานไทยให้เป็นแรงงานทักษะเฉพาะ สร้างรายได้เพิ่มขึ้น พำนักและทำงานในญี่ปุ่นได้นานสูงสุด 5 ปี สามารถเปลี่ยนนายจ้างได้เมื่อครบ 1 ปี ช่วยให้แรงงานไทยสามารถเลือกทำงานกับนายจ้างที่มีสวัสดิการหรือรายได้มากกว่าได้

ปัจจุบัน ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่แรงงานไทยสนใจเดินทางไปทำงานมากที่สุด มีคนไทยฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิคอยู่ 12,087 คน เป็นแรงงานทักษะเฉพาะ 2,875 คน

เจาะกลยุทธ์ ISC สู่ Cash Management ชั้นนำของไทย ‘เทคโนโลยีคุณภาพ-บริการทันใจ’ ดันยอดโตปีนี้แตะ 500 ล้าน

รายการ THE TOMORROW มหาชนต้องรู้ ออกอากาศทางสถานีวิทยุ ส.ทร. FM 93.0 MHz และสื่อออนไลน์ ในเครือ THE STATES TIMES ได้พูดคุยกับคุณศลีนา ศักดิ์เสรี ประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อินติเกรต ซิสเต้ม (ไทยแลนด์) จำกัด หรือ ISC ซึ่งเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จในการจัดหา-นำเข้า และจำหน่ายอุปกรณ์นวัตกรรม ด้าน Cash Management มากว่า 35 ปี เมื่อวันที่ 20 เม.ย.67

เริ่มบทสนทนา คุณศลีนา เล่าให้ฟังว่า นวัตกรรมด้าน Cash Management ในระดับโลกนั้น มีจุดเริ่มต้นมาจากยุโรป ส่วนประเทศไทยเริ่มได้รับความนิยมเมื่อ 10 ปีก่อน โดยในส่วนของอุตสาหกรรม Cash Management ในไทย ณ ตอนนี้นั้น ยังถือเป็นการทำตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Marketing) เสียมาก

เมื่อถามถึงการเผชิญหน้ากับยุค Digital Disruption ที่ธนาคารเปลี่ยนมาให้บริการผ่าน Online, Mobile Application ทำให้การใช้ธนบัตร เหรียญกษาปณ์ลดลง? คุณศลีนา กล่าวว่า “ในอีก 5 ปีข้างหน้า เชื่อว่าธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ จะยังคงอยู่กับคนไทยอยู่กับโลก แต่เราต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีของ Cash Management มีการพัฒนาสอดคล้องกับสังคมไร้เงินสดมากขึ้น (Cashless Society) แต่ก็ยังมีกลุ่มคนที่จำเป็นต้องใช้เงินสดอยู่ เช่น ผู้สูงอายุ เกษตรกร นักท่องเที่ยว เป็นต้น ฉะนั้นอะไรก็ตามที่จะเข้ามาทดแทนเงินสดได้แบบ 100% คงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง เนื่องจากยังมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยเป็นตัวแปรอยู่”

ทั้งนี้ คุณศลีนา ได้เผยถึงการทำตลาดของ ISC ซึ่งไม่ได้เจาะกลุ่มสถาบันการเงินเหมือนในอดีต แต่ขยายไปยังกลุ่ม Startup และ SME ที่เริ่มหันมาใช้เครื่องนับธนบัตร เครื่องนับเหรียญ ตู้เซฟเก็บเงินอัจฉริยะ (Cash Box) กันมากขึ้น เพื่อช่วยลดปัญหาความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) และป้องกันการทุจริต 

ส่วนยอดขายของบริษัทฯ เมื่อปี พ.ศ. 2566 ประมาณ 200 ล้านบาท ส่วนเป้าหมายปีนี้คาดแตะ 500 ล้านบาท เติบโตขึ้น 20% เนื่องจากบริษัทฯ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่และได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีในช่วง Q1 ที่ผ่านมา  

เมื่อถามถึงจุดเด่นที่ทำให้ ISC ครองใจลูกค้ามาอย่างยาวนาน? คุณศลีนา กล่าวว่า “เราให้บริการหลังการขายอย่างรวดเร็ว และกล้ารับประกันสินค้าถ้าเครื่องมีปัญหาเราพร้อมบริการภายใน 24 ชั่วโมง (กทม.) และ 48 ชั่วโมง (ต่างจังหวัด) ซึ่งถ้าต้องหยุดใช้งานจริง ๆ ทางบริษัทฯ มีเครื่องใหม่ทดแทนให้ทันที ปัจจุบันเรามีทีมบริการหลังการขายกว่า 100 คนทั่วประเทศ” 

ส่วนหลักการบริหารองค์กร คุณศลีนา กล่าวว่า “เรามองพนักงานและลูกค้าเป็นคนสำคัญเสมอ เหมือนเป็นคนในครอบครัวของเรา ทุกวันนี้พนักงานในบริษัทฯ ตั้งแต่ระดับผู้จัดการถึงแม่บ้าน เรามีเงินส่วนแบ่งให้ด้วย (Commission) ในวันที่ดีเราแบ่งปันกันอย่างเท่าเทียม ในวันที่แย่เราก็ไม่เคยทิ้งกัน เพราะบุคลากรมีส่วนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนมากว่า 35 ปี www.isc.co.th”

‘Bitcoin Halving’ ครั้งที่ 4 เพื่อจำกัดปริมาณการขุดให้น้อยลง ส่งผลให้ราคาพุ่งสูง ตามปริมาณความต้องการถือเหรียญที่มากขึ้น

(20 เม.ย.67) Bitcoin Halving สำเร็จแล้ว! สิ้นสุด 4 ปีที่รอคอย กลไกดันราคาจาก ‘บิตคอยน์ฝืด’

Bitcoin Halving สำเร็จแล้ว! สิ้นสุด 4 ปีที่รอคอยในช่วงเช้ามืดวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา ‘บิทคับ’เปิด 3 ปัจจัยดันราคาหลังรีวอร์ดการขุดลดลงเหลือแค่ 3.125 เหรียญบิตคอยน์ต่อ 1 บล็อก

นับเป็นการสิ้นสุดการรอคอยอีเวนต์ใหญ่ของนักลงทุนสายคริปโทเคอร์เรนซีทั่วโลก เมื่อสกุลเงินพี่ใหญ่สุดอย่างบิตคอยน์เกิดปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่จะเกิดขึ้นทุก 4 ปีอย่าง Bitcoin Halving เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในช่วงเช้ามืดวันที่ 20 เม.ย.2567

ทำความรู้จัก Bitcoin Halving

Bitcoin Halving เป็นการลดรางวัลบล็อก (Block reward) ของนักขุดให้เหลือเพียงครึ่งหนึ่งคือ จะลดรางวัลบล็อกบิตคอยน์ลงจาก 6.25 BTC เป็น 3.125 BTC โดยประมาณ เพื่อจำกัดปริมาณของบิตคอยน์ในทุกรอบ 4 ปี 

โดยการลดปริมาณรางวัลการขุดบิตคอยน์ให้น้อยลง สวนทางกับปริมาณความต้องการถือเหรียญบิตคอยน์มากขึ้น จึงส่งผลให้ราคาของบิตคอยน์หลังปรากฏการณ์ Bitcoin Halving ใน 3 ครั้งที่ผ่านมา เพิ่มสูงขึ้น 

ตามสถิติที่ผ่านมา หลังการเกิด Bitcoin Halving ครั้งที่ 1 ในช่วงปี 2012 ส่งผลให้บิตคอยน์สามารถทำราคาสูงสุด (ATH) ได้ที่ 1,042 ดอลลาร์ (Coinmarketcap) หรือ 37,657 บาท ต่อมาหลังการเกิด 

Bitcoin Halving ครั้งที่ 2 ในช่วงปี 2016 ส่งผลให้ราคาของบิตคอยน์ทำ ATH ได้ถึง 17,500 ดอลลาร์ (Coinmarketcap) หรือ 632,450 บาท และหลังการเกิด 

Bitcoin Halving ครั้งที่ 3 ในช่วงปี 2020 ส่งผลให้ราคาของบิตคอยน์ทำ ATH ไปได้ถึง 68,789 ดอลลาร์ (Coinmarketcap) หรือ 2,486,034 บาท โดยในวันที่ 20 เมษายน 2567 นี้ จะนับเป็น Bitcoin Halving ครั้งที่ 4

3 ปัจจัยที่คาดว่าจะส่งผลต่อราคา Bitcoin ในช่วงปี 2567

1. การอนุมัติของ Spot Bitcoin ETF ในฝั่งสหรัฐฯ

เมื่อเดือนมกราคม 2567 ที่ผ่านมา ได้เรียกความเชื่อมั่นให้นักลงทุนคริปโตทั่วโลกเป็นอย่างมาก และส่งผลให้เกิดราคาสูงสุดครั้งใหม่ New Time High ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการอนุมัติของ Spot Bitcoin ETF ครั้งนี้ ทำให้นักลงทุนรายย่อยบางส่วนกลับเข้ามาในตลาดและลงเล่นใหม่อีกครั้ง 

2. การอนุมัติ Spot Bitcoin ETF ครั้งแรกในทวีปเอเชีย และ Spot Ethereum ETF ครั้งแรกของโลก

โดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของฮ่องกง (SFC) ได้อนุมัติผลิตภัณฑ์ของกองทุน spot Bitcoin และ Ethereum ETF เมื่อ 15 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา 

โดย Eric Balchunas นักวิเคราะห์จาก Boomblerg ได้ให้ความเห็นไว้ว่า เป็นการแสดงถึงความคืบหน้าและก้าวสำคัญของฮ่องกง แต่เนื่องจากตลาดมีขนาดเล็กกว่ามาก จึงคาดการณ์ว่าคงจะยังไม่ได้รับเงินลงทุนไหลเข้ามหาศาลจนทำให้เกิดการขยับของราคาเมื่อเทียบเท่ากับที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา

3. ปรากฏการณ์ Bitcoin Halving

การลดลงของจำนวน BTC ในระบบให้มีจำนวนการเกิดขึ้นที่น้อยลงเรื่อย ๆ และยืดเวลาที่บิตคอยน์จะถูกค้นพบจนถึง 21 ล้านเหรียญให้ช้าลง จำนวนการไหลเวียนของบิตคอยน์จะเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ ทำให้หายากขึ้นไปอีก 

จุดนี้เองที่จะช่วยสร้างความฝืดให้บิตคอยน์ และตาม Demand และ Supply แล้ว หากปริมาณเหลือน้อยลงแต่ความต้องการกลับมากขึ้น อาจจะทำให้เห็นของการขยับของราคาที่สูงขึ้นคล้ายกับที่เคยเกิดมาแล้ว 3 ครั้งตามสถิติที่ผ่านมา 

ทั้งนี้ ราคาของบิตคอยน์อาจจะยังไม่ได้ขยับขึ้นหลังจาก Halving ในทันที เนื่องจาก Halving เป็นการทำให้คุณสมบัติของบิตคอยน์มีความ “เกิดได้ยากขึ้น” ซึ่งไม่ได้หมายความว่า บิตคอยน์จะมีมูลค่าสูงขึ้นในทันทีทันใด และต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์และเศรษฐกิจของโลกด้วย

นักลงทุนทั่วโลกจึงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าหลัง Bitcoin Halving ครั้งที่ 4 นี้จะส่งผลต่อราคาของบิตคอยน์อย่างไร

คำเตือน:
- คริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวน โปรดศึกษาและลงทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
- ผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัลในอนาคต

‘ส.อ.ท.’ นำเสนอแนวทางแก้ปัญหา ‘กากแคดเมียม’ ย้ำ!! ต้องได้มาตรฐานเพื่อ ‘การผลิต-การบริโภค’ ที่ยั่งยืน

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ออกหนังสือข้อเสนอ เพื่อแก้ไขปัญหา ‘กากแคดเมียม’ อย่างยั่งยืน และมีมาตรฐานที่ปลอดภัย โดยได้ระบุว่า ...

1.ผู้ก่อกำเนิดของเสีย (โรงงานถลุงแร่สังกะสีและแคดเมียม จังหวัดตาก) มีภาระความรับผิดตาม ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมปี 2566 โดยได้มีการดำเนินงานดังนี้

ในกรณีนี้มีการขออนุญาตนำของเสียออกนอกโรงงานกับอุตสาหกรรมจังหวัดแล้ว มีการขนกากแคดเมียมจากโรงงานถลุงแร่สังกะสีและแคดเมียม จังหวัดตาก ซึ่งขุดขึ้นมาจากหลุมฝังกลบกากอันตราย (Hazardous waste) ของโรงงานต้นทางไปยังปลายทาง โรงงาน 106 ที่ได้รับอนุญาตหลอมหล่ออะลูมิเนียม ที่จังหวัดสมุทรสาคร (ผู้รับบำบัดกำจัดกากอุตสาหกรรม (Waste Processor–WP) จำนวน 13,xxx ตัน

ซึ่งในกรณีที่ของเสียยังไม่ได้รับการบำบัดกำจัดแล้วเสร็จ ผู้ก่อกำเนิดของเสีย (Waste Generator–WG) จึงยังมีภาระความรับผิดตาม ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมปี 2566

ตามรายงานอีไอเอของโรงงานถลุงสังกะสี จังหวัดตาก ได้ระบุว่าเป็นกากอุตสาหกรรมอันตรายให้ฝังกลบแบบถาวร

2.ผู้รับบำบัดจำกัด (โรงงานประเภท 106) และรับหลอมหล่ออะลูมิเนียม (โรงงานประเภท 60) จังหวัดสมุทรสาคร

2.1 กากของเสียต้องมีการจัดการตามที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงอุตสาหกรรม และต้องทำ Mass Balance เพื่อป้องกันการสูญหายจากกระบวนการรีไซเคิล ซึ่งกรณีนี้แสดงให้เห็นว่า การจัดทำ Mass Balance ควรจะต้องมีระบบรายงานที่ทันเหตุการณ์มากกว่าระบบ offline ดังเช่นในปัจจุบัน

2.2 ในทางกฎหมาย ร้านค้าของเก่าไม่สามารถรับของเสียอันตรายจาก โรงงาน 106 ได้ ในกรณีนี้เกิดจากการขาดความรู้เกี่ยวกับของเสียอันตรายที่ถูกต้อง และการกำกับดูแลร้านค้าของเก่าที่ไม่ทั่วถึง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการสื่อสารและให้ความรู้ที่ถูกต้องมากขึ้น รวมถึงการกำกับดูแลที่ชัดเจนมากขึ้น

2.3 นักลงทุนต่างประเทศ นำกากของเสียฯ นี้ไปหลอมหรือส่งออกไปในช่องทางที่ไม่ถูกต้อง โดยไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนเป็นโรงงาน กรณีนี้ จำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นต้นเหตุของปัญหาหลายเรื่องนอกจากเรื่อง กากแคดเมียม ในปัจจุบัน รวมทั้งเป็นปลายทางให้กับร้านค้าของเก่าในข้อ 2.2

2.4 ในมุมของ 'การกำกับดูแลกิจการที่ดี (Corporate Governance: CG)' ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาคเอกชนและภาครัฐทุกระดับตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ต้องตระหนักและยึดหลัก Corporate Governance: CG ในการปฏิบัติงานที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เป็นธรรม เพื่อสามารถติดตามเส้นทางและป้องกันการสูญหายระหว่างทาง และสามารถควบคุมผลกระทบที่อาจจะมีต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพได้มีประสิทธิภาพขึ้น

3.มาตรการของ ส.อ.ท. เพื่อป้องกันปัญหาระยะยาว

จากบทเรียนนี้ประเด็นสำคัญ คือ โรงงานผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรม (Waste Generator–WG) มีภาระความรับผิดในระยะยาวตามกฎหมาย ดังนั้น จึงต้องเลือกผู้รับบำบัดกำจัดกากอุตสาหกรรม (Waste Processor–WP) ที่น่าเชื่อถือและมีระบบการจัดการที่ได้มาตรฐาน

3.1 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้ออกมาตรฐานและมอบตราสัญลักษณ์ Eco Factory for Waste Processor ซึ่งจะช่วยให้ผู้ก่อกำเนิดกากอุตสาหกรรมสามารถแยกแยะผู้ประกอบการโรงงานรับบำบัดกำจัดและรีไซเคิลของเสียที่มีคุณภาพกับไม่มีคุณภาพออกจากกันได้ชัดเจนขึ้น

ปัจจุบันมีโรงงานรับบำบัดกำจัดและรีไซเคิลของเสียได้รับการรับรองมาตรฐาน Eco Factory for Waste Processor แล้วทั้งสิ้น 16 แห่ง และอยู่ระหว่างการเตรียมขอการรับรองอีก 16 แห่ง

ภายในปี 2568 โรงงาน 101, 105 และ 106 ที่เป็นสมาชิกกลุ่มอุตสาหกรรมการจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (จำนวน 76 แห่ง) และโรงงาน 101, 105 และ 106 ในนิคมอุตสาหกรรม จะเข้าสู่ระบบนี้ทั้งหมด ซึ่งเกินกว่า 80% ของผู้ให้บริการบำบัดกำจัดและรีไซเคิลกากอุตสาหกรรมในตลาดปัจจุบัน จะทำให้โรงงานผู้ก่อกำเนิดของเสียสามารถคัดเลือกโรงงานปลายทางที่เป็นผู้รับบำบัดกำจัดและรีไซเคิลกากอุตสาหกรรมที่มีคุณภาพได้ง่ายขึ้น และช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้มาก

นอกจากนี้ ส.อ.ท. และ กนอ. ได้เชิญชวนบริษัทชั้นนำในประเทศไทย 4 องค์กร (SCGC, IRPC, PTTGC, TCMA) และสมาชิกกลุ่มอุตสาหกรรมภายใต้ ส.อ.ท. 11 กลุ่มอุตสาหกรรม ร่วมประกาศเจตนารมณ์การสนับสนุนเลือกใช้บริการ Waste Processer ที่ได้รับรองมาตรฐาน Eco Factory for Waste Processor เพื่อให้สอดคล้องนโยบายการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน (Sustainable Supply Chain)

3.2 สนับสนุนการรวมกลุ่มของผู้ประกอบการด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย ให้เป็นสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเพื่อรวมศูนย์การพัฒนา สื่อสาร ส่งเสริมและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในด้านต่าง ๆ

เนื่องจากอุตสาหกรรมประเภท 101, 105 และ 106 มีความอ่อนไหวต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยของประชาชน จึงจำเป็นต้องมีศูนย์กลาง การพัฒนา สื่อสาร การส่งเสริมและการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในด้านต่าง ๆ

ซึ่งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มีความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางในเรื่องนี้

ช่วยลดภาระการกำกับดูแลของภาครัฐลงได้อีกมาก ถ้าได้รับการส่งเสริมให้สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นศูนย์การจัดการในเรื่องสิ่งแวดล้อมคู่ขนานไปกับกฎหมายและมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐ

3.3 ผลักดันการนำแนวคิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดการหมุนเวียนใช้ประโยชน์จากวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ผลิตภัณฑ์พลอยได้ที่มีศักยภาพมาพัฒนาเป็นวัสดุหมุนเวียน (Circular Materials) ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามคุณสมบัติของการสิ้นสุดความเป็นของเสีย (End of Waste) คือ (1) เป็นวัสดุที่มีวัตถุประสงค์การใช้งานเฉพาะ (2) มีตลาดหรือความต้องการใช้ (3) เป็นไปตามกฎหมายหรือมาตรฐานที่มีคุณสมบัติทางเทคนิคตามข้อกำหนด และ (4) ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพ อนามัยหรือสิ่งแวดล้อม โดยการต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อลดการนำกากของเสียไปฝังกลบ


TRENDING
© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top