Sunday, 19 July 2026
ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

กระแสคลั่งชาติ ‘คนเขมร’ จุดติดง่าย มุกเดิมที่ ‘ตระกูลฮุน’ ใช้เรียกคะแนนนิยม

ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า บทความนี้ ไม่ได้มุ่งหมายหรือประสงค์ในการเหยียดเชื้อชาติแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องบอกเล่าอธิบายถึงความน่าเวทนา สงสาร ในความไม่รู้เรื่องรู้ราวของประชาชนคนเขมร พลเมืองประเทศเพื่อนบ้านผู้ไม่เคยรู้สำนึกในบุญคุณของราชอาณาจักรไทย ซึ่งเคยโอบอุ้มดูแลชาวเขมรหลายแสนคนในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของเขมรเองเลยแม้แต่น้อย

เรื่องของเขมรเรื่องหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ถ้า “ตระกูลฮุน” ทำเรื่องอื่น ๆ สร้างประโยชน์ให้ประชาชนคนเขมรได้ดีเท่ากับเรื่องนี้ หรือแค่เพียงครึ่งเดียวของที่ทำอยู่ เขมรน่าจะมีความเจริญก้าวหน้ามากมายกว่านี้อย่างแน่นอน นั่นก็คือเรื่องของ “ความคลั่งชาติ (Khmer chauvinists)” "ความคลั่งชาติ" กับ "ความรักชาติ" สองคำนี้แม้จะมีความคล้ายกัน แต่กลับมีความหมายต่างกันชัดเจน โดยเฉพาะในแง่ของ "ระดับความรู้สึก" และ "พฤติกรรมที่แสดงออก" โดยคำว่า "คลั่งชาติ" มักใช้แสดงออกในทางลบ ส่วน "รักชาติ" ใช้แสดงออกในทางบวกมากกว่า

“ความคลั่งชาติ” คือ ความรักชาติที่สุดโต่ง ขาดความสมเหตุสมผล และเต็มไปด้วยความรู้สึกอคติ โดยเชื่อว่า ชาติของตนเองเหนือกว่าชาติอื่นและพร้อมใช้ความรุนแรงเพื่อปกป้องชาติ “ความคลั่งชาติ” สามารถพบได้ในหลายกรณี เช่น การปลุกระดมความเกลียดชังหรือการใช้ความรุนแรงต่อชาติอื่นเพียงเพราะเห็นว่าเป็นภัยต่อชาติของตน ความคลั่งชาติทำให้เกิดการยกย่องชาติของตนเองในลักษณะสุดโต่งและเกลียดชังผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่าง เป็นความรักชาติแบบขาดสติ ชนิดที่ไม่ลืมหูลืมตาเลย

“ความรักชาติ” (Patriotism) คือ ความภาคภูมิใจในชาติบ้านเมืองของตน ความรักชาติอย่างแท้จริงนั้นไม่ได้หมายถึงการยกย่องชาติของตนเหนือชาติอื่น แต่เป็นการแสดงออกถึงความผูกพันที่ลึกซึ้งต่อแผ่นดินเกิด โดยไม่จำเป็นต้องลดทอนค่าของชาติหรือวัฒนธรรมของผู้อื่น และความรักชาติที่แท้จริงต้องมาพร้อมกับการเคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์ทุกคน

เขมร เป็นประเทศที่ได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 1953 (พ.ศ. 2496) ในขณะนั้น กษัตริย์นโรดม สีหนุ กษัตริย์ของเขมรในช่วงเวลานั้นได้มีบทบาทสำคัญในการต่อสู้เพื่อเอกราช และเจรจากับฝรั่งเศส จนได้รับเอกราชจากอาณานิคมฝรั่งเศส หลังจากนั้นมีการเปลี่ยนชื่อประเทศหลายครั้งหลายหน เริ่มจาก (1)ราชอาณาจักรเขมร (2)สาธารณรัฐเขมร (3)เขมรประชาธิปไตย (4)สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา และ (5)ราชอาณาจักรเขมรในปัจจุบัน

ไทยมีกรณีพิพาทกับเขมรต่อเนื่องมาตั้งแต่กรณีปราสาทพระวิหารในปี 1962 (พ.ศ. 2505) จากการที่เขมรยื่นฟ้องไทยต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ให้ถอนกำลังออกจากปราสาท และยอมรับว่าปราสาทพระวิหารเป็นของเขมร โดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ตัดสินว่า “ตัวปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา” จากเหตุผลที่ว่า เพราะไทยเคย "รับรู้แผนที่ฉบับหนึ่ง" ที่แสดงให้เห็นว่าปราสาทอยู่ในเขตเขมร ไทยยอมปฏิบัติตามคำตัดสินด้วยการถอนทหาร แต่ยังมีความเห็นต่างเกี่ยวกับ "พื้นที่รอบปราสาท" (ประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตร)

ความคลั่งชาติของเขมร ซึ่งไทยต้องตกเป็นเป้าของความคลั่งชาติดังกล่าว ทวีความรุนแรงมากขึ้นจากเหตุการณ์ที่เขมรเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2546 (2003) และเป็นหนึ่งในวิกฤตการณ์ทางการทูตรุนแรงที่สุดระหว่าง ไทยกับกัมพูชา โดยสาเหตุของเหตุการณ์มาจากข่าวเท็จ (Fake news) จากสื่อเขมร (หนังสือพิมพ์ Rasmei Angkor) เผยแพร่ว่า "สุวนันท์ คงยิ่ง (กบ สุวนันท์) ดาราสาวชื่อดังชาวไทย (ในขณะนั้น) อ้างว่า “ปราสาทนครวัด (Angkor Wat) เป็นของไทย" ซึ่งข่าวนี้ไม่เป็นความจริง และไม่เคยปรากฏหลักฐานว่า ดาราคนดังกล่าวได้พูดเช่นนั้น กอปรกับปัญหาการเมืองภายในกัมพูชา จึงมีการปลุกกระแสชาตินิยมถูกปลุกขึ้นในหมู่ประชาชน โดยมีผู้นำบางกลุ่ม ใช้ประเด็นไทย-เขมร เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในของเขมรเอง ผลคือ ผู้ประท้วงชาวเขมรหลายพันคนบุกสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ และเผาสถานทูตจนได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง นอกจากนั้นยังมีธุรกิจของคนไทยอีกหลายแห่งถูก ปล้น เผา และทำลาย สถานทูตไทยประกาศอพยพคนไทย และรัฐบาลไทยส่งเครื่องบิน C-130 มารับคนไทยกลับ ปฏิกิริยาของรัฐบาลไทยในขณะนั้น (ทักษิณ ชินวัตร) ตอบโต้ด้วยมาตรการทางการทูตรุนแรง อาทิ การขับเอกอัครราชทูตเขมรกลับประเทศ เรียกตัว เอกอัครราชทูตไทยกลับ ปิดจุดผ่านแดนชั่วคราว ประชาชนไทยมีการรวมตัว ประท้วงหน้าสถานทูตเขมรในกรุงเทพฯ มีการเจรจาทางการทูตระหว่างไทย-เขมร จนในที่สุด รัฐบาลฮุน เซน ต้องออกมาแสดงความเสียใจอย่างเป็นทางการ และ รับผิดชอบค่าชดเชยความเสียหายเพื่อสร้างสถานทูตไทยขึ้นมาใหม่ จนความสัมพันธ์กลับคืนสู่ภาวะปกติในเวลาหลายเดือนต่อมา

ต่อมาคือ เหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-เขมร โดยเฉพาะบริเวณ ปราสาทพระวิหาร และพื้นที่โดยรอบ มีขึ้นหลายครั้งในช่วงปี พ.ศ. 2551 – 2554 (ค.ศ. 2008 – 2011) โดยมีทั้งการยิงปะทะด้วยอาวุธเบา-หนัก, มีการบาดเจ็บและเสียชีวิตของทหารและประชาชน, และมีการอพยพของชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน ทั้งนี้ เหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-เขมรยังคงมีต่อเนื่องอยู่เสมอมา จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2568 นี้เอง เขมรได้ปลุกกระแสคลั่งชาติขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการให้ทหารและประชาชนเขมรเข้าไปทำกิจกรรมแสดงความเป็นเจ้าของโบราณสถานต่าง ๆ ที่อยู่ติดแนวชายแดนในเขตของไทยหลายแห่งก่อนเปิดฉากโจมตีไทยด้วยกำลังทหารและอาวุธหนักในวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 หลายจุด เช่น บริเวณปราสาทตาเมือนธม, ปราสาทตาควาย, ช่องบก, ภูมะเขือ, ช่องอานม้า และช่องจอม การปะทะสิ้นสุดลงในเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 โดยฝ่ายไทยมีความสูญเสียทั้งชีวิต การบาดเจ็บ ของทหารและพี่น้องประชาชนคนไทยผู้บริสุทธิ์จำนวนหนึ่ง ในขณะที่เขมรสูญเสียชีวิตทหารมากกว่าไทยมากกว่าร้อยเท่าตัวและอาวุธยุทโธปกรณ์อีกเป็นจำนวนมาก

การปะทะกับเขมรในครั้งนี้ แม้ไทยเราจะไม่อยากให้เกิด แต่ก็ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ ด้วยเพราะประเทศเพื่อนบ้านเยี่ยงเขมรซึ่งมีการปกครองแบบเผด็จการพลเรือนจากการเลือกตั้งมีการครองอำนาจของ “ฮุนผู้พ่อ” มายาวนานหลายสิบปี และสืบทอดอำนาจจากพ่อโดย “ฮุนผู้ลูก” มีประมุขแห่งรัฐที่เป็นเหมือนนกน้อยในกรงทอง ซึ่งเขมรยังจะต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่าที่ประชาชนคนเขมรจะ “ตื่นรู้” จนกระทั่ง “ตาสว่าง” เยี่ยงประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยปกติทั่วไป

สิ่งที่เป็นคุณานุประการจากความขัดแย้งระหว่างไทย-เขมร จนกลายเป็นสงครามครั้งนี้ก็คือ พี่น้องประชาชนคนไทยได้ตระหนักรู้ถึงคำถามจากนักวิชาการและคนสามกีบที่มักจะหยิบยกเอามาพูดบ่อย ๆ คือ “ทหารมีไว้ทำไม” ทั้ง ๆ ที่ตลอดเวลาที่ผ่าน “ทหารไทย” ทำงานด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำท่วม ฝนแล้ง ไฟไหม้ ฯลฯ เพื่อพี่น้องประชาชนคนไทยมาโดยตลอด แต่เมื่อเกิดศึกสงครามขึ้น “ทหารไทย” ได้ทำหน้าที่ของคนไทยผู้กล้าหาญ และแสดงฝีมือให้เห็นผลงานจนเป็นที่ประจักษ์ ทั้งยังเป็นการพิสูจน์ว่า “ทหารไทย” สามารถเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง แม้กระทั่งชีวิตเพื่อปกป้องชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชนคนไทยได้อย่างแท้จริง จนทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยรัก ชื่นชม และร่วมกันให้กำลังใจแก่ “ทหารไทย” อย่างมากมาย หลังจากที่หลายปีมานี้ มีผู้ที่ไม่หวังดีต่อทั้งคนไทยและชาติบ้านเมืองได้ ให้ร้าย ด้อยค่า “ทหารไทย” มาอย่างต่อเนื่อง

ทวารวดี...วัฒนธรรมแห่งดินแดนสุวรรณภูมิ อารยธรรมไทยที่รุ่งเรืองมาก่อนเขมรโบราณนับร้อยปี

คนไทยสมัยนี้ มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของวัฒนธรรมทวารวดีค่อนข้างน้อย ทำให้เข้าใจว่า ไทยรับเอาวัฒนธรรมทวารวดีมาจากจักรวรรดิขะแมร์หรือเขมรโบราณ ทั้ง ๆ ที่วัฒนธรรมนี้ได้เกิดขึ้นในดินแดนสุวรรณภูมิหรือราชอาณาจักรไทยในปัจจุบันตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 11 – 16 แล้ว โดยทวารวดีมักจะถูกมองว่าเป็นหนึ่งในอารยธรรมที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เนื่องจากมีอิทธิพลต่อการพัฒนาวัฒนธรรม ศาสนา และสังคมในพื้นที่นี้ จากการสํารวจทางโบราณคดีที่ผ่านมาได้พบหลักฐานแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดีประมาณ 106 แหล่ง ราว 70 แหล่ง อยู่ในเขตที่ราบลุ่มภาคกลางตามลำน้ำเจ้าพระยาและภาคตะวันออก ส่วนที่เหลือ อยู่ในภาคอีสานประมาณ 30 แหล่ง นอกเหนือจากนั้นอยู่ในเขตภาคเหนือ 2 -3 แหล่ง ส่วนใหญ่ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มใกล้ลำน้ำสำคัญ สามารถติดต่อกับชุมชนอื่นได้สะดวก โดยเริ่มจากบริเวณเมืองท่าใกล้ชายฝั่งทะเล หรือตาม เส้นทางการค้าในสมัยโบราณ

ดังนั้นจึงพบเมืองโบราณในสมัยทวารวดีมีพบกระจายอยู่ทั่วไปในเขตภาคกลาง โดยเฉพาะกลุ่มใหญ่ที่ถือว่าน่าจะเป็นศูนย์กลางหรือดินแดนเมื่อแรกครับวัฒนธรรมทางศาสนา คือ บริเวณลุ่มแม่น้ำแม่กลองและท่าจีน คือ เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองโบราณนครปฐม (นครชัยศรี) จังหวัดนครปฐม เมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี และอีกกลุ่มหนึ่ง คือ บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสัก เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่มีที่พบเมืองโบราณอยู่เป็นจำนวนมากทั้งฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ลพบุรี สระบุรี จนกระทั่งขึ้นไปถึง เมืองศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ส่วนทางฝั่งตะวันตกพบเมืองโบราณในเขตจังหวัด อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท นครสวรรค์ เมืองโบราณที่สำคัญ คือ เมืองโบราณลพบุรี จังหวัดลพบุรี เมืองโบราณคูเมือง จังหวัดสิงห์บุรี เมืองโบราณอู่ตะเภา จังหวัดชัยนาท และเมืองโบราณจันทร์เสน จังหวัดนครสวรรค์ เป็นต้น ลักษณะของผังเมืองโบราณสมัยทวารวดีมีลักษณะไม่เป็นรูปทรงเรขาคณิตมากนัก ส่วนใหญ่มีลักษณะเกือบเป็นวงกลมหรือสี่เหลี่ยมมุมมน บางเมืองมีลักษณะเป็นไปตามสภาพของแม่น้ำที่เมืองนั้น ๆ ตั้งอยู่

วัฒนธรรมทวารวดีมีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับการพัฒนาของวัฒนธรรมไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของศาสนา พิธีกรรม ศิลปะ และการตั้งถิ่นฐาน ซึ่งยังคงมีอิทธิพลต่อชีวิตและความเชื่อของคนไทยในปัจจุบัน รูปแบบการบูชาและการสร้างวัดในสมัยทวารวดีได้รับอิทธิพลจากศิลปะและวัฒนธรรมอินเดีย เช่น การสร้างเจดีย์ทรงกรวยหรือทรงกระบอกที่พบในหลายพื้นที่ รวมถึงการสร้างพระพุทธรูปที่มักมีลักษณะศิลปะแบบอินเดียในช่วงคุปตะ การตั้งถิ่นฐานและการจัดระเบียบเมืองในสมัยทวารวดีเป็นรูปแบบของเมืองรัฐ (City-State) ที่มีการปกครองแบบรวมศูนย์และเมืองย่อยต่างๆ เป็นลักษณะเด่นของทวารวดี ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับการตั้งเมืองในไทยในภายหลัง ศิลปะและสถาปัตยกรรมสมัยทวารวดีมีอิทธิพลต่อศิลปะไทยในหลายแง่มุม โดยเฉพาะในเรื่องของการปั้นพระพุทธรูป การสลักลวดลาย และสถาปัตยกรรมพุทธศาสนา พระพุทธรูปในศิลปะทวารวดีมักมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับพระพุทธรูปสมัยคุปตะในอินเดีย เช่น พระพุทธรูปที่มีการแสดงออกทางอารมณ์แบบสงบ เสมือนการบอกถึงความรู้สึกและความเฉลียวฉลาดของพระพุทธเจ้า การสร้างเจดีย์ในรูปแบบต่างๆ ก็เป็นการสะท้อนถึงวัฒนธรรมพุทธศาสนาและศิลปะที่ได้แพร่หลายในภูมิภาค พิธีกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาและการบูชาพระพุทธรูป เช่น การถวายเครื่องบูชา การอัญเชิญพระพุทธรูป การสร้างเจดีย์ และการจัดงานเทศกาลทางพุทธศาสนา ได้รับอิทธิพลจากพิธีกรรมในสมัยทวารวดี ความเชื่อเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า (เช่น การทำบุญ, การรักษาศีล) ยังคงมีบทบาทสำคัญในสังคมไทย

ทวารวดีเป็นอาณาจักรที่มีการค้าขายอย่างกว้างขวางทั้งกับอินเดียและจีน ทำให้ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากทั้งสองประเทศ และทำให้สังคมทวารวดีมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม การคมนาคมทางน้ำและทางบกเป็นสิ่งสำคัญในทวารวดี ซึ่งได้แผ่ขยายไปสู่สังคมไทยในภายหลัง มีการเขียนอักษรด้วยภาษาสันสกฤตและปาลี ซึ่งได้รับอิทธิพลจากอินเดีย โดยมีการใช้ตัวอักษรที่พัฒนามาจากระบบอักษรอินเดีย ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของการเขียนภาษาไทยในยุคหลัง ในบรรดาเมืองโบราณทวารวดีที่กล่าวถึงพบว่า หลายเมืองเหลือสภาพเฉพาะความเป็นเมืองโบราณที่มี คูน้ำ คันดิน คือ กำแพงเมือง ส่วนหลักฐานที่เป็นสิ่งปลูกสร้างและหลักฐานทางโบราณคดี โดยเฉพาะโบราณสถานหลงเหลืออยู่น้อยมาก เมืองที่พบหลักฐานทางโบราณคดีและศิลปกรรมที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่เป็นเมืองขนาดใหญ่ เช่น เมืองโบราณนครปฐม เมืองโบราณอู่ทอง เมืองโบราณคูบัว เมืองโบราณลพบุรี เมืองโบราณศรีมโหสถ และเมืองโบราณศรีเทพ

จากหลักฐานความเป็นเมืองโบราณ หลักฐานทางโบราณคดี และงานศิลปกรรม พบว่า เมืองโบราณศรีเทพแห่งนี้มีหลักฐานความเป็นของแท้ดั้งเดิมเหลืออยู่สมบูรณ์กว่าเมืองอื่น ๆ ด้วยสาเหตุสำคัญ คือ เป็นเมืองโบราณที่มีขนาดใหญ่ มีความสำคัญ ซึ่งเชื่อว่าเป็นเมืองศูนย์กลาง ในขณะที่เมืองอื่น ๆ เช่น เมืองอู่ทอง เมืองนครชัยศรี เมืองคูบัว เมืองลพบุรี ส่วนใหญ่มีชุมชนในรุ่นหลังมาตั้งถิ่นฐานอยู่ และเป็นเมืองใหม่สร้างซ้อนทับเมืองเดิม จึงทำให้ความเป็นของแท้ดั้งเดิมในสมัยทวารวดีเหลืออยู่น้อยลง ส่วนเมืองศรีเทพนั้นถูกทิ้งร้างไปตั้งแต่หมดยุควัฒนธรรมเขมรในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 และไม่มีการสร้างเมืองใหม่ในที่แห่งนี้ โดยย้ายเมืองใหม่มาตั้งที่เมืองวิเชียรบุรี จึงทำให้เมืองโบราณศรีเทพยังคงความครบถ้วนสมบูรณ์ของความเป็นเมืองไว้ และเป็นตัวอย่างของหลักฐานเมืองโบราณสมัยทวารวดีที่ยังหลงเหลืออยู่ ‘เมืองโบราณศรีเทพ’ จึงถือว่าเป็นเมืองโบราณในยุคต้นของสมัยประวัติศาสตร์ที่มีขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยในวัฒนธรรมทราวดี และได้รับการประกาศเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมในปี พ.ศ. 2566 ภายใต้เกณฑ์ข้อที่ 2 แสดงถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนคุณค่าของมนุษย์ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งหรือในพื้นที่ในวัฒนธรรมใด ๆ ของโลกผ่านการพัฒนาด้านสถาปัตยกรรม หรือทางเทคโนโลยีอนุสรณ์ศิลป์ การวางแผนผังเมือง หรือการออกแบบภูมิทัศน์ และเกณฑ์ข้อที่ 3 เป็นพยานหลักฐานที่ยอดเยี่ยม หรือหาที่เสมอเหมือนไม่ได้ของประเพณีวัฒนธรรม หรือวัฒนธรรมที่ยังคงอยู่หรือสูญหายไปแล้ว

ทวารวดีจึงเป็นอารยธรรมแรก ๆ ในแถบอ่าวไทยที่รับอิทธิพลอินเดียเข้ามาผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ส่วนเขมรโบราณ (ในสมัยจักรวรรดิขะแมร์) เป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองในเวลาใกล้เคียงกันหรือตามหลังวัฒนธรรมทวารวดี และเข้ามีอิทธิพลต่อศิลปะและวัฒนธรรมทวารวดีตอนปลาย (ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 15-16) ซึ่งมีการรับอิทธิพลศิลปะเขมรโบราณเข้ามาผสมผสานด้วย เมื่ออารยธรรมทวารวดีเริ่มเสื่อมลงหลังจากพุทธศตวรรษที่ 15 สันนิษฐานว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากอิทธิพลของอาณาจักรเขมรโบราณที่ขยายอำนาจและวัฒนธรรมเข้ามาในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำให้เมืองโบราณลพบุรีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทวารวดีถูกทำลายจนย่อยยับ พื้นที่ที่เคยเป็นศูนย์กลางของทวารวดี ได้ถูกแทนที่ด้วยอารยธรรมเขมรโบราณ และต่อมาได้พัฒนาเป็นอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยาในที่สุด ซึ่งมีคำว่า "ทวารวดี" เป็นส่วนหนึ่งของชื่อของอยุธยา คือ กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา

ดังนั้น เมือง ตลอดจนสถาปัตยกรรม และศิลปกรรม สมัยทวารวดีจึงไม่ใช่การรับเอาวัฒนธรรมจากเขมรโบราณในอดีต แต่เกิดขึ้นก่อนโดยได้รับอิทธิพลจากอินเดียผ่านการติดต่อค้าขาย และความเชื่อทางศาสนา ผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่นในดินแดนสุวรรณภูมิ จึงไม่ได้เป็นการรับเอาอิทธิพลมาทางวัฒนธรรมจากเขมรโบราณมาแต่อย่างใด การกล่าวอ้างของเกรียนคีย์บอร์ดของเขมรในเรื่องนี้จึงไม่ถูกต้อง เพราะวัฒนธรรมเขมรโบราณเองก็เกิดขึ้นไม่ต่างไปจากวัฒนธรรมทวารวดี คือ การได้รับอิทธิพลจากอินเดียผ่านการติดต่อค้าขาย และความเชื่อทางศาสนา ผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่น เฉกเช่นเดียวกัน

วีรบุรุษรหัสลับสงครามโลกที่กำลังจะถูกลืม หลัง ‘ทรัมป์’ สั่งลบข้อมูลจากเครือข่ายกลาโหม

กองทัพของประเทศต่าง ๆ บนโลกใบนี้ต่างก็มีและใช้รหัสลับมายาวแล้ว แต่การใช้และความซับซ้อนของรหัสเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่ว่าจะเป็นการส่งโดย โทรเลข ไฟสัญญาณ สุนัขส่งสาร นกพิราบสื่อสาร หรือวิทยุสื่อสารในยุคแรก ๆ ข้อความมักถูกส่งเป็นรหัสเพื่อป้องกันไม่ให้ความลับตกไปอยู่ในมือของข้าศึก แนวคิดการใช้ทหารอเมริกันอินเดียนที่มีความถนัดทั้งภาษาชนเผ่าดั้งเดิมและภาษาอังกฤษในการส่งข้อความลับในสนามรบถูกนำมาทดสอบครั้งแรกในสงครามโลกครั้งที่ 1 อย่างไรก็ตาม จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพสหรัฐฯ จึงได้พัฒนานโยบายเฉพาะในการสรรหาและฝึกอบรมทหารชาวอเมริกันอินเดียนให้กลายเป็นเจ้าหน้าที่สื่อสารด้วยรหัสภาษาชนพื้นเมืองอเมริกัน (Code talkers)

Code talkers เป็นทหารอเมริกันเชื้อสายอินเดียนแดงที่ใช้ภาษาประจำเผ่าในการสื่อสารลับในสนามรบ ส่วนใหญ่แล้วจะได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่สื่อสารด้วยรหัสภาษาของชาวนาวาโฮ (Navajo Code Talkers) ซึ่งใช้ภาษาพื้นเมืองของตนเพื่อถ่ายทอดข้อความลับของฝ่ายสัมพันธมิตรในสมรภูมิรบแปซิฟิกระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่มีชนพื้นเมืองอเมริกันอย่างน้อย 14 ชนชาติ รวมถึงเชอโรกีและโคแมนชี ทำหน้าที่นี้ทั้งในสมรภูมิแปซิฟิกและยุโรป กองทัพบกสหรัฐฯ เป็นเหล่าทัพแรกที่เริ่มรับสมัคร Code talkers จากมลรัฐต่าง ๆ เช่น โอคลาโฮมา ต่อมาในปี 1940 เหล่าทัพอื่น ๆ เช่น นาวิกโยธินและกองทัพเรือสหรัฐฯ ก็รับสมัครตามมา Code talkers ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ รุ่นแรกมี 29 นาย ซึ่งเป็นชาวอินเดียนแดงเผ่านาวาโฮ สำเร็จการฝึกอบรมในปี 1942 นอกเหนือจากการฝึกขั้นพื้นฐานแล้ว ทหารเหล่านี้ยังต้องพัฒนาและจดจำรหัสทางทหารเฉพาะตัว โดยใช้ภาษาที่ส่วนใหญ่ไม่สามารถเขียน และต้องถูกกักตัวในห้องที่ควบคุมโดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจนกว่าภารกิจนี้จะเสร็จสิ้น

รหัสประเภทแรกที่พวกเขาสร้างขึ้น คือรหัสประเภทที่ 1 ประกอบด้วยคำศัพท์ภาษานาวาโฮ 26 คำ ซึ่งย่อมาจากตัวอักษรภาษาอังกฤษแต่ละตัวที่สามารถใช้สะกดคำได้ ตัวอย่างเช่น คำว่า “มด” ในภาษานาวาโฮ ซึ่งแปลว่า “มด” ถูกใช้แทนตัวอักษร “a” ในภาษาอังกฤษ รหัสประเภทที่ 2 ประกอบด้วยคำศัพท์ที่สามารถแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษานาวาโฮได้โดยตรง และนักพูดโค้ดยังได้พัฒนาพจนานุกรมคำศัพท์ 211 คำ (ต่อมาได้ขยายเป็น 411 คำ) สำหรับคำศัพท์และชื่อทางการทหารที่เดิมไม่มีอยู่ในภาษานาวาโฮ ตัวอย่างเช่น เนื่องจากไม่มีคำในภาษานาวาโฮที่แปลว่า "เรือดำน้ำ" นักพูดโค้ดจึงตกลงใช้คำว่า besh-lo ซึ่งแปลว่า "ปลาเหล็ก"

Code talkers ส่วนใหญ่ได้รับมอบหมายให้ทำงานเป็นคู่ในแต่ละหน่วย โดยระหว่างการรบเจ้าหน้าที่นายหนึ่งจะเป็นพลวิทยุส่วนอีกนายหนึ่งจะทำหน้าที่ถ่ายทอดและรับข้อความด้วยภาษาพื้นเมืองและแปลเป็นภาษาอังกฤษ งานของพวกเขามีความอันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมรภูมิแปซิฟิก เพราะทหารญี่ปุ่นตั้งใจเล็งเป้าหมายไปยังทหารเสนารักษ์และพลวิทยุ และโค้ดทอล์คเกอร์ต้องเคลื่อนที่ตลอดเวลาขณะส่งข้อความ Code talkers เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 และพวกเขาได้เข้าร่วมการรบที่สำคัญหลายครั้ง รวมถึงสมรภูมิหาดยูทาห์ในช่วงการบุกโจมตีวันดีเดย์ในฝรั่งเศส และที่อิโวจิมาในสมรภูมิแปซิฟิก พันตรีโฮเวิร์ด คอนเนอร์ นายทหารสัญญาณของกองพลนาวิกโยธินที่ 5 กล่าวว่า "หากไม่ใช่เพราะ Code talkers ชาวนาวาโฮ กองกำลังนาวิกโยธินสหรัฐฯ คงจะไม่สามารถยึดอิโวจิมาได้"

Navajo Code Talkers คือกลุ่มนาวิกโยธินอเมริกันพื้นเมืองจากชนเผ่านาวาโฮ ซึ่งได้พัฒนาและใช้รหัสลับที่อ้างอิงจากภาษาของพวกเขาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รหัสของพวกเขามีบทบาทสำคัญในการสื่อสารทางทหารของสหรัฐฯ ในสมรภูมิแปซิฟิก และถือเป็นหนึ่งในรหัสทางทหารเพียงไม่กี่รหัสที่ไม่เคยถูกถอดรหัสได้ในช่วงสงคราม ทำไมต้องภาษานาวาโฮ เพราะภาษานาวาโฮเป็นภาษาที่มีความซับซ้อน ไม่ได้เขียนขึ้น และไม่มีอักษรที่เป็นทางการในเวลานั้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของภาษา การเรียนรู้เป็นเรื่องยากมาก มีเพียงไม่กี่คนนอกเผ่า Navajo ที่รู้ภาษานี้ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้เป็นภาษารหัสในการรักษาความปลอดภัย

วิธีการทำงานของโค้ด: รหัสดังกล่าวไม่ใช่เพียงภาษาของชนเผ่าอินเดียนแดงเผ่านาวาโฮเท่านั้น แต่ยังเป็นรหัสภาษาชนเผ่าอินเดียนแดงเผ่านาวาโฮที่ถูกกำหนดความหมายทางทหารไว้เป็นพิเศษ ตัวอย่างเช่น:
"Chay-da-gahi" (เต่า) = รถถัง หรือ "Tsidi Nez" (นกอินทรี) = เครื่องบิน หรือ " Besh-lo" (ปลาเหล็ก) = เรือดำน้ำ พวกเขายังได้สร้างระบบตัวอักษรโดยใช้คำภาษาอินเดียนแดงเผ่านาวาโฮแทนตัวอักษรภาษาอังกฤษ (เช่น “wol-la-chee” (ant) = A) หรือ คำแปลของคำว่าอิโวจิมา I: A-chi (ลำไส้) W: Gloe-ih (พังพอน) O: Ne-ahs-jah (นกฮูก) J: Tkele-cho-g (คนโง่) I: A-chi M: Na-as-tso-si (หนู) และ A: Wol-la-chee (มด) บทบาท Navajo Code Talkers ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ครั้งแรกในปี 1942 ในสมรภูมิกัวดัลคาแนล และมีบทบาทสำคัญในการรบครั้งสำคัญ ๆ ในเวลาต่อมาได้แก่: อิโวจิมา  ไซปัน และโอกินาว่า ข้อความที่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเข้ารหัสและถอดรหัสโดยใช้วิธีการดั้งเดิม สามารถส่งและรับได้ภายในไม่กี่นาทีโดยใช้ Navajo Code Talkers

แม้ในช่วงสงคราม Code talkers จะอุทิศตนอย่างกล้าหาญ แต่ Code talkers ชาวพื้นเมืองอเมริกันกลับถูกสั่งให้เก็บงานของตนไว้เป็นความลับ แม้แต่ครอบครัวก็ไม่สามารถบอกเล่าเกี่ยวกับภารกิจที่ได้รับมอบหมายได้ เนื่องจากโค้ดที่พวกเขาพัฒนาขึ้นยังคงมีการใช้งานอยู่ กองทัพสหรัฐฯ จึงต้องการให้โครงการนี้เป็นความลับ เผื่อว่าจำเป็นต้องใช้โค้ดดังกล่าวอีกครั้งในสงครามครั้งต่อ ๆ ไป จนกระทั่งเมื่อโครงการ Code talkers ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอได้งถูกยกเลิกการจัดประเภทในชั้นความลับในปี 1968 การยอมรับโครงการ Code talkers ทั่วสหรัฐฯ ยังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้า แม้ว่าจะมีการยอมรับ Code talkers บ้างในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 แต่จนกระทั่งปี 2001 จึงมีการมอบ เหรียญ Congress Gold Medal ให้กับ Code talkers ชนเผ่าอินเดียนแดงเผ่านาวาโฮ 29 นาย และชนเผ่าอื่น ๆ ในเวลาต่อมา

ปัจจุบันด้วยคำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ให้ยกเลิกโครงการ "Diversity, Equity, and Inclusion (DEI)" ของรัฐบาลกลาง จึงทำให้มีการลบเนื้อหาเกี่ยวกับ Code Talkers ออกจากเว็บไซต์กองทัพบกและกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โดย URL ของบทความเหล่านั้นถูกระบุว่า เนื้อหาดังกล่าวมีลักษณะที่เกี่ยวข้องกับ DEI โดยมีรายงานว่าบทความอย่างน้อย 10 บทความที่เกี่ยวข้องกับ Code talkers ชนพื้นเมืองอเมริกันได้หายไปจากเว็บไซต์ของกองทัพบกและกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ตามที่ จอห์น อัลลีออต โฆษกกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า "ดังที่ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้กล่าวไว้ว่า DEI ตายไปแล้วในกระทรวงกลาโหม เรายินดีที่กระทรวงฯ ปฏิบัติตามคำสั่งให้นำเนื้อหา DEI ออกจากทุกแพลตฟอร์มอย่างรวดเร็ว" ทำให้บุคคลผู้กล้าหาญเหล่านั้น ซึ่งมีบทบาทสำคัญในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยใช้ภาษาแม่ของตนเพื่อพัฒนารหัสลับที่ยากแก้การถอดรหัส อันเป็นหัวใจสำคัญในการคว้าชัยชนะในสมรภูมิแปซิฟิกของกองทัพสหรัฐฯ และผลงานของพวกเขาแสดงให้เห็นถึงความรักชาติและความกล้าหาญที่หาที่เปรียบมิได้ แม้ว่า การลบเนื้อหาดังกล่าวจะเป็นความมุ่งมั่นของกระทรวงกลาโหมในการปฏิบัติตามนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพสหรัฐฯ ก็ตาม แต่การยกย่องมรดกของ Code Talkers เหล่านั้นควรอยู่เหนือการพิจารณาในมิติของ DEI เพราะความกล้าหาญของพวกเขาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าและการเสียสละอันลึกซึ้งของชนพื้นเมืองอเมริกันในการรับใช้ชาติของพวกเขาเหล่านั้น

กองทัพกัมพูชา ไร้แสนยานุภาพทางอากาศ แม้พยายามเข็นเครื่องบินรบหมดสภาพหวังต่อกรไทย

ย้ำอีกครั้งว่า บทความนี้ ไม่ได้ความมุ่งหมายหรือประสงค์ในการเหยียดเชื้อชาติแต่อย่างใด เพียงต้องบอกเล่าอธิบายถึงความน่าเวทนา สงสาร ในความไม่รู้เรื่องรู้ราวของประชาชนคนเขมร พลเมืองประเทศเพื่อนบ้านผู้ไม่เคยรู้สำนึกในบุญคุณของราชอาณาจักรไทยซึ่งเคยโอบอุ้มดูแลชาวเขมรหลายแสนคนในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของเขมรเองเลยแม้แต่น้อย

ผลจากสงครามชายแดนไทย-เขมร ซึ่งไทยได้ใช้เครื่องบินรบแบบ F-16 และ Jas39 C Gripen โจมตีที่มั่นทางทหารของเขมรหลายระลอก สร้างความเสียหายให้กองทัพเขมรมากมาย ทำให้เขมรออกมาโวยวายเมื่อกองทัพอากาศไทยได้ทำสัญญาจัดซื้อเครื่องบินขับไล่แบบ JAS 39 E/F Gripen ระยะที่ 1 จำนวน 4 ลำแรก รัฐบาลเขมรได้ส่งหนังสือทางการถึงสวีเดน แสดงความกังวลและเรียกร้องให้ทบทวนการขายเครื่องบินขับไล่ Gripen ให้แก่ไทย โดยอ้างว่ามีความเสี่ยงที่ไทยจะนำไปใช้โจมตีเขมร อันเป็นการคุกคามอธิปไตยของเขมร ซึ่งรัฐบาลสวีเดนได้ตอบกลับว่า ประเทศไทยมีสิทธิ์ใช้เครื่องบินขับไล่แบบ JAS 39 E/F Gripen ในการปกป้องอธิปไตยตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ทำไมรัฐบาลเขมรต้องเดือดร้อนโวยวาย ทั้งนี้เป็นเพราะกองทัพอากาศเขมรไม่ขีดความสามารถในการรบทางอากาศ ด้วยปัจจุบันกองทัพอากาศเขมรไม่มีเครื่องบินรบเลยแม้แต่ลำเดียว กองทัพอากาศเขมรก่อตั้งในปี 1954 และในระยะแรกเริ่มต้นด้วยฝูงบินขนาดเล็ก เรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า "Royal Flying Club" เนื่องจากมีฝูงบินที่เครื่องบินหลากหลายและไม่เป็นระบบ โดยได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศส อดีตเจ้าอาณานิคม ภายหลังการรัฐประหารในปี 1970 ยุคสาธารณรัฐเขมร (1970-1975) ภายหลังการรัฐประหารนำโดย นายพลลอน นอล หน่วยงานทางทหารรวมถึงกองทัพอากาศได้เปลี่ยนชื่อเป็นกองกำลังติดอาวุธแห่งชาติเขมร (FANK) กองทัพอากาศได้รับการตั้งชื่อใหม่ว่า กองทัพอากาศแห่งชาติเขมร (KAF) ได้รับการสนับสนุนอย่างมากมายจากสหรัฐอเมริกา ภายใต้สาธารณรัฐเขมร กองทัพอากาศเขมรได้ปฏิบัติการด้วยเครื่องบินโจมตีแบบ T-28 เครื่องบินลำเลียงแบบ C-47 และเครื่องบินธุรการ/ตรวจการณ์แบบ AU-24 Stallion และต้องเผชิญข้อจำกัดด้านการบำรุงรักษาและบุคลากรอยู่เสมอ จึงต้องพึ่งพาการโจมตีทางอากาศเชิงยุทธวิธีของกองทัพสหรัฐฯ ที่ให้การสนับสนุนอย่างสำคัญแก่กองกำลังรัฐบาลเขมรในขณะนั้น หลังจากที่การสนับสนุนของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก ในเดือนตุลาคม 1975 กองทัพอากาศแห่งชาติเขมรก็ต้องเผชิญกับความท้าทายในการปฏิบัติการเนื่องจากมีการส่งอาวุธที่มีจำกัด

ในปี 1975 เมื่อเขมรแดงเข้ามามีอำนาจ และกองทัพอากาศเขมรกลายมาเป็นกองทัพอากาศเขมรประชาธิปไตย และภายหลังการรุกรานของเวียดนามในปี 1979 กองทัพอากาศสาธารณรัฐประชาชนเขมร (PRKAF) ได้ถูกก่อตั้งขึ้น ในช่วงเวลานี้ เขมรได้รับอาวุธยุทโธปกรณ์จากสหภาพโซเวียต โดยมีเครื่องบินรบแบบ MiG-21 ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากเวียดนาม และเครื่องบินรบแบบอื่น ๆ อาทิ L-39C Albatross, J-6C, MiG-17F, J-5, MiG-15UTI และ CM.170R Magister (ปัจจุบันเครื่องบินรบทั้งหมดของเขมรไม่สามารถใช้งานได้แล้ว) หลังจากการเลือกตั้งภายใต้องค์การสหประชาชาติในปี 1993 กองทัพอากาศเขมร (RCAF) ได้รับการจัดตั้งขึ้นใหม่ในปี 1993 โดยมีตราสัญลักษณ์ใหม่เป็นรูปปราสาทนครวัด ในช่วงทศวรรษ 1990 กองทัพอากาศเขมรได้รับการสนับสนุนและการฝึกอบรมจากอิสราเอลสำหรับเครื่องบินรบแบบ MiG-21 และเฮลิคอปเตอร์แบบ Mi-26 จากยูเครนก็ถูกเพิ่มเข้ามาในฝูงบินด้วย

ปัจจุบัน กองทัพอากาศกัมพูชาเป็นกองกำลังที่เล็กที่สุดของกองทัพเขมรมีกำลังพลราว 2,500 นาย โดยปฏิบัติการในทุกจังหวัดที่มีสนามบิน ทุกวันนี้กองทัพอากาศเขมรคงมีแต่เครื่องบินลำเลียงและเฮลิคอปเตอร์ โดยไม่มีเครื่องบินรบติดอาวุธเลยแม้แต่ลำเดียว โดยมักมีการนำภาพเครื่องบินรบแบบ MiG-21 ที่ไม่สามารถบินได้แล้วมาโพสต์ใน Social media ต่าง ๆ เป็นประจำ และมีความพยายามที่จะติดเครื่องยนต์เครื่องบินรบแบบ MiG-21 ให้ได้ด้วยวิธีการที่แปลกประหลาดต่าง ๆ ซึ่งอันที่จริงแล้วจะต้องจัดส่งเครื่องบินเหล่านี้ไปทำการซ่อมแซมฟื้นฟูสภาพยังประเทศที่มีขีดความสามารถและยังคงใช้เครื่องบินรบแบบนี้อยู่ อาทิ เวียดนาม หรือ อินเดีย เพราะมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ยังคงใช้เครื่องบินรบแบบ MiG-21 อยู่ ทั้งยังต้องฝึกฝนนักบินให้มีความสามารถในการบินเครื่องบินรบรุ่นนี้ ซึ่งเข้าใจว่า ไม่มีนักบินเขมรที่สามารถบินเครื่องบินรุ่นนี้แล้ว ที่สำคัญคือ หากเขมรใช้เครื่องบินรบแบบ MiG-21 ทำการรบกับไทยก็คงถูกเครื่องบินรบของกองทัพอากาศไทยยิงตกด้วยความรวดเร็วอย่างแน่นอน

ปัจจุบัน กองบัญชาการกองทัพอากาศเขมรตั้งอยู่ที่ฐานทัพอากาศโปเชงตง (ท่าอากาศยานนานาชาติพนมเปญ) เครื่องบินที่ปฏิบัติการอยู่มีเพียงฝูงบินลำเลียงและวีไอพีเท่านั้น ทุกวันนี้กองทัพอากาศเขมรประกอบด้วยเครื่องบินลำเลียงและ VIP 4-5 ลำ และเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงและ VIP อีกราว 20 ลำ เท่านั้น โดยเร็ว ๆ นี้ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้ประกาศแผนการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่แบบ L-39NG จำนวน 5 ลำจากสาธารณรัฐเช็ก โดยกองทัพอากาศเขมรระบุว่า ขณะนี้ ภารกิจของกองทัพมุ่งเน้นไปที่ การขนส่ง VIP, การอพยพทางการแพทย์, การสนับสนุนด้านโลจิสติกส์, การตอบสนองต่อภัยพิบัติ, การสนับสนุนความมั่นคงชายแดน และการเคลื่อนย้ายด้วยเฮลิคอปเตอร์โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทห่างไกล ห้วงเวลาที่มีความขัดแย้งและตึงเครียดระหว่างไทยและเขมร มักจะพบเห็นเกรียนคีย์บอร์ดของเขมรนำเครื่องบินรบของชาติต่าง ๆ มาทำ photoshop หรือ AI แล้วโพสต์ใน Social media โดยอ้างว่าเป็นของกองทัพอากาศเขมรเสมอจนกลายเป็นความบันเทิงประจำของนักท่อง Social ชาวไทย ทั้ง ๆ ที่อากาศยานของกองทัพอากาศเขมรทั้งหมดมีรวมกันแล้วยังไม่ถึง 40 ลำ

(ยังมีต่อ)

เจาะค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการ ปัจจัยสำคัญในการจัดซื้อจัดหาเครื่องบินขับไล่

ขอแสดงความยินดีกับพี่น้องประชาชนคนไทยที่กองทัพอากาศโดยผู้บัญชาการทหารอากาศได้ลงนามในสัญญาจัดซื้อเครื่องบินขับไล่แบบ JAS 39 E/F Gripen ระยะที่ 1 จำนวน 4 ลำแรก วงเงิน 19,500 ล้านบาท จากแผนจัดซื้อทั้งหมด 12 ลำ หรือ 1 ฝูงบิน ซึ่งเป็นการจัดซื้อทดแทน เครื่องบินขับไล่ F-16 เนื่องจากบรรจุประจำการมานานกว่า 37 ปีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีการลงนามในความตกลงนโยบายชดเชยการนำเข้ายุทโธปกรณ์ (Offset policy) ระหว่างกองทัพอากาศไทยกับบริษัท SAAB AB เพื่อเป็นการเสริมสร้าง 'เขี้ยวเล็บ' ให้กองทัพ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยตามนโยบายรัฐบาลอีกด้วย

สำหรับต้นทุนค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการของเครื่องบินขับไล่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลหลายประการ ซึ่งช่วยให้กองทัพอากาศผู้ใช้เครื่องบินขับไล่แบบนั้น ๆ สามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตัดสินใจอย่างชาญฉลาดเกี่ยวกับการจัดซื้อและบำรุงรักษาเครื่องบิน ต้นทุนเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการวางแผนภารกิจ การฝึกอบรมนักบิน และกลยุทธ์ระยะยาวในการบำรุงรักษาฝูงบินรบให้มีความพร้อมต่อการปฏิบัติการ ในบริบทที่งบประมาณทางทหารมักถูกกดดันอยู่เสมอ เรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการควบคู่ไปกับการควบคุมค่าใช้จ่าย มาดูกันว่า ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการของเครื่องบินขับไล่แบบต่าง ๆ เป็นอย่างไร

General Dynamics F -16 Fighting Falcon เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่พัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 เพื่อมอบทางเลือกที่คุ้มค่าสำหรับกองทัพอากาศ F-16 เป็นที่รู้จักในด้านความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการรบ ปัจจุบันยังคงประจำการอยู่ในหลายประเทศ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 2 มัค และมีพิสัยการบิน 3,200 กิโลเมตรเมื่อติดตั้งถังเชื้อเพลิงภายนอก ต้นทุนการดำเนินงานของ F-16 อยู่ที่ประมาณ 27,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งสะท้อนถึงความซับซ้อนและความต้องการในการบำรุงรักษาสมัยใหม่ แม้ว่าจะยังต่ำกว่าเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ๆ เช่น F-35 ก็ตาม

Boeing F/A-18 Hornet เป็นเครื่องบินขับไล่หลายบทบาทที่พัฒนาขึ้นสำหรับกองทัพเรือสหรัฐฯ ในช่วงทศวรรษ 1980 ออกแบบมาเพื่อโจมตีทางอากาศและป้องกันภัยทางอากาศ และสามารถปฏิบัติการบนเรือบรรทุกเครื่องบินได้ ด้วยความเร็วสูงสุด 1.8 มัค และความจุบรรทุกได้มากกว่า 7,000 กิโลกรัม Boeing F/A-18 ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือในภารกิจที่หลากหลาย ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ Boeing F/A-18 อยู่ที่ประมาณ 30,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากข้อกำหนดการบำรุงรักษาเพื่อปฏิบัติการในสภาพแวดล้อมทางทะเลที่รุนแรง

Sukhoi Su-27 ออกแบบโดยสหภาพโซเวียต เป็นเครื่องบินขับไล่ที่ครองอากาศซึ่งเปิดตัวในช่วงทศวรรษ 1980 ด้วยความเร็วสูงสุด 2.35 มัค และพิสัยการบิน 3,530 กิโลเมตร Su-27 ได้รับการออกแบบมาเพื่อรับมือกับเครื่องบินขับไล่ของอเมริกา เช่น F-15 โดย Su-27 เป็นต้นแบบของเครื่องบินหลายรุ่น รวมถึง Su-30 และ Su-35 ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ Su-27 อยู่ที่ประมาณ 12,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายปานกลางสำหรับเครื่องบินขนาดนี้ ส่วนใหญ่เป็นเพราะเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูงและการบำรุงรักษาทางเทคนิค

Eurofighter Typhoon เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่ได้รับการพัฒนาร่วมกันโดยหลายประเทศในยุโรป เริ่มปฏิบัติการในปี 2003 ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์การบินขั้นสูงและความสามารถในการพรางตัวบางส่วน Typhoon สามารถทำความเร็วได้ถึงมัค 2 และบินได้สูง 19,800 เมตร ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 65,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องบินขับไล่ที่มีค่าใช้จ่ายที่สูงที่สุด สะท้อนให้เห็นถึงเทคโนโลยีขั้นสูงและต้นทุนการบำรุงรักษาที่ซับซ้อน

Lockheed Martin F -22 Raptor เป็นเครื่องบินขับไล่รุ่นที่ห้าลำแรกที่สหรัฐอเมริกาเปิดตัว ซึ่งมีความสามารถในการพรางตัวขั้นสูง Raptor เริ่มเข้าประจำการในปี 2005 สามารถทำความเร็วได้ 2.25 มัค และบินได้สูง 20,000 เมตร ระบบที่ซับซ้อนและการบำรุงรักษาที่ซับซ้อนทำให้ F-22 เป็นหนึ่งในเครื่องบินที่มีค่าใช้จ่ายในการใช้งานสูงที่สุด โดยมีต้นทุนประมาณ 85,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง

Dassault Rafale เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของกองทัพอากาศและกองทัพเรือฝรั่งเศส สามารถปฏิบัติการได้ทั้งในภารกิจอากาศสู่อากาศ อากาศสู่พื้น และภารกิจลาดตระเวน มีความเร็วสูงสุด 1.8 มัค Rafale ได้รับการยกย่องในด้านความยืดหยุ่นและต้นทุนปฏิบัติการที่ค่อนข้างสมเหตุสมผล ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 18,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง เมื่อเทียบกับขีดความสามารถขั้นสูง

Chengdu J-10 เป็นเครื่องบินขับไล่หลายบทบาทรุ่นที่สี่ที่ออกแบบโดยจีน เปิดตัวในช่วงปี ค.ศ. 2000 ได้รับการพัฒนาเพื่อพัฒนาฝูงบินของจีนให้ทันสมัยด้วยขีดความสามารถในการโจมตีและป้องกันภัยทางอากาศ J-10 มีความเร็วถึง 2.0 มัค และมีเพดานบินสูงถึง 18,000 เมตร ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 8,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ทำให้เครื่องบินรุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับกองทัพอากาศหลายประเทศ

Lockheed Martin F -35 Lightning II เป็นเครื่องบินขับไล่ล่องหนอเนกประสงค์รุ่นที่ 5 ที่พัฒนาขึ้นภายใต้โครงการระดับนานาชาติ F-35 ได้รับการออกแบบสำหรับกองทัพอากาศ กองทัพเรือ และนาวิกโยธินโดยเฉพาะ มาพร้อมเซ็นเซอร์และเทคโนโลยีล่องหนที่ทันสมัย ​​ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ F-35 สูงมาก อยู่ที่ประมาณ 42,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง เนื่องจากความซับซ้อนของระบบและความท้าทายในการบำรุงรักษา

BAE Systems Hawk เป็นเครื่องบินฝึกของอังกฤษที่กองทัพอากาศหลายแห่งทั่วโลกใช้งาน พัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 โดยส่วนใหญ่ใช้สำหรับการฝึกนักบินในเครื่องบินขั้นสูง เช่น Tornado และ Typhoon ด้วยความเร็วสูงสุด 1,028 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และพิสัยการบิน 2,520 กิโลเมตร Hawk ได้รับการออกแบบให้เป็นเครื่องบินฝึกที่มีประสิทธิภาพและประหยัด ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ Hawk อยู่ที่ประมาณ 3,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ทำให้กองทัพอากาศที่ต้องการฝึกนักบินโดยไม่สูญเสียทรัพยากรมีราคาไม่แพง

Aero L-39 Albatros เป็นเครื่องบินฝึกของเช็กที่พัฒนาขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1960 เพื่อทดแทน L-29 Delfin L-39 ได้รับการออกแบบให้มีความแข็งแกร่งและบำรุงรักษาง่าย จึงกลายเป็นหนึ่งในเครื่องบินฝึกที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในประเทศกลุ่มตะวันออก สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 750 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีพิสัยการบิน 1,100 กิโลเมตร ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ L-39 ค่อนข้างต่ำอยู่ที่ประมาณ 2,700 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ทำให้ L-39 เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับกองทัพอากาศที่มีงบประมาณจำกัด

Northrop T-38 Talon เป็นเครื่องบินฝึกความเร็วเหนือเสียงลำแรกของโลก เปิดตัวในช่วงทศวรรษ 1960 เพื่อฝึกนักบินทหารสหรัฐฯ ด้วยความเร็วสูงสุดถึง 1.3 มัค จึงถูกนำมาใช้เพื่อเตรียมนักบินสำหรับเครื่องบินขับไล่ขั้นสูง เช่น F-15 และ F-16 T-38 มีค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินประมาณ 5,400 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งคุ้มค่ากับความเร็วและความสามารถเหนือเสียง ขณะเดียวกันก็ประหยัดกว่าเครื่องบินฝึกบางรุ่นในปัจจุบัน

Boeing-Saab T-7A Red Hawk เป็นเครื่องบินฝึกรุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อทดแทน ที-38 ทาลอน รุ่นเก่าของกองทัพอากาศสหรัฐฯ เครื่องบินรุ่นนี้ได้รับการออกแบบด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ​​มอบการฝึกอบรมขั้นสูงสำหรับนักบินขับไล่ในอนาคต แม้ว่า T-7A จะยังเป็นเครื่องบินที่ค่อนข้างใหม่ ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการออกแบบที่ซับซ้อนและระบบอิเล็กทรอนิกส์การบินที่ทันสมัย

Dassault/Dornier Alpha Jet เป็นเครื่องบินโจมตีและฝึกบินเบาของฝรั่งเศส-เยอรมนี พัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 กองทัพอากาศหลายชาติใช้ Alpha Jet เพื่อการฝึกนักบิน ลาดตระเวน และภารกิจโจมตีภาคพื้นดิน Alpha Jet สามารถทำความเร็วได้ถึง 0.86 มัค ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 4,800 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง จึงเหมาะกับภารกิจฝึกบินและปฏิบัติการเบาได้

KAI T-50 Golden Eagle เป็นเครื่องบินฝึกความเร็วเหนือเสียงที่พัฒนาโดยเกาหลีใต้ร่วมกับ Lockheed Martin T-50 ออกแบบมาเพื่อฝึกนักบินบนเครื่องบินขับไล่สมัยใหม่ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 1.5 มัค นอกจากนี้ยังสามารถปฏิบัติภารกิจรบเบาได้อีกด้วย ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ T-50 อยู่ที่ประมาณ 13,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งสะท้อนถึงสถานะของเครื่องบินฝึกขั้นสูงที่มีสมรรถนะใกล้เคียงกับเครื่องบินขับไล่ปฏิบัติการ

Mikoyan-Gurevich MiG-29 เป็นเครื่องบินขับไล่รุ่นที่สี่ที่พัฒนาขึ้นโดยสหภาพโซเวียตในช่วงทศวรรษ 1970 โดดเด่นด้วยความสามารถในการควบคุมทิศทางได้อย่างยอดเยี่ยม สามารถทำความเร็วได้ถึง 2.25 มัค และมีเพดานบินสูงถึง 18,000 เมตร MiG-29 ถูกส่งออกอย่างกว้างขวางและยังคงประจำการอยู่ในหลายประเทศ ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 12,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สมเหตุสมผลสำหรับเครื่องบินขับไล่ที่มีความสามารถในการควบคุมทิศทางและความสามารถในการรบระดับนี้

Saab JAS 39 Gripen เป็นเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ที่พัฒนาโดยสวีเดนในช่วงทศวรรษ 1990 Gripen ได้รับการออกแบบให้มีความคล่องตัว ราคาไม่แพง และบำรุงรักษาง่าย ถูกใช้โดยหลายประเทศในยุโรปและที่อื่น ๆ สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 2 มัค และบินได้สูง 15,240 เมตร Gripen มีชื่อเสียงในด้านค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการที่ต่ำเพียงประมาณ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ทำให้เป็นหนึ่งในเครื่องบินขับไล่ที่คุ้มค่าที่สุดในกองทัพอากาศโลกเสรี

Sukhoi Su-35 เป็นรุ่นปรับปรุงของ Su-27 ซึ่งเปิดตัวในช่วงปี 2000 เครื่องบินขับไล่ที่ทรงประสิทธิภาพทางอากาศรุ่นนี้ติดตั้งเครื่องยนต์แบบเวกเตอร์ ซึ่งทำให้มีความคล่องตัวสูง Su-35 มีความเร็วถึง 2.25 มัค และมีพิสัยการบิน 3,600 กิโลเมตร ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการของ Su-35 อยู่ที่ประมาณ 15,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ซึ่งสะท้อนถึงขีดความสามารถขั้นสูงและระบบที่ซับซ้อน

Aermacchi MB-339 เป็นเครื่องบินฝึกของอิตาลีที่พัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1970 ถูกใช้โดยกองทัพอากาศหลายแห่ง และยังมีชื่อเสียงในฐานะเครื่องบินของ Frecce Tricolori ซึ่งเป็นฝูงบินผาดแผลงของกองทัพอากาศอิตาลีอีกด้วย MB-339 มีความเร็วสูงสุด 898 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีพิสัยการบิน 1,690 กิโลเมตร ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 3,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง ทำให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงสำหรับภารกิจฝึกซ้อมและการสาธิตทางอากาศ

ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการ ซึ่งขึ้นอยู่กับขีดความสามารถและบทบาทภารกิจของอากาศยานแต่ละแบบ ซึ่งกองทัพอากาศผู้ใช้เครื่องบินแบบนั้น ๆ จำเป็นต้องทำการประเมินค่าใช้จ่ายเหล่านี้อย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาฝูงบินให้มีประสิทธิภาพให้พร้อมต่อการรบ ควบคู่ไปกับการคำนึงถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณ

สำหรับกองทัพอากาศไทยมีเครื่องบินรบประการอยู่หลายแบบได้แก่ (1)F -16 Fighting Falcon มีค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการของ F-16 อยู่ที่ 27,000 ดอลลาร์สหรัฐ (2)JAS 39 Gripen ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ (3)Alpha Jet ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการอยู่ที่ประมาณ 4,800 ดอลลาร์สหรัฐ (4)T-50 Golden Eagle ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการ 13,000 ดอลลาร์สหรัฐ (5)F-5TH ซึ่งพัฒนามาจาก T-38 Talon ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินจึงน่าจะมีความใกล้เคียงกันที่ 5,400 ดอลลาร์สหรัฐ และ (6) L-39 ซึ่งปลดประจำการแล้ว ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการ 2,700 ดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสของนักบินในการฝึกบินเพื่อหาความชำนาญ เช่น ค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงบินในการปฏิบัติการของ F-16 อยู่ที่ 27,000 ดอลลาร์ ขณะที่ JAS 39 Gripen อยู่ที่ 7,500 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหมายความว่า ค่าใช้จ่ายต่อ 1 ชั่วโมงบินในการปฏิบัติการของ F-16 มากกว่า JAS 39 Gripen 19,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3 เท่าตัว และหากกองทัพอากาศไทยเลือก F -35 Lightning II ซึ่งค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการ 42,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง มากกว่า JAS 39 Gripen 34,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 4 เกือบ 5 เท่าตัว ย่อมหมายถึงกองทัพอากาศต้องใช้งบประมาณมากขึ้นอย่างมหาศาลในการฝึกบินเพื่อหาความชำนาญของนักบิน ยังไม่รวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ด้วย ดังนั้นการตัดสินใจเลือกจัดซื้อจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบ JAS 39 E/F Gripen ของกองทัพอากาศไทย จึงมีความเหมาะสมที่สุดตามบริบทในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การป้องกันประเทศที่เป็นอยู่ของประเทศไทยในปัจจุบัน

ย้อนรอยเขมรแดง - ทุ่งสังหาร บาดแผลลึกที่ยังหลอกหลอน

เมื่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ถูกคร่าชีวิตราว 2 ล้านคน

ย้ำอีกครั้งว่า บทความนี้ ไม่มีความมุ่งหมายหรือประสงค์ต่อการเหยียดเชื้อชาติแต่อย่างใด แต่เพื่อบอกเล่าอธิบายถึงความน่าสงสารและความไม่รู้ของประชาชนชาวเขมร พลเมืองของประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่เคยรู้สำนึกในบุญคุณของราชอาณาจักรไทยที่เคยโอบอุ้มดูแลชาวเขมรหลายแสนคนในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของเขมรเองแม้แต่น้อย 

เรื่องที่น่าตกใจและประหลาดใจที่สุดคือ การศึกษาประวัติศาสตร์ในระบบการศึกษาของไทยค่อนข้างจะมีปัญหาเป็นอย่างยิ่ง เพราะประชาชนคนไทยส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่า “วัฒนธรรมทวารวดี” ที่เป็นโบราณสถานและโบราณวัตถุในบ้านเราเป็นจำนวนมากนั้นได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมเขมร แต่ความเป็นจริงแล้ว “วัฒนธรรมทวารวดี” เป็นวัฒนธรรมที่ผู้คนในสุวรรณภูมิในสมัยนั้น (ราชอาณาจักรไทยในปัจจุบัน) รับเอามาจากวัฒนธรรมอินเดียผ่านศาสนาพุทธนิกายเถรวาท รวมทั้งศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ด้วยมีการติดต่อค้าขายระหว่างกันในยุคสมัยนั้น

“วัฒนธรรมทวารวดี” เป็นวัฒนธรรมโบราณที่เคยเจริญรุ่งเรืองในดินแดนภาคกลางของประเทศไทย โดยมีเมืองสำคัญ ได้แก่ นครปฐม อู่ทอง และ ลพบุรี ซึ่งตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำ เช่น แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำท่าจีน เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและการค้าระหว่างตะวันออกและตะวันตก “วัฒนธรรมทวารวดี” อยู่ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 11 ถึง 16 ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากอินเดียผ่านเส้นทางการค้า ทั้งด้านศาสนา ศิลปกรรม และระบบการปกครอง โดยลักษณะสำคัญของ “วัฒนธรรมทวารวดี” มี ศาสนาพุทธนิกายเถรวาท เป็นศาสนาหลัก โดยรับอิทธิพลจากอินเดีย “วัฒนธรรมทวารวดี” จึงเป็นวัฒนธรรมที่มีการกำเนิดก่อเกิดในดินแดนสุวรรณภูมินี้เอง แล้วต่อมาด้วย “วัฒนธรรมสมัยสุโขทัย” “วัฒนธรรมสมัยอยุธยา” “วัฒนธรรมสมัยธนบุรี” (สั้น ๆ)  และ “วัฒนธรรมสมัยรัตนโกสินทร์” จนปัจจุบันทุกวันนี้

เรื่องราวของ "เขมร...ชนชาติที่ถูกคำสาป" ปรากฏชัดเจนที่สุดจนเป็นทั้งความโชคร้าย โศกเศร้า และมืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของเขมร ได้แก่ ระบอบเขมรแดงอันโหดร้ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 1975–1979 เมื่อ พอล พต และระบอบคอมมิวนิสต์หัวรุนแรงเข้ายึดครองเขมร เขมรแดง (Khmer Rouge) เป็นชื่อเรียกของกลุ่มคอมมิวนิสต์ในกัมพูชา ที่มีบทบาทสำคัญทางการเมืองและการทหารในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1970 และเป็นที่จดจำจากการก่อ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) ที่โหดร้ายที่สุดในศตวรรษที่ 20 “เขมรแดง” หรือ พรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา (Communist Party of Kampuchea: CPK) มี พลพต เป็นผู้นำสูงสุด 

แม้ว่า กษัตริย์สีหนุจะทรงเป็นที่รักของชาวเขมรจำนวนมากก็ตาม แต่การปกครองแบบเผด็จการของพระองค์กลับก่อให้เกิดกองกำลังต่อต้านใต้ดิน โดยในปี 1960 ชาวเขมรกัมพูชากลุ่มเล็ก ๆ นำโดย สลอธ ซาร์ (เปลี่ยนชื่อเป็น พอล พต ในเวลาต่อมา) และนวน เจีย ได้จัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาขึ้นอย่างลับ ๆ ขบวนการนี้ต่อมาเป็นที่รู้จักในชื่อเขมรแดง หรือ “เขมรแดง” โดยจัดตั้งเป็นกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งมีฐานปฏิบัติการอยู่ในป่าเขาที่ห่างไกลและพื้นที่ภูเขาทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ในช่วงแรกเริ่ม “เขมรแดง” มีความก้าวหน้าทางการเมืองและการทหารน้อยมาก แต่หลังจากการรัฐประหารโดยนายพลลอนนอลโค่นล้มกษัตริย์นโรดมสีหนุผู้นำแห่งรัฐในปี 1970 เขมรแดงก็เข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางการเมืองกับกษัตริย์สีหนุ และเริ่มได้รับการสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น จากสงครามกลางเมืองที่กินเวลานานเกือบห้าปี (1970 - 1975) อำนาจของเขมรแดงในชนบทก็ค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้น จนในที่สุดกองกำลังเขมรแดงก็สามารถยึดครองกรุงพนมเปญเมืองหลวง และประเทศเขมรโดยรวมได้ในปี 1975

ด้วยแรงบันดาลใจจากคำสอนของเหมาเจ๋อตง เขมรแดงจึงได้ยึดถืออุดมการณ์เกษตรกรรมสุดโต่งที่ตั้งอยู่บนการปกครองแบบพรรคเดียวที่เข้มงวด ปฏิเสธแนวคิดแบบเมืองและแบบตะวันตก และยกเลิกทรัพย์สินส่วนบุคคล ผู้นำเขมรแดงเชื่อว่า การเพิ่มผลผลิตอาหารผ่านการทำเกษตรกรรมแบบรวมกลุ่มจะช่วยสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประชากรชาวแขมรในหมู่บ้านที่ยากจนอย่างมากมาย นอกจากนั้นยังเน้นย้ำถึงการพึ่งพาตนเองและลัทธิชาตินิยมอันเข้มข้น ด้วยการปลุกปั่นว่า เขมรกำลังตกอยู่ในอันตรายจากการสิ้นชาติจากน้ำมือของศัตรูทางประวัติศาสตร์อย่าง เวียดนาม และไทย (สยาม ในอดีต) และพันธมิตรในยุคสงครามเย็น ภายใต้การปกครองของเขมรแดง ซึ่งบรรดาผู้นำเชื่อว่า เขมรจะกลับคืนสู่อำนาจและชื่อเสียงในระดับนานาชาติดังเช่นที่เคยเป็นในยุคจักรวรรดิขะแมร์

เขมรภายใต้การปกครองของเขมรแดง นำลัทธิคอมมิวนิสต์แบบสุดโต่งมาใช้ ด้วยต้องการที่จะลบล้างระบบชนชั้น สังคมเมือง การศึกษา ศาสนา และสถาบันดั้งเดิมทั้งหมด บังคับให้ประชาชนทั้งหมดให้เป็นชาวนา ย้ายผู้คนจากเมืองไปอยู่ชนบท ไม่มีเงิน ไม่มีตลาด ไม่มีโรงเรียน ไม่มีศาสนา ยกเลิกครอบครัว โดยแยกเด็กจากพ่อแม่ให้รัฐดูแล และเข้าสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ประชาชนชาวเขมรถูกสังหารจำนวนมาก หากถูกระบุว่า เป็นศัตรูของรัฐ อาทิ ปัญญาชน ครู นักเรียน แพทย์ ข้าราชการ หรือแม้แต่คนสวมแว่นสายตา ตามสถานที่สังหารหมู่ต่าง ๆ เช่น ทุ่งสังหาร (Killing Fields) คุกตวลสเลง (Tuol Sleng/S-21) โรงเรียนที่กลายเป็นคุกและที่ทรมาน ประมาณว่า ประชาชนชาวเขมรเสียชีวิตราว 1.7 ถึง 2 ล้านคน หรือประมาณหนึ่งในสี่ของประชากรทั้งหมด ด้วยการประหารชีวิต การบังคับใช้แรงงาน ความอดอยาก และโรคภัยไข้เจ็บ จากจำนวนประชากรเขมรทั้งหมดในขณะนั้นประมาณ 7–8 ล้านคน

จุดจบของเขมรแดง เกิดขึ้นในปี 1979 เมื่อเวียดนามส่งกำลังทหารบุกเขมร ด้วยเหตุผลที่เขมรแดงโจมตีชายแดนเวียดนาม และต้องการยุติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และโค่นล้มรัฐบาลเขมรแดง ทำให้เขมรแดงต้องล่าถอยไปยังชายแดนไทย เวียดนามได้ตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดในพนมเปญ นำโดย เฮง สัมริน และฮุน เซน ในนามของ "สาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา (People's Republic of Kampuchea)" ส่วนเขมรแดงยังคงเคลื่อนไหวในฐานะกองกำลังต่อต้านรัฐบาลอยู่นานหลายปี ในปี 1988 เวียดนามเริ่มถอนกำลังบางส่วนออกจากเขมร ต่อมาในปี 1989 เวียดนามประกาศถอนทหารทั้งหมดออกจากเขมร การถอนทหารเวียดนามสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 1989 นำไปสู่กระบวนการสันติภาพ โดยมี สหประชาชาติ (UN) เข้ามามีบทบาท เกิด “ข้อตกลงสันติภาพปารีส (Paris Peace Agreements)” ในปี 1991 โดยเขมรแดงยังคงเป็นกองกำลังต่อต้านรัฐบาลอยู่จนถึงปลายทศวรรษ 1990 ผู้นำเขมรแดงหลายคนถูกนำตัวขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศในเวลาต่อมา เช่น “คณะตุลาการพิเศษของกัมพูชา” (Khmer Rouge Tribunal)

เวลา 4 ปีที่เขมรแดงปกครองก่อให้เกิดผลกระทบและบทเรียนกับประเทศนี้อย่างมากมาย โดยเกิดความเสียหายอย่างรุนแรงในด้านเศรษฐกิจ การศึกษา และจิตใจของประชาชนชาวเขมร อันเป็นผลร้ายจากลัทธิอุดมการณ์สุดโต่งและการล้างสมอง จนเป็นเรื่องเตือนใจที่โด่งดังที่สุดในด้านสิทธิมนุษยชนของประวัติศาสตร์โลกสมัยใหม่ ชาวเขมรต้องทนทุกข์ทรมานกับทุ่งสังหาร ซึ่งคาดว่า มีผู้เสียชีวิตประมาณ 1.7 ถึง 2 ล้านคน ปัญญาชน ชนกลุ่มน้อย และบุคคลใดก็ตาม ที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อระบอบการปกครอง จะตกเป็นเป้าในการสังหารของเขมรแดงทันที ดังนั้น สิ่งที่เขมรแดงทิ้งไว้ จึงฝังรากลึกและก่อให้เกิดบาดแผลทางทั้งทางจิตใจและวัฒนธรรมในระดับชาติ ซึ่งยังคงหลงเหลืออยู่จนถึงทุกวันนี้ ช่วงเวลาแห่งความรุนแรงและการสูญเสียชีวิตอันรุนแรงเช่นนี้ นำไปสู่แนวคิดเรื่องประเทศที่ต้องคำสาป  และเป็นที่มาของ “เดอะซีรี่ส์ เขมร...ชนชาติที่ถูกสาป”

(ยังมีต่อ)

ย้อนประวัติศาสตร์ 1,000 ปี ‘จักรวรรดิขะแมร์’ ผ่านห้วงเวลาที่รุ่งเรืองสุดขีด - สู่การดำดิ่งแทบสิ้นชาติ

บทความนี้ ไม่มีความมุ่งหมายหรือประสงค์ต่อการเหยียดเชื้อชาติแต่อย่างใด แต่เพียงเพื่ออธิบายถึงความน่าสงสารของประชาชนชาวเขมร พลเมืองของประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่เคยรู้หรือสำนึกในบุญคุณของราชอาณาจักรไทยเลยแม้แต่น้อย แม้วลีที่ว่า "เขมร...ชนชาติที่ถูกคำสาป" จะเกิดจากบาดแผลและความโชคร้ายที่ประเทศนี้ประสบมาตลอดประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน ทั้งยังอาจกระตุ้นให้เกิดมุมมองที่ซับซ้อนและโศกเศร้าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาวเขมร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองผ่านมุมมองที่มืดมนที่สุดในประวัติศาสตร์ของพวกเขา เช่น ระบอบเขมรแดงและความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น อย่างไรก็ตามแม้ว่า จะเป็น 'ชนชาติที่ถูกสาป' แต่เขมรครั้งหนึ่งก็เคยมีมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์แห่งความรุ่งโรจน์และความทุกข์ทรมาน

จักรวรรดิขะแมร์ (ศตวรรษที่ 9–15) เป็นหนึ่งในอารยธรรมที่มีอิทธิพลมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้สร้างสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ เช่น นครวัด นครธม และวัดวาอารามอันน่าทึ่งอื่น ๆ ที่ยังคงตั้งตระหง่านมาจนถึงทุกวันนี้ จักรวรรดิแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของศาสนาฮินดูและพุทธศาสนา พร้อมด้วยความก้าวหน้าทางศิลปะ สถาปัตยกรรม และวิศวกรรมศาสตร์อันน่าทึ่ง เป็นหนึ่งในอารยธรรมที่ทรงอำนาจและรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกับนครวัดและวัดวาอารามอันยิ่งใหญ่อื่นๆ นครวัดเจริญรุ่งเรืองมาหลายศตวรรษ กระนั้น การล่มสลายของจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่นี้ในศตวรรษที่ 15 อาจเป็นผลมาจากความขัดแย้งภายใน การเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อม และการรุกรานจากต่างชาติ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเขมร การล่มสลายของนครวัด ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นตัวอย่างแรกเริ่มของความโชคร้ายที่ถาโถมเข้าใส่ประเทศชาติ ปูทางไปสู่ความไม่มั่นคงและอิทธิพลจากต่างชาติมาหลายศตวรรษ ในช่วงรุ่งเรือง จักรวรรดิขะแมร์มีกองทัพที่แข็งแกร่ง เศรษฐกิจที่เฟื่องฟูจากการเกษตรและการค้า และวัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา

ยุคอาณานิคมและการปกครองโดยต่างชาติ หลังจากสงครามหลายครั้งกับอาณาจักรใกล้เคียง นครวัดถูก อาณาจักรอยุธยายึดครองและถูกทิ้งร้างในเวลาต่อมา เนื่องจากความล้มเหลวทางระบบนิเวศและโครงสร้างพื้นฐานพังทลาย หลังจากฝรั่งเศสเข้ามาล่าเมืองขึ้นในภูมิภาคนี้ เขมรก็ตกอยู่ภายใต้อารักขาของฝรั่งเศสในปี 1863 และเข้าร่วมอินโดจีนของฝรั่งเศส แม้ว่าฝรั่งเศสจะนำโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และความทันสมัยมาสู่ประเทศ แต่การปกครองของพวกเขาก็ยังคงกดขี่ โดยส่วนใหญ่แล้ว เขมรถูกมองว่าเป็นเพียงส่วนน้อยของจักรวรรดิอาณานิคม ประชาชนต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกเอารัดเอาเปรียบทางเศรษฐกิจและการสูญเสียอำนาจปกครองตนเองทางการเมือง ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่ความขัดแย้งและความไม่สงบภายในที่ยาวนานนับศตวรรษ มรดกแห่งยุคอาณานิคมได้ทิ้งรอยแผลลึกไว้ให้กับเขมร และการต่อสู้เพื่อเอกราชนั้นยาวนานและเต็มไปด้วยความยากลำบาก (โดยมีช่วงสั้น ๆ ที่เขมรถูกยึดครองโดยจักรวรรดิญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1941 ถึง 1945) ในที่สุดเขมรก็ได้รับเอกราชในปี 1953 ภายใต้กษัตริย์นโรดม สีหนุ แต่มรดกแห่งการปกครองโดยต่างชาติได้หยั่งรากลึกลงสู่ความขุ่นเคืองและความไม่มั่นคง

ราชอาณาจักรเขมร (1953–1970) ในปี 1955 กษัตริย์พระสีหนุทรงสละราชสมบัติเพื่อให้พระราชบิดาได้เข้าร่วมทางการเมืองและได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อพระราชบิดาเสด็จสวรรคตในปี 1960 กษัตริย์สีหนุทรงขึ้นครองราชย์อีกครั้ง ระหว่างสงครามเวียตนามดำเนินไป กษัตริย์สีหนุทรงดำเนินนโยบายความเป็นกลาง อย่างเป็นทางการ ในช่วงสงครามเย็นกษัตริย์สีหนุทรงอนุญาตให้คอมมิวนิสต์เวียดนามใช้กัมพูชาเป็นที่หลบภัยและเป็นเส้นทางลำเลียงอาวุธและความช่วยเหลืออื่น ๆ ให้แก่กองกำลังติดอาวุธที่สู้รบในเวียตนามใต้ ในเดือนธันวาคม 1967 สแตนลีย์ คาร์โนว์ นักข่าวหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ได้รับแจ้งจากกษัตริย์สีหนุว่า หากสหรัฐอเมริกาต้องการทิ้งระเบิดที่หลบภัยของคอมมิวนิสต์เวียดนาม พระองค์จะไม่ทรงคัดค้าน เว้นแต่ชาวเขมรจะถูกสังหาร สารเดียวกันนี้ได้ถูกส่งต่อไปยังเชสเตอร์ โบว์ลส์ผู้แทนของประธานาธิบดีจอห์นสันแห่งสหรัฐอเมริกาในเดือนมกราคม 1968 กษัตริย์สีหนุทรงปฏิเสธสิทธิของสหรัฐอเมริกาในการใช้การโจมตีทางอากาศในเขมรต่อสาธารณชน และในวันที่ 26 มีนาคม พระองค์ตรัสว่า "การโจมตีเหล่านี้ต้องยุติลงโดยทันทีและเด็ดขาด" ในวันที่ 28 มีนาคม ได้มีการแถลงข่าว และกษัตริย์สีหนุทรงอุทธรณ์ต่อสื่อมวลชนนานาชาติว่า "ข้าพเจ้าขอวิงวอนให้ท่านเผยแพร่จุดยืนที่ชัดเจนอย่างยิ่งนี้ต่อสาธารณชนเกี่ยวกับเขมร นั่นคือ ข้าพเจ้าจะคัดค้านการทิ้งระเบิดทั้งหมดในดินแดนกัมพูชาไม่ว่าด้วยข้ออ้างใดๆ ก็ตาม" อย่างไรก็ตาม การทิ้งระเบิดโดยกองทัพสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป

สาธารณรัฐเขมร (1970–1975) ขณะเสด็จเยือนกรุงปักกิ่งในปี 1970 กษัตริย์สีหนุถูกโค่นล้มโดยการรัฐประหาร โดยนายพล ลอน นอล นายกรัฐมนตรีและเจ้าชายสีสุวัตถิ์สิริมัตตะ เมื่อการรัฐประหารเสร็จสิ้น รัฐบาลใหม่ซึ่งเรียกร้องให้องกำลังคอมมิวนิสต์เวียตนามถอนออกจากกัมพูชา นายพล ลอน นอล ได้รับการสนับสนุนทางการเมืองจากสหรัฐอเมริกา กองกำลังเวียตนามเหนือและเวียตกงซึ่งพยายามอย่างยิ่งที่จะรักษาที่มั่นและเส้นทางลำเลียงเสบียงจากเวียตนามเหนือ จึงได้เปิดฉากโจมตีรัฐบาลใหม่ด้วยอาวุธ กษัตริย์สีหนุทรงกระตุ้นให้ผู้ภักดีช่วยโค่นล้มรัฐบาลนี้ อันเป็นการเร่งให้เกิดสงครามกลางเมือง เขมรแดงเริ่มใช้กษัตริย์สีหนุเพื่อแสวงหาการสนับสนุน ตั้งแต่ปี 1970 ถึง 1972 ความขัดแย้งในเขมรส่วนใหญ่เกิดขึ้นระหว่างรัฐบาลและกองทัพ กับกองกำลังติดอาวุธของเวียตนามเหนือ เมื่อเวียดนามสามารถเข้าควบคุมดินแดนเขมรได้ คอมมิวนิสต์เวียดนามได้จัดตั้งโครงสร้างพื้นฐานทางการเมืองใหม่ ซึ่งที่สุดก็ถูกครอบงำโดยคอมมิวนิสต์กัมพูชา หรือ “เขมรแดง”

เอกสารที่ค้นพบจากหอจดหมายเหตุโซเวียตหลังปี 1991 เผยให้เห็นว่าความพยายามของเวียตนามเหนือที่จะยึดครองเขมรในปี 1970 เกิดขึ้นตามคำร้องขออย่างชัดเจนของเขมรแดง และเจรจาโดยนวน เจียรองผู้บัญชาการของพล พต ในขณะนั้น กองกำลังของกองทัพเวียตนามเหนือได้บุกยึดที่มั่นของกองทัพสาธารณรัฐเขมร ขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา (CPK) ขยายการโจมตีเส้นทางการสื่อสาร ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศว่า กองกำลังภาคพื้นดินของสหรัฐฯ และเวียตนามใต้ได้เคลื่อนกำลังเข้าสู่เขมรในปฏิบัติการเพื่อมุ่งทำลายฐานทัพของกองทัพเวียตนามเหนือในเขมรเพื่อตอบโต้การรุกรานของเวียตนามเหนือ 

ในวันขึ้นปีใหม่ 1975 กองทัพคอมมิวนิสต์ได้เปิดฉากรุก ซึ่งนำไปสู่การล่มสลายของสาธารณรัฐเขมรภายใน 117 วัน การโจมตีพร้อมกันรอบปริมณฑลกรุงพนมเปญได้กดดันกองกำลังฝ่ายสาธารณรัฐให้ถอยร่น ขณะที่หน่วย CPK อื่น ๆ ได้บุกยึดฐานที่มั่นของกองทัพสาธารณรัฐเขมรที่ควบคุมเส้นทางลำเลียงเสบียงสำคัญในแม่น้ำโขงตอนล่าง การขนส่งกระสุนและยุทโธปกรณ์ทางอากาศได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ซึ่งสิ้นสุดลงเมื่อรัฐสภาสหรัฐปฏิเสธความช่วยเหลือเพิ่มเติมสำหรับเขมร รัฐบาลลอน นอลในกรุงพนมเปญยอมจำนนในวันที่ 17 เมษายน 1975 เพียง 5 วันหลังจากที่คณะผู้แทนสหรัฐฯ อพยพออกจากเขมร (มีการประมาณการว่า ชาวเขมรเสียชีวิตนับหมื่นคนระหว่างการทิ้งระเบิดของสหรัฐอเมริกาในปี 1970 – 1973)

(ยังมีต่อ)

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ความใฝ่ฝันของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ หวังได้รับเกียรติสูงสุด

รางวัลโนเบล (Nobel prize) เป็นรางวัลประจำปีระดับนานาชาติ ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการสแกนดิเนเวีย พิจารณาผลงานวิจัยและความอัจฉริยะและความเชี่ยวชาญที่โดดเด่น หรือสร้างคุณประโยชน์ให้กับมนุษยชาติ ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม ตามเจตจำนงของ “อัลเฟรด โนเบล” นักเคมีชาวสวีเดน ผู้ประดิษฐ์ไดนาไมต์ โดยก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1895 แต่การมอบรางวัลในสาขา ฟิสิกส์ สาขาเคมี สาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ สาขาวรรณกรรม และสาขาสันติภาพ เริ่มมอบรางวัลครั้งแรกในปี ค.ศ. 1901 ซึ่งครบรอบ 5 ปี การเสียชีวิตของ “อัลเฟรด โนเบล” และมอบให้ตามหลักการ "เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อมนุษยชาติ" ตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมของโนเบล สำหรับรางวัลสาขาที่ 6 คือรางวัลสาขาเศรษฐศาสตร์ตั้งขึ้นในปี 1968 โดยธนาคารกลางสวีเดน (Sveriges Riksbank) รางวัลโนเบลได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดในสาขาที่เกี่ยวข้อง

รางวัลโนเบลทั้ง 6 สาขาจะมีการมอบเป็นประจำทุกปี ยกเว้นในกรณีพิเศษ เช่น สงครามใหญ่ (สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2) โดยผู้รับแต่ละรายซึ่งเรียกว่า "ผู้ได้รับรางวัล" จะได้รับเหรียญทองสีเขียวชุบทองคำ 24 กะรัต ประกาศนียบัตร และรางวัลเงินสด ณ ปี 2023 เงินรางวัลโนเบลมีมูลค่า 11,000,000 โครน (ประมาณ1,035,000 ดอลลาร์สหรัฐ) เหรียญรางวัลแสดงภาพโนเบลด้านข้างพร้อมคำว่า "NAT. MDCCCXXXIII-OB. MDCCCXCVI" ซึ่งเป็นปีเกิดของอัลเฟรด โนเบล คือ ปี 1833 และปีที่เสียชีวิต คือ ปี 1896 บุคคลที่ได้รับรางวัลไม่เกินสามคนสามารถแบ่งปันรางวัลได้ แม้ว่ารางวัลโนเบลสาขาสันติภาพสามารถมอบให้กับองค์กรที่มีสมาชิกมากกว่า 3 คนได้ รางวัลโนเบลจะไม่มอบให้บุคคลผู้ได้รับรางวัลหลังจากการเสียชีวิต แต่หากบุคคลได้รับรางวัลและเสียชีวิตก่อนที่จะได้รับรางวัล รางวัลดังยังจะถูกมอบให้ทายาท ระหว่างปี 1901 ถึง 2024 มีการมอบรางวัลโนเบลทั้ง 5 สาขา และรางวัลในสาขาเศรษฐศาสตร์ (ตั้งแต่ปี 1969) รวม 627 รางวัล ให้แก่บุคคลและองค์กร 1,012 แห่ง โดยมีบุคคล 5 ราย และองค์กร 2 แห่งที่ได้รับรางวัลโนเบลมากกว่า 1 รางวัล

การมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจะจัดขึ้นที่เมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์ ส่วนสาขาอื่น ๆ จะจัดที่เมืองสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ผู้ได้รับรางวัลโนเบลในแต่ละสาขานั้นถือว่าเป็นเกียรติยศสูงสุดในสาขาวิชาชีพนั้น ๆ การมอบรางวัลโนเบลจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันที่ 10 ธันวาคม โดยผู้พระราชทานคือ พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรสวีเดน ถึงแม้ว่าบางปีรางวัลบางสาขาอาจไม่มีการตัดสิน แต่มีข้อกำหนดว่าระยะการเว้นการมอบรางวัลต้องไม่เกิน 5 ปี สำหรับผู้ได้รับรางวัลจะได้รับเหรียญรางวัลโนเบล ใบประกาศเกียรติคุณ เงินรางวัลประมาณ 10 ล้านโคร์น หรือประมาณ 44 ล้านบาท

รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเป็นหนึ่งในรางวัลอันทรงเกียรติที่สุดในโลก ซึ่งมอบให้แก่บุคคลและองค์กรที่มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมสันติภาพและการแก้ไขความขัดแย้ง มีประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแล้ว 4 ท่านที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ได้แก่:

ธีโอดอร์ รูสเวลต์ (1906) ประธานาธิบดีคนที่ 26 ของสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1906 จากบทบาทในการไกล่เกลี่ยสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ความขัดแย้งครั้งนี้อาจลุกลามกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่สอง แต่การทูตของรูสเวลต์มีบทบาทสำคัญในการยุติสงครามและเป็นตัวกลางเจรจาสันติภาพ นอกเหนือจากความพยายามในการไกล่เกลี่ยแล้ว เขายังบรรลุข้อตกลงสุภาพบุรุษว่าด้วยการอพยพกับญี่ปุ่น ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อลดความตึงเครียดและการเลือกปฏิบัติต่อผู้อพยพชาวญี่ปุ่น รูสเวลต์ยังโด่งดังจากการส่งกองเรือใหญ่ไวท์ฟลีต (White fleet) ซึ่งเป็นกองเรือประจัญบานของอเมริกาออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีกับประเทศอื่น ๆ

วูดโรว์ วิลสัน (1919) ประธานาธิบดีคนที่ 28 ของสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 1919 จากความพยายามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยในการส่งเสริมสันติภาพและวิสัยทัศน์ของเขาสำหรับระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 หลักการสี่ประการอันโด่งดังของวิลสันได้สรุปวิสัยทัศน์ของเขาสำหรับระเบียบโลกใหม่ที่จะป้องกันความขัดแย้งในอนาคต และเขามีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งสันนิบาตชาติ ซึ่งเป็นรากฐานของสหประชาชาติ

จิมมี คาร์เตอร์ (2002) ประธานาธิบดีคนที่ 39 ของสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี 2002 จากการทำงานหลายทศวรรษเพื่อแสวงหาทางออกโดยสันติต่อความขัดแย้งระหว่างประเทศ การส่งเสริมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน และการส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม คาร์เตอร์มีส่วนร่วมในโครงการริเริ่มด้านมนุษยธรรมและสันติภาพมากมาย รวมถึงงานของเขากับศูนย์คาร์เตอร์ในด้านต่างๆ เช่น การกำจัดโรค การติดตามการเลือกตั้ง และการแก้ไขความขัดแย้ง

บารัค โอบามา (2009) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนที่ 44 ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี พ.ศ. 2552 จากความพยายามอันโดดเด่นในการเสริมสร้างการทูตระหว่างประเทศและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ ระหว่างดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โอบามาได้ส่งเสริมการลดอาวุธนิวเคลียร์ ส่งเสริมการเจรจากับโลกมุสลิม และดำเนินมาตรการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนเป็นโครงการริเริ่มสำคัญในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพระดับโลก

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบัน มีความใฝ่ฝันที่จะได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้เป็นอย่างยิ่ง โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้นำหลายชาติ อาทิ นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย นิโคล ปาชินยาน และประธานาธิบดีอาเซอร์ไบจาน อิลฮัม อาลีเยฟ หลังจากสองประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้งกันมายาวนานในพื้นที่คอเคซัสใต้ได้บรรลุข้อตกลงสันติภาพสำคัญ ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ที่ทำเนียบขาว ผู้นำทั้งสองได้ยกย่องการไกล่เกลี่ยของทรัมป์ในการยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ และเรียกร้องให้คณะกรรมการโนเบลยกย่องความพยายามของทรัมป์

ปากีสถานเสนอชื่อทรัมป์ ปากีสถานเสนอชื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ให้เข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2569 โดยให้เครดิตกับ "การแทรกแซงทางการทูตที่เด็ดขาดและความเป็นผู้นำที่มีบทบาทสำคัญ" ของเขาในช่วงความขัดแย้งระหว่างนิวเดลีและอิสลามาบัด ประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นในโพสต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X โดยเจ้าหน้าที่ปากีสถานกล่าวว่า ทรัมป์มีบทบาทสำคัญในการคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างเพื่อนบ้านสองประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์

แม้แต่ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีมือเปื้อนเลือดของอิสราเอลก็เสนอชื่อทรัมป์ให้เข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ โดยกล่าวถึงความพยายามของเขาในการ "สร้างสันติภาพในภูมิภาคต่าง ๆ หนึ่งแล้วภูมิภาคหนึ่ง" “ผมขอนำเสนอจดหมายที่ผมส่งไปยังคณะกรรมการรางวัลโนเบลแก่ท่านประธานาธิบดี จดหมายฉบับนี้เป็นการเสนอชื่อท่านให้เข้ารับรางวัลสันติภาพ ซึ่งท่านสมควรได้รับอย่างยิ่ง และท่านก็ควรได้รับมัน” เนทันยาฮูกล่าวขณะที่ทรัมป์เชิญเขาเข้าร่วมการหารือที่ทำเนียบขาว

เขมรก็สนับสนุนทรัมป์เข้ารับรางวัลสันติภาพนี้ ฮุน มาเนต์ อีกหนึ่งนายกรัฐมนตรีมือเปื้อนเลือดของเขมร ได้ประกาศว่า เขาได้เสนอชื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้เข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ พร้อมยกย่อง “ความเป็นรัฐบุรุษที่ยอดเยี่ยม” ของเขาในการแก้ไขข้อขัดแย้งบริเวณพรมแดนระหว่างกัมพูชาและไทย ในโพสต์บน Facebook ฮุน มาเนต์ได้แชร์จดหมายที่ส่งถึงคณะกรรมการโนเบลของนอร์เวย์ โดยบรรยายถึงการแทรกแซงของทรัมป์ว่าเป็นตัวอย่างของ "ความสำเร็จอันโดดเด่นของเขาในการลดความตึงเครียดในภูมิภาคที่มีความผันผวนที่สุดบางแห่งของโลก"

แต่ฝันของ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเป็นจริงหรือไม่ บทบาทหน้าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาย่อมจะสะท้อนให้เห็นถึงพฤติการณ์และพฤติกรรมของทรัมป์เอง ไม่ว่า ความพยายามในการยุติสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนที่ดูแล้วยังไม่แข็งขันและหนักแน่นพอ การใช้มาตรการทางภาษีข่มขู่นานาประเทศ หรือ การยืนหยัดให้การสนับสนุนปฏิบัติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาของเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีมือเปื้อนเลือดของอิสราเอล โดยไม่พยายามแก้ไขหรือทำอะไรเลย หรือ การทิ้งระเบิดอิหร่านเพื่อสนับสนุนการทำสงครามของอิสราเอล ก่อนที่จะทำหน้าที่ตัวกลางไกล่เกลี่ยการหยุดยิง แค่สองสามเรื่องนี้ อีกทั้งมีผู้นำมือเปื้อนเลือดอีกสองคนให้การสนับสนุน หากคณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพได้นำเรื่องเล่านี้มาพิจารณาด้วยแล้ว ความฝันของทรัมป์ก็ไม่น่าจะเป็นจริง เว้นแต่คณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจะมีเหตุผลที่หนักแน่นและมากพอที่สามารถอธิบายให้ชาวโลกยอมรับได้

เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า ลำสุดท้ายของกองทัพเรือสหรัฐฯ ก่อนปรับเปลี่ยนใช้พลังงานนิวเคลียร์เต็มรูปแบบ

ช่วงเวลานี้ ข่าวดี ข่าวสำคัญ ข่าวหนึ่งของพี่น้องประชาชนคนไทยผู้ที่มีใจรักชาติก็คือ เรือดำน้ำแบบ S26T ที่สั่งต่อในประเทศจีนได้ไปต่อ โดยรัฐบาลยอมให้มีการแก้สัญญาเปลี่ยนเครื่องยนต์/เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ MTU 396 ของเยอรมนี ซึ่งรัฐบาลเยอรมนีไม่อนุญาตให้ส่งออกไปยังจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตเรือ จนทำให้โครงการต้องหยุดชะงักเป็นเวลานานนับปี ให้เป็นไปตามที่จีนซึ่งได้เสนอให้ติดตั้งเครื่องยนต์/เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ CHD620 โดยจีนระบุว่า เทียบเท่ากับ MTU 396 หรือเป็น “Licensed-manufactured” จากเยอรมนีแทน และกลายเป็นประเด็นปัญหาของรัฐบาลและกองทัพเรือ กระทั่งล่าสุด เมื่อวันที่ 5-7 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไทยโดยมติคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในการแก้ไขสัญญาเปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์/เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ CHD620 ของจีนแทน MTU 396 และขยายเวลาส่งมอบเรือออกไปอีก 1,217 วัน

เรือดำน้ำถือเป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อการปกป้องน่านน้ำไทยเป็นอย่างยิ่ง พลเรือเอก (เกษียณราชการแล้ว) ท่านหนึ่งเคยเล่าให้ผู้เขียนว่า ครั้งหนึ่งท่านเคยซ้อมรบกับกองทัพเรือสหรัฐฯ ในการฝึกซ้อมปราบเรือดำน้ำ ฝ่ายสหรัฐฯ ได้เตรียมเรือดำน้ำนิวเคลียร์ลำใหญ่มากมาร่วมการฝึกด้วย โดยลอยลำให้หมู่เรือฝึกเห็นอย่างชัดเจน แต่พอเริ่มการฝึกเรือดำน้ำดำลงไม่นาน โซนาร์ของหมู่เรือฝึกไม่สามารถจับเรือดำน้ำลำดังกล่าวได้อีกเลย สำหรับเรือดำน้ำจีนจัดได้ว่า เป็นเรือดำน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงพอสมควร ด้วยเหตุการณ์เมื่อ 26 ตุลาคม 2006 เรือดำน้ำจีน (Song-class ซึ่งเรือดำน้ำ S26T ของไทยถูกพัฒนามาจากรุ่นนี้) สามารถโผล่ขึ้นมาในระยะไม่เกิน 5 ไมล์จากขบวนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Kitty Hawk ของสหรัฐฯ ซึ่งสร้างความประหลาดใจที่เรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าของจีนสามารถเล็ดลอดเข้ามาใกล้กองเรือที่มีระบบตรวจจับที่ทันสมัยครบครันได้ และยังมีเหตุการณ์อื่นที่คล้ายกันในปี 2015 ซึ่งรายงานว่า เรือดำน้ำของจีนสามารถติดตามขบวนเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Ronald Reagan โดยไม่รู้ตัวนานครึ่งวัน

สำหรับการกล่าวอ้างว่า เครื่องยนต์/เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ CHD620 เคยใช้เฉพาะเรือดำน้ำของกองทัพเรือจีนเท่านั้นไม่เป็นความจริงได้อย่างใด เพราะเรือดำน้ำ Hangor-class ของปากีสถานซึ่งต่อจากจีน (China Shipbuilding Industry Corporation (CSIC)) และมีกำหนดส่งมอบเรือดำน้ำ 4 ลำภายในปีนี้ และจะต่อภายในปากีสถานอีก 4 ลำ (Karachi Shipyard & Engineering Works (KSEW)) โดยมีกำหนดส่งมอบในอีก 3-4 ปีข้างหน้าก็ใช้เครื่องยนต์/เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบ CHD620 คงมีผู้อ่านจำนวนมากสงสัยว่า ขณะที่มีการแข่งขันประกวดราคาเพื่อจัดซื้อเรือดำน้ำของไทยนั้น มีบริษัทจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมหลายประเทศ ประเทศที่เข้าร่วมประมูล/ยื่นข้อเสนอ: เยอรมนี, สเปน, สหราชอาณาจักร, เนเธอร์แลนด์, สหรัฐอเมริกา, เกาหลีใต้, และจีน โดยบริษัทจาก สเปน และ เกาหลีใต้ (Daewoo) ผ่านการคัดเลือกในรอบแรก และโครงการที่เกิดขึ้นดำเนินการผ่านความร่วมมือกับจีนในรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (G to G) แล้วทำไมบริษัทต่อเรือจากสหรัฐอเมริกาจึงไม่ปรากฏเป็นข่าวเลย ทั้งนี้ด้วยเพราะปัจจุบันในสหรัฐฯ ไม่มีอู่ต่อเรือที่ยังผลิตเรือดำน้ำแบบดีเซล-ไฟฟ้า (diesel-electric submarines) แล้ว

ทั้งนี้ตั้งแต่ในยุคช่วงสงครามเย็นเป็นต้นมา กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้เปลี่ยนไปใช้เรือดำน้ำที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ทั้งหมด ด้วยเหตุผลคือ (1) ประสิทธิภาพที่เหนือกว่าของระบบนิวเคลียร์ เรือดำน้ำนิวเคลียร์มีระยะปฏิบัติการไม่จำกัด และสามารถอยู่ในระดับความลึกได้ยาวนานโดยไม่ต้องขึ้นสู่ผิวน้ำ ซึ่งเหมาะกับภารกิจในน่านน้ำเปิด (Blue water) มากกว่า (2) แรงต่อต้านจากทบวงทหารเรือและวัฒนธรรมของกองทัพเรือ และจากชุมชนผู้สนับสนุนเรือดำน้ำนิวเคลียร์ในสหรัฐฯ ซึ่งมีอิทธิพลและบทบาทมาก ต่างไม่เห็นด้วยกับการใช้เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า เนื่องจากจะเป็นการเบียดบังงบประมาณและทรัพยากรที่ควรใช้กับเรือดำน้ำนิวเคลียร์ และ (3) พันธะผูกพันทางยุทธศาสตร์และอุตสาหกรรม โครงสร้างการผลิตและการวางแผนของสหรัฐฯ ได้มุ่งเน้นไปที่เรือดำน้ำนิวเคลียร์อย่างเต็มที่เป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว ดังนั้นจึงไม่มีสายการผลิตหรือแรงงานเฉพาะในสหรัฐฯ สำหรับเรือดำน้ำดีเซลอีกต่อไป อีกทั้งเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์จัดว่าเป็นอาวุธเชิงรุกทางยุทธศาสตร์ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อประเทศมหาอำนาจเท่านั้นที่ต้องมีไว้ใช้งาน

USS Blueback (SS-581) เป็นเรือดำน้ำชั้น Barbel เรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า (diesel-electric submarines) แบบสุดท้ายที่ประจำการในกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา สร้างขึ้นทั้งหมด 3 ลำได้แก่  USS Barbel (SS-580) USS Blueback และ USS Bonefish (SS-582) โดย USS Blueback ต่อโดย Ingalls Shipbuilding Corporation เมือง Pascagoula มลรัฐ Mississippi ต่อเสร็จเมื่อวันที่ 15 เมษายน 1957 เรือลำนี้ถูกปล่อยลงน้ำเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 1959 และเข้าประจำการเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 1959 โดยมี นาวาโท Robert H. Gautier เป็นผู้บังคับการคนแรก สำหรับที่มาของชื่อ Blueback จากพจนานุกรมของกองทัพเรืออเมริกัน (American Naval Fighting Ships) ระบุว่าชื่อ Blueback มาจากปลาเทราต์ (แซลมอน) สายรุ้ง หรือปลาเทราต์สตีลเฮดที่พบเฉพาะในทะเลสาบเครสเซนต์บนคาบสมุทรโอลิมปิกในมลรัฐ Washington โดยปลาชนิดนี้อาศัยอยู่ในน้ำลึก มีสีดำอมน้ำเงินบริเวณด้านบนและสีขาวอมฟ้าบริเวณด้านล่าง เรือลำนี้เป็นเรือดำน้ำลำที่สองของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ใช้ชื่อนี้

หลังจากประจำการ ภารกิจส่วนใหญ่ของ USS Blueback ปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในพื้นที่รับผิดชอบของกองเรือที่ 7 (มหาสมุทรแปซิฟิก) เป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งเขตสงครามในทะเลจีนใต้ระหว่างสงครามเวียตนาม เรือลำนี้เป็นเรือดำน้ำที่ไม่ใช่เรือดำน้ำนิวเคลียร์ลำสุดท้ายที่ประจำการในกองทัพเรือสหรัฐฯ และเป็นเรือดำน้ำขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์แบบเดิมลำสุดท้ายที่ถูกปลดประจำการ ซึ่งทำให้กองทัพเรือสหรัฐฯ มีกองเรือดำน้ำนิวเคลียร์เต็มรูปแบบ ยกเว้นเรือดำน้ำสำรวจวิจัย USS Dolphin (AGSS-555) (Diesel-electric research submarine) เข้าประจำการในปี 1968 จนถึงปี 2007

USS Blueback ถูกปลดประจำการจากกองทัพเรือสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 1990 และประจำการอยู่ในกองเรือสำรองแปซิฟิกที่เมืองเบรเมอร์ตัน มลรัฐ Washington ต่อมาถูกปลดออกจากทะเบียนเรือของกองทัพเรือเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 1990 เมื่อถูกปลดประจำการ จึงเป็นเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้าลำสุดท้ายของกองทัพเรือสหรัฐฯ หลังจากปลดประจำการได้ถูกนำมาจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งมลรัฐ Oregon ในฐานะอนุสรณ์สถานเรือดำน้ำแห่งชาติ ในเดือนกุมภาพันธ์ 1994 พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งมลรัฐ Oregon (Oregon Museum of Science and Industry: OMSI) ได้ทำการลาก USS Blueback ไปยังเมืองพอร์ตแลนด์ มลรัฐ Oregon ซึ่งปัจจุบันเรือลำนี้ตั้งอยู่เป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์และอนุสรณ์สถาน ใบพัดของเรือถูกถอดออกและติดตั้งไว้ด้านนอกพิพิธภัณฑ์ในฐานะอนุสรณ์สถานเรือดำน้ำแห่งชาติ OMSI มีบริการนำชมเรือดำน้ำพร้อมไกด์นำเที่ยวระยะสั้นหลายครั้งต่อวัน และทัวร์ทางเทคนิคราวสามชั่วโมง สองครั้งต่อเดือน เรือลำนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนในทะเบียนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งชาติในเดือนกันยายน 2008 ห้องวิทยุได้รับการบูรณะโดยสโมสรวิทยุ USS Blueback พร้อมด้วยวิทยุทหารโบราณและอุปกรณ์วิทยุสมัครเล่นสมัยใหม่ที่ใช้งานได้จริง ซึ่งใช้เสาอากาศ HF และ VHF ดั้งเดิมของทหาร มีสัญญาณเรียกขานวิทยุของเรือดำน้ำลำนี้ในปัจจุบันคือ W7SUB

อินโดนีเซีย – มาเลเซีย อีกคู่กรณีปัญหาเส้นเขตแดน ส่อเปิดศึกเผชิญหน้าอีกครั้งปมพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

เสียงปืนระหว่างเขมรกับไทยเพื่อนบ้านสมาชิก ASEAN ยังไม่ทันจะสงบดี มวยคู่ใหม่ระหว่างอีก 2 ประเทศ ASEAN มาเลเซียกับอินโดนีเซียก็กำลังจะเริ่มต้น จากการที่ ASEAN ประกอบด้วย 10 ชาติสมาชิกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงมีหลายประเทศเพื่อนบ้านที่มีดินแดนใกล้ชิดติดกัน และปัญหาที่มักติดตามมาโดยหลีกไม่พ้นก็คือปัญหาเกี่ยวกับเส้นเขตแดน ซึ่งชาติสมาชิก ASEAN ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นอดีตอาณานิคมของของนักล่าอาณานิคมตะวันตกอย่าง อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และเนเธอร์แลนด์ โดยประเทศที่มีเจ้าอาณานิคมเดียวกันมักไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องเส้นเขตแดน อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน และเมียนมา ต่างเคยอยู่ภายใต้อังกฤษ เวียดนาม ลาว และเขมร ภายใต้ฝรั่งเศส อินโดนีเซียภายใต้เนเธอร์แลนด์ และฟิลิปปินส์ภายใต้สหรัฐอเมริกา สำหรับไทยซึ่งไม่เคยเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจตะวันตกเลยแน่นอนย่อมมีปัญหากับเพื่อนบ้านอดีตอาณานิคมอยู่เป็นประจำจนทุกวันนี้ ในขณะที่ประเทศ ASEAN อื่น ๆ ที่มีเขตแดนติดกันแต่อดีตเจ้าอาณานิคมต่างกันก็มีปัญหาเรื่องเส้นเขตแดนเช่นเดียวกันจนปัจจุบัน

ข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมายาวนานระหว่างสองประเทศ (มาเลเซียและอินโดนีเซีย) เกี่ยวกับพื้นที่ที่อุดมไปด้วยน้ำมันในทะเลเซเลเบส ซึ่งมาเลเซียและอินโดนีเซียต่างมีการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกันเหนือเขตบล็อกทะเล ND6 และ ND7 ซึ่งปุตราจายาเรียกว่า “ทะเลสุลาเวสี” และจาการ์ตาเรียกว่า “อัมบาลัต” เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ Anwar และ Prabowo ให้ความสำคัญ การปรึกษาหารือประจำปีจัดขึ้นสลับกันระหว่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย ถือเป็นเวทีระดับสูงสำหรับผู้นำในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ ตลอดจนกระชับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์และครอบคลุม แต่ตั้งแต่การประชุมครั้งก่อนในรัฐซาราวักเมื่อปี 2017 การปรึกษาหารือไม่ได้จัดขึ้นเนื่องจากการระบาดของโควิด-19 และการเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องในนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ปัญหาสำคัญที่สุดประการหนึ่งที่ทั้งสองประเทศกำลังเผชิญอยู่คือข้อพิพาททางทะเลในพื้นที่ที่อุดมไปด้วยน้ำมันในทะเลสุลาเวสี “อินโดนีเซียและมาเลเซียได้มีการหารือกันถึงข้อเสนอที่เป็นเอกลักษณ์ในการพัฒนาพื้นที่ในทะเลสุลาเวสี ซึ่งก็คือพื้นที่อัมบาลัต”

อันที่จริงแล้วการเผชิญหน้าระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซียเคยเกิดขึ้นเมื่อ 60 กว่าปีก่อน (1963-1966) ที่เรียกกันว่า “การเผชิญหน้าในบอร์เนียว” (Konfrontasi) ซึ่งเป็นความขัดแย้งด้วยกำลังติดอาวุธ จากการที่อินโดนีเซียต่อต้านการจัดตั้งรัฐมาเลเซียจากสหพันธรัฐมาลายา กระทั่งหลังจากประธานาธิบดีซูการ์โนของอินโดนีเซียถูกปลดออกจากตำแหน่งในปี 1966 ข้อพิพาทดังกล่าวจึงยุติลงอย่างสันติ การก่อตั้งมาเลเซียเป็นการควบรวมสหพันธรัฐมาลายา (ปัจจุบันคือคาบสมุทรมาเลเซีย) สิงคโปร์ และอาณานิคมของอังกฤษในบอร์เนียวเหนือและซาราวัก (บริติชบอร์เนียว ปัจจุบันคือมาเลเซียตะวันออก) ในเดือนกันยายน 1963 ปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความขัดแย้งได้แก่ นโยบายการเผชิญหน้ากับเนเธอร์แลนด์นิวกินี ของอินโดนีเซีย ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงสิงหาคม 1962 และการก่อกบฏของบรูไน ที่ได้รับการสนับสนุนจากอินโดนีเซียในเดือนธันวาคม 1962 มาเลเซียได้รับการสนับสนุนทางทหารโดยตรงจากสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ส่วนอินโดนีเซียได้รับการสนับสนุนทางอ้อมจากสหภาพโซเวียตและจีน ทำให้เป็นส่วนหนึ่งของสงครามเย็นในเอเชีย

ความขัดแย้งครั้งนี้เป็นสงครามที่ไม่ได้ประกาศโดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซียตะวันออกบนเกาะบอร์เนียว (กาลีมันตันของอินโดนีเซีย) อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียยังได้ปฏิบัติการลับที่มีความเข้มข้นต่ำกว่าบนคาบสมุทรมลายู และในสิงคโปร์อีกด้วย ความขัดแย้งมีลักษณะเป็นการรบภาคพื้นดินที่จำกัดและโดดเดี่ยว โดยใช้ยุทธวิธีการรบแบบ เสี่ยงภัยระดับต่ำการรบมักดำเนินการโดยกองกำลังขนาดเล็กที่อยู่ทั้งสองฝั่งของชายแดน การรณรงค์แทรกซึมเข้าไปในบอร์เนียวของอินโดนีเซียมุ่งเป้าไปที่การใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชาติพันธุ์และศาสนาที่ซาบาห์และซาราวักเมื่อเปรียบเทียบกับมาลายาและสิงคโปร์ โดยมีเจตนาที่จะทำลายล้างรัฐมาเลเซียที่กำลังจะเกิดขึ้น ด้วยภูมิประเทศป่าดงดิบของเกาะบอร์เนียว และการขาดแคลนถนนเลียบชายแดนอินโดนีเซีย-มาเลเซียทำให้ทั้งกองกำลังอินโดนีเซียและเครือจักรภพต้องลาดตระเวนระยะไกล ทั้งสองฝ่ายต่างพึ่งพาการปฏิบัติการของทหารราบเบาและการขนส่งทางอากาศ แม้ว่ากองกำลังเครือจักรภพจะได้เปรียบจากเฮลิคอปเตอร์ และการส่งกำลังบำรุงไปยังฐานปฏิบัติการด้านหน้าได้ดีกว่า แม่น้ำก็ถูกใช้เป็นเส้นทางการขนส่งและการแทรกซึมด้วยเช่นกัน แม้ว่าปฏิบัติการรบส่วนใหญ่จะดำเนินการโดยกองกำลังภาคพื้นดิน แต่กองกำลังทางอากาศก็มีบทบาทสำคัญต่อการสนับสนุน และกองทัพเรือก็คอยดูแลความปลอดภัยของแนวรบทางทะเล อังกฤษซึ่งเป็นฝ่ายรับภาระส่วนใหญ่ในการป้องกันมาเลเซีย แม้ว่ากองทัพมาเลเซียจะเพิ่มกำลังพลอย่างต่อเนื่อง และยังมีการเพิ่มกองกำลังจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ในกองกำลังสำรองทางยุทธศาสตร์ตะวันออกไกลที่ประจำการอยู่ในมาเลเซียตะวันตกและสิงคโปร์เป็นระยะ ๆ อีกด้วย

ในช่วงแรก การโจมตีของอินโดนีเซียในมาเลเซียตะวันออกนั้นอาศัยอาสาสมัครท้องถิ่นที่ได้รับการฝึกอบรมจากกองทัพอินโดนีเซีย เป็นอย่างมาก เมื่อเวลาผ่านไปกองกำลังแทรกซึมมีการจัดระเบียบมากขึ้น โดยมีการรวมกำลังของกองกำลังอินโดนีเซียที่มีจำนวนมากขึ้น เพื่อยับยั้งและขัดขวางการแทรกซึมที่เพิ่มมากขึ้นของอินโดนีเซีย อังกฤษตอบโต้ในปี 1964 ด้วยการเปิดปฏิบัติการลับของตนเองในกาลิมันตันของอินโดนีเซียภายใต้ชื่อรหัสปฏิบัติการคลาเร็ตตรงกับช่วงเวลาที่ซูการ์โนประกาศ 'ปีแห่งชีวิตที่อันตราย' และเหตุการณ์จลาจลทางเชื้อชาติในสิงคโปร์ใน 1964 อินโดนีเซียได้เปิดปฏิบัติการขยายขอบเขตในมาเลเซียตะวันตกในวันที่ 17 สิงหาคม 1964 แม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จทางทหารก็ตาม การสะสมกำลังทหารของอินโดนีเซียที่ชายแดนกาลิมันตันในเดือนธันวาคม 1964 ทำให้อังกฤษส่งกำลังพลจำนวนมากจากกองบัญชาการยุทธศาสตร์กองทัพบก (Army Strategic Command) ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้ส่งกำลังรบจากมาเลเซียตะวันตกไปยังเกาะบอร์เนียวในปี 1965-1966 ต่อมาความรุนแรงของความขัดแย้งเริ่มคลี่คลายลงหลังจากการรัฐประหารในเดือนตุลาคม 1965 และการที่ซูการ์โนสูญเสียอำนาจให้กับพลเอกซูฮาร์โต การเจรจาสันติภาพอย่างจริงจังระหว่างทั้งสองฝ่ายเริ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคม 1966 และมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพฉบับสมบูรณ์เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 1966 หลังจากอินโดนีเซียได้ให้การรับรองความเป็นรัฐเอกราชของมาเลเซียอย่างเป็นทางการ

เมื่ออันวาร์และปราโบโวพบกันที่จาการ์ตาเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ได้มีการเจรจาเตรียมการสำหรับการปรึกษาหารือประจำปี ซึ่งพวกเขาตกลงที่จะพัฒนาโครงการร่วมกัน “สิ่งใดก็ตามที่เราพบในทะเล เราจะร่วมกันแสวงหาประโยชน์จากมัน” ปราโบโวกล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับอันวาร์ในวันนั้น ในขณะเดียวกัน อันวาร์กล่าวว่า “เราควรเริ่มการพัฒนาร่วมกันตั้งแต่ตอนนี้เพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศและสนับสนุนประชากรในท้องถิ่น” อย่างไรก็ตาม เมื่อสมาชิกรัฐสภาจากซาบาห์ รัฐมาเลเซียที่อยู่ใกล้กับพื้นที่พิพาทมากที่สุด ซักถามอันวาร์ในรัฐสภาเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม เขาย้ำว่ายังไม่มีการบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย เนื่องจากการหารือยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่อันวาร์กล่าวว่าเขาจะยังคงใช้วิธีการเจรจาข้อพิพาทเรื่องอาณาเขตกับ “ประเทศมิตร” เช่นอินโดนีเซียต่อไป แต่เขายังคงยืนกรานว่าหลักการอธิปไตยยังคงเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ ของมาเลเซีย ข้อพิพาทนี้ย้อนกลับไปถึงปี 1979 เมื่อมาเลเซียเผยแพร่แผนที่แสดงน่านน้ำและเส้นแบ่งเขตไหล่ทวีป อินโดนีเซียและประเทศเพื่อนบ้านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น บรูไน ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม  ต่างก็ไม่ยอมรับแผนที่นี้ ข้อพิพาททะเลสุลาเวสีเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขเนื่องจากเกี่ยวข้องกับการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนในขอบเขตทางทะเลทั้งสองแห่งและอธิปไตยเหนือพื้นที่เกาะสองแห่งคือ เกาะซิปาดันและเกาะลิกิตัน ในปี 2002 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้ตัดสินให้มาเลเซียครอบครองเกาะทั้งสอง แต่ไม่ได้กำหนดเขตแดนทางทะเลที่ทับซ้อนกัน พื้นที่ดังกล่าวประสบปัญหาความขัดแย้งเป็นระยะ ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่ทั้งสองประเทศพยายามหาทางแก้ไขข้อพิพาท ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ปัญหาทะเลสุลาเวสีจะมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยทั้งสองประเทศอาจตกลงกันเรื่องความพยายามร่วมกันในการพัฒนาเพื่อดึงทรัพยากรในพื้นที่โดยไม่ต้องแก้ไขข้ออ้างที่ทับซ้อนกัน เช่นเดียวกับที่มาเลเซียเคยทำกับไทยมาก่อน

อันที่จริงแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองประเทศ ปราโบโวกับอันวาร์ ต่างมีความสัมพันธ์กันที่ดีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานไม่แตกต่างไปจากครอบครัวของสองผู้นำไทยและเขมรเลย แต่ ปราโบโวและอันวาร์ ต่างก็เลือกใช้วิธีการเจรจาเชิงสร้างสรรค์ (Constructive negotiation) โดยยึดเอาผลประโยชน์แห่งชาติของแต่ละฝ่ายเป็นสำคัญ จึงน่าจะช่วยให้โอกาสในการเผชิญหน้าระหว่างอินโดนีเซียและมาเลเซียด้วยกำลังอาวุธไม่น่าจะเกิดขึ้น (อินโดนีเซียมีความแข็งแกร่งทางทหารอันดับที่ 13 ของโลก ขณะที่มาเลเซียอยู่ที่ 42 ของโลก ตามข้อมูลปัจจุบัน Global Firepower) ซึ่งมีความแตกต่างไปจากเมื่อกว่า 60 ปีก่อนซึ่งจะเรื่องราวระหว่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยมาเลเซียจะไม่มีการสนับสนุนจากอังกฤษ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เช่นในอดีตอีกแล้ว นอกจากกรณีพิพาทนี้กับอินโดนีเซียแล้ว มาเลเซียยังมีกรณีพิพาทเช่นนี้กับฟิลิปปินส์ ได้แก่ “ข้อพิพาทบอร์เนียวเหนือ (ข้อพิพาทซาบาห์)” อันเป็นข้อพิพาทด้านดินแดนระหว่างมาเลเซียและฟิลิปปินส์เกี่ยวกับพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตะวันออกของรัฐซาบาห์ โดยก่อนหน้านี้ซาบาห์เคยรู้จักกันในชื่อบอร์เนียวเหนือก่อนที่จะมีการจัดตั้งสหพันธรัฐมาเลเซีย ซึ่งจะได้นำมาเล่าขยายความให้ผู้อ่าน TST ได้รับทราบในโอกาสต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top