Friday, 4 April 2025
ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

โรงเรียนไทยเพียงแห่งเดียวที่เข้ารอบ 3 ทีมสุดท้าย การชิงรางวัลโรงเรียนที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2024

‘โรงเรียนบ้านปลาดาว’ ตอนเข้ารอบ 10 ทีมสุดท้ายรางวัลโรงเรียนที่ดีที่สุดในโลก (ด้าน Innovation) ประจำปี 2024

อีกหนึ่งข่าวดีที่ไม่ได้มีการความแพร่หลายในสังคมไทย จนทำให้เราต่างก็ไม่ได้รับรู้ก็คือ ข่าวของ ‘โรงเรียนบ้านปลาดาว’ ที่สามารถเข้ารอบ 3 ทีมสุดท้ายในการชิงรางวัลโรงเรียนที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2024 (the World’s Best School Prizes 2024) 

‘โรงเรียนบ้านปลาดาว’ เป็นโรงเรียนเอกชนประเภทศึกษาสงเคราะห์ (การกุศล) สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จัดการศึกษาในระดับอนุบาล และประถมศึกษา ตั้งอยู่ในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ มีภารกิจเพื่อให้เด็กทุกคนในประเทศไทยมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียมกันตามขีดความสามารถของปัจเจก เพื่ออุดช่องว่างทางการศึกษาของรัฐผ่านความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน โดยมีการจัดการศึกษาสมัยใหม่ในแบบเชิงรุก (Active Learning)

ภารกิจเพื่อให้เด็กทุกคนในประเทศไทยมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียมกันตามขีดความสามารถของปัจเจก เพื่ออุดช่องว่างทางการศึกษาของรัฐผ่านความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน โดยมีการจัดการศึกษาสมัยใหม่ในแบบเชิงรุก (Active Learning)

‘โรงเรียนบ้านปลาดาว’ ตั้งขึ้นเพื่อให้โอกาสการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ แก่เด็กและครอบครัวที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนและบุคคลากรทางการศึกษาให้มีทักษะและสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 ด้วยการที่โรงเรียนทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ และเผยแพร่ การจัดการเรียนแบบ Problem Based Learning (PBL) ในการเรียนรู้โดยใช้โครงงานและปัญหาเป็นฐาน, Makerspace ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นเจ้าของการเรียนรู้ด้วยตนเอง และ นวัตกรรม 3R (Reading, Writing and Arithmetic) ที่เน้นให้นักเรียนสามารถอ่านออก เขียนได้ และคิดเลขเป็น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยให้นักเรียนเตรียมพร้อมสู่โลกภายนอก

'มูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม' (เจ้าของ ‘โรงเรียนบ้านปลาดาว’) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2548 โดย ดร.Richard Paul Haugland (ลุง Dick) นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน นักประดิษฐ์ และนักสังคมสงเคราะห์ที่อุทิศตัวช่วยเหลือผู้คนจำนวนมากผ่านโครงการและองค์กรต่าง ๆ ทั่วเอเชีย และเป็นผู้ซึ่งที่มีชื่อเสียงจากผลงานการวิจัยและการนำสีย้อมเรืองแสง (Fluorescent dyes) มาใช้ในเชิงพาณิชย์ และเป็นผู้ก่อตั้ง Molecular Probes เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่ตั้งอยู่ในเมืองยูจีน มลรัฐโอเรกอน ซึ่งเชี่ยวชาญด้านสีเรืองแสงประสิทธิภาพสูงที่ใช้ในห้องทดลองทั่วโลก 

ในปี 1975 ดร.Haugland ได้ขาย Molecular Probes ให้กับ Invitrogen ในปี 2003 ด้วยเงินสดประมาณ 325 ล้านเหรียญ และได้โอนทรัพย์สินจำนวนมหาศาลเข้ามูลนิธิ Richard P. Haugland หลังจากนั้น ดร.Haugland ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในประเทศไทย โดยเป็นอาสาสมัครที่หมู่บ้านเด็ก ซึ่งเป็นบ้านและโรงเรียนสำหรับเด็กกำพร้าและเด็กยากไร้ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของจังหวัดกาญจนบุรี โดยในช่วงเวลาดังกล่าว เขายังคงเป็นที่ปรึกษาให้กับ Invitrogen/Molecular Probes อีกด้วย

ดร.Richard Paul Haugland (ลุง Dick) (17 กรกฎาคม 1943 - 5 ตุลาคม 2016)

ความสนใจในประเทศไทยของดร.Haugland เริ่มต้นจากการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยกับกลุ่มสมาคมศิษย์เก่าแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในปี 1988 เขา และ ดร.Rosaria ภรรยา ได้อุปถัมภ์เด็กในสถานสงเคราะห์ที่ยากจนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และในประเทศอื่น ๆ เป็นเวลาเกือบ 40 ปีผ่านทาง Plan International และได้ไปเยี่ยมเด็กในสถานสงเคราะห์เหล่านี้เกือบทุกปี 

จากประสบการณ์และความสนใจในด้านการศึกษาปฐมวัยที่ย้อนไปถึงสมัยที่เขาเป็นอาสาสมัครที่ Pine Point Indian School (ปี 1970 ถึง 1972) ดร.Haugland จึงตัดสินใจพัฒนาวิธีการและสื่อการสอนแบบมัลติมีเดียที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ความสนใจนี้ในที่สุดส่งผลให้เกิดการพัฒนาหลักสูตรการสอนคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ (ไทย-อังกฤษ) และภาษาไทยให้กับเด็กก่อนวัยเรียนและประถมศึกษา อันเป็นที่มาของ ‘มูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม’ และ ‘โรงเรียนบ้านปลาดาว’ ในเวลาต่อมา โดย ดร.Richard (ลุง Dick) ได้ใช้ชีวิตในประเทศไทยเพื่อทำงานตามเจตนารมณ์ในการอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้คนโดยเฉพาะเด็ก ๆ จนกระทั่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งสมองเมื่อ 5 ตุลาคม ค.ศ. 2016 (พ.ศ. 2559)

สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งของ ‘โรงเรียนบ้านปลาดาว’ ประกอบไปด้วย...

1. ให้โอการทางการศึกษาที่มีคุณภาพแก่เด็กในชุมชน
2. ให้ผู้เรียนมีพัฒนาการด้านความรู้ ทักษะ สมรรถนะ และ เจตคติตามขีดความสามารถแห่งตน
3. มีระบบการบริหารตามอัตลักษณ์เชิงพื้นที่โดยเน้นสิ่งแวดล้อม การบูรณาการและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน
4. มีนวัตกรรมการศึกษาด้านการเรียนรู้ของผู้เรียนและการจัดการศึกษารวมทั้งขยายผลไปใช้สถานศึกษาอื่น
5. มีมาตรฐานวิชาชีพให้ครูและบุคคลากรทางด้านการศึกษาในศตวรรษที่ 21

‘โรงเรียนบ้านปลาดาว’ จัดตั้งขึ้นเมื่อ วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 โดย ‘มูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮมง เป็นผู้รับใบอนุญาต เริ่มแรกได้อนุญาตเป็นโรงเรียนประเภทการศึกษาสงเคราะห์ มาตรา 15(3) ระดับอนุบาล (ปฐมวัย) ชื่อ ‘โรงเรียนอนุบาลบ้านปลาดาว’ ในปี พ.ศ. 2551 ได้รับอนุญาตขยาย ชั้นเรียนเพื่อเปิดสอน ระดับประถมศึกษา ได้เปลี่ยนชื่อเป็น ‘โรงเรียนบ้านปลาดาว’ ซึ่งเป็น โรงเรียนที่เปิดรับนักเรียน ไปกลับ มีอาคารเรียนจำนวน 2 หลัง อาคารประกอบการ 2 หลัง เปิดสอนตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน (ป.6)

‘โรงเรียนบ้านปลาดาว’ มีการสร้างนวัตกรรมการศึกษาของโรงเรียน ซึ่งสามารถครอบคลุมเรื่องหลักสูตร เช่น สร้างนวัตกรรมการศึกษานวัตกรรม 3R เพื่อช่วยให้เด็กได้อ่านออก เขียนได้ นวัตกรรม Makerspace เพื่อมุ่งเน้นให้เด็กเป็นเจ้าของการเรียนรู้ด้วยตนเอง และเป็นโรงเรียนต้นแบบที่เปิดโอกาสให้หน่วยงาน ภายนอกเข้ามาศึกษาดูงาน ในเรื่องการจัดการเรียน การสอนแบบสมัยใหม่ และทำ ข้อตกลง (MOU) เพื่อนำนวัตกรรมการศึกษาของโรงเรียนไปใช้ ซึ่งในปัจจุบันมีมากกว่า 200 แห่ง ‘โรงเรียนบ้านปลาดาว’ ได้รับรองมาตรฐานการศึกษา จาก สมศ. อยู่ในระดับ 'ดีเยี่ยม' ทั้งระดับปฐมวัย และระดับประถมศึกษา

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ‘โรงเรียนบ้านปลาดาว’ มาจาก ความร่วมมือของทุนคนในทีม, เงินทุน, การบริหารจัดการ, การเข้าถึงข้อมูล และการปรับเป้าหมายและทิศทาง นอกจากนี้แล้วยังโครงการที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาอื่น ๆ อาทิ...

1. สตาร์ฟิชเอ็ดดูเคชั่น (Starfish Education) เป็นโครงการริเริ่มที่เปิดตัวพร้อมกับภารกิจเพื่อให้เด็กทุกคนในประเทศไทยมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียมกันโดยผ่านโปรแกรมการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมใหม่และวิธีแก้ปัญหาโดยใช้เทคโนโลยีในการพยายามอุดช่องว่างทางการศึกษาของรัฐผ่านความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน

2. สตาร์ฟิชเอ็ดดูเคชั่น แลป (Starfish Labz) ห้องปฏิบัติการสตาร์ฟิชเป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์สำหรับครูและผู้ปกครอง ซึ่งพยายามที่จะแก้ไขช่องว่างการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จัดหาหลักสูตรออนไลน์ วิดีโอ และเวิร์กชอป แบบตัวต่อตัวให้กับผู้ปกครองและครู โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

สำหรับรางวัลโรงเรียนที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2024 (the World’s Best School Prizes 2024) นั้นก่อตั้งโดย T4 Education ร่วมกับ Accenture, American Express, และ Lemann Foundation ซึ่งเป็นรางวัลทางการศึกษาที่มีเกียรติสูงสุดในโลก โรงเรียนที่ชนะในปีนี้จะได้รับเงินรางวัล $50,000 ดอลลาร์โดยแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่...

1. ด้าน Community Collaboration (ความร่วมมือกับชุมชน) 3 โรงเรียนที่เข้ารอบ ได้แก่ Colegio María de Guadalupe, Argentina., Salomé Ureña Leadership Academy MS 322, United States of America. และ Escola Estadual Deputado Pedro Costa, Brazil.

2. ด้าน Environmental Action (การดําเนินการด้านสิ่งแวดล้อม) 3 โรงเรียนที่เข้ารอบ ได้แก่ Ryan International School, Vasant Kunj, India., Dubai International Academy Emirates Hills, United Arab Emirates. และ 
Sint-Paulus, Belgium.

3. ด้าน Innovation (นวัตกรรม) 3 โรงเรียนที่เข้ารอบ ได้แก่ Starfish School (‘โรงเรียนบ้านปลาดาว’), Thailand., CM RISE School Vinoba, Ratlam, India. และ Grange School, United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland.

4. ด้าน Overcoming Adversity (การเอาชนะต่ออุปสรรค) 3 โรงเรียนที่เข้ารอบ ได้แก่ Rising Academy Waterloo, Sierra Leone., The First Ukrainian School in Poland by the Unbreakable Ukraine Foundation, Poland. และ E-ACT Venturers’ Academy, United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland.

5. ด้าน Supporting Healthy Lives (การเสริมสร้างชีวิตที่มีสุขภาพดี) 3 โรงเรียนที่เข้ารอบ ได้แก่ Rising Istituto Galilei-Costa-Scarambone, Italy., Middleton International School, Singapore. และ Avanti House Secondary School, United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland.

นับเป็นความภูมิใจของประชาชนชาวไทยที่ ‘โรงเรียนบ้านปลาดาว’ สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย โดยเป็น 1 ใน 3 โรงเรียนสุดท้ายสำหรับรางวัลโรงเรียนยอดเยี่ยมระดับโลกปี 2024 รางวัล (World’s Best School Prizes 2024) ซึ่งรางวัลนี้ได้รับการจัดตั้งขึ้นในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์โควิดในปี พ.ศ. 2565 เพื่อเป็นเวทีให้กับโรงเรียนที่กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบการศึกษาทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน โดยแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดของแต่ละโรงเรียน เพื่อช่วยปรับปรุงการศึกษาจากทุกมุมโลก 

สำหรับผู้ชนะและผู้เข้ารอบสุดท้ายของรางวัลโรงเรียนที่ดีที่สุดในโลก จะได้รับเชิญให้เข้าร่วม การประชุมสุดยอดโรงเรียนโลก ที่นครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในวันที่ 23-24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ซึ่งงานนี้จะเป็นงานที่ผู้นำด้านการศึกษาระดับโลกและโรงเรียนที่ดีที่สุดในโลกมารวมตัวกันเพื่อช่วยกันเปลี่ยนแปลงการศึกษาให้สอดรับกับบริบทของโลกในอนาคตข้างหน้าต่อไป

ชม ARMY-2024 งานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ EP#6 ศักยภาพหนักๆ จาก ‘อาวุธเบา’ ที่เกรด NATO ยังชิดซ้าย

วันที่สองของงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ ARMY-2024 (13 สิงหาคม) วันนี้ช่วงเช้าเป็นการเยี่ยมชมการแสดง การสาธิต และการทดสอบการยิงอาวุธเบาด้วยกระสุนจริงและกระสุนซ้อมยิง (ในกรณีของเครื่องยิงลูกระเบิด) ของบริษัท High-Precision Weapons holding ณ สนามยิงปืนซึ่งตั้งอยู่ภายในอนุสรณ์สถาน Patriot park เป็นสนามยิงปืนขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่กว่า 160 เฮกตาร์ (1.6 ตารางกิโลเมตร) ด้านหน้าเป็นอาคารนิทรรศการแสดงอาวุธขนาดเบาที่ผลิตโดยบริษัทต่าง ๆ ภายใต้บริษัท High-Precision Weapons holding (ตามที่ได้เล่าไว้ใน EP.5) มีทั้งอาวุธ ปืนพก ปืนเล็กยาวจู่โจม ปืนซุ่มยิง ปืนกลเบา และเครื่องยิงลูกระเบิด ฯลฯ

อาวุธปืน Sniper ชนิดต่าง ๆ  มีทั้งใช้กระสุนรัสเซียขนาด 7.62x54R ม.ม. และกระสุน NATO ขนาด 7.62x51 ม.ม. (.308) 

ปืนกลมือ PP-2000 ขนาด 9x19 ม.ม. 

เครื่องยิงลูกระเบิด GM-94 ขนาด 43×30 ม.ม.

เครื่องยิงลูกระเบิดอัตโนมัติ AGS-30 ขนาด 30×29 ม.ม. อาวุธเบาชนิดต่าง ๆ ที่ผลิตโดยบริษัทต่าง ๆ ภายใต้บริษัท High-Precision Weapons holding

แต่ก่อนผู้เขียนเข้าใจว่าอาวุธขนาดเบาที่ผลิตในสหพันธรัฐรัสเซียออกแบบและผลิตโดยบริษัท Kalashnikov Group ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอาวุธปืนตระกูล AK แต่อันที่จริงแล้ว อาวุธเบาชนิดและแบรนด์อื่น ๆ นั้นถูกผลิตโดยบริษัทต่าง ๆ ภายใต้บริษัท High-Precision Weapons holding หลังจากการแนะนำอาวุธปืนแบบต่าง ๆ แล้ว คณะก็ถูกพามายังสนามยิงปืนซึ่งอยู่ติดกัน และถูกจัดแบ่งออกเป็นกลุ่มละ 5 คนเพื่อรับแจกแว่นตาและที่ครอบหูลดเสียงก่อนที่จะทดลองยิงอาวุธปืนชนิดต่าง ๆ 

ทดสอบปืนพก GSH-18 ขนาด 9x19 ม.ม. 5 นัด 
ระบบปฏิบัติการแบบเข็มพุ่งคล้ายปืน GLOCK แต่ไกหนักไปหน่อย
 

ทดสอบเครื่องยิงลูกระเบิด GM-94 ขนาด 43×30 ม.ม. 1 นัด
แต่เป็นกระสุนซ้อมยิงไม่มีระเบิด โดยยิงไปยังเป้าเหล็กสีน้ำเงิน (ยิงโดนครับ)

ทดสอบปืน Sniper OSV-96 ขนาด 12.7x108 ม.ม. 1 นัด

กระสุน 12.7 ม.ม. รัสเซีย (ขวา) และ NATO (ซ้าย) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากัน
แต่ใช้แทนกันไม่ได้ เพราะกระสุนรัสเซียยาว 108 ม.ม. แต่ NATO ยาวเพียง 99 ม.ม. 

โดยเป้าคือ รถหุ้มเกราะที่ระยะ 800 เมตร

ยิงโดนครับ ก็...เป้าใหญ่ซะขนาดนั้น

ทดสอบปืนเล็กยาวจู่โจม ADS ขนาด 5.45x39 ม.ม. 5 นัด
ผู้ผลิตบอกว่า ปืนรุ่นนี้สามารถลงน้ำแล้วเอาขึ้นมายิงได้เลย

ทดสอบเครื่องยิงลูกระเบิดอัตโนมัติ AGS-30 ขนาด 30×29 ม.ม. 3 นัด
แต่เป็นกระสุนซ้อมยิงไม่มีระเบิด

ความต่อเนื่องยาวนานของอุตสาหกรรมอาวุธปืนของสหพันธรัฐรัสเซียนับตั้งแต่จักรวรรดิรัสเซียยาวนานกว่า 200 ปี ผ่านการทำสงครามมากมายหลายครั้ง จึงทำให้พัฒนาการด้านการออกแบบและผลิตอาวุธปืนของรัสเซียมีความก้าวหน้ามาโดยตลอด แม้กระทั่งปืนเพื่อการกีฬาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศตะวันตกเลย

นอกจากนั้นแล้ว ปืนกีฬาที่ผลิตโดยรัสเซียสามารถชนะเลิศในการแข่งขันระดับโลกทั้งโอลิมปิกและ World Champion มากมายหลายครั้ง อาวุธปืนเล็กยาวจู่โจมของรัสเซีย (รวมทั้งเลียนแบบ) เป็นอาวุธปืนที่มียอดรวมการผลิตสูงที่สุดในโลก ด้วยประสิทธิภาพในเรื่องความแม่นยำ ความแข็งแรง ความทนทาน และระบบปฏิบัติการ 

แต่ก็น่าเสียดายที่อาวุธปืนที่ผู้เขียนได้ไปทดสอบ ยังไม่มีโอกาสเข้ามาใช้งานในบ้านเรา เพราะหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยยังคงเชื่อมั่นในอาวุธปืนของประเทศตะวันตกมากกว่า รวมทั้งการยึดติดกับคำว่า ‘มาตรฐาน NATO’ ทั้ง ๆ ที่ปฏิบัติการพิเศษของกองทัพรัสเซียในยูเครนแสดงให้เห็นถึงเศษซากและความเสียหายของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ชาติสมาชิก NATO ส่งไปสนับสนุนยูเครนมากมาย 

ดังนั้นสิ่งซึ่งกองทัพควรพิจารณาคือ การบริหารความสมดุลของการจัดซื้อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์จากค่ายต่าง ๆ โดยคำนึงถึงประโยชน์และความคุ้มค่าสูงสุดของอาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านั้นในการใช้งานเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

กรณีศึกษา 'สิงคโปร์' ประเทศที่ทายาททางการเมืองต้องมีคุณสมบัติสุดยอด ผ่านการ 'คัดเลือก-ฝึกฝน-บ่มเพาะ-ขัดเกลา-พิสูจน์ตน' จนไร้ข้อกังขา

เรื่องราวของการสืบทอดอำนาจเกิดขึ้นมานานนับพันปีแล้ว ตั้งแต่มีการกำเนิดก่อเกิดของรัฐชาติ (Nation State) ต่าง ๆ บนโลกใบนี้ เหล่าบรรดาผู้ปกครองในประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ต่างก็มีการกำหนด วางตัว ผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในการสืบทอดอำนาจต่อ ซึ่งมักจะเป็นลูกหลาน พี่น้อง วงศ์วานว่านเครือ หรือผู้ที่สนิทสนมใกล้ชิด 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้ว ผู้ปกครองที่ฉลาด มีความสามารถ และมีคุณธรรม จะพิจารณาถึง ความรู้ ความสามารถ และคุณธรรมของทายาทผู้ที่จะสืบทอดก่อนเป็นเรื่อง แรก ๆ ส่วนเหตุผลอื่น ๆ เป็นเรื่องรองลงไป

ด้วยเพราะการดำรงคงอยู่รอดต่อไปได้ของรัฐชาตินั้น ๆ ผู้ปกครองต้องมี ความรู้ ความสามารถ และคุณธรรม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการปกครองนำพาบ้านเมืองให้สามารถดำรงคงอยู่และมีความเจริญก้าวหน้าต่อไปได้

'สิงคโปร์' ประเทศเกาะเล็ก ๆ ซึ่งถือกำเนิดเกิดขึ้นไม่ถึง 60 ปี แต่ความเจริญกลับก้าวข้ามมาเป็นอันดับหนึ่งของภูมิภาค ASEAN และเป็น 1 ใน 5 อันดับของประเทศที่เจริญที่สุดในทวีปเอเชีย และเป็นประเทศที่ติดอันดับต้น ๆ ของโลกในการจัดอันดับอีกมากมายหลายประเภท ทั้ง ๆ ที่ทรัพยากรที่มากที่สุดของประเทศเกาะแห่งนี้คือ ‘ประชาชนพลเมืองชาวสิงคโปร์’ ราว 3,600,000 คนเท่านั้น

ทั้งนี้ การที่จะขับเคลื่อนผลักดันประเทศเล็ก ๆ อย่างสาธารณรัฐสิงคโปร์ ซึ่งแยกตัวออกจากสหพันธรัฐมาเลเซียเมื่อปี ค.ศ. 1959 และประกาศเอกราชในปี ค.ศ. 1965 จนกลายเป็นประเทศที่มีความทันสมัยก้าวหน้าจนติดอันดับโลกได้นั้น ผู้ที่ทำหน้าที่ดังกล่าวต้องมีวิสัยทัศน์ที่เยี่ยมยอด กอปรด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างมากล้น มีอุดมการณ์เสียสละเพื่อประเทศชาติอย่างไม่สามารถหาที่เปรียบได้ และเป็นนักการเมืองที่มีคุณภาพเป็นเลิศ

เริ่มที่ ‘Lee Kuan Yew’ (ลี กวนยู) อดีตนายกรัฐมนตรีคนแรกและรัฐบุรุษของสิงคโปร์ ผู้ที่ทำหน้าที่ ฟูมฟัก ก่อร่าง สร้างประเทศนี้ และดูแลจนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต เป็นตัวอย่างที่ยากยิ่งที่จะหานักการเมืองคนอื่นใดในโลกมาเทียบเคียงได้ในทุก ๆ ด้าน ที่สำคัญคือ ยอมและกล้าที่จะก้าวลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่เป็นมายาวนานถึง 31 ปี (ตั้งแต่สิงคโปร์แยกตัวออกจากสหพันธรัฐมาเลเซีย) ด้วยวัย 67 ปีเท่านั้น และส่งมอบตำแหน่งต่อให้กับ ‘Goh Chok Tong’ (โก๊ะ จ๊กตง) อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 2

ผู้สืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์คนต่อมา อย่าง ‘Goh Chok Tong’ (โก๊ะ จ๊กตง) สำเร็จการศึกษาเศรษฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติของสิงคโปร์ ปริญญาโทด้านการพัฒนาเศรษฐกิจจากวิทยาลัย Williams มลรัฐ Massachusetts สหรัฐอเมริกา และกลับมาทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายแผนงานและโครงการของ Neptune Orient Lines Limited (NOL) บริษัท Container shipping สัญชาติสิงคโปร์ ก่อนที่จะเข้าสู่แวดวงการเมืองโดยเป็นสมาชิกรัฐสภา เขต Marine Parade ในปี ค.ศ. 1978 และอีก 3 ปีต่อมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรองนายกรัฐมนตรี ก่อนเข้าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวัย 49 ปี ต่อจาก ‘Lee’ ในปี ค.ศ. 1990 

ต่อมาสำหรับ ‘Lee Hsien Loong’ (ลี เซียนลุง) ผู้เป็นบุตรชายของ ‘Lee Kuan Yew’ ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากบิดาตัวจริง ก็ได้ผ่านการ ฝึกฝน บ่มเพาะ ขัดเกลา และพิสูจน์ตัวเอง มาอย่างยาวนาน โดย ‘Lee’ ผู้ลูก สำเร็จการศึกษาศิลปศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) สาขาคณิตศาสตร์จากวิทยาลัย Trinity มหาวิทยาลัย Cambridge สหราชอาณาจักร โดยทุนของคณะกรรมาธิการภาครัฐ (Public Service Commission) ประกาศนียบัตรชั้นสูง (เทียบเท่าปริญญาโท) สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน

Denis Marrian อาจารย์ผู้สอนของ ลี เซียนลุง อธิบายว่า 'Lee' เป็น 'นักคณิตศาสตร์ที่ฉลาดที่สุดที่เคยมีในวิทยาลัย' และ Béla Bollobás อาจารย์ผู้สอนของเขาอีกคน กล่าวว่า “Lee คงจะเป็นนักคณิตศาสตร์วิจัยระดับโลก แต่พ่อของเขาไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องนี้ และให้ Lee กลับสิงคโปร์เพื่อเป็นนายทหารของกองทัพสิงคโปร์”

‘Lee’ ผู้ลูกเข้าเป็นทหารในปี ค.ศ. 1971 ก่อนที่จะเป็นนายทหารสัญญาบัตรระหว่างปี ค.ศ. 1974-1984 เขารับตำแหน่งต่าง ๆ ในกองทัพมากมาย รวมทั้งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บัญชาการในปฏิบัติการช่วยเหลือในเหตุภัยพิบัติรถกระเช้า Sentosa เมื่อ 29 มกราคม ค.ศ. 1983 ซึ่งเป็นปีที่เขาได้รับการเลื่อนยศเป็นพลจัตวา (เทียบเท่ากับพันเอกพิเศษ) ก่อนลาออกจากกองทัพเพื่อเข้าสู่วงการเมืองในปี ค.ศ. 1984 

สำหรับ ‘Lee Hsien Loong’ เป็นสมาชิกรัฐสภาสมัยแรกในเขต Teck Ghee ในปี ค.ศ. 1986 เขาได้รับการแต่งตั้งให้รักษาการรัฐมนตรีกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม ในปี ค.ศ. 1987 เขาได้เข้าเป็นสมาชิกคณะรัฐมนตรีเต็มรูปแบบในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลของ ‘Goh Chok Tong’ ในปี ค.ศ. 1990 แล้วรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของสาธารณรัฐสิงคโปร์เมื่อ 12 สิงหาคม ค.ศ. 2004 และก้าวลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่เป็นมา 19 ปีเศษในวัย 72 ปี แล้วส่งมอบตำแหน่งต่อให้กับ ‘Lawrence Wong’ นายกรัฐมนตรีคนที่สี่ของสาธารณรัฐสิงคโปร์ วัย 52 ปี เมื่อ 15 พฤษภาคม ค.ศ. 2024

ต่อกันที่ นายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของสาธารณรัฐสิงคโปร์ ‘Lawrence Wong’ (ลอว์เรนซ์ หว่อง) สำเร็จการศึกษาศิลปศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) สาขาเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Wisconsin วิทยาเขต Madison สหรัฐอเมริกา โดยทุนของคณะกรรมาธิการภาครัฐ (Public Service Commission) เช่นเดียวกับอดีตนายกรัฐมนตรี ‘Lee Hsien Loong’ ปริญญาโทด้านเศรษฐศาสตร์ประยุกต์จากมหาวิทยาลัย Michigan มลรัฐ Michigan สหรัฐอเมริกา และปริญญาโทด้านรัฐประศาสนศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Harvard University มลรัฐ Massachusetts สหรัฐอเมริกา

‘Lawrence Wong’ เริ่มต้นชีวิตการทำงานโดยเข้าทำงานในกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม ย้ายมาอยู่กระทรวงการคลัง เป็นเลขานุการส่วนตัวของอดีตนายกรัฐมนตรี ‘Lee Hsien Loong’ ระหว่างเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2005 ถึงเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2008 ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2008 เขาดำรงตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารของสำนักงานตลาดพลังงาน และขึ้นเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2009 และลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 2011 เพื่อเข้าสู่วงการเมือง 

ในปี ค.ศ. 2011 ‘Wong’ เป็นสมาชิกรัฐสภาสมัยแรกในเขต West Coast และรับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมพร้อมกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการในปีเดียวกัน ต่อมาเขาได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ชุมชน และเยาวชน พร้อมกับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสื่อสารและสารสนเทศ 

หลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี ค.ศ. 2015 ‘Wong’ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาประเทศ พร้อมกับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

หลังการเลือกตั้งทั่วไปในปี ค.ศ. 2020 ‘Wong’ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ 14 เมษายน ค.ศ. 2022 เขาเข้ารับตำแหน่งแทนรองนายกรัฐมนตรี ‘Heng Swee Keat’

‘Lawrence Wong’ ได้เข้าพิธีสาบานตนอย่างเป็นทางการเมื่อเวลา 20.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 15 พฤษภาคม ค.ศ. 2024 เขากลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของประเทศ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจาก ‘Lee Hsien Loong’ และเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่เกิดหลังสิงคโปร์ได้ประกาศเอกราชในปี 1965 

โดยสุนทรพจน์ครั้งแรกในฐานะนายกรัฐมนตรีของ ‘Wong’ มีความว่า “นี่คือคำสัญญาของผมที่มีต่อชาวสิงคโปร์ทุกคน ผมจะรับใช้พวกคุณด้วยหัวใจทั้งหมด ผมจะไม่ยอมรับสภาพเดิม ผมจะแสวงหาวิธีที่ดีกว่าเสมอเพื่อทำให้วันพรุ่งนี้ดีกว่าวันนี้” และเขายังกล่าวอีกว่า ภารกิจของเขาในฐานะนายกรัฐมนตรีคือ “การฝ่าฟันอุปสรรคและรักษาปาฏิหาริย์ที่เรียกว่า ‘สิงคโปร์’ นี้ไว้ต่อไป” 

โดยสรุปแล้ว การที่สาธารณรัฐสิงคโปร์ ประเทศเกาะเล็ก ๆ ซึ่งถือกำเนิดเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1965 ยังไม่ครบ 60 ปี สามารถสร้างความเจริญเติบโต จนมาเป็นประเทศอันดับหนึ่งของภูมิภาค ASEAN จึงไม่ได้มีการสืบทอดทายาททางการเมืองอย่างไร้ทิศทาง โดยไม่มีการเตรียมการหรือเตรียมพร้อม ทั้งยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของ ‘ประชาชนพลเมืองชาวสิงคโปร์กว่า 3,600,000 คน ซึ่งสะท้อนผ่านผลการเลือกตั้งที่เลือกนักการเมืองคุณภาพเข้ามาบริหารสิงคโปร์ได้อย่างแท้จริง 

ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ คงต้องมีสักวันหนึ่งที่พี่น้องประชาชนคนไทยจะได้ตระหนักรู้และเลือกนักการเมืองที่ถึงพร้อม ทั้งคุณภาพ และคุณสมบัติ มีวิสัยทัศน์ที่เยี่ยมยอด มีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างล้นเหลือ เป็นคนดีมีศีลธรรม มีอุดมการณ์เสียสละเพื่อชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งหมดทั้งมวล 

ที่สำคัญ ต้องไม่มีแนวคิดบ่อนทำลายเซาะกร่อนความมั่นคงของชาติ ยึดมั่นใน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันหลักของชาติ เช่นนี้แล้วประเทศชาติจึงจะเดินหน้าไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างผาสุกและยั่งยืนตลอดไป...

ชม ARMY-2024 งานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ EP#5 ระบบอาวุธยุทโธปกรณ์แม่นยำสูง เพื่อการรบทางยุทธวิธี

ยังคงเป็นวันแรกของงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ ARMY-2024 (12 สิงหาคม) ทีมงานของบริษัท ROSOBORONEXPORT ก็พาเดินไปยังอาคารแสดงสินค้าของบริษัท High-Precision Weapons holding ซึ่งมี Motto สำหรับปีนี้ว่า '15 ปีแห่งความแม่นยำและความน่าเชื่อถือ' โดยเจ้าหน้าที่ของบริษัทฯ ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับอาวุธยุทโธปกรณ์ที่กลุ่มบริษัท High-Precision Weapons holding ผลิตพอสังเขป เนื่องจากในวันรุ่งขึ้น (13 สิงหาคม) บริษัท High-Precision Weapons holding จะได้พาคณะฯ ไปทดสอบอาวุธยุทโธปกรณ์บางส่วนที่กลุ่มบริษัทฯ ได้ทำการผลิต

ระบบขีปนาวุธต่อต้านรถถัง Kornet

บริษัท High-Precision Weapons holding เป็นบริษัทในเครือของ Rostec State Corporation บริษัทโฮลดิ้งของสหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยเป็นผู้ออกแบบและผลิตระบบอาวุธความแม่นยำสูง ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 15 ปีที่แล้วในปี 2009 โดยมีบริษัทในเครือมากกว่า 15 บริษัท อาทิ สำนักงานออกแบบอาวุธยุทโธปกรณ์ Shipunov, สำนักงานออกแบบ-ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ Machine-Building, โรงงานผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ Kurgan, สถาบันวิจัยกลางเพื่อ Automation และ Hydraulics, สำนักงานออกแบบอาวุธยุทโธปกรณ์กลาง ฯลฯ ซึ่งมีขีดความสามารถในการออกแบบ ผลิต และซ่อมบำรุง ทำให้กลุ่มบริษัทมีพนักงานประจำกว่า 25,000 คน

ระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานแบบ Pantsyr S-1

ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ มุ่งเน้นไปที่ระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีความแม่นยำสูงและอาวุธยุทโธปกรณ์สำหรับการรบทางยุทธวิธี อาทิ ระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน Pantsyr S-1, ระบบขีปนาวุธต่อต้านรถถัง Kornet, ปืนใหญ่นำวิถี Krasnopol-M2, ระบบขีปนาวุธยุทธวิธีของกองทัพ Iskander-M, ระบบต่อต้านรถถังอัตตาจร Khtizantema-S, ระบบขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานประทับไหล่ Verba, ยานรบทหารราบแบบ BMP-3, BMD-4M และ BMP-2M Berezhok ตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์อื่น ๆ ที่พัฒนาและผลิตโดยบริษัทต่าง ๆ ในเครือ

ปฏิบัติการพิเศษทางทหารของสหพันธรัฐรัสเซียในยูเครน ทำให้การปฏิบัติตามแผนจัดซื้อจัดจ้างของรัฐสำหรับกระทรวงกลาโหมของสหพันธรัฐรัสเซียยังคงเป็นภารกิจที่มีความสำคัญสูงสุดของบริษัทฯ โดยในปี 2024 นับตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้ง บริษัทฯ ได้ทำงานร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า รวมถึงกระทรวงกลาโหมแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย ตลอดจนหน่วยงานของรัฐบาลกลางอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง แข็งขัน และเข้มข้นขึ้นเป็นอย่างมาก 

บริษัทฯ มีการจัดทำข้อเสนอแนะด้านปฏิบัติการโดยกองทัพ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่บริษัทฯ ออกแบบและผลิตทุกๆ 3-4 เดือนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามแผนจัดซื้อจัดจ้างของรัฐและการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ในเงื่อนไขการปฏิบัติการพิเศษทางทหาร 

นอกจากบริษัทต่าง ๆ ภายใต้บริษัท High-Precision Weapons holding จะได้ดำเนินการออกแบบ และพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารขั้นสูงแล้ว บริษัทต่าง ๆ เหล่านั้นก็กำลังพัฒนาสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยีสูงอย่างมากมายสำหรับตลาดภาคพลเรือนอีกด้วย อาทิ เครื่องจักรสำหรับถนนและงานก่อสร้าง, อุปกรณ์การเก็บขยะและรถทำความสะอาดถนน, เครื่องจักรสำหรับป่าไม้และการเกษตร วิศวกรรมเครื่องจักรเช่น, การหล่อและการขึ้นรูป และผลิตภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมการก่อสร้าง รวมถึงธุรกิจด้านการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งถือเป็นขีดความสามารถอีกอย่างหนึ่งของบริษัทฯ ในขอบข่ายของสินค้าสำหรับตลาดภาคพลเรือน โดยมีโครงการธุรกิจมากกว่า 20,000 รายการในปี 2023-2024 บนพื้นฐานการออกแบบและผลิตด้วยการ ‘พึ่งพาตนเอง’ (Self-reliance) 

‘รอยยิ้มกังฉิน’ สิ้นชื่อ!! เมื่อชาวเน็ตจีนลุกฮือล้วงอดีตฉาว สะท้อน!! คอร์รัปชันเหนือความดี แม้กฎหมายจะแรง...แต่กล้าเสี่ยง

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นในปี 2012 ที่มณฑลซานซี ประเทศจีน เมื่อมีการเผยแพร่ภาพถ่ายของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ยืน ‘ยิ้ม’ ท่ามกลางสาธารณชนอยู่ในบริเวณที่เกิดอุบัติเหตุรถชนครั้งใหญ่ ด้วยจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุดังกล่าวมากถึง 36 ราย ใบหน้ายิ้มแย้มของเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวจึงทำให้ชาวเน็ตชาวจีนที่มี ‘อารมณ์อ่อนไหว’ ได้พากันเร่งรีบตรวจสอบประวัติส่วนตัวของเจ้าหน้าที่รายนี้

ในเวลาไม่ถึง 5 วัน ชาวเน็ตชาวจีนได้รวบรวมนาฬิกายี่ห้อต่าง ๆ ที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นคนนี้สวมใส่ในที่สาธารณะ รวมทั้งหมด 11 ยี่ห้อ โดยมีราคาตั้งแต่ 10,000 หยวนถึง 500,000 หยวน ซึ่งเป็นราคาที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนทั่วไปไม่น่าที่จะซื้อหามาครอบครองได้

2 วันต่อมา นักศึกษาวิทยาลัยในท้องถิ่นได้ยื่นคำร้องขอการเปิดเผยข้อมูลของรัฐบาลต่อกรมการคลังของจังหวัด โดยขอรายการเงินเดือนประจำปี 2011 และการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินของ ‘เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นผู้ยิ้มแย้ม’ จากอุบัติเหตุรถชนครั้งใหญ่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้ยิ้มแย้มได้ปฏิเสธ โดยอ้างว่านาฬิกาทั้งหมดของเขาซื้อโดยใช้รายได้ที่ถูกต้องตามกฎหมาย (นั่นคือตอนที่รัฐบาลกลางเข้ามาเกี่ยวข้อง)

หลังจากที่ ‘เจ้าหน้าที่ผู้ที่มีใบหน้ายิ้มแย้ม’ ถูกตัดสินจำคุก 14 ปี ผู้คนจึงได้ตระหนักว่าเขามีใบหน้าที่ยิ้มแย้มโดยธรรมชาติ รอยยิ้มของเขาเป็นการแสดงออกบนใบหน้าตามปกติธรรมชาติของเขาอยู่แล้ว ชายคนนี้เป็นที่รู้จักในประเทศจีนในนามของ ‘ไอ้หนุ่มนาฬิกา’

ภาพนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่คิดว่าเป็นภาพถ่ายที่ดีที่สุดของการทุจริตของรัฐบาล เมื่อ ‘หลี่เค่อเฉียง’ นายกรัฐมนตรีของสาธารณรัฐประชาชนจีนเดินทางไปตรวจเยี่ยมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว โดยมีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในพื้นที่ร่วมเดินทางไปด้วย การแสดงออกของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นผู้นี้เป็นการบอกว่า "ไม่ ผมไม่ได้ใส่นาฬิการาคาแพง" ซึ่งทำให้ชาวเน็ตจีนก็พากันขุดเอาภาพเก่า ๆ ของเขาขึ้นมา และพบว่าเขามีนาฬิการาคาแพงจริง ๆ หลายเรือน ต่อมาชายคนนี้ก็ถูกจับกุมและถูกดำเนินคดีเช่นกัน ซึ่งเขาเป็นที่รู้จักในประเทศจีนในนามของ ‘ไอ้หนุ่มไม่มีนาฬิกา’

หากแบ่งแบบคร่าว ๆ แล้ว การทุจริตคอร์รัปชันที่พบได้ทั่วไปในประเทศจีน มีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่ การทุจริต / การแสวงหาผลประโยชน์ และ การยักยอกเอาทรัพย์สินของชาติ (หาผลประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่)

>> การทุจริตเป็นพฤติกรรมที่พบบ่อยที่สุด ประกอบไปด้วย การติดสินบน คือ การให้สินบนที่ผิดกฎหมาย / การยักยอกทรัพย์และการขโมยเงินของรัฐ / การทุจริตเกี่ยวข้องกับสิ่งของมีค่าที่มอบให้และยอมรับโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อจุดประสงค์ที่ไม่ซื่อสัตย์หรือผิดกฎหมาย ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ใช้จ่ายเงินของรัฐอย่างฉ้อฉลหรือใช้เงินของรัฐเพื่อประโยชน์ของตนเอง

>> ส่วนการแสวงหาผลประโยชน์ หมายถึง พฤติกรรมทุจริตทุกรูปแบบ โดยบุคคลที่มีอำนาจผูกขาด-เจ้าหน้าที่ของรัฐจะได้รับ ‘ส่วย’ ซึ่งเป็นรายได้เพิ่มเติมอันเป็นผลจากตลาดที่ถูกจำกัด ด้วยการให้ใบอนุญาตหรือการผูกขาดแก่ลูกค้า และการแสวงหาผลประโยชน์จะเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่มอบค่าเช่าให้กับผู้ที่สนับสนุนพวกเขา ซึ่งกรณีนี้จะคล้ายกับการคอร์รัปชันของจีน ที่เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นทั้งผู้หาผลประโยชน์และผู้แสวงหาผลประโยชน์ โดยทั้งคู่จะมีลักษณะของการสร้างโอกาสในการหาผลประโยชน์ให้กับผู้อื่น และแสวงหาโอกาสดังกล่าวเพื่อประโยชน์ของตนเอง ซึ่งอาจรวมถึงการแสวงหากำไรโดยเจ้าหน้าที่หรือบริษัทของเจ้าหน้าที่ การกรรโชกในรูปแบบของการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ผิดกฎหมาย

>> การหาผลประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ หมายถึง เมื่อผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะได้รับสิทธิพิเศษและ

ผลประโยชน์ผ่านตำแหน่งนั้น ด้วยตำแหน่งหน้าที่ทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งมีสิทธิได้รับค่าเช่าหรือการชำระเงินสำหรับกิจกรรมจริงหรือปลอม และองค์กรต่าง ๆ จะถูกเปลี่ยนจากสถานที่ทำงานเป็น ‘ธนาคารทรัพยากร’ ซึ่งบุคคลและกลุ่มต่าง ๆ แสวงหาผลประโยชน์ของตนเอง คอร์รัปชันนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทางการเงิน แต่รวมถึงการแย่งชิงสิทธิพิเศษของทางการ การทำข้อตกลงลับ การอุปถัมภ์ การเล่นพรรคเล่นพวก การใช้เส้นสาย

ต้องขอบคุณอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียที่ทำให้ชาวเน็ตจีนยังคงเฝ้าติดตามการทุจริตต่อไป

ชม ARMY-2024 งานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ EP#4 สุดยอดปืนเล็กยาวตระกูล AK จาก Kalashnikov Group

ยังเป็นบ่ายวันแรก (12 สิงหาคม) หลังจากชมนานาสารพัดจรวดนำวิถีที่ออกแบบและผลิตโดยบริษัท Tactical Missiles Corporation (KTRV) แล้วทีมงานของบริษัท ROSOBORONEXPORT ก็พาเดินไปยังอาคารของบริษัท Kalashnikov Group ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอาวุธปืนตระกูล AK ที่คนไทยรู้จักกันดี 

‘Mikhail Kalashnikov’ (1919 - 2013) ผู้ออกแบบและสร้างปืนเล็กยาวตระกูล AK

ก่อนปี 2013 บริษัทนี้รู้จักกันในชื่อของ 'Izhevsk Machine-Building Plant' และได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น 'Kalashnikov Concern' เพื่อเป็นเกียรติแก่ ‘Mikhail Kalashnikov’ ผู้ออกแบบและสร้างปืนเล็กยาวตระกูล AK บริษัท 'Kalashnikov' มีประวัติการก่อตั้งมายาวนาน 217 ปี โดยมีสำนักงานใหญ่ในเมือง Izhevsk ในเขต Udmurtia และกรุงมอสโกเมืองหลวง เป็นบริษัทมหาชนจำกัดออกแบบและผลิต อาวุธยุทโธปกรณ์ของสหพันธรัฐรัสเซีย อาทิ อาวุธปืนสำหรับพลเรือนและทหารหลากหลายประเภท เช่น อาวุธปืนเล็กยาวจู่โจม อาวุธปืนสำหรับพลแม่นปืน ปืนกลอัตโนมัติประจำหมู่ ปืนยาวล่าสัตว์ ปืนลูกซอง ปืนใหญ่กระสุนนำวิถี และอาวุธยุทโธปกรณ์ประเภทต่าง ๆ อีกมากมาย เช่น สถานีอาวุธควบคุมระยะไกล ยานยนต์ไร้คนขับ และหุ่นยนต์ทางการทหาร

ปืนเล็กยาวจู่โจมตระกูล Kalashnikov (AK)

บริษัท Kalashnikov Concern ผลิตอาวุธปืนขนาดเล็กประมาณ 95% ของที่ผลิตทั้งหมดในสหพันธรัฐรัสเซีย และส่งออกไปยังกว่า 27 ประเทศทั่วโลก ทำให้เป็นผู้ผลิตอาวุธปืนรายใหญ่ที่สุดในรัสเซีย โดยมีผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ ได้แก่ ปืนเล็กยาวจู่โจมตระกูล Kalashnikov (AK) ปืนกลเบา RPK ปืนไรซุ่มยิงกึ่งอัตโนมัติ Dragunov SVD ปืนเล็กสั้นกึ่งอัตโนมัติ SKS ปืนพก Makarov PM ปืนลูกซอง Saiga-12 และปืนกลมือ Vityaz-SN และ PP-19 Bizon อาวุธปืนเหล่านี้ ยกเว้น SVD, SKS และ PM ล้วนพัฒนาขึ้นจากอาวุธปืนตระกูล AK อันโด่งดัง ซึ่งตัวเลขโดยประมาณของปืนเล็กยาวจู่โจมตระกูลนี้น่าจะมากกว่า 100ล้านกระบอก อันเนื่องมาจากความน่าเชื่อถือในเรื่องของความแข็งแรงและทนทานในทุกสภาวะ ต้นทุนการผลิตต่ำ สามารถหาซื้อได้ในเกือบทุกภูมิภาค (เนื่องจากเป็นอาวุธปืนเล็กยาวจู่โจมที่มีการผลิตเลียนแบบมากที่สุด) และใช้งานง่าย 

อุปกรณ์ป้องกัน (หมวกกันกระสุนและเกราะกันกระสุน) เครื่องแบบและอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ทางการทหารผลิตโดย Kalashnikov

ปัจจุบันบริษัทผลิตอาวุธปืนอยู่ 3 ยี่ห้อ ได้แก่ 'Kalashnikov' (อาวุธปืนสำหรับการสงครามและพลเรือน) 'Baikal' (อาวุธปืนสำหรับพลเรือนและล่าสัตว์) และ 'Izhmash' (ปืนเล็กยาวสำหรับการกีฬา) บริษัทกำลังพัฒนาสายธุรกิจใหม่ ๆ ซึ่งรวมถึง ยานติดอาวุธปืนไร้คนขับ ยานพาหนะทางอากาศและภาคพื้นดิน และเรืออเนกประสงค์เพื่อวัตถุประสงค์พิเศษ ตลอดจนอุปกรณ์ป้องกัน (หมวกกันกระสุนและเกราะกันกระสุน) เครื่องแบบและอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ทางการทหาร เกราะปฏิกิริยาต้านแรง (Explosive Reactive Armor : ERA)

แผ่นเกราะชนิดต่าง ๆ และเกราะปฏิกิริยาต้านแรงระเบิด (Explosive Reactive Armor : ERA)

อาสาสมัครทหารพรานกับอาวุธปืนเล็กยาวจู่โจมแบบ AK-104 ขนาด 7.62x39 ม.ม.

สำหรับประเทศไทย กองทัพบกก็เป็นหนึ่งในลูกค้าของ Kalashnikov โดยมีการจัดซื้อจัดหาอาวุธปืนเล็กยาวจู่โจมแบบ AK-104 ขนาด 7.62x39 ม.ม. สำหรับกองกำลังอาสาสมัครทหารพราน และกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยได้จัดซื้อจัดหาอาวุธปืนเล็กยาวจู่โจมแบบ AK-102 ขนาด 5.56x45 ม.ม. สำหรับกองกำลังอาสาสมัครรักษาดินแดน

อาสาสมัครรักษาดินแดน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กับอาวุธปืนเล็กยาวจู่โจมแบบ AK-102 ขนาด 5.56x45 ม.ม.

ปัจจุบัน กองทัพของสหพันธรัฐเซียใช้อาวุธปืนเล็กยาวจู่โจมแบบ AK-12 ขนาด 5.45x39 ม.ม. เป็นอาวุธปืนประจำกาย

ชม ARMY-2024 งานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ EP#3 เยือน KTRV บริษัทออกแบบ-ผลิตระบบขีปนาวุธสุดล้ำของรัสเซีย

หลังจากเยี่ยมชมและรับประทานอาหารกลางวันที่บริษัท United Shipbuilding Corporation (USC) แล้ว ทีมงานของบริษัท ROSOBORONEXPORT ก็พาเดินย่อยอาหารไปยังอาคารของบริษัท Tactical Missiles Corporation (KTRV) ซึ่งเป็นบริษัทที่ออกแบบและผลิตระบบขีปนาวุธของสหพันธรัฐรัสเซีย โดยออกแบบและผลิตขีปนาวุธทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น อากาศสู่อากาศ อากาศสู่พื้น พื้นสู่อากาศ พื้นสู่พื้น Smart Bombs และตอร์ปิโด เพื่อใช้สำหรับปฏิบัติการบนอากาศยาน เรือรบผิวน้ำ เรือดำน้ำ และกองกำลังภาคพื้นดิน

KTRV ก่อตั้งขึ้นจากโครงสร้างพื้นฐานเดิมของบริษัท Zvezda-Strela โดยรัฐกฤษฎีกาหมายเลข 84 ซึ่งลงนามโดยประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2002 ด้วย Zvezda-Strela เป็นผู้ออกแบบและผลิตระบบขีปนาวุธทางการทหารรายใหญ่ ประกอบด้วยสำนักงานออกแบบการทดลอง Zvezda (OKB) สำนักงานออกแบบการผลิตแบบต่อเนื่อง (SKB) โรงงานหลัก Strela ในระหว่างกระบวนการปรับโครงสร้างใหม่ บริษัทได้รับโอนหุ้นจากองค์กรที่รวมอยู่ใน Defense Industry Complex การจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเสร็จสิ้นในเดือนมีนาคม 2003

โดยมีการพัฒนาและการผลิตผลิตภัณฑ์พลเรือนและการใช้งานคู่ที่มีเทคโนโลยีสูงสำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่นำไปสู่การก่อตั้งบริษัทคือ การรักษาและพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยและการผลิตขีปนาวุธ การจัดหาและเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ การระดมทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับขีปนาวุธนำวิถีที่มีประสิทธิภาพสูง และการผลิตระบบอาวุธบนอากาศ บนพื้นดิน และบนทะเล รวมถึงการเสริมสร้างตำแหน่งทางทหารของรัสเซียในตลาดอาวุธโลก รัฐกฤษฎีกาฉบับที่ 591 และฉบับที่ 930 ได้ทำให้บริษัทขยายตัวมากขึ้น และปัจจุบันได้มีการรวบรวมเอาบริษัทต่าง ๆ มากมายหลายบริษัทนี้เข้ามาอยู่ด้วย

Tactical Missiles Corporation (KTRV) เข้าร่วมงาน International Military-Technical Forum 'ARMY-2024' ครั้งที่ 10 ระหว่างวันที่ 12 ถึง 14 สิงหาคม โดยมี Boris Obnosov เป็นหัวหน้าคณะ KTRV จัดแสดงอาวุธทางอากาศที่มีความแม่นยำสูงที่ศูนย์สาธิต KTRV นำเสนอขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ (RVV-BD, RVV-SD, RVV-MD และ RVV-MD2) ขีปนาวุธอากาศสู่พื้นอเนกประสงค์ (Kh-MD-E, Grom-E1, Kh-38MLE, Kh-38MTE, Kh-69, X-29TE และ X-59MK รุ่นปรับปรุง) 

นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงขีปนาวุธต่อต้านเรดาร์ Kh-31PD และ X-58UShKE ขีปนาวุธต่อต้านเรือ Kh-31AD Kh-35UE และ X-59MK ขีปนาวุธต่อต้านเรือดำน้ำทางอากาศ APR-3ME รวมถึงระเบิดอากาศอัจฉริยะขนาด 250, 500 และ 1,500 กิโลกรัม และอาวุธร่อน Grom-E2 

ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีระบบขีปนาวุธเพื่อป้องกันโครงสร้างพื้นฐานชายฝั่ง ได้แก่ Bastion ที่มีขีปนาวุธร่อนต่อต้านเรือ Yakhont, Bal-E และ Rubezh-ME ที่มีขีปนาวุธ Kh-35UE ระบบต่อต้านเรือดำน้ำขนาดเล็ก Paket-E/NK พร้อมระบบต่อต้านตอร์ปิโด ตอร์ปิโดไฟฟ้า ET-1E และ TE-2 ตอร์ปิโดขนาดเล็กสากล UMT ตอร์ปิโดเทอร์มอลขนาดกะทัดรัด MTT และตอร์ปิโดนำวิถีความลึกอเนกประสงค์ UGST นอกจากนี้ ผู้เยี่ยมชมศูนย์สาธิตยังได้จัดแสดงระบบอาวุธ Shkval-E ที่มีจรวดใต้น้ำความเร็วสูงอีกด้วย

ทุ่นระเบิดใต้ทะเล MDM-2

ส่วนผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของ KTRV ที่ใช้เพื่อป้องกันอาณาเขตพื้นที่ ซึ่งเป็นน้ำของท่าเรือและฐานทัพเรือ ได้แก่ ทุ่นระเบิดใต้ทะเล MDM-1, MDM-2 และ MDM-3 ทุ่นระเบิดใต้ทะเล MShM อุปกรณ์ตรวจจับเสียงขับเคลื่อนด้วยตัวเอง MG-74ME ยานยนต์ใต้น้ำขับเคลื่อนด้วยตัวเองของระบบบูรณาการ Alexandrite-ISPUM-E ที่ใช้ค้นหาและทำลายทุ่นระเบิด

ระบบควบคุมการยิงบนเรือ Uran-E และระบบอาวุธขีปนาวุธต่อต้านเรือรบแบบ KH-35e/ue

ทั้งนี้ บริษัทในเครือของ KTRV ยังมีส่วนร่วมในการออกแบบและผลิตอุปกรณ์เรดาร์หลากหลายประเภท ได้แก่ ระบบควบคุมการยิงบนเรือของระบบอาวุธขีปนาวุธ «Uran-E» และระบบเรดาร์กำหนดเป้าหมายบนเรือที่ได้รับการอัปเกรด 3C-25E ระบบเรดาร์ MRK-50UE สำหรับเรือดำน้ำเพื่อเฝ้าระวังสภาพแวดล้อมผิวน้ำและอากาศที่มีความน่าจะเป็นต่ำมากในการสกัดกั้นด้วยเรดาร์ และสำหรับการกำหนดเป้าหมายขีปนาวุธและตอร์ปิโด รวมไปถึงยานพาหนะขนส่งนักดำน้ำรายบุคคล 'Coral' สถานีโซนาร์ Mayak-s สำหรับตรวจจับวัตถุใต้น้ำขนาดเล็ก คอมเพล็กซ์ป้องกัน 'Corvet' สำหรับหน่วยป้องกันภัยทางทะเลและชายฝั่งที่สำคัญเป็นพิเศษ

ตอร์ปิโดแบบต่าง ๆ ที่ออกแบบและผลิตโดย KTRV

นอกเหนือจากอาวุธต่าง ๆ แล้ว KTRV ยังนำเสนอผลิตภัณฑ์สำหรับใช้งานสองแบบและสำหรับพลเรือนสำหรับการบิน เรือ การขนส่งทางรถไฟและถนน ยา โรงกลั่น โรงไฟฟ้า อุตสาหกรรมโลหะและเคมี ในศาลา 'B' ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดแสดงผลิตภัณฑ์พลเรือน KTRV แยกกัน ได้แก่ สถานีชาร์จไฟฟ้าความเร็วสูง EZS-150 สำหรับรถบัสไฟฟ้า แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนหลากหลายประเภท แพลตฟอร์มไฟฟ้าอเนกประสงค์ HARD-E สำหรับที่อยู่อาศัยและบริการชุมชน เครื่องจำลองพลร่ม รวมถึงแบบจำลองอุปกรณ์แรงขับกลับสำหรับเครื่องยนต์เครื่องบิน PD-8 และ PD-14 นวัตกรรมใหม่คือ เรือเดินทะเลที่มีลำตัวแบบผสม

ผู้เขียนกับขีปนาวุธโจมตีแบบ X-69 ซึ่งออกแบบมาเพื่อปล่อยจากเครื่องบินแบบ Su-57

Tactical Missiles Corporation (KTRV) จึงเป็นบริษัทที่มีโครงสร้างแบบบูรณาการซึ่งรวมเอาบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศของรัสเซียกว่าห้าสิบแห่งเข้าด้วยกัน พื้นที่กิจกรรมที่มีความสำคัญ ได้แก่ การพัฒนา การผลิต การปรับปรุงอาวุธการบินที่มีความแม่นยำสูงในประเภทต่าง ๆ ระบบอาวุธทางทะเลแบบรวม จรวดและอวกาศ ตลอดจนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การบำรุงรักษา การซ่อมแซม และการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ทางทหาร การฝึกอบรมบุคลากรตามสัญญาการบริการที่ครอบคลุมให้กับลูกค้า และภายใต้มาตรการ Sanction จากชาติตะวันตก บริษัทฯ ได้ยึดแนวคิด 'การพึ่งพาตนเอง' นำไปสู่การปฏิบัติอย่างสมบูรณ์แบบ จนทำให้บริษัทฯ ยังคงขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างไม่หยุดยั้ง

8 วิธีการลงโทษสตรีที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ การกดขี่จากบุรุษเพศ ที่ ‘สตรีต้องนิ่งเฉยและเชื่อฟัง’

ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่ผ่านมา 'สตรี' มักเป็นฝ่ายที่ถูกลงโทษอย่างรุนแรงและน่าสยดสยอง ซึ่งสะท้อนถึงความเหยียดเพศและเกลียดชังที่หยั่งรากลึกในวัฒนธรรมต่าง ๆ 

ที่สำคัญการลงโทษสุดโหดร้ายเหล่านี้ ถูกวางให้เป็นเครื่องมือในการรักษาและจัดระเบียบทางสังคมโดยมีบุรุษเป็นใหญ่ เพื่อใช้ในการควบคุม ป้องปราม และเข้มงวดต่อพฤติกรรมของสตรี 

บทความนี้จะเจาะลึกประวัติศาสตร์อันมืดมนของการลงโทษเหล่านี้ โดยตรวจสอบต้นกำเนิด วิธีการ และทัศนคติของสังคมที่สนับสนุนความโหดร้ายที่รุนแรงดังกล่าว ที่กลายมาเป็นมรดกอันมืดมนตลอดห้วงประวัติศาสตร์ ภายใต้บรรทัดฐานทางสังคม ที่มักจะมีอคติต่อสตรีมาเป็นตัวตัดสินอย่างชัดเจน 

ทั้งนี้ วิธีการลงโทษที่ใช้กับสตรี มักถูกออกแบบมาเพื่อมุ่งเป้าไปยัง ร่างกาย พฤติกรรม และบทบาทของพวกเธอในสังคม โดยการลงโทษเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการแก้แค้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรักษาโครงสร้างสังคมที่บุรุษเป็นใหญ่ ซึ่งสตรีถูกคาดหวังให้ต้องยอมจำนนและเงียบเฉย ตั้งแต่ยุโรปในยุคกลาง ไปจนถึงการล่าแม่มดในโลกยุคใหม่ 

แล้วการลงโทษที่เลวร้ายที่สุดบางส่วนที่สตรีต้องเผชิญ มีอะไรบ้าง?

1. ‘บังเหียนสำหรับหญิงปากมาก’ (The Scold’s Bridle) : อุปกรณ์ที่ทำให้สตรีที่พูดตรงไปตรงมาเงียบเสียง อังกฤษและสกอตแลนด์ในศตวรรษที่ 16 และ 17 สตรีที่ถูกมองว่า พูดตรงไปตรงมาหรือชอบแสดงความคิดเห็น มักจะถูกลงโทษด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า 'หน้ากากโลหะ' หรือเรียกอีกอย่างว่า ‘Branks’ ออกแบบมาเพื่อทำให้ผู้ถูกสวมใส่เงียบเสียงโดยการล็อกศีรษะและใส่ที่ปิดปากที่มีหนามแหลมคมเข้าไปในปาก ซึ่งสามารถเจาะลิ้นได้หากสตรีผู้นั้นพยายามที่จะพูด ซึ่งไม่เพียงแต่เจ็บปวดเท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้สวมใส่ได้รับความอับอายอีกด้วย เนื่องจากสตรีเหล่านั้นมักจะถูกพาเดินไปตามท้องถนนพร้อมกับสวมมัน 

สำหรับการลงโทษนี้ เป็นความพยายามที่ชัดเจนในการบังคับใช้บรรทัดฐานทางสังคมที่กำหนดว่าสตรีควรได้รับการมองเห็น แต่ไม่ควรได้รับการได้ยิน เป็นเครื่องมือที่ทั้งในการสร้างความเจ็บปวดทางร่างกายและการควบคุมทางสังคม ช่วยให้สตรีที่พูดจาไม่สมควรได้รับความอับอายต่อหน้าธารกำนัล ผลกระทบของการลงโทษนี้ขยายออกไปไกลเกินกว่าความเจ็บปวดทางร่างกาย เนื่องจากตอกย้ำความเชื่อของสังคมในยุคนั้นที่ว่า ‘สตรีต้องนิ่งเฉยและเชื่อฟัง’

2. ‘ไวโอลินของหญิงปากร้าย’ (The Shrew’s Fiddle) : เครื่องมือสำหรับควบคุมสตรีที่ 'ดื้อรั้น' เช่นเดียวกับ ‘บังเหียนสำหรับหญิงพูดมาก’ โดย ‘ไวโอลินของหญิงปากร้าย’ เป็นอุปกรณ์อีกชนิดหนึ่งที่ใช้ลงโทษสตรีที่ถูกมองว่าดื้อรั้นหรือเป็นอิสระเกินไป ซึ่งอุปกรณ์นี้จะล็อกศีรษะและมือของสตรีไว้ในโครงสร้างไม้เพียงอันเดียว ทำให้เธอเคลื่อนไหวไม่ได้และถูกบังคับให้ต้องทนกับการล้อเลียนในที่สาธารณะ 

ทั้งนี้ คำว่า 'Shrew' มักใช้เพื่ออธิบายถึงสตรีที่ไม่ปฏิบัติตามบทบาทที่ต้องยอมจำนนตามที่สังคมคาดหวัง Shrew's Fiddle เป็นการลงโทษทั่วไปในบางส่วนของยุโรป โดยเฉพาะในเยอรมนีและออสเตรีย ซึ่งใช้เพื่อบังคับให้สตรีต้องยอมจำนน เป็นการเน้นย้ำถึงความพยายามที่สังคมในยุคนั้นจะดำเนินการเพื่อรักษาการกดขี่และบังคับควบคุมสตรี

3. ‘การล่าแม่มดและการเผา’ (Witch Hunts and Burnings) : การข่มเหงทางเพศขั้นสุดยอด บทหนึ่งในประวัติศาสตร์การลงโทษสตรีที่โหดที่สุดคือ การล่าแม่มดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ถึงศตวรรษที่ 18 สตรีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด มักถูกทรมานอย่างโหดร้าย เพื่อให้รับสารภาพก่อนจะถูกประหารชีวิต โดยปกติแล้วจะถูกเผาโดยผูกไว้กับเสา 

ทั้งนี้การล่าแม่มด ยังเป็นการแสดงออกถึงการเกลียดชังสตรีที่หยั่งรากลึก โดยสตรีที่เบี่ยงเบนจากบรรทัดฐานทางสังคมหรือผู้ที่เปราะบาง (เช่น แม่ม่ายหรือหมอแผนโบราณ) จะถูกมองว่าเป็นพวกแม่มด ความกลัวและความเกลียดชังสตรีที่ถูกมองว่ามีอำนาจเหนือโครงสร้างสังคมที่บุรุษครอบงำ ทำให้มีผู้เสียชีวิตด้วยสาเหตุนี้หลายหมื่นคนทั่วทั้งยุโรปและอเมริกาในยุคอาณานิคม 

โดยวิธีการที่ใช้ในการทรมานสตรีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดนั้นหลากหลายและน่าสยดสยอง ด้วยเทคนิคต่าง ๆ ได้แก่ การยืดแขนขาของเหยื่อให้ยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้ และการแช่น้ำ โดยให้สตรีแช่น้ำเย็นเพื่อตัดสินความผิดของตนเอง และผู้ที่ลอยน้ำถือเป็นแม่มด ส่วนผู้ที่จมน้ำถือเป็นผู้บริสุทธิ์ ขณะที่การพิจารณาคดีก็ใช้วิธีพิสดารและป่าเถื่อน โดยมักมีการบังคับให้สารภาพภายใต้การบังคับทารุณอย่างหนัก จนผู้ถูกทรมานต้องรับสารภาพและไม่สามารถหลีกเลี่ยงการประหารชีวิตได้

4. ‘เก้าอี้คุกเข่าและเก้าอี้ก้มตัว’ (The Cucking and Ducking Stools) : จากความอับอายสู่ความตาย ‘เก้าอี้คุกเข่า’ (The Cucking Stools) เป็นเก้าอี้ไม้ที่ใช้สำหรับมัดสตรีที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด เช่น ดุด่า ล่วงประเวณี หรือทำผิดกฎหมาย ต้องอับอายต่อหน้าธารกำนัล สตรีผู้นั้นจะถูกมัดกับเก้าอี้และต้องเดินไปตามถนน โดยถูกล้อเลียนและข่มเหงจากประชาชน ซึ่ง ‘เก้าอี้ค้อมตัว’ (The Ducking Stools) เป็นรูปแบบที่โหดร้ายมาก โดยสตรีผู้นั้นจะผูกติดกับเก้าอี้ซึ่งผูกติดกับคันโยกยาว และถูกจุ่มลงไปในแม่น้ำหรือบ่อน้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งเก้าอี้ก้มตัวนั้น ถือเป็นการทรมานที่อันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากหากทำซ้ำ ๆ อาจทำให้สตรีผู้นั้นจมน้ำจนเสียชีวิตได้ 

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงจาก ‘เก้าอี้คุกเข่า’ เป็น ‘เก้าอี้ค้อมตัว’ แสดงถึงความรุนแรงของการลงโทษสตรีที่เพิ่มมากขึ้น แม้ว่า แต่เดิม ‘เก้าอี้คุกเข่า’ จะเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการทำให้ขายหน้าในที่สาธารณะเป็นหลัก แต่ ‘เก้าอี้ค้อมตัว’ ยังเพิ่มองค์ประกอบของความรุนแรงทางกายภาพอีกด้วย วิธีนี้มักใช้กับสตรีที่ถูกกล่าวหาว่าทำพิธีกรรมเวทมนตร์หรือก่ออาชญากรรม 'ทางศีลธรรม' อื่น ๆ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเต็มใจของสังคมที่จะทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงเพื่อบังคับให้ปฏิบัติตามบรรทัดฐานทางสังคมในยุคนั้น

5. การทำร้ายร่างกายและการตีตรา (Mutilation and Branding) : ตราบาปตลอดชีวิต ในบางวัฒนธรรม สตรีที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดี เช่น ล่วงประเวณีหรือค้าประเวณี จะถูกทำร้ายร่างกายเพื่อเป็นการลงโทษ ที่อาจรวมถึงการตัดจมูกหรือหู ซึ่งเป็นการกระทำที่ตั้งใจจะทำเครื่องหมายให้สตรีผู้นั้นเป็นคนนอกสังคมอย่างถาวร โดยในยุคกลาง ตัวอย่างเช่น ในฝรั่งเศส สตรีที่ถูกกล่าวหาว่าล่วงประเวณีอาจถูกตัดจมูก ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ดำเนินมาในรูปแบบต่าง ๆ จนกระทั่งถึงยุคสมัยใหม่ตอนต้น โสเภณีมักถูกตีตราด้วยเหล็กเผา มักจะตีที่ใบหน้าหรือไหล่ เพื่อให้พวกเธอได้รับการตราหน้าว่าทำผิดตลอดชีวิต หรือนายทาสมักจะตีตราเครื่องหมายบนตัวทาส

ทั้งนี้ การทำร้ายร่างกายมีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เป็นการลงโทษที่สร้างความเจ็บปวดในทันที ซึ่งจะส่งผลตามมาในระยะยาว และยังเป็นการเตือนใจถึงการกระทำผิดของสตรีผู้นั้นด้วย ที่สำคัญการตีตราโสเภณี ไม่เพียงแต่เป็นการลงโทษเท่านั้น แต่ยังเป็นการควบคุมอีกด้วย โดยการตีตราสตรีเหล่านี้ เป็นการสร้างสถานะที่ถูกละเลยของพวกเธอของสังคมในสมัยนั้น และรับรองว่าพวกเธอจะไม่สามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างสมบูรณ์

6. วงล้อทำลายล้างและความน่ากลัวอื่น ๆ ในยุคกลาง (The Breaking Wheel and Other Medieval Terrors) หรือที่เรียกอีกอย่างว่า 'วงล้อแคทเธอรีน' เป็นอุปกรณ์ที่น่ากลัวซึ่งใช้ในยุโรปยุคกลางเป็นหลัก โดยการมัดเหยื่อไว้กับวงล้อไม้ขนาดใหญ่ จากนั้นหักแขนขาของเหยื่อด้วยค้อนหรือแท่งเหล็ก 

สำหรับวิธีการทรมานนี้ บางครั้งใช้กับสตรี โดยเฉพาะผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมร้ายแรง เช่น เป็นพวกนอกรีต หรือฆ่าเด็ก ซึ่งตัววงล้อทำลายล้างไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อฆ่าคนอย่างรวดเร็ว แต่กลับทำให้ต้องทนทุกข์ทรมานนานขึ้น โดยเหยื่อบางคนอาจถูกปล่อยให้ตายอย่างช้าๆ เป็นเวลาหลายวัน เพื่อเป็นการเตือนสติผู้อื่น และแม้ว่าสตรีจะถูกกระทำในลักษณะนี้น้อยกว่าบุรุษ แต่ก็ไม่ได้พ้นจากความโหดร้ายนี้ ดังนั้นวงล้อจึงถือเป็นสัญลักษณ์ของมาตรการสุดโต่งที่สังคมจะใช้ลงโทษผู้ที่ละเมิดขอบเขตอันเข้มงวดที่กำหนดโดยศาสนาและบรรทัดฐานทางสังคมในสมัยนั้น

7. การถลกหนังทั้งเป็น (Flaying Alive) : ชะตากรรมที่เลวร้ายยิ่งกว่าความตาย เป็นรูปแบบการลงโทษแบบโบราณที่ยังคงใช้มาจนถึงยุคกลาง แม้ว่าจะนิยมใช้กับบุรุษมากกว่า แต่ก็มีกรณีของการลงโทษอันน่าสยดสยองนี้ที่สตรีต้องเผชิญ โดยเฉพาะผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมร้ายแรง เช่น กบฏหรือทำเวทมนตร์ 

ทั้งนี้ การถลกหนังมีจุดประสงค์เพื่อให้เจ็บปวดและอับอายมากที่สุด โดยบางครั้งเหยื่อจะถูกปล่อยให้มีชีวิตอยู่ระหว่างการถลกหนังสัตว์ เพื่อยืดเวลาการทนทุกข์ทรมาน การถลกหนังมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมอัสซีเรียโบราณ แต่ยังคงใช้กันมาจนถึงยุคกลางในยุโรปและตะวันออกกลาง ซึ่งบันทึกทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่ากระบวนการทรมานนี้จะดำเนินไปอย่างช้ามาก เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อให้เจ็บปวดมากที่สุด และส่วนใหญ่เหยื่อมักจะเสียชีวิตจากอาการช็อกหรือเสียเลือด แต่ไม่ใช่ก่อนที่จะต้องทนทุกข์ทรมานอย่างที่ไม่สามารถจินตนาการได้ ... สำหรับสตรี การลงโทษนี้ไม่ใช่แค่การล้างแค้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการลิดรอนความเป็นมนุษย์ในความหมายที่แท้จริงที่สุดอีกด้วย

8. เสื้อคลุมคนเมา (The Drunkard’s Cloak) : เป็นการทำให้ผู้ถูกลงโทษขายหน้าต่อสาธารณะและถูกล้อเลียน เป็นการลงโทษที่แปลกประหลาดและน่าอับอาย ซึ่งใช้กันในอังกฤษในศตวรรษที่ 17 เป็นส่วนใหญ่ และบางครั้งก็ใช้ในส่วนอื่น ๆ ของยุโรป การลงโทษนี้มักสงวนไว้สำหรับบุคคลทั้งสตรีและบุรุษที่ถือว่าเป็นคนขี้เมาเป็นประจำ โดยผู้กระทำความผิดจะถูกบังคับให้เข้าไปในถังไม้ขนาดใหญ่ที่เจาะรูไว้สำหรับหัว แขน และขา ทำให้ดูเหมือนเป็นถังไม้ขนาดเท่าคน เมื่อถูกขังแล้ว ผู้กระทำความผิดจะถูกพาเดินไปทั่วถนน ทำให้ชาวเมืองที่พบเห็นพากันล้อเลียนและหัวเราะ เพื่อทำให้ผู้กระทำความผิดอับอายต่อสาธารณะสำหรับนิสัยการดื่มสุราที่มากเกินไป ด้วยใช้การล้อเลียนเป็นเครื่องป้องกัน 

สำหรับการลงโทษนี้ ไม่เพียงแต่สร้างความอึดอัดทางร่างกายเท่านั้น แต่ยังเป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีของชุมชนนั้น ๆ อีกด้วย ถือเป็นการตอกย้ำมาตรฐานทางศีลธรรมของชุมชนที่แสดงออกผ่านความอับอายของผู้ถูกลงโทษ

โดยสรุปแล้ว การที่สตรีต้องเผชิญกับการลงโทษที่รุนแรงเช่นนี้ในประวัติศาสตร์ เพราะสังคมส่วนใหญ่มักเป็นสังคมที่บุรุษเป็นใหญ่ ดังนั้นการลงโทษเหล่านี้จึงใช้เป็นเครื่องมือในการบังคับใช้บรรทัดฐานทางสังคม ปราบปรามความเห็นต่าง และควบคุมพฤติกรรมของสตรี การเบี่ยงเบนจากบทบาทที่คาดหวัง เช่น การพูดจาตรงไปตรงมา การสำส่อน หรือความเป็นอิสระ มักจะได้รับการปฏิบัติที่รุนแรงเพื่อสร้างความกลัวและรักษาสถานะเดิมเอาไว้ 

ในขณะที่การลงโทษบางอย่าง ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับสตรี การลงโทษอื่น ๆ เช่น การหักล้อหรือการถลกหนัง ใช้กับทั้งบุรุษและสตรี อย่างไรก็ตาม เมื่อใช้กับสตรี การลงโทษเหล่านี้มักจะมาพร้อมกับองค์ประกอบเพิ่มเติมของการดูหมิ่นหรือเหยียดหยามทางเพศ ซึ่งสะท้อนถึงอคติทางเพศในสมัยนั้น 

ทว่า การลงโทษที่รุนแรงส่วนใหญ่ที่กล่าวถึงนั้นถูกยกเลิกไปในศตวรรษที่ 18 และ 19 เมื่อบรรทัดฐานทางสังคมพัฒนาขึ้นและมีการปฏิรูปกฎหมาย 

อย่างไรก็ตาม การทำให้ขายหน้าต่อสาธารณะและความรุนแรงทางเพศในรูปแบบต่าง ๆ ยังคงเกิดขึ้นอยู่ทั่วโลก แม้ว่าจะไม่ใช่รูปแบบที่รุนแรงเหมือนในอดีตก็ตาม หรือสตรีบางคนก็เลือกต่อต้านการลงโทษเหล่านี้ด้วยการหลบหนี ท้าทาย หรือใช้ความสัมพันธ์ทางสังคมและการเมืองเพื่อหลีกเลี่ยงการลงโทษ เพียงแต่การต่อต้าน ก็ถือเป็นเรื่องยากและมักประสบกับผลกระทบที่รุนแรงกว่า ทำให้เกิดขึ้นได้ยากและอันตราย และสังคมในยุคสมัยนั้นให้เหตุผลสำหรับการลงโทษเหล่านี้ผ่านกรอบทางศาสนา กฎหมาย และศีลธรรม เพื่อแสดงให้เห็นว่า สตรีเป็นคนบาปโดยกำเนิด อ่อนแอ หรือเป็นอันตราย จนสังคมในยุคสมัยนั้นมองว่า สตรีเป็นภัยคุกคามต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม จึงมีเหตุผลในการใช้มาตรการที่รุนแรงเพื่อควบคุมและแก้ไขพวกเธอ

การลงโทษสตรีอย่างเหี้ยมโหดในประวัติศาสตร์ เป็นเครื่องเตือนใจที่น่าหดหู่ใจถึงความพยายามของสังคมในการควบคุมและกดขี่ประชากรครึ่งหนึ่ง วิธีการอันโหดร้ายต่าง ๆ เหล่านี้ มิใช่เพียงการกระทำอันโหดร้ายเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือกดขี่ที่จงใจใช้เพื่อรักษาลำดับชั้นทางสังคมที่เข้มงวด ซึ่งให้สตรีอยู่อันดับล่างสุด และถึงแม้ว่าการปฏิบัติเหล่านี้หลายอย่างจะถูกละทิ้งไปนานแล้ว แต่มรดกของการปฏิบัติเหล่านี้ยังคงหลงเหลืออยู่ จึงยังคงมีการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมทางเพศและการต่อต้านความรุนแรงทางเพศ

ดังนั้น การทำความเข้าใจในบริบทที่มืดมนจากประวัติศาสตร์เหล่านี้ จึงถือเป็นความสำคัญที่ไม่เพียงแต่เพื่อรับรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการยอมรับอคติที่หยั่งรากลึก ซึ่งยังคงมีอิทธิพลต่อทัศนคติของสังคมที่มีต่อสตรีในปัจจุบัน ภายใต้การหันมาร่วมพินิจไตร่ตรองถึงความอยุติธรรมในอดีต ที่จะช่วยส่งต่อให้ผู้คนในยุคสมัยใหม่ลุกขึ้นมาท้าทายและรื้อระบบที่ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันทางเพศอย่างต่อเนื่องอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น 

เรื่อง: ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

ชม ARMY-2024 งานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ EP#2 เรือดำน้ำโจมตีสุดล้ำ ศักยภาพไม่ด้อยกว่าค่ายตะวันตก

ตามที่บริษัท ROSOBORONEXPORT รัฐวิสาหกิจ ผู้นำเข้า-ส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์แต่เพียงผู้เดียวของสหพันธรัฐรัสเซีย ได้เชิญผู้เขียนในฐานะสื่อมวลชนจากสำนักข่าว THE STATES TIMES ไปเยี่ยมชมงานนิทรรศการแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ ARMY-2024 (12-14 สิงหาคม พ.ศ. 2567) รวม 3 วัน จึงขอนำเรื่องราวและประสบการณ์ในงานดังกล่าวทั้ง 3 วัน มาบอกเล่าให้ท่านผู้อ่าน THE STATES TIMES ได้ทราบเป็นตอน ๆ พอสังเขป 

ต่อจาก EP#1 ก็ยังเป็นวันแรก (12 สิงหาคม) หลังจากรับฟังการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับโดรนพิฆาตหรือโดรนโจมตีของสหพันธรัฐรัสเซีย โดยบริษัท ROSOBORONEXPORT แล้ว ทีมงานก็พาเดินไปยังอาคารของบริษัท United Shipbuilding Corporation (USC) สำนักงานใหญ่ของ USC จะตั้งอยู่ในนคร St. Petersburg แต่ก็มีสำนักงานใน Patriot Park ด้วย 

USC ก่อตั้งขึ้นตามรัฐกฤษฎีกาของประธานาธิบดี Putin แห่งสหพันธรัฐรัสเซียซึ่งลงนามเมื่อเดือนมีนาคม 2007 จดทะเบียนในเดือนพฤศจิกายน 2007 เป็นบริษัทมหาชนจำกัดที่รัฐบาลเป็นผู้ถือหุ้นหลัก เป็นบริษัทต่อเรือที่ใหญ่ที่สุดของสหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งต่อเรือรวม 80% ของเรือที่ต่อในประเทศ USC รวมบริษัทในสาขาต่าง ๆ ที่ประกอบกิจการต่อเรือ ซ่อมแซม และบำรุงรักษา สำหรับภาคตะวันตก ภาคเหนือ และ ภาคตะวันออกไกลของประเทศ โดยมีบริษัทย่อยในเครือ 3 แห่ง ได้แก่...

- อู่ต่อเรือ Admiralty (ศูนย์ต่อเรือตะวันตกใน St. Petersburgและ Kaliningrad) 
- ศูนย์ต่อและบำรุงรักษาเรือภาคเหนือใน Severodvinsk 
- และศูนย์ต่อและบำรุงรักษาเรือภาคตะวันออกไกลใน Vladivostok 

ทั้งนี้ ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ 'Kommersant' มูลค่ารวมของคำสั่งซื้อมีอยู่ที่ 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐ USC มีพนักงานประมาณ 95,000 คน

สำหรับ USC รวมบริษัทลูก 3 แห่ง ประกอบไปด้วย อู่ต่อเรือในประเทศ สำนักงานออกแบบ และอู่ซ่อมเรือมากกว่า 60 แห่ง โดยบริษัทของ USC ดำเนินการในท่าเรือ และศูนย์กลางการขนส่งหลักทั้งหมดของประเทศ USC เป็นบริษัทที่รับต่อเรือทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น เรือรบ, เรือสินค้า, เรือบรรทุกน้ำมัน เรือโดยสาร ฯลฯ 

ส่วนในด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ USC ต่อเรือบรรทุกเครื่องบิน, เรือรบประเภทต่าง ๆ จนกระทั่ง เรือดำน้ำ โดยผู้บริหารของ USC ได้นำเสนอเรือรบแบบต่าง ๆ ให้กับคณะสื่อมวลชนที่ได้รับเชิญ แต่สิ่งซึ่งผู้เขียนให้ความสนใจมากที่สุดคือ 'เรือดำน้ำ' ที่ต่อโดย อู่ต่อเรือ Admiralty (ศูนย์ต่อเรือตะวันตกใน St. Petersburg) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ USC ได้แก่ 'เรือดำน้ำชั้น LADA' หรือ ชื่อส่งออกคือ 'เรือดำน้ำชั้น Amur'

'เรือดำน้ำชั้น LADA' ออกแบบและต่อขึ้นตามโครงการ 677 (Project 677) ของสหพันธรัฐรัสเซีย เป็นเรือดำน้ำโจมตี 'ดีเซล-ไฟฟ้า' ชั้นก้าวหน้ารุ่นใหม่ ที่ออกแบบโดยสำนักงานออกแบบ Rubin เพื่อพัฒนาเรือดำน้ำดีเซล-ไฟฟ้า Gen 4 

ทั้งนี้ โครงการ 677 เป็นการออกแบบเรือดำน้ำดีเซลไฟฟ้าของสหพันธรัฐรัสเซียที่พัฒนาขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1990 โดยออกแบบมาเพื่อใช้ในการต่อต้านเรือดำน้ำและเรือผิวน้ำ และการป้องกันฐานทัพเรือ ชายฝั่งทะเล ตลอดจนถึงเส้นทางเดินเรือ รวมถึงใช้ในการลาดตระเวน 

เรือดำน้ำรุ่นนี้ ถือเป็นการนำการออกแบบตัวถังเดียวมาใช้ครั้งแรกของกองทัพเรือรัสเซียสำหรับเรือดำน้ำโจมตีนับตั้งแต่ทศวรรษ 1940 โดยระวางขับน้ำลดลง 25% เมื่อเทียบกับเรือดำน้ำรุ่นก่อนหน้าอย่าง เรือดำน้ำชั้น KILO 

เรือดำน้ำชั้น Amur (เรือดำน้ำชั้น LADA เพื่อการส่งออก)

ไม่เพียงเท่านี้ ขีดความสามารถของเรือดำน้ำชั้น LADA ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นเป็นอย่างมาก โดยมีเสียงที่เบาลง ทำให้คุณสมบัติในการพรางตัวดีขึ้น ขณะที่ระบบอาวุธใหม่ ทั้งตอร์ปิโด, ขีปนาวุธโจมตี และตัวเลือกสำหรับระบบขับเคลื่อนอิสระจากอากาศ (AIP) ความเร็วสูงสุดขณะดำน้ำอยู่ที่ 21 นอต (39 กม./ชม. หรือ 24 ไมล์/ชม.) เพิ่มขึ้นจาก 19 นอต (35 กม./ชม. หรือ 22 ไมล์/ชม.) ในเรือดำน้ำชั้น KILO 

นอกจากนี้ เรือดำน้ำชั้น LADA ได้รับการออกแบบให้สามารถอยู่ในทะเลได้นานถึง 45 วัน โดยมีลูกเรือประจำ 35 นาย 

ทั้งนี้ เรือดำน้ำของสหพันธรัฐรัสเซียเป็นต้นแบบของเรือดำน้ำที่สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นผู้ผลิต มีพัฒนาการในการใช้งานมาอย่างยาวนาน โดยไม่ด้อยไปกว่าเรือดำน้ำของค่ายตะวันตกเลย 

อันที่จริงแล้วกองทัพเรือไทย ซึ่งรับผิดชอบดูแลอธิปไตย 2 ฝั่งทะเลคือ 'อ่าวไทย' และ 'อันดามัน' ซึ่งมีทั้งเรื่องของความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติทั้งแหล่งน้ำมันและก๊าซ ประมง และเส้นทางเดินเรือ ฯลฯ ปีละนับล้านล้านบาทนั้น ทางกองทัพเรือไทยจึงควรที่จะต้องมีเรือดำน้ำประจำการ 3 ลำเป็นอย่างน้อย โดยประจำการฝั่งทะเลละ 1 ลำ และอีก 1 ลำเพื่อผลัดเปลี่ยนสำหรับการซ่อมบำรุง 

หลาย ๆ ท่านอาจไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ แต่ความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่อาจที่ละเลยได้ ด้วยประเทศเพื่อนบ้านของไทยเราทุกประเทศที่แม้จะเป็นพันธมิตรกันใน ASEAN ก็ตามที แต่ในความเป็นจริงแล้วทุกประเทศต่างก็แข่งขันกันสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่งไม่มีการยกเว้นแม้แต่ประเทศเล็ก ๆ อย่าง สิงคโปร์ 

ทว่า การจัดซื้อจัดอาวุธยุทโธปกรณ์ ก็ไม่เหมือนสินค้าประเภทอื่น เพราะมีเงินก็ไม่สามารถซื้อได้ทันทีที่ต้องการ ต้องมีขั้นตอน กระบวนการ และระยะเวลาในการจัดซื้อ และหลังจากได้รับอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ต้องการมาแล้ว ผู้ใช้ยังต้องทำการฝึกฝนหาความชำนาญ และทำความคุ้นเคย เพื่อให้สามารถใช้อาวุธยุทโธปกรณ์นั้น ๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย

ชม ARMY-2024 งานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ EP#1 ความก้าวหน้าด้านอาวุธที่ถูกปิดกั้นจากสื่อตะวันตก

(3 ก.ย. 67) บริษัท ROSOBORONEXPORT รัฐวิสาหกิจ ผู้นำเข้า-ส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์แต่เพียงผู้เดียวของสหพันธรัฐรัสเซีย ได้เชิญผู้เขียนในฐานะสื่อมวลชนจากสำนักข่าว THE STATES TIMES ไปเยี่ยมชมงานนิทรรศการแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ ARMY-2024 (12-14 สิงหาคม พ.ศ. 2567) รวม 3 วัน จึงขอนำเรื่องราวและประสบการณ์มาบอกเล่าให้ท่านผู้อ่าน THE STATES TIMES ได้ทราบพอสังเขปดังนี้...

มหาวิหารหลักของกองทัพรัสเซีย (Cathedral of the Resurrection of Chris) ณ Patriot Park

งานนิทรรศการแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ ARMY-2024 จัดขึ้นเป็นปีที่ 10 แล้ว โดยงานดังกล่าวจัดขึ้น ณ อนุสรณ์สถาน Patriot Park เมือง Kubinka ห่างจากกรุง Moscow ราว 60 กิโลเมตร Patriot Park มีพื้นที่ราว 5,414 เฮกตาร์ (54.14 ตารางกิโลเมตร) ภายในประกอบด้วย มหาวิหารหลักของกองทัพรัสเซีย (Cathedral of the Resurrection of Chris) พิพิธภัณฑ์การบินฐานทัพอากาศ Kubinka พิพิธภัณฑ์ยานเกราะ Kubinka และพิพิธภัณฑ์กองทัพรัสเซีย นอกจากนี้ยังมีอาคารที่ทำการของบริษัทผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ของรัสเซียมากมายหลายบริษัท และสนามยิงปืน ซึ่งมีพื้นที่กว่า 160 เฮกตาร์ (1.6 ตารางกิโลเมตร)

รถติดตั้งจรวดต่อสู้อากาศยานจอดรักษาการณ์อยู่ด้านหน้าอนุสรณ์สถาน Patriot Park

งาน ARMY-2024 เป็นงานปิด จึงไม่เปิดให้ผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนร่วมงานเข้าชม โดยผู้ร่วมงานต้องลงทะเบียนล่วงหน้า และรับบัตรเข้างานซึ่งต้องใช้ในการสแกนเพื่อผ่านเข้างานทุกครั้ง ด้วยมาตรการรักษาความปลอดภัยอันเข้มข้น มีรถติดตั้งจรวดต่อสู้อากาศยานจอดรักษาการณ์อยู่ด้านหน้าอนุสรณ์สถาน Patriot Park พร้อมทั้งปืนต่อสู้อากาศยานอัตตาจรอีกหลายจุด บริเวณโดยรอบมีทหารติดอาวุธพร้อมอาวุธต่อต้านโดรนลาดตระเวนเป็นคู่อยู่ทั่วไป ก่อนเข้างานรถทุกคันและสิ่งของทุกชิ้นจะถูกตรวจสอบโดยไม่มีการสุ่ม ทางเข้างานนอกจากต้องแสดงบัตรเข้างานพร้อมหนังสือเดินทางก่อนผ่านประตูเครื่องตรวจจับวัตถุแล้ว ยังต้องเปิดสัมภาระทุกชิ้นให้ตรวจค้นอย่างละเอียดเหมือนกับก่อนขึ้นเครื่องบิน เพราะทราบกันดีว่า รัสเซียยังอยู่ในสถานการณ์การทำสงครามกับยูเครน

โดรนพิฆาตหรือโดรนโจมตีของสหพันธรัฐรัสเซีย

โดรนพิฆาตหรือโดรนโจมตีของกองทัพรัสเซียขณะทำลายเป้าหมายซึ่งเป็นปืนใหญ่อัตตาจรของยูเครน

วันแรก 12 สิงหาคม 2567 บริษัท ROSOBORONEXPORT ได้นำไปเยี่ยมชมอาคารของบริษัทฯ เอง เพื่อนำเสนอเกี่ยวกับโดรนพิฆาตหรือโดรนโจมตีของสหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งแน่นอนว่า บริษัท ROSOBORONEXPORT เป็นผู้ส่งออกแต่เพียงผู้เดียว วิวัฒนาการของการทำสงครามมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและบริบทของสงคราม สงครามในยุคปัจจุบัน โดรนเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก จากแรกเริ่มเดิมทีมีการใช้โดรนในภารกิจ ลาดตระเวน ตรวจการณ์ แต่ทุกวันนี้โดรนเข้ามามีส่วนในการปฏิบัติการรบโดยตรง มีการเคลื่อนย้ายอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนหนึ่งที่ชาติสมาชิก NATO ได้ส่งมาช่วยเหลือยูเครนมายังกรุง Moscow ปรากฏว่า ยานรบที่เป็น รถถัง รถหุ้มเกราะ ที่อยู่ในสมรภูมิยูเครนได้รับความเสียหายจากโดรนพิฆาตหรือโดรนโจมตีของกองทัพรัสเซียมากที่สุด รองลงมาเป็นกับระเบิดหรือทุ่นระเบิด และต่อมาเป็นจรวดต่อสู้รถถัง (ซึ่งจะได้นำเรื่องราวของ ‘อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ชาติสมาชิก NATO ส่งมาช่วยยูเครน’ มาบอกเล่าในตอนต่อ ๆ ไป) 

โดรนพิฆาตหรือโดรนโจมตี ZALA Lancet Item 52-E ของสหพันธรัฐรัสเซีย

โดยบริษัท ROSOBORONEXPORT ได้นำเสนอโดรนพิฆาตหรือโดรนโจมตี ZALA Lancet Item 52-E ผลิตโดย ZALA Aero Group ซึ่งกองกำลังรัสเซียในยูเครนได้ใช้โดรนชนิดนี้อย่างได้ผล โดรน 52-E ที่ได้รับการอัปเกรดแล้วสามารถเพิ่มระยะเวลาการบินเป็นหนึ่งชั่วโมงพร้อมหัวรบน้ำหนัก 3 กิโลกรัม สามารถใช้ในการโจมตีกำลังทหารด้วยหัวรบระเบิดแรงสูงแบบแยกส่วนหรือหัวรบเทอร์โมบาริก หรือโจมตีรถหุ้มเกราะหรือรถถังด้วยหัวรบระเบิดแรงสูงต่อต้านรถถัง (HEAT)

โดรน ZALA Lancet Item 52-E ขณะโจมตีที่ตั้งปืนใหญ่ของยูเครน

ในสงครามอ่าวเมื่อกว่าสามสิบปีมาแล้ว สหรัฐอเมริกาได้ให้สำนักข่าวต่าง ๆ นำเสนอคลิปการโจมตีอิรักด้วยสารพัดอาวุธยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯ จนทำให้อาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านั้นเป็นที่ต้องการของกองทัพชาติต่าง ๆ อย่างมากมาย แต่สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน สื่อของชาติตะวันตกต่างอ้างมาตรการลงโทษ (Sanctions) ปฏิเสธการนำเสนอข่าวของรัสเซีย ทำให้ชาวโลกจึงไม่ค่อยทราบถึงความก้าวหน้าและอานุภาพของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ผลิตโดยรัสเซีย ซึ่งหลังจากถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตรและถูกมาตรการลงโทษ (Sanctions) ทำให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของสหพันธรัฐรัสเซียต้องอาศัยการพึ่งพาตนเอง (Self-reliance) 100% (มีภาพการทำงานของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ผลิตโดยรัสเซียที่ถ่ายไว้โดยฝ่ายยูเครน และต่อมากองกำลังรัสเซียสามารถยึดรวบรวมเอาไว้ได้เป็นจำนวนมาก)


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top