Wednesday, 7 October 2026
TheStatesTimes

สหรัฐฯ จ่อดีลอาวุธล็อตใหญ่ให้อิสราเอล!! ระเบิด 2,000 ปอนด์ 40,000 ลูก มูลค่ากว่า 9.3 หมื่นล้านบาท ระเบิดต่อเนื่องจากกาซา-เลบานอน คองเกรสถูกกดดันเห็นชอบดีลนี้

สหรัฐฯ เล็งขาย ‘ระเบิด’ ให้อิสราเอล 4 หมื่นลูก มูลค่าเกือบแสนล้านบาท

เมื่อวันอังคาร (15 ก.ย. 69) ที่ผ่านมา สื่อเดอะวอชิงตันโพสต์รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนําของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมจำหน่ายอาวุธยุทโธปกรณ์แก่อิสราเอลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ (ราว 907 กิโลกรัม) จำนวน 40,000 ลูก แบ่งเป็นระเบิดเอ็มเค-84 (MK-84) สองหมื่นลูก และระเบิดบีแอลยู-117 (BLU-117) สองหมื่นลูก รวมถึงหัวรบเจาะเกราะเพเนเทรเตอร์ รุ่นไอ-2000 (I-2000 Penetrator) อีก 20,000 ลูก รวมมูลค่า 2.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 93,100 ล้านบาท)

สำหรับ ระเบิดเอ็มเค-84 จัดเป็นหนึ่งในอาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงสุดในหมู่คลังแสงของกองทัพชาติตะวันตก สามารถกระจายเศษซากโลหะเป็นระยะทางไกลหลายพันฟุตในทุกทิศทาง เจาะทะลุโลหะและคอนกรีตหนา และมักทิ้งหลุมขนาดใหญ่ไว้บนพื้นดิน โดยอิสราเอลเคยใช้ระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ในกาซาและเลบานอนแล้วหลายร้อยครั้ง ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อจำนวนผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งเหล่านั้น ทำให้อิสราเอลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการใช้ระเบิดเอ็มเค-84 บ่อยครั้งในเขตที่ถูกกำหนดเป็นที่ปลอดภัยของพลเรือนในกาซา

รายงานระบุว่าแม้ธุรกรรมดังกล่าวจะถูกเรียกว่าเป็นการจำหน่าย แต่เงินทุนสำหรับการจัดซื้อมาจากกลไกที่เรียกว่า “การจัดหาเงินทุนทางทหารจากต่างประเทศ” ซึ่งสหรัฐฯ เป็นผู้จัดสรรเงินทุนให้อิสราเอลใช้ซื้ออาวุธ โดยมีการแจ้งธุรกรรมดังกล่าวต่อคณะกรรมาธิการสภาคองเกรสอย่างไม่เป็นทางการแล้ว และทำเนียบขาวกำลังกดดันเหล่าผู้นำคณะกรรมาธิการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของวุฒิสภา และคณะกรรมาธิการกิจการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรให้เห็นชอบการจำหน่ายดังกล่าว

ที่มา : ซินหัว

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1688322813300189&id=100063674585845&rdid=knjbfSB657ewYacz#

ทรัมป์ จ่อนัดผู้นำ ซาอุฯ–ยูเออี–กาตาร์–ชาติอ่าว!! ถกแผนหลังสงครามอิหร่าน ขณะอ้างเตหะรานต้องการข้อตกลง กล่าวใกล้สิ้นสุดความขัดแย้ง รออนุญาตพบเนทันยาฮูอีกครั้ง

ทรัมป์จะพบกับ "ผู้นำกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย" ในวันอังคารหน้า ณ นครนิวยอร์ก เพื่อวางแผนสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังสงครามกับอิหร่าน

แหล่งข่าวสามแหล่งเปิดเผยว่า การประชุมกับซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ บาห์เรน คูเวต และโอมาน จะเกิดขึ้นในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ โดยกระทรวงการต่างประเทศจะส่งคำเชิญในวันพุธ

ขณะเดียวกัน ทรัมป์กล่าวในวันเดียวกันนี้ว่า "ใกล้จะถึงจุดสิ้นสุด" ของสงครามแล้วกับอิหร่านแล้ว และอ้างว่าอิหร่านได้แจ้งกับวอชิงตันโดยตรงว่าต้องการข้อตกลง

ทรัมป์ยังกล่าวอีกว่า "เนทันยาฮู" ต้องการพบเขาที่นิวยอร์กเช่นกัน แต่ยังไม่ได้รับการอนุญาต

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1402221922066164/?rdid=gbkvuBw2gEXst46x#

อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ ‘ดร.ณรงค์ชัย’ เปรียบ AI คือ ‘ไฟฟ้ายุคใหม่’ จะใช้ AI ก็ต้องมี Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐาน เหมือนยุคก่อนอยากใช้ไฟฟ้า ก็ต้องมีโรงไฟฟ้า ชี้ไทยควรเร่งลงทุน ก่อนโอกาสไหลไปประเทศเพื่อนบ้าน

ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี เสนอให้ไทยมอง AI กำลังนำการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ เปรียบได้กับยุคที่โลกเริ่มใช้ไฟฟ้า ชี้ Data Center คือโครงสร้างพื้นฐานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากไทยต้องการใช้ AI พร้อมเสนอวางนโยบายทั้ง Data Center ไฟฟ้า น้ำ ระบบทำความเย็น และโครงข่ายไปพร้อมกัน

หนึ่งในประเด็นใหญ่ของรายการ “มั่นใจไทยแลนด์” ที่ดำเนินรายการโดย ดร.คณิศ แสงสุพรรณ คืออนาคตของ AI และ Data Center ในประเทศไทย ซึ่งกำลังถูกตั้งคำถามทั้งในแง่ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ การใช้พลังงาน การใช้น้ำ และมูลค่าที่ไทยจะได้รับจากการลงทุน

ดร.คณิศตั้งข้อสังเกตว่า กระแส AI เริ่มส่งผลต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทยแล้ว โดยอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีกลับมามีบทบาทมากขึ้น อีกทั้งการลงทุนด้าน Digital และ AI กำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

ดร.ณรงค์ชัยมองเรื่องนี้โดยอธิบายว่า AI ควรถูกมองว่ากำลังนำการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งสำคัญ เทียบเท่าการเข้ามาของไฟฟ้าในอดีต

เมื่อโลกมีไฟฟ้า ก็จำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้า ระบบสายส่ง และเชื้อเพลิงที่นำมาผลิตไฟฟ้า   ขณะที่เมื่อโลกเข้าสู่ยุค AI ก็จำเป็นต้องมี Data Center สำหรับประมวลผลและจัดเก็บข้อมูล เป็นโครงสร้างพื้นฐาน และก็ต้องมีไฟฟ้า มีน้ำ มีอินเตอร์เน็ต ความเร็วสูง เป็นปัจจัยสนับสนุน

ดังนั้น การบอกว่าต้องการใช้ AI แต่ไม่ต้องการ Data Center จึงเป็นไปไม่ได้ ดร.ณรงค์ชัยเปรียบเทียบสถานการณ์เช่นเดียวกับพื้นที่ที่ประชาชนต้องการใช้ไฟฟ้า แต่ไม่ต้องการให้มีโรงไฟฟ้าตั้งอยู่ใกล้ตัว พร้อมตั้งคำถามว่า หากไทยไม่ยอมให้มี Data Center แล้วจะเอาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ไปไว้ที่สิงคโปร์ มาเลเซีย หรือประเทศอื่นหรือทั้ง ๆ ที่ข้อมูลของไทยนั้นที่คนไทยเป็นคนใช้

อีกประเด็นหนึ่งคือ ข้อมูลของประเทศไทย ซึ่งดร.คณิศชี้ว่า หาก Data Center และข้อมูลจำนวนมากอยู่ต่างประเทศ ไทยจะมีทั้งต้นทุนในการเคลื่อนย้ายข้อมูล และข้อจำกัดในการนำข้อมูลของประเทศกลับมาต่อยอดสร้าง Application และบริการใหม่

โดยเฉพาะข้อมูลภาษาไทย ซึ่งมีลักษณะเฉพาะ การมีโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลอยู่ในประเทศย่อมเอื้อต่อการพัฒนา AI ที่ตอบโจทย์คนไทยมากกว่า

ดร.ณรงค์ชัยยังชี้ว่า Data Center ไม่ได้จบอยู่ที่อาคาร Server แต่จะสร้างธุรกิจต่อเนื่องทั้ง ไฟฟ้า ระบบน้ำ ระบบทำความเย็น ระบบ Grid และอุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งไทยเองมีความสามารถในหลายด้านอยู่แล้ว

ข้อเสนอจากการสนทนาจึงไม่ใช่การเปิดรับ Data Center อย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ควรมี นโยบาย Data Center แห่งชาติ ว่าควรตั้งอยู่ที่ใด ใช้ไฟจากแหล่งใด ระบบน้ำต้องเป็นอย่างไร และโครงข่ายไฟฟ้าจะรองรับอย่างไร

ในช่วงท้าย ดร.คณิศสรุปแนวคิดดังกล่าวว่า ไทยอาจมอง AI เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ โดยมี Data Center เป็น Infrastructure และถือโอกาสวางแผนพัฒนาพลังงาน และน้ำ ของประเทศทั้งระบบ เพื่อนำประเทศไปสู่อนาคต  ซึ่งดร.ณรงค์ชัยเห็นด้วยว่าเป็นทิศทางที่เหมาะสม ควรจะถือโอกาสนี้เร่งการลงทุน ไม่ควรปล่อยให้โอกาสการลงทุนในรอบนี้ไหลไปยังประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด

Nidec ญี่ปุ่นจ่อปิดโรงงานปอยเปต!! ย้ายผลิตไทยรับมือปิดด่าน หลังมาตรการปิดด่านกระทบซัพพลายเชน ค่าขนส่งเพิ่มหลายสิบเท่า แรงงานกัมพูชาพบผลกระทบหนัก

Nidec ของญี่ปุ่น ปิดโรงงานในกัมพูชาเดือนตุลาคมนี้ และจะย้ายการผลิตมาไทย หลัง “ไทยใจแข็ง” ไร้วี่แววเปิดด่านชายแดน

ผลกระทบจากความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา เริ่มสะเทือนไปถึงฐานการผลิตของบริษัทต่างชาติอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อ Nidec (นิเด็ค) ผู้ผลิตมอเตอร์รายใหญ่ของญี่ปุ่น ตัดสินใจ ยุติการผลิตในกัมพูชา ปิดโรงงานที่เมืองปอยเปตในวันที่ 22 ตุลาคม และย้ายงานผลิตมายังฐานเดิมของบริษัทในประเทศไทย
โรงงานแห่งนี้เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2012 มีพนักงาน 724 คน ผลิตชิ้นส่วนหล่อโลหะสำหรับมอเตอร์ความแม่นยำสูง รวมถึงชิ้นส่วนมอเตอร์ขนาดเล็กที่ใช้ในฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ โดยโมเดลธุรกิจตั้งแต่แรกอาศัยข้อได้เปรียบสำคัญของปอยเปต คือ ค่าแรงในกัมพูชาที่ต่ำกว่า แต่สามารถผลิตสินค้าแล้วขนส่งข้ามแดนเข้าสู่ฐานการผลิตของ Nidec ในประเทศไทยได้อย่างรวดเร็ว

แต่ความได้เปรียบนั้นหายไปทันทีเมื่อเกิดความขัดแย้งตามแนวชายแดน และไทยยังคง ยึดมาตรการ "ปิดด่านชายแดน" โดยให้เหตุผลด้านความมั่นคง ขณะที่ยังไม่มีแนวโน้มชัดเจนว่าการขนส่งทางบกระหว่างสองประเทศจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติเมื่อใด Nidec จึงประเมินว่าไม่สามารถรักษาระบบห่วงโซ่อุปทานเดิมเอาไว้ได้อีกต่อไป และตัดสินใจถอนการผลิตออกจากกัมพูชา

ผลที่ตามมากลับกลายเป็นว่า กำลังการผลิตที่กัมพูชาสูญเสียไปกำลังไหลกลับเข้ามายังประเทศไทย เพราะ Nidec มีฐานการผลิตเดิมอยู่แล้วในไทย รวมถึงโรงงานด้าน Die-casting ที่ บ่อวินและปิ่นทอง ซึ่งผลิตชิ้นส่วนสำหรับมอเตอร์ความแม่นยำสูงเช่นเดียวกัน

ขณะที่กระทรวงแรงงานกัมพูชาระบุว่า การปิดชายแดนทำให้การขนส่งสินค้าจากพื้นที่ "บันเตียเมียนเจย" ซึ่งเดิมใช้เวลาเพียง 1–2 ชั่วโมง ต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอ้อม บางกรณีต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นถึง หลายสิบเท่า ประกอบกับคำสั่งซื้อที่ลดลง จนปีนี้มีโรงงานในพื้นที่ปิดหรือประกาศปิดแล้วอย่างน้อย 3 แห่ง กระทบแรงงานรวมเกือบ 4,000 คน

แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากคนไทยบางส่วน ชาวกัมพูชา รวมถึงเสียงจากต่างประเทศ ให้ไทยผ่อนคลายหรือเปิดด่านชายแดน แต่ไทยยังคงยืนกรานมาตรการชายแดนโดยให้เหตุผลด้านความมั่นคง และผลที่เกิดขึ้นกลับทำให้ไทยได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจบางส่วนตามมาโดยปริยาย — กรณีของ Nidec เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัด เมื่อกำลังการผลิตที่เคยอยู่ในปอยเปต กำลังถูกย้ายเข้ามายังประเทศไทย

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1402284702059886/?rdid=xI5BSeqwcPUivmZD#

โปแลนด์ เดินหน้า Smart Fence ชายแดนยูเครน ยกระดับรั้วชายแดนยูเครน 110 กม. สู่ “รั้วอัจฉริยะ” ติดกล้อง–เซ็นเซอร์จับความเคลื่อนไหว ผสานรั้วจริงกับเทคโนโลยีอัจฉริยะ เตรียมขยายระบบเซ็นเซอร์โดรนเพิ่ม

โปแลนด์ยกระดับรั้วจริงกว่า 110 กิโลเมตร ตามชายแดนติดกับยูเครน สู่ “รั้วอัจฉริยะ” เพิ่มกล้องและระบบตรวจจับความเคลื่อนไหว

โปแลนด์ก่อสร้างแนวรั้วกั้นสำหรับควบคุมการลักลอบข้ามพรมแดนอยู่ก่อนแล้ว และขณะนี้กำลัง “ยกระดับรั้ว” ให้มีความสามารถมากขึ้น ด้วยการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาทำงานเสริม ทั้งกล้องเฝ้าระวังและเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว ครอบคลุมแนวชายแดนติดยูเครนกว่า 110 กิโลเมตร

โครงการล่าสุดจะครอบคลุมชายแดนติดยูเครนรวมประมาณ 112 กิโลเมตร แบ่งเป็นช่วงแรก 69 กิโลเมตร และอีกช่วง 43 กิโลเมตร โดยเพิ่มทั้ง ระบบเฝ้าระวัง กล้อง และเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจพบความผิดปกติตามแนวชายแดนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

แนวคิดของโปแลนด์จึงค่อนข้างตรงไปตรงมา โดยแนวกั้นทางกายภาพทำหน้าที่ขัดขวางการข้ามพรมแดน ขณะที่เทคโนโลยีทำหน้าที่ตรวจจับและแจ้งเตือน ไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะเอา “รั้วจริง” หรือ “รั้วอัจฉริยะ” เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่สามารถนำทั้งสองระบบมาทำงานร่วมกันได้

ทางฝั่งชายแดนติดกับประเทศเบลารุสก็เช่นกัน โปแลนด์ใช้แนวทางนี้มาก่อนแล้ว ซึ่งมีทั้ง กำแพงเหล็กทางกายภาพ และระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ “รั้วอัจฉริยะ” ที่ประกอบด้วยกล้องตรวจการณ์ กล้องตรวจจับความร้อน และเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว โดยล่าสุดยังเตรียมเสริมหอเฝ้าระวังและ ระบบตรวจจับโดรน เข้าไปอีกด้วย

โปแลนด์ไม่ได้มอง “รั้วอัจฉริยะ” ว่าเป็นสิ่งที่จะนำมาใช้แทนรั้วจริง แต่ใช้เทคโนโลยีทำให้แนวกั้นที่มีอยู่ “ฉลาดขึ้น” และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1402301695391520/?rdid=4HTkU0ZtTqIifCqn#

คำถามไม่ใช่ไทยช่วยกัมพูชาหรือไม่!! 18.2 ล้านมาจากโครงการเดิม ไม่ใช่งบใหม่ช่วยเหลือตรง เงินเป็นส่วนต่างดอกเบี้ยกู้ยืม รัฐบาลคุมภาระตามสัญญาเดิม

ชำแหละงบไทยช่วยเขมร ความจริงอีกด้านของเหรียญ

จากกระแส “สภาอนุมัติงบช่วยกัมพูชา” สู่ข้อเท็จจริงของเงิน 18.2 ล้านบาท เมื่อย้อนดูต้นทางกลับพบว่า นี่ไม่ใช่งบก้อนใหม่ที่รัฐบาลไทยกำลังนำไปแจกกัมพูชา หากแต่เป็นภาระจากโครงการเงินกู้ที่เกิดขึ้นมากว่าทศวรรษ และยังมีข้อผูกพันทางการเงินที่ต้องดำเนินการต่อ ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ประเด็น “งบไทยช่วยเขมร” กลายเป็นอีกหนึ่งหัวข้อร้อนบนโลกออนไลน์ หลังมีการเผยแพร่ข้อมูลว่ารัฐสภาอนุมัติงบประมาณจำนวนหลายสิบล้านบาทเพื่อช่วยเหลือกัมพูชา

แน่นอนว่าเมื่อประชาชนได้ยินคำว่า “งบช่วยกัมพูชา” ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอยู่ในภาวะตึงเครียด ย่อมเกิดคำถามทันทีว่า เหตุใดประเทศไทยจึงยังต้องใช้งบประมาณของประเทศไปช่วยเหลือประเทศที่กำลังมีความขัดแย้งกันอยู่ แต่เมื่อย้อนกลับไปดูรายละเอียดของงบประมาณก้อนนี้ กลับพบว่าเรื่องราวไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่พาดหัวข่าวบางส่วนทำให้เข้าใจเพราะเงินจำนวนดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลในปี 2569 หรือ 2570 เพิ่งตัดสินใจว่าจะ “ให้เงินกัมพูชา” แต่มีต้นกำเนิดจาก โครงการความร่วมมือทางการเงินที่ประเทศไทยดำเนินการกับกัมพูชามาตั้งแต่หลายปีก่อน จุดเริ่มต้นอยู่ที่ 2 โครงการ ต้นทางของภาระงบประมาณที่กำลังเป็นประเด็นมาจาก 2 โครงการสำคัญ
โครงการแรก คือ โครงการปรับปรุงถนนหมายเลข 67 ช่วงเสียมราฐ–อันลองเวง–จวม/สะงำ ซึ่งได้รับการอนุมัติความช่วยเหลือทางการเงินจากประเทศไทยตั้งแต่ปี 2549

อีกโครงการหนึ่งคือ โครงการพัฒนาจุดผ่านแดนถาวรสตึงบท และถนนเชื่อมโยงไปยัง National Road No.5 ซึ่งได้รับการอนุมัติในปี 2558

ทั้งสองโครงการดำเนินการผ่าน สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (NEDA) ซึ่งเป็นหน่วยงานของไทยที่มีภารกิจด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน รูปแบบสำคัญของโครงการเหล่านี้คือ ไม่ใช่การให้เงินเปล่า แต่เป็นการจัดหาเงินทุนในรูปแบบ เงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อให้กัมพูชานำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พูดให้เข้าใจง่ายคือ ไทยช่วยจัดหาเงินทุนให้กัมพูชาสามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานได้ก่อน จากนั้นกัมพูชาจึงมีหน้าที่ทยอยชำระคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยตามเงื่อนไขในสัญญา

แล้วทำไมไทยต้องจ่าย “ส่วนต่างดอกเบี้ย”? นี่คือจุดที่ทำให้หลายคนเข้าใจว่าไทยกำลัง “จ่ายเงินให้กัมพูชา” ความจริงแล้ว เงินจำนวน 18.2 ล้านบาทไม่ได้ถูกส่งไปให้รัฐบาลกัมพูชาโดยตรง โครงสร้างของโครงการเป็นการให้กัมพูชากู้เงินใน อัตราดอกเบี้ยพิเศษ ขณะที่ต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องสูงกว่า ดังนั้นจึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ส่วนต่างดอกเบี้ย”ประเทศไทย โดย NEDA จึงมีภาระต้องชดเชยส่วนต่างดังกล่าวให้กับสถาบันการเงินตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นโครงการ
สำหรับงบประมาณปี 2570 ตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชาคือ

• ถนนหมายเลข 67 หรือ R67 จำนวน 12 ล้านบาท
• โครงการสตึงบท จำนวน 6.2 ล้านบาท

รวมเป็น 18.2 ล้านบาท และประเด็นสำคัญคือ 18.2 ล้านบาทนี้เป็นค่าใช้จ่ายของฝ่ายไทยตามภาระผูกพันทางการเงิน ไม่ใช่เงินก้อนใหม่ที่โอนให้รัฐบาลกัมพูชา
แล้วโครงการเดิมมีมูลค่าเท่าไร?

เมื่อย้อนกลับไปดูวงเงินของทั้งสองโครงการ จะพบว่าโครงการ R67 เดิมมีวงเงินประมาณ 1,300 ล้านบาท ขณะที่โครงการสตึงบทมีวงเงินประมาณ 928.11 ล้านบาทรวมวงเงินที่ได้รับอนุมัติประมาณ 2,228.11 ล้านบาท เงินจำนวนนี้เป็นเงินกู้เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่า และสิ่งที่ต้องระวังคือ ตัวเลข 1,369.24 ล้านบาท ที่ปรากฏในข้อมูลล่าสุดนั้น ไม่ใช่จำนวนเงินที่กัมพูชาจ่ายคืนมาแล้ว แต่เป็น ยอดเงินต้นคงค้างของทั้งสองโครงการ กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ กัมพูชายังมีภาระหนี้ที่ต้องชำระคืนตามสัญญาอีกประมาณ 1,369.24 ล้านบาท นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่การนำตัวเลข 18.2 ล้านบาทมาเรียกว่า “เงินไทยแจกกัมพูชา” อาจทำให้ประชาชนเข้าใจโครงสร้างทางการเงินของโครงการคลาดเคลื่อนได้

แล้วไทยได้อะไรจากการทำโครงการเหล่านี้? คำถามนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน
ในวันที่โครงการได้รับการอนุมัติ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาอยู่ในบริบทของความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงภูมิภาค การลงทุนด้านถนนและด่านชายแดนไม่ได้ถูกมองว่าเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว ถนน R67 มีความเกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงเส้นทางระหว่างประเทศไทยกับพื้นที่สำคัญของกัมพูชา ขณะที่โครงการด่านสตึงบทเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเชื่อมโยงด้านการค้าชายแดนและระบบขนส่ง ในมุมของไทย ประโยชน์ที่คาดหวังคือการเพิ่มการค้าชายแดน การขนส่งสินค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมถึงการเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการ ดังนั้น ในวันที่โครงการเหล่านี้ถูกริเริ่ม เหตุผลไม่ได้มีเพียงคำว่า “ช่วยกัมพูชา” แต่เป็นแนวคิดเรื่อง การใช้ความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน
แล้ววันนี้ เมื่อความสัมพันธ์เปลี่ยนไป จะยกเลิกได้หรือไม่?

นี่คือคำถามที่น่าสนใจที่สุดของเรื่อง เพราะวันนี้บริบททางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาเปลี่ยนไปจากวันที่โครงการเหล่านี้ได้รับการอนุมัติอย่างมาก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ “โครงการใหม่” กับ “สัญญาเดิม” สำหรับโครงการใหม่ รัฐบาลไทยมีท่าทีระงับการอนุมัติและการดำเนินโครงการความร่วมมือทางการเงินใหม่กับกัมพูชา หลังเกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดน แต่สำหรับโครงการเดิมที่ทำสัญญาและมีภาระผูกพันทางการเงินไปแล้ว เรื่องไม่ได้จบลงเพียงเพราะความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเปลี่ยนแปลง ตราบใดที่สัญญายังมีผล และคู่สัญญายังปฏิบัติตามเงื่อนไข การยุติภาระดังกล่าวโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมต้องพิจารณาถึงข้อผูกพันและผลทางกฎหมายที่ตามมา ที่สำคัญ จากข้อมูลที่หน่วยงานไทยเปิดเผย กัมพูชายังไม่ได้มีประวัติผิดนัดชำระหนี้ในโครงการทั้งสอง และยังชำระเงินต้นและดอกเบี้ยตามกำหนด จึงยังไม่มีเหตุผลทางการเงินที่ชัดเจนว่าไทยจะสามารถกล่าวได้ว่า “กัมพูชาเบี้ยวหนี้” แล้วจึงยกเลิกสัญญาได้ทันที

แล้ว 983 ล้านบาทที่เป็นข่าวคืออะไร?
อีกตัวเลขหนึ่งที่ถูกนำมาปะปนกับเรื่องนี้คือ 983 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวเกี่ยวข้องกับโครงการ R67 ที่ได้รับการอนุมัติในปี 2565 แต่ต้องย้ำว่า 983 ล้านบาทไม่ใช่เงิน 18.2 ล้านบาท และไม่ควรนำตัวเลขทั้งสองมารวมกันแล้วสรุปว่า รัฐบาลกำลังจะนำเงินกว่า 1,000 ล้านบาทไปให้กัมพูชา เพราะเป็นคนละรายการและเกิดขึ้นคนละช่วงเวลา ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากเกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา การดำเนินโครงการความร่วมมือหรือการให้เงินกู้ใหม่กับกัมพูชาถูกระงับไว้ ดังนั้นจึงต้องแยกให้ชัดว่า 18.2 ล้านบาทคือภาระจากโครงการเดิม ขณะที่ 983 ล้านบาทเป็นอีกโครงการหนึ่งที่สถานะต้องพิจารณาแยกต่างหาก

สิ่งที่ประชาชนควรถาม ไม่ใช่แค่ “ไทยให้เงินเขมรหรือไม่”
ท้ายที่สุด เรื่องนี้อาจไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่คำถามว่า
“รัฐบาลไทยกำลังเอาเงินภาษีไปช่วยกัมพูชาหรือไม่?”

แต่ควรถามให้ลึกกว่านั้นว่า
เงินก้อนนี้มาจากโครงการอะไร?
เป็นเงินให้เปล่าหรือเงินกู้?
ใครเป็นผู้รับเงิน?
กัมพูชามีภาระต้องชำระคืนหรือไม่?
ไทยมีภาระตามสัญญาอะไร?
ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอะไรจากโครงการ?
และที่สำคัญที่สุดคือ

เมื่อสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเปลี่ยนไปแล้ว รัฐบาลไทยควรบริหารภาระจากสัญญาเดิมอย่างไร เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยให้มากที่สุด คำถามเหล่านี้เป็นคนละเรื่องกับการสนับสนุนหรือคัดค้านรัฐบาล ประชาชนมีสิทธิ์ตั้งคำถามกับการใช้งบประมาณของรัฐ และรัฐบาลก็มีหน้าที่อธิบายที่มาของเงินและข้อผูกพันให้ชัดเจน แต่ก่อนที่ตัวเลข 18.2 ล้านบาท จะถูกนำไปใช้เป็นประเด็นทางการเมือง เราอาจต้องย้อนกลับไปดู “ต้นทางของเงิน” เสียก่อน เพราะเมื่อเปิดรายละเอียดทั้งหมดออกมาแล้ว เราจะพบว่า นี่ไม่ใช่เรื่องของเงิน 18.2 ล้านบาทที่รัฐบาลเพิ่งตัดสินใจจะนำไปแจกกัมพูชาในวันนี้ แต่เป็นเรื่องของ สัญญาทางการเงินที่เกิดขึ้นในอดีต ภาระดอกเบี้ยที่ประเทศไทยยังต้องรับผิดชอบ และหนี้ที่กัมพูชายังคงต้องชำระคืน และเมื่อบริบทของสองประเทศเปลี่ยนไป คำถามที่สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ไทยช่วยเขมรทำไม?” แต่คือ “ภายใต้สถานการณ์ใหม่ ประเทศไทยจะจัดการกับสัญญาเดิมอย่างไร โดยไม่ให้ผลประโยชน์ของประเทศไทยเสียหาย?” นี่ต่างหาก คืออีกด้านหนึ่งของเหรียญที่ควรถูกนำมาพิจารณาไปพร้อมกับกระแสข่าวที่กำลังเกิดขึ้น

ที่มา : AYA

‘รัดเกล้า’ ดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองความรุนแรงในครอบครัว เสนอร่าง กม.คุ้มครองความรุนแรง ปรับมุมมองเป็นปัญหาเศรษฐกิจชาติ ชู 7 ประเด็นรื้อใหญ่ระบบคุ้มครอง เน้นปลดล็อกกับดักเศรษฐกิจ-เลิกคืนดี

“รัดเกล้า” ดันร่าง พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัว ฉบับ ปชป. ชี้ปัญหาสังคมคือ “ต้นทุนเศรษฐกิจ” จี้รื้อมายด์เซ็ตเลิกวัดผลที่ “การคืนดี” ชู 7 ประเด็นรื้อใหญ่ระบบคุ้มครอง

17 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเสนอ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. .... ซึ่งเสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์และคณะ โดยย้ำเตือนให้สภาฯ และสังคมปรับเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาความรุนแรงในครอบครัวใหม่ จากเดิมที่มักมองเป็นเพียง “ปัญหาสังคมหรือเรื่องส่วนตัว” ให้มองเป็น "ปัญหาเศรษฐกิจและสาธารณสุขระดับชาติ" ที่กระทบต่อต้นทุนและอนาคตของประเทศ

นางรัดเกล้า อภิปรายว่า ตลอด 10–20 ปีที่ผ่านมา ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวยังคงวนลูปแก้ไม่ตก เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายมักมองปัญหาด้วยความสงสาร หรือเห็นใจ แต่ละเลยความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและปากท้อง ทั้งที่ความจริงแล้ว ความรุนแรงในบ้านสร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งค่ารักษาพยาบาล การสูญเสียรายได้ การหยุดงาน ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยที่ระบุว่า เหยื่อความรุนแรงถึงร้อยละ 61 ประสบปัญหาสมาธิในการทำงาน และกลายเป็นภาระภาษีของประชาชนทั้งประเทศ

สำหรับร่างกฎหมายฉบับพรรคประชาธิปัตย์ นางรัดเกล้า ได้สรุป 7 ประเด็นสำคัญในการปฏิรูป ดังนี้

1.ครอบคลุมทุกกลุ่มและทุกเพศ ข้อมูลพบว่า หญิงไทย 1 ใน 6 เคยเจอความรุนแรง ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ชายก็ตกเป็นเหยื่อถึงร้อยละ 28.89 (อ้างอิงสถิติ รพ.นครพิงค์) แต่มีผู้กล้าแจ้งความไม่ถึงร้อยละ 30
.
2.นิยามความรุนแรงรูปแบบใหม่ ขยายความรุนแรงออกเป็น 8 ลักษณะ ตามมาตรา 4 ไม่จำกัดแค่บาดแผลทางกาย แต่ครอบคลุมถึงความรุนแรงทางจิตใจ การยึดบัตร ATM การกักขังหน่วงเหนี่ยว การควบคุมแบบแผนชีวิต และการใช้อุปสรรคทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ
.
3.ทลายกับดักเศรษฐกิจ ปลดล็อกเงื่อนไขที่เหยื่อไม่สามารถออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ (toxic) ได้เนื่องจากหนี้สินครัวเรือนและภาระพึ่งพา โดยเพิ่มมาตรา 17 และหมวด 5 ให้รัฐต้องจัดหาที่พักพิง ฝึกอาชีพ และให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ผู้ถูกกระทำ

4.คุ้มครองความหลากหลายทางเพศ รองรับกลุ่มครอบครัวสมรสเท่าเทียมตามหลักสากล เพื่อทลายอุปสรรคของผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ที่มักถูกคุกคามในครอบครัวและกลัวการถูกเลือกปฏิบัติจากเจ้าหน้าที่

5. สร้างกลไกเฝ้าระวังระดับชุมชน เพิ่มมาตรา 8 จัดตั้งเครือข่ายคุ้มครองและประสานความปลอดภัยระดับชุมชน (อสม. ผู้นำชุมชน ครู) พร้อมจัดอบรมยกระดับ เพื่อทำหน้าที่สังเกตสัญญาณเตือนก่อนเกิดเหตุร้าย

6. ประเมินความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ เปลี่ยนจากกฎหมายเชิงรับเป็นเชิงป้องกัน โดยเสนอระบบประเมินความเสี่ยง 3 ระดับ (เฝ้าระวัง, ช่วยเหลือ, ฉุกเฉิน) สอดรับกับมาตรฐานสากล

7. เลิกวัดความสำเร็จด้วย "การคืนดี" ปรับหมวด 8 ห้ามนำการให้อภัย การยอมความ หรือการยอมกลับไปอยู่ร่วมกัน มาเป็นเงื่อนไขในการหยุดช่วยเหลือ โดยย้ำว่า "เรื่องความปลอดภัยของมนุษย์ต้องมาก่อนการรักษาภาพลักษณ์ครอบครัว"

ช่วงท้าย นางรัดเกล้า ย้ำว่า การแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง แต่เป็นการสร้างทุนมนุษย์และปูรากฐานความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ จึงขอให้รัฐบาลและทุกหน่วยงาน ทั้งมหาดไทย ตำรวจ ศึกษาธิการ ร่วมกันขับเคลื่อนกฎหมายฉบับนี้ไปสู่การบังคับใช้จริง เพื่อยุติปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้อย่างเบ็ดเสร็จ

สหรัฐฯ เตือนคนอเมริกันระวังถูกปล้นในกัมพูชา!! จับตาความปลอดภัย พนมเปญเสี่ยงอาชญากรรม แนะอย่าขัดขืนเพื่อลดความเสี่ยงอันตราย บางพื้นที่ห้ามเดินทางเด็ดขาด กฎหมายยาเสพติดเข้มงวดสูงสุด

สหรัฐฯ ออกคำเตือนใหม่เยือน 'กัมพูชา' โดนปล้นอย่าขัดขืนปล่อยไปตามยถากรรม.
ชาวอเมริกาที่กำลังเดินทางไปยังกัมพูชา ได้รับคำเตือนใหม่จากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ โดยเจ้าหน้าที่แจ้งเตือนถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่ต่างๆของประเทศ ในนั้นรวมถึงกรณีที่อาจถูกจี้ปล้นและอาชญากรรมอื่นๆต่างๆนานา

เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 69 ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกประกาศเตือนระดับ 2 "ให้เพิ่มความระมัดระวัง" สำหรับประเทศกัมพูชาอ้างถึงอาชญากรรม สถานการณ์ความไม่สงบและวัตถุระเบิดที่ยังไม่ทำงาน แม้ทั้งประเทศโดยรวมยังคงอยู่ในระดับ 2 แต่มีบางพื้นที่ที่ทางกระทรวงการต่างประเทศอเมริกาถึงขั้นประกาศเตือนภัยระดับ 4 ซึ่งถือเป็นขั้นสูงสุด "ห้ามเดินทางไป"

อ้างอิงจากคำประกาศ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯยังพลเมืองอเมริกาอย่าได้เดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย สืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบ นอกจากนี้แล้วยังเตือนนักเดินทางให้เพิ่มความระแวดระวังในพนมเปญ สืบเนื่องจากอาชญากรรม

จังหวัดพระตะบอง, จังหวัดบันทายมีชัย, จังหวัดโพธิสัตว์, จังหวัดเสียมราฐ, จังหวัดพระวิหาร และจังหวัดกำปงธม ต่างถูกยกระดับคำเตือน สืบเนื่องจากระเบิดที่ยังไม่ทำงาน

สำหรับพลเมืองอเมริกา ที่ตัดสินใจแล้วว่าจะเดินทางไปเยือนกัมพูชา ทางกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังได้แชร์คำเตือนอย่างโต้งๆอีกอย่าง ว่า "อย่าได้พยายามขัดขืนหรือต่อสู้เมื่อเผชิญกับความพยายามในการปล้นทรัพย์" สืบเนื่องจากความเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย ขณะเดียวกันก็เรียกร้องนักเดินทางใช้มาตรการระแวดระวังไว้ก่อน ตอนที่รับเครื่องดื่มจากคนอื่นๆ

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังเน้นย้ำคำแนะนำ ที่ขอให้ซื้อประกันภัยการเดินทาง และตรวจสอบว่าประกันภัยดังกล่าว มอบความคุ้มครองครอบคลุมถึงบริการช่วยเหลือในการอพยพ ประกันสุขภาพ และการยกเลิกการเดินทางด้วยหรือไม่

ขณะเดียวกันนักเดินทางยังได้รับคำเตือนเกี่ยวกับกฎหมายต่อต้านยาเสพติดอันเข้มงวดของกัมพูชา "ทางกัมพูชามีนโยบายไม่ผ่อนปรนต่อความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด" คำแนะนำด้านการเดินทางของกระทรวงต่างประเทศอเมริการะบุ พร้อมระบุว่าแม้กระทั่งการครอบครองยาเสพติดผิดกฎหมายในปริมาณเล็กน้อย ก็อาจนำไปสู่การถูกจับกุมและควบคุมตัว

ใครก็ตามที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดียาเสพติด อาจเผชิญการลงโทษจำคุกเป็นเวลานาน และอาจถึงขั้นติดคุกตลอดชีวิต จากคำเตือนของเจ้าหน้าที่ คำเตือนดังกล่าวนี้ มีขึ้นในขณะที่เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังคงออกประกาศเตือนด้านการเดินทางและความปลอดภัยสำหรับจุดหมายปลายทางต่างๆ ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

ที่มา >> https://mgronline.com/around/detail/9690000090856
.
https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1688903733242097&id=100063674585845&rdid=MTAEKapQMAUKxh1W#

พลังงานไทยครึ่งปีแรกขยับตามเศรษฐกิจ ครึ่งปีแรก 69 ขยายตัว 0.9% จับตาราคาพลังงานผันผวนทั่วโลก คาดปีนี้ความต้องการเพิ่ม 1.4% ยานยนต์ไฟฟ้าระเบิดตัว 66%

สนพ. เผยครึ่งปีแรก 69 การใช้พลังงานขั้นต้นเพิ่ม 0.9% ตามเศรษฐกิจขยายตัว
จับตาราคาพลังงานโลกผันผวน คาดทั้งปีความต้องการพลังงานเพิ่ม 1.4%

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 (เดือนมกราคม – มิถุนายน 2569) การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกที่ขยายตัวร้อยละ 2.4 โดยการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0
ขณะที่การใช้น้ำมันสำเร็จรูปลดลงร้อยละ 0.8 ด้านยอดจดทะเบียนสะสมยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV เพิ่มขึ้นร้อยละ 66 ส่วนการปล่อย CO2 จากการใช้พลังงานลดลงร้อยละ 0.4 พร้อมคาดการณ์
ความต้องการใช้พลังงานของประเทศตลอดปี 2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์พลังงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นอยู่ที่ประมาณ 2,062 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 0.9 โดยการใช้
ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.8 จากความต้องการใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และการใช้ไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.2 ขณะที่การใช้น้ำมันลดลงร้อยละ 0.8 ถ่านหินลดลงร้อยละ 6.0
และลิกไนต์ลดลงร้อยละ 52.5 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะมีการหยุดเดินเครื่องบางส่วน
ทั้งนี้ การใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้นสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569
ซึ่งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ขยายตัวร้อยละ 2.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย GDP ไตรมาสที่ 2 ขยายตัวร้อยละ 1.9 ชะลอลงจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาสแรก ขณะที่การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 2.6 การลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ 9.5 และการส่งออกสินค้ามีมูลค่า 194,175 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 17.6
สำหรับสถานการณ์พลังงานรายเชื้อเพลิงในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 สรุปได้ดังนี้
การใช้น้ำมันสำเร็จรูป อยู่ที่ระดับ 142.7 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงร้อยละ 0.8 โดยการใช้น้ำมัน
กลุ่มเบนซินอยู่ที่ 31.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 ขณะที่การใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 68.2 ล้านลิตรต่อวัน ลดลงร้อยละ 2.4 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากราคาที่เพิ่มสูงขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ด้านการใช้น้ำมันเตาอยู่ที่ 5.6 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 และการใช้น้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 17.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 สอดคล้องกับจำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานที่เพิ่มขึ้น
ร้อยละ 1.49 และปริมาณการขนส่งสินค้าทางอากาศที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.39

การใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG โพรเพน และบิวเทน) อยู่ที่ระดับ 17.9 พันตันต่อวัน ลดลงร้อยละ 0.7 โดยการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งมีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 43 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 รองลงมา
เป็นภาคครัวเรือนซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 32 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 ขณะที่ภาคขนส่งซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 15 ลดลง
ร้อยละ 0.1 และภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 10 ลดลงร้อยละ 1.6
การใช้ก๊าซธรรมชาติ อยู่ที่ระดับ 4,937 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.5 โดยร้อยละ 63 เป็นการใช้เพื่อผลิตไฟฟ้า ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.4 ตามความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้
ในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.5 และการใช้ในโรงแยกก๊าซเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 ส่วนการใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ (NGV) ลดลงร้อยละ 12.5 ตามแนวโน้มจำนวนรถ NGV จดทะเบียนสะสมที่ลดลง
ส่วน การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ อยู่ที่ 5,899 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (KTOE) ลดลงร้อยละ 16.5
โดยการใช้ถ่านหินลดลงร้อยละ 6.0 จากการใช้ที่ลดลงทั้งในโรงไฟฟ้าประเภท SPP และ IPP รวมถึงภาคอุตสาหกรรม ขณะที่การใช้ลิกไนต์ลดลงร้อยละ 52.5 เนื่องจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะมีการหยุดเดินเครื่องบางส่วน
การใช้ไฟฟ้า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 รวมทั้งสิ้น 109,846 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0 โดยภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนการใช้สูงสุดร้อยละ 40.4 มีการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 ขณะที่ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.2 และภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.4 ทั้งนี้ ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของระบบ
3 การไฟฟ้าในปี 2569 เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 20.50 น. อยู่ที่ระดับ 36,759 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 เมื่อเทียบกับความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดของปีก่อน
ขณะเดียวกัน การผลิตพลังงานไฟฟ้า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 119,851 กิกะวัตต์ชั่วโมง เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 โดยการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนสูงสุดร้อยละ 61 ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ ไฟฟ้านำเข้า/แลกเปลี่ยนร้อยละ 15 พลังงานหมุนเวียนร้อยละ 11 ถ่านหินนำเข้า/ลิกไนต์
ร้อยละ 9 พลังน้ำร้อยละ 4 และน้ำมันร้อยละ 0.05
สำหรับภาคขนส่งทางบก การใช้พลังงานอยู่ที่ 13,984 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลงร้อยละ 1.4 ขณะที่การใช้ไฟฟ้าในสถานีอัดประจุไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 87.1 สอดคล้องกับยอดจดทะเบียนสะสมยานยนต์ไฟฟ้าประเภท BEV ณ เดือนมิถุนายน 2569 ที่อยู่ที่ 491,496 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 66 จากเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งอยู่ที่ 296,813 คัน
การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการใช้พลังงาน ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569
รวมทั้งสิ้น 121.0 ล้านตัน CO2 ลดลงร้อยละ 0.4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยภาคการผลิตไฟฟ้าปล่อย CO2 อยู่ที่ 42.9 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 3.2 ภาคขนส่งอยู่ที่ 40.8 ล้านตัน ลดลงร้อยละ 1.4 ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ 30.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9 และภาคอื่น ๆ อยู่ที่ 6.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2

นอกจากนี้ ภาพรวมสถานการณ์ราคาพลังงาน ในปี 2569 ราคาพลังงานในตลาดโลกมีความผันผวนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดย ณ วันที่ 14 กันยายน 2569 ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 126.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ราคา LNG ตลาดเอเชีย (JKM) เฉลี่ย 8 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 16.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู สูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2568 ที่ 12.16 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู สะท้อนแรงกดดันจากความกังวลด้านอุปทานและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่สถานการณ์ล่าสุดยังมีความไม่แน่นอน จึงต้องติดตามปัจจัยที่อาจส่งผลต่อทิศทางราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด
.
สำหรับ แนวโน้มพลังงานปี 2569 พิจารณาจากสมมติฐานของ สศช. ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2569
ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวในช่วงร้อยละ 2.0–2.5 โดยมีค่ากลางการประมาณการที่ร้อยละ 2.2 ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบคาดว่าจะอยู่ในช่วง 80–90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ในช่วง 32.5–33.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และเศรษฐกิจโลกขยายตัวร้อยละ 3.3 สนพ. คาดว่าความต้องการใช้พลังงานขั้นต้นของประเทศจะอยู่ที่ระดับ 2,042 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4
จากปี 2568 ที่ลดลงร้อยละ 1.6 โดยคาดว่าการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1 ก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.0 และไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 ขณะที่การใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์คาดว่าจะลดลงร้อยละ 15.6
“สถานการณ์พลังงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนการขยายตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้น้ำมันสำเร็จรูปลดลงจากปัจจัย
ด้านราคาและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงเห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงในภาคขนส่งจากจำนวนยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับภาพรวมทั้งปี สนพ. คาดว่าความต้องการใช้พลังงานจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าของสหรัฐอเมริกา รวมถึงปัจจัยด้านสภาพอากาศ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาพลังงาน
และความต้องการใช้พลังงานของประเทศในช่วงที่เหลือของปี” นายวัฒนพงษ์ กล่าว

19 กันยายน 2417 รำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ‘รัชกาลที่ 5’ โปรดเกล้าฯ จัดตั้ง ‘พิพิธภัณฑสถานหอคองคอเดีย’ ถือเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งแรกของประเทศไทย

19 กันยายนของทุกปี รัฐบาลได้ประกาศให้เป็น ‘วันพิพิธภัณฑ์ไทย’ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

เมื่อปี พ.ศ. 2538 รัฐบาลได้ประกาศให้วันที่ 19 กันยายนของทุกปีเป็น ‘วันพิพิธภัณฑ์ไทย’ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงเห็นความสำคัญของพิพิธภัณฑสถาน ซึ่งพระองค์ได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง พิพิธภัณฑสถานหอคองคอเดีย ขึ้นในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2417 และเสด็จพระราชดำเนินไปเปิดพิพิธภัณฑ์ด้วยพระองค์เอง

‘พิพิธภัณฑสถานหอคองคอเดีย’ หรือ ‘หอมิวเซียม’ เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งแรกของไทย โดยสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2417 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่หอคองคอเดีย หรือศาลาสหทัยสมาคม ซึ่งเป็นอาคารใหม่ภายในพระบรมมหาราชวัง จัดแสดงศิลปะโบราณ วัตถุของไทย ของพระมหากษัตริย์ และต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้ ได้บอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตของคนรุ่นก่อน ผ่านกาลเวลามานับร้อยปี และได้เปิดให้ประชาชนได้เข้าชมเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2417 เพื่อได้ศึกษา ได้เรียนรู้รากเหง้าตัวของเราเองมากขึ้น

ที่มา : สืบสาน รักษา ต่อยอด


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top