Wednesday, 7 October 2026
TheStatesTimes

ปตท.รุกตลาด LNG ลงนามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว จับมือพันธมิตรเกาหลี-นอร์เวย์ เสริมขีดความสามารถบริหารจัดการพลังงาน ตั้งเป้าเป็น Global LNG Player ระดับโลก

กลุ่ม ปตท. รุกขยายธุรกิจ LNG สร้างการเติบโตในตลาดพลังงานโลก จับมือพันธมิตรระดับสากลในงาน Gastech 2026

กลุ่ม ปตท. เดินหน้ารุกตลาดพลังงานระดับโลก ลงนามสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และบรรลุข้อตกลงความร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจระดับสากลในงาน Gastech 2026 เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถและเพิ่มความยืดหยุ่นการจัดหาและบริหารจัดการพลังงานจากแหล่งต่าง ๆ ทั่วโลก ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ ต่อยอดศักยภาพการแข่งขันในตลาดพลังงานระหว่างประเทศและสร้างการเติบโตในระยะยาว

การลงนามสัญญาครอบคลุมความร่วมมือกับพันธมิตรจากหลากหลายภูมิภาค เพื่อเร่งขยาย LNG Portfolio พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ ประกอบด้วย สัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาวระหว่าง บริษัท ปตท.

ค้าสากล จำกัด (PTT International Trading Pte Ltd หรือ PTTT) กับ GS Energy Trading Singapore Pte. Ltd. (GSETS) บริษัทพลังงานชั้นนำจากสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งนับเป็นสัญญาที่ PTTT ขาย LNG ระยะยาวฉบับแรกกับ GSETS โดยมี ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) Mr. Yongsoo Huh, Vice Chairman and Chief Executive Officer, GS Energy Corporation พร้อมด้วย นายประสงค์ อินทรหนองไผ่ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย นายจตุรงค์ วรวิทย์สุรวัฒนา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และผู้บริหารกลุ่ม ปตท. ร่วมเป็นสักขีพยาน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการค้าขาย LNG ของประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลี พร้อมบุกตลาดหลักในภูมิภาคเอเชียเหนือ รวมถึง PTTT มีการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือกับ Korea East-West Power Co., Ltd. (EWP) เพื่อแสวงหาโอกาสทางความร่วมมือในธุรกิจ LNG ครอบคลุมการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การร่วมลงทุนในธุรกิจต้นน้ำ และอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจของทั้งสองฝ่ายในอนาคต

นอกจากนี้ PTTT ยังได้ลงนามสัญญาซื้อขาย LNG ระยะยาวกับ Equinor ASA (Equinor) บริษัทพลังงานชั้นนำจากราชอาณาจักรนอร์เวย์อีกด้วย นับเป็นความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่สะท้อนศักยภาพกลุ่ม ปตท. ในการเชื่อมโยงแหล่งพลังงานจากทั่วโลกและการแสวงหาโอกาสความร่วมมือผ่านเครือข่ายพันธมิตรและธุรกิจการค้าระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง ตลอดจนความสามารถในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน LNG อย่างครบวงจร สนับสนุนเป้าหมายของกลุ่ม ปตท. ในการมุ่งสู่การเป็น Global LNG Player เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับสากล

BCPG เผยความคืบหน้า รับหนังสือ DSI ขอข้อมูลลงทุน พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ ยังไม่มีข้อสรุปหรือผลกระทบสำคัญ ดำเนินธุรกิจปกติไม่สะดุด

BCPG ชี้แจงกรณีได้รับหนังสือขอข้อมูลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (“BCPG” หรือ “บริษัทฯ”) ขอแจ้งให้ทราบว่าบริษัทฯ ได้รับหนังสือจาก กรมสอบสวนคดีพิเศษ (“DSI”) ขอให้จัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในโครงการคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือ จังหวัดเพชรบุรี เพื่อประกอบการสืบสวนสอบสวนของ DSI

ในการนี้ บริษัทฯ พร้อมให้ความร่วมมือกับ DSI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีข้อสรุปหรือคำวินิจฉัยใด ๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว
ทั้งนี้ บริษัทฯ มีนโยบายบริหารองค์กรตามหลักธรรมาภิบาล ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลกิจการที่ดี คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมาย หลักเกณฑ์ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนการเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียอย่างถูกต้องและเหมาะสม และหากมีพัฒนาการที่มีนัยสำคัญซึ่งเข้าหลักเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูล บริษัทฯ จะดำเนินการเปิดเผยข้อมูลตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ณ ปัจจุบัน การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ยังคงเป็นไปตามปกติอย่างต่อเนื่อง และบริษัทฯ ยังไม่พบผลกระทบที่มีนัยสำคัญต่อฐานะการเงินหรือการดำเนินงานของบริษัทฯ จากเรื่องดังกล่าว

กพช.ไฟเขียวลดภาระค่า Ft ขยายโซลาร์ภาคประชาชน 10,000 เมกะวัตต์ อัตรารับซื้อ 2.20 บาทตลอด 20 ปี จ่อเก็บส่วนต่างก๊าซเพิ่มหลังปี 2570 เตรียมระบบไฟฟ้ารองรับพลังงานใหม่

มติ กพช. ลดภาระค่า Ft ให้ประชาชน ไฟเขียว “โซลาร์ภาคประชาชน” ขยายเป้าหมายรับซื้อ 10,000 เมกะวัตต์ อัตรา 2.20 บาท/หน่วย ยาวขึ้นเป็น 20 ปี

วันนี้ (18 กันยายน 2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยที่ประชุมได้พิจารณามาตรการสำคัญด้านพลังงาน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ควบคู่กับการเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ โดยมี 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ แนวทางลดภาระค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนกันยายน–ธันวาคม 2569 และการขยายโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาสำหรับภาคประชาชน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุม กพช. รับทราบแนวทางการดูแลค่าไฟฟ้าสำหรับประชาชนในงวดเดือนกันยายน–ธันวาคม 2569 โดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เห็นชอบค่า Ft ขายปลีกที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย โดยให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) รับภาระคงค้างสะสม
แทนประชาชนไปพลางก่อน และให้นำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินที่เก็บรักษาไว้จำนวน 16,127.17 ล้านบาท มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าผ่านค่า Ft รวมถึงการคิดราคาเนื้อก๊าซธรรมชาติสำหรับโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ตามราคาที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกินประมาณการเฉลี่ยราคาควบคุมที่ 363.53 บาทต่อล้านบีทียู สำหรับงวดเดือนกันยายน–ธันวาคม 2569 เพื่อลดผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าของประชาชน นอกจากนี้ กพช. ยังมอบหมายให้ ปตท. และ กฟผ. คิดราคาเนื้อก๊าซธรรมชาติตามมติ กกพ. ดังกล่าว สำหรับโรงไฟฟ้า กฟผ. ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (IPP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) ที่ซื้อก๊าซธรรมชาติภายใต้สัญญาซื้อขายกับ ปตท. และ กฟผ. ในส่วนที่ผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง โดยทยอยเรียกเก็บส่วนต่างของราคาก๊าซธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงในการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าตั้งแต่รอบเดือนพฤษภาคม 2570 เป็นต้นไป ภายใต้การกำกับดูแลของ กกพ.
นายเอกนัฏฯ กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุม กพช. ยังได้มีมติเห็นชอบการขยายการส่งเสริม Solar ภาคประชาชนทั้งแบบบนหลังคา (Rooftop) ภาคพื้นดิน( On Ground) และ ลอยน้ำ (Floating) ในรูปแบบ Net Billing เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองและสามารถจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบ โดยขยายเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้ารวมเป็น 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งรวมเป้าหมายเดิม 500 เมกะวัตต์ กำหนดปริมาณไฟฟ้าเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ และกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน 2.20 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 20 ปี การขยายระยะเวลารับซื้อเป็น 20 ปี พร้อมสนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ (Distributed Generation) ในระยะยาว

พร้อมกันนี้ กพช. เห็นชอบให้ ผู้เข้าร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชนเดิม ตั้งแต่โครงการตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2561 และมติ กพช. เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2562 เป็นต้นมา รวมถึงโครงการตามมติ กพช. เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ภายใต้เป้าหมาย 500 เมกะวัตต์ ได้รับการปรับระยะเวลารับซื้อไฟฟ้าจากเดิม 10 ปี เป็น 20 ปี เช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ กพช. มอบหมายให้ กกพ. ดำเนินการออกและปรับปรุงระเบียบ ประกาศ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับมาตรการดังกล่าว รวมทั้งมอบหมายให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ส่งข้อมูลการจำหน่ายและรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนแบบเป็นปัจจุบัน (Real Time) ให้ กฟผ. เพื่อใช้ในการติดตามและบริหารจัดการระบบไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพและมีเสถียรภาพ และทันต่อสถานการณ์ ภายใต้การกำกับดูแลของ กกพ.
.
“มาตรการที่ กพช. เห็นชอบในวันนี้มีเป้าหมายทั้งการดูแลค่าครองชีพของประชาชนในระยะสั้น และการวางรากฐานระบบพลังงานในระยะยาว การดูแลค่าไฟต้องดำเนินการโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน ขณะเดียวกัน การขยายโซลาร์ภาคประชาชนจะช่วยเปิดโอกาสให้ประชาชนมีบทบาทเป็นทั้งผู้ใช้และผู้ผลิตพลังงาน สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดค่าใช้จ่าย และนำไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ระบบพลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม” นายเอกนัฏฯ กล่าว
สำหรับโครงการภาคประชาชน รัฐบาลได้กำหนดแนวทางให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและขายไฟฟ้าส่วนเหลือเข้าสู่ระบบในรูปแบบ Net Billing พร้อมทั้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับลดขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งและการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้รวดเร็วขึ้นในลักษณะ One Stop Service เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงโครงการได้สะดวกยิ่งขึ้น

การดำเนินมาตรการดังกล่าวสะท้อนแนวทางการบริหารนโยบายพลังงานที่ให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนจากความผันผวนของต้นทุนพลังงาน ควบคู่กับการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานสะอาด และเตรียมความพร้อมของระบบไฟฟ้าไทยรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในระยะยาว

นายเอกนัฏฯ กล่าวทิ้งท้าย

‘เมนเดล’ อดีตโฆษกส่วนตัว แฉ ‘เซเลนสกี’!! อ้างเคยมีข้อเสนอแต่ถูกปฏิเสธหลายรอบ ข้อตกลงสันติภาพถูกปฏิเสธถึง 5 รูปแบบ หลังถูกคว่ำบาตร 10 ปี เปิดประเด็นเจรจารัสเซียปี 2022

"เมนเดล" เล่าอีกมุม เซเลนสกีเคยปฏิเสธข้อตกลงสันติภาพกับรัสเซียถึง 5 ครั้ง

ยูเลีย เมนเดล (Yuliia Mendel) อดีตโฆษกส่วนตัวของเซเลนสกี หลังจากออกมาเปิดเผยเรื่องราวและวิพากษ์วิจารณ์อดีตเจ้านายอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดถูกเซเลนสกีสั่งคว่ำบาตรเป็นเวลา 10 ปี เมื่อวันที่ 13 กันยายนที่ผ่านมา หลังจากนั้นเพียง 3 วัน เมนเดลถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าอาคารรัฐสภายุโรปที่เมืองสตราสบูร์ก ซึ่งเธอมีกำหนดขึ้นกล่าวในงาน “Ukraine: Dare to Choose Peace – Diplomacy, Not Escalation” ที่จัดโดย ฮันส์ นอยฮอฟฟ์ (Hans Neuhoff) สมาชิกรัฐสภายุโรปจากพรรค Alternative for Germany (AfD) ของเยอรมนี

และนี่คือเรื่องราวอีกชุดหนึ่งที่เมนเดลนำออกมาเปิดเผย โดยเธอระบุว่า ตลอดช่วงสงครามที่ผ่านมา เซเลนสกีเคยปฏิเสธแนวทางหรือข้อเสนอเพื่อบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับรัสเซียถึง 5 รูปแบบ หนึ่งในนั้นย้อนกลับไปถึงการเจรจาในปี 2022 โดยเมนเดลอ้างว่า ท่าทีของฝ่ายยูเครนแข็งกร้าวขึ้นหลังจาก "บอริส จอห์นสัน" (Boris Johnson) เดินทางมาถึงกรุงเคียฟในเดือนเมษายน 2022 ซึ่งต่อมาทั้งเซเลนสกีและจอห์นสันต่างออกมาปฏิเสธคำอธิบายดังกล่าว โดยเซเลนสกียืนยันว่า การไม่ยอมรับเงื่อนไขของรัสเซียเป็นการตัดสินใจของเขาเอง

ในครั้งนั้น เดวิด อาราคาเมีย (David Arakhamia) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้แทนเจรจาของยูเครน เคยกล่าวถึงการเยือนของจอห์นสันในทำนองว่า อังกฤษจะไม่ลงนามอะไรกับรัสเซีย และยูเครนควร “สู้ต่อไป” ขณะเดียวกัน อาราคาเมียยังกล่าวถึงปัจจัยอื่นที่ทำให้ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ทั้งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อแลกกับสถานะเป็นกลาง และการขาดความเชื่อมั่นว่ารัสเซียจะปฏิบัติตามข้อตกลง

ส่วนประเด็นเรื่องการเลือกตั้ง เมนเดลกล่าวถึงเซเลนสกีในเชิงวิจารณ์ว่า เขาเป็นคนที่มีอัตตาสูง ยึดติดกับภาพลักษณ์และเกียรติยศอย่างมาก และไม่เต็มใจที่จะจัดการเลือกตั้งที่เธอมองว่าเขามีโอกาสชนะเพียงน้อยนิด

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1403224218632601/?rdid=xmGuqXePpnSGBXQe#

กฟผ.จับมือ พพ.และหน่วยงานพันธมิตร ลงนามบันทึกความร่วมมือ ยกระดับโซลาร์รูฟท็อป–แบตเตอรี่ ปั้นต้นแบบอาคารพลังงานสุทธิเป็นศูนย์ นำร่องย่านธุรกิจกลางเมือง

กฟผ. จับมือ พพ. และหน่วยงานพันธมิตร เดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพโซลาร์บนหลังคาพร้อมระบบแบตเตอรี่ บริหารพลังงานแบบครบวงจร

กฟผ. พร้อมด้วย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) สวทช. บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด และบริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ ด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม โครงการศึกษาและพัฒนาการบริหารจัดการพลังงานกลุ่มอาคารจากต้นแบบระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่แบบผสม ในพื้นที่ Central Business District เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างครบวงจร

วานนี้ (วันที่ 17 กันยายน 2569) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด และ บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ลงนามในบันทึกความเข้าใจด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมโครงการศึกษาและพัฒนาการบริหารจัดการพลังงานกลุ่มอาคารจากต้นแบบระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่แบบผสม ในพื้นที่ Central Business District โดยมี นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดี พพ. นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. ดร.สมบุญ สหสิทธิวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ สวทช. นายประจักษ์ กิตติรัตนวิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารนวัตกรรม บริษัท เจริญชัยหม้อแปลงไฟฟ้า จำกัด และนายอธิป ตันติวรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนพาวเวอร์ จำกัด ร่วมลงนาม พร้อมทั้งมีผู้บริหารจากทุกหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุม Auditorium อาคาร 50 ปี กฟผ. สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรี

นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดี พพ. กล่าวว่า พพ. ในฐานะหน่วยงานหลักของประเทศที่มีภารกิจในการขับเคลื่อนด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน จึงมีแนวคิดในการนำร่องต้นแบบกลุ่มอาคารที่มีการใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์ ภายในพื้นที่ย่านศูนย์กลางธุรกิจ (Central Business District; CBD) ความร่วมมือครั้งนี้ พพ. ให้การสนับสนุนพื้นที่และอาคารสำนักงานของหน่วยงาน พร้อมระบบสาธารณูปโภคเพื่อพัฒนาเป็นกลุ่มอาคารต้นแบบ เป็นการนำเทคโนโลยี ทั้งการใช้พลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่แบบผสม (BESS) ซึ่งผสานการทำงานระหว่างแบตเตอรี่ใหม่และแบตเตอรี่ใช้แล้วจากยานยนต์ไฟฟ้า (Second-Life Battery) รวมถึงการนำระบบหม้อแปลงไฟฟ้าอัจฉริยะ และระบบบริหารจัดการพลังงาน มาบูรณาการร่วมกันอย่างเป็นระบบ รวมถึงความเชี่ยวชาญจากทุกหน่วยงานในการดำเนินการโครงการต้นแบบ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นและแบบอย่างให้หน่วยงานต่าง ๆ นำไปบริหารจัดการอาคารในอนาคต เพื่อมุ่งสู่การเป็นอาคารใช้พลังงานสุทธิเป็นศูนย์และจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำประเทศให้บรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ประเทศไทยโดยรัฐบาลและกระทรวงพลังงานจึงกำหนดทิศทางในการเดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศเพื่อเดินหน้าสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ กฟผ. ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลความมั่นคงด้านระบบไฟฟ้าของประเทศ พร้อมร่วมขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลอย่างเต็มกำลัง ความร่วมมือของ 5 หน่วยงาน นับเป็นการผนึกกำลังภาครัฐ ผู้กำกับนโยบาย สถาบันวิจัยระดับชาติ และภาคเอกชนผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี เพื่อร่วมกันสร้าง "ระบบนิเวศนวัตกรรมพลังงานสะอาด" โดยนำพื้นที่ของ พพ. มาเป็นพื้นที่ต้นแบบการบริหารจัดการพลังงานในกลุ่มอาคารพาณิชย์และย่านธุรกิจ (Central Business District) เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสามารถนำไปขยายผลเชิงพาณิชย์ต่อไป

นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ทุกหน่วยงานจะร่วมกันศึกษาวิจัยและนำร่องการพัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงานสำหรับกลุ่มอาคารในพื้นที่ พพ. บูรณาการเทคโนโลยีพลังงานแบบครบวงจรตั้งแต่การผลิตไฟฟ้าจากระบบโซลาร์รูฟท็อป การกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ตลอดจนการบริหารจัดการและแลกเปลี่ยนพลังงานระหว่างอาคารอย่างมีประสิทธิภาพ ต่อยอดนวัตกรรมสู่การใช้งานจริง อีกทั้งยังเป็นการขับเคลื่อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยการนำแบตเตอรี่ที่ผ่านการใช้งานแล้ว มาประยุกต์ใช้ร่วมกับแบตเตอรี่ใหม่ เกิดเป็นระบบกักเก็บพลังงานแบบผสม (Hybrid BESS) เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด

ปตท.สผ. คว้า 7 รางวัลดีเด่น EIA Monitoring Awards 2026 ปฏิบัติตามมาตรการสิ่งแวดล้อม รับย้ำมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเข้มงวด ทั่วประเทศจากโครงการปิโตรเลียม สร้างความเชื่อมั่นอย่างต่อเนื่อง

ปตท.สผ. คว้า 7 รางวัลดีเด่น จาก EIA Monitoring Awards 2026

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้รับรางวัลสถานประกอบการดีเด่นที่ปฏิบัติตามมาตรการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2569 (EIA Monitoring Awards 2026) ประเภทการพัฒนาปิโตรเลียม จากการดำเนินโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งบนบกและนอกชายฝั่ง รวม 7 รางวัล จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่อง

โครงการที่ ปตท.สผ. ได้รับรางวัลอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ได้แก่ โครงการพัฒนาแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติสินภูฮ่อม แปลงสำรวจบนบกหมายเลข EU1 และ E5 ในพื้นที่โคราช E5N จังหวัดอุดรธานีและขอนแก่น และโครงการผลิตปิโตรเลียมแหล่งกำแพงแสน แปลง PTTEP 1 จังหวัดนครปฐม สำหรับโครงการผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G2/61 ได้รับรางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

นอกจากนั้น ปตท.สผ. ยังได้รับรางวัลในโครงการผลิตปิโตรเลียมแหล่งอาทิตย์แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข 14A, 15A และ 16A โครงการผลิตปิโตรเลียมแหล่งสิริกิติ์ และแหล่งลานกระบือ แปลงเอส 1 จังหวัดกำแพงเพชร พิษณุโลก และสุโขทัย โครงการเจาะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจบนบกหมายเลข L53/43 และ L54/43 จังหวัดสุพรรณบุรี และโครงการผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61 ตอนล่าง (แหล่งเอราวัณ จักรวาล สตูล และฟูนานเดิม) อีกด้วย

พิธีมอบรางวัลจัดขึ้นในงานสัมมนาวิชาการและมอบรางวัลแก่สถานประกอบการที่ปฏิบัติตามมาตรการในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประจำปี 2569 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ

รัสเซีย ปิดกงสุลเยอรมนี!! ยุติตำนานกว่า 50 ปีที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก สั่งปลดธงชาติลงจากอาคารทันที เจ้าหน้าที่ต้องออกภายในเที่ยงคืนวันศุกร์ สะท้อนความสัมพันธ์ร้าวลึกระหว่างมอสโก-เบอร์ลิน

ปิดตำนาน 50 ปี! — รัสเซียสั่งปิดกงสุลใหญ่เยอรมนีในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ปลดธง-ขับเจ้าหน้าที่!

ทางการรัสเซียสั่งปิดสถานกงสุลใหญ่เยอรมนี ณ เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กอย่างเป็นทางการ หลังเปิดทำการมานานกว่าครึ่งศตวรรษ โดยมีการปลดตราแผ่นดิน ธงชาติเยอรมนี และธงสหภาพยุโรปลงจากอาคาร พร้อมสั่งให้เจ้าหน้าที่ทั้งหมดเดินทางออกจากประเทศภายในเที่ยงคืนวันศุกร์นี้ ตอบโต้มาตรการกดดันและเนรเทศนักการทูตระหว่างมอสโกและเบอร์ลิน

ตัดสะพานทางการทูต! การสั่งปิดกงสุลเก่าแก่สะท้อนว่าความสัมพันธ์เบอร์ลิน-มอสโกเข้าสู่จุดดิ่งเหว และยุคแห่งการประธานความร่วมมือทางเศรษฐกิจ-การทูตในยุโรปได้จบลงสมบูรณ์

ที่มา : https://www.facebook.com/100044307350059/posts/1643277253825837/?rdid=YyXnAatidg7YrqDw#

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มอบกำลังใจ ส่ง27เยาวชนไทยสู้ศึก WorldSkills48ที่เซี่ยงไฮ้ มั่นใจฝีมือพร้อมโชว์ศักยภาพ ชูหัวใจนักสู้ไทยสู่ระดับโลก

“อธิบดีบุปผา” มอบพลังใจ 27 เยาวชนไทยก่อนชิงชัย WorldSkills 48 เซี่ยงไฮ้ “เชื่อมั่นฝีมือไทย พร้อมสู้ในเวทีโลก“

นางสาวบุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานให้โอวาทและอวยพรสร้างขวัญกำลังใจแก่เยาวชนตัวแทนประเทศไทย ก่อนออกเดินทางไปแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 48 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันพรุ่งนี้ (19 ก.ย. 69) โดยมี นายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นำคณะเยาวชนตัวแทนประเทศไทย 27 คนใน 22 สาขา สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงแรงงานในช่วงเช้า เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และเข้ารับโอวาทอย่างพร้อมเพรียง พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ณ ห้องประชุมชั้น 6 อาคาร DSD กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

นางสาวบุปผา กล่าวว่า ในนามของกระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มีความยินดีและภูมิใจ เป็นอย่างยิ่งที่ได้พบกับตัวแทนประเทศไทย ที่เข้าร่วมการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 48 ขอชื่นชมในความมุ่งมั่นและการทุ่มเทฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทย พร้อมย้ำให้เชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ เชื่อมั่นในสิ่งที่ฝึกฝนมา มีสมาธิ กล้าคิด กล้าตัดสินใจ และทำให้ดีที่สุดในทุกวินาทีของการแข่งขัน สำหรับการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ จัดทุก 2 ปี ปีนี้เป็นครั้งที่ 48 กำหนดขึ้นระหว่างวันที่ 19 - 28 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมแห่งชาติเซี่ยงไฮ้ (The National Exhibition and Convention Center :NECC) นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยจัดแข่งขัน 64 สาขา มีผู้เข้าแข่งขันจาก 73 ประเทศ รวมผู้เข้าแข่งขันมากกว่า 1,400 คน สำหรับประเทศไทยส่งตัวแทนเยาวชน 27 คนใน 22 สาขา ประกอบด้วย

1) สาขาเมคคาทรอนิกส์ (ประเภททีม) ได้แก่ นายปิยังกูร มารัศมี และนายธีรภัทร เตชะชมภูเวทย์
2) สาขาการเขียนแบบวิศวกรรมเครื่องกลด้วยคอมพิวเตอร์ ได้แก่ นายสรวิศ เก่งธัญกรรม
3) สาขาเทคโนโลยีงานเชื่อม ได้แก่ นายรัชชานนท์ ทิพฤาชา
4) สาขาการปูกระเบื้อง ได้แก่ นายธนพล ถวิลมาตร์
5) สาขาเทคโนโลยีเว็บ ได้แก่ นายอรรถสิทธิ์ แสงศักดิ์
6) สาขาเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าภายในอาคาร ได้แก่ นายอมรฤทธิ์ เชาวิรัตน์
7) สาขาการก่ออิฐ ได้แก่ นายศุภกฤต แสงธูป
8) สาขาหุ่นยนต์เคลื่อนที่ (ประเภททีม) ได้แก่ นายสุวิจักขณ์ จักวาโชติ และ นายรัชนาท ศิริคุณ
9) สาขาไม้เครื่องเรือน ได้แก่ นายสิทธิกานต์ หลวงนา
10) สาขาการแต่งผม ได้แก่ นายศักรินทร์ สังคนุช
11) สาขาการประกอบอาหาร ได้แก่ นายนครินทร์ จรูญพันธุ์วณิช
12) สาขาการบริการอาหารและเครื่องดื่ม ได้แก่ นางสาวพัชรมล ลิ่มทอง
13) สาขาเทคโนโลยีระบบทำความเย็น ได้แก่ นายศักดิ์สิทธิ์ พิมพ์รัตน์
14) สาขากราฟิกดีไซน์ ได้แก่ นายเมธาสิทธิ์ วิสาขชัย
15) สาขาการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วย ได้แก่ นางสาวชญานิศวร์ ศรีสวัสดิ์เพ็ญ
16) สาขาการสร้างโมเดลในเกมสามมิติ ได้แก่นายเอกภพ สีทอน
17) สาขาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (ประเภททีม) ได้แก่ ร้อยตำรวจโท กรวิชญ์ ในกระโทก และว่าที่ร้อยตำรวจตรี นันท์ธร จอมศิลป์
18) สาขาเครื่องจักรกล CNC (เครื่องกลึง) ได้แก่ นายวรชาติ แตงรื่น
19) สาขาอุตสาหกรรม 4.0 (ประเภททีม) ได้แก่นายคณาธิป กรสันเทียะ และ นายสิรภพ ไกรคุ้ม
20) สาขาการบูรณาการระบบหุ่นยนต์ (ประเภททีม) ได้แก่ นายธนกฤต ศรีมาคำ และ นายภาคิน เกลี้ยงเมือง
21) สาขาการซ่อมตัวถังรถยนต์ ได้แก่ นายธีระพงษ์ บุญเรือน
22) สาขาเทคโนโลยีสีรถยนต์ ได้แก่ นายปวเรศ โวหารลึก
.
นางสาวบุปผา กล่าวเพิ่มเติมว่า เชื่อมั่นในศักยภาพและฝีมือของเยาวชนไทยทั้ง 27 คน ที่ผ่านการคัดเลือกและสั่งสมประสบการณ์จากเวทีการแข่งขันมาแล้ว จึงมั่นใจว่าทุกคนมีความพร้อมที่จะก้าวขึ้นสู่เวทีระดับโลก และสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มความสามารถ โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานคาดหวังผลการแข่งขันที่ดีในทั้ง 22 สาขา อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงผลแพ้หรือชนะ แต่คือการที่เยาวชนทุกคนได้ทำหน้าที่ตัวแทนประเทศไทยอย่างเต็มภาคภูมิ ขอให้นำความมุ่งมั่น ความพยายาม และหัวใจของนักสู้ขึ้นไปบนเวทีเซี่ยงไฮ้ ให้ทั่วโลกได้เห็นว่า คนไทยมีฝีมือ มีศักยภาพไม่แพ้ชาติใด และพร้อมก้าวไปสู่มาตรฐานระดับสากล ขอให้ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ แล้วนำประสบการณ์และความภาคภูมิใจกลับมาเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยรุ่นต่อไป

ทั้งนี้ ในช่วงบ่าย เยาวชนตัวแทนประเทศไทย จะรับฟังบรรยายธรรม และฝึกสมาธิ ที่วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก เพื่อเสริมสร้างสมาธิ และมีจิตใจที่ผ่องใสก่อนการเดินทางไปแข่งขันฯ อีกด้วย

20 กันยายน ของทุกปี กำหนดเป็น 'วันเยาวชนแห่งชาติ'ของประเทศไทย ด้วยเป็นวันพระราชสมภพสองภูมิบดีจักรีวงศ์ ร.5 และ ร.8 ปี 2528 ตั้งตามคำขวัญสหประชาชาติ เตือนเยาวชนตระหนักบทบาทพัฒนาชาติ

วันที่ 20 กันยายน ของทุกปีนับเป็นวันสำคัญของประเทศไทย เนื่องจากเป็นวันพระราชสมภพของพระเจ้าแผ่นดิน 2 พระองค์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งประสูติตรงกับวันอังคารที่ 20 กันยายน 2396 และ พระบาทสมเด็จ พระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 ซึ่งพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2468 เหมือนสมเด็จพระบรมอัยกาธิราช (ปู่) และยังกำหนดให้เป็น “วันเยาวชนแห่งชาติ” ของประเทศไทยอีกด้วย

สืบเนื่องจาก องค์การสหประชาชาติ (UNITED NATIONS) ได้ประกาศให้ปี พ.ศ.2528 เป็นปีเยาวชนสากล และขอให้ประเทศชาติสมาชิกร่วมเฉลิมฉลองปีเยาวชนสากล ภายใต้คำขวัญ “ร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกันพัฒนา ใฝ่หาสันติ” (Participation, Development and Peace) เพื่อที่จะมุ่งเน้นให้เยาวชน ซึ่งหมายถึง หนุ่มสาว ตั้งแต่ 18-25 ปี ได้ตระหนักถึงความสำคัญของตนเองที่จะเป็นพลังสำคัญ ในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคต และสามารถช่วยสร้างเสริมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

สำหรับประเทศไทย คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2528 กำหนดให้วันที่ 20 กันยายน ของทุกปี เป็นวันเยาวชนแห่งชาติ โดยถือว่าเป็นวันสิริมงคลอันเนื่องมาจากตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีถึงสองพระองค์ คือ รัชกาลที่ 5 และ รัชกาลที่ 8 ซึ่งทั้งสองพระองค์ ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ในขณะที่ยังทรงพระเยาว์ จึงถือได้ว่าเป็นวันสิริมงคลที่เยาวชนควรสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ เยาวชนจึงควรกระตือรือร้นในการพัฒนาตัวเองและประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และ ประเทศชาติ เฉกเช่นยุวกษัตริย์ทั้งสองพระองค์

22 กันยายน ของทุกปี ‘วันสงขลานครินทร์’ รำลึก ‘ในหลวง ร.9’ พระราชทานชื่อ ‘มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์’ ตามพระนามฐานันดรศักดิ์ ‘สมเด็จพระบรมราชชนก กรมหลวงสงขลานครินทร์’

วันที่ 22 กันยายน ของทุกปี เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งคือ ‘วันสงขลานครินทร์’ เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อมหาวิทยาลัยภาคใต้ เมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2510 ว่า ‘สงขลานครินทร์’ ตามพระนามฐานันดรศักดิ์ของสมเด็จพระราชบิดา เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช ที่ได้ทรงดำรงพระอิสริยยศฐานันดรศักดิ์เป็น ‘กรมหลวงสงขลานครินทร์’

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2505 รัฐบาลมีนโยบายจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นที่ภาคใต้ โดยเริ่มต้นจากการจัดตั้ง ‘วิทยาลัยศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์’ เพื่อรอการพัฒนาขึ้นเป็นระดับมหาวิทยาลัย
ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 คณะรัฐมนตรีได้มีการอนุมัติหลักการในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยในภาคใต้ขึ้นที่ ตำบลรูสะมิแล อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี โดยจะใช้เป็นที่ตั้งของคณะวิศวกรรมศาสตร์ และใช้ชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า ‘มหาวิทยาลัยภาคใต้’ ซึ่งมีสำนักงานชั่วคราวของมหาวิทยาลัยอยู่ที่อาคารคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (อาคารคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในปัจจุบัน)
หลังจากนั้น คณะกรรมการพัฒนาภาคใต้ โดย พันเอก (พิเศษ) ดร.ถนัด คอมันตร์ นำความกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขอพระราชทานชื่อให้แก่มหาวิทยาลัย เพื่อเป็นสิริมงคลแก่มหาวิทยาลัย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานนามมหาวิทยาลัยว่า ‘มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์’ เมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2510 ตามพระนามทรงกรมของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก คือ ‘กรมหลวงสงขลานครินทร์’ และใช้อักษรย่อ ‘ม.อ.’ คืออักษรย่อมาจากพระนาม ‘มหิดลอดุลเดช’ อันเป็นพระนามเดิมของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก กรมหลวงสงขลานครินทร์ และทรงพระราชทานตราประจำพระองค์ เป็นตราประจำมหาวิทยาลัย

ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงถือว่าวันที่ 22 กันยายนของทุกปีเป็น ‘วันสงขลานครินทร์’
ต่อมาวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2511 ได้มีพระบรมราชโองการประกาศใช้พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ขึ้น มหาวิทยาลัยจึงกำหนดให้วันที่ 13 มีนาคมของทุกปีเป็น ‘วันสถาปนามหาวิทยาลัย’
มหาวิทยาลัยมีคติพจน์ว่า ‘ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศจะตกแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งอาชีพไว้ให้บริสุทธิ์’ ดอกไม้ประจำมหาวิทยาลัย คือ ดอกศรีตรัง สีประจำมหาวิทยาลัย คือ สีน้ำเงิน

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อักษรย่อ ม.อ. ไม่ใช่ มอ. ชื่อภาษาอังกฤษ Prince of Songkla University อักษรย่อ PSU (ภาษาอังกฤษใช้ Songkla ซึ่งเขียนเหมือนพระนามประจำพระองค์ แตกต่างจากจังหวัดสงขลาที่ปัจจุบันใช้ภาษาอังกฤษ Songkhla)

ที่มา : https://news.gimyong.com/article/6937
https://www.psu.ac.th/?page=introduce


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top