Wednesday, 7 October 2026
TheStatesTimes

“ทะเลไทย คือผลประโยชน์สำคัญของชาติ”

“ทะเลไทย คือผลประโยชน์สำคัญของชาติ”

พลเรือตรี จุมพล นาคบัว รองเจ้ากรมยุทธการทหารเรือ กล่าวถึงเหตุผลและความจำเป็นในการจัดหาและเสริมสร้างความพร้อมของเรือฟริเกตว่า ผลประโยชน์และกิจกรรมทางเศรษฐกิจทางทะเลของประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 17.9–24 ล้านล้านบาทต่อปี

การมีกำลังทางเรือที่มีความพร้อมและขีดความสามารถเหมาะสม จึงมีความสำคัญต่อการคุ้มครองเส้นทางคมนาคมทางทะเล การรักษาความมั่นคงทางทะเล ตลอดจนการปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างต่อเนื่อง

การแถลงความคืบหน้าการดำเนินโครงการจัดหาเรือฟริเกต
ณ ห้องเจ้าพระยา หอประชุมกองทัพเรือ

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1095781459480942&set=a.180070871052010

เวียตเจ็ทไทย ทะยานสู่นิวไฮ!! รายได้ครึ่งแรกปี69 พุ่งแตะหมื่นล้าน ขยายเส้นทางบินใหม่ 36 เส้น แผนเพิ่มฝูงบินสู่ 39 ลำปีหน้า ยึดไทยสู่ศูนย์กลางการบินภูมิภาค

เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ทะยานสู่นิวไฮ! ครึ่งแรกปี 69
เผยรายได้พุ่งแตะหมื่นล้านบาท ขยายเน็ตเวิร์คเพิ่ม 36 เส้นทาง
รุกสู่ทศวรรษใหม่ด้วยการเติบโตครั้งใหญ่ เตรียมขยายฝูงบินสู่ 39 ลำ ปี 70

กรุงเทพฯ 17 กันยายน 2569 – สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ (VZ) ประกาศความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ด้วยผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 ที่ก้าวข้ามจากช่วงก่อนโควิดในทุกมิติ โดยสร้างรายได้จากการขายแตะ หนึ่งหมื่นล้านบาท ขนส่งผู้โดยสารรวมกว่า 3.5 ล้านคน และรักษาอัตราการขนส่งผู้โดยสาร (Load Factor) สูงถึง 85% พร้อมรุกเดินหน้าเต็มกำลังด้วยแผนขยายฝูงบินสู่ 39 ลำภายในปี 2570 และตั้งเป้า 50 ลำภายในปี 2571 ลุยเปิดเส้นทางบินใหม่หลายเส้นทางในไตรมาส 1/2570 เชื่อมไทยสู่ตลาดศักยภาพสูง อาทิ อินโดนีเซีย จีน และออสเตรเลีย เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน

นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดเผยว่า “ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เวียตเจ็ทไทยแลนด์วางรากฐานการดำเนินงานไว้อย่างแข็งแกร่ง และพร้อมเดินหน้าต่อยอดศักยภาพในระยะถัดไป ผ่านการขยายฝูงบิน เพิ่มความถี่ และเดินหน้าลงทุนทั้งด้านบุคลากรและเทคโนโลยีควบคู่กัน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติการ มอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นแก่ผู้โดยสาร และรองรับธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยเรามุ่งต่อยอดความแข็งแกร่งจากตลาดหลักในเอเชียแปซิฟิก ควบคู่กับการแสวงหาโอกาสในตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูงระดับโลก เพื่อเชื่อมประเทศไทยสู่จุดหมายปลายทางที่หลากหลายยิ่งขึ้น การเติบโตนับจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนเครื่องบินหรือเส้นทางบินเท่านั้น แต่คือการสร้างรากฐานองค์กรให้แข็งแกร่ง มีโครงข่ายตลาดที่หลากหลาย และพร้อมขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาวอย่างมั่นคง”

สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ดำเนินกลยุทธ์บริหารเส้นทางบินศักยภาพโดยมีแผนการบริหารจัดการฝูงบินอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการนำเครื่องบินรุ่น Boeing 737-8 เข้ามาประจำการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนับเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักของการสร้างรากฐานการเติบโตในระยะต่อไป โดยปัจจุบันมีจำนวน 17 ลำ และวางเป้าหมายขยายฝูงบินเป็น 25 ลำภายในสิ้นปี 2569 นี้ (รวมเป็นฝูงบินทั้งหมด 29 ลำ) ก่อนจะทยอยเพิ่มเป็น 39 ลำในปีหน้า และเพิ่มเป็น 50 ลำภายในปี 2571 รองรับการเพิ่มความถี่เที่ยวบินพร้อมเปิดเส้นทางบินใหม่ และต่อยอดสู่ตลาดศักยภาพใหม่อีกหลายเส้นทาง

นายวรเนติ กล่าวต่อว่า ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะความผันผวนของราคาพลังงาน และต้นทุนการดำเนินงานที่ปรับตัวสูงขึ้น สายการบินได้วางกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงทางการเงินและควบคุมต้นทุนการดำเนินงานอย่างรัดกุม ส่งผลให้เรายังคงรักษาเสถียรภาพทางการเงินได้อย่างแข็งแกร่ง สะท้อนผ่านผลการดำเนินงานช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เวียตเจ็ทไทยแลนด์สามารถสร้างการเติบโตเป็นไปตามเป้าหมายและก้าวข้ามช่วงก่อนโควิด-19 ได้ในทุกมิติ โดยขนส่งผู้โดยสารรวมกว่า 3.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 130% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด สอดคล้องกับการขยายปริมาณที่นั่งผู้โดยสารรองรับ 4 ล้านที่นั่ง หรือเพิ่มขึ้น 130% พร้อมรักษาอัตราส่วนการขนส่งผู้โดยสาร (Load Factor) ให้อยู่ในระดับสูงถึง 85% ปรับตัวดีขึ้นจากปี 2568 ด้านรายได้จากการขายทำสถิติเติบโตอย่างน่าประทับใจแตะ หนึ่งหมื่นล้านบาท ขณะเดียวกัน สายการบินได้ขยายเครือข่ายเส้นทางบินทำสถิติใหม่สู่ 36 เส้นทาง เติบโต 25% จากปี 2568 ที่ให้บริการเที่ยวบินจำนวน 29 เส้นทาง โดยได้รับการสนับสนุนจากมาตรการฟรีวีซ่า การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ควบคู่กับการขยายฝูงบินอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของการเดินทางทั้งในและระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ คาดว่าทิศทางธุรกิจในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 ปี 2570 จะยิ่งเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวไฮซีซั่นที่อุปสงค์การเดินทาง ทั้งใน-ระหว่างประเทศขยายตัวอย่างเต็มที่
.
ด้าน นายปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า “เวียตเจ็ทไทยแลนด์มุ่งเน้นการเชื่อมโยงตลาดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง นำร่องด้วยเส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่จาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย รวมถึง และเส้นทางบินตรงเชื่อมภูเก็ต-เมืองเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย และเจาะตลาดประเทศจีนโดยการเปิดเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่เมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว อาทิฉงชิ่ง ชิงเต่า จางเจียเจี้ย และเส้นทางอื่น ๆ ทั้งรูปแบบเที่ยวบินประจำและเช่าเหมาลำ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงการบินระดับภูมิภาคอย่างสมบูรณ์แบบ โดยตั้งเป้าหมายขยายฝูงบินรวมทั้งสิ้นจำนวน 39 ลำ ภายในปี 2570 ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารในปีหน้าเพิ่มขึ้นอีกราว 60% หรือมากกว่า 14 ล้านที่นั่งต่อปี”
.
นอกเหนือจากการสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจอย่างก้าวกระโดด เวียตเจ็ทไทยแลนด์ยังคงเดินหน้ายุทธศาสตร์ความยั่งยืน (ESG) ผ่านโครงการ Fly Green อย่างต่อเนื่องผ่านหลากกิจกรรม อาทิ โครงการด้านสิ่งแวดล้อม Garbage Hunter แคมเปญ Fly Green – FlyCycle เปลี่ยนขวด PET เป็นตั๋วเครื่องบินโดยร่วมกับพันธมิตรธุรกิจค้าปลีก ตลอดจนการจัดกิจกรรมสปอร์ตทัวริซึม ในแคมเปญ Fly Green Charity Run 2026
ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ซึ่งมีกำหนดจัดกิจกรรมในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2569 ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ (จตุจักร) กรุงเทพมหานคร เพื่อสนับสนุนการมีสุขภาพดีของคนไทยพร้อมส่งต่อพลังดี ๆ ให้สังคมและสิ่งแวดล้อม
.
“ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เวียตเจ็ทไทยแลนด์มุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์ที่ดีในทุกเที่ยวบิน และในโอกาสพิเศษนี้ เราตั้งใจยกความสุขทั้งหมดมาไว้ใจกลางเมืองผ่านแคมเปญ 10 Years of Dedication: A New Chapter Takes Flight เพื่อมอบเป็นของขวัญแทนคำขอบคุณผู้โดยสารทุกท่านที่ไว้วางใจใช้บริการสายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์โดยเสมอมา จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสร้างความทรงจำครั้งใหม่ในงานฉลองครบรอบ 10 ปี ที่เราจัดเต็มไลน์อัปความบันเทิงตลอด 3 วันเต็ม พร้อมเตรียมพบกับไลน์อัปศิลปิน-ดารา และคนดังที่จะมาร่วมสร้างปรากฏการณ์ความสนุก อาทิ หยิ่น อานันท์ หว่อง, ต๊ะ แอนด์ เฟรนด์ แฟมิลี่ และความยิ่งใหญ่ของวงหมอลำขวัญใจมหาชน ระเบียบวาทศิลป์ ระหว่างวันที่ 25 – 27 กันยายน 2569 ณ Central Court Zone ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมเตรียมพบกับโปรโมชันสุดเซอร์ไพรส์ เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะภายในงานนี้เท่านั้น” นายปิ่นยศ กล่าวทิ้งท้าย

มธ. ดัน ‘เยาวชน’ ขับเคลื่อนสังคม หนุน ‘อมธ.’ ร่วมแก้ปัญหา ปิดจบจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ จุดกลับรถถนนเชียงรากเพิ่มแสงสว่าง เยาวชนร่วมมือเติมเต็มความปลอดภัย งานร่วมภาคส่วนช่วยลดอุบัติเหตุ

มธ. ดัน ‘เยาวชน’ ขับเคลื่อนสังคม หนุน ‘อมธ.’ ร่วมแก้ปัญหา ปิดจบจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ ‘ถนนเชียงราก’

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ “ถนนเชียงราก” ในวันนี้ มีองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ร่วมเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อน ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึง “พลังของเยาวชน” ที่เมื่อประกอบรวมกับ “การเปิดรับและแรงสนับสนุน” ของผู้ใหญ่ จึงทำให้เกิดเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้

เพราะหากย้อนกลับไปหลายเดือนก่อน สิ่งที่นักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ตลอดจนประชาชนในพื้นที่ นึกขึ้นในความคิดเมื่อพูดถึงถนนดังกล่าว โดยเฉพาะบริเวณจุดกลับรถใต้สะพาน นั่นก็คือ “ความมืด ขาดไฟส่องสว่าง และเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต” ซึ่งกลายเป็นนิยามที่ไม่มีในพจนานุกรม ที่ถูกบัญญัติขึ้นในความรู้สึกของผู้สัญจร จากการประสบพบเจอกับสภาพการณ์เหล่านั้น รวมถึงเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง และเป็นปัญหาที่เรื้อรังยาวนานมาหลายปี
“ในแต่ละปีจุดกลับรถตรงนี้มีการเกิดอุบัติเหตุหลายสิบครั้ง เพราะเป็นจุดที่มีการใช้งานเยอะจริงๆ เนื่องจากนักศึกษาของ มธ. เองก็มีทั้งที่อยู่ทางฝั่งเชียงราก และฝั่งตรงข้ามเชียงราก ไม่ว่ายังไงก็ต้องใช้เส้นทางนั้น” ขวัญชนก แก้วทิพากร นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวจากประสบการณ์จริงที่พบเจอมาตลอดกว่า 3 ปี

แม้ที่ผ่านมา มธ. จะมีการประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มาดำเนินการแก้ไข แต่ด้วยพื้นที่ดังกล่าวมีความทับซ้อนด้านความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน ส่งผลให้เกิดความสับสนว่าใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบกันแน่ กระนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีความพยายามจะสนับสนุนการแก้ไขไปพลางด้วยการติดตั้งไฟส่องสว่างชั่วคราวเอาไว้ ทว่า มักโดนลักลอบขโมยสายไฟ และจบลงที่บริเวณดังกล่าวกลับไปมืดอีกครั้ง

“สุดท้ายคือเหมือนกับต้องเริ่มกระบวนการประสานแจ้งปัญหา เพื่อให้ได้รับการแก้ไขใหม่ไปเรื่อยๆ ซึ่งแต่ละครั้งก็ใช้เวลาพอสมควรกว่าจะมีการดำเนินการแก้ไขได้” ขวัญชนก กล่าว
นั่นทำให้ อมธ. ในฐานะกลไกตัวแทนของเยาวชนคนรุ่นใหม่ของธรรมศาสตร์ เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว และไม่ต้องการแค่เพียงสะท้อนปัญหา แต่อยากเข้ามาลงมือทำผ่านการร่วมผลักดัน เพื่อเปลี่ยนนิยามของถนนเชียงราก ไปสู่ความปลอดภัยระยะยาวอย่างแท้จริง และได้ตั้งให้เรื่องนี้เป็นวาระสำคัญเร่งด่วนที่ต้องทำให้สำเร็จก่อนต้นเดือน ส.ค. 2569

“อมธ. มีการพูดคุยกับทางทีมด้วยกันเอง ทีมผู้บริหาร และทีมเจ้าหน้าที่ มธ. ตั้งแต่แรกๆ ว่าอยากจะแก้ไขปัญหาเรื่องทัศนียภาพ และการเดินทางสัญจรทั้งในมหาวิทยาลัย และบริเวณโดยรอบให้เสร็จก่อนที่จะเปิดเทอมใหม่ในช่วงต้นเดือน ส.ค. ที่จะมีนักศึกษาใหม่ชั้นปีที่ 1 เข้ามาเป็นจำนวนมาก รวมถึงผู้ปกครองที่มาส่งบุตรหลาน ซึ่งหมายความว่าจะมีการสัญจรจำนวนมาก และมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้น” ขวัญชนก ให้เหตุผลถึงการขีดเส้นกรอบเวลาในการขับเคลื่อน

นับแต่นั้น อมธ. จึงมีการลงพื้นที่สำรวจปัญหา และพูดคุยหารือกับหลากหลายภาคส่วน เช่น เครือข่ายนักศึกษา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดปทุมธานี เพื่อจัดทำข้อมูล และข้อเสนอสำหรับส่งไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไข และที่สำคัญคือการได้รับการสนับสนุนจากกองบริหารศูนย์รังสิต มธ. ในการหาแนวทางในการแก้ไขที่ยังไม่เคยดำเนินการที่จะนำไปสู่การผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ ควบคู่ไปกับการพยายามใช้ทุกช่องทางในการแจ้งปัญหา และติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อแปรความพยายาม และความตั้งใจของเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง

“เมื่อมีชื่อของ มธ. เป็นผู้ประสานยื่นเรื่องอย่างเป็นทางการไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง ทำให้เรื่องต่างๆ ได้รับความสนใจ และไม่ถูกมองข้าม” ขวัญชนก กล่าว
กระทั่งเมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2569 สิ่งเหล่านั้นนำพาให้ อมธ. มีโอกาสได้ยื่นหนังสือข้อมูลปัญหา และข้อเสนอให้กับทาง นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ในระหว่างที่มีการลงพื้นที่ตรวจราชการ โดยข้อเสนอไม่เพียงแต่เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาไฟส่องสว่างบริเวณจุดกลับรถ แต่ครอบคลุมปัญหาอื่นๆ ด้วยอย่างเป็นระบบ

ก่อนที่ต่อมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เทศบาลท่าโขลง กระทรวงคมนาคม สส.ปทุมธานี ฯลฯ จะติดต่อกลับมา เพื่อขอความร่วมมือจาก อมธ. ในการเข้าร่วมประชุมอย่างต่อเนื่อง เพื่อมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาไฟส่องสว่าง ตลอดจนปัญหาอื่นๆ ด้วย อาทิ ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ฝาท่อชำรุด ไฟส่องสว่างบนสะพานลอยที่ติดๆ ดับๆ เพื่อที่จะนำไปดำเนินการแก้ไขต่อไป

นี่ถือเป็นอีกภาพสะท้อนที่เน้นให้เห็นว่าพลังของคนรุ่นใหม่ได้นำไปสู่การทลายความซ้ำซ้อนของหน่วยงานรัฐ และหันมาเปิดโต๊ะรับฟังและร่วมกันแก้ไขปัญหา ภายใต้การใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ รวมถึงการประสานงานอย่างสร้างสรรค์

จนที่สุดแล้ว ความพยายามของ อมธ. ก็ออกดอกผล และทำให้ความปลอดภัยกลายเป็นนิยามใหม่ของถนนเชียงราก เพราะจากกระบวนการขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้ไม่นานหลังจากนั้น ปัญหาต่างๆ ก็ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันจุดกลับรถใต้สะพานบริเวณถนนเชียงรากมีการนำไฟส่องสว่างมาติดตั้งเรียบร้อยแล้ว รวมถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ ควบคู่ไปด้วย เช่น ติดตั้งไฟส่องสว่างสะพานลอยใหม่ ซ่อมแซมถนนที่เป็นหลุมเป็นบ่อ และกรณีฝาท่อชำรุด

“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมีการให้ช่องทางติดต่อกับผู้ที่ดูแลเรื่องต่างๆ โดยตรง จึงทำให้ทุกวันนี้ถ้าบริเวณไหนมีระบบไฟส่องสว่างดับ หรือมีปัญหา ทาง อมธ. สามารถติดต่อแจ้งเรื่องไปได้ทันที ซึ่งหน่วยงานนั้นๆ ก็จะมีการส่งคนลงมาเร่งรัดจัดการปัญหาเหล่านั้นให้” ขวัญชนก กล่าว
ที่สำคัญ การขับเคลื่อนในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดอุบัติเหตุทางถนนจากสภาพมืด และไม่มีไฟส่องสว่างในระดับพื้นที่ แต่ยังอาจส่งผลไปถึงภาพใหญ่ของประเทศด้วย เพราะกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม คำนวณไว้ว่า ทุกการเกิดอุบัติเหตุ 1 ครั้ง มีมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมสูงถึง 3.55 ล้านบาท

อย่างรายงานอุบัติเหตุจราจร บนทางหลวงแผ่นดิน ปี 2568 จัดทำโดยสำนักอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ระบุว่า บริเวณทางหลวงที่มีสภาพมืดไม่มีไฟฟ้าแสงสว่างนั้น มีการเกิดอุบัติเหตุรวม 1,208 ครั้ง ในจำนวนนี้รุนแรงถึงแก่ชีวิต 165 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 276 คน บาดเจ็บสาหัส 181 คน และบาดเจ็บเล็กน้อย 966 คน ซึ่งคิดรวมแล้วมูลค่าความเสียหายจะสูงถึง 4,288 ล้านบาท ฉะนั้น หากลดอุบัติเหตุทางถนนลงก็จะช่วยความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในส่วนนี้ได้จำนวนมาก

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยในยุคนี้ต้องไม่ใช่แค่ให้ความรู้หรือบ่มเพาะทักษะแห่งอนาคต แต่ต้องปลูกฝังจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม และโดยเฉพาะการสร้างพื้นที่ให้นักศึกษาได้ก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ซึ่งการเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาได้สะท้อนปัญหา หรือความต้องการ และขับเคลื่อนร่วมกันกับมหาวิทยาลัย ถือเป็นหนึ่งในแนวทางที่ช่วยได้อย่างดี อีกทั้งยังทำให้การแก้ไขปัญหานำไปสู่ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพขึ้นด้วย

“ปัจจุบันจะเห็นได้ว่าหลายครั้งคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยมีศักยภาพและความต้องการจะขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ แต่เมื่อแสดงความเห็น หรือเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาของตัวเองแล้ว มักจะถูกมองข้าม หรือรับฟังแค่ผ่านๆ ซึ่งสิ่งนี้อาจนำไปสู่ความรู้สึกเฉื่อยชา หรือกระทั่งไม่อยากเข้าไปส่วนร่วมในเรื่องใดๆ ก็ตาม แต่ในทางกลับกันถ้าเสียงเหล่านั้นถูกรับฟังและนำไปใช้จริงก็จะทำให้รู้สึกอยากจะทำสิ่งเหล่านี้ต่อไป” ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าว

ทความวิจารณ์ กกต. ปมหลักนิติรัฐ!! เตือนอย่าให้ประวัติศาสตร์การเมืองซ้ำรอยจนศรัทธาประชาชนพัง ๒๐ ปีตราชั่งนำพากลับ เลวร้ายยิ่งกว่าฝ่าฝืนกฎหมาย ล้วงลึกการฉ้อฉลภายใต้นิติรัฐ เงาอดีตผุดซ้ำในยุคดิจิทัล

จาก ๓ หนา ๕ ห่วง ถึง ๕ ข้ารับใช้มหาโจร วัฏจักรฉ้อฉล ย่ำยีนิติรัฐ ทรยศประชาชน จุดจบคือเรือนจำ!

ไม่น่าเชื่อว่า “กกต. บาป” ที่เคยเกิดขึ้นในปี ๒๕๔๙ จะกลายเป็นเงาอดีตที่หวนคืนกลับมาทำลายหลักนิติรัฐอีกครั้งในปี ๒๕๖๙ จึงพูดได้ว่า ๒๐ ปีในการพัฒนาประเทศ อาจนำพาเราไปสู่โลกดิจิทัลได้จริง แต่ ๒๐ ปีใน “วงการตราชั่งไทย” กลับนำพาเราถอยหลังเข้าสู่อเวจีแห่งการรับใช้นักการเมืองเลว

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยเคยบันทึกฉากทัศน์เน่า ๆ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไว้ครั้งหนึ่ง ครั้งนั้น “มนุษย์บาปหนาขี้ข้านักการเมือง” ได้ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จอย่างไร้ความสุจริตเพื่อเปิดทางให้อำนาจรัฐ จนท้ายที่สุดการทำงานรับใช้ “มหาโจรในคราบนักการเมืองเลว” ก็จำต้องแพ้ภัยตัวเอง เดินคอตกเข้าคุกเรียงตัว กลายเป็นข่าวดังยากที่คนไทยจะลืมเลือน

แม้จะลงเอยที่ตะราง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “โจรเสื้อแดงเผาเมือง” ยุคนั้น ได้ผงาดขึ้นบน “เวทีชั่วมืออาชีพ” กับบทบาท “เจ้านาย กกต.” กลายเป็นต้นแบบเลว ๆ ของ “โจรเสื้อน้ำเงินปล้นน้ำมัน” ในเวลาต่อมา

ต่างกันที่ ยุคบาปของ “ ๓ หนา ๕ ห่วง” ลิขสิทธิ์อันเลวทรามของ “คนหน้าเหลี่ยม” คือความฉ้อฉลในรูปแบบ "หน้าด้านตรงไปตรงมา" กล้าทำผิดกฎหมายอย่างเปิดเผย จนจบลงที่เรือนจำ ส่วนยุคชั่วของปัจจุบัน คือความฉ้อฉลในรูปแบบ "ซ่อนหลังข้อกฎหมาย" บิดเบือนเจตนารมณ์ ใช้เทคนิคเพื่อโอบอุ้มฝ่ายบริหาร ดูถูกสติปัญญาของประชาชนคนไทยว่าโง่งมจนมองความบิดเบี้ยวไม่ออก

หากปี ๒๕๔๙ คือบทเรียนเรื่องความหน้าด้านในการ “ฝ่าฝืนกฎหมาย” ยุคนี้กลับเป็นบทเรียนที่เลวร้ายยิ่งกว่า คือการใช้กฎหมายเป็น “อาวุธเข่นฆ่าความถูกต้อง” ทั้งปวง

การเปลี่ยนตราชั่งให้กลายเป็น “เครื่องมือฟอกขาวนักการเมืองเลว” จนประชาชนหมดสิ้นความศรัทธาในระบบการเลือกตั้ง ส่งสัญญาณเตือนสังคมซ้ำอีกครั้งว่า ความซื่อสัตย์สุจริตนั้นไม่มีความหมายเท่ากับการมีอำนาจอยู่ในมือ

อำนาจที่ได้มาจากการรับใช้นักการเมืองเลว อาจซื้อความสบายให้ชีวิตในวันนี้ได้ แต่ไม่อาจซื้อกุญแจไขให้ตนเองหลุดพ้นจากตราบาปในประวัติศาสตร์ได้ และที่จริงของจริงทั้งปวงคือ ไม่อาจใช้ล็อกประตูเรือนจำที่เคยเปิดรับผู้กุมตราชั่งเอียงมาแล้วในอดีต..ได้อีกเช่นกัน

การฉายหนังซ้ำในเงาเรื่องเดิม กำลังเปิดให้จองตั๋วเพื่อให้ กกต. เข้าไปดูตัวเองในคุกแล้วในเวลานี้

แจ็ค รัสเซล

ORIGIN คว้า 3 รางวัลใหญ่!! บนเวทีระดับประเทศ PropertyGuru Thailand Property Awards 2026 ตอกย้ำผู้นำพัฒนาคอนโดฯครบวงจร ตอบโจทย์ลูกค้าทุกเจเนอเรชัน ยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยนวัตกรรม

ORIGIN คว้า 3 รางวัลใหญ่ บนเวทีระดับประเทศ PropertyGuru Thailand Property Awards 2026
ตอกย้ำผู้นำพัฒนาอสังหาฯครบวงจร ออกแบบ-เข้าใจ Customer Insight อย่างแท้จริง

ออริจิ้น คว้า 3 รางวัลอันทรงเกียรติ จากเวทีระดับประเทศ PropertyGuru Thailand Property Awards 2026 สะท้อนวิสัยทัศน์การเป็นผู้นำตลาดคอนโดฯ ที่เข้าใจและตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง ก้าวข้ามการสร้างที่อยู่อาศัย สู่การสร้างสรรค์คุณค่าและประสบการณ์การใช้ชีวิตอย่างเหนือระดับในทุกมิติ ตอกย้ำแนวคิด “Creative Living for Better Life” สร้างสรรค์การใช้ชีวิต เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

นายอภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ORIGIN VERTICAL กลุ่มธุรกิจคอนโดมิเนียมในเครือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI เผยถึงความภาคภูมิใจครั้งสำคัญที่ได้รับการยอมรับจากเวทีระดับนานาชาติอย่าง PropertyGuru Thailand Property Awards 2026 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทในการพัฒนาโครงการที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ การออกแบบ และความเข้าใจใน Customer Insight เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทุกเจเนอเรชัน ภายใต้แนวคิด “Creative Living for Better Life” สร้างสรรค์การใช้ชีวิต เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

"รางวัลที่ได้รับในครั้งนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจของทีมงานออริจิ้นทุกคน และเป็นกำลังใจสำคัญในการเดินหน้าพัฒนาโครงการให้ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่หลากหลายยิ่งขึ้น เพราะเราเชื่อว่าการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในวันนี้ ไม่ได้จบเพียงการสร้าง ‘ที่อยู่อาศัย’ แต่ต้องสามารถสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้คนในทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิต" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

สำหรับ 3 รางวัลสำคัญที่ได้รับในครั้งนี้ ประกอบด้วย รางวัล People’s Choice Awards สะท้อนถึงการตอบรับความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์และโครงการของออริจิ้น รางวัล Best Lifestyle Developer สะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการให้สอดรับกับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ครอบคลุมทั้งการอยู่อาศัย การทำงาน การพักผ่อน และการดูแลสุขภาพ และ รางวัล Best Luxury Mixed Use Development มอบให้แก่โครงการ “ออริจิ้น ทองหล่อ เวิลด์” (Origin Thonglor World) ตอกย้ำศักยภาพในการสร้าง “พื้นที่แห่งการใช้ชีวิต” ที่เชื่อมโยงไลฟ์สไตล์ทุกมิติเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

โดย โครงการ ออริจิ้น ทองหล่อ เวิลด์ (Origin Thonglor World) แฟลกชิป Mixed-Use ระดับลักชัวรี มูลค่ากว่า 14,000 ล้านบาท เมกะโปรเจกต์ของกลุ่มออริจิ้น ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพสูงใจกลางทองหล่อ ซอย 10 บนเนื้อที่กว่า 6 ไร่ เชื่อมต่อย่านธุรกิจสำคัญทั้งอโศก พร้อมพงษ์ ทองหล่อ และเอกมัย พัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “BEYOND YOUR LIVING” ในรูปแบบ Freehold Mixed-Use ผสานพื้นที่ Residential และ Commercial ไว้ในแห่งเดียว

มีพื้นที่ Residential Zone จำนวน 795 ยูนิต ออกแบบภายใต้แนวคิด “Tailor Your Dream” แบ่งออกเป็น 3 Collections ได้แก่ Origin Courtyard, Origin Prestige และ Origin Glass House พร้อมยกระดับการอยู่อาศัยด้วยบริการรูปแบบ Branded Residence และ Hotel Serviced Residence รวมทั้ง Lifestyle Ecosystem Complete รวบรวมองค์ประกอบการใช้ชีวิตไว้อย่างครบครัน ทั้ง Executive Office รองรับธุรกิจยุคใหม่, Lifestyle Retail ร้านอาหารระดับ Fine Dining, Healthcare Center Mediplex ศูนย์ดูแลสุขภาพและความงามครบวงจร เติมเต็มด้วย Thonglor Central Park พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กว่า 4 ไร่ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างธรรมชาติและชีวิตเมืองอย่างยั่งยืน

การได้รับรางวัลจากเวที PropertyGuru Thailand Property Awards 2026 ซึ่งเป็นเวทีที่ได้รับการยอมรับในมาตรฐานการตัดสินที่เป็นอิสระและโปร่งใสโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่ยืนยันว่า ออริจิ้น พร้อมเดินหน้าสร้างสรรค์โครงการคุณภาพที่ไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่เป็น Lifestyle Ecosystem ที่สมบูรณ์แบบเพื่อคนเมืองยุคใหม่ต่อไป

23 กันยายน 2445 ‘ธนบัตร’ ออกใช้เป็นครั้งแรกในสยาม รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ เปิดแลกธนบัตร มีลักษณะเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินของรัฐบาล วางรากฐานเงินกระดาษไทย

วันนี้เมื่ออดีต พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เปิดรับแลกเปลี่ยนธนบัตรแก่ประชาชนอย่างเป็นทางการ นับเป็นการนำ ‘ธนบัตร’ ออกใช้เป็นครั้งแรกในสยาม

แรกเริ่มก่อนที่จะมีการใช้ธนบัตรนั้น ไทยได้มีการออกใช้เงินกระดาษมาก่อนแล้ว เนื่องจากมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจการค้ากับชาติตะวันตกทำให้ความต้องการเงินตราภายในสยามเกินกำลังการผลิต เกิดความขาดแคลนเงินที่ผลิตจากโลหะจึงมีการออกเงินกระดาษ เรียกว่า หมาย ในสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่อใช้ร่วมกันกับเหรียญโลหะแต่ก็ไม่เป็นที่นิยมใช้เนื่องจากคนทั่วไปยังคุ้นเคยกับการใช้เงินโลหะอยู่ ต่อมาเมื่อมีธนาคารพาณิชย์จากต่างประเทศ คือ ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ ธนาคารชาร์เตอร์ และธนาคารแห่งอินโดจีนได้ขออนุญาตนำบัตรธนาคารออกใช้เป็นตั๋วสัญญาในการชำระหนี้ในวงแคบระหว่างธนาคารและลูกค้าในช่วง พ.ศ. 2432 - 2445 โดยมีการเรียกบัตรธนาคารทับศัพท์ว่า แบงก์โน้ตหรือแบงก์ ซึ่งสร้างความเคยชินและเรียกธนบัตรของรัฐบาลที่ออกใช้ในภายหลังจนติดปากถึงทุกวันนี้ว่า แบงก์

จนกระทั่ง พ.ศ. 2445 จึงเข้าสู่วาระสำคัญในการออกธนบัตร กล่าวคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการให้ตรา พระราชบัญญัติธนบัตรสยาม รัตนโกสินทรศก 121 ขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2445 อีกทั้งโปรดให้จัดตั้ง กรมธนบัตร ในสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เพื่อทำหน้าที่ออกธนบัตรและรับจ่ายเงินขึ้นธนบัตร และเปิดให้ประชาชนนำเงินตราโลหะมาแลกเปลี่ยนเป็นธนบัตรตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2445 จึงนับว่าธนบัตรได้เข้ามามีบทบาทในระบบการเงินของไทยอย่างจริงจังนับแต่นั้นมา

ธนบัตรที่นำออกใช้ตามพระราชบัญญัติธนบัตรสยาม รัตนโกสินทรศก 121 นั้น มีลักษณะเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินของรัฐบาลที่สัญญาจะจ่ายเงินตราให้แก่ผู้นำธนบัตรมายื่นโดยทันที ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติเงินตรา พุทธศักราช 2471 ซึ่งกำหนดให้เงินตราของประเทศประกอบด้วยธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ ตลอดจนให้ธนบัตรและเหรียญกษาปณ์เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย จึงเป็นการเปลี่ยนลักษณะของธนบัตรจากตั๋วสัญญาใช้เงินมาเป็นเงินตราอย่างสมบูรณ์

24 กันยายน วันมหิดล ‘พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย’

24 กันยายน วันมหิดล ‘พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย’ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (กรมหลวงสงขลานครินทร์)

‘สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก’ ทรงพระราชสมภพวันที่ 1 มกราคม (ตามปฏิทินเก่าคือ ปี พ.ศ. 2434 แต่ตามปฏิทินใหม่คือ ปี พ.ศ. 2435) เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า มีพระเชษฐา และพระเชษฐภคินีที่ประสูติร่วมพระราชมารดา 7 พระองค์

สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เป็นพระบรมราชชนกในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเป็นพระอัยกาในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

พระองค์มีคุณูปการแก่กิจการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขของประเทศไทย ประชาชนโดยทั่วไปคุ้นเคยกับพระนามว่า ‘กรมหลวงสงขลานครินทร์’ หรือ ‘พระราชบิดา’ และบางครั้งก็ปรากฏพระนามว่า ‘เจ้าฟ้าทหารเรือ’ และ ‘พระประทีปแห่งการอนุรักษ์สัตว์น้ำของไทย’ ส่วนชาวต่างประเทศเรียกพระนามว่า ‘เจ้าฟ้ามหิดล’

หลังพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช พระองค์ทรงพระประชวร ต้องประทับในพระตำหนักวังสระปทุม และสวรรคตเมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2472 เวลา 16.45 น. เมื่อพระชนมายุ 37 พรรษา 8 เดือน 23 วัน
ด้วยความรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ผู้ที่เคยได้รับพระกรุณาในด้านต่าง ๆ จากพระองค์ จึงได้รวบรวมเงินจัดสร้างพระรูปประดิษฐานไว้ ณ โรงพยาบาลศิริราช โดยมอบให้กรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินการสร้าง มี ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ควบคุม

ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงกระทำพิธีเปิด เมื่อวันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2493 และ ในวันที่ 24 กันยายนปีเดียวกัน นักศึกษาแพทย์ได้ริเริ่มจัดงานขึ้นเป็นครั้งแรก เนื่องในวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ โดยมีพิธีวางพวงมาลา ถวายบังคมพระรูป อ่านคำสดุดีพระเกียรติ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์

ทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ประกาศให้วัน ที่ 24 กันยายน ของทุกปีเป็น ‘วันมหิดล’ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2494 เป็นต้นมา เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ในฐานะพระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขของไทย

DECO ผนึกพันธมิตร EV ลุยระบบชาร์จเร็ว “NEXA EV Station Hub” เปิด 156 แห่งทั่วไทย รองรับ 48,000 จุดชาร์จ เทคโนโลยีชาร์จเร็ว 5-10 นาที สร้างระบบนิเวศ EV ครบวงจรเต็มรูปแบบ

DECO ผนึกพันธมิตร EV ลุยระบบชาร์จเร็ว “NEXA EV Station Hub”
สองบริษัทยัหษ์ใหญ่ NT จับมือ MEAei หนุนปักหมุด ทั่วประเทศ

กรุงเทพฯ – บริษัท เดโก้ กรีน เอนเนอร์จี จำกัด (DECO) ร่วมกับกลุ่มพันธมิตรเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระบบชาร์จและการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอ้จฉระยะ เพื่อนำเทคโนโลยีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเข้าสู่ระบบนิเวศ “NEXA EV Station Hub” โดยได้รับการสนับสนุนจากสองรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ ทั้งด้านพื้นที่ โครงข่ายดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอัจฉริยะ ตั้งเป้า เปิดให้บริการ NEXA EV Station Hub 156 แห่งทั่วประเทศ รองรับมากกว่า 48,000 จุดชาร์จ ทั่วประเทศ

นายกฤตเมธ ตั้งพิชญโพธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดโก้ กรีน เอนเนอร์จี จำกัด (DECO) กล่าวในฐานะตัวแทนกลุ่มพันธมิตรด้านเทคโนโลยีว่า “DECO ได้รับแรงหนุนที่แข็งแกร่งทำให้เราสามารถดึงศักยภาพทางเทคโนโลยีมาต่อยอดระบบนิเวศได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะระบบฟาสต์ชาร์จ (Fast Charge) นวัตกรรมชาร์จเร็วประสิทธิภาพสูงสำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่บริษัทร่วมพัฒนาจนสำเร็จและมีความพร้อมใช้งานแล้ว สามารถชาร์จแบตเตอรี่เต็มได้เร็วสุดประมาณ 5 นาที และประมาณ 10 นาทีสำหรับแบตเตอรี่รุ่นความจุสูงสุด ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ยังไม่มีผู้ให้บริการรายใดในตลาดทำได้ในปัจจุบัน ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดด้านระยะเวลาการชาร์จ ทำให้การใช้งานรถ EV ทั้งในชีวิตประจำวันและเชิงพาณิชย์เป็นไปได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น และสามารถขยายการใช้งานจริงทั่วประเทศบนระบบนิเวศ NEXA EV Station Hub”

โครงการ NEXA EV Station Hub วางเป้าหมายปักหมุดสร้างสถานีชาร์จจำนวน 156 แห่งทั่วประเทศ รองรับมากกว่า 48,000 จุดชาร์จ ยกระดับพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางบริการอัจฉริยะแบบครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตและประกอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า นวัตกรรมแบตเตอรี่อัจฉริยะ (BMS) ระบบตู้ชาร์จอัจฉริยะ การบริหารจัดการผ่าน Cloud แอปพลิเคชัน Solar Roof ไปจนถึงบริการหลังการขายและการดูแลช่างเทคนิคในประเทศ เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ตอบสนองวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

สำหรับ ความร่วมมือ ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาระบบชาร์จและการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อนำเทคโนโลยีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเข้าสู่ระบบนิเวศ “NEXA EV Station Hub เป็นการสานต่อรากฐานสำคัญในการวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาด เพื่อรองรับการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยอย่างยั่งยืนและครบวงจร โดยหัวใจสำคัญของการร่วมมือ คือการผสานเทคโนโลยีและบริการเข้าด้วยกันอย่างแท้จริง (Technology Integration) โดยครอบคลุมตั้งแต่

-การผลิตและการประกอบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า: รองรับทั้งการใช้งานประจำวัน ขนส่งพัสดุ รับส่งอาหาร และฟลีตเชิงพาณิชย์
-นวัตกรรมแบตเตอรี่อัจฉริยะ: นำระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ (BMS) และโมดูลแบตเตอรี่ลิเธียมประสิทธิภาพสูงมาใช้เพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุด
-ระบบชาร์จและตู้ชาร์จอัจฉริยะ: พัฒนาสถานีชาร์จสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมระบบควบคุมและติดตามสถานะแบบเรียลไทม์
-เชื่อมโยงระบบดิจิทัลและแอปพลิเคชัน: บริหารจัดการผ่านระบบ Cloud, ระบบจัดการพลังงาน (Energy Management System), Solar Roof และแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาสถานี ชำระเงิน และเช็กสถานะได้อย่างสะดวกสบาย
-บริการหลังการขายและการดูแลในไทย: การฝึกอบรมช่างเทคนิค การจัดหาอะไหล่ และศูนย์รับประกันในประเทศ

เทคโนโลยีและบริการทั้งหมดจากพันธมิตรจะถูกนำมาเชื่อมต่อเข้ากับ NEXA Platform แพลตฟอร์มกลางที่ผสานโครงข่ายสื่อสารและพื้นที่ยุทธศาสตร์ของ NT เข้ากับระบบพลังงานของ MEAei ทำให้สถานีชาร์จ NEXA EV Station Hub ไม่ได้เป็นเพียงจุดชาร์จไฟเท่านั้น แต่เป็นศูนย์รวมบริการดิจิทัล ร้านค้า พื้นที่พักผ่อน และจุดเชื่อมต่อการเดินทางอัจฉริยะของชุมชน นอกจากนี้ ในระบบนิเวศดังกล่าวยังได้เปิดตัว ‘ELi’ (Energy Link Innovator) แบรนด์แอมบาสเดอร์ที่เป็นตัวแทนสื่อสารบริการชาร์จรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ตู้ชาร์จ และนวัตกรรมพลังงานให้ผู้ใช้งานเข้าใจและเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น

การผนึกกำลังในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการร่วมมือกันของ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และ บริษัท เอ็มอีเอ สมาร์ทเอนเนอร์ยี่โซลูชั่นส์ จำกัด (MEAei) ในฐานะผู้สนับสนุนหลักด้านโครงข่ายดิจิทัลและระบบพลังงาน ร่วมกับกลุ่มพันธมิตรภาคเทคโนโลยี EV ชั้นนำ ได้แก่ บริษัท เดโก้ กรีน เอนเนอร์จี จำกัด (DECO), บริษัท เรด เทค คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท เมคทูวิน โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน), Zhengzhou Zhengfang Technology Co., Ltd. และ Future New Energy Technology (Thailand) Co., Ltd. ทั้งนี้ ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกันระหว่างคณะผู้บริหารจากองค์กรพันธมิตรทุกฝ่ายเพื่อผสานห่วงโซ่เทคโนโลยีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมุ่งเปลี่ยนผ่านประเทศไทยเข้าสู่ยุคพลังงานสะอาด และยกระดับ NEXA EV Station Hub ให้เป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์ดิจิทัลแห่งอนาคต

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ

โฆษกกองทัพเรือชี้แจงเพิ่มเติม กรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับคำว่า “ต่อเรือในประเทศ 100%”
การต่อเรือรบสมรรถนะสูงภายในประเทศให้ได้ในสัดส่วนที่สูงขึ้น ไม่อาจเกิดขึ้นได้ในทันที แต่ต้องพัฒนาขีดความสามารถของอู่ต่อเรือ บุคลากร องค์ความรู้ เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง

สำหรับโครงการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูง กองทัพเรือกำหนดไว้ในขอบเขตของงาน (TOR) ว่า เรือลำแรกต้องมีสัดส่วนการดำเนินงานในประเทศไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของโครงสร้างตัวเรือทั้งหมด และหากมีการจัดหาเรือลำที่สอง ต้องเพิ่มขึ้นเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 30
ทั้งนี้ ร้อยละ 20 เป็นเพียงเกณฑ์ขั้นต่ำ หากผู้เสนอรายใดสามารถเสนอให้มีสัดส่วนการดำเนินงานภายในประเทศได้สูงกว่าเกณฑ์ โดยมีความเป็นไปได้และไม่กระทบต่อมาตรฐาน คุณภาพ ระยะเวลาส่งมอบ และความพร้อมรบของเรือ ย่อมช่วยให้กองทัพเรือบรรลุเจตนารมณ์ในการพึ่งพาตนเองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และทำให้ประเทศได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การจ้างงาน และการยกระดับอุตสาหกรรมต่อเรือภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มสัดส่วนการต่อเรือภายในประเทศจะต้องดำเนินควบคู่กับการพัฒนาขีดความสามารถและความพร้อมของอู่ต่อเรือไทย ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือ บุคลากร มาตรฐานการผลิต และระบบควบคุมคุณภาพ เพื่อให้สามารถรองรับการต่อเรือรบสมรรถนะสูงได้อย่างแท้จริง มิใช่เป็นเพียงการกำหนดตัวเลขในเอกสาร

ดังนั้น คำว่า “ต่อเรือในประเทศ 100%” จึงเป็น เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาว ที่ประเทศไทยต้องร่วมกันพัฒนาไปให้ถึง มิได้หมายความว่าเรือฟริเกตลำที่อยู่ระหว่างการจัดหาในปัจจุบันจะต่อภายในประเทศทั้งหมดในทันที

กองทัพเรือยืนยันว่า เป้าหมายของโครงการมิใช่เพียงการจัดหาเรือมาใช้งาน แต่คือการใช้ทุกโอกาสจากการจัดหาเพื่อสร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และขีดความสามารถให้แก่อุตสาหกรรมต่อเรือไทยอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเอง
ได้มากขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน
“กองทัพเรือได้เรือ ประเทศก็ได้ด้วย”

ที่มา :https://www.facebook.com/photo/?fbid=1096795599379528&set=a.180070871052010

ปตท.สผ. เดินหน้าพัฒนาแหล่งก๊าซฯ กำลังลงทุนแหล่งก๊าซฯ บุษบง ผลิตรายวัน 30 ล้านลูกบาศก์ฟุต ผลิตเพิ่มเป็น 40 ล้านปี 73 รองรับความต้องการพลังงานไทย

ปตท.สผ. เดินหน้าพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง รองรับการใช้พลังงานของประเทศในอนาคต

กรุงเทพฯ, 22 กันยายน 2569 – ปตท.สผ. ประกาศตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) เดินหน้าพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง ในโครงการจี 3/65 เพื่อเตรียมผลิตก๊าซธรรมชาติในปี 2571 รองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศไทยในอนาคต 

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด หรือ ปตท.สผ. อีดี 

ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้ตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision หรือ FID) เพื่อพัฒนาแหล่ง ก๊าซฯ บุษบง ในโครงการจี 3/65 บริเวณอ่าวไทย ต่อยอดความสำเร็จจากการสำรวจพบแหล่งก๊าซธรรมชาติสู่การพัฒนา โดยจะใช้ระยะเวลาในการพัฒนาแหล่งประมาณ 2 ปี จึงจะสามารถเริ่มการผลิตก๊าซฯ ได้ในปี 2571 ด้วยอัตราการผลิตประมาณ 30 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 40 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ภายในปี 2573 เพื่อรองรับการใช้พลังงานของประเทศที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต 

สำหรับการพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง ในโครงการจี 3/65 ปตท.สผ. มีแผนจะผลิตก๊าซธรรมชาติ 

ผ่านระบบท่อส่งใต้ทะเลที่จะเชื่อมกับแท่นผลิตกลาง (Central Processing Platform) และอุปกรณ์การผลิตของแหล่งบงกชเหนือในโครงการจี 2/61 ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กัน โดย ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการ (Operator) อยู่แล้ว ทำให้สามารถพัฒนาแหล่งก๊าซฯ บุษบง ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น  อย่างไรก็ตาม 

บริษัทฯ จะสามารถดำเนินการตามแผนงานดังกล่าวได้ ภายหลังจากได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ยังมีแผนงานในการสำรวจบริเวณพื้นที่อื่น ๆ ของโครงการจี 3/65 โดยจะทำการเจาะหลุมสำรวจในพื้นที่นงเยาว์ นอร์ทอีสต์ เพื่อประเมินศักยภาพแหล่งปิโตรเลียมเพิ่มเติม หากมีการค้นพบปิโตรเลียม จะสามารถเพิ่มอัตราการผลิตของโครงการจี 3/65 ได้อีกในอนาคต 

ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการและได้รับสิทธิการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในโครงการจี 3/65 ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract หรือ PSC) ตั้งแต่ปี 2566 โดยโครงการมีพื้นที่ครอบคลุมประมาณ 11,647 ตารางกิโลเมตร ทั้งนี้ ภายหลังจากเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อให้การโอนสัดส่วนการลงทุนภายใต้สัญญาการลดสัดส่วน (Farm-out Agreement) เสร็จสมบูรณ์แล้ว ปตท.สผ. ถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 60 และยังคงเป็นผู้ดำเนินการ ขณะที่บริษัท แวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ (ชัยพฤกษ์) จำกัด จะถือสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 40

ปัจจุบัน ปตท.สผ. มีโครงการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรวมกว่า 50 โครงการ กว่า 10 ประเทศทั่วโลก สำหรับในประเทศไทย ปตท.สผ. มีโครงการทั้งบนบกและในอ่าวไทย จำนวน 20 โครงการ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top