Wednesday, 7 October 2026
TheStatesTimes

ทัพเรือปิดด่านเข้มชายแดนจันทบุรี!! รวบ 5 ผู้ต้องสงสัยลักลอบส่งรถโจรกรรมข้ามแดน ของกลางยึด 4 จยย. 1 รถยนต์ ยาเสพติดและโทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง สกัดขบวนการข้ามชาติทุกรูปแบบ

“กองทัพเรือสกัดขบวนการโจรกรรมรถจักรยานยนต์ข้ามชาติ ชายแดนจันทบุรี จับผู้ต้องหา 5 ราย ยึดรถจักรยานยนต์ 4 คัน พร้อมยาไอซ์”

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ได้จัดกำลังเฝ้าตรวจและสกัดกั้นขบวนการลักลอบนำรถจักรยานยนต์ที่ได้มาจากการโจรกรรมออกนอกราชอาณาจักร บริเวณพื้นที่เขาเสือหมอบ ตำบลคลองใหญ่ อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี

เจ้าหน้าที่ตรวจพบรถจักรยานยนต์ 2 คัน และรถยนต์ 1 คัน เข้ามาในพื้นที่เป้าหมาย จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบและสามารถควบคุมบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ 4 ราย พร้อมตรวจยึดยานพาหนะไว้เป็นของกลาง จากนั้นได้ขยายผลเข้าตรวจสอบที่พักในพื้นที่บ้านบึงชนัง ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน สามารถควบคุมบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มอีก 1 ราย รวมทั้งสิ้น 5 ราย เป็นชาย 4 ราย หญิง 1 ราย ในจำนวนนี้เป็นบุคคลสัญชาติกัมพูชา 1 ราย

ของกลางที่ตรวจยึดได้ ประกอบด้วย รถจักรยานยนต์ 4 คัน รถยนต์กระบะ 1 คัน โทรศัพท์มือถือ 6 เครื่อง และยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) จำนวนหนึ่ง โดยผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า รถจักรยานยนต์ 2 คัน มีการแจ้งเหตุโจรกรรมไว้ในพื้นที่สถานีตำรวจภูธรแกลงและสถานีตำรวจภูธรนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง ส่วนรถจักรยานยนต์อีก 2 คัน และรถยนต์กระบะอยู่ระหว่างการตรวจสอบประวัติและแหล่งที่มา
จากการสืบสวนเบื้องต้นพบพฤติการณ์เป็นขบวนการ มีการแบ่งหน้าที่ตั้งแต่การตระเวนโจรกรรมรถจักรยานยนต์ตามความต้องการของผู้สั่งการ การลำเลียงรถจากพื้นที่จังหวัดระยองมารวบรวมในพื้นที่ชายแดนจังหวัดจันทบุรี ตลอดจนการนัดหมายเพื่อเตรียมลักลอบนำรถออกนอกราชอาณาจักรผ่านช่องทางธรรมชาติไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรโป่งน้ำร้อน เพื่อดำเนินการสอบสวน ขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการ และดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหาที่เกี่ยวข้อง อาทิ ลักทรัพย์หรือรับของโจร มียาเสพติดไว้ในครอบครอง เสพยาเสพติดโดยไม่ได้รับอนุญาต และขับขี่ยานพาหนะขณะมีสารเสพติด ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้สะท้อนถึงความเข้มงวดของมาตรการควบคุมชายแดนและการ “ปิดด่าน 100%” เพื่อสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดนและการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ กองทัพเรือจะยังคงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวัง ตรวจสอบ และขยายผลเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ในการควบคุมตัวและส่งมอบผู้ถูกจับกุม เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน โดยถือปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 อย่างเคร่งครัด มิได้กระทำการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย หรือการกระทำที่เป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีของผู้ถูกจับกุมแต่อย่างใด

กระทรวงวัฒนธรรมขยับแล้ว!! หลังดราม่าเวที Miss Universe Cambodia ใช้ภาพฟิล์มกระจกสยาม วธ.ย้ำชุดไทยคือมรดกทางวัฒนธรรมไทย หลังเกิดข้อถกเถียงเรื่องภาพประวัติศาสตร์บนเวทีกัมพูชา เร่งรวบรวมข้อมูล ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

วธ. ขยับแล้ว! รับทราบดราม่า "ชุดไทย" กำลังประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งหาแนวทางเผยแพร่มรดกชาติสู่สากล

(20 ก.ย. 69) จากกรณีประเด็นร้อนระอุข้ามประเทศที่ปลุกกระแสความเดือดดาลในโลกออนไลน์ทันที เมื่อเวทีการประกวด Miss Universe Cambodia ในรอบพรีลิมินารี ได้มีการนำภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์เก่าแก่มาฉายประกอบฉากบนเวที พร้อมระบุว่าเป็นวัฒนธรรมและเครื่องแต่งกายของราชสำนักเขมรโบราณ แต่กลับถูกชาวเน็ตตาดีฝั่งไทยแกะรอยและงัดหลักฐานฟาดกลับแบบหน้าชา เพราะภาพที่นำมาใช้นั้นแท้จริงคือ "ภาพถ่ายฟิล์มกระจกของสยาม (ไทย)" ในยุคอดีต

ล่าสุด กระทรวงวัฒนธรรม ได้ระบุว่า กระทรวงวัฒนธรรมรับทราบข้อห่วงใยและข้อคิดเห็นของประชาชน ในประเด็นที่เกี่ยวกับ “ชุดไทย” ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนภูมิปัญญา ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ของชาติไทย

ขณะนี้ กระทรวงวัฒนธรรมอยู่ระหว่างติดตามข้อมูลและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางดำเนินการที่เหมาะสม เพื่อเผยแพร่คุณค่าของชุดไทยทั้งในประเทศและระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่องต่อไป

ที่มา : https://www.facebook.com/100064316064665/posts/1606646558155864/?rdid=JPTMhxjKuPJZlhv1#

'อาจารย์อุ๋ย' ชี้มติ กกต. สะเทือนหลักนิติธรรม!! กกต. เปิดสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. 427 ราย 77 คนถูกดำเนินคดีอาญา ความเชื่อมั่นถูกท้าทาย ส่งผลกระทบเศรษฐกิจและความไว้วางใจนักลงทุน รัฐบาลต้องแก้ไขก่อนเสียหายเชิงลึกและยาวนาน

อาจารย์อุ๋ยลั่น! มติ กกต. ปมฮั้ว สว. สะเทือนหลักนิติธรรม—ระเบิดเวลาความเชื่อมั่นไทย ทํารัฐบาลอนุทินโรดโชว์ทั่วโลก สูญเปล่า! 

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อาจารย์อุ๋ย)

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

กรณีการดำเนินคดีฮั้วเลือก สว. และมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 กำลังกลายเป็นประเด็นที่สังคมไทยจับตาอย่างหนัก

ตามข้อมูลที่ กกต. เปิดเผยอย่างเป็นทางการ สำนวนดังกล่าวมีผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 คน เอกสารกว่า 75,000 หน้า ก่อนที่ กกต. จะมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับบุคคล 77 คน 

ผมไม่ต้องการให้คนไทยมองเรื่องนี้เพียงว่า ใครรอด ใครโดน หรือฝ่ายการเมืองใดได้ประโยชน์เสียประโยชน์ เพราะสิ่งที่น่ากังวลกว่านั้น คือผลกระทบต่อ “ความเชื่อมั่นในกติกาของประเทศ

เมื่อการบังคับใช้กฎหมายหรือการทำหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญถูกตั้งคำถามจากสังคม ความเสียหายไม่ได้หยุดอยู่แค่ในรัฐสภาหรือสนามการเมือง แต่มันสามารถเดินทางต่อไปถึงโต๊ะของนักลงทุนต่างชาติได้

เพราะเงินทุนไม่มีสัญชาติ และเงินทุนไม่ชอบความไม่แน่นอน

ในการลงทุนระหว่างประเทศ นักลงทุนไม่ได้ดูเพียงว่า ประเทศไหนแจกสิทธิประโยชน์มากกว่า ประเทศไหนลดภาษีมากกว่า หรือ BOI ของประเทศไหนเสนอแพ็กเกจน่าสนใจกว่าเท่านั้น แต่เขาดูด้วยว่า กติกาของประเทศนั้นเชื่อถือได้แค่ไหน

วันนี้เซ็นสัญญาไปแล้ว พรุ่งนี้กติกาจะเปลี่ยนหรือไม่? หากมีข้อพิพาท กระบวนการยุติธรรมเป็นอิสระและคาดการณ์ได้เพียงใด? หน่วยงานของรัฐใช้อำนาจตามมาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่ายหรือไม่? และหากการเมืองเปลี่ยนขั้ว ธุรกิจของเขาจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ไม่สามารถคำนวณต้นทุนได้หรือเปล่า?

เรื่องเหล่านี้ต่างหากที่เงินลงทุนก้อนใหญ่ให้ความสำคัญ

OECD ระบุไว้ใน Anti-Corruption and Integrity Outlook 2026 อย่างน่าสนใจว่า ระบบความซื่อตรงของภาครัฐที่ทำงานได้จริงช่วยสร้างความเชื่อมั่น สนับสนุนการเติบโตและการแข่งขัน และทำให้ประเทศอยู่ในสถานะที่ดีกว่าในการดึงดูดการลงทุน ในทางกลับกัน คอร์รัปชันกลับลดระดับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เพิ่มต้นทุน และสร้างความไร้ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ (OECD⁠ )

นี่คือเรื่องที่ผมอยากให้คนไทยมองให้ไกลกว่าการเมืองรายวัน เพราะคอร์รัปชันและปัญหาหลักนิติธรรมไม่ใช่แค่เรื่องว่า “ใครโกงใคร” แต่มันมีราคา และคนทั้งประเทศอาจต้องร่วมกันจ่าย

ยิ่งน่าสนใจเมื่อมองรายงาน Global Risks Report 2026 ของ World Economic Forum ซึ่งกล่าวถึงการลดลงของความไว้วางใจ ความโปร่งใส และการเคารพหลักนิติธรรม ว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่กำลังกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การค้า และการลงทุน 

พูดง่าย ๆ คือ ในสายตาของนักลงทุน “ความน่าเชื่อถือของประเทศ” ก็คือทรัพย์สินทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่ง และเมื่อทรัพย์สินชิ้นนี้เสียหาย ต่อให้รัฐบาลถือกระเป๋าเดินทางไปโรดโชว์ทั่วโลก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้ง่าย ๆ

ผมจึงอดเป็นห่วงทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูลไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะดึงมืออาชีพเข้ามาทำงานมากเพียงใด หรือเดินสายไปขายศักยภาพประเทศไทยในต่างประเทศอย่างหนักหน่วงแค่ไหน หากในบ้านของเราเองยังมีคำถามต่อมาตรฐานของกติกาและการใช้อำนาจของสถาบันต่าง ๆ ความพยายามเหล่านั้นอาจสูญเปล่า

เพราะนักลงทุนระดับโลกไม่ได้เอาเงินหมื่นล้านแสนล้านเข้าประเทศเพราะฟังพรีเซนเทชันแล้วรู้สึกดี แต่เขาคำนวณความเสี่ยง และหนึ่งในความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ภาษีแพง ไม่ใช่ค่าแรงสูง หรือแม้แต่เศรษฐกิจชะลอตัว เพราะตัวเลขเหล่านี้ยังเอาเข้าเอไอคำนวณได้

แต่สิ่งที่คำนวณราคาได้ยากที่สุด คือ “กติกาที่ไม่แน่นอน” นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงมองกรณีฮั้วเลือก สว. และข้อถกเถียงต่อมติ กกต. ครั้งนี้ว่า ไม่ควรถูกลดทอนให้เหลือเพียงศึกการเมืองระหว่างฝ่ายหนึ่งกับอีกฝ่ายหนึ่ง

สิ่งที่รัฐบาลและองค์กรของรัฐต้องระวังคือ หากเหตุการณ์ต่าง ๆ สะสมจนทำให้เกิดภาพว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่องความแน่นอนของกติกา ความโปร่งใส หรือมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมาย สิ่งที่จะตามมาไม่ใช่แค่ความไม่พอใจทางการเมืองภายในประเทศ แต่คือ “ความเสี่ยงของประเทศ” (Country Risk) ที่สูงขึ้นในสายตาคนนอก

และเมื่อความเสี่ยงสูงขึ้น เงินทุนย่อมเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้น หรือเลือกเดินไปหาประเทศอื่นที่กติกาชัดกว่า

รัฐบาลจึงไม่ควรคิดว่าเรื่องหลักนิติธรรมเป็นเรื่องของนักกฎหมาย ส่วนเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องของทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เพราะในโลกแห่งการลงทุน ทั้งสองเรื่องแยกออกจากกันแทบไม่ได้

เพราะต่อให้ BOI แจกสิทธิประโยชน์มากแค่ไหน จะขึ้นเวทีประกาศว่าไทยเปิดรับการลงทุนอีกกี่ครั้ง หรือจะบินไปโรดโชว์อีกกี่ประเทศ ก็ทดแทนความเชื่อมั่นต่อกติกาของประเทศไม่ได้ทั้งหมด และภาพที่เกิดขึ้นก็ไม่ต่างจาก “การผัดแป้งแต่งหน้าให้คนไข้ที่อาการหนัก” ทําให้หนังหน้าดูดีขึ้น แต่ข้างในฟอนเฟะหมดแล้ว

ประเทศไทยต้องการเงินลงทุน ต้องการเทคโนโลยี ต้องการงาน และต้องการความเชื่อมั่นจากโลก แต่ก่อนจะเดินทางไปบอกคนทั้งโลกว่า “มาลงทุนในประเทศไทยเถอะ”

เราต้องทำให้เขาเชื่อเสียก่อนว่า“เงินของคุณ เมื่อเข้ามาอยู่ในประเทศไทยแล้ว จะอยู่ภายใต้กติกาที่แน่นอน โปร่งใส และใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคน”เพราะนักลงทุนอาจยอมจ่ายภาษีที่แพงขึ้นได้ อาจยอมรับค่าแรงที่สูงขึ้นได้ และอาจรับความผันผวนของเศรษฐกิจได้

แต่ไม่มีนักลงทุนมืออาชีพคนไหนอยากเอาเงินก้อนใหญ่ไปเดิมพันกับกติกาที่เขาไม่สามารถคำนวณความเสี่ยงได้ นี่ต่างหากคือราคาที่ประเทศไทยอาจต้องจ่าย หากเราปล่อยให้ความเชื่อมั่นต่อหลักนิติธรรมถูกกัดกร่อนไปทีละน้อย

และราคานั้น สุดท้ายไม่ได้มีใครจ่ายคนเดียว

“คนไทยทั้งประเทศต้องเป็นคนจ่าย”

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/14tkz7FecJ6/?mibextid=wwXIfr

‘อนุทิน’ นำคณะเยือน ญี่ปุ่น–สหรัฐฯ–อังกฤษ เยือน 3 ประเทศต่อเนื่อง ร่วม UNGA81 ดันโอกาสการค้า–ลงทุนไทย เปิดภารกิจโรดโชว์เศรษฐกิจไทย พร้อมดันเศรษฐกิจไทยสู่เวทีโลก เสริมสร้างความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัล

“อนุทิน” นำคณะเยือน 3 ประเทศร่วม UNGA81–ขยายโอกาสการค้า การลงทุนไทย

วันนี้ (วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2569) เวลา 08.40 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 โดยเครื่องบินเที่ยวบินพิเศษ ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (ฮาเนดะ) กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

การเดินทางครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดปฏิบัติภารกิจ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 20–21 กันยายน 2569 และเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81) ระหว่างวันที่ 21–24 กันยายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา จากนั้นจะเดินทางเยือนกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 25–26 กันยายน 2569 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ และขยายโอกาสด้านการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะมีกำหนดเดินทางถึงกรุงโตเกียว เวลา 16.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าเวลาประเทศไทย 2 ชั่วโมง โดยมีนายทาคาฮิโระ สุกิคิ (Mr. SUGIKI Takahiro) ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 1 กรมกิจการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น ในฐานะเจ้าหน้าที่ประสานงานประจำตัวนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ให้การต้อนรับ

สำหรับภารกิจ ณ กรุงโตเกียว ในวันพรุ่งนี้ (21 กันยายน 2569) นายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐไทยเพื่อการขับเคลื่อนงานอย่างมีประสิทธิภาพ ณ โรงแรม Imperial Tokyo จากนั้นในช่วงบ่ายจะเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (ฮาเนดะ) ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อเริ่มภารกิจเข้าร่วมการประชุม UNGA81 ณ นครนิวยอร์ก

ที่มา : https://www.facebook.com/100064791483810/posts/1693396752830025/?rdid=yA60uYNDFcFjIvD8#

GGC ปรับโครงสร้างทุนสำเร็จ!! ลดทุนจดทะเบียนเหลือ 8,189 ล้านบาท ปรับโครงสร้างบัญชีให้สอดคล้องฐานะการเงิน ไม่กระทบส่วนของผู้ถือหุ้น วางรากฐานจ่ายปันผลในอนาคต

GGC เดินหน้าปรับโครงสร้างทุนสำเร็จ
ยกระดับความมั่นคงทางการเงิน พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน

กรุงเทพฯ - บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC ดำเนินการปรับโครงสร้างทุน โดยลดทุนจดทะเบียน และทุนชำระแล้ว จาก 9,724.83 ล้านบาท เป็น 8,189.33 ล้านบาท ด้วยวิธีการปรับลดมูลค่าที่ตราไว้ จากเดิมหุ้นละ 9.50 บาท เป็นหุ้นละ 8.00 บาท เพื่อรองรับการจัดการ โครงสร้างทางบัญชีให้สอดคล้องกับสถานะทางการเงินของบริษัทฯ ในปัจจุบัน พร้อมทั้งจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง ทุนจดทะเบียน เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเป็นอีกก้าว สำคัญในการเสริม สร้างความแข็งแกร่ง ของโครงสร้างทางการเงิน และวางรากฐาน เพื่อรองรับการจ่ายเงินปันผลในอนาคต

ดร.กฤษฎา ประเสริฐสุโข กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GGC เปิดเผยว่า ตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้อนุมัติการปรับลดทุน จดทะเบียนและทุนชำระแล้วของบริษัทฯ จากจำนวน 9,724,833,650 บาท เป็นจำนวน 8,189,333,600 บาท ผ่านวิธีการปรับมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) จากเดิม หุ้นละ 9.50 บาท เป็นหุ้นละ 8.00 บาท

การดำเนินการดังกล่าวเป็นการปรับปรุงรายการทางบัญชี เพื่อรองรับโครงสร้าง ทางการเงินในระยะยาว โดยไม่มี การคืนเงินทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นแต่อย่างใด และไม่ส่งผล กระทบต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Total Equity) ซึ่งยังคงมีมูลค่า เท่าเดิม ทั้งนี้ ภายหลังการดำเนินดังกล่าว จำนวนหุ้นสามัญ ของบริษัทฯ ยังคง เท่าเดิมที่ 1,023,666,700 หุ้น

“GGC ยึดมั่นในหลักบรรษัทภิบาลที่ดีมาโดยตลอด โดยได้ดำเนินการ ตามขั้นตอนและหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วนด้วยความ โปร่งใส ได้ประกาศแจ้งมติการปรับโครงสร้างทุนให้ทราบโดยทั่วกัน ผ่านหนังสือพิมพ์ระหว่างวันที่ 7 - 9 กรกฎาคม 2569 พร้อมทั้งจัดส่งหนังสือ แจ้งมติการลดทุนให้แก่เจ้าหนี้ของบริษัทฯ ตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับระยะเวลาที่เจ้าหนี้มีสิทธิยื่น คำคัดค้านได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ซึ่งไม่ปรากฏว่า มีเจ้าหนี้รายใดยื่นคำคัดค้าน การดำเนินการ บริษัทฯ แต่อย่างใด”

ล่าสุดบริษัทฯ ได้ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง ทุนจดทะเบียน และทุนชำระแล้วรวมถึงการแก้ไข หนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ 4 (ทุน) ต่อนายทะเบียน บริษัทมหาชนจำกัด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569

ดร.กฤษฎา กล่าวว่า การปรับโครงสร้างทุนครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการบริหาร จัดการโครงสร้าง ทางการเงิน ของบริษัทฯ อย่างรอบคอบ เพื่อให้โครงสร้างทุน สะท้อนสถานะ ทางการเงินของบริษัทฯ ได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้นและสอดคล้อง กับหลักเกณฑ์การพิจารณาของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในภาพรวมซึ่งบริษัทฯ เชื่อมั่นว่าจะเป็นปัจจัยสนับสนุน ให้อัตราส่วนทุนชำระแล้ว ต่อส่วนของผู้ถือหุ้นมี ความสอดคล้องมากยิ่งขึ้นในระยะถัดไป

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการเตรียมความพร้อม ด้านโครงสร้างทุนของบริษัทฯ อย่างเป็นระบบซึ่งจะช่วยเสริมสร้าง ความแข็งแกร่งของงบดุล (Balance Sheet) สนับสนุนศักยภาพ ในการดำเนินธุรกิจ และสร้างโอกาสในการจ่ายเงินปันผล ในอนาคต เมื่อบริษัทฯ มีผลประกอบการและกระแสเงินสด ที่เหมาะสมตามเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นการสร้าง ประโยชน์สูงสุดแก่บริษัทฯ ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสีย ทุกฝ่ายอย่างยั่งยืน

‘ศุภชัย’ ส่งกำลังใจถึง ‘น้องเนเน่’ เดินทางครั้งสำคัญ ส่งเสียงแห่งความสุขสู่เวทีโลก ด้วยเสียงที่เปี่ยมสุขและตั้งใจ หวังให้โลกได้รับรอยยิ้มและพลังดี พร้อมย้ำว่าสติและสมาธิคือกุญแจ

ศุภชัย เจียรวนนท์ โพสต์ลงเฟสบุ๊ค ส่งกำลังใจถึง ‘น้องเนเน่’

ขอส่งกำลังใจให้น้องเนเน่ ในการเดินทางครั้งสำคัญ เพื่อไปส่งเสียงแห่งความสุขให้ผู้คนทั่วโลกได้รับชมและรับฟังนะครับ

ขอให้เนเน่มีสติ มีสมาธิ ทำด้วยความตั้งใจ ทำด้วยความสุข และเป็นตัวของตัวเองให้เต็มที่นะครับ
ลุงเชื่อว่า เสียงแห่งความสุขอันทรงพลังของเนเน่ จะส่งต่อรอยยิ้ม ความสุข และพลังดี ๆ ไปแตะหัวใจของผู้คนทั่วโลก

ขอให้ทุกเสียงที่เปล่งออกมา เต็มไปด้วยความสุข และส่งต่อความสุขไปไกลที่สุดนะครับ

Sending all my encouragement to Nene as she begins this special journey, sharing her beautiful voice and happiness with the world.

Stay focused, enjoy every moment, and most importantly, be yourself.

Uncle believes your powerful voice will bring smiles, joy, and positive energy to hearts around the world.

May every note you sing carry happiness as far as it can go.

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1559883599493889&id=100064167908339&post_id=100064167908339_1559883599493889&rdid=mvXMcATYaHd1pfVp#

‘ท็อปกัน’ ลุยจับสินค้าไฟฟ้าผิดกฎหมาย!! บุกทลายโกดัง สมุทรปราการ ยึดอุปกรณ์ไฟฟ้าไร้ มอก. กว่า 4 หมื่นชิ้น มูลค่ารวม 32.5 ล้านบาท เร่งขยายผลจับกุมต้นทางการนำเข้า

“ท็อปกัน” ผนึกกำลัง สมอ. CIB ลุยปราบสินค้าไม่ได้มาตรฐาน
บุกทลายโกดังย่านสมุทรปราการ ยึดอุปกรณ์ไฟฟ้า ไร้ มอก. กว่า 32.5 ล้านบาท

กระทรวงอุตสาหกรรม โดยชุดปฏิบัติการพิเศษ “ท็อปกัน” สนธิกำลังกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองสมุทรปราการ และตำรวจ สภ.สำโรงเหนือ บุกทลายโกดังและร้านจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าเถื่อน ยึดสายไฟ หลอดไฟ พาวเวอร์แบงค์ ไดร์เป่าผม เครื่องนวด และอุปกรณ์ไฟฟ้าไม่มี มอก. รวมกว่า 4 หมื่นชิ้น มูลค่ากว่า 32.5 ล้านบาท เตรียมดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด เร่งสาวถึงต้นตอ เส้นทางและเบาะแสเชื่อมโยงจากประเทศต้นทาง

นายนนธนัตถ์ บุนนาค โฆษกชุดปฏิบัติการพิเศษ “ท็อปกัน” พร้อมด้วยนายอัสลัม ปาทาน เลขานุการชุดปฏิบัติการพิเศษ “ท็อปกัน” เปิดเผยว่า “ปฏิบัติการเชิงรุกในครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (นายวราวุธ ศิลปอาชา) ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนจากการใช้สินค้า โดยให้เร่งปราบปรามสินค้าไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะโกดัง โรงงาน และศูนย์กระจายสินค้าที่มีความเสี่ยงทั่วประเทศ จึงได้สนธิกำลังกับ สมอ. CIB และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจร้านจำหน่ายและโกดังเก็บสินค้า 2 แห่ง ในจังหวัดสมุทรปราการ
แห่งแรกได้เข้าตรวจค้นบริษัท วายวายนา อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด อยู่ที่ตำบลศีรษะจรเข้น้อย อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ มีลักษณะเป็นฟูลฟิลเม้นท์ ที่รับคำสั่งซื้อสินค้าออนไลน์แบบครบวงจร ตั้งแต่รับสินค้ามาเก็บไว้ในคลัง จัดสินค้าตามออเดอร์ แพ็คและส่งต่อให้บริษัทขนส่ง จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบสายไฟ ปลั๊กพ่วง เครื่องนวด แบตเตอรี่สำรอง ไฟแอลอีดี และไดร์เป่าผม ไม่มีเครื่องหมาย มอก. และไม่มีใบอนุญาตนำเข้า จำนวน 2,775 หน่วย มูลค่ากว่า 2.5 ล้านบาท จึงได้ดำเนินการยึดอายัดไว้เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมาย

แห่งที่ 2 เปิดเป็นร้านจำหน่ายหลอดไฟ อยู่ที่ตำบลเทพารักษ์ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ จดทะเบียนภายใต้ชื่อบริษัท หัวเหลียง แอลอีดี ไลท์ติ้ง จำกัด จากการตรวจสอบภายในร้าน พบหลอดไฟแอลอีดี ไม่มีเครื่องหมาย มอก. และไม่มี QR Code วางจำหน่ายอยู่ภายในร้าน ซึ่งด้านหลังร้านมีโกดังขนาดใหญ่เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบอุปกรณ์ไฟฟ้าส่องสว่างเป็นจำนวนมากไม่มีเครื่องหมาย มอก. และ QR Code รวมทั้งฉลากที่ระบุเป็นภาษาต่างประเทศทั้งหมด ได้แก่ หลอดไฟ LED หลอดยาว T8 , T5 อุปกรณ์แปลงไฟฟ้ากระแสสลับ และอุปกรณ์ขับหลอด จำนวน 38,386 หน่วย มูลค่ากว่า 30 ล้านบาท รวมปฏิบัติการในวันนี้ สามารถยึดอายัดสินค้าไม่ได้มาตรฐาน รวมจำนวนทั้งสิ้น 41,161 หน่วย มูลค่ารวมกว่า 32.5 ล้านบาท โฆษกชุดปฏิบัติการพิเศษ
“ท็อปกัน” กล่าว

ด้าน นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นสินค้าล็อตดังกล่าวมีเส้นทางและเบาะแสเชื่อมโยงมาจากประเทศเพื่อนบ้าน โดย สมอ. อยู่ระหว่างการขยายผลถึงแหล่งต้นตอการนำเข้าสินค้าดังกล่าว และผู้ที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายขั้นเด็ดขาดต่อไป เบื้องต้นทั้ง 2 รายมีความผิดฐานนำเข้าสินค้าควบคุมโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐาน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ”

"สมอ. จึงขอฝากเตือนประชาชนสำหรับการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ผ่านช่องทางออนไลน์ในครั้งต่อไป ขอให้ตรวจสอบให้มั่นใจว่าเป็นสินค้าที่มีเครื่องหมาย มอก. พร้อมด้วย
QR Code ซึ่งผู้บริโภคสามารถสแกนเพื่อตรวจสอบใบอนุญาต ผู้ได้รับอนุญาต และรายละเอียดของสินค้าได้อย่างถูกต้อง เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นสินค้าที่ได้มาตรฐานและมีความปลอดภัย" เลขาธิการ สมอ. กล่าวทิ้ง

เชลล์คว้ารางวัล Diamond!! จาก DOEB Fuel Management Award พร้อมสถานีบริการ สถานีบริการ 420 แห่งผ่านมาตรฐานระดับดีมาก ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านคุณภาพน้ำมัน เสริมประสบการณ์ลูกค้าด้วยแอป Shell GO+

เชลล์คว้ารางวัลสูงสุดระดับ “Diamond” จาก DOEB Fuel Management Award พร้อมสถานีบริการ 420 แห่งทั่วประเทศได้รับการรับรองระดับ “ดีมาก”

นางสาวอรอุทัย ณ เชียงใหม่ ประธานกรรมการบริหาร และ นายสมภพ ศรีวรรณวิทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง รับมอบรางวัลระดับ “Diamond”
จาก นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน

กรุงเทพฯ – 21 กันยายน 2569 - บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ได้รับรางวัลสูงสุดระดับ “Diamond” จากโครงการเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง (DOEB Fuel Management Award) จัดโดยกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ตอกย้ำความเป็นเลิศของเชลล์ในการบริหารจัดการคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงตลอดห่วงโซ่อุปทาน และความมุ่งมั่นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงและบริการที่เป็นเลิศแก่ผู้บริโภคชาวไทย

ในโอกาสดังกล่าว นางสาวอรอุทัย ณ เชียงใหม่ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย นายสมภพ ศรีวรรณวิทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง รับมอบรางวัลจาก นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน โดยรางวัลดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สถานีบริการน้ำมันเชลล์จำนวน 420 แห่งทั่วประเทศ ผ่านการประเมินและได้รับเครื่องหมายสัญลักษณ์ระดับ “ดีมาก” โดยผ่านเกณฑ์การประเมินใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ระบบควบคุมคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง ความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ และด้านเศรษฐศาสตร์ ซึ่งครอบคลุมการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงจากแหล่งที่มีคุณภาพ การขนส่งและจัดเก็บตามมาตรฐานความปลอดภัยของเชลล์ ตลอดจนการตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด เพื่อส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพสูงสู่ผู้บริโภคทุกคน นอกจากการรักษามาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์แล้ว เชลล์ยังมุ่งยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนาบริการและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อสร้างความคุ้มค่าให้แก่ผู้บริโภค รวมถึงการพัฒนาระบบสมาชิก Shell GO+ บนแอปพลิเคชัน Shell Asia ที่ช่วยให้สมาชิกสามารถสะสมคะแนน แลกรับสิทธิประโยชน์ และเข้าถึงข้อเสนอพิเศษต่าง ๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น

นางสาวอรอุทัย ณ เชียงใหม่ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลสูงสุดระดับ ‘Diamond’ จากกรมธุรกิจพลังงาน ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเชลล์และเครือข่ายผู้ประกอบการสถานีบริการทั่วประเทศในการรักษามาตรฐานคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงและการดำเนินงานในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน สำหรับเชลล์ นวัตกรรมไม่ได้หมายถึงเพียงการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญระดับโลกมาสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้ให้แก่ผู้บริโภค ทั้งด้านคุณภาพ ความคุ้มค่า และประสบการณ์การใช้บริการที่ดียิ่งขึ้น

รางวัลนี้นับเป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำคัญในช่วงเวลาที่เชลล์กำลังก้าวสู่ปีที่ 135 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เรายังคงมุ่งมั่นส่งมอบพลังงานสะอาดประสิทธิภาพสูงที่เชื่อถือได้ สนับสนุนนโยบายภาครัฐด้านความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมสร้างคุณค่าให้แก่สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้บริโภคทุกคน ‘วางใจเมื่อใช้เชลล์’”

‘ทรัมป์’ ระงับโจมตีฮูตีนาทีสุดท้าย!! สหรัฐฯ ชะลอแผนโจมตีฮูติกลางเยเมน ก่อนเครื่องบินรบเตรียมบรรทุกระเบิด แม้ซาอุฯ กดดันหนักครั้งสุดท้าย ทหารในทีมงานคัดค้านแนวรบใหม่

ทรัมป์เบรกนาทีสุดท้าย! ระงับแผนสหรัฐฯ ร่วมซาอุฯ โจมตีฮูตี หลังเครื่องบินรบเตรียมทิ้งระเบิดแล้ว

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ตัดสินใจเมื่อวันอาทิตย์ว่า จะยังไม่เข้าร่วมกับซาอุดีอาระเบียในการโจมตีกลุ่มฮูตีในเยเมน หลังจากก่อนหน้านี้เขาได้สั่งให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ตามรายงานของ The New York Times ที่อ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ

รายงานระบุว่า มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) แห่งซาอุดีอาระเบีย ได้เรียกร้องให้ทรัมป์เข้าแทรกแซงทางทหารต่อกลุ่มฮูตี ทำให้ทรัมป์ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ต้องการเปิดปฏิบัติการดังกล่าว เปลี่ยนใจและสั่งให้เตรียมการโจมตี

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงช่วงเที่ยงของวันอาทิตย์ ทรัมป์เปลี่ยนใจอีกครั้งและสั่งระงับปฏิบัติการเอาไว้ โดยในขณะนั้นผู้บัญชาการทหารได้อนุมัติ รายชื่อเป้าหมายสำหรับการโจมตีแล้ว และเจ้าหน้าที่กำลังลำเลียงระเบิดขึ้นเครื่องบินรบของสหรัฐฯ ก่อนที่คำสั่งยุติปฏิบัติการจะมาถึง

รายงานระบุเพิ่มเติมว่า มีเจ้าหน้าที่จำนวนมากในทีมงานของทรัมป์ มีท่าทีคัดค้านและตั้งคำถาม ถึงการเปิดแนวรบใหม่ในเยเมน ท่ามกลางกองทัพสหรัฐฯ ที่กำลังรับภาระหนักจากสงครามกับอิหร่านอยู่แล้ว

ที่มา: Iran International English / The New York Times
https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1405683778386645/?rdid=rNtzbwbVKlMUZAVV#

‘เอกนิติ’ ชี้ Fitch ปรับมุมมองไทยสู่ Stable สะท้อนเสถียรภาพเศรษฐกิจ–วินัยการคลังดีขึ้น จาก negative เป็น stable คงอันดับ BBB+ ต่อเนื่อง 3 สถาบัน ย้ำรัฐมั่นใจวินัยการคลัง

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความบนเฟสบุ๊ค ระบุว่า

มุมมองเศรษฐกิจไทยผ่านสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

วันนี้ทุกท่านคงได้รับฟังข่าวที่น่ายินดีว่า Fitch Rating ได้ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจาก negative เป็น Stable และคงอันดับที่ BBB+ เท่ากับว่าตอนนี้ทั้ง 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Fitch, S&P, Moody’s) ได้ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจากมุมมองเป็นลบ (negative) เป็น ‘มีเสถียรภาพ (stable)’ ทั้งหมดแล้ว ภายใต้การบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน1 ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ในภาพรวม Fitch มีมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยสรุปได้ดังนี้
+ สัดส่วนหนี้รัฐบาลต่อ GDP จะอยู่ในระดับต่ำกว่า 63% ภายในปีงบประมาณ 2571 เนื่องจากเศรษฐกิจจะยังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นรักษาวินัยการคลังต่อไป
+ เศรษฐกิจรับมือกับผลกระทบจากราคาพลังงานได้ดีกว่าคาด
+ เศรษฐกิจปี 2569 มีแนวโน้มเติบโต 2.3% โดยแรงสนับสนุนจากการลงทุนเกี่ยวกับ AI และการบริโภคจากมาตรการภาครัฐ
+ ความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลงและนโยบายมีความชัดเจนต่อเนื่อง ทำให้สามารถคาดการณ์การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในระยะปานกลางได้ดีมากขึ้น
ที่ผมสนใจมากกว่าการเปลี่ยนแปลงของอันดับเครดิต คือ เหตุผลว่าทำไมสถาบันจัดอันดับมีมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยดีขึ้น และเหล่านี้สะท้อนการดำเนินโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างไร

1. การรับมือกับความผันผวนของราคาพลังงาน: โครงการไทยช่วยไทยพลัสช่วยเพิ่มกำลังซื้อและลดภาระค่าของชีพของประชาชนที่ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาพลังงาน ในขณะเดียวกันกำลังซื้อจากโครงการนี้ได้ช่วยประคองร้านค้ารายเล็กรายย่อยให้สามารถผ่านสถานการณ์ยากลำบากนี้ได้ในระยะสั้น ส่วนมาตรการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่กำลังจะเกิดขึ้นจะเป็นการแก้ปัญหาค่าครองชีพ เช่น การลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้จากการขายไฟคืนผ่านการติดตั้งโซล่าห์ครัวเรือน และเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงในระยะยาว เหล่านี้ทำให้สถาบันจัดอันดับมองเศรษฐกิจไทยสามารถรับมือผลกระทบจากความผันผวนของพลังงานได้ดีกว่าคาด

2. แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจ: หนึ่งในข้อพิจารณาของสถาบันจัดอันดับน่าเชื่อถือ คือ ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ (potential growth) สำหรับเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมา เราเห็นแนวโน้มศักยภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นจากการลงทุนภาคเอกชนที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมใหม่ ดังนี้
• การลงทุนภาคเอกชนในครึ่งปีแรกขยายตัวต่อเนื่องที่ร้อยละ 10.1 ในไตรมาสแรก และร้อยละ 13.4 .ไตรมาส 2
• การลงทุนจริงในอุตสาหกรรมใหม่แห่งอนาคต เช่น อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ และยานยนต์อนาคต ที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 538,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 ในครึ่งปีแรก
• การอนุมัติโครงการการลงทุนของ BOI ในช่วงเดียวกันมีมูลค่าประมาณ 1.31 ล้านล้านบาท มีแผนจ้างงานคนไทยกว่า 82,000 ตำแหน่ง ซื้อวัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศประมาณ 386,000 ล้านบาทต่อปี และสร้างมูลค่าการส่งออกประมาณ 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี
แน่นอนครับ นโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการลงทุน (Investment led-growth) เพื่อให้เศรษฐกิจโตเต็มศักยภาพและทั่วถึง ไม่ใช่เป็นการนำเม็ดเงินลงทุนเข้ามาอย่างเดียว แต่ต้องเปลี่ยนเงินลงทุนให้เป็น “ศักยภาพใหม่ของเศรษฐกิจไทย ให้คนไทยได้ทักษะใหม่ ได้เข้าสู่งานที่ดีขึ้น และ SME ไทยได้เข้าสู่ Supply Chain ใหม่ และท้ายที่สุดผลิตภาพเพิ่มขึ้น และนำไปสู่รายได้ของคนไทยที่เพิ่มขึ้น” ซึ่งเป็นหัวใจของยุทธศาสตร์ใหม่ในการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ควบคู่กับการปลดล๊อคข้อติดขัดในการลงทุนจริงผ่าน Thailand Fast Pass และ พัฒนาทักษะแรงงานยุคใหม่และการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทย (technology transfer) ผ่านโครงการ Skill Bridge ซึ่งได้อนุมัติโครงการไปแล้วราว 108 โครงการ มูลค่าราว 4,800 ล้านบาท เพื่อปั้นบุคลากรทักษะสูงให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ราว 76,000 คน เหล่านี้น่าจะค่อยๆ ทยอยเห็นผลในระยะถัดไป

คำถามถัดมาคือ ทำอย่างไรให้เรามีอุตสาหกรรมใหม่ที่เป็น champions ของประเทศไทยจริงๆ เหมือนภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา และทำอย่างไรให้การลงทุนใหม่นี้ส่งต่อไปยังภาคการผลิตให้คนไทย ธุรกิจไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลกยุคใหม่ จุดนี้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ซึ่งมี 4 เสาหลัก ได้แก่ การพัฒนาลงทุนใหม่ของประเทศ การพัฒนาค้าการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน และการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และเทคโนโลยี และการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจและการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ จะเข้ามามีบทบาทสำคัญที่จะปรับโครงสร้างและขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งองคาพยพให้บูรณาการไปด้วยกัน โดยมีภาคเอกชนเป็นกองหน้าในการขับเคลื่อนการลงทุนพร้อมกับการนำปัญหาจากหน้างานและโอกาสใหม่เข้ามา และภาครัฐต้องทำหน้าที่เป็นกองกลางสนับสนุน (enabler) แปลงสิ่งเหล่านั้นเป็นการตัดสินใจ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบเพื่อรองรับหรือแก้ปัญหา การผลักดันโครงการ และการประสานงานให้เกิดผล โดยมีเสถียรภาพการเงินการคลังเป็นพื้นฐานของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สำหรับเสาการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศได้เริ่มขับเคลื่อนกันแล้ว ผมจะขออนุญาตเล่าให้ฟังในโอกาสถัดไป

3. ด้านการคลัง: การเริ่มจัดทำงบประมาณแบบเปิดเผยและโปร่งใส รวมทั้งการลดการขาดดุลการคลังจากร้อยละ 4.4 ในปีงบประมาณ 2569 เป็นขาดดุลลดลงเหลือร้อยละ 3.9 ในการจัดทำงบประมาณปี 2570 ตามที่กำหนดไว้ภายใต้กรอบการคลังระยะปานกลาง สะท้อนว่ารัฐบาลมีการบริหารจัดการด้านการคลังอย่างเป็นระบบและรักษาวินัยทางการคลังเป็นรูปธรรม แน่นอนว่ามีอีกหลายอย่างที่จะต้องปฏิรูปงบประมาณซึ่งทุกท่านจะได้เห็นในการทำงบประมาณปี 2571

การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ยกมาเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ทำให้มุมมองของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกทั้ง 3 สถาบันปรับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยเป็น ‘มีเสถียรภาพ (Stable)’ และคงอันดับไว้ที่ BBB+ สิ่งสำคัญอีกอย่างที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือ เสถียรภาพของระบบการเงินและแนวโน้มความต่อเนื่องของนโยบายและการลงมือทำจริง ท่ามกลางปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่ทับถมมานานและปัจจัยภายนอกที่ผันผวนตลอดเวลา การจะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาโตเต็มศักยภายเกิน 3% ต้องใช้เวลา ความมุ่งมั่น และร่วมมือร่วมใจจากทุกฝ่าย ซึ่งตอนนี้สถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือเริ่มเห็นแสงสว่างในปลายอุโมงค์ของเศรษฐกิจไทยแล้วครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122128231329377842&id=61591335273934&post_id=61591335273934_122128231329377842&rdid=TBxpeYHZnXCxhJk4#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top