Wednesday, 7 October 2026
TheStatesTimes

27 กันยายน 2448 บทความเปลี่ยนโลก กำเนิดสมการก้องโลก ‘E=mc2’ เป็นครั้งแรก จากมันสมองอันปราดเปรื่องของ ‘อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์’ ต้นทางทฤษฎีสัมพัทธภาพ

27 กันยายน ค.ศ. 1905 (พ.ศ. 2448) อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) นักวิทยาศาสตร์เอกของโลก เผยแพร่บทความเรื่อง ‘Does the Inertia of a Body Depend Upon Its Energy Content ?’ (จริงหรือไม่ที่ความเฉื่อยขึ้นอยู่กับพลังงานภายในของวัตถุ) เป็นครั้งแรก ซึ่งได้นำเสนอสมการก้องโลก E=mc2 สมการนี้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างมวลและพลังงาน อธิบายได้ว่า เมื่อให้พลังงานกับมวลเพื่อให้มีความเร็วเพิ่มขึ้น มวลนั้นก็จะมีค่าเพิ่มขึ้นด้วย จากทฤษฎีนี้ทำให้นำสู่ผลที่ว่าไม่มีอะไรเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าแสง หลักการนี้จึงเป็นหลักการเบื้องต้นของ ‘ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป’ (theory of relativity)

แม้ว่าไอน์สไตน์จะใช้เวลาเพียงแค่ 4 เดือน ในการสร้างผลงานปฏิวัติโลกด้วยผลงานเด่น ๆ 3 ผลงานในปีนี้ คือ ‘ปรากฏการณ์โฟโตอิเลกตริก’ (Photoelectric Effect) / ‘การเคลื่อนที่แบบบราวเนียน’ (Brownian Motion) และ ‘ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ’ (special relativity) แต่โลกต้องใช้เวลาอีกหลายทศวรรษเพื่อทำความเข้าใจและเห็นคุณค่าในผลงานเหล่านี้

ต่อมาได้มีการประกาศให้ปี 2448 เป็นปีมหัศจรรย์ของไอน์สไตน์และในปี 2548 วงการวิทยาศาสตร์โลกได้ประกาศให้เป็น ‘ปีฟิสิกส์โลก’ (World Year of Physics 2005) และมีการจัดงานฉลองครบรอบ 1 ศตวรรษปีมหัศจรรย์ไอน์สไตน์

ครม. อนุมัติแผนน้ำมันใหม่!! รับมือตลาดโลกผันผวน ปรับเกณฑ์สนับสนุนราคาน้ำมัน แยกบัญชีกองทุนชัดเจน เน้นลดพึ่งพานำเข้าด้วยชีวภาพ

ครม. อนุมัติแผนรองรับวิกฤตน้ำมัน-ก๊าซหุงต้ม ปี 2569 ปรับเกณฑ์ใหม่รับมือตลาดโลกผันผวน ลดพึ่งพานำเข้า

(22 กันยายน 2569) นายพรชัย จิรกุลไพศาล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ มีมติเห็นชอบแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572 และแผนยุทธศาสตร์กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2569 – 2572 ตามที่กระทรวงพลังงาน โดยสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) เสนอ เพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารจัดการและรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศให้เหมาะสม

สำหรับแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิงฉบับใหม่ ได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการนำเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงออกมาใช้อุดหนุนและชดเชยราคาเมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤต โดยระบุเงื่อนไขไว้ 3 สถานการณ์คือ สถานการณ์ที่ 1 เมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน โดยระดับราคาน้ำมันดีเซล/เบนซินมากกว่า 30 บาท/ลิตร (ราคาคงเดิม) ส่วนกลุ่มก๊าซ LPG ราคาต้นทุนโรงแยกก๊าซ ปตท.สผ.และ UAC สูงกว่าราคานำเข้า / ราคาขายปลีกเกิน 423 บาท/ถัง 15 กก. (เดิมราคา 363 บาท/ถัง) สถานการณ์ที่ 2 ราคาน้ำมันมีความผันผวน โดยราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับสูงขึ้นหรือลดลงมากกว่า 10 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ใน 1 สัปดาห์ (เดิมใช้เกณฑ์ 5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล) / ราคาขายปลีกปรับสูงขึ้นหรือลดลงมากกว่า 2 บาท/ลิตร ใน 1 สัปดาห์ (เดิม 1 บาท/ลิตร) ส่วนกลุ่ม LPG ราคาตลาดโลกเปลี่ยนแปลงสูงข้นหรือลดลงมากกว่า 35 เหรียญสหรัฐ/ตัน น 1 เดือน / ราคาขายปลีกสูงขึ้นหรือลดลงรวมกันมากกว่า 1บาท/กก.ภายใน 1 เดือน (เดิม 2 สัปดาห์เปลี่ยนเพื่อให้สอดคล้องกับราคา LPG CP รายเดือน) และสถานการณ์ที่ 3 น้ำมันเชื้อเพลิงอาจขาดแคลนและไม่เพียงพอ กระทบต่อสภาพ
เศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชน

ในส่วนหลักเกณฑ์การบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ได้เพิ่มเติมการพิจารณาใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ผลิตได้เองภายในประเทศจากผลผลิตทางการเกษตร เป็นการช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง อีกทั้งภาครัฐสามารถบริหารจัดการราคาขายปลีกในประเทศให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ตลอดจนช่วยสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ แผนฉบับใหม่ยังได้ปรับกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืนทางการเงินด้วยการแยกบัญชีฐานะกองทุนน้ำมันฯ ออกเป็นกลุ่มน้ำมันและกลุ่ม LPG อย่างชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงการนำเงินอุดหนุนข้ามกลุ่ม พร้อมทั้งกำหนดกรอบการบริหารราคาโดยเน้นชดเชยราคาดีเซลและ LPG เป็นหลักหากเกิดวิกฤตยาวนาน รวมทั้งให้มีการเก็บเงินสะสมเข้ากองทุนน้ำมันฯ ในช่วงที่ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวลดลงเพื่อเตรียมสภาพคล่องไว้รองรับ และส่งเสริมการใช้น้ำมันที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพจากผลผลิตทางการเกษตรในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบนำเข้าน้ำมัน

พพ. ดันโรงแรมคาร์บอนต่ำ!! จับมือ 4 องค์กร ปั้นโรงแรม 5,000 แห่ง นำร่อง 80 โรงแรมใน 10 จังหวัดทั่วไทย ใช้ระบบ EnPI วิเคราะห์จุดลดพลังงาน เร่งลดก๊าซเรือนกระจก 10% ภายในปี 70

พพ. ผนึก 4 องค์กร ปั้นโรงแรม 5,000 แห่งสู่มาตรฐานท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ
นำร่อง 10 จังหวัดลดใช้พลังงานวัดผลเกณฑ์มาตรฐาน Green Hotel–GSTC

พพ.เดินหน้าปั้นโรงแรมต้นแบบ 80 แห่งใน 10 จังหวัด ใช้ข้อมูล EnPI วิเคราะห์ Energy Gap เจาะจุดลดการใช้พลังงาน พร้อมผลักดันโรงแรมกว่า 5,000 แห่งเข้าสู่ระบบ EnPI–CF-Hotels รองรับตลาดนักท่องเที่ยว

สายรักษ์โลก “Low Carbon Tourism” พร้อมเปิดทาง Soft Loan–Green Loan–ESCO ช่วยผู้ประกอบการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงาน เพิ่มขีดแข่งขันธุรกิจท่องเที่ยวไทย
22 กันยายน 2569 – นางสาวนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า พพ. ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับกรมการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สมาคมโรงแรมไทย และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำของประเทศไทย โดยใช้ “การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน” เป็นกลไกสำคัญในการลดต้นทุนของผู้ประกอบการ ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการท่องเที่ยว

สำหรับความร่วมมือ ครอบคลุมตั้งแต่แหล่งท่องเที่ยว ชุมชนท่องเที่ยว ผู้ประกอบการนำเที่ยว โรงแรม และที่พัก โดยมุ่งให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการเก็บข้อมูลวิเคราะห์ต้นทุนและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สู่แผนการลงทุนปรับปรุงอุปกรณ์และระบบพลังงานที่เหมาะสม ในแต่ละสถานประกอบการ พร้อมมีการประเมินการใช้พลังงานของโรงแรม เพื่อทำดัชนีชี้วัดประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ( Energy Performance Indicator (EnPI) เพื่อวิเคราะห์ “Energy Gap” ค้นหาจุดที่มีการใช้พลังงานสูงหรือมีโอกาสลดการสูญเสีย ก่อนกำหนดมาตรการปรับปรุงที่สามารถวัดผลการประหยัดพลังงานและลดค่าใช้จ่ายได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางสาวนันธิกา กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของ MOU คือการผลักดันโรงแรมมากกว่า 5,000 แห่ง ให้เข้าร่วมประเมินและจัดเก็บข้อมูลผ่านระบบ EnPI และ Carbon Footprint Hotels (CF-Hotels) เพื่อสร้างฐานข้อมูล

ด้านพลังงานและคาร์บอนของภาคการท่องเที่ยว และนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

ของโรงแรมไทยสู่การเป็นโรงแรมเบอร์ 5 ปัจจุบันแพลตฟอร์ม CF-Hotels สามารถนำมาใช้เป็นฐานในการติดตามและวิเคราะห์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของโรงแรมโดยครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง Scope 1, Scope 2 และ Scope 3
ทั้งนี้เพื่อยกระดับโรงแรมเข้าเกณฑ์มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ โรงแรมเบอร์ 5, Green Hotel, Green Hotel Plus ไปจนถึงมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับสากล อาทิ Global Sustainable Tourism Council (GSTC) และ Good Travel Seal โดยนำข้อมูลการใช้พลังงานและผลการประเมิน EnPI มาใช้กำหนดแนวทางปรับปรุง อย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือครั้งนี้ ยังได้วางเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก Scope 2 ที่ระดับ 10% และสนับสนุนการใช้ข้อมูลจากระบบ CF-Hotels เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของภาคการท่องเที่ยว

สำหรับการขับเคลื่อนระยะแรก ทั้ง 5 ฝ่ายเตรียมดำเนิน โครงการโรงแรมต้นแบบด้านพลังงาน โดยคัดเลือกโรงแรมระดับ 2–5 ดาวที่มีศักยภาพเข้าร่วมโครงการ นำร่องจำนวน 80 แห่ง ในปีงบประมาณ 2570 ครอบคลุม

10 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ กระบี่ พังงา และภูเก็ต

โดยโรงแรมที่เข้าร่วมจะเริ่มจากการประเมิน EnPI และวิเคราะห์ข้อมูลการใช้พลังงาน เพื่อค้นหา Energy Gap จากนั้นจึงลงพื้นที่สำรวจและออกแบบมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานให้เหมาะกับลักษณะการดำเนินงานของแต่ละโรงแรม โดย พพ.และกฟผ. จะให้การสนับสนุนองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า รวมถึงสนับสนุนเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่สามารถบรรลุผลการประหยัดพลังงานได้จริงพร้อมมีการติดตามและประเมินผลทั้งด้านการใช้พลังงาน ค่าใช้จ่าย และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ใช้หลักการ Measurement and Verification (M&V) เพื่อให้สามารถวัดผลลัพธ์ของโครงการได้อย่างชัดเจน

นางสาวนันธิกา กล่าวว่า อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือการทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเงินทุนสำหรับการลงทุนด้านประสิทธิภาพพลังงาน เนื่องจากการเปลี่ยนอุปกรณ์หรือปรับปรุงระบบพลังงานจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนดังนั้น

ความร่วมมือครั้งนี้จะสนับสนุนการเข้าถึงกลไกทางการเงิน เช่น Soft Loan และ Green Loan รวมถึงการใช้รูปแบบ บริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) และ Energy Performance Contract (EPC) เพื่อช่วยลดภาระการลงทุนเริ่มต้น

ของผู้ประกอบการ และเปิดโอกาสให้โรงแรมสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพพลังงานได้ตามศักยภาพและความพร้อม นางสาวนันธิกา กล่าว

ทั้งนี้ 5 หน่วยงานจะร่วมกันสร้างการรับรู้เรื่อง Low Carbon Tourism ผ่านการประชาสัมพันธ์โรงแรมต้นแบบและกิจกรรมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวเห็นความสำคัญของ

การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายในการสร้างภาพลักษณ์ “โรงแรมคาร์บอนต่ำ” เป็นอีกหนึ่งปัจจัย

ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่คำนึงถึงด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งแผนดังกล่าว เป็นการดึงภาคการท่องเที่ยวที่ต้องเร่งปรับตัว และเป็นส่วนสำคัญของนโยบาย ที่จะมุ่งขับเคลื่อนไทยสู่ Carbon Neutrality ปี 2050 และเป้าหมาย NDC 3.0 ที่กำหนดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 60% หรือ 109.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2eq) จากปีฐาน 2019
สำหรับกรอบความร่วมมือ 5 ปี ระหว่าง (ปี 2569 2574 )โดยมุ่งบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชน ตั้งแต่การจัดทำฐานข้อมูล การประเมินประสิทธิภาพพลังงาน การพัฒนาโรงแรมต้นแบบ ซึ่งจะมีภาคเอกชนที่มีเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานที่เหมาะสมกับโรงแรมขนาดเล็ก ไปจนถึงโรงแรมขนาดใหญ่ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน

ไปจนถึงการยกระดับมาตรฐานและการสื่อสารตลาด เพื่อให้การลดต้นทุนพลังงานและลดคาร์บอนกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

กองทัพเรือ สกัดขบวนการลอบขนของชายแดนจันทบุรี!! ปิดด่าน 100% กดดันเศรษฐกิจฝั่งกัมพูชา ยึดอุปกรณ์ 57 ชิ้นลักลอบเข้าไทย เพิ่มความเข้มข้นลาดตระเวนชายแดน เตือนห้ามข้ามแดนผิดกฎหมายเด็ดขาด

“ปิดด่าน 100%” ได้ผล กดดันเศรษฐกิจฝั่งกัมพูชา—นาวิกโยธินสกัดของกลาง 57 ชิ้น ลอบขนผ่านช่องทางธรรมชาติเข้าไทย

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ยังคงดำเนินมาตรการ “ปิดด่าน 100%” และเพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวนเฝ้าตรวจตามแนวชายแดนและช่องทางธรรมชาติ เพื่อป้องกันการลักลอบข้ามแดน การขนย้ายสิ่งของผิดกฎหมาย และภัยคุกคามทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด กำลังพลชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 4 กองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ 543 ฐานคลองโป่งน้ำร้อน ตรวจพบลังพลาสติก กระเป๋าเดินทาง ลังกระดาษ และถุงกระสอบจำนวนมาก วางกองรวมกันอย่างมีพิรุธภายในขนำไม่มีเลขที่กลางสวนเกษตร พื้นที่หมู่ 4 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี จึงประสานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองตำบลคลองใหญ่เข้าร่วมตรวจสอบ

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบสิ่งของรวม 57 ชิ้น ประกอบด้วย ลังพลาสติก 34 ใบ ลังกระดาษ 7 ใบ กระเป๋าเดินทาง 8 ใบ ถุงกระสอบ 8 ใบ ภายในบรรจุอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ รวมทั้งพบเอกสารและสมุดบันทึก เช่น สำเนาหน้าหนังสือเดินทาง เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดสิ่งของทั้งหมดไปตรวจสอบโดยละเอียด ณ ที่ตั้งกองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ 543 ก่อนส่งมอบให้พนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรโป่งน้ำร้อน ดำเนินการตามกฎหมายและขยายผลถึงบุคคลหรือขบวนการที่เกี่ยวข้องต่อไป

ข้อมูลด้านการข่าวเบื้องต้นระบุว่า การตรวจยึดครั้งนี้อาจเชื่อมโยงกับการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์และทรัพย์สินจากสถานประกอบการในพื้นที่จังหวัดไพลิน ประเทศกัมพูชา ซึ่งอยู่ตรงข้ามจุดผ่านแดนถาวรบ้านผักกาด ภายหลังได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดด่านของฝ่ายไทย

โฆษกกองทัพเรือกล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า มาตรการ “ปิดด่าน 100%” ส่งผลโดยตรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและธุรกิจตามแนวชายแดนในฝั่งกัมพูชา โดยเฉพาะกิจการที่พึ่งพาการเดินทาง การขนส่งสินค้า และการเชื่อมโยงกับประเทศไทย จนอาจเกิดความพยายามลักลอบขนย้ายอุปกรณ์และทรัพย์สินผ่านช่องทางธรรมชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการควบคุมของเจ้าหน้าที่

กองทัพเรือขอย้ำว่า การปิดจุดผ่านแดนมิได้หมายความว่าช่องทางธรรมชาติจะสามารถใช้สัญจรหรือขนย้ายสิ่งของได้โดยเสรี การนำคนหรือสิ่งของข้ามแดนนอกช่องทางที่กำหนดถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จะลาดตระเวน เฝ้าตรวจ สกัดกั้น และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้พื้นที่ชายแดนของไทยถูกใช้เป็นเส้นทางหลบเลี่ยงกฎหมายหรือเป็นฐานดำเนินกิจกรรมที่กระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ

‘อัจฉราพร’ เผยปีนี้ฝันเป็นจริง!! วอลเลย์บอลไทยชนะเกาหลีใต้ 3-0 คว้าอันดับ3 เอเชียนเกมส์ 2026 ยอมรับเอเชียนเกมส์คือกำไร แม้พลาดชิงทอง เป้าหมายโอลิมปิกสำเร็จแล้ว

อัจฉราพร คงยศ ดาวตบทีมชาติไทย เผยปีนี้สามารถทำความฝันให้เป็นจริงได้สำเร็จแล้ว เอเชียนเกมส์คือกำไร แม้จะไม่ได้เข้าชิงเหรียญทอง ก็ตามที

การแข่งขันวอลเลย์บอล มหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 2026 ที่สนามปาร์ค อารีน่า โคมากิ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 22 ก.ย.69 เป็นการแข่งขันในรอบชิงเหรียญทองแดง ทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย อันดับ 13 ของโลก เอาชนะ ทีมชาติเกาหลีใต้ ทีมอันดับที่ 28 ของโลก 3-0 เซ็ต 3-0 เซ็ต 25-20, 25-19 และ 25-23

หลังจบการแข่งขัน “เพียว” อัจฉราพร คงยศ ดาวตบทีมชาติไทย กล่าวถึงภาพรวมในการแข่งขันในนามทีมชาติไทยปีนี้ว่า ปีนี้ถึงแม้ว่าจะออกสตาร์ทไม่ดี แต่ในการเดินทางของเรามันดีขึ้นไปทีละสเต็ป ค่อยๆเรียนรู้ ค่อยๆพัฒนา ทำให้ฝันที่เราฝันจริงๆมันสำเร็จ (คว้าตั๋วไปโอลิมปิก) เอเชียนเกมส์ มันเป็นเหมือนกำไร ถ้าเราได้เข้าชิงก็ยิ่งกำไรเข้าไปอีก ดังนั้นมองว่ามันคุ้มค่ามากๆสำหรับปีนี้

เปิดสถิติก่อนเกม วอลเลย์บอลหญิง ทีมชาติไทย พบ เกาหลีใต้ ชิงเหรียญทองแดง เอเชียนเกมส์ 2026
ชมพู่ พรพรรณ โพสต์ส่ออาจเป็นเอเชียนเกมส์ครั้งสุดท้าย ฝาก พิมพิชยา ‘ห้ามทิ้งทีมนี้’
ช่องทางชมสด วอลเลย์บอลหญิง ไทย VS เกาหลีใต้ เอเชียนเกมส์ 2026

อนึ่ง หลักเกณฑ์เงินรางวัลนักกีฬาไทย ที่คว้าเหรียญในกีฬาเอเชียนเกมส์ 2026 ของกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ เหรียญทอง รับเงินรางวัล 2,000,000 บาท เหรียญเงิน รับเงินรางวัล 1,000,000 บาท และเหรียญทองแดง รับเงินรางวัล 500,000 บาท

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10408971

‘ทรัมป์’ เผยหารือ ‘ปูติน’!! ปมดีลสันติภาพ รัสเซีย–ยูเครน ชี้ข้อตกลงจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย หารืออิหร่านนาน 3 ชั่วโมง อาจพบปูตินอีกครั้งหลังประชุม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า เขากำลังหารือเงื่อนไขของความเป็นไปได้ในการทำข้อตกลงสันติภาพระหว่างรัสเซียกับยูเครน กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย

“ผมคิดว่าพวกเขาจะทำข้อตกลงกันได้ และผมไม่อยากพูดว่าข้อตกลงนั้นคืออะไร เรากำลังพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างมาก รวมถึงกับประธานาธิบดีปูติน และผมคิดว่าบางอย่างต้องเกิดขึ้น” โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวระหว่างการพบหารือกับโวโลดีมีร์ เซเลนสกี นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมว่า การบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติความขัดแย้งในยูเครนเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย และจะเป็นผลดีต่อทั้งรัสเซียและยูเครน

ถ้อยแถลงอื่น ๆ ของทรัมป์
สหรัฐฯ และอิหร่านได้หารือกันเป็นเวลา 3 ชั่วโมง นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจมีการพบหารืออีกครั้งกับผู้นำรัสเซีย วลาดิเมียร์ ปูติน

ที่มา : Sputnik

‘กรณ์–รัดเกล้า’ เดินหน้า “Smart Youth” เสริมทักษะการเงิน–รู้ทันสแกมเมอร์ยุค AI ให้เยาวชน กิจกรรมสร้างภูมิคุ้มกันการเงิน เปิดพื้นที่เยาวชนคิดและทำจริง สอนจัดการรายรับรายจ่ายอย่างเป็นระบบ เน้นรู้ทันสแกมเมอร์ยุค AI

“กรณ์–รัดเกล้า” เดินหน้า “Smart Youth” เสริมทักษะการเงิน–รู้ทันสแกมเมอร์ เปิดพื้นที่เยาวชนคิดและลงมือทำ

ปชป. เดินหน้าต่อเนื่อง 2 วัน จากราชภัฏพระนครสู่ มจพ. มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินและการรับมือภัยหลอกลวงยุค AI

วันที่ 21–22 กันยายน 2569 พรรคประชาธิปัตย์เดินหน้าจัดกิจกรรม “Smart Youth: Financial Literacy & AI Scam Prevention” ต่อเนื่อง 2 วัน ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เพื่อส่งเสริมความรู้และทักษะด้านการเงิน ควบคู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนรู้เท่าทันภัยสแกมเมอร์และการหลอกลวงที่พัฒนาไปพร้อมกับเทคโนโลยี AI

กิจกรรมดังกล่าวมี นายกรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร และ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ร่วมผลักดันโครงการ โดยมุ่งให้เยาวชนมีความรู้ตั้งแต่การวางแผนรายรับ–รายจ่าย การออม การลงทุน การประเมินความเสี่ยง ตลอดจนการตรวจสอบข้อมูลและรับมือกับกลโกงออนไลน์

โครงการมีจุดเริ่มต้นจากกลุ่มเยาวชนที่มองเห็นถึงความเสี่ยงจากภัยสแกมเมอร์ที่เกิดขึ้นกับคนรุ่นเดียวกัน และต้องการนำความกังวลดังกล่าวมาต่อยอดเป็นกิจกรรมสร้างความรู้และภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชนด้วยกันเอง จึงเกิดการนำเรื่อง “การบริหารเงิน” มาผนวกเข้ากับ “การปกป้องเงิน” เพื่อให้เยาวชนสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้

นายกรณ์กล่าวว่า ความรู้ทางการเงินควรเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะการรู้จักบริหารรายรับ–รายจ่าย การออม การวางแผนทางการเงิน และการลงทุน พร้อมเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนกับความเสี่ยง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการตัดสินใจทางการเงินในอนาคต

ด้านนางรัดเกล้ากล่าวว่า สิ่งสำคัญของโครงการคือการเปิดโอกาสให้เยาวชนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับความรู้ แต่มีส่วนร่วมตั้งแต่การมองเห็นปัญหา การออกแบบกิจกรรม ไปจนถึงการลงมือทำเพื่อเยาวชนด้วยกันเอง

“สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์อยากทำกับคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่การเข้าไปบอกว่าเยาวชนควรทำอะไร แต่คือการเปิดพื้นที่ให้เยาวชนเป็นคนคิด เป็นคนลงมือทำ และนำปัญหาที่มองเห็นรอบตัวมาสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่น พรรคอยากเป็น ‘ลมใต้ปีก’ ที่ช่วยเปิดพื้นที่และเชื่อมต่อโอกาส เพื่อให้เยาวชนได้ปลดล็อกศักยภาพของตัวเอง หากเยาวชนคนไหนสนใจร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง ขอให้คิดถึง Blue Academy ของพรรคประชาธิปัตย์ เพียงแค่ติดต่อเข้ามา เราพร้อมรับฟัง พร้อมสนับสนุน”

สำหรับเนื้อหาด้าน Financial Literacy ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ ทั้งการจัดการรายรับ–รายจ่าย การออม การวางแผนการเงิน และการลงทุน รวมถึงกิจกรรมจำลองการลงทุนและการจัดพอร์ต เพื่อให้เยาวชนได้ทดลองตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับการบริหารเงินในชีวิตจริง โดยมี Future Innovative of Thailand (FIT) ร่วมพัฒนากิจกรรมจำลองดังกล่าว

ขณะที่ในส่วนของ AI Scam Prevention มีการให้ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบการหลอกลวงที่มีความซับซ้อนมากขึ้นจากการใช้เทคโนโลยี AI ทั้งข้อความ ภาพ เสียง และสถานการณ์จำลองที่มีความสมจริงมากขึ้น พร้อมฝึกทักษะการตรวจสอบข้อมูล การสังเกตความผิดปกติ และแนวทางรับมือเมื่อพบความเสี่ยง

กิจกรรมทั้งสองวันมีวิทยากรและผู้ร่วมขับเคลื่อนจากหลายภาคส่วน อาทิ พ.ต.ท.จิรวัฒน์ บุรีงาม จากกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี นายศารทูล วุฒิศักดิ์ศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบัน Blue Academy นางพิมชนก เก่าเจริญ อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ และนางสาวภัทรวดี เรืองหนู ผู้ริเริ่มโครงการ AI Scammer Prevention เพื่อเยาวชน โดยเยาวชน

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมที่ มจพ. ในวันที่ 22 กันยายน เป็นการต่อยอดจากกิจกรรมวันแรกที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร โดยพรรคประชาธิปัตย์มุ่งให้ “Smart Youth” เป็นพื้นที่ที่เยาวชนสามารถนำความรู้และประสบการณ์มาคิดต่อยอดเป็นการลงมือทำจริง ภายใต้แนวคิด “เยาวชนคิด เยาวชนทำ เพื่อเยาวชน” เพื่อสร้างทั้งทักษะทางการเงินและภูมิคุ้มกันต่อภัยรูปแบบใหม่ที่ใกล้ตัวเยาวชนมากขึ้น

จากภาพถ่ายสู่ประวัติศาสตร์ เปิดมุมมองใหม่ สไบคือวัฒนธรรมที่เดินทางข้ามอาณาจักร สไบเขมรเมื่อ 100 ปีก่อน สไบกับกัมพูชา หลักฐานชี้มีการสวมใส่จริง แต่คำถามต้นกำเนิดต้องใช้มากกว่าภาพเดียว

สไบเขมรเมื่อ 100 ปีก่อน: หลักฐานบอกอะไร และอะไรคือความเข้าใจผิด
เมื่อภาพถ่ายถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “ในภาพมีสไบ” แต่คือ เราต้องถามต่อว่า ภาพนั้นถ่ายเมื่อใด ที่ไหน ใครเป็นคนในภาพ และเครื่องแต่งกายนั้นเดินทางมาถึงสังคมแห่งนั้นได้อย่างไร

ประเด็นเรื่อง “สไบ” กลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากกองประกวด Miss Universe Cambodia เผยแพร่ภาพหญิงสาวสวมสไบ พร้อมคำอธิบายว่าเป็นภาพสะท้อนการแต่งกายของสตรีเขมรเมื่อประมาณ 100 ปีก่อน
คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “เขมรเคยใส่สไบหรือไม่?”
เพราะคำตอบจากหลักฐานที่มีอยู่คือ เคย
แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ
สไบเข้ามาอยู่ในสังคมกัมพูชาเมื่อใด และผ่านบริบททางสังคมและการเมืองแบบใด?
ตรงนี้เองที่เรื่องราวเริ่มซับซ้อนกว่าการหยิบภาพเก่าภาพหนึ่งมาใช้เป็นคำตอบ

ก่อนอื่นต้องแยกให้ออกระหว่าง “มีการสวมใส่” กับ “มีต้นกำเนิด”
การพบภาพหญิงชาวกัมพูชาสวมสไบในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ไม่ได้เป็นหลักฐานโดยตัวมันเองว่าสไบมีต้นกำเนิดในกัมพูชา เช่นเดียวกับการพบเครื่องแต่งกายชนิดหนึ่งในประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าเครื่องแต่งกายนั้นถูกคิดค้นขึ้นในประเทศนั้นเสมอไป ในประเด็นนี้มีความพยายามอธิบายว่าสไบหรือผ้าที่มีลักษณะใกล้เคียงกันมีรากมาตั้งแต่สมัยฟูนัน โดยมีการกล่าวถึงคำว่า Preah Thong Taong Sbai

แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดของเครื่องแต่งกายที่มีการกล่าวถึง คำอธิบายดังกล่าวมีประเด็นที่ต้องระมัดระวัง เพราะลักษณะของผ้าที่ปรากฏในหลักฐานบางส่วนสามารถตีความได้ว่าเป็น ผ้าคาดหรือผ้าพันบริเวณหน้าอก มากกว่าการเป็น “สไบ” ในความหมายของเครื่องแต่งกายที่เรารู้จักในปัจจุบัน นี่จึงเป็นจุดที่นักประวัติศาสตร์จำเป็นต้องแยกระหว่าง
“ผ้าที่ใช้พันร่างกาย” กับ “รูปแบบการแต่งกายที่เรียกว่าสไบ” เพราะสองสิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกัน

แล้วภาพหญิงเขมรสวมสไบที่ถูกนำมาอ้างถึง มาจากไหน?
หนึ่งในภาพที่ถูกนำมาใช้ในการอภิปรายเรื่องนี้ เชื่อมโยงกับผลงานของ Émile Gsell ช่างภาพชาวฝรั่งเศสผู้เดินทางเข้ามาถ่ายภาพในอินโดจีนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และตรงนี้มีบริบททางประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรถูกตัดออกจากภาพ เพราะช่วงเวลาที่ภาพเหล่านี้ถูกถ่ายขึ้นนั้น กัมพูชาไม่ได้อยู่ในสภาวะที่สามารถแยกออกจากอิทธิพลของสยามได้อย่างเด็ดขาด หลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าองค์ด้วงในปี 1860 เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในราชสำนักกัมพูชา และท้ายที่สุดพระองค์เจ้านโรดมได้รับการสนับสนุนจากสยามในการรักษาอำนาจทางการเมือง
เอกสารทางวิชาการจาก Cornell University กล่าวถึงบริบทดังกล่าวว่า นโรดมสามารถรักษาตำแหน่งของพระองค์ไว้ได้ด้วยความช่วยเหลือจากสยาม และเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของกัมพูชาอยู่ภายใต้การถือครองของสยามที่กรุงเทพฯ ต่อมาในพระราชพิธีราชาภิเษกในปี 1864 ทั้งสยามและฝรั่งเศสต่างเข้ามามีบทบาท กล่าวอย่างง่ายที่สุดคือ กัมพูชาในช่วงเวลานั้นอยู่ท่ามกลางอำนาจและอิทธิพลของทั้งสยามและฝรั่งเศส ดังนั้น เมื่อเราหยิบภาพการแต่งกายของคนกัมพูชาในช่วงเวลาดังกล่าวมาวิเคราะห์ จึงจำเป็นต้องพิจารณาบริบททางการเมืองและสังคมไปพร้อมกัน

“นโรดม” เองก็มีเรื่องราวที่สะท้อนความสัมพันธ์กับสยาม
เรื่องนี้ยิ่งเห็นชัดขึ้นเมื่อย้อนกลับไปดูประวัติของพระเจ้าองค์ด้วง หรือที่เอกสารไทยเรียกว่า นักองค์ด้วง นักองค์ด้วงใช้ชีวิตอยู่ในสยามเป็นเวลานาน ตั้งแต่ประมาณปี 1811 ก่อนที่จะกลับไปกัมพูชาในช่วงที่สยามส่งกองทัพเข้าไปจัดการกับความไม่สงบในกัมพูชา ต่อมาเมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมือง พระองค์กลับมายังกรุงเทพฯ อีกครั้ง และในที่สุดสยามก็สนับสนุนให้พระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์กัมพูชาในปี 1841 ความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักกัมพูชากับสยามในยุคนั้นจึงไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบประเทศเพื่อนบ้านที่แยกขาดจากกันอย่างชัดเจนเหมือนรัฐชาติสมัยใหม่ แต่เป็นระบบการเมืองแบบจารีตที่อำนาจ อิทธิพล และความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักซ้อนทับกันอยู่หลายชั้น นี่เป็นบริบทสำคัญมากเมื่อเรากำลังพูดถึง แฟชั่น การแต่งกาย และวัฒนธรรมเพราะวัฒนธรรมไม่ได้เดินทางด้วยกองทัพเพียงอย่างเดียว มันเดินทางไปกับ ราชสำนัก ขุนนาง การค้า การแต่งงาน การเดินทาง คนรับใช้ และการติดต่อระหว่างผู้คน

ภาพของ Émile Gsell จึงต้องอ่านมากกว่าที่ตาเห็น
ประเด็นที่น่าสนใจคือ เรามีภาพถ่ายของ Gsell อีกจำนวนหนึ่งซึ่งช่วยให้เห็นความแตกต่างของการแต่งกายได้ชัดขึ้น หนึ่งในนั้นคือภาพที่ Musée des Confluences เมืองลียง บันทึกชื่อไว้ว่า “Village cambodgien avec ses habitants” — หมู่บ้านกัมพูชาพร้อมผู้อยู่อาศัย ภาพดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นผลงานของ Émile Gsell และอยู่ในช่วงเวลาประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 19 เช่นเดียวกัน ในภาพปรากฏหญิงชาวบ้านที่แต่งกายด้วยลักษณะของ ผ้าคาดบริเวณหน้าอก ซึ่งแตกต่างจากภาพสตรีที่สวมผ้าพาดไหล่แบบสไบอย่างเห็นได้ชัด และนี่ทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจกว่าเดิม หากสไบเป็นเครื่องแต่งกายที่แพร่หลายทั่วไปในหมู่หญิงกัมพูชาในเวลานั้น เหตุใดภาพของผู้หญิงในบริบทชนบทจึงยังปรากฏรูปแบบการแต่งกายอีกแบบหนึ่ง? คำตอบอาจไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว แต่สิ่งที่ภาพถ่ายกำลังบอกเราคือ การแต่งกายของคนกัมพูชาในช่วงเวลานั้นมีความหลากหลาย และเครื่องแต่งกายแบบสไบอาจมีความสัมพันธ์กับบริบททางสังคมของผู้สวมใส่

สไบจึงอาจไม่ได้เป็นเรื่องของ “ชาติ” อย่างที่เราพยายามมองในปัจจุบัน
สิ่งที่ต้องระวังคือ เรามักนำแนวคิดเรื่อง “วัฒนธรรมของชาติ” ในศตวรรษที่ 20–21 ย้อนกลับไปอธิบายสังคมในศตวรรษที่ 19 แต่โลกในเวลานั้นไม่ได้แบ่งวัฒนธรรมเป็นเส้นเขตแดนแบบปัจจุบัน คนในราชสำนักกัมพูชาสามารถติดต่อกับสยามได้ ขุนนางสามารถเดินทางไปมาได้ ผู้คนสามารถย้ายถิ่นฐานได้ และรูปแบบการแต่งกายสามารถถูกนำไปปรับใช้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมี “เจ้าของลิขสิทธิ์ทางวัฒนธรรม” ดังนั้น การพบสไบในกัมพูชาจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ สิ่งที่ควรถามคือ สไบถูกใช้โดยใคร และในบริบทใด
หากหลักฐานในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 แสดงให้เห็นว่าการแต่งกายแบบสไบปรากฏเด่นชัดในกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับราชสำนักหรือชนชั้นปกครอง ขณะที่การแต่งกายของชาวบ้านมีรูปแบบอื่น ก็อาจสะท้อนว่าสไบมีสถานะเป็นเครื่องแต่งกายที่เชื่อมโยงกับ ชนชั้น สถานะ และอิทธิพลทางวัฒนธรรม มากกว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายพื้นบ้านที่ทุกคนสวมใส่เหมือนกัน

แต่มีอีกเรื่องที่ต้องพูดให้ชัด
การกล่าวว่า “สไบในกัมพูชามาจากสยาม” ก็จำเป็นต้องใช้หลักฐานอย่างระมัดระวังเช่นกัน เพราะการที่สยามมีอิทธิพลทางการเมืองเหนือกัมพูชาในบางช่วงเวลา ไม่ได้หมายความว่าเครื่องแต่งกายทุกชนิดที่ปรากฏในราชสำนักกัมพูชาจะต้องถูกนำเข้ามาจากสยามทั้งหมด ประวัติศาสตร์ที่ดีจึงไม่ควรเปลี่ยนจากการ “เคลม” ฝ่ายหนึ่ง มาเป็นการ “เคลมกลับ” อีกฝ่ายหนึ่ง สิ่งที่หลักฐานสามารถบอกเราได้คือ สไบมีการสวมใส่ในกัมพูชาอย่างแน่นอนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่การมีอยู่ของสไบในกัมพูชา ไม่ได้เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่า สไบมีต้นกำเนิดในกัมพูชา และในทางกลับกัน การมีความสัมพันธ์ทางการเมืองกับสยาม ก็ยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่า สไบถูกสร้างขึ้นโดยสยามแล้วจึงถูกนำเข้าสู่กัมพูชา คำถามเรื่อง “ต้นกำเนิด” ต้องใช้หลักฐานคนละประเภทกับหลักฐานที่ใช้ยืนยันว่า “มีการสวมใส่”

ประวัติศาสตร์จึงไม่ควรตัดสินด้วยภาพเพียงภาพเดียว
ภาพถ่ายเก่าเป็นหลักฐานที่มีคุณค่าอย่างมาก แต่ภาพหนึ่งภาพบอกเราได้ว่า ในเวลานั้นมีคนแต่งตัวแบบนั้น ไม่ได้บอกโดยอัตโนมัติว่า “คนกลุ่มนี้เป็นผู้คิดค้นเครื่องแต่งกายดังกล่าว” นี่คือจุดที่การใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์แตกต่างจากการใช้ภาพเพื่อสร้างเรื่องเล่า หากต้องการบอกว่า “นี่คือสตรีเขมรเมื่อ 100 ปีก่อน” ภาพอาจตอบได้ แต่หากต้องการก้าวต่อไปว่า “ดังนั้นสไบจึงเป็นเครื่องแต่งกายดั้งเดิมของเขมร” ตรงนั้นต้องมีหลักฐานมากกว่าภาพถ่ายหนึ่งภาพต้องดูทั้งหลักฐานทางโบราณคดี เอกสารร่วมสมัย ภาพถ่าย บันทึกของชาวต่างชาติ รูปแบบการแต่งกายในราชสำนัก ตลอดจนหลักฐานเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างสยามกับกัมพูชา

เพราะสุดท้ายแล้ว คำถามไม่ใช่ “ใครเป็นเจ้าของสไบ”
แต่คือ สไบเดินทางผ่านประวัติศาสตร์อย่างไร หากมองจากหลักฐานที่มีอยู่ สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ สไบปรากฏอยู่ในสังคมกัมพูชาอย่างน้อยตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการแต่งกายของกัมพูชาในเวลาต่อมา แต่การที่สิ่งหนึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของสังคมหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นจะต้องถือกำเนิดขึ้นในสังคมนั้น วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนมากเกิดจากการเดินทาง แลกเปลี่ยน และปรับเปลี่ยนข้ามราชอาณาจักรมาเป็นเวลาหลายร้อยปี
และสไบก็อาจเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้ ดังนั้น สิ่งที่ควรทำเมื่อพบภาพเก่าไม่ใช่การรีบประกาศว่า“นี่คือหลักฐานว่าเป็นของเรา” แต่ควรถามให้ลึกกว่านั้นว่า ภาพนี้เกิดขึ้นเมื่อไร ใครเป็นคนถ่าย คนในภาพเป็นใคร แต่งกายแบบนี้เพราะอะไร และรูปแบบการแต่งกายนี้เข้ามาสู่สังคมของพวกเขาได้อย่างไร เพราะเมื่อเราถามคำถามเหล่านี้ ประวัติศาสตร์จะเป็นผู้ให้คำตอบเราเอง

ที่มา : AYA

‘สรรเพชญ’ นำคมนาคมร่วม InnoTrans 2026 เยือนเยอรมนีศึกษาเทคโนโลยีรถไฟ เปิดทางร่วมมือญี่ปุ่นยกระดับระบบรางไทย พัฒนา TOD ปลดล็อกศักยภาพที่ดิน มุ่งสร้างรายได้ใหม่และพัฒนาพื้นที่โดยรอบ

“สรรเพชญ” นำคมนาคม ร่วมงาน InnoTrans 2026 หารือญี่ปุ่นพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟ ปลดล็อกศักยภาพที่ดิน สร้างรายได้ใหม่ ยกระดับระบบรางไทย

เมื่อวานนี้ (22 กันยายน 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายอธิภู จิตรานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง นายทยากร จันทรางศุ ผู้อำนวยการกองมาตรฐานความปลอดภัยและบำรุงทาง นายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมงาน InnoTrans 2026 ณ ศูนย์นิทรรศการ Messe Berlin กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

โดยการเข้าร่วมงานในวันแรก คณะได้เยี่ยมชม Japanese Pavilion บูธของหน่วยงาน และผู้ประกอบการระบบรางชั้นนำของญี่ปุ่น เพื่อศึกษาเทคโนโลยี รูปแบบการบริหารจัดการ และแสวงหาโอกาสความร่วมมือที่สามารถนำมาต่อยอดการพัฒนาระบบรางของประเทศไทย

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทย ในการเปิดความร่วมมือกับหน่วยงานและภาคเอกชนของญี่ปุ่น เพื่อนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และรูปแบบธุรกิจระบบรางมาปรับใช้กับการพัฒนารถไฟไทย ทั้งการบำรุงรักษาระบบ การบริหารจัดการผู้โดยสาร การพัฒนาบุคลากร ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานี เพื่อสร้างรายได้จากทรัพย์สินของการรถไฟฯ และกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่

คณะผู้แทนไทย ได้เยี่ยมชมบูธองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น หรือ JICA ซึ่งมีประสบการณ์สนับสนุนโครงการระบบรางในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก พร้อมหารือแนวทางสนับสนุนการศึกษารูปแบบการบำรุงรักษารถไฟชานเมืองสายสีแดง เพื่อเพิ่มความพร้อมใช้งานและความปลอดภัยของระบบ ลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว และวางรากฐานการพัฒนาบุคลากรด้านการซ่อมบำรุงของไทยให้สามารถบริหารจัดการระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

JICA มีแนวทางสนับสนุนการพัฒนาระบบรางหลายรูปแบบ ทั้งความร่วมมือทางวิชาการ การพัฒนาบุคลากรและองค์กร การถ่ายทอดเทคโนโลยี เงินทุนระยะยาวดอกเบี้ยต่ำ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน รวมถึงการสนับสนุนอุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งสามารถนำมาพิจารณาให้เหมาะสมกับความต้องการของประเทศไทยในแต่ละโครงการ

จากนั้น คณะได้เยี่ยมชมบูธ Tokyo Metro ซึ่งมีประสบการณ์สนับสนุนการพัฒนาแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล หรือ M-MAP พร้อมศึกษานวัตกรรมตรวจวัดความหนาแน่นของผู้โดยสารภายในขบวนรถแบบเรียลไทม์ โดยใช้กล้องตรวจจับมิติร่วมกับระบบ AI ประมวลผลและส่งข้อมูลไปยังแอปพลิเคชันและจอแสดงผลภายในสถานี

เทคโนโลยีดังกล่าว จะช่วยให้ผู้โดยสารทราบความหนาแน่นของแต่ละตู้ สามารถเลือกจุดขึ้นรถและวางแผนการเดินทางได้สะดวกขึ้น ขณะที่ผู้ให้บริการสามารถนำข้อมูลไปบริหารขบวนรถ กระจายผู้โดยสาร ลดความแออัด และยกระดับคุณภาพการให้บริการได้อย่างตรงจุด

ในส่วนของบูธ Hitachi คณะได้ศึกษานวัตกรรมระบบรางอย่างครบวงจร ทั้งระบบสถานีไฟฟ้าย่อย ระบบราง ขบวนรถไฟ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเดินรถ พร้อมหารือแนวทางต่อยอดความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับ Hitachi จากประสบการณ์ความร่วมมือที่ผ่านมา โดยเฉพาะโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ไปสู่ความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการบำรุงรักษาระบบรางของไทยในอนาคต

พร้อมกันนี้ คณะได้เยี่ยมชมขบวนรถไฟที่ Hitachi นำมาจัดแสดงภายในงาน ซึ่งเป็นขบวนรถแบบเดียวกับที่นำไปให้บริการจริงในประเทศอิตาลี เพื่อศึกษาการออกแบบ เทคโนโลยีภายในขบวนรถ ระบบอำนวยความสะดวก และมาตรฐานด้านความปลอดภัย อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาแนวทางพัฒนาขบวนรถและระบบให้บริการทางรางของประเทศไทยในอนาคต

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่น่าจับตามอง คือ การศึกษารูปแบบการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีขนส่งมวลชน หรือ TOD จาก Hankyu Corporation ผู้ประกอบการรถไฟเอกชนและผู้พัฒนาพื้นที่ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพัฒนาสถานีรถไฟควบคู่กับที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า แหล่งท่องเที่ยว และพื้นที่สาธารณะ โดยรายได้ของบริษัทมาจากธุรกิจรถไฟประมาณ 17% และธุรกิจนอกระบบรางประมาณ 83%

รูปแบบของ Hankyu เริ่มจากการนำที่ดินที่บริษัทมีอยู่เดิมมาพัฒนา พร้อมเจรจาซื้อที่ดินเพิ่มเติมจากประชาชนโดยสมัครใจเพื่อให้เกิดพื้นที่ TOD ที่เชื่อมโยงกัน โดยไม่ได้ใช้กระบวนการเวนคืน ส่งผลให้สถานีรถไฟเป็นทั้งศูนย์กลางการเดินทาง การอยู่อาศัย และกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สามารถเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร สร้างรายได้กลับมาสนับสนุนกิจการรถไฟ และยกระดับมูลค่าพื้นที่โดยรอบในระยะยาว

คณะยังได้เยี่ยมชมบูธ East Japan Railway Company หรือ JR East ซึ่งเป็นทั้งผู้พัฒนาและผู้ให้บริการเดินรถไฟรายใหญ่ของญี่ปุ่น โดย JR East แสดงความสนใจร่วมศึกษาหรือแสวงหาแนวทางความร่วมมือกับบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือการรถไฟแห่งประเทศไทย เพื่อนำประสบการณ์ด้านการเดินรถ การบริหารสถานี และการพัฒนาพื้นที่โดยรอบสถานีมาต่อยอดพื้นที่ศักยภาพของการรถไฟฯ ในประเทศไทย

หนึ่งในพื้นที่ที่ได้มีการพูดคุย คือโครงการพัฒนาย่านสถานีรถไฟธนบุรีสู่ “เมืองแห่งการแพทย์” หรือ Medical District บนพื้นที่ของการรถไฟฯ รวมประมาณ 148 ไร่ ซึ่งอยู่ติดกับโรงพยาบาลศิริราช โดยมีแนวคิดพัฒนาระยะแรกประมาณ 22 ไร่ ให้เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมและบริการสุขภาพครบวงจร ประกอบด้วยศูนย์สนับสนุนการแพทย์ ที่พักบุคลากรทางการแพทย์ ที่พักผู้ป่วยพักฟื้นและญาติ พื้นที่วิจัยและนวัตกรรมสุขภาพ พื้นที่สีเขียวเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพ และพื้นที่บริการที่เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมทางการแพทย์ ซึ่งนายสรรเพชญเคยลงพื้นที่ติดตามแนวทางการพัฒนาโครงการดังกล่าวมาแล้ว

นายสรรเพชญ กล่าวว่า เป้าหมายของการเข้าร่วมงาน InnoTrans 2026 คือ การนำองค์ความรู้และโอกาสความร่วมมือกลับมาสร้างผลประโยชน์ให้ประเทศไทย โดยเฉพาะการลดต้นทุนและยกระดับมาตรฐานการบำรุงรักษาระบบราง การนำเทคโนโลยีมาพัฒนาคุณภาพบริการประชาชน และการปลดล็อกศักยภาพที่ดินของการรถไฟฯ ให้สามารถสร้างรายได้และพัฒนาเมืองควบคู่กันไป

“พื้นที่ของการรถไฟฯ หลายแห่งตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ หากเราสามารถพัฒนาให้เชื่อมโยงกับระบบขนส่ง ที่อยู่อาศัย การแพทย์ การค้า และบริการสาธารณะ จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร สร้างรายได้ใหม่ให้กิจการรถไฟ และทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาพื้นที่อย่างเต็มที่ หลังจากนี้จะเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำผลจากการหารือไปศึกษาต่อยอดให้เกิดความร่วมมือและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อประเทศไทยต่อไป” นายสรรเพชญกล่าว

และสำหรับกำหนดการ ในวันที่ 23 กันยายน 2569 นายสรรเพชญ และคณะฯ มีกำหนดหารือกับผู้บริหารของบริษัท Siemens Mobility เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางและแสวงหาโอกาสความร่วมมือด้านระบบรางในมิติต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงประเทศไทยกับผู้พัฒนาเทคโนโลยีระบบรางชั้นนำของโลก และนำองค์ความรู้กลับมาต่อยอดการพัฒนาระบบขนส่งทางรางของไทยให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และตอบโจทย์การเดินทางของประชาชนมากยิ่งขึ้น

นักเรียน สาธิต มศว ปทุมวัน สร้างชื่อ!! ได้คัดเลือกเป็นตัวแทนเยาวชนไทย ส่ง 5 เยาวชนไทยสู่เวที UNESCO ปารีส ในโครงการ Future Leader Academy เยี่ยมคารวะเอกอัครราชทูตไทย งานจัดที่ปารีสในเดือนตุลาคม2569

โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน

ขอแสดงความยินดีกับ

1. ด.ช.พีค อังคะนาวิน ม.2/422

2. นายพิภู สองห้อง ม.4/330

3. นางสาวกัลยกร สุรวิลาศ ม.4/141

4. นายปุญญ์ มะระกานนท์ ม.5/161

5. นางสาวอนินทยา แสงกล้า ม.6/511

นักเรียนโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน

ได้รับคัดเลือกในโครงการพัฒนาเยาวชน Future Leader Academy (FLA) เป็นตัวแทนเยาวชนไทย ปาฐกถาพิเศษ ในประเด็น “Youth Traditional Culture Education: Ignite the Vital Spark of the Heart” ณ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ  (UNESCO) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 1- 2 ตุลาคม พ.ศ. 2569

การนี้ วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2569 เวลา 11.30 น.

คณะนักเรียนได้รับเกียรติเข้าเยี่ยมคารวะและรับฟังโอวาทจากท่านนิกรเดช พลางกูร

เอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐฝรั่งเศส ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย

ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ตั้งอยู่ที่ 8, rue Greuze 75116 Paris ประเทศฝรั่งเศส

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122274723620120907&id=61553627233427&rdid=GanUfpbn5AZko79Y#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top