จากภาพถ่ายสู่ประวัติศาสตร์ เปิดมุมมองใหม่ สไบคือวัฒนธรรมที่เดินทางข้ามอาณาจักร สไบเขมรเมื่อ 100 ปีก่อน สไบกับกัมพูชา หลักฐานชี้มีการสวมใส่จริง แต่คำถามต้นกำเนิดต้องใช้มากกว่าภาพเดียว
สไบเขมรเมื่อ 100 ปีก่อน: หลักฐานบอกอะไร และอะไรคือความเข้าใจผิด
เมื่อภาพถ่ายถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “ในภาพมีสไบ” แต่คือ เราต้องถามต่อว่า ภาพนั้นถ่ายเมื่อใด ที่ไหน ใครเป็นคนในภาพ และเครื่องแต่งกายนั้นเดินทางมาถึงสังคมแห่งนั้นได้อย่างไร
ประเด็นเรื่อง “สไบ” กลายเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากกองประกวด Miss Universe Cambodia เผยแพร่ภาพหญิงสาวสวมสไบ พร้อมคำอธิบายว่าเป็นภาพสะท้อนการแต่งกายของสตรีเขมรเมื่อประมาณ 100 ปีก่อน
คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “เขมรเคยใส่สไบหรือไม่?”
เพราะคำตอบจากหลักฐานที่มีอยู่คือ เคย
แต่คำถามที่สำคัญกว่านั้นคือ
สไบเข้ามาอยู่ในสังคมกัมพูชาเมื่อใด และผ่านบริบททางสังคมและการเมืองแบบใด?
ตรงนี้เองที่เรื่องราวเริ่มซับซ้อนกว่าการหยิบภาพเก่าภาพหนึ่งมาใช้เป็นคำตอบ
ก่อนอื่นต้องแยกให้ออกระหว่าง “มีการสวมใส่” กับ “มีต้นกำเนิด”
การพบภาพหญิงชาวกัมพูชาสวมสไบในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 ไม่ได้เป็นหลักฐานโดยตัวมันเองว่าสไบมีต้นกำเนิดในกัมพูชา เช่นเดียวกับการพบเครื่องแต่งกายชนิดหนึ่งในประเทศใดประเทศหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าเครื่องแต่งกายนั้นถูกคิดค้นขึ้นในประเทศนั้นเสมอไป ในประเด็นนี้มีความพยายามอธิบายว่าสไบหรือผ้าที่มีลักษณะใกล้เคียงกันมีรากมาตั้งแต่สมัยฟูนัน โดยมีการกล่าวถึงคำว่า Preah Thong Taong Sbai
แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดของเครื่องแต่งกายที่มีการกล่าวถึง คำอธิบายดังกล่าวมีประเด็นที่ต้องระมัดระวัง เพราะลักษณะของผ้าที่ปรากฏในหลักฐานบางส่วนสามารถตีความได้ว่าเป็น ผ้าคาดหรือผ้าพันบริเวณหน้าอก มากกว่าการเป็น “สไบ” ในความหมายของเครื่องแต่งกายที่เรารู้จักในปัจจุบัน นี่จึงเป็นจุดที่นักประวัติศาสตร์จำเป็นต้องแยกระหว่าง
“ผ้าที่ใช้พันร่างกาย” กับ “รูปแบบการแต่งกายที่เรียกว่าสไบ” เพราะสองสิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกัน
แล้วภาพหญิงเขมรสวมสไบที่ถูกนำมาอ้างถึง มาจากไหน?
หนึ่งในภาพที่ถูกนำมาใช้ในการอภิปรายเรื่องนี้ เชื่อมโยงกับผลงานของ Émile Gsell ช่างภาพชาวฝรั่งเศสผู้เดินทางเข้ามาถ่ายภาพในอินโดจีนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 และตรงนี้มีบริบททางประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรถูกตัดออกจากภาพ เพราะช่วงเวลาที่ภาพเหล่านี้ถูกถ่ายขึ้นนั้น กัมพูชาไม่ได้อยู่ในสภาวะที่สามารถแยกออกจากอิทธิพลของสยามได้อย่างเด็ดขาด หลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าองค์ด้วงในปี 1860 เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในราชสำนักกัมพูชา และท้ายที่สุดพระองค์เจ้านโรดมได้รับการสนับสนุนจากสยามในการรักษาอำนาจทางการเมือง
เอกสารทางวิชาการจาก Cornell University กล่าวถึงบริบทดังกล่าวว่า นโรดมสามารถรักษาตำแหน่งของพระองค์ไว้ได้ด้วยความช่วยเหลือจากสยาม และเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของกัมพูชาอยู่ภายใต้การถือครองของสยามที่กรุงเทพฯ ต่อมาในพระราชพิธีราชาภิเษกในปี 1864 ทั้งสยามและฝรั่งเศสต่างเข้ามามีบทบาท กล่าวอย่างง่ายที่สุดคือ กัมพูชาในช่วงเวลานั้นอยู่ท่ามกลางอำนาจและอิทธิพลของทั้งสยามและฝรั่งเศส ดังนั้น เมื่อเราหยิบภาพการแต่งกายของคนกัมพูชาในช่วงเวลาดังกล่าวมาวิเคราะห์ จึงจำเป็นต้องพิจารณาบริบททางการเมืองและสังคมไปพร้อมกัน
“นโรดม” เองก็มีเรื่องราวที่สะท้อนความสัมพันธ์กับสยาม
เรื่องนี้ยิ่งเห็นชัดขึ้นเมื่อย้อนกลับไปดูประวัติของพระเจ้าองค์ด้วง หรือที่เอกสารไทยเรียกว่า นักองค์ด้วง นักองค์ด้วงใช้ชีวิตอยู่ในสยามเป็นเวลานาน ตั้งแต่ประมาณปี 1811 ก่อนที่จะกลับไปกัมพูชาในช่วงที่สยามส่งกองทัพเข้าไปจัดการกับความไม่สงบในกัมพูชา ต่อมาเมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมือง พระองค์กลับมายังกรุงเทพฯ อีกครั้ง และในที่สุดสยามก็สนับสนุนให้พระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์กัมพูชาในปี 1841 ความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักกัมพูชากับสยามในยุคนั้นจึงไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบประเทศเพื่อนบ้านที่แยกขาดจากกันอย่างชัดเจนเหมือนรัฐชาติสมัยใหม่ แต่เป็นระบบการเมืองแบบจารีตที่อำนาจ อิทธิพล และความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักซ้อนทับกันอยู่หลายชั้น นี่เป็นบริบทสำคัญมากเมื่อเรากำลังพูดถึง แฟชั่น การแต่งกาย และวัฒนธรรมเพราะวัฒนธรรมไม่ได้เดินทางด้วยกองทัพเพียงอย่างเดียว มันเดินทางไปกับ ราชสำนัก ขุนนาง การค้า การแต่งงาน การเดินทาง คนรับใช้ และการติดต่อระหว่างผู้คน
ภาพของ Émile Gsell จึงต้องอ่านมากกว่าที่ตาเห็น
ประเด็นที่น่าสนใจคือ เรามีภาพถ่ายของ Gsell อีกจำนวนหนึ่งซึ่งช่วยให้เห็นความแตกต่างของการแต่งกายได้ชัดขึ้น หนึ่งในนั้นคือภาพที่ Musée des Confluences เมืองลียง บันทึกชื่อไว้ว่า “Village cambodgien avec ses habitants” — หมู่บ้านกัมพูชาพร้อมผู้อยู่อาศัย ภาพดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นผลงานของ Émile Gsell และอยู่ในช่วงเวลาประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 19 เช่นเดียวกัน ในภาพปรากฏหญิงชาวบ้านที่แต่งกายด้วยลักษณะของ ผ้าคาดบริเวณหน้าอก ซึ่งแตกต่างจากภาพสตรีที่สวมผ้าพาดไหล่แบบสไบอย่างเห็นได้ชัด และนี่ทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจกว่าเดิม หากสไบเป็นเครื่องแต่งกายที่แพร่หลายทั่วไปในหมู่หญิงกัมพูชาในเวลานั้น เหตุใดภาพของผู้หญิงในบริบทชนบทจึงยังปรากฏรูปแบบการแต่งกายอีกแบบหนึ่ง? คำตอบอาจไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว แต่สิ่งที่ภาพถ่ายกำลังบอกเราคือ การแต่งกายของคนกัมพูชาในช่วงเวลานั้นมีความหลากหลาย และเครื่องแต่งกายแบบสไบอาจมีความสัมพันธ์กับบริบททางสังคมของผู้สวมใส่
สไบจึงอาจไม่ได้เป็นเรื่องของ “ชาติ” อย่างที่เราพยายามมองในปัจจุบัน
สิ่งที่ต้องระวังคือ เรามักนำแนวคิดเรื่อง “วัฒนธรรมของชาติ” ในศตวรรษที่ 20–21 ย้อนกลับไปอธิบายสังคมในศตวรรษที่ 19 แต่โลกในเวลานั้นไม่ได้แบ่งวัฒนธรรมเป็นเส้นเขตแดนแบบปัจจุบัน คนในราชสำนักกัมพูชาสามารถติดต่อกับสยามได้ ขุนนางสามารถเดินทางไปมาได้ ผู้คนสามารถย้ายถิ่นฐานได้ และรูปแบบการแต่งกายสามารถถูกนำไปปรับใช้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมี “เจ้าของลิขสิทธิ์ทางวัฒนธรรม” ดังนั้น การพบสไบในกัมพูชาจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ สิ่งที่ควรถามคือ สไบถูกใช้โดยใคร และในบริบทใด
หากหลักฐานในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 แสดงให้เห็นว่าการแต่งกายแบบสไบปรากฏเด่นชัดในกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับราชสำนักหรือชนชั้นปกครอง ขณะที่การแต่งกายของชาวบ้านมีรูปแบบอื่น ก็อาจสะท้อนว่าสไบมีสถานะเป็นเครื่องแต่งกายที่เชื่อมโยงกับ ชนชั้น สถานะ และอิทธิพลทางวัฒนธรรม มากกว่าจะเป็นเครื่องแต่งกายพื้นบ้านที่ทุกคนสวมใส่เหมือนกัน
แต่มีอีกเรื่องที่ต้องพูดให้ชัด
การกล่าวว่า “สไบในกัมพูชามาจากสยาม” ก็จำเป็นต้องใช้หลักฐานอย่างระมัดระวังเช่นกัน เพราะการที่สยามมีอิทธิพลทางการเมืองเหนือกัมพูชาในบางช่วงเวลา ไม่ได้หมายความว่าเครื่องแต่งกายทุกชนิดที่ปรากฏในราชสำนักกัมพูชาจะต้องถูกนำเข้ามาจากสยามทั้งหมด ประวัติศาสตร์ที่ดีจึงไม่ควรเปลี่ยนจากการ “เคลม” ฝ่ายหนึ่ง มาเป็นการ “เคลมกลับ” อีกฝ่ายหนึ่ง สิ่งที่หลักฐานสามารถบอกเราได้คือ สไบมีการสวมใส่ในกัมพูชาอย่างแน่นอนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 แต่การมีอยู่ของสไบในกัมพูชา ไม่ได้เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่า สไบมีต้นกำเนิดในกัมพูชา และในทางกลับกัน การมีความสัมพันธ์ทางการเมืองกับสยาม ก็ยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่า สไบถูกสร้างขึ้นโดยสยามแล้วจึงถูกนำเข้าสู่กัมพูชา คำถามเรื่อง “ต้นกำเนิด” ต้องใช้หลักฐานคนละประเภทกับหลักฐานที่ใช้ยืนยันว่า “มีการสวมใส่”
ประวัติศาสตร์จึงไม่ควรตัดสินด้วยภาพเพียงภาพเดียว
ภาพถ่ายเก่าเป็นหลักฐานที่มีคุณค่าอย่างมาก แต่ภาพหนึ่งภาพบอกเราได้ว่า ในเวลานั้นมีคนแต่งตัวแบบนั้น ไม่ได้บอกโดยอัตโนมัติว่า “คนกลุ่มนี้เป็นผู้คิดค้นเครื่องแต่งกายดังกล่าว” นี่คือจุดที่การใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์แตกต่างจากการใช้ภาพเพื่อสร้างเรื่องเล่า หากต้องการบอกว่า “นี่คือสตรีเขมรเมื่อ 100 ปีก่อน” ภาพอาจตอบได้ แต่หากต้องการก้าวต่อไปว่า “ดังนั้นสไบจึงเป็นเครื่องแต่งกายดั้งเดิมของเขมร” ตรงนั้นต้องมีหลักฐานมากกว่าภาพถ่ายหนึ่งภาพต้องดูทั้งหลักฐานทางโบราณคดี เอกสารร่วมสมัย ภาพถ่าย บันทึกของชาวต่างชาติ รูปแบบการแต่งกายในราชสำนัก ตลอดจนหลักฐานเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างสยามกับกัมพูชา
เพราะสุดท้ายแล้ว คำถามไม่ใช่ “ใครเป็นเจ้าของสไบ”
แต่คือ สไบเดินทางผ่านประวัติศาสตร์อย่างไร หากมองจากหลักฐานที่มีอยู่ สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ สไบปรากฏอยู่ในสังคมกัมพูชาอย่างน้อยตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 19 และกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการแต่งกายของกัมพูชาในเวลาต่อมา แต่การที่สิ่งหนึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมของสังคมหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นจะต้องถือกำเนิดขึ้นในสังคมนั้น วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำนวนมากเกิดจากการเดินทาง แลกเปลี่ยน และปรับเปลี่ยนข้ามราชอาณาจักรมาเป็นเวลาหลายร้อยปี
และสไบก็อาจเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้ ดังนั้น สิ่งที่ควรทำเมื่อพบภาพเก่าไม่ใช่การรีบประกาศว่า“นี่คือหลักฐานว่าเป็นของเรา” แต่ควรถามให้ลึกกว่านั้นว่า ภาพนี้เกิดขึ้นเมื่อไร ใครเป็นคนถ่าย คนในภาพเป็นใคร แต่งกายแบบนี้เพราะอะไร และรูปแบบการแต่งกายนี้เข้ามาสู่สังคมของพวกเขาได้อย่างไร เพราะเมื่อเราถามคำถามเหล่านี้ ประวัติศาสตร์จะเป็นผู้ให้คำตอบเราเอง
ที่มา : AYA










