Wednesday, 7 October 2026
TheStatesTimes

ผ้าไหมไทยมุมใหม่ ‘ไมก้า–Chayanna’!! ดีไซเนอร์ Gen Z วัย 17 จับมือ Chayanna ตีความมูเตลูผ่านแฟชั่นร่วมสมัย เปิดตัวที่มหกรรมผ้าไหมขอนแก่น เชื่อมวัฒนธรรมสู่คนรุ่นใหม่

“ไมก้า” ดีไซเนอร์ Gen Z วัย 17 จับมือ แบรนด์ “Chayanna” พัฒนา “มูเตลู” ตีความความเชื่อไทยผ่านแฟชั่นผ้าไหมร่วมสมัย เปิดตัวครั้งแรกบนเวที มหกรรมผ้าไหมไทยที่ขอนแก่น

ขอนแก่น – “ไมก้า–ศศิมนัส บุนนาค” ดีไซเนอร์วัย 17 ปี นักเรียน Year 13 จาก Shrewsbury International School Bangkok ร่วมกับแบรนด์ผ้าไหม Chayanna เปิดตัวคอลเลกชัน “Mutelu” ในงาน SIAM INTERNATIONAL FASHION WEEK Visit KHON KAEN มหกรรมผ้าไหมไทย ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–26 กันยายน 2569 ณ จังหวัดขอนแก่น เมืองแห่งไหมมัดหมี่โลก นำความเชื่อและสัญลักษณ์ในสังคมไทยมาตีความผ่านมุมมองคนรุ่นใหม่ สู่เสื้อผ้าผ้าไหมสไตล์ Modern Luxury ที่สวมใส่ได้จริง พร้อมขยายฐานผู้สวมใส่ผ้าไทย โดยคงคุณค่างานหัตถศิลป์

ไมก้า กล่าวว่า ความสนใจด้านแฟชั่น ผ้าไทย มูเตลู และสัญลักษณ์ศาสตร์ เป็นแรงบันดาลใจของคอลเลกชัน เธอศึกษาความหมายและเรื่องราวเบื้องหลังความเชื่อ ก่อนถ่ายทอดผ่านเส้นสาย โครงสร้าง และรายละเอียดของเสื้อผ้า แทนการใช้รูปเคารพหรือสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณโดยตรง

“สำหรับหนู มูเตลูไม่ใช่แค่เรื่องโชคลาง แต่มีอารมณ์ ความหมาย และเรื่องราวที่ผู้คนผูกพันไว้กับความเชื่อ หนูจึงอยากนำมาถ่ายทอดผ่านแฟชั่น พร้อมสำรวจผ้าไทยจากมุมมองของคนรุ่นเรา” ไมก้า กล่าว

ไมก้า กล่าวอีกว่า คอลเลกชันนี้เน้นความเรียบหรู คล่องตัว และผสานแนวคิด Power Dressing เพื่อสะท้อนความมั่นใจของผู้หญิงยุคใหม่ โดยมุ่งให้ผ้าไทยเป็นทางเลือกสำหรับการแต่งกายในชีวิตประจำวัน ไม่จำกัดเฉพาะโอกาสพิเศษ ไมก้า มองว่าโจทย์สำคัญคือการทำให้คนรุ่นใหม่เลือกสวมใส่ผ้าไทยตามรสนิยมของตนเอง โดยไม่ลดทอนเอกลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรม

ด้านคุณชญณา ศิริภิรมย์ เจ้าของแบรนด์ Chayanna กล่าวว่า ไมก้า เข้ามาฝึกงานกับแบรนด์เป็นเวลา 3 เดือน มีส่วนร่วมตั้งแต่การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ค้นคว้าข้อมูล วางแนวทางคอลเลกชัน ตลอดจนเรียนรู้กระบวนการผลิตและการตลาด ในบทบาทใกล้เคียง Junior Art Director ทำให้ได้สัมผัสทั้งงานออกแบบและการดำเนินธุรกิจแฟชั่น

คุณชญณา กล่าวด้วยว่า แม้ไมก้า จะเติบโตและศึกษาอยู่ในโรงเรียนนานาชาติ แต่กลับมีความสนใจในวัฒนธรรมและวิถีความเชื่อของคนไทย ในระหว่างค้นคว้า น้องจึงหยิบแนวคิด Mutelu ขึ้นมาเป็นหัวใจของคอลเลกชัน เพื่อสื่อสารว่า ไม่ว่าแต่ละคนจะมีความเชื่อหรือศรัทธาในสิ่งใด เราสามารถอยู่ร่วมกันได้ หากมองเห็นคุณค่า ให้เกียรติ และไม่ตัดสินความแตกต่างของผู้อื่น

“ไมก้าสนใจภาพความเชื่อที่พบได้ในสังคมไทย ทั้งการถวายรูปปั้นม้าลาย การมองหาตัวเลขจากต้นไม้ และการผูกผ้าสามสี แทนที่จะนำภาพเหล่านั้นมาใช้ตกแต่งเสื้อผ้าโดยตรง น้องกลับตั้งคำถามถึงความหวัง ความผูกพัน และศรัทธาของผู้คนที่อยู่เบื้องหลัง จนนำไปสู่แนวคิดหลักของคอลเลกชันที่สื่อสารการเคารพความแตกต่างทางความเชื่อ” คุณชญณา กล่าว

สำหรับ แบรนด์ Chayanna จุดแข็งของแบรนด์อยู่ที่ผ้าไหมจากอำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีองค์ความรู้ด้านการมัดลาย ย้อมสีธรรมชาติ และการทอผ้าที่สืบทอดกันมา ซึ่งคุณชญณา ระบุว่า ผ้าทอแต่ละผืนมีน้ำหนัก เนื้อสัมผัส และโครงสร้างต่างกัน นักออกแบบจึงต้องเข้าใจวัสดุควบคู่กับการสร้างรูปทรง เพื่อให้เสื้อผ้าสวมใส่สบาย ใช้งานได้จริง และมีอายุการใช้งานยาวนาน

คุณชญณา กล่าวเพิ่มเติมว่า งานแฟชั่นหนึ่งคอลเลกชันไม่ได้จบที่แบบเสื้อผ้า แต่เกี่ยวข้องกับการวางแผนผลิต การบริหารทีม การตลาด และการส่งมอบสินค้า การฝึกงานจึงเป็นโอกาสให้เยาวชนได้สัมผัสการทำงานจริงก่อนตัดสินใจเลือกเส้นทางอาชีพ ขณะเดียวกัน แบรนด์ก็ได้เรียนรู้รสนิยมและวิธีคิดของคนรุ่นใหม่ เพื่อนำมาพัฒนางานผ้าไทยให้เข้าถึงผู้สวมใส่กลุ่มใหม่

“เราอยากให้คนรุ่นใหม่มีทั้งรากที่แข็งแรง เข้าใจภูมิปัญญา วัสดุ และผู้คนเบื้องหลังผ้าไทย พร้อมมีปีกที่จะนำความรู้ไปสร้างสรรค์สิ่งใหม่” นางชญณากล่าว โดยมองว่าความร่วมมือครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างองค์ความรู้ดั้งเดิมกับมุมมองร่วมสมัย เพื่อให้ผ้าไทยเติบโตต่อไปในโลกแฟชั่นได้อย่างยั่งยืน” เจ้าของแบรนด์ Chayanna กล่าวทิ้งท้าย

รัสเซียเดินหน้าโจมตีเส้นเลือดโลจิสติกส์ยูเครน!! กองทัพรัสเซียยิงเป้าหลัก ศูนย์สื่อสารและเรือขนส่ง โจมตีโอเดสซาและเคียฟ กระทบโครงข่ายสำคัญยูเครน

กองกำลังรัสเซียยังคงโจมตีศูนย์สื่อสารและโลจิสติกส์ รวมถึงเรือทางทะเลที่ใช้สนับสนุนกองทัพยูเครน ตามที่กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุเมื่อวันอาทิตย์

“กองทัพสหพันธรัฐรัสเซียยังคงดำเนินการโจมตีศูนย์สื่อสารและโลจิสติกส์ รวมถึงเรือทางทะเลที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนกองทัพยูเครน” กระทรวงฯ ระบุในแถลงการณ์

ตามรายงานของกระทรวงกลาโหมรัสเซีย เรือบรรทุกสินค้าแห้งลำหนึ่ง ซึ่งกำลังขนส่งยุทโธปกรณ์ทางทหารและสินค้าที่ใช้ได้สองทาง เพื่อส่งให้กองทัพยูเครนไปยังท่าเรือโอเดสซา ถูกโจมตีขณะกำลังแล่นอยู่ในทะเล

กระทรวงฯ ยังระบุว่า ศูนย์โลจิสติกส์ของบริษัท Novaya Pochta ในเมืองโอเดสซา ซึ่งถูกใช้เป็นสถานที่เก็บสินค้าทางทหาร ก็ถูกโจมตีเช่นกัน

ในกรุงเคียฟ กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่า มีการโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Kyivstar ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ซึ่งกองทัพยูเครนใช้งานอยู่

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังรายงานว่า ศูนย์ข้อมูลของ Omega Telecom ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในกรุงเคียฟ ก็ถูกโจมตีด้วยเช่นกัน

ที่มา : Sputnik

EGCO รุกพลังงานสะอาดต่างประเทศ!! ขยายพอร์ตโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดในสหรัฐฯ ปิดดีลถือหุ้น 49% Pinnacle IV กำลังผลิต 339 เมกะวัตต์ รับรายได้และกำไรทันที พันธมิตร Apex Clean Energy ร่วมทุน มุ่งโตต่อเนื่อง รองรับเทรนด์ Data Center และ AI

EGCO Group รุกขยายพอร์ตพลังงานสีเขียวในต่างประเทศ ปิดดีลซื้อหุ้น 49% โรงไฟฟ้าลม-โซลาร์ “Pinnacle IV” ในสหรัฐฯ ขนาด 339 MW รับรู้รายได้ทันที

มุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดทั่วโลก คว้าโอกาส Gold Standard รองรับการเติบโตจาก Data Center และ AI

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนองค์กรสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ประกาศความสำเร็จการปิดดีลเข้าถือหุ้น 49% ในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน “Pinnacle IV” กำลังผลิตรวม 339 เมกะวัตต์ ในสหรัฐอเมริกา รับรู้กระแสเงินสดและส่วนแบ่งกำไรทันที สะท้อนวินัยการจัดสรรเงินทุนเชิงรุก มุ่งขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานสีเขียวทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างไม่หยุดนิ่ง ด้วยสินทรัพย์คุณภาพสูงที่มีสัญญา  รับซื้อไฟฟ้าระยะยาวกับคู่ไฟฟ้าระดับ Investment Grade ในตลาด PJM และ MISO เสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตพลังงานหมุนเวียนรวมพุ่งแตะ 1,785 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 26% ของกำลังผลิตทั้งหมด 

นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group เปิดเผยอย่างมั่นใจว่า “EGCO Group มีทิศทางและนโยบายที่ชัดเจนในการ ‘เร่งขยายพอร์ตพลังงานสีเขียว’ ทั้งโครงการในประเทศและต่างประเทศ การเข้าลงทุนในกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน “Pinnacle IV” ครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญตามกลยุทธ์ “POWER4” ที่เน้นย้ำเรื่อง Profitability and Performance Energizing เราคัดเลือกสินทรัพย์พลังงานหมุนเวียนคุณภาพสูงที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว เพื่อสร้างการเติบโตอย่างสมดุล มุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดทั่วโลก และยกระดับเสถียรภาพการทำกำไรของบริษัทในระยะยาว”

การลงทุนครั้งนี้ดำเนินการผ่าน EGCO Pinnacle IV, LLC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ EGCO ถือหุ้นทั้งหมด โดยบรรลุข้อตกลงโอนหุ้นสัดส่วน 49% เสร็จสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ร่วมกับพันธมิตรผู้พัฒนาโครงการระดับโลก Apex Clean Energy Holdings, LLC ที่ยังคงถือหุ้นในสัดส่วน 51%   

3 ไฮไลท์ยุทธศาสตร์: เสริมแกร่งพอร์ตพลังงานสีเขียวในตลาดใหญ่สุดของสหรัฐฯ

กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน “Pinnacle IV” ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานลม “Timbermill Wind” ขนาด 189 เมกะวัตต์ ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ “Coldwater Solar” ขนาด 150 เมกะวัตต์ ในรัฐมิชิแกน ซึ่งมีจุดเด่นเชิงยุทธศาสตร์การเงินและการดำเนินงาน 3 ประการ ได้แก่

• รับรู้รายได้ทันที ไร้ความเสี่ยงด้านการพัฒนา (Commercialized Assets): โครงการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เรียบร้อยแล้ว จึงสามารถสร้างผลตอบแทนและกระแสเงินสดกลับเข้าสู่ EGCO Group ได้ทันทีตั้งแต่วันแรกที่ปิดดีล

• ปักหมุดใน 2 ตลาดไฟฟ้าพลังงานสะอาดขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ (PJM & MISO): ทั้งใน                                รัฐนอร์ทแคโรไลนาและมิชิแกน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง และมีโครงข่ายรองรับการเติบโตของพลังงานสะอาดอย่างมีเสถียรภาพ

• กระแสเงินสดมั่นคงด้วยสัญญาระยะยาว (Investment-Grade Offtakers): มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและใบรับรองการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (RECs) ระยะยาวกับคู่สัญญาที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับน่าลงทุน สร้างรายได้ที่มั่นคงและคาดการณ์ได้ในระยะยาว ต่อยอด New S-Curve ในสหรัฐฯ สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

ผนึกกำลังพอร์ตไทย-ต่างประเทศ มุ่งสู่องค์กรคาร์บอนต่ำระดับ Gold Standard 

นายธวัชชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า “EGCO Group จะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เรายังคงเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนพอร์ตพลังงานสีเขียวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเตรียมความพร้อมประมูลโครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศ (PDP 2026 / Direct PPA) ควบคู่ไปกับการรุกขยายสินทรัพย์พลังงานสะอาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นฐานยุทธศาสตร์อันดับ 2 ของบริษัท

การผนึกกำลังระหว่าง “Pinnacle IV” กับพอร์ตเดิมที่มี ทั้งกลุ่ม Apex Clean Energy, Pinnacle II, Linden Cogen และ Compass Portfolio จะทำให้ EGCO Group มีโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอที่ยืดหยุ่นและแข็งแกร่ง พร้อมตอบสนองต่อ Megatrend ความต้องการใช้ไฟฟ้าสีเขียวที่เติบโตแบบก้าวกระโดด รองรับ Data Center เทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตอกย้ำวินัยทางการเงินที่เข้มงวด และความมุ่งมั่นในการส่งมอบผลตอบแทนระดับ Gold Standard แก่ผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืน”

เกี่ยวกับ EGCO Group

ปัจจุบัน (ณ 28 กันยายน 2569) EGCO Group มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 6,928 เมกะวัตต์ (รวมโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วและโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง) โดยมีกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนรวม 1,785 เมกะวัตต์ (คิดเป็น 26% ของกำลังผลิตทั้งหมด) ทั้งจากชีวมวล พลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลมบนบกและนอกชายฝั่ง เซลล์เชื้อเพลิง และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ นอกจากนี้ EGCO Group ยังมีธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ครอบคลุมธุรกิจเชื้อเพลิงและสาธารณูปโภค และธุรกิจ Customer Solution และ Startup โดยธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ตั้งอยู่ใน 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ EGCO Group ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในดัชนีความยั่งยืนระดับโลก Dow Jones Best-in-Class Indices (DJ BIC) ประจำปี 2026 ในประเภทสาธารณูปโภคไฟฟ้าของกลุ่มดัชนีตลาดเกิดใหม่ โดยได้รับการประเมินในระดับสูงสุดของกลุ่ม และก่อนหน้านี้ได้รับการจัดอันดับอยู่ในดัชนี Dow Jones Sustainability Index (DJSI) (ชื่อเดิมของ DJ BIC) มา 5 ปีต่อเนื่อง

IRPC รับรางวัล Human Rights Awards 2026 องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ระดับ Gold ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน มุ่งยกระดับห่วงโซ่คุณค่าสู่ การเติบโตอย่างยั่งยืน หลังยืนหยัดมาตรฐานสิทธิมนุษยชน 8 ปีต่อเนื่อง

IRPC คว้ารางวัล “องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน” ระดับ Gold 3 ปีซ้อน 

มุ่งยกระดับการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่คุณค่า สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC รับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณและเกียรติบัตร “รางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ระดับ Gold ประจำปี 2569” จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ในงาน Human Rights Awards 2026 เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ณ ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ บอลรูม 

อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยมีพลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานในพิธี

รางวัลดังกล่าวนับเป็นการได้รับรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชนต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 และได้รับรางวัลระดับ Gold เป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ IRPC ในการนำหลัก “Protect – Respect – Remedy” หรือ “คุ้มครอง – เคารพ – เยียวยา” มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ พร้อมส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เคารพสิทธิและศักดิ์ศรีของทุกคน

IRPC เดินหน้าพัฒนาการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การสร้างความตระหนักและความเข้าใจภายในองค์กร ไปจนถึงการขยายความร่วมมือกับคู่ค้า คู่ธุรกิจ ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่คุณค่า ผ่านการแบ่งปันองค์ความรู้และการเสริมสร้า ความพร้อม เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนร่วมกัน และสร้างคุณค่าร่วมอย่างยั่งยืน

กระทรวงแรงงานช่วยน้ำท่วม!! ‘จุลพันธ์’ กำชับหน่วยงานแรงงานดูแลผู้ประกันตน ประชาชนเดือดร้อนจากน้ำท่วม จัดข้าวกล่อง 5,000 ชุดช่วยผู้เดือดร้อน แจกจ่ายชุมชนแฟลตคลองจั่นนำร่อง

’จุลพันธ์‘ มอบกรมพัฒน์ ร่วมกับสมาคมแม่บ้านกระทรวงแรงงาน หน่วยงานในสังกัด เปิดโรงครัวทำข้าวกล่อง 5,000 ชุด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมกรุง

วันที่ 28 กันยายน 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ว่า จากกรณีที่เกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องจนทำให้เกิดน้ำท่วมขังและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของพี่น้องประชาชนในหลายเขตพื้นที่ ทางกระทรวงแรงงานมีความห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง ตนจึงได้สั่งการให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดโรงครัว จัดทำข้าวกล่อง โดยได้รับการสนับสนุนเงินบริจาคจากสมาคมแม่บ้านกระทรวงแรงงาน และทุกกรมในสังกัดกระทรวงแรงงาน ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน กรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม จัดทำข้าวกล่อง จำนวน 5,000 ชุด เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ได้รับความเดือดร้อนและไม่สามารถสัญจรออกจากที่พักอาศัยมาจัดหาอาหารเองได้สะดวก

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ตนได้มอบหมายให้ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 13 กรุงเทพมหานคร ใช้วิทยาลัยแรงงาน เป็นโรงครัวกลางชั่วคราว สำหรับเตรียมวัตถุดิบและปรุงอาหารกล่องทั้งหมด โดยเริ่มผลิตข้าวกล่องล็อตแรกในวันนี้ ก่อนจะทยอยลำเลียงนำไปส่งมอบให้แก่ชาวบ้านในชุมชนต่างๆ ที่กำลังเผชิญวิกฤตน้ำท่วม โดยจะนำร่องที่ชุมชนแฟลตคลองจั่น เป็นแห่งแรกๆ เนื่องจากเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่นและได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก รวมถึงศูนย์พักพิงชั่วคราว และพื้นที่อื่นๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนที่กำลังได้รับความเดือดร้อนโดยเร็วต่อไป

ในการนี้ นางสาวบุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในฐานะนายกสมาคมแม่บ้านกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ร่วมทำข้าวกล่อง สำหรับส่งมอบให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้วย

“สถานการณ์น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนจำนวนมาก กระทรวงแรงงานพร้อมระดมกำลังจากทุกหน่วยงานในสังกัดเข้าไปช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ข้าวกล่อง 5,000 ชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของความช่วยเหลือเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น พร้อมกำชับหน่วยงานในพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดูแลพี่น้องแรงงาน ผู้ประกันตน และประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้ได้รับความช่วยเหลือตามภารกิจของกระทรวงแรงงานอย่างทั่วถึง” นายจุลพันธ์ กล่าว

ทั้งนี้ พี่น้องแรงงาน ผู้ประกันตน และประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วม และต้องการความช่วยเหลือจากกระทรวงแรงงาน สามารถติดต่อได้ที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานทั่วประเทศ หรือโทร.สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506

กฟผ.เคียงข้างคนไทยทุกวิกฤต!! ลุยส่งถุงยังชีพ 4,000 ชุด มอบอาหารปรุงสุก 1,200 กล่อง ดูแลสถานีไฟฟ้าพื้นที่เสี่ยง เคียงข้างคนไทยทุกสถานการณ์

กฟผ. เคียงข้างคนไทยทุกวิกฤต ระดมพลแพ็กถุงยังชีพ 4,000 ชุด พร้อมส่งมอบอาหารปรุงสุก 1,200 กล่อง และน้ำดื่ม ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยต่อเนื่อง

วันนี้ (28 กันยายน 2569 ) นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นำทีมผู้บริหาร พนักงาน และจิตอาสา เร่งบรรจุถุงยังชีพพร้อมน้ำดื่มช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 4,000 ชุด
ณ ศูนย์กีฬากำธน สินธวานนท์ สำนักงานใหญ่ กฟผ. จ.นนทบุรี โดยถุงยังชีพดังกล่าว กฟผ. จะนำไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ อ.สามโคก และอ.เมือง จ.ปทุมธานี อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี และ อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา ภายในถุงยังชีพประกอบด้วย ข้าวสาร น้ำดื่ม และอาหารพร้อมทาน โดยจะทยอยจัดส่งถึงพื้นที่ตั้งแต่วันนี้ เพื่อส่งมอบให้ถึงพี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด อีกทั้ง ได้ส่งมอบอาหารปรุงสุก 1,200 กล่อง และน้ำดื่ม ให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ด้วย

ขณะเดียวกัน กฟผ. ได้ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด รวมถึงเฝ้าระวังสถานีไฟฟ้าแรงสูงในพื้นที่ประสบภัย เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำของ กฟผ. ได้ที่ https://water.egat.co.th/ หรือแอปพลิเคชัน EGAT One

กองทัพเรือย้ำประชาชนรอไม่ได้!! ส่งเรือผลักดันน้ำ 30 ลำ แก้ภัยน้ำท่วมที่นครนายก เร่งติดตั้งช่วยประชาชน ลดผลกระทบชีวิตและพื้นที่เกษตร

พื้นที่ร้องขอ—กองทัพเรือตอบรับทันที! ส่งเรือผลักดันน้ำ 30 ลำ เร่งช่วยประชาชนจังหวัดนครนายก

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำท่วมขังบ้านเรือนประชาชน รวมถึงพื้นที่การเกษตรในจังหวัดนครนายก โดยจังหวัดนครนายกได้ประกาศให้อำเภอองครักษ์เป็นพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พร้อมมีหนังสือขอรับการสนับสนุนเรือผลักดันน้ำจากกองทัพเรือ

ทันทีที่ได้รับการร้องขอ กองทัพเรือได้สั่งการให้กรมอู่ทหารเรือจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจผลักดันน้ำ จังหวัดนครนายก และจัดเรือผลักดันน้ำ จำนวน 30 ลำ พร้อมกำลังพล อุปกรณ์ และยุทโธปกรณ์ เข้าสนับสนุนการเร่งระบายน้ำและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ลงสำรวจพื้นที่และพิจารณาจุดติดตั้งไว้ล่วงหน้าแล้ว เพื่อให้สามารถติดตั้งและเดินเครื่องเรือผลักดันน้ำได้ทันทีที่ขบวนเดินทางถึงพื้นที่ และล่าสุด วันนี้ (28 กันยายน 2569) เวลา 14.10 น. ขบวนเรือผลักดันน้ำของหน่วยเฉพาะกิจผลักดันน้ำ จังหวัดนครนายก ได้ออกเดินทางจากอู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้า กรมอู่ทหารเรือ ไปยังจุดติดตั้งในพื้นที่อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก โดยทันที และเมื่อเดินทางถึง เจ้าหน้าที้กรมอู่ทหารเรือจะเร่งดำเนินการติดตั้งเรือผลักดันน้ำให้แล้วเสร็จในโอกาสแรก เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ลดระดับน้ำท่วมขัง และบรรเทาผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน และพื้นที่การเกษตรของประชาชน

“เมื่อพื้นที่ร้องขอ กองทัพเรือพร้อมสนับสนุนทันที เพราะความเดือดร้อนของประชาชนรอไม่ได้”

หลังศาลปกครองกลางยกฟ้อง!! กรรมการสรรหาฯยื่นศาลปกครอง สั่ง ‘หมอสรณ’ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ยันคำวินิจฉัยขาดคุณสมบัติ ป้องกันกระทบประโยชน์ชาติ

"ด่วน! กรรมการสรรหา กสทช. มีมติยื่นศาลปกครอง สั่ง 'หมอสรณ' หยุดทำหน้าที่ประธาน กสทช. ชี้ฝ่าฝืนคำวินิจฉัยขาดคุณสมบัติ"

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ออกข่าวการประชุม ฉบับที่ 5/2569 เปิดเผยว่า ได้รับหนังสือจากกรรมการ กสทช. ให้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนคดีถึงที่สุด
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ 1455/2569 คดีหมายเลขแดงที่ 1590/2569 ที่ ศาสตราจารย์คลินิก สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่วินิจฉัยว่า ศ.คลินิกสรณฯ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และถือว่าสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

แม้ศาลจะมีคำพิพากษายกฟ้อง แต่ ศ.คลินิกสรณฯ ยังคงแสดงเจตจำนงจะมาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานและที่ประชุม กสทช. ซึ่งเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ กสทช. อื่น จึงขอให้คณะกรรมการสรรหาฯ ในฐานะคู่ความในคดี ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เพื่อให้กรรมการ กสทช. ที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติได้ต่อเนื่อง
ในการนี้ คณะกรรมการสรรหา กสทช. เห็นว่า เพื่อมิให้การทำหน้าที่ของคณะกรรมการ กสทช. ต้องหยุดชะงัก อันทำให้กระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงควรยื่นคำร้องให้ ศ.คลินิกสรณฯ ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ กสทช. ตามคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค. 2568 ประกอบกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 952/2569 และคำพิพากษาศาลปกครองกลางดังกล่าว ซึ่งยืนยันว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย

คณะกรรมการสรรหาฯ จึงมีมติให้ออกมาตรการบังคับทางปกครองให้ ศ.คลินิกสรณฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ และยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ ศ.คลินิกสรณฯ ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ กสทช. ต่อไป

บทวิเคราะห์ ชี้เครือข่ายสแกมข้ามชาติในอินเดียลามหนัก!! จากแรงงานว่างงานชนบทสู่เครือข่ายหลอกลวงระดับโลก รายงานชี้สแกมไซเบอร์กลายเป็น “อาชีพเงา” ในพื้นที่ยากจนของอินเดีย สร้างความเสียหายสหรัฐฯ–ตะวันตกหลายหมื่นล้านดอลลาร์

การหลอกลวงไซเบอร์ข้ามพรมแดนของอินเดียต่อสหรัฐฯ และชาติตะวันตก

ในพื้นที่ยากจน เช่น จามตารา และเมวัต การหลอกลวงทางไซเบอร์ได้กลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญของครัวเรือน

อินเดียได้กลายเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดใหญ่ที่สุดของการหลอกลวงทางไซเบอร์ข้ามพรมแดนในระดับโลก ความสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสูญเสียทางเศรษฐกิจเท่านั้น

งานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย เมืองกานปุระ ประเมินว่า การฉ้อโกงผ่านคอลเซ็นเตอร์ของอินเดียสร้างความเสียหายทั่วโลกปีละประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเหยื่อกระจุกตัวอยู่ในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และแคนาดา ขณะที่ขบวนการหลอกลงทุนคริปโตแบบ “pig-butchering” ภายในอินเดียเพียงอย่างเดียวสร้างความเสียหายมากกว่า 3,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 และความเสียหายที่สามารถสืบย้อนกลับไปยังอินเดียได้โดยตรงจากเหยื่อในสหรัฐฯ ระหว่างปี 2023–2025 อยู่ที่ 42 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเพียงส่วนที่ตรวจสอบย้อนกลับได้เท่านั้น

ในเชิงภูมิศาสตร์ ภูมิทัศน์ของการหลอกลวงในอินเดียมีโครงสร้างแบบสองเส้นทาง เส้นทางแรกคือเครือข่ายชนบทแบบกระจายตัว ซึ่งมีเขตอาชญากรรมจามตารา–เมวัตเป็นตัวอย่างสำคัญ และเป็นแหล่งที่มาหลักของคดีจำนวนมาก เมืองภารัตปุระในรัฐราชสถานมีอัตราอาชญากรรมไซเบอร์สูงที่สุดของประเทศ คิดเป็น 18% ของคดีที่มีการรายงาน ขณะที่ภูมิภาคเมวัต ซึ่งครอบคลุมรัฐราชสถาน อุตตรประเทศ และหรยาณา คิดเป็น 11% และพื้นที่เหล่านี้รวมกับจามตาราเป็นแหล่งต้นทางของคดีประมาณ 80% ของประเทศ

รูปแบบของเมวัตไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะทางเทคนิคสูง ต้องมีเพียงโทรศัพท์และบัญชีธนาคารเท่านั้น ผู้ปฏิบัติการบางรายอายุน้อยเพียง 12 ปี และมีการเริ่มแผนหลอกลวงใหม่มากกว่า 500 รูปแบบต่อวัน

วิธีการหลักของอุตสาหกรรมนี้มี 4 รูปแบบใหญ่ รูปแบบแรกคือการหลอกลวงด้านเทคนิคซัพพอร์ต ซึ่งเป็นรูปแบบส่งออกที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของอาชญากรรมไซเบอร์จากอินเดีย ผู้ปฏิบัติการจะปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ของ Microsoft หรือ Apple สร้างการแจ้งเตือนปลอมเกี่ยวกับ “ไวรัส” หรือ “การบุกรุกบัญชี” เพื่อหลอกให้เหยื่อยอมให้เข้าถึงเครื่องจากระยะไกล ก่อนดูดเงินออกจากบัญชีธนาคาร

เจเรมี คาเปลโล เจ้าหน้าที่ FBI เคยตั้งข้อสังเกตว่า กลไกหลักของการหลอกลวงลักษณะนี้คือการสร้างความตื่นตระหนกทางเทคโนโลยีขึ้นมาอย่างจงใจ อีกรูปแบบหนึ่งคือการปลอมตัวเป็นหน่วยงานรัฐ โดยมิจฉาชีพจะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ IRS, Social Security หรือเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง แล้วเรียกร้องให้เหยื่อชำระเงินเพื่อ “เคลียร์ข้อกล่าวหา” คำฟ้องของศาลแขวงสหรัฐฯ เขตตอนเหนือของรัฐจอร์เจียในปี 2022 เปิดเผยว่า มีคอลเซ็นเตอร์อินเดียหลายแห่งส่งสายโทรศัพท์ลักษณะนี้หลายสิบล้านสายไปยังผู้บริโภคชาวอเมริกัน

อีกรูปแบบใหม่ที่กำลังขยายตัวคือกลโกง “digital arrest” หรือ “การจับกุมทางดิจิทัล” ซึ่งมิจฉาชีพจะสวมเครื่องแบบตำรวจปลอม โชว์หมายจับปลอมผ่านวิดีโอคอล และข่มขู่ให้เหยื่อโอนเงิน กลโกงลักษณะนี้เริ่มขยายออกไปนอกอินเดีย โดยในปี 2024 มีการระบุเหยื่อภายในอินเดียมากกว่า 92,000 ราย

เบื้องหลังวิธีการเหล่านี้คือโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อน เครือข่ายเหล่านี้ใช้การส่งสาย VoIP ผ่านโปรโตคอล SIP โดยวิ่งผ่านเซิร์ฟเวอร์หลายชั้นเพื่ออำพรางต้นทาง อาศัยบัญชี “ม้ารับเงิน” จำนวนมหาศาลราว 850,000 บัญชี ซึ่งถูกเปิดด้วยเอกสาร KYC ปลอม และเคลื่อนย้ายเงินข้ามพรมแดนผ่านระบบฮาวาลา ซึ่งเป็นระบบโอนเงินใต้ดิน รวมถึงสกุลเงินคริปโต

การวิเคราะห์ของสำนักงานสอบสวนกลางอินเดีย หรือ CBI จากที่อยู่ IP มากกว่า 15,000 รายการ พบว่าผู้บงการบางส่วนตั้งอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่บุคลากรในอินเดียทำหน้าที่โทรศัพท์และจัดการบัญชีธนาคาร สะท้อนการแบ่งงานกันทำในระดับข้ามทวีป

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้กรณีของอินเดียมีลักษณะเฉพาะ คือความเชื่อมโยงสีเทาระหว่างเครือข่ายหลอกลวงกับระบบการเมืองและสถาบันต่าง ๆ ในพื้นที่เศรษฐกิจล้าหลัง เช่น จามตาราและเมวัต การหลอกลวงไซเบอร์ได้กลายเป็นแหล่งรายได้หลักของครัวเรือน และนักการเมืองท้องถิ่นก็ปกป้องผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเท่ากับปกป้องฐานเสียงของตนเองไปด้วย

รันธีร์ ซิงห์ สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคภารติยะชนตะ หรือ BJP ในเขตจามตารา และอดีตรัฐมนตรี เคยกล่าวในการให้สัมภาษณ์ที่ถูกบันทึกไว้ว่า เขามักต้อง “ฝากฝัง” กับตำรวจเพื่อให้ปล่อยตัวผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ถูกจับกุม และขู่ว่าจะล้อมสถานีตำรวจหากประชาชนในเขตเลือกตั้งของเขาถูกคุกคาม ระบบเช่นนี้ทำให้มิจฉาชีพได้รับ “ที่ลี้ภัยทางเลือกตั้ง” โดยที่นักการเมืองไม่จำเป็นต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการฉ้อโกงโดยตรง

ความเกี่ยวพันเชิงสถาบันยังลามไปถึงระบบธนาคารและเครือข่ายโทรคมนาคมที่ขบวนการเหล่านี้พึ่งพา ในเดือนมกราคม 2025 ตำรวจไฮเดอราบัดเปิดเผยว่า หญิงวัย 60 ปีคนหนึ่งให้เครือข่ายหลอกลวงยืมบัญชีธนาคารขององค์กร NGO ของเธอ โดยได้รับค่าคอมมิชชัน 201,100 ดอลลาร์ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจขอหมายจับ มีทนายความถึง 10 คนปรากฏตัวในศาลเพื่อแก้ต่างให้เธอ

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ตำรวจเมืองอินดอร์ระบุกรณีพ่อและลูกชายจากโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามแห่งหนึ่ง ให้เครือข่ายฉ้อโกงยืมบัญชีของสถาบันเพื่อพักเงินจากกลโกง “digital arrest” โดยได้รับค่าคอมมิชชัน 50% ส่วน “ซิมผี” ก็เป็นอีกช่องทางสำคัญ ภายในเดือนพฤศจิกายน 2024 ทางการอินเดียได้ปิดกั้นซิมที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมไซเบอร์ประมาณ 669,000 หมายเลข และในปฏิบัติการ “Operation Octopus 3.0” ของตำรวจไซเบอร์ไฮเดอราบัดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 มีการยึดซิม 1,194 หมายเลขที่ออกภายใต้ชื่อของประชาชนทั่วไป รวมถึงแม้แต่ผู้เสียชีวิตแล้ว

29 กันยายน ของทุกปี ตรงกับ ‘วันหัวใจโลก’ หวังให้คนตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคหัวใจ ปัจจัยเสี่ยงมีทั้งความดันและเบาหวาน ชวนทุกคนดูแลสุขภาพหัวใจอย่างจริงจัง โรคหัวใจเป็นสาเหตุเสียชีวิตสูงทั่วโลก

วันที่ 29 กันยายนของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น ‘วันหัวใจโลก’ จัดขึ้นเพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญและความรุนแรงของโรคหัวใจ

วันหัวใจโลก (World Heart Day) ตรงกับวันที่ 29 กันยายน ของทุกปี จัดขึ้นเพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญและความรุนแรงของโรคหัวใจ เนื่องจากสถานการณ์ของโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของประชากรโลก จึงควรรณรงค์ให้ทุกคนหันมาให้ความสำคัญในการดูแลและป้องกัน

สำหรับปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ภาวะอ้วน การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน ขาดการออกกำลังกาย ความเครียด และพันธุกรรม ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม จึงร่วมรณรงค์ให้ทุกคนดูแลหัวใจตนเองให้แข็งแรง

ทุกคนคงรู้กันดีอยู่แล้วว่า ‘หัวใจ’ เป็นอวัยวะสำคัญ ที่ทำหน้าที่ในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แต่สิ่งหนึ่งที่หลาย ๆ คนอาจละเลยไป คือการดูแลรักษามัน ขณะเดียวกันมีกิจกรรมหลายอย่างในชีวิตประจำวันที่เป็นการทำร้ายหัวใจโดยที่ไม่ได้คาดคิด ยกตัวอย่างเช่น การสูบบุหรี่ การรับประทานอาหารแบบผิด ๆ การไม่ออกกำลังกาย หรือการคิดมากจนทำให้เกิดความเครียด เป็นต้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top