Wednesday, 7 October 2026
TheStatesTimes

รัสเซียเปิดปฏิบัติการโจมตีข้ามคืน!! ใช้อาวุธแม่นยำสูง–โดรนถล่มเป้าหมายในเคียฟ ถล่มศูนย์ข้อมูล De Novo เป้าหมายหลักของยูเครน เรือบรรทุกสินค้าโดนทำลาย

มอสโก (Sputnik) — กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุเมื่อวันพุธว่า กองทัพรัสเซียได้โจมตีศูนย์ประมวลผลข้อมูล De Novo ในกรุงเคียฟ ระหว่างการโจมตีขนาดใหญ่ในช่วงกลางคืน โดยศูนย์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในจุดหลักสำหรับการแลกเปลี่ยนทราฟฟิกอินเทอร์เน็ต เพื่อประโยชน์ของกองทัพยูเครน

ในช่วงกลางคืน กองทัพรัสเซียได้เปิดการโจมตีครั้งใหญ่ โดยใช้อาวุธแม่นยำสูงจากภาคพื้นดิน และโดรนโจมตี มุ่งเป้าไปยังศูนย์สื่อสารในกรุงเคียฟ สิ่งอำนวยความสะดวกของระบบพลังงานยูเครนในภูมิภาคเคียฟ ซึ่งสนับสนุนการผลิตทางทหาร รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรืออิซมาอิล
กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุในแถลงการณ์ว่า

“เป้าหมายที่ถูกโจมตีมีดังนี้ ในกรุงเคียฟ ได้แก่ ศูนย์ประมวลผลข้อมูล De Novo ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดหลักสำหรับการแลกเปลี่ยนทราฟฟิกอินเทอร์เน็ต และทำหน้าที่ประมวลผล จัดเก็บ และส่งต่อข้อมูลเพื่อประโยชน์ของกองทัพยูเครน”

แถลงการณ์ยังระบุว่า กองทัพรัสเซียได้โจมตีสถานีไฟฟ้าย่อยแห่งหนึ่ง ซึ่งจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับโรงงานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของยูเครนในกรุงเคียฟและภูมิภาคเคียฟ รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังความร้อนในภูมิภาคเคียฟ ซึ่งจ่ายไฟให้กับโรงงานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และโรงไฟฟ้าพลังน้ำในเมืองวีชโฮรอด ซึ่งจ่ายไฟให้กับโรงงานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในพื้นที่ตอนเหนือของภูมิภาคเคียฟ
กระทรวงกลาโหมรัสเซียเพิ่มเติมว่า

“ระหว่างการเดินเรือในพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลดำ เรือบรรทุกสินค้าแห้งลำหนึ่งได้รับความเสียหาย โดยเรือลำดังกล่าวกำลังขนส่งยุทโธปกรณ์ทางทหารและสินค้าที่ใช้ได้สองทาง ให้แก่กองทัพยูเครน เพื่อส่งไปยังท่าเรือโอเดสซา”

ที่มา : Sputnik

GC-SCGC แจ้งความคืบหน้าร่วมทุน!! เร่งศึกษาจัดตั้งร่วมทุนในปิโตรเคมี ตั้งเป้าสรุปภายในตุลาคม 2569 ยกระดับตำแหน่งผู้นำอุตสาหกรรมไทย เสริมความแกร่งตลาดภูมิภาคและโลก

GC และ SCGC แจ้งความก้าวหน้าการศึกษาจัดตั้งโครงการร่วมทุน
เร่งหารือและกำหนดเงื่อนไขสำคัญของธุรกรรมร่วมกัน
คาดสรุปสาระสำคัญภายในเดือนตุลาคม 2569

กรุงเทพฯ – 30 กันยายน 2569 – บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC แจ้งความก้าวหน้าการศึกษาการจัดตั้งโครงการร่วมทุน (Joint Venture) เป็นไปตามแผน และบริษัททั้งสองอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจสอบสถานะกิจการเพื่อยืนยันข้อมูล (Confirmatory Due Diligence) รวมถึงหารือและกำหนดเงื่อนไขสำคัญของธุรกรรม และประเมินประโยชน์ที่คาดว่าสามารถเกิดขึ้นร่วมกัน (Synergies) จากการผสานจุดแข็ง ศักยภาพ และสินทรัพย์ของทั้งสองฝ่าย

การร่วมทุนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญเชิงกลยุทธ์ที่จะสร้างสถานะความเป็นผู้นำในธุรกิจปิโตรเคมีในระดับภูมิภาค และเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศไทย การนำจุดแข็งของ GC และ SCGC ซึ่งต่างมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยมาผสานกัน โดยการยกระดับความเป็นเลิศด้านการดำเนินงานจากประโยชน์ของขนาดธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น และการบูรณาการซัพพลายเชน การเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการวัตถุดิบ และเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจปลายน้ำที่มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและมีความหลากหลายขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกในระยะยาว

ขอบเขตของโครงการร่วมทุนที่อยู่ระหว่างการศึกษา ครอบคลุมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ของ GC ในประเทศไทย รวมถึงหุ้นของ GC ในบริษัทร่วมทุน ได้แก่ บริษัท เอ็ชเอ็มซี โปลีเมอส์ จำกัด (HMC Polymers Co., Ltd.) และธุรกิจ โอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ของ SCGC ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึงโรงงานผลิตโอเลฟินส์ โรงงานผลิตโพลิเอทิลีน (PE) และโพลิโพรพิลีน (PP) ตลอดจนหุ้นของ SCGC ในบริษัทร่วมทุนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ บริษัท สยามโพลิเอททีลีน จำกัด บริษัท สยาม เลเทกซ์สังเคราะห์ จำกัด บริษัท ไทย เอ็มเอ็มเอ จำกัด และบริษัท กรุงเทพ ซินธิติกส์ จำกัด ทั้งนี้ บริษัทร่วมทุนที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่นี้ จะเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมทุนดังกล่าวข้างต้นแทน GC และ SCGC
ภายใต้กรอบโครงสร้างธุรกรรมที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในปัจจุบัน GC จะเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของโครงการร่วมทุน ขณะที่ SCGC จะถือหุ้นในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ โดยทั้งสองบริษัทคาดว่าจะสามารถสรุปสาระสำคัญของธุรกรรม ทั้งเรื่องรายละเอียดที่สำคัญของธุรกรรม ซึ่งรวมถึงโครงสร้างการถือหุ้น ขั้นตอนการดำเนินธุรกรรม รวมถึงมูลค่าของประโยชน์ที่คาดว่าจะสามารถเกิดขึ้นร่วมกัน ภายในเดือนตุลาคม 2569

การเข้าสู่ขั้นตอน Confirmatory Due Diligence จะช่วยให้ทั้งสองบริษัทสามารถทบทวนและยืนยันข้อมูลสำคัญ เพื่อใช้ประกอบการกำหนดโครงสร้างและเงื่อนไขของธุรกรรม รวมถึงประเมินผลประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนอย่างรอบด้าน อย่างไรก็ตามทั้งสองบริษัทจะยื่นคำขออนุญาตที่เกี่ยวข้อง ต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เพื่อขออนุมัติที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ การดำเนินโครงการร่วมทุนดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับการอนุมัติภายในของทั้งสองบริษัท และหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

GC และ SCGC จะเดินหน้าการศึกษาความร่วมมือดังกล่าวอย่างรอบคอบ โดยมุ่งนำจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมายกระดับประสิทธิภาพตลอดซัพพลายเชน และเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของลูกค้า คู่ค้า และอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศ พร้อมแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างยั่งยืน

‘ชัชชาติ’ ยืนยัน กทม.ไม่ยกเลิกแก้มลิง ชี้หัวใจคือต้องนำน้ำเข้า–ออกได้ดี แค่ปรับแผนบริหารน้ำให้คุ้มค่า–มีประสิทธิภาพ จ่ายเยียวยาตามเกณฑ์ ปภ. จริงจัง ติดตามน้ำท่วมอย่างใกล้ชิด

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ยืนยัน กทม. ไม่ได้ยกเลิกแก้มลิง ปรับแผนจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพควบคู่ ย้ำเยียวยาน้ำท่วมปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ปภ.

(30 ก.ย. 69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวชี้แจงในระหว่างลงพื้นที่ซอยลาดพร้าว 101 เขตบางกะปิ ถึงกรณีที่มีข่าวว่า กทม. ยกเลิกโครงการแก้มลิง โดยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และแก้มลิงยังคงเป็นระบบพักน้ำที่สำคัญ แต่เป็นการปรับรูปแบบการบริหารจัดการน้ำให้คุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า ช่วงปี 54 กทม. มีแผนเลือกพื้นที่ทำแก้มลิง 5-6 แห่ง บางแห่งประชาพิจารณ์ไม่ผ่าน ส่วนแห่งที่ผ่าน ไม่ใช่บึงที่มีอยู่เดิม แต่ต้องไปซื้อที่ดินเปล่ามาขุดเป็นบึง ซึ่งมีราคาสูงระดับหมื่นล้านบาท ทั้งนี้ การทำแก้มลิงต้องพิจารณาความเหมาะสมคุ้มค่า เพราะหัวใจของแก้มลิงคือระบบส่งน้ำเข้า-ออก ที่เหมาะสม

กทม. จึงทบทวนและปรับเปลี่ยนมาเน้นการเพิ่มแก้มลิงในรูปแบบอื่น เช่น การพัฒนาระบบอุโมงค์ระบายน้ำ การขุดคลองให้ลึกขึ้น การทำเขื่อน ดาดท้องคลอง เพื่อใช้ตัวคลองเป็นแก้มลิงในตัว ซึ่งช่วยให้รองรับและส่งน้ำได้ดีขึ้น และคุ้มค่าต่อการลงทุน

“ยืนยันว่าไม่มีการยกเลิกแก้มลิง เราอยากให้มีแก้มลิงหลายแห่ง แต่ต้องให้อยู่ในพื้นที่เหมาะสมและแผนผังรวม หากอยู่ในตำแหน่งไม่ถูกต้องน้ำเข้าไม่ถึงก็เป็นเหมือนบึง หัวใจคือต้องมีการนำน้ำเข้า-ออกได้ดี” ผู้ว่าฯ ชัชชาติกล่าว

•กทม. ชี้แจงการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย ยึดตามระเบียบ ปภ. และเกณฑ์ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า กทม. จ่ายเงินเยียวยาตามระเบียบของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เช่น ค่าซ่อมแซมบ้าน โดยต้องจ่ายตามเกณฑ์และหลักฐานความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แล้ว กทม. จึงนำเอกสารไปเบิกจ่ายกับ ปภ.

กรณีที่มีข่าวที่ว่า กทม. จะจ่ายเงินเยียวยารายละ 9,000 บาท นั้นไม่เป็นความจริง ต้องขออภัยหากสื่อสารออกไปแล้วทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน กทม. ไม่มีนโยบายเหมาจ่ายรายหัวเนื่องจากมีงบประมาณจำกัด โดย กทม. ยึดหลักการจ่ายตามระเบียบ ปภ. เป็นหลักมาโดยตลอดตั้งแต่เหตุน้ำท่วมเขตลาดกระบังเมื่อปี 2565

ในส่วนของรัฐบาล จากการรับฟังในที่ประชุม นายกรัฐมนตรีไม่ได้ระบุถึงเรื่องนี้ในที่ประชุม แต่เน้นย้ำให้จ่ายตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ผู้ที่ได้รับความเสียหายมากจะได้การช่วยเหลือตามจริงมากกว่าผู้ที่ได้รับความเสียน้อย ทั้งนี้ขอให้รอฟังรายละเอียดที่ชัดเจนจากทางรัฐบาลอีกครั้ง
•ติดตามสถานการณ์น้ำซอยลาดพร้าว 101 เร่งสูบน้ำและดูแลผู้ได้รับผลกระทบต่อเนื่อง
สำหรับการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ชุมชนร่วมกันสร้าง ซอยลาดพร้าว 101 แยก 40 เขตบางกะปิ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า บริเวณนี้เป็นพื้นที่ต่ำติดคลองลำพังพวย ทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนจนชาวบ้านต้องขึ้นไปอยู่อาศัยบนชั้นสอง โดย กทม. ได้นำเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เข้าตั้งจุดสูบน้ำออกอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งจุดพักคอย แจกจ่ายอาหาร น้ำดื่ม และให้การช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด

โดยขณะนี้ถนนช่วงลาดพร้าว 101 ถึงบางกะปิ น้ำแห้งสนิทและสัญจรได้ตามปกติแล้ว อย่างไรก็ตาม กทม. ยังคงต้องเฝ้าระวังจุดเสี่ยงใกล้เคียงที่เชื่อมต่อกับคลองแสนแสบอย่างใกล้ชิด

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1442677281373750&id=100068944758423&rdid=H1KhZbMDdt78rGyy#

‘คณิตา’ รับตำแหน่งซีอีโอ ปตท.สผ. เดินหน้าความมั่นคงพลังงาน–ขับเคลื่อนองค์กรสู่ Net Zero ขยายตลาดต่างประเทศต่อเนื่อง ลดก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2593 ยกระดับองค์กรด้วยดิจิทัล AI

“คณิตา ศาศวัตายุ” รับตำแหน่งซีอีโอ ปตท.สผ.
สานต่อภารกิจสร้างความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมสร้างองค์กรแข็งแกร่งในระยะยาว

กรุงเทพฯ, 1 ตุลาคม 2569 – “คณิตา ศาศวัตายุ” เผยวิสัยทัศน์หลังเข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท.สผ. มุ่งสานต่อภารกิจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศอย่างต่อเนื่อง รองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการสร้างการเติบโตในต่างประเทศ และการบริหารองค์กร เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับ ปตท.สผ. ในระยะยาว

นางสาวคณิตา ศาศวัตายุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยในโอกาสเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ว่า จะเดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรตามทิศทางกลยุทธ์ที่มุ่งสร้างการเติบโตให้ ปตท.สผ. อย่างยั่งยืน โดยสานต่อภารกิจสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ด้วยการรักษาความสามารถในการผลิตปิโตรเลียมอย่างต่อเนื่องเพื่อการพัฒนาประเทศและการใช้พลังงานในชีวิตประจำวันของประชาชน นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตในต่างประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างในระยะยาวให้กับ ปตท.สผ.

ในด้านการบริหารองค์กร จะบริหารงานภายใต้แนวทางความยั่งยืน ยกระดับขีดความสามารถขององค์กร ตลอดจนการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ควบคู่กับการขับเคลื่อนเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 นอกจากนี้ จะเตรียมความพร้อมองค์กรให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงาน ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI และความสามารถในการแข่งขัน พร้อมทั้งการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การสร้างผู้นำรุ่นใหม่ และการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กรที่เหมาะสมที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน
“การผลิตปิโตรเลียมเพื่อรองรับการความต้องการใช้พลังงานของประเทศ ยังคงเป็นภารกิจที่ ปตท.สผ. ให้ความสำคัญและเดินหน้าอย่างเข้มแข็งต่อไป ขณะเดียวกัน จะเดินหน้าสร้างการเติบโตในต่างประเทศ รวมทั้ง การบริหารองค์กรและบุคลากรเพื่อเตรียมความพร้อมและรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงาน ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพการดำเนินการงาน รวมถึงการบริหารต้นทุน เพื่อให้ ปตท.สผ. เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน” นางสาวคณิตา กล่าว

นางสาวคณิตามีประสบการณ์การทำงานในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมมากกว่า 30 ปี มีบทบาทสำคัญในการสร้างการเติบโตของ ปตท.สผ. และการกำหนดทิศทางการดำเนินงานเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ด้วยการขับเคลื่อนการพัฒนาโครงข่ายแหล่งก๊าซธรรมชาติ 3 แนวหลัก ทั้งในอ่าวไทย พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย และประเทศเมียนมา รวมทั้ง การเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติอย่างเต็มความสามารถจากโครงการในอ่าวไทยและโครงการบนบก เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานในประเทศจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลก นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกำหนดแนวทางและขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ภายในปี 2593 โดยได้วางแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม อาทิ เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) รวมทั้ง มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision) สำหรับโครงการ CCS ในแหล่งอาทิตย์ ซึ่งเป็นโครงการ CCS แห่งแรกของประเทศไทยอีกด้วย

‘ณวัฒน์’ เซ็ง เหลื่อมล้ำกับนายก!! เสียภาษีแลกกับสภาพบ้านแย่ หมู่บ้านเดียวกับนายกน้ำท่วมไม่เท่ากัน บางส่วนถูกตัดน้ำตัดไฟจนต้องย้าย แสดงความทุกข์ถึงความเหลื่อมล้ำในพื้นที่เดียวกัน

คุณ ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ได้โพสต์ลงบนเฟสบุ๊คส่วนตัว กล่าวว่า

“เสียภาษีให้รัฐบาลสิ่งที่ได้รับคือสภาพบ้านผมเป็นแบบนี้ อยู่หมู่บ้านเดียวกันนายกหนู ฝั่งบ้านนายกแห้งสนิท แค่เดินมาไม่ไกลเหมือนทะเล ยืนยันว่าหมู่บ้านเดียวกัน ทำยังไง ท่วมครึ่งหมู่บ้านไม่ท่วมครึ่งหมู่บ้าน ถูกตัดน้ำตัดไฟ รถท่วมน้ำต้องย้ายออกจากบ้านต่างกันราวฟ้ากับเหวทั้งที่อยู่หมู่บ้านเดียวกัน”

ที่มา : https://www.facebook.com/100044352672988/posts/1664814831673590/?rdid=NANtKKFfqhPdAbqj#

“นาพี่เอจมได้ ไม่เป็นไรค่ะ…ขอแค่บ้านเรือนพี่น้องใกล้เคียงอย่าท่วมก็พอ”

เอ ศุภชัย กล่าว

นอกจากนั้นพี่เอยังเปิดพื้นที่ “ครัวบ้านเอ จตุโชติ ซอย 10” ให้ชาวบ้านที่เดือดร้อนนำรถมาจอดฟรี พร้อมนั่งกระบะนำเสบียงเข้าไปช่วยผู้ประสบภัยอีกด้วย

ที่มา : https://www.facebook.com/100044309325454/posts/1698695288284099/?rdid=UVHokfmeXfyvFdjv#

เมื่ออินเดียเป็นเป้าหมายหลักของนักท่องเที่ยวอิสราเอล Hummus Trail คืออะไร? ทำไมเป็นเส้นทางฮิตของนักท่องเที่ยวอิสราเอล และเหตุใดบางพื้นที่จึงเริ่มเกิดธุรกิจเฉพาะกลุ่ม

Hummus Trail คืออะไร?
ทำไมเป็นเส้นทางฮิตของนักท่องเที่ยวอิสราเอล และเหตุใดบางพื้นที่จึงเริ่มเกิดธุรกิจเฉพาะกลุ่ม

1) Hummus Trail คืออะไร
Hummus Trail เป็นคำเรียกไม่เป็นทางการของเครือข่ายจุดหมายท่องเที่ยวในอินเดียที่มีนักเดินทางอิสราเอลจำนวนมาก โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่เดินทางระยะยาวหลังเสร็จสิ้นการรับราชการทหาร เส้นทางไม่ได้มีจุดเริ่มหรือจุดจบตายตัว แต่เชื่อมโยงกันผ่านชุมชน backpacker ร้านอาหาร เกสต์เฮาส์ และเครือข่ายนักเดินทางรุ่นก่อน

2) จุดหลักที่พบได้บ่อยบนเส้นทาง
• Dharamshala / McLeod Ganj / Dharamkot
• Kasol และ Parvati Valley
• Manali และ Leh (Ladakh)
• Rishikesh และ Pushkar
• Varanasi
• Goa โดยเฉพาะ Arambol
• Gokarna และ Hampi
• Vattakanal และ Kerala

3) ทำไมฮิตในหมู่นักท่องเที่ยวอิสราเอล
-วัฒนธรรม Tiul Gadol: คนหนุ่มสาวอิสราเอลจำนวนหนึ่งนิยมออกเดินทางครั้งใหญ่หลังปลดประจำการ เพื่อพักจากชีวิตที่มีระเบียบและความกดดันสูง
-อินเดียเหมาะกับการเดินทางระยะยาว: ค่าครองชีพค่อนข้างต่ำ มีธรรมชาติหลากหลาย ทั้งหิมาลัย เมืองศักดิ์สิทธิ์ ชายหาด โยคะ และวัฒนธรรม backpacker
- เกิด network effect: เมื่อรุ่นพี่ เพื่อน หรือญาติเคยมาแล้ว นักเดินทางรุ่นใหม่จึงตามรอยร้าน ที่พัก และเมืองเดิม ทำให้ปลายทางบางแห่งกลายเป็นจุดรวมตัวถาวร
- มีบริการที่คุ้นเคย: ร้านอาหารอิสราเอล เมนูภาษาฮีบรู อาหารอย่าง hummus, falafel, shakshuka และ Chabad House ทำให้ผู้เดินทางรู้สึกคุ้นเคยและใช้ชีวิตระยะยาวได้ง่าย

4) จากนักท่องเที่ยว สู่การปักหลักทำธุรกิจ
เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวอิสราเอลเดินทางมาซ้ำ ๆ เป็นเวลาหลายปี เศรษฐกิจในบางพื้นที่จึงปรับตัวตามความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ เกิดร้านอาหาร ที่พัก ร้านขายของ และบริการท่องเที่ยวที่ใช้ภาษาฮีบรูหรือทำเมนูอิสราเอลโดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ธุรกิจของคนท้องถิ่นที่จับตลาดอิสราเอล” กับ “ธุรกิจที่ชาวอิสราเอลเป็นผู้ดำเนินการเอง” เพราะข้อมูลสาธารณะยังไม่รองรับข้อสรุปว่าธุรกิจส่วนใหญ่ตลอด Hummus Trail เป็นของชาวอิสราเอลทั้งหมด

5) ประเด็นถกเถียงเรื่องการไม่ต้อนรับคนอินเดีย
มีรายงานและโพสต์จากผู้เดินทางอินเดียบางส่วนที่กล่าวหาว่า ร้านบางแห่งในพื้นที่อย่าง Kasol หรือ Dharamkot ให้ความสำคัญกับลูกค้าอิสราเอลมากกว่า หรือบางกรณีมีการอ้างว่าปฏิเสธลูกค้าอินเดีย แต่หลักฐานที่ปรากฏส่วนหนึ่งยังเป็นประสบการณ์รายบุคคล จึงไม่ควรเหมารวมว่าร้านทั้งหมดบน Hummus Trail มีนโยบายกีดกันคนท้องถิ่น
สิ่งที่ชัดเจนกว่าคือ บางชุมชนพึ่งพานักท่องเที่ยวอิสราเอลในเชิงเศรษฐกิจอย่างมาก เมื่อจำนวนนักเดินทางลดลง ร้านอาหาร โรงแรม ร้านค้า และผู้ให้บริการท้องถิ่นก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย

6) ทำไมคนท้องถิ่นจึงเริ่มกังวล
ข้อกังวลสำคัญคือ หากพื้นที่ท่องเที่ยวถูกออกแบบให้รองรับนักเดินทางชาติใดชาติหนึ่งมากเกินไป อาจเกิดลักษณะคล้าย tourism enclave หรือ “พื้นที่ท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม” ที่มีภาษา อาหาร ที่พัก และเครือข่ายบริการของตนเอง
ในเชิงเศรษฐกิจ นี่อาจเป็นการปรับตัวตามตลาดตามปกติ แต่ในเชิงสังคม หากคนในพื้นที่รู้สึกว่าถูกกันออกจากร้านหรือพื้นที่บางแห่ง ความไม่พอใจย่อมเกิดขึ้นได้ คำว่า “รัฐซ้อนรัฐ” จึงควรใช้ในฐานะคำวิจารณ์หรือความกังวล ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางกฎหมายที่พิสูจน์แล้ว

7) ฉากหลังอินเดีย–อิสราเอล
ความสัมพันธ์ระหว่างนายกรัฐมนตรี Narendra Modi และ Benjamin Netanyahu เป็นอีกบริบทที่ทำให้เรื่องนี้ถูกจับตามอง โดยรัฐบาลอินเดียและอิสราเอลมีความร่วมมือด้านการค้า เทคโนโลยี ความมั่นคง กลาโหม เกษตร น้ำ และไซเบอร์เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี ยังไม่มีหลักฐานว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้นักท่องเที่ยวอิสราเอลสามารถเปิดธุรกิจหรือสร้างพื้นที่เฉพาะกลุ่มบน Hummus Trail ได้ จึงควรแยก “บริบททางการเมือง” ออกจาก “พฤติกรรมการท่องเที่ยวและธุรกิจในพื้นที่”

บทสรุป
Hummus Trail เริ่มจากวัฒนธรรม backpacker แต่ค่อย ๆ กลายเป็นระบบเศรษฐกิจและชุมชนท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มในหลายพื้นที่ของอินเดีย ความท้าทายของอินเดียจึงอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ การเปิดกว้างทางวัฒนธรรม และสิทธิของคนท้องถิ่นในพื้นที่ของตนเอง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• Clarity UPSC — บทอธิบาย Hummus Trail และจุดหมายหลัก
• ThePrint — รายงานภาคสนามเกี่ยวกับ Kasol / Parvati Valley และนักเดินทางอิสราเอล
• Hindustan Times — รายงานเศรษฐกิจท้องถิ่น Dharamkot และการพึ่งพานักท่องเที่ยวอิสราเอล
• Press Information Bureau, Government of India — ข้อมูลความสัมพันธ์อินเดีย–อิสราเอลและการเยือนระดับผู้นำ

'หนูเล็ก' ขอบคุณลูกค้า เริ่มวันด้วยยอดขายถล่มทลาย ห่อหมกทะเลใต้ก่าก๊า ขายหมด สั่งวันนี้ย่างยาว 200 ห่อแน่นอน ลูกค้าชื่นชมยอดปังเกินคาด

คุณ หนูเล็ก ก่อนบ่าย ได้โพสต์ลงบนเฟสบุ๊คส่วนตัว กล่าวว่า

แต่เช้าเลยยย
หนูขอบคุณลูกค้ามากๆที่เหมา #ห่อหมกทะเลใต้ก่าก๊า หมดไม่เหลือเลย

ขอโทษลูกค้าที่สั่งมาแล้วยังไม่ได้กิน วันนี้ย่างกันยาวๆไป 200ห่อ ขอบคุณมากๆนะคะ

ที่มา : https://www.facebook.com/100044392240753/posts/1658548398968219/?rdid=3EeZO4igxSxcvZTX#

พี่โจ อยู่หมู่บ้านเดียวกันกับ นายก น. และ น้า ณ . ย้ำว่าไม่ได้เข้าข้างใคร

“หมู่บ้านนี้ใหญ่มาก ทางเข้ามี รร.อินเตอร์ สนามกอล์ฟอยู่กลางหมู่บ้าน บ้านมีหลายโซน”
-บ้านนายก น. อยู่ฝั่งตะวันออก ของสนามกอล์ฟ น้ำไม่ท่วม
-บ้านน้า ณ. อยู่หลังสนามกอล์ฟ น้ำท่วม
-บ้านผม ฝั่งตะวันตกน้ำไม่ท่วม อีก 1 หลัง อยู่หลังสนามกอล์ฟ โซนเดียวกับ น้า ณ. ท่วมหนัก
“หมู่บ้านนี้กว้างมาก พื้นที่สูงต่ำไม่เท่ากัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนใหญ่โตพักโซนไหน
บ้านผมคนตัวเล็กๆ ท่วมหลัง ไม่ท่วมหลังครับ”

พี่โจ สมาชิกในหมู่บ้านเดียวกัน โพสต์

‘อนุทิน’ เปิดโรงงาน “อินฟินีออน” ยักษ์ใหญ่เซมิคอนดักเตอร์จากเยอรมนี ตั้งฐานเซมิคอนดักเตอร์ครั้งที่ 3 ลงทุน 48,000 ล้านบาทในไทย สร้างบุคลากรทักษะสูงกว่า 5,000 คน เชื่อมไทยสู่ยุทธศาสตร์ AI แห่งอนาคต

นายกฯ อนุทิน เปิดโรงงาน “อินฟินีออน” รุกตั้งฐานเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ในไทย

นายกรัฐมนตรีเปิดโรงงานเซมิคอนดักเตอร์แห่งใหม่ของ “อินฟินีออน” ตั้งฐานผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) แห่งที่ 3 ของบริษัท ต่อจากเยอรมนีและจีน ตอกย้ำบทบาทของไทยในเครือข่ายการผลิตของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก พร้อมต่อยอดการลงทุนสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ทั้งด้านเทคโนโลยี บุคลากรทักษะสูง งานวิจัย และโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการไทย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดโรงงานแห่งใหม่ของบริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ แมนูแฟคเชอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ณ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นาย Michael Reiffenstuel เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย และนาย Alexander Gorski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ เอจี (Infineon Technologies AG) จากประเทศเยอรมนี เข้าร่วมพิธี โดยโรงงานดังกล่าวได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ มูลค่าเงินลงทุนกว่า 48,000 ล้านบาท ครอบคลุมการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) การทดสอบวงจรรวม (IC) และเวเฟอร์ (Wafer) รวมถึงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวในพิธีเปิดว่า “การเปิดโรงงานอินฟินีออนแห่งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่มีต่อประเทศไทย และเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับบทบาทของไทยในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โลก การลงทุนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ เพื่อพัฒนาระบบนิเวศให้ครบวงจร และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาคในอนาคต โดยรัฐบาลจะสนับสนุนการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการต่าง ๆ อาทิ Thailand FastPass ที่ช่วยให้โครงการเชิงยุทธศาสตร์เดินหน้าได้รวดเร็ว เพื่อสร้างคุณค่าให้กับประเทศไทยในระยะยาว”

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า “วันนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับเศรษฐกิจจาก Digital Economy สู่ Intelligence Economy เพราะโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับไฟฟ้าและระบบสื่อสารในอดีต การลงทุนของอินฟินีออนจึงไม่ใช่เพียงการเปิดโรงงานแห่งใหม่ แต่เป็นการพาไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าเทคโนโลยีโลก และเป็นส่วนสำคัญของแนวทาง All in AI ที่มุ่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศรองรับเศรษฐกิจ AI ควบคู่กับ AI in All ที่นำ AI ไปยกระดับผลิตภาพในทุกภาคส่วน รัฐบาลต้องการต่อยอดการลงทุนนี้ให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากรทักษะสูง และการสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ เชื่อมโยงตั้งแต่พลังงาน เซมิคอนดักเตอร์ ข้อมูล ไปจนถึง AI เพื่อให้การลงทุนของบริษัทระดับโลกสร้างโอกาสต่อเนื่องไปถึงคนไทย ธุรกิจไทย และอุตสาหกรรมไทย”

ไทยเพิ่มบทบาทในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์โลก

โรงงานแห่งใหม่นี้เป็นฐานการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) แห่งที่ 3 ของอินฟินีออน ต่อจากเยอรมนีและจีน โดยเริ่มจากเฟส 1 (Module A) และมีแผนขยายได้ถึง 5 เฟส (Module A-E) หากขยายการลงทุนจนครบทั้ง 5 เฟสแล้ว จะถือเป็นฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ในขั้นการประกอบและทดสอบ (Back-end) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกของอินฟินีออน ด้วยพื้นที่คลีนรูมที่ใช้ในการผลิตรวม 150,000 ตารางเมตร มากกว่าโรงงานที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทในปัจจุบันราว 2 เท่า

การเปิดโรงงานในครั้งนี้ บริษัทได้ลงทุนติดตั้งเครื่องจักรและจะเปิดสายการผลิตเฟสแรก (Module A) ซึ่งมีพื้นที่ห้องคลีนรูมที่ใช้ในการผลิตขนาด 30,000 ตารางเมตร รวมทั้งจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบในประเทศไทย สะท้อนความมุ่งมั่นของอินฟินีออนในการลงทุนระยะยาว และความเชื่อมั่นในบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์โลก โดยต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ที่ไทยมีอยู่เดิม สู่การเพิ่มขีดความสามารถในกิจกรรมที่หลากหลายและมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ทั้งการผลิต การทดสอบ และการวิจัยและพัฒนา

นาย Alexander Gorski ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) บริษัท อินฟินีออน เทคโนโลยีส์ เอจี (Infineon Technologies AG) ประเทศเยอรมนี เปิดเผยว่า “การที่บริษัทเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่นี้ เพราะไทยมีความพร้อมของระบบนิเวศอุตสาหกรรม ทั้งฐานอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่แข็งแกร่ง การมีกลุ่มผู้ประกอบการเซมิคอนดักเตอร์อยู่แล้ว ความพร้อมด้านบุคลากรและสถาบันการศึกษา รวมถึงทำเลที่สามารถเชื่อมโยงกับตลาดที่กำลังเติบโตในเอเชีย ขณะเดียวกัน ฐานการผลิตในไทยยังช่วยให้อินฟินีออนกระจายเครือข่ายการผลิตในแต่ละภูมิภาคได้อย่างสมดุล เพิ่มความยืดหยุ่นและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน และรองรับการเติบโตของตลาดในอนาคต”

Power Semiconductor เทคโนโลยีสำคัญรับเมกะเทรนด์โลก

Power Semiconductor หรือชิปควบคุมพลังงาน เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ช่วยควบคุมและแปลงพลังงานไฟฟ้าในอุปกรณ์ทุกชนิด เพื่อให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียพลังงานและความร้อน จึงถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตทั่วโลก ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าและสถานีชาร์จ ระบบพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ เครื่องจักรและหุ่นยนต์ในโรงงาน ไปจนถึงดาต้าเซ็นเตอร์และระบบเทคโนโลยี AI

การเติบโตของ AI ทำให้ความต้องการด้านการประมวลผลและดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มสูงขึ้นมาก ประกอบกับการขยายตัวของเทคโนโลยี AI เชิงกายภาพ (Physical AI) เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robot) และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติที่ใช้ AI ในการควบคุมการทำงาน ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยเทคโนโลยีด้านการจัดการและแปลงพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้อุตสาหกรรมแห่งอนาคตเหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของความต้องการ Power Semiconductor ของบริษัทในอนาคต โดยตลาดชิปควบคุมพลังงานทั่วโลกมีมูลค่ากว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นกว่า 107,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2578

สำหรับประเทศไทย กลุ่มชิปที่เกี่ยวข้องกับระบบควบคุมพลังงาน (Power Semiconductor) เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายตามยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งมุ่งพัฒนาขีดความสามารถตั้งแต่การออกแบบ การผลิตเวเฟอร์ การประกอบและทดสอบชิป ไปจนถึงการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module)

และระบบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการดึงดูดเทคโนโลยีใหม่ เช่น ซิลิคอนคาร์ไบด์ (Silicon Carbide: SiC)และแกลเลียมไนไตรด์ (Gallium Nitride: GaN) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับชิปประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ การลงทุนของอินฟินีออนในครั้งนี้ จึงช่วยเติมเต็มขีดความสามารถของไทยในกลุ่มชิปควบคุมพลังงาน และเชื่อมโยงกับฐานอุตสาหกรรมสำคัญที่ไทยมีอยู่ ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ระบบอัตโนมัติ และพลังงาน

โรงงานแห่งใหม่นี้ได้ออกแบบเป็นโรงงานอัตโนมัติ (Autonomous Factory) ตั้งแต่เฟสแรก โดยนำระบบอัตโนมัติขั้นสูง หุ่นยนต์ ระบบขนถ่ายวัสดุอัตโนมัติ และระบบการผลิตดิจิทัลมาใช้ในโรงงาน เริ่มตั้งแต่การทดสอบเวเฟอร์ (Wafer Testing) ซึ่งถือเป็นส่วนต้นน้ำของกระบวนการผลิตชิป (Front-end) ควบคู่ไปกับการผลิตระบบชิปควบคุมพลังงาน (Power Module) และการทดสอบวงจรรวม (IC) ซึ่งถือเป็นการผลิตขั้นปลายของเซมิคอนดักเตอร์ (Back-end) ในโรงงานเดียวกัน นับเป็นแห่งแรกของอินฟินีออนที่ผสานงานทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการผลิต และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตตามเมกะเทรนด์สำคัญของโลก ทั้ง Digitalization, Electrification และ Energy Transition

จากมูลค่าเงินลงทุน สู่ “คุณค่าการลงทุน” ในประเทศไทย

ทิศทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของบีโอไอ ไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มมูลค่าเงินลงทุนหรือจำนวนโรงงาน แต่ให้ความสำคัญกับ “คุณค่าที่เกิดขึ้นในประเทศไทย” ทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา การสร้างบุคลากรทักษะสูง และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของบริษัทระดับโลก

ในแผนการลงทุนที่ได้รับการส่งเสริมนี้ อินฟินีออนมีแผนจ้างบุคลากรไทยรวมทั้งสิ้นกว่า 5,000 คน หรือประมาณ 1,000 คนในแต่ละเฟส โดยจะเน้นการจ้างงานด้านวิศวกรและช่างเทคนิคขั้นสูง ทั้งนี้ บีโอไอได้กำหนดเงื่อนไขให้บริษัทพัฒนาบุคลากรไทยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกว่า 600 คน แบ่งเป็นวิศวกรในสายการผลิตกว่า 400 คน และสายวิจัยและพัฒนากว่า 200 คน พร้อมส่งบุคลากรไทยกว่า 130 คนไปฝึกอบรมเทคโนโลยีเฉพาะทางในต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิต การทดสอบ ระบบอัตโนมัติ การออกแบบเวเฟอร์และการประกอบชิป ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์เซมิคอนดักเตอร์

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและวิจัยในประเทศ โดยร่วมพัฒนาหลักสูตรด้านเซมิคอนดักเตอร์ไม่น้อยกว่า 60 วิชา และเปิดโอกาสให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีไม่น้อยกว่า 1,100 คน เข้าร่วมฝึกอบรมและร่วมโครงการวิจัยและการพัฒนาเทคโนโลยีของผลิตภัณฑ์ Power Module รวม 680 โครงการ พร้อมทั้งร่วมทำวิจัยและพัฒนากับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยในประเทศไม่น้อยกว่า 18 โครงการ ตั้งแต่การถ่ายทอดเทคโนโลยี การยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ การพัฒนาระบบอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์และการจัดการ Big Data ไปจนถึงการพัฒนากระบวนการและผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อสร้างองค์ความรู้ บุคลากร และขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของไทยในระยะยาว

พร้อมกันนี้ อินฟินีออนยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงผู้ประกอบการในประเทศ โดยมีความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม และสมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไทย (Thai Semiconductor Industry Association: THSIA) เพื่อพัฒนาเครือข่ายซัพพลายเออร์และระบบนิเวศอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไทยในระยะยาว

“การที่อินฟินีออนซึ่งเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของโลกด้านชิปควบคุมพลังงาน ได้ตัดสินใจสร้างโรงงานขนาดใหญ่ และวางแผนขยายอย่างน้อย 5 เฟสในประเทศไทย เป็นเครื่องยืนยันว่าไทยมีศักยภาพในการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โดยเป้าหมายของเราไม่ได้หยุดอยู่เพียงการเป็นฐานการผลิต แต่สิ่งสำคัญคือการผลักดันให้การลงทุนของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกมาช่วยสร้างขีดความสามารถใหม่ให้ประเทศ ทั้งด้านการวิจัยและพัฒนา การยกระดับทักษะของบุคลากรและผู้ประกอบการไทย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ของประเทศไทย บีโอไอจะผนึกกำลังหน่วยงานพันธมิตรในการสร้างระบบนิเวศและห่วงโซ่อุปทานที่สมบูรณ์ เพื่อสร้างฐานที่มั่นคงของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในระยะยาว เดินหน้าสู่เป้าหมาย ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์’” นายนฤตม์ กล่าว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top