Wednesday, 7 October 2026
TheStatesTimes

IMF ชี้เศรษฐกิจจีนยุคใหม่ต้องพึ่งตลาดในประเทศ!! ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เน้นโมเดลบริโภค จีนลดพึ่งพาภายนอก ลงทุนสูงสุดรองแค่สหรัฐฯ ส่งผลต่อเศรษฐกิจภูมิภาคและโลก

IMF ชี้ ‘นวัตกรรม-การบริโภค’ คือ กุญแจสำคัญขับเคลื่อนเศรษฐกิจจีนยุคใหม่

เซี่ยงไฮ้, 5 ต.ค. (ซินหัว) — ไม่นานมานี้ กฤษณะ ศรีนิเวศัน (Krishna Srinivasan) ผู้อำนวยการแผนกเอเชียและแปซิฟิกของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัว ไฟแนนซ์ (Xinhua Finance) ว่า การปรับเปลี่ยนทิศทางของจีนไปสู่โมเดลการเติบโตที่เน้นการบริโภค ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการนวัตกรรม อาจช่วยเสริมสร้างแนวโน้มการเติบโตในระยะปานกลางของจีน และส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโลก

ศรีนิเวศัน กล่าวว่า จีนกำหนดให้การวิจัยและพัฒนา (R&D) การผลิตระดับสูง และนวัตกรรม มีความสำคัญสูงสุดในทางนโยบาย โดยจีนทุ่มงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาสูงกว่าประเทศอื่นๆ ทั้งหมด โดยเป็นรองเพียงสหรัฐฯ เท่านั้น ทั้งยังมีการยื่นจดสิทธิบัตรมากกว่าประเทศใดในโลก นอกจากนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ของจีน ยังมุ่งเน้นในเรื่องนวัตกรรม การพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี และกำลังการผลิตคุณภาพใหม่

ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า การวิจัยและพัฒนาและการจดสิทธิบัตรช่วยเพิ่มผลิตภาพของบริษัทได้ ทว่าผลลัพธ์ดังกล่าว ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทเหล่านั้นมีแรงจูงใจและความสามารถในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปต่อยอดเชิงพาณิชย์และปรับใช้ได้หรือไม่ ซึ่งผลการวิจัยของกองทุนฯ ระบุว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจช่วยกระตุ้นการเติบโตของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ได้ร้อยละ 0.2-0.8 แม้ว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับยังคงมีความไม่แน่นอนและอาจกระจายตัวอย่างไม่เท่าเทียมกันก็ตาม

ด้วยเหตุนี้ ศรีนิเวศันจึงย้ำถึงนโยบายที่เกี่ยวกับการเผยแพร่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาทักษะ การปรับตัวของตลาดแรงงาน การคุ้มครองทางสังคม และธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์

ด้านอุปสงค์ภายในประเทศ ศรีนิเวศันระบุว่าตลาดขนาดใหญ่ของจีนเป็นแนวทางที่ชัดเจนในการลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยมองว่าแผนพัฒนาฯ เป็นสัญญาณว่าจีนให้ความสำคัญกับการบริโภคมากขึ้น

นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยตาข่ายรองรับทางสังคมที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น รวมถึงการปฏิรูปโครงสร้างทางการเงินและการเงินการคลัง ตลอดจนการปรับเปลี่ยนมาตรการจูงใจที่มุ่งสร้างการเติบโตที่ดำเนินการมาอย่างยาวนาน

ด้วยขนาดเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดในห่วงโซ่อุปทาน ผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจของจีนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งเกินกว่าเพียงแค่ภายในประเทศ ข้อมูลชี้ว่าภูมิภาคเอเชียครองสัดส่วนราวสองในสามของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งจีนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนอยู่ราวร้อยละ 30

กองทุนฯ คาดการณ์ว่า การเติบโตของจีนที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 จุดเปอร์เซ็นต์ จะสัมพันธ์กับการเติบโตของประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียที่เพิ่มขึ้นราว 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์ในระยะปานกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศที่มีความเชื่อมโยงทางการค้าที่แข็งแกร่งกับจีน เช่น เวียดนามและเกาหลีใต้
ศรีนิเวศันยังชี้ถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการผสานรวมกันอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นในภูมิภาค โดยการค้าสินค้าขั้นกลางราวร้อยละ 70 ของเอเชียเป็นการค้ากันเองภายในภูมิภาค แต่มีเพียงร้อยละ 30 ของอุปสงค์สินค้าขั้นสุดท้ายเท่านั้นที่มาจากภายในภูมิภาคเอเชีย

กองทุนฯ ประเมินว่า การลดมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (non-tariff barriers) ในรูปแบบที่มีผลผูกพันตามกฎหมายและสอดคล้องกับหลักการขององค์การการค้าโลก (WTO) จะสามารถช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่แท้จริงของภูมิภาคเอเชียได้ร้อยละ 1.8 ในระยะปานกลางถึงระยะยาว โดยกลุ่มประเทศเศรษฐกิจอาเซียนจะได้รับประโยชน์เป็นพิเศษ

นอกจากนี้ เขาเสริมว่า การค้าโลกมีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ดีแม้จะเผชิญกับการหยุดชะงัก และเวทีความร่วมมือต่างๆ เช่น ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (APEC) จะสามารถช่วยบรรเทาความตึงเครียดทางการค้าลงได้

ศรีนิเวศันย้ำกล่าวศูนย์วิจัยการเงินระหว่างประเทศประจำนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยแห่งเดียวของกองทุนฯ ที่ตั้งอยู่นอกกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ที่มุ่งศึกษาวิจัยกลุ่มประเทศเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่และประเทศที่มีรายได้ปานกลาง มิใช่แค่จีนเพียงประเทศเดียว

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เปิดทำการเมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ศูนย์แห่งนี้ได้จัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลการวิจัย พร้อมทั้งขยายทีมงานนักเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์การวิจัย และนักวิชาการรับเชิญ

นอกจากนี้ ศูนย์พัฒนาขีดความสามารถจีน-ไอเอ็มเอฟ (CICDC) ซึ่งตั้งอยู่ในศูนย์แห่งนี้ ยังช่วยสนับสนุนการนำผลการวิจัยไปประยุกต์ใช้จริง ผ่านการพัฒนาความสามารถและการเรียนรู้ระหว่างภาคี ซึ่งเขาเชื่อมั่นว่าศูนย์แห่งนี้จะมีบทบาทเชิงบวกในอนาคต

ที่มา : Xinhua

รัฐบาล เร่งบริหารจัดการน้ำเป็นระบบ!! เร่งสำรวจความเสียหายทั่วประเทศ โอนเงินเยียวยาประชาชนโดยเร็ว บริหารจัดการน้ำบูรณาการระบบ เตรียมพร้อมรับประชุม IMF-World Bank

นายกฯ ประชุม บกปภ.ช. สั่งเร่งสำรวจความเสียหาย–โอนเงินเยียวยา ย้ำบริหารจัดการน้ำเป็นระบบ รับประชุม IMF–World Bank

วันนี้ (5 ต.ค. 69) เวลา 08.30 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการช่วยเหลือประชาชนต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 โดยภาพรวมบางพื้นที่เริ่มคลี่คลาย แต่ยังมีพื้นที่ประสบอุทกภัย เช่น จ.ปราจีนบุรี ปทุมธานี และฉะเชิงเทรา โดยนายกฯ กำชับกระทรวงสาธารณสุขเร่งสนับสนุนยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์ และบุคลากรให้เพียงพอ รวมถึงเร่งจัดส่งยาที่จำเป็นไปยังพื้นที่จ.ปทุมธานี เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้โดยเร็ว

นายกฯ กำชับทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบเร่งสำรวจความเสียหายรายครัวเรือน และจัดทำทะเบียนส่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อเร่งโอนเงินเยียวยาให้ประชาชน พร้อมให้จังหวัดที่ประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้วเร่งใช้เงินทดลองราชการเพื่อช่วยเหลือประชาชน และดูแลผู้ประสบภัยในศูนย์พักพิงให้ได้รับความสะดวกและปลอดภัย โดยระบุว่า ภายในสัปดาห์นี้ต้องเห็นความคืบหน้าการโอนเงินเยียวยาประชาชน พร้อมกันนี้ยังมอบหมายให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง หารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดระบบและขั้นตอนการเคลมประกันให้ชัดเจน ให้ประชาชนได้รับเงินเยียวยาโดยเร็วที่สุด

สำหรับสถานการณ์น้ำ นายกฯ กำชับทุกหน่วยงานบูรณาการข้อมูลและการบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะข้อมูลพยากรณ์ฝน ปริมาณน้ำเหนือ การระบายน้ำ และระดับน้ำทะเล เพื่อให้การวางแผนและแจ้งเตือนประชาชนสอดคล้องกับสถานการณ์จริง

นอกจากนี้ นายกฯ ขอให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมประจำปี 2569 ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. 69 ณ กรุงเทพมหานคร โดยกำชับให้บริหารจัดการสถานการณ์น้ำและระบบคมนาคมไม่ให้กระทบต่อการประชุม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยว่ามีความพร้อมในการรองรับผู้เข้าร่วมงานและการลงทุนจากต่างประเทศ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1547164977446228&id=100064582216937&rdid=XfhbtvHRlL0eCNvt#

บ้านปูใช้ AI ยกระดับซื้อขายไฟฟ้าในญี่ปุ่น!! เสริมตัดสินใจ–บริหารความเสี่ยงตลาดพลังงาน วิเคราะห์ราคาพลังงานและความเสี่ยง ผู้ช่วยเทรดเดอร์เพิ่มประสิทธิภาพ มุ่งขยายตลาดพลังงานในอนาคต

บ้านปูพัฒนา AI ยกระดับการซื้อขายพลังงานในญี่ปุ่น
เสริมประสิทธิภาพการตัดสินใจด้วยการวิเคราะห์และบริหารความเสี่ยง

บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย เดินหน้าเพิ่มขีดความสามารถด้านการซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) ในตลาดซื้อขายไฟฟ้าประเทศญี่ปุ่น ภายใต้ Banpu Power Trading G.K. ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI สนับสนุนการตัดสินใจซื้อขายไฟฟ้า โดยบ้านปูได้พัฒนาโมเดล AI ที่ผสานองค์ความรู้และประสบการณ์ของเทรดเดอร์เข้ากับ
การวิเคราะห์ข้อมูลตลาดและแนวโน้มราคาพลังงาน เพื่อช่วยประเมินโอกาสในการซื้อขาย กำหนดขนาดการซื้อขาย และบริหาร ความเสี่ยง ควบคู่กับการยกระดับองค์ความรู้ด้านการซื้อขายพลังงานภายใต้กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (Power+)

เดิมการซื้อขายพลังงานอาศัยประสบการณ์ของเทรดเดอร์โดยใช้หลักคิด ประสบการณ์ และเกณฑ์การตัดสินใจที่ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ บ้านปูจึงนำองค์ความรู้ดังกล่าวมาถ่ายทอดเป็นระบบที่สามารถทดสอบและตรวจสอบได้ ก่อนต่อยอดและพัฒนาเป็นโมเดล AI โดยช่วยวิเคราะห์ตั้งแต่ปริมาณพลังงานที่จัดซื้อ ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการจำหน่ายไฟฟ้าสู่ตลาด ไปจนถึงประเมินความไม่แน่นอนของสัญญาณการซื้อขาย* โดยยังมีเทรดเดอร์กำกับดูแลและตัดสินใจในขั้นสุดท้าย

AI ที่ไม่ได้มองแค่ว่า “ซื้อหรือขาย”
ตลาดไฟฟ้ามีความผันผวนจากหลายปัจจัย ทั้งอุปสงค์ อุปทาน สภาพอากาศ และต้นทุนทางพลังงาน ทำให้ข้อมูลที่ทันเวลาและแม่นยำมีความสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อขายไฟฟ้า สองโมเดล AI จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อนำมาใช้วิเคราะห์สัญญาณจากตลาดและบริหารความเสี่ยง โดยโมเดลแรก วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประเมินทิศทางราคาพลังงานและค้นหาโอกาสในการซื้อขาย พร้อมประเมินความเชื่อมั่นของแต่ละสัญญาณ หากสัญญาณยังไม่ชัดเจน ระบบสามารถลดขนาดการซื้อขายหรือเลือกไม่ดำเนินการเพื่อควบคุมความเสี่ยง ขณะที่ โมเดลที่สอง ประเมินสภาวะตลาดในภาพรวม เพื่อให้สามารถเลือกแนวทางและกำหนดขนาดการซื้อขายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของตลาด

ทั้งสองโมเดล AI ผ่านการทดสอบการซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบจำลองระหว่างเดือนมกราคม – มีนาคม ในปี 2569 โดยใช้ข้อมูลย้อนหลังในตลาดไฟฟ้าประเทศญี่ปุ่นมาวิเคราะห์ ซึ่งสามารถสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่าวิธีการซื้อขายแบบเดิม เนื่องจากมีความสมดุลระหว่างผลตอบแทนและการบริหารความเสี่ยงได้ดีกว่า

จากแบบจำลองสู่การทำงานร่วมกันระหว่าง “คน” และ “AI”
บ้านปูได้ประยุกต์ใช้ AI Model ร่วมกับเทรดเดอร์เพื่อซื้อขายไฟฟ้าในตลาดพลังงานประเทศญี่ปุ่น เป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของปริมาณการซื้อขายไฟฟ้าทั้งหมดของบริษัทฯ ใน 6 ภูมิภาค นอกจากนี้โมเดลยังถูกนำไปใช้งานจริงในฐานะ ‘ผู้ช่วยอัจฉริยะ’ ที่สนับสนุนการทำงานของเทรดเดอร์ โดยพนักงานยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบคำแนะนำจาก AI และเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายก่อนดำเนินการซื้อขายจริง แนวทางดังกล่าวยังช่วยยกระดับประสิทธิภาพการตัดสินใจและเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการซื้อขายพลังงานของบ้านปูให้แข็งแกร่ง พร้อมส่งเสริมการทำงานร่วมกันอย่างไร้รอยต่อระหว่างศักยภาพของมนุษย์ และ AI

นายนิติ พิทักษ์ธีระธรรม Country Head – Japan บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การนำ โมเดล AI เข้ามาเสริมในการซื้อขายไฟฟ้า ไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีจะเข้ามาทำงานแทนคน แต่เป็นการนำ AI มาช่วยเสริมความสามารถของเทรดเดอร์ โดยเฉพาะการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากและประเมินสถานการณ์ที่มีความซับซ้อน ซึ่งช่วยให้การทำงานสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกัน เทรดเดอร์เองก็มีส่วนร่วมตั้งแต่การพัฒนาไปจนถึงการทดสอบโมเดลกับการทำงาน ทำให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาไปพร้อมกันระหว่างคนกับเทคโนโลยี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการยกระดับศักยภาพของธุรกิจซื้อขายพลังงาน และต่อยอดการเติบโตของกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง (Power+) ในระยะยาว”

ทั้งนี้ บ้านปูยังมีแนวทางศึกษาความเป็นไปได้ในการต่อยอดโมเดล AI สู่ตลาดซื้อขายพลังงานไฟฟ้าในประเทศอื่น ๆ รวมถึงในกลุ่มธุรกิจอื่น เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันของทั้งองค์กร และบุคลากร รองรับการเติบโตของธุรกิจพลังงานในระยะยาว

*สัญญาณการซื้อขาย: ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลตลาดที่ใช้บ่งชี้ทิศทางของส่วนต่างราคาระหว่างตลาด Day-Ahead (การซื้อขายไฟฟ้าสำหรับการส่งมอบในวันถัดไป) และ Imbalance (ราคาที่ใช้คำนวณส่วนต่างเมื่อปริมาณไฟฟ้าที่ซื้อขายไว้ล่วงหน้าไม่ตรงกับการใช้ไฟฟ้าจริง) ซึ่งช่วยให้ระบบประเมินโอกาสในการซื้อขายในแต่ละช่วงเวลา โดยโมเดล AI ไม่ได้พิจารณาเฉพาะว่าควรซื้อ
หรือขาย แต่ประเมินด้วยว่าสัญญาณนั้นมีความชัดเจนมากน้อยแค่ไหน

ปตท.สผ. รับรางวัลสิทธิมนุษยชนระดับสูงสุด!! ต่อเนื่องปี 3 ได้รับรางวัลสูงสุด สะท้อนธุรกิจยั่งยืนอย่างรับผิดชอบ รางวัลองค์กรต้นแบบสิทธิมนุษยชน กระทรวงยุติธรรมยืนยันคุณภาพ

ปตท.สผ. คว้ารางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ปี 2569 ระดับสูงสุด ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและมีธรรมาภิบาล

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. โดยนางสุศมา ปิตากุลดิลก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนและบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เข้ารับรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน ประจำปี 2569 ประเภทรางวัลดีเด่นระดับ Gold (ระดับสูงสุด) สำหรับองค์กรรัฐวิสาหกิจ จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม โดยมีพลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้มอบรางวัล ซึ่ง ปตท.สผ. ได้รับรางวัลองค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชนต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 โดยได้รับรางวัลดีเด่นระดับ Gold ติดต่อกันเป็นปีที่ 3

รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ปตท.สผ. ในการบูรณาการหลักสิทธิมนุษยชนเข้ากับการดำเนินธุรกิจและการกำกับดูแลกิจการ การจัดตั้งระบบรับข้อร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใสตามมาตรฐานสากล รวมทั้งการส่งเสริมความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วม พร้อมสร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจ และความรับผิดชอบร่วมด้านสิทธิมนุษยชนแก่พนักงาน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อร่วมสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนและความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วน

สภานักศึกษา มธ. มอบรางวัลจารุพงษ์ ปี 2569 แก่ ‘ไผ่ จตุภัทร์’ ที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 27 คดีรวม ม.112 รอเยียวยา ชวนเข้าชื่อยกเลิกคำสั่ง 41 ในงาน 6 ตุลา ครบรอบ 50 ปี

สภานักศึกษา มธ. มอบรางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ ปี 2569 แก่ ‘ไผ่ จตุภัทร์’ เผยปัจจุบันถูกคุมขัง รับโทษในเรือนจำ พร้อมชวนเข้าชื่อยกเลิกคำสั่ง ฉบับ 41 ยุค 6 ตุลา
ลดโทษ ม.112

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม แฟนเพจเครือข่ายจัดงานรำลึก 6 ตุลาฯ เผยแพร่ประกาศจากสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยคณะกรรมการรางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย ปี 2569 ได้ตัดสินให้ นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ เป็นผู้สมควรได้รับรางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย ประจำปี 2569 ซึ่งจะมีพิธีมอบรางวัลที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันที่ 6 ตุลาคม ภายในงานรำลึก 50 ปี 6 ตุลาฯ

พร้อมระบุว่า ปัจจุบันนี้ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น 27 คดี โดย 3 ใน 27 คดี คือคดี ม.112 ซึ่งถือได้ว่าเป็นมรดกบาปจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519

และในโอกาสที่วาระครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอชวนประชาคมธรรมศาสตร์ช่วยกันเข้าชื่อเพื่อเสนอยกเลิกคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 เพื่อยกเลิกอัตราโทษที่คณะรัฐประหารกำหนดไว้ และกลับไปใช้อัตราโทษเดิม สำหรับมาตรา 112 คือใช้อัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ไม่มีโทษขั้นต่ำ โดยทุกคนสามารถมีส่วนร่วมลงชื่อได้ทาง https://decoup6octsins.com/

สำหรับรางวัลจารุพงษ์ ทองสินธุ์ เพื่อประชาธิปไตย คือรางวัลที่สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มอบให้แก่ผู้เคลื่อนไหวเรียกร้องและปกป้องประชาธิปไตย เช่นเดียวกันกับ จารุพงษ์ ทองสินธุ์ ที่สละชีวิตต่อความอยุติธรรมและความรุนแรงในเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519

ที่มา : https://www.matichon.co.th/politics/news_5919622?

ในฐานะอดีต ประธาน Nation TV ใช้จ่ายปีละ ๒๕๐ ล้าน

ในฐานะอดีต ประธาน Nation TV ใช้จ่ายปีละ ๒๕๐ ล้าน คนดูยอดสูงลิ่วปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยังได้กำไร Thai PBS ใช้เงินปีละ ๒,๕๐๐ล้านหรือเดือนหนึ่งเท่ากับ Nation TV ใช้ทั้งปี ใช้ความเป็นสื่ออิสระ ถลุงเงินเล่นพรรคเล่นพวก ต้องปิดเท่านั้น แล้วตรวจสอบการเงินย้อนหลัง เงินภาษีบาปให้โอนไปให้สภากาชาดไทยจะได้ประโยชน์กว่ามากมาย

สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม

ในฐานะอดีต ประธาน Nation TV ใช้จ่ายปีละ ๒๕๐ ล้าน คนดูยอดสูงลิ่วปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ยังได้กำไร Thai PBS ใช้เงินปีละ ๒,๕๐๐ล้านหรือเดือนหนึ่งเท่ากับ Nation TV ใช้ทั้งปี ใช้ความเป็นสื่ออิสระ ถลุงเงินเล่นพรรคเล่นพวก ต้องปิดเท่านั้น แล้วตรวจสอบการเงินย้อนหลัง เงินภาษีบาปให้โอนไปให้สภากาชาดไทยจะได้ประโยชน์กว่ามากมาย

สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม

มหานครภูเก็ต–เชียงใหม่ ยังติดด่านมหาดไทย!! มหาดไทยยังถกข้อกฎหมาย พร้อมร่างฉบับภาคประชาชน วุฒิสภาผ่านรายงาน 2 ฉบับ รอเสนอ ครม. และล่ารายชื่อเพิ่ม

มหานครภูเก็ต-มหานครเชียงใหม่ ติดขัดอยู่ที่มหาดไทย

มีคำถามว่า มหานครภูเก็ต มหานครเชียงใหม่ ที่เป็นนโยบายรัฐบาล และให้เร่งศึกษา ไปถึงไหนแล้ว ติดขัดอะไร ทำไมถึงเงียบหายไป

คำตอบคือ ตอนนี้ยังอยู่ในขั้นศึกษาและทำความเห็นเพื่อเสนอ ครม. ยังไม่ได้เป็นกฎหมายครับ ยกเว้นร่างฉบับภาคประชาชนที่เสร็จแล้ว

ขอแยกเป็น 2 สายที่เดินคู่กันอยู่
1. สายรัฐบาล - กระทรวงมหาดไทย
นี่คือสายหลักที่รับผิดชอบโดยตรง โดยก่อนหน้านี้ 18 พ.ค. 2569 วุฒิสภา พิจารณารายงานเสร็จแล้วทั้ง 2 ฉบับ คือ รายงานการจัดตั้ง ภูเก็ตมหานคร และ เชียงใหม่มหานคร เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษด้านการท่องเที่ยว โดยคณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่น

15 ก.ค. 2569 หลังนายกฯ มีคำสั่งให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานหลักรับเรื่อง นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดมหาดไทย ด้านบริหาร เป็นประธานประชุมนัดแรกเพื่อยกร่างความเห็น

สิ่งที่มหาดไทยต้องทำตามมติของคณะกรรมการการกระจายอำนาจ (ก.ก.ถ.) คือ วิเคราะห์ผลกระทบเชิงโครงสร้างและรวบรวมข้อคิดเห็น เสนอต่อสำนักปลัดสำนักนายกฯ และ ครม. ภายในกรอบ 30 วัน (เลยกรอบเวลาแล้ว)
ประเด็นที่มหาดไทยติดอยู่และต้องตอบให้รอบคอบคือ ถ้ายฐานะเป็นมหานคร ต้อง ยุบเลิกราชการส่วนภูมิภาค ในพื้นที่หรือไม่

สายบังคับบัญชา กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน จะไปขึ้นตรงกับผู้ว่าฯมหานคร ที่มาจากเลือกตั้ง แทนที่จะขึ้นกับนายอำเภอ/ผู้ว่าฯแต่งตั้ง หรือไม่

กลไก Single Command ตอนภัยพิบัติ, ความเหลื่อมล้ำรายได้ระหว่างจังหวัด ถ้าให้มหานครเก็บภาษีเองเยอะ พูดง่ายๆ คือรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยรับลูกนโยบายนี้เต็มที่ แต่ฝ่ายข้าราชการประจำยังขอชะลอเพื่ออุดช่องโหว่

2. สายประชาชน - ร่าง พ.ร.บ. เข้าชื่อ 10,000 คน
เดินคู่กันมาตั้งแต่ปี 2556 ถูกพับไปตอนรัฐประหาร 2557 แล้วกลับมาอีกครั้งปี 2567-2568
• ทีมเชียงใหม่ตั้งเป้าล่ารายชื่อ 10,000 คน เพื่อให้เป็นร่างที่ประชาชนเสนอเข้าสภาได้โดยตรง

ส่วนภูเก็ตก็มีประชาชนยื่นหนังสือริเริ่มเสนอร่าง พ.ร.บ.ภูเก็ตมหานครต่อพรรคประชาชนในรัฐสภาเช่นกัน รูปแบบที่เสนอเหมือนกันทั้ง 2 จังหวัด
ตามรายงานของวุฒิสภาและร่างประชาชน สรุปตรงกันคือ
-เป็นรูปแบบท้องถิ่นเป็น 2 ระดับ ระดับบนคือ มหานคร ระดับล่างคือ เทศบาลและ อบต.
ระดับบนมี ผู้ว่ามหานครและสภามหานคร มาจากเลือกตั้งโดยตรง
มีสภาพลเมือง กว่า 200 คนจากตัวแทนอาชีพต่างๆ มาตรวจสอบและเสนอนโยบาย

ด้านการคลัง ให้มหานครมีรายได้เพิ่มจากภาษีที่รัฐเก็บในพื้นที่ เช่น VAT, ภาษีธุรกิจเฉพาะ, ภาษีเงินได้ แบ่ง 50:50 กับส่วนกลาง และเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ เช่น ค่าธรรมเนียมสนามบิน
สรุปสถานะปัจจุบัน ต.ค. 2569: ยังไม่ถึง ครม. และยังไม่เข้าสภาในฐานะร่างรัฐบาล อยู่ที่ขั้นตอนมหาดไทยทำบทสรุปความเห็นตามที่วุฒิสภาเสนอมา ส่วนภาคประชาชนก็ยังรณรงค์ล่ารายชื่ออยู่ ถ้ารัฐบาลชุดปัจจุบันผลักดันต่อจริง ขั้นต่อไปคือต้องเห็นร่าง พ.ร.บ. 2 ฉบับจากมหาดไทยเข้า ครม.

มหานครภูเก็ต มหานครเชียงใหม่ ยกฐานะเป็นจังหวัดจัดการตนเอง ท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ยังติดอยู่ที่มหาดไทย ที่ยังคิดไม่ออกกับการถูกลดอำนาจ

6 ตุลาคม 2519 เหตุสังหารหมู่นักศึกษาธรรมศาสตร์ หนึ่งในบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของไทยที่ยากจะลืมเลือน รัฐประหารยึดอำนาจในวันเดียวกัน กฎหมายนิรโทษกรรมไม่ลงโทษคนผิด

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เกิดเหตุการณ์ล้อมปราบและสังหารหมู่นิสิตนักศึกษาและประชาชนภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ซึ่งรวมตัวชุมนุมขับไล่จอมพล ถนอม กิตติขจร ให้กลับออกนอกประเทศ ฝ่ายต่อต้านกล่าวหาว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการก่อการโดยคอมมิวนิสต์ที่ต้องการล้มล้างสถาบัน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาเข้าปราบปรามอย่างรุนแรง

รัฐบาลรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 39 ศพ แต่บางองค์กรระบุว่ามีผู้ตายจริงหลายร้อยถึงกว่าพันคน บาดเจ็บ สูญหายอีกจำนวนมาก และมีผู้ถูกจับกุมกว่า 3,000 คนในข้อหากบฏ เหตุการณ์โหดร้ายนี้ถูกจดจำว่าเป็นหนึ่งในความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ในวันเดียวกัน พลเรือเอก สงัด ชะลออยู่ และคณะทหารได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช และแต่งตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมามีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสังหารและการปราบปรามครั้งนั้นไม่ถูกลงโทษ

“แก้มลิง” เมืองหลวงถูกตั้งคำถาม!! หลังบึงคู้บอนหลุดผังเมือง จับตาผลกระทบน้ำท่วมกรุงเทพฯ การพัฒนาอสังหาฯ แทนพื้นที่รับน้ำ ผู้นำต้องรับผิดชอบชัดเจน

เมื่อ "แก้มลิง" เมืองหลวง “ถูกปล้น” คนกรุงเทพฯ จมน้ำ ตราบาปนี้ใครรับผิดชอบ?

โครงการ “แก้มลิงบึงคู้บอน” ที่มีเนื้อที่กว่า ๑๓๐ ไร่ ทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ “บึงรับน้ำสำคัญ” ที่เคยมีแผนเตรียมเวนคืน แต่กลับไม่ปรากฏในร่างผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่ จนกลายสภาพเป็นพื้นที่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และหมู่บ้านจัดสรร ได้จุดประเด็นตั้งคำถามสำคัญว่า หากแก้มลิงตามแนวพระราชดำริถูกถอดถอนออกจากผังเมืองจนหมดสิ้น ชะตากรรมของคนกรุงเทพฯ จะเป็นอย่างไร?

ต้องทราบกันก่อนว่า เมืองกรุงเทพมหานครมีลักษณะทางกายภาพเป็นพื้นที่ราบลุ่มต่ำ และยังคล้ายแอ่งกระทะ มีระดับความสูงใกล้เคียงกับระดับน้ำทะเลปานกลาง การระบายน้ำจึงต้องพึ่งพาระบบปั๊มและการหน่วงน้ำเป็นหลัก หากแก้มลิง “หายไปจากผังเมือง” และฝนยังคงตกหนักไม่หยุดคล้ายหนัง “Hard Rain” ในปี 1998 น้ำก็จะท่วมเมืองเหมือนในหนังไม่มีผิดเพี้ยน

หากไร้ “แก้มลิง” อย่างเช่น “บึงคู้บอน” ถ้าฝนตกหนักสะสมก็จะมุ่งลงสู่ถนน ชุมชน รวมถึงคลองสายหลักทันที ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังรวดเร็ว ที่สุดก็จะท่วมทะลักเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจชั้นใน

น้ำท่วมขังเป็นเวลานานจะทำลายระบบขนส่งทางบก และทรัพย์สินของประชาชน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายนับแสนล้านบาท ประชาชนในเขตลุ่มต่ำจะกลายเป็นผู้ประสบภัยถาวร

การปรับเปลี่ยนผังเมืองหากทำโดยละเว้นหรือไม่รอบคอบ จนส่งผลให้เกิดภัยพิบัติต่อสาธารณะ อาจจะเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗ ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หากพิสูจน์ได้ว่าการปล่อยให้ “แก้มลิง” ถูกปล้นหายไปจากผังเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์
.
คนไทยต้องช่วยกันอย่าให้เรื่องนี้เงียบหายไปกับสายน้ำ

“แก้มลิงคู้บอน” จึงเป็นอุทาหรณ์ที่ชี้ให้เห็นว่า หากฝ่ายบริหารเลือกที่จะตัดพื้นที่รับน้ำออกไปจากร่างผังเมืองใหม่เพื่อเหตุผลใดก็ตาม โดยไร้โครงการรับน้ำทดแทนที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่า หรือดีกว่า เมื่อภัยธรรมชาติมาเยี่ยมเยียน ประชาชนคนกรุงเทพฯ คือผู้ที่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และความผิดพลาดเชิงนโยบายนี้ ย่อมเป็น “ตราบาปประทับไว้บนหน้าผาก” เพื่อประจานความรับผิดชอบที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครปฏิเสธไม่ได้เลย

บางเรื่องอาจต้องรอน้ำลดเราถึงจะเห็นตอ แต่สำหรับเรื่อง “ปล้นแก้มลิง” ต้องรอน้ำท่วมสถานเดียว

แจ็ค รัสเซล

สองพิธีศรัทธาพืชสวนโลกอุดรฯ สมเด็จพระมหาธีราจารย์–หลวงปู่ศิลา ร่วมเบิกเนตรพระศรีอริยเมตไตรยฯ เสริมสิริมงคลพืชสวนโลก อุดรธานีชูคุณค่าธรรมและวัฒนธรรม

สองพิธีสำคัญแห่งศรัทธา! สมเด็จพระมหาธีราจารย์–หลวงปู่ศิลา ร่วมเบิกเนตรพระศรีอริยเมตไตรยฯ อีกหนึ่งพิธีหลวงปู่ศิลาเมตตาเบิกเนตรพระพุทธรูปในสวนไม้พุทธประวัติ เสริมสิริมงคลพืชสวนโลกอุดรฯ

เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในพิธีประดิษฐานและเบิกเนตร “พระศรีอริยเมตไตรย พุทธภัทรบรมสุข” โดยมีหลวงปู่ศิลา สิริจันโท ร่วมประกอบพิธีเบิกเนตรและอธิษฐานจิต อีกทั้งหลวงปู่ศิลายังประกอบพิธีเบิกเนตรพระพุทธรูป ณ สวนไม้พุทธประวัติ เพื่อเสริมสิริมงคลแก่พื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี ก่อนต้อนรับผู้มาเยือน

พื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี จัดพิธีประดิษฐานและเบิกเนตรพระพุทธรูปในสองพื้นที่สำคัญ โดยมีนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี และนายรพีภัทร จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพและแม่งานหลักในการจัดพิธี เพื่อเสริมสิริมงคลแก่พื้นที่ พร้อมเชื่อมคุณค่าทางพระพุทธศาสนาเข้ากับความงดงามของพรรณไม้และภูมิทัศน์

นายรพีภัทรได้นิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร หรือวัดโพธิ์และหลวงปู่ศิลา สิริจันโทให้ความสำคัญในการจัดพิธีเป็นอย่างยิ่ง โดยเป็นกำลังหลักในการประสานและขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นไปอย่างสมเกียรติ สะท้อนความตั้งใจที่จะให้พื้นที่พืชสวนโลกมีคุณค่าทั้งด้านธรรมชาติ การเรียนรู้ และการเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนและผู้มาเยือน จากทั่วทุกมุมโลก  

พระพุทธรูปที่ประดิษฐานในอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ และพระพุทธรูปภายในสวนไม้พุทธประวัติ เชื่อมโยงความงดงามของพุทธศิลป์เข้ากับเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา ท่ามกลางความร่มรื่นของพรรณไม้ เปิดโอกาสให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสบรรยากาศแห่งความสงบ พร้อมเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติกับพุทธประวัติ

ด้านนายกัมพล ตันสัจจา ประธานนงนุช เวิลด์ พัทยา เป็นผู้ดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์โครงการพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี โดยการจัดภูมิทัศน์เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเชื่อมพื้นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและสวนไม้พุทธประวัติให้กลมกลืนกับบรรยากาศของงาน

พิธีครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการเตรียมพื้นที่พืชสวนโลกอุดรธานีให้พร้อมต้อนรับผู้มาเยือน ด้วยความงดงามของธรรมชาติควบคู่กับคุณค่าทางวัฒนธรรมและศรัทธา ให้การมาเยือนเป็นทั้งโอกาสแห่งการเรียนรู้ การพักผ่อน และการสัมผัสความร่มเย็นทางจิตใจ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top