Wednesday, 7 October 2026
TheStatesTimes

‘สรรเพชญ’ เดินหน้าแก้จราจรท่าเรือแหลมฉบัง!! เร่งจัดสรรพื้นที่พักรถ 70 ไร่ ตั้งคณะทำงานแก้ติดขัด รองรับปริมาณขนส่งเพิ่มขึ้น วางแผนพัฒนาท่าเรือระยะยาว

สรรเพชญ เดินหน้าแก้ปัญหาจราจรท่าเรือแหลมฉบังอย่างเป็นระบบ หลังมอบนโยบายสถานการณ์ดีขึ้นต่อเนื่อง ชูมาตรการ 3 ระยะ พร้อมยกระดับโลจิสติกส์ไทย

วันนี้ (17 กันยายน 2569) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการจราจรบริเวณท่าเรือแหลมฉบัง โดยมี นายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่าที่ร้อยตรีรัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารการท่าเรือแหลมฉบัง เข้าร่วมประชุม ณ กระทรวงคมนาคม

นายสรรเพชญ เปิดเผยว่า ภายหลังจากการมอบนโยบายและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาการจราจรภายในเขตท่าเรือแหลมฉบังอย่างเป็นระบบ พบว่าสถานการณ์มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จากความร่วมมือของผู้รับสัมปทานท่าเทียบเรือ ผู้ประกอบการขนส่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการบริหารจัดการพื้นที่ การเร่งระบายตู้สินค้า และการปรับกระบวนการทำงานร่วมกัน ส่งผลให้สามารถลดปัญหาการสะสมของรถบรรทุก และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการจราจรภายในพื้นที่ท่าเรือได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ความร่วมมือของผู้รับสัมปทานท่าเทียบเรือถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา โดยทุกฝ่ายได้ร่วมกันปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติงาน สนับสนุนมาตรการของ กทท. และประสานการทำงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การระบายรถบรรทุกและตู้สินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาการจราจรบริเวณท่าเรือแหลมฉบังยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อรองรับปริมาณการขนส่งที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

นายสรรเพชญ กล่าวว่า กทท. ได้วางแนวทางบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาจราจรภายในท่าเรือแหลมฉบัง แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะเร่งด่วน จัดสรรพื้นที่พักรถ (Buffer Zone) รวมกว่า 70 ไร่ เพื่อรองรับคิวรถบรรทุกที่รอเข้าท่าเทียบเรือ พร้อมอยู่ระหว่างเจรจาปรับพื้นที่เพิ่มอีก 30 ไร่ รวมถึงประสานกรมศุลกากรขยายเวลาเปิดใช้ช่องทางจราจรขาออก ประตูตรวจสอบที่ 3 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 24.00 น. เพื่อเร่งระบายรถบรรทุกตู้เปล่าและรถยนต์ส่วนบุคคล ตลอดจนเพิ่มพื้นที่กักเก็บสินค้าตกค้างเพื่อรองรับปริมาณตู้สินค้าที่เพิ่มขึ้น

มาตรการคู่ขนาน จัดตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดภายในเขตท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อบูรณาการการทำงานระหว่าง กทท. ผู้รับสัมปทานท่าเทียบเรือ กรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมติดตามสถานการณ์ผ่านระบบกล้อง CCTV แบบ Real-Time เพื่อประเมินจุดติดขัดและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจปล่อยสินค้า เพื่อลดการสะสมของรถบรรทุกภายในพื้นที่

มาตรการระยะยาว กทท. อยู่ระหว่างจัดทำแผนแม่บท (Master Plan) เพื่อปรับปรุงพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานภายในเขตท่าเรือแหลมฉบัง ให้สามารถรองรับกิจกรรมการนำเข้าและส่งออกที่เพิ่มขึ้นในอนาคต รวมถึงปรับโครงสร้างอัตราค่าภาระให้เหมาะสม เพื่อลดปริมาณตู้สินค้าคงค้าง และเร่งรัดโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ให้เปิดดำเนินการได้ตามแผน

นายสรรเพชญ กล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ไขปัญหาจราจรท่าเรือแหลมฉบังจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการท่าเทียบเรือ สายเรือ และผู้ประกอบการขนส่ง โดยกระทรวงคมนาคมจะติดตามผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ท่าเรือแหลมฉบังสามารถรองรับการเติบโตของการค้าและระบบโลจิสติกส์ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

BFPL–BPT คุมพื้นที่ใต้สะพานพระราม 3 ตรวจสอบแนวท่อส่งน้ำมันอย่างละเอียด เร่งหาจุดรั่วซึมน้ำมัน ยืนยันความปลอดภัยชุมชน บริหารขนส่งน้ำมันต่อเนื่อง

BFPL และ BPT ตรวจสอบระบบท่อส่งน้ำมันบริเวณใต้สะพานยกระดับพระราม 3 เพิ่มเติม โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่โดยรอบ

บริษัท กรุงเทพขนส่งเชื้อเพลิงทางท่อและโลจิสติกส์ จำกัด (BFPL) และบริษัท บาฟส์ขนส่งทางท่อ จำกัด (BPT) รายงานความคืบหน้าการตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีน้ำมันปนเปื้อนบริเวณถนนเชื้อเพลิง ใต้สะพานยกระดับพระราม 3 ว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ได้เปิดหน้าดินเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม เนื่องจากอาจมีน้ำมันรั่วซึมจากแนวท่อส่งน้ำมันในบริเวณดังกล่าว โดยขณะนี้ทั้งสองบริษัทได้ควบคุมพื้นที่และเร่งตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อยืนยันจุดเกิดเหตุและสาเหตุที่แท้จริง และหากยืนยันสาเหตุที่แท้จริงได้ จะเร่งจัดทำแผนซ่อมแซมเสนอกรมธุรกิจพลังงานและดำเนินการโดยเร็ว พร้อมบริหารจัดการขนส่งน้ำมันผ่านช่องทางอื่นเพื่อให้การจัดส่งน้ำมันดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ BFPL และ BPT ได้ตรวจสอบจุดเปิดหน้าดินและบริเวณแนวท่อช่วงถนนเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พบคราบและกลิ่นน้ำมันในระยะแรก ผลการตรวจสอบตามที่รายงานเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2569 ไม่พบความผิดปกติของท่อในบริเวณที่ตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังไม่สามารถระบุที่มาของการปนเปื้อนน้ำมันได้ จึงได้ขยายพื้นที่ตรวจสอบไปยังบริเวณโดยรอบ และพบร่องรอยน้ำมันเล็กน้อยในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งยังไม่สามารถสรุปความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ดังกล่าวได้

BFPL และ BPT จะเร่งตรวจสอบเพื่อระบุตำแหน่งและลักษณะความเสียหายให้ชัดเจน หากพบความเสียหาย จะดำเนินการซ่อมแซมตามมาตรฐานวิศวกรรมและข้อกำหนดของกรมธุรกิจพลังงาน พร้อมส่งข้อมูลประวัติการดูแลรักษาและการซ่อมบำรุงระบบท่อให้กรมธุรกิจพลังงานใช้ประกอบการตรวจสอบหาสาเหตุและประเมินความเสี่ยงของระบบ ภายหลังการซ่อมแซม ทั้งสองบริษัทจะตรวจสอบสภาพภายในระบบท่อด้วยอุปกรณ์ Intelligent Pig ตลอดแนวระยะทางประมาณ 32 กิโลเมตร เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีความผิดปกติอื่นใด ระบบท่อส่งน้ำมันดังกล่าวเป็นทรัพย์สินและอยู่ภายใต้ใบอนุญาตประกอบกิจการของ BPT ขณะที่ BFPL ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มบริษัทบางจาก ได้รับสิทธิในการใช้และบริหารระบบท่อ รวมถึงเป็นผู้ดำเนินการระบบท่อตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ทั้งสองบริษัทจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับกรมธุรกิจพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการตรวจสอบและทบทวนมาตรการดูแลระบบท่อ ตลอดจนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากระบบท่ออย่างเหมาะสมและเป็นธรรม โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริง หลักฐาน และความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง รวมทั้งดูแล เยียวยา และฟื้นฟูพื้นที่อย่างเหมาะสม พร้อมบริหารจัดการการขนส่งน้ำมันเพื่อให้การจัดส่งแก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ BPT และ BFPL ได้จัดให้มีกรมธรรม์ประกันภัยครอบคลุมทั้งในส่วนประกันภัยความรับผิดต่อบุคคลภายนอก และ ความเสียหายต่อทรัพย์สินและการหยุดชะงักทางธุรกิจ รวมถึงได้สื่อสารและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ชุมชน ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติงานในพื้นที่จากเหตุการณ์ในครั้งนี้

อำนาจบริหารต้องคู่คุณธรรม!! คำสั่งไล่ออกไม่ใช่แค่เอกสารหนึ่งฉบับ ไม่เลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้ง ลงโทษลูกน้องต้องสมเหตุสมผล ไม่ใช่ตัดอนาคตเกินกว่าเหตุ

หลักคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหาร ต้องไม่ใช้อำนาจกลั่นแกล้งลูกน้อง

มีคำถามมากมายถึงคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหารระดับสูง กับการทำลายฝ่ายที่เห็นต่าง หรือเป็นคู่ขัดแย้ง ด้วยการกลั่นแกล้งตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงกับเรื่องเล็กๆน้อย และจบลงด้วยการไล่ออก /ให้ออกจากราชการ

แน่นอนว่า ต้องมีมูล มีข้อเท็จจริงอยู่บ้าง ถึงจะมีการตั้งกรรมการสอบวินัย ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง แต่จบลงด้วยการไล่ออก หรือให้ออกกับความผิดเล็กน้อย การลงโทษข้าราชการ พนักงาน มีตั้งแต่ว่ากล่าวตักเตือน ลดเงินเดือน พักงาน ให้ออก ไล่ออก

การให้ออก ไล่ออก ถือว่า โหดร้าย กับความผิดเพียงเล็กน้อย ครอบครัว ลูกเมียเขาจะอยู่อย่างไร

“การให้ออกจากงาน” ไม่ได้แปลว่าไร้คุณธรรมโดยตัวมันเอง เพราะผู้บริหารอาจมีหน้าที่ต้องสอบสวนเมื่อมีข้อกล่าวหา แต่วิธีใช้อำนาจและเจตนาของการใช้อำนาจ เป็นเรื่องจริยธรรม คุณธรรมอย่างมาก

จริยธรรมและคุณธรรมของผู้บริหารที่สำคัญ

1. ความเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่กลั่นแกล้ง ไม่ใช้มาตรฐานสองแบบกับคนที่ทำเรื่องเดียวกัน

2. ความสุจริตไม่ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัว พวกพ้อง หรือเพื่อกำจัดคนที่เห็นต่าง

3. ความโปร่งใส การสอบสวนต้องมีเหตุผล มีหลักฐาน และตรวจสอบย้อนกลับได้

4. ความเป็นกลาง ผู้กล่าวหา ผู้สอบสวน และผู้มีอำนาจลงโทษต้องไม่อยู่ในภาวะที่มีผลประโยชน์ขัดกัน

5. เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คนที่ถูกกล่าวหายังเป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีครอบครัว มีลูก มีภาระชีวิต ไม่ควรถูกทำให้เป็น “จำเลย” ตั้งแต่ยังไม่มีข้อยุติ

6. ความรับผิดชอบต่อผลของการใช้อำนาจ ผู้บริหารต้องคิดให้ไกลกว่าเอกสารคำสั่งหนึ่งฉบับ เพราะคำสั่งให้ออกหรือไล่ออกอาจกระทบรายได้ ชื่อเสียง อาชีพ และครอบครัวของคนทั้งบ้าน

7. เมตตาธรรมควบคู่กับหลักการ เมตตาไม่ได้หมายถึงการละเว้นความผิด แต่หมายถึงการใช้มาตรการเท่าที่จำเป็นและเหมาะสมกับข้อเท็จจริง

แล้ว “กลั่นแกล้ง ตั้งกรรมการสอบ ไล่ออก ให้ออก” ไร้คุณธรรมหรือไม่?

ถ้าเป็นการกลั่นแกล้งจริง ก็เป็นพฤติกรรมที่ขัดกับหลักคุณธรรมและจริยธรรมของผู้บริหารอย่างชัดเจน

แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง ตั้งกรรมการสอบเพราะมีเหตุอันควรสงสัย”กับ“ใช้การสอบสวนเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งหรือกำจัดคน”

สองเรื่องนี้ไม่เหมือนกันเลย ถ้ามีความผิดจริง มีหลักฐาน มีการให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง และดำเนินการตามกฎหมายหรือระเบียบอย่างเป็นธรรม การลงโทษอย่างสมเหตุสมผล ก็อาจเป็นการใช้อำนาจตามหน้าที่

แต่ถ้า ตั้งเรื่องเพื่อเล่นงาน เลือกกรรมการไม่ให้ความเป็นธรรม เร่งลงโทษ ใช้อำนาจจนคนหมดอนาคต ทั้งที่ข้อเท็จจริงยังไม่ชัด หรือชัด แต่ความผิดเล็กน้อย มีวิธีการลงโทษด้วยวิธีการอื่น เช่น ตักเตือน ตัดเงินเดือน พักงาน แต่การไล่ออก/ให้ออกนัั้น เป็นปัญหาทั้งเรื่อง ธรรมาภิบาล จริยธรรม คุณธรรมและความรับผิดชอบของผู้ใช้อำนาจ

คำถามว่า “แล้วครอบครัว ลูกเมียเขาจะอยู่อย่างไร” เป็นคำถามทางคุณธรรมที่สำคัญมาก

ผู้บริหารที่มีอำนาจควรตระหนักว่า เบื้องหลังคำสั่งหนึ่งฉบับอาจมีชีวิตของคนอีกหลายชีวิตอยู่ข้างหลัง แต่ขณะเดียวกัน ความสงสารครอบครัวก็ไม่ควรกลายเป็นเหตุให้ละเว้นความผิดที่พิสูจน์ได้

หัวใจจึงอยู่ที่คำว่า “ใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม” ไม่ใช่เพียง “มีอำนาจที่จะใช้”

EGCO Group ขยายพอร์ตพลังงานสหรัฐฯ!! ซื้อหุ้น 45% โรงไฟฟ้า Astoria Energy II กำลังผลิต 615 MW ใจกลางนิวยอร์ก เน้น Asset Recycling หมุนเงินสด รับอานิสงส์ตลาด AI & Data Center

EGCO Group เน้นพลังกลยุทธ์ Asset Recycling ต่อเนื่อง ลุยขยายฐานสหรัฐฯ เข้าซื้อหุ้น 45% โรงไฟฟ้าก๊าซ CCGT “Astoria Energy II” ขนาด 615 MW ใจกลางนครนิวยอร์ก

โชว์วินัยการจัดสรรเงินทุน หมุนเวียนเงินสดเข้าสินทรัพย์คุณภาพสูง รับรู้กระแสเงินสดทันที รับอานิสงส์ Data Center & AI ตลาดสหรัฐฯ

บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ตอกย้ำความสำเร็จของการขับเคลื่อนกลยุทธ์ “POWER4” และความเชี่ยวชาญด้าน Asset Recycling ประกาศเข้าซื้อหุ้นทางอ้อม 45.0549% ในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมก๊าซธรรมชาติ Astoria Energy II (AE II) กำลังผลิต 615 เมกะวัตต์ ในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ผ่านบริษัทย่อย EGCO New York, LLC สะท้อนขีดความสามารถในการจัดสรรเงินทุนเชิงรุก นำเงินสดจากการหมุนเวียนสินทรัพย์เข้าลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานระดับพรีเมียม (High-Quality Core Asset) ที่มีสัญญา Tolling Agreement ระยะยาวกับองค์กรไฟฟ้าสาธารณะแห่งรัฐนิวยอร์ก (NYPA) การันตีการรับรู้กระแสเงินสดที่มั่นคงทันที เสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตการลงทุนในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นฐานการเติบโตอันดับ 2 ของบริษัท

นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group เปิดเผยด้วยความเชื่อมั่นว่า “การเข้าลงทุนในโรงไฟฟ้า Astoria Energy II (AE II) ครั้งนี้ คือแนวทางที่ชัดเจนของการดำเนินกลยุทธ์ Asset Recycling หรือการหมุนเวียนสินทรัพย์อย่างมีวินัยเชิงยุทธศาสตร์ของ EGCO Group เรานำเงินทุนและสภาพคล่องจากการรีไซเคิล สินทรัพย์ที่เติบโตเต็มที่แล้ว มาหมุนเวียนต่อยอดเข้าสู่สินทรัพย์คุณภาพสูงที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วทันที เพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น และยกระดับเสถียรภาพด้านกระแสเงินสดของบริษัทให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

“EGCO New York, LLC ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ EGCO ถือหุ้นทั้งหมด ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นกับ Gulf Pacific Power, LLC (GPP) กองทุน Private Equity ซึ่งบริหารโดย Harbert Power หน่วยงานด้านการลงทุนในธุรกิจพลังงานของ Harbert Management Corporation เพื่อเข้าถือหุ้นทางอ้อมในสัดส่วน 45.0549% ใน Astoria Energy II LLC (AE II) เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ซึ่งการลงทุนครั้งนี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์การสร้างมูลค่าเพิ่มทันทีให้กับผู้ถือหุ้น แต่ยังเป็นการปักหมุดสินทรัพย์ระดับยุทธศาสตร์ในตลาดพลังงานที่มีความต้องการสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก” นายธวัชชัย กล่าว

เจาะ 3 ไฮไลท์ยุทธศาสตร์: AE II สินทรัพย์พรีเมียมใจกลางนครนิวยอร์ก
โรงไฟฟ้า AE II เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ (CCGT) กำลังผลิต 615 เมกะวัตต์ เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เมื่อปี 2554 โดยมีจุดแข็งเชิงกลยุทธ์ทางการเงินและการดำเนินงาน 3 ประการ ได้แก่
1) ทำเลทองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Location): ตั้งอยู่ในเขตควีนส์ (Queens) ห่างจากสนามบิน ลาการ์เดียไม่ถึง 2 ไมล์ ซึ่งเป็นพื้นที่ใจกลางศูนย์กลางการใช้ไฟฟ้า Zone J ของ New York Independent System Operator (NYISO) ที่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่สูง
2) รายได้ไร้ความเสี่ยงด้านราคาด้วย Tolling Agreement กับ NYPA: จำหน่ายไฟฟ้าและบริการเสริมระบบภายใต้สัญญาจ้างผลิตไฟฟ้าระยะยาวกับ New York Power Authority (NYPA) ซึ่งเป็นองค์กรไฟฟ้าสาธารณะของรัฐที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ทำให้ EGCO Group รับรู้รายได้และกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ แน่นหนา ไม่ผันผวนตามราคาเชื้อเพลิง
3) โรงไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงรองรับ Transition & AI Demand: เป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้า CCGT ที่ใหม่และมีประสิทธิภาพสูงสุดใน Zone J นิวยอร์ก พร้อมทำหน้าที่เป็นโรงไฟฟ้าฐานที่สร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบไฟฟ้า

ต่อยอด New S-Curve ในสหรัฐฯ สู่การเติบโตระดับ Gold Standard
นายธวัชชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า “สหรัฐอเมริกาคือตลาดหลักยุทธศาสตร์อันดับ 2 ของ EGCO Group การเข้าถือหุ้นใน AE II ครั้งนี้ เมื่อผนึกรวมกับพอร์ตสินทรัพย์ที่เรามีอยู่แล้ว ทั้งโรงไฟฟ้า Linden Cogen, Compass Portfolio และ กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน Apex Clean Energy และ Pinnacle II จะทำให้ EGCO Group มีตำแหน่งทางธุรกิจที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ในการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตก้าวกระโดดจากเทคโนโลยี AI และ Data Center รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในสหรัฐฯ

สิ่งนี้ยืนยันถึง “พลังและศักยภาพการบริหารงาน” ของทีมผู้บริหาร EGCO Group ที่พร้อมสร้างการเติบโตอย่างยืดหยุ่น ยึดมั่นในวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด เพื่อมอบผลตอบแทนและสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนในระยะยาว”

ฮ่องกงรักษาบัลลังก์ศูนย์กลางการเงินเอเชีย!! รัฐบาลฮ่องกงชูเติบโตบนเสถียรภาพ หลังดัชนีการเงินโลกยืนยันสถานะท็อป 3 ขึ้นแท่นอันดับ 1 ฟินเทคโลก ยึดหลักการเติบโตผ่านเสถียรภาพ

ฮ่องกงยังครองอันดับ 3 ดัชนีศูนย์กลางการเงินโลก

รายงานดัชนีศูนย์กลางการเงินโลก (GFCI) ฉบับที่ 40 จากแซด/เยน กรุ๊ป (Z/Yen Group) คลังสมองของสหราชอาณาจักร สถาบันเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศจีนในเมืองเซินเจิ้น ซึ่งประเมินศูนย์กลางการเงิน 117 แห่งทั่วโลก ระบุว่าฮ่องกงยังคงครองอันดับ 3 ของโลก และอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้วยคะแนนรวม 756 คะแนน

รายงานระบุว่าฮ่องกงยังคงครองอันดับ 1 ของโลกในด้านการให้บริการเทคโนโลยีทางการเงินหรือฟินเทค (fintech) และครองอันดับสูงใน 5 ด้านของความสามารถทางการแข่งขัน อาทิ อันดับ 1 ของโลกในด้านการพัฒนาภาคการเงิน อันดับ 2 ในด้านทุนมนุษย์ และอันดับ 2 ในด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐาน

ฮ่องกงยังคงมีคะแนนโดดเด่นในการประเมินโดยผู้ประกอบวิชาชีพในสาขาต่างๆ ของอุตสาหกรรมการเงิน โดยฮ่องกงขยับขึ้นมาครองอันดับ 1 ของโลกในสาขาการจัดการการลงทุน และยังคงครองอันดับ 1 ของโลกในสาขาการประกันภัยและสาขาการเงิน

อนึ่ง มีการเผยแพร่รายงานดัชนีศูนย์กลางการเงินโลกในเดือนมีนาคมและกันยายนของทุกปีตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา

โฆษกรัฐบาลฮ่องกงระบุว่าฮ่องกงจะยึดมั่นหลักการสร้างการเติบโตผ่านเสถียรภาพและสร้างเสถียรภาพผ่านการเติบโต และจะเดินหน้าโครงการไฟแนนซ์+ (Finance+) พร้อมปรับตัวให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับชาติ และส่งเสริมมาตรการต่างๆ เพื่อสนับสนุนการใช้สกุลเงินเหรินหมินปี้หรือเงินหยวนในต่างประเทศให้ดียิ่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ซาอุฯ เข้าขั้นโคม่า!! ขอความช่วยเหลือพันธมิตร หลังคลังขีปนาวุธสกัดกั้นร่อยหรอ ฮูติยังโจมตีอย่างต่อเนื่อง กดดันป้องกันภัยทางอากาศหนักขึ้น

ซาอุฯ เริ่มขาดขีปนาวุธสกัดกั้น จนต้องขอความช่วยเหลือจากพันธมิตร ขณะฮูตียังคงโจมตีต่อเนื่อง

ซาอุดีอาระเบียกำลังเผชิญปัญหาคลังขีปนาวุธสกัดกั้นเริ่มร่อยหรอ หลังต้องใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศรับมือการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนจากเยเมนอย่างต่อเนื่อง จนล่าสุดริยาดเริ่มหันไป ร้องขอความช่วยเหลือจากประเทศพันธมิตร เพื่อเสริมกำลังป้องกันภัยทางอากาศของตนเอง

รายงานของ AP ซึ่งอ้างเจ้าหน้าที่ระดับภูมิภาค 2 ราย ระบุว่า ซาอุดีอาระเบียได้ติดต่อ ฝรั่งเศส อังกฤษ ปากีสถาน และอียิปต์ เพื่อขอความช่วยเหลือด้านระบบป้องกันภัยทางอากาศ ท่ามกลางความกังวลว่าจำนวนขีปนาวุธสกัดกั้นที่มีอยู่กำลังลดลงจากการใช้งานอย่างหนัก โดยปกติซาอุฯ พึ่งพาสหรัฐฯ เป็นผู้จัดหาอาวุธรายสำคัญ แต่ขณะนี้ สหรัฐฯ เองก็เผชิญแรงกดดันต่อคลังขีปนาวุธสกัดกั้น หลังใช้ไปจำนวนมากในสงครามกับอิหร่าน

ขณะเดียวกัน ฮูตียังคงโจมตีซาอุดีอาระเบียอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทั้งด้วยขีปนาวุธและโดรน โดยมีทั้งการโจมตีเป้าหมายทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ขณะที่ซาอุฯ ต้องใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศสกัดกั้นการโจมตีซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งยิ่งเพิ่มภาระต่อคลังขีปนาวุธสกัดกั้นที่มีอยู่

ที่มา: Associated Press (AP)
https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1403125055309184/?rdid=bbyjJEhbh96WgAGp#

เนทันยาฮู กล่าวต่อประชาชนว่า อิสราเอลจะไม่หยุดจนกว่าระบอบการปกครองของอิหร่านจะถูกทำลายลงอย่างสิ้นซาก

"ผมขอกล่าวกับพวกท่าน ณ ที่แห่งนี้ว่า เราต้องสานต่อภารกิจของเราให้สำเร็จ เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกและสำคัญที่สุดกับภารกิจในการโค่นล้มระบอบการปกครองของอิหร่าน นี่คือภารกิจหลักของเรา"

เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล

ที่มา : https://www.facebook.com/groups/849053944049634/permalink/1403086531979703/?rdid=hiWB2qbiaaHeyGIf#

เชฟรอน หนุนเยาวชนครอบครัวประมง!! สนันสนุน 8 ทุนแก่บุตรชาวประมง ทุนนักศึกษาปริญญาตรี มูลค่า 4 แสนบาท เชฟรอนร่วมทุน6 ปี15 ส่งเสริมเยาวชน ผลักดันพัฒนาประมงไทยอย่างยั่งยืน

เชฟรอนและบริษัทผู้ร่วมทุนมอบทุนการศึกษาแก่บุตรหลานชาวประมง
ผ่านความร่วมมือกับสมาคมประมงและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เป็นตัวแทนเชฟรอนและบริษัทผู้ร่วมทุน มอบทุนการศึกษาภายใต้โครงการ “ส่งเสริมโอกาสการศึกษาต่อบุตรชาวประมง” ประจำปี 2569 จัดโดย สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย จำนวน 8 ทุน รวมมูลค่า 400,000 บาท เพื่อสนับสนุนการศึกษาแก่บุตรหลานชาวประมงในระดับปริญญาตรี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมี ผศ.ดร. สุริยัน ธัญกิจจานุกิจ (กลาง) คณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้แทนรับมอบ พร้อมด้วย นางณภัทร สาประเสริฐ (ที่ 5 จากขวา) ผู้จัดการสมาคมประมงแห่งประเทศไทย ให้เกียรติเข้าร่วมในพิธี ณ อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และบริษัทผู้ร่วมทุน มอบทุนการศึกษาภายใต้โครงการ “ส่งเสริมโอกาสการศึกษาต่อบุตรชาวประมง” ประจำปี 2569 ซึ่งจัดโดย สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เพื่อสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาแก่บุตรหลานชาวประมงที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำนวน 8 ทุน รวม 400,000 บาท แบ่งเป็นทุนสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 4 จำนวน 5 ทุน และนักศึกษาชั้นปีที่ 3 จำนวน 3 ทุน
โครงการดังกล่าวมุ่งสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาแก่บุตรหลานชาวประมงที่มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี และขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวและเปิดโอกาสให้เยาวชนพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ พร้อมเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภาคประมงและพัฒนาประเทศในอนาคต

ทั้งนี้ เชฟรอนให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาศักยภาพพลังเยาวชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสและวางรากฐานคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่สังคมไทย โดยปีนี้นับเป็นปีที่ 15 ที่ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และบริษัทผู้ร่วมทุน ได้แก่ บริษัท มิตซุย เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ คัมปะนี ลิมิเต็ด บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และบริษัท พลังโสภณ จำกัด ได้ร่วมสนับสนุนโครงการ “ส่งเสริมโอกาสการศึกษาต่อบุตรชาวประมง” ของสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการได้มอบทุนการศึกษาแก่บุตรชาวประมงรวมทั้งสิ้น 279 ทุน คิดเป็นงบประมาณสนับสนุนรวม 13,950,000 บาท

เศรษฐกิจโลกผันผวน แรงงานไทยต้องอัปสกิล!! ก.แรงงานเตรียมพัฒนาระบบตลาดแรงงาน รับมือผันผวนเศรษฐกิจโลก เพิ่มโอกาสคนไทยปรับตัว สู้กับ AI และอุตสาหกรรมใหม่

ปลัดฯ ‘วรรณพงษ์’ เผย ก.แรงงาน เดินหน้าพัฒนา“ระบบวิเคราะห์ตลาดแรงงาน” หลังเศรษฐกิจโลกผันผวน
เพิ่มโอกาสคนไทย ปรับตัวสู่งานแห่งอนาคต

พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงนโยบาย "ผลกระทบ โอกาส และความท้าทายต่อภาคแรงงานไทยจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการการค้าระหว่างประเทศ และความผันผวนของราคาพลังงาน”จากกองเศรษฐกิจการแรงงาน กระทรวงแรงงาน ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดแรงงานโลกในปัจจุบันมีความผันผวนและซับซ้อนมากขึ้น ทั้งจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ ราคาพลังงาน การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งสามารถส่งผ่านมายังภาคการผลิต การลงทุน การจ้างงาน รายได้ และความต้องการทักษะแรงงานของไทยได้

ปลัดกระทรวงแรงงาน ยังกล่าวต่อว่า ผลการวิเคราะห์ในครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่า ประเด็นที่ต้องจับตามอง
ไม่ได้มีเพียงจำนวนผู้มีงานทำหรืออัตราการว่างงานเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงาน ทั้งความต้องการทักษะใหม่ การเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งงาน และคุณภาพการจ้างงาน โดยเฉพาะงานที่มีลักษณะทำซ้ำๆ เป็นกิจวัตรประจำวัน อาจมีเนื้อหางานเปลี่ยนแปลงจากระบบอัตโนมัติ และ AI ขณะที่ทักษะด้านเทคโนโลยี การวิเคราะห์ข้อมูล การควบคุมระบบอัตโนมัติ การบริหารห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงความรู้ด้านมาตรฐานการค้าและแรงงานระหว่างประเทศ จะมีความสำคัญเพิ่มขึ้น

“โจทย์ของกระทรวงแรงงาน จึงไม่ใช่รอให้เกิดการว่างงานแล้วจึงเข้าไปแก้ไข แต่ต้องมองเห็นสัญญาณล่วงหน้า
รู้ว่าอุตสาหกรรมใด พื้นที่ใด และแรงงานกลุ่มใด กำลังได้รับผลกระทบ เพื่อเตรียมทักษะ ตำแหน่งงาน
และมาตรการช่วยเหลือให้ทันก่อนที่ปัญหาจะขยายตัว” ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าว

พันตำรวจโท วรรณพงษ์ ยังกล่าวอีกว่า แนวทางสำคัญในระยะเร่งด่วน คือการพัฒนากลไกเฝ้าระวังผลกระทบ
ด้านการค้า - พลังงาน - แรงงาน แบบบูรณาการ โดยเชื่อมโยงข้อมูลสำคัญ เช่น คำสั่งซื้อ การส่งออก การใช้กำลังการผลิต ชั่วโมงทำงานล่วงเวลา การเลิกจ้างหรือหยุดกิจการ ตำแหน่งงานว่าง และราคาพลังงาน เพื่อให้สามารถตรวจจับสัญญาณความเปลี่ยนแปลงและกำหนดมาตรการได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น

ขณะเดียวกัน จะต้องเชื่อมระบบเตือนภัยเข้ากับมาตรการเชิงรุก ทั้งการฝึกอบรมระยะสั้นที่ตรงกับตำแหน่งงาน การจับคู่คนกับงาน การสนับสนุนการย้ายงานและเปลี่ยนอาชีพ ตลอดจนยกระดับทักษะให้สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโต อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า ศูนย์ข้อมูล ระบบดิจิทัล และพลังงานสะอาด

“เป้าหมายของกระทรวงแรงงาน คือทำให้แรงงานไทยไม่เพียงมีงานทำ แต่ต้องมีทักษะที่ตลาดต้องการ มีโอกาส
เข้าสู่งานที่มีคุณภาพ และสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่อาชีพใหม่ได้เมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนไป กระทรวงแรงงานจึงจะเดินหน้าพัฒนาระบบข้อมูลตลาดแรงงานให้เชื่อมโยงกับข้อมูลด้านการศึกษา การลงทุน การค้า และอุตสาหกรรม เพื่อคาดการณ์ความต้องการกำลังคนและใช้ข้อมูลนำการกำหนดนโยบายอย่างแม่นยำมากขึ้น” พ.ต.ท.วรรณพงษ์ กล่าว

ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยใช้การวิเคราะห์เชิงนโยบายจากข้อมูลและหลักฐานของหน่วยงานภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศ และหน่วยงานต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นข้อมูล ณ วันที่ 29 สิงหาคม 2569 ที่นำมาประกอบการกำหนดมาตรการด้านแรงงานเชิงรุก รองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และเสริมความสามารถในการปรับตัวของตลาดแรงงานไทย

พลังงานลุย GasTech 2026 ปิดงานหรูผู้ร่วมงาน 5 หมื่นคน ข้อตกลงธุรกิจ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ ผนึก 17 ประเทศเสริมแกร่งพลังงาน ไทยตั้งเป้าศูนย์กลางพลังงานอนา

“พลังงาน” ปิดฉากหรู GasTech 2026 สร้างความร่วมมือ 17 ประเทศ
สู้วิกฤติเพื่อคนไทย ดันประเทศสู่ศูนย์กลางพลังงานแห่งอนาคต

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การจัดงาน Gastech 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569
ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการไบเทค กรุงเทพฯ ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย โดยสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลกได้เกินกว่าเป้าหมาย 50,000 คน เกิดข้อตกลงทางธุรกิจมูลค่ารวมกว่า 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการจ้างงานและการก่อสร้าง ซึ่งสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้มากกว่า 15,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้ยืนยันบทบาทผู้นำด้านพลังงานในภูมิภาคผ่านการเปิดเวทีหารือ
ทวิภาคีร่วมกับนานาชาติกว่า 17 ประเทศ โดยได้มีโอกาสพบปะหารือกับรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐและภาคเอกชนด้านพลังงานที่สำคัญ อาทิ สิงคโปร์ รัสเซีย สหรัฐอเมริกา บรูไน โอมาน ลิเบีย รวมถึงองค์กรและบริษัทชั้นนำ ประเด็นสำคัญในการหารือได้มุ่งเน้นไปที่การรับมือวิกฤติพลังงานจากความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรัสเซีย สหรัฐอเมริกา บรูไน และลิเบีย ยินดีที่จะสนับสนุนการจัดหาแหล่งพลังงานใหม่

เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับไทย รวมถึงมีการผลักดันความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาคอาเซียนกับสิงคโปร์และบรูไน ผ่านโครงการระบบสายส่งไฟฟ้าใต้ทะเลและ ASEAN Power Grid ตลอดจนการผลักดันให้ไทยเป็น LNG Hub และเน้นย้ำความพร้อมด้านการเปิดให้บริการไฟฟ้าสีเขียวเพื่อดึงดูดการลงทุน

ในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center และ AI พร้อมทั้งส่งเสริมเทคโนโลยีลดคาร์บอนอย่าง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) Hydrogen และ CCS

สำหรับความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม ภายในงานยังมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU)
ที่สำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ การลงนามระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และองค์การการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา (USTDA) โดย กฟผ. ได้รับทุนสนับสนุนจาก USTDA เพื่อศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นของโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และการลงนาม MoU ไทย-โอมาน ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไทยกับนายซาลิม บิน นัสเซอร์ บิน ซะอีด อัล อูฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและแร่ธาตุแห่งรัฐสุลต่านโอมาน โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน การพัฒนาโครงการด้านพลังงาน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการจัดตั้งกลไกหารือเชิงนโยบายด้านพลังงาน (OTEPD)

เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือและแสวงหาโอกาสในการลงทุนร่วมกันทั้งในเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน
และในประเทศที่สาม

นายเอกนัฏ กล่าวทิ้งท้ายว่า "การจัดงาน Gastech 2026 ในประเทศไทยถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมโลกที่มีต่อศักยภาพด้านพลังงานของเรา ผลสัมฤทธิ์จากการเจรจาจับคู่ธุรกิจ เม็ดเงินที่สะพัดในประเทศ ตลอดจนการหารือทวิภาคีกับนานาประเทศจนเกิดความร่วมมือ
ที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการได้รับการสนับสนุนทุนศึกษาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่ทันสมัยอย่าง SMR

จากสหรัฐอเมริกา และการขยายเครือข่ายองค์ความรู้กับโอมาน จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน สร้างความมั่นคง และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top