Wednesday, 7 October 2026
TheStatesTimes

'วราวุธ' ดันเศรษฐกิจหมุนเวียน เชื่อมวัตถุดิบกับก่อสร้าง ขับเคลื่อน 40 ต้นแบบนวัตกรรมใหม่ เร่งอุตสาหกรรมสู่ Net Zero ลดของเสีย เพิ่มมูลค่าวัสดุทดแทน

“วราวุธ” ดัน Circular Economy เชื่อมวัตถุดิบ–ก่อสร้าง ชู “M-Sand–กระจกโซลาร์เซลล์รีไซเคิล” 40 ต้นแบบ เร่งอุตสาหกรรมไทยสู่ Net Zero

วันที่ 16 กันยายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน Building Construction Technology Expo 2026 (BCT Expo 2026) และงานสัมมนาวิชาการ DPIM CE EXPO 2026 ภายใต้แนวคิด “Circular Economy : The Game Changer for Sustainable Thai Industry พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย สู่ความยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจหมุนเวียน” ว่าภาคก่อสร้างมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ การลงทุน การจ้างงาน และคุณภาพชีวิต

ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ การก่อสร้างอัจฉริยะ และ การสร้างแบบจำลองสารสนเทศอาคาร กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินงานของอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยต้องเดินควบคู่ทั้งเทคโนโลยี นวัตกรรม การพัฒนาบุคลากร และความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน

ขณะเดียวกัน ต้องให้ความสำคัญกับวัสดุก่อสร้างคุณภาพสูง โรงงานอัจฉริยะ ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลดก๊าซเรือนกระจก และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ควบคู่กับการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ เพื่อลดของเสียจากกระบวนการผลิต และส่งเสริมการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์เป็นวัตถุดิบทดแทน รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

“การจัด DPIM CE EXPO ร่วมกับ BCT Expo เป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงนวัตกรรมวัตถุดิบและการรีไซเคิลเข้ากับภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน” นายวราวุธกล่าว

สำหรับงาน DPIM CE EXPO 2026 กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) นำองค์ความรู้ นวัตกรรมด้านแร่ โลหะ เทคโนโลยีรีไซเคิล และผลงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนกว่า 40 ต้นแบบ มาจัดแสดงในพื้นที่ DPIM Circular Economy Pavilion โดยเป็นการรวบรวมผลงานที่พัฒนาขึ้นในปีงบประมาณ 2569 มาเผยแพร่ร่วมกับงาน BCT Expo ซึ่งเป็นเวทีรวมเทคโนโลยี เครื่องจักร วัสดุก่อสร้าง ระบบดิจิทัล และองค์ความรู้จากผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างประเทศ

นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดี กพร. กล่าวว่า เรามุ่งบริหารจัดการวัตถุดิบทั้งจากแหล่งแร่ธรรมชาติ (Primary Raw Materials) วัตถุดิบทดแทนจากการรีไซเคิลของเสีย (Secondary Raw Materials) และวัตถุดิบขั้นสูง (Advanced Raw Materials) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้ภาคอุตสาหกรรม

ไฮไลต์สำคัญคือ “M-Sand” หรือทรายทดแทน ซึ่งผลิตจากหินฝุ่นที่เกิดจากกระบวนการโม่ บด และย่อยหินปูนในพื้นที่ภาคใต้ ช่วยลดการใช้ทรายธรรมชาติและแก้ปัญหาของเสียจากกระบวนการผลิต โดยหากสามารถนำหินฝุ่นจากกระบวนการผลิตมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมด จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้กว่า 2,000 ล้านบาทต่อปี

อีกผลงานคือ กระจกจากแผงโซลาร์เซลล์รีไซเคิล ซึ่งนำกระจกจากแผงโซลาร์เซลล์ที่เสื่อมสภาพกลับมาใช้ประโยชน์ รองรับแนวโน้มปริมาณซากแผงที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต และคาดว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ ยังมีต้นแบบที่เชื่อมโยงกับภาคก่อสร้างและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อาทิ คอนกรีตใช้หินฝุ่นทดแทนทราย ไฟเบอร์ซีเมนต์จากเศษตะกอนระบบบำบัดน้ำเสีย ปูนเกร้าท์ไม่หดตัวที่ใช้เถ้าลอยทดแทนซีเมนต์ การนำกากคอนกรีตกลับมาเป็นวัตถุดิบทดแทนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง รวมถึงเทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพเตาหลอมอะลูมิเนียมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และวัสดุโฟมโลหะขั้นสูง

ทั้งนี้ การนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ในห่วงโซ่วัตถุดิบ ไม่เพียงช่วยลดของเสีย แต่ยังเพิ่มความมั่นคงด้านวัตถุดิบ ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาวัตถุดิบธรรมชาติ และเปลี่ยนของเสียจากกระบวนการผลิตให้เป็นวัตถุดิบทดแทนที่มีมูลค่า ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและเตรียมผู้ประกอบการไทยให้พร้อมรับกติกาสากลด้านสิ่งแวดล้อม

ภายในงานยังมีการสัมมนาถ่ายทอดองค์ความรู้กว่า 12 หัวข้อ ครอบคลุมเทคโนโลยีรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนชนิด ลิเทียมเหล็กฟอสเฟต (LFP) วัสดุโลหะ–สารอินทรีย์ (MOFs) สำหรับดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับโรงงาน การออกแบบตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดจนกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการ ภาครัฐ เอกชน นักวิจัย และสถาบันการศึกษา

สำหรับ DPIM CE EXPO 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–18 กันยายน 2569 ณ Exhibition Hall 7 และห้องประชุม Amber 1–3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีผู้ประกอบการ หน่วยงานรัฐ เอกชน หน่วยงานวิจัย และสถาบันการศึกษามากกว่า 1,000 ราย เข้าร่วม เพื่อเร่งนำองค์ความรู้และต้นแบบไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ เชื่อมโยงเศรษฐกิจหมุนเวียนกับภาคอุตสาหกรรมจริง และผลักดันอุตสาหกรรมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

'รัดเกล้า' ชำแหละผลงาน กกต. งบปราบโกงเบิกไม่ถึงครึ่ง คดีสอบสวนพุ่ง 1,564 คดี ตั้งคำถาม "เรามี กกต.ไว้ทำไม?" เตือนประชาธิปไตยอาจกลายเป็นเมืองนรก

“รัดเกล้า” ชำแหละผลงาน กกต. งบปราบโกงเบิกไม่ถึงครึ่ง คดีสอบสวนพุ่ง 1,564 คดี ถาม “เรามี กกต.ไว้ทำไม?” ยกคำ “พุทธทาส” เตือนประชาธิปไตยอาจกลายเป็น “เมืองนรก” หากคนไม่ดี

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568 โดยตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการทำงาน การใช้งบประมาณ ปัญหางานค้าง และจำนวนคดีที่เพิ่มขึ้น พร้อมแสดงความกังวลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรอิสระ

นางรัดเกล้าเริ่มต้นการอภิปรายด้วยการขอบคุณ กกต.เสียงข้างน้อยทั้ง 2 คน โดยเฉพาะนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ที่ออกมาอธิบายเหตุผลของการลงมติในประเด็นคดีฮั้ว ส.ว. ต่อสาธารณะ โดยระบุว่าการเปิดเผยเหตุผลอย่างชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

จากนั้นนางรัดเกล้าตั้งข้อสังเกตว่า ภารกิจสำคัญของ กกต. ตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ คือการควบคุม จัดการ และตรวจสอบการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม แต่ตัวเลขในรายงานผลการปฏิบัติงานสะท้อนคำถามถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 1 “การเร่งรัดพัฒนาการเมืองบนฐานการเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม” ซึ่งในปีงบประมาณ 2567 ได้รับอนุมัติงบประมาณ 51.35 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริง 20.48 ล้านบาท หรือเพียง 39.88% ขณะที่ปี 2568 ได้รับงบประมาณ 36.19 ล้านบาท และเบิกจ่ายจริง 15.14 ล้านบาท หรือ 41.8% เท่านั้น

นางรัดเกล้าระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า ในขณะที่รูปแบบการทุจริตเลือกตั้งมีความซับซ้อนขึ้น กกต.สามารถใช้ทรัพยากรที่ได้รับจัดสรรเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้วหรือไม่

พร้อมยกตัวเลขปัญหา “งานค้าง” ประกอบ โดยปี 2567 มีโครงการที่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จและต้องยกยอดข้ามปี 7 โครงการ 9 กิจกรรมหลัก คิดเป็นงบประมาณกว่า 28.4 ล้านบาท ขณะที่ปี 2568 ยังมี 4 โครงการ 5 กิจกรรมที่ดำเนินการไม่ทันตามกรอบเวลา

อีกประเด็นที่นางรัดเกล้าตั้งข้อสังเกตคือจำนวนคดี โดยปี 2567 มีคดีค้างสะสม 394 คดี และคดีอาญาที่อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน 162 คดี ขณะที่ปี 2568 จำนวนคดีที่ กกต.ต้องดำเนินการตลอดทั้งปีเพิ่มขึ้นเป็น 1,938 คดี และคดีในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนเพิ่มขึ้นเป็น 1,564 คดี หรือเกือบ 10 เท่าจากปีก่อน

นางรัดเกล้าระบุว่า แม้การเพิ่มขึ้นของจำนวนคดีส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ในปี 2568 แต่ตัวเลขดังกล่าวก็สะท้อนคำถามว่า ระบบ บุคลากร และทรัพยากรของ กกต.ได้รับการออกแบบให้รองรับภาระงานที่เพิ่มขึ้นแล้วหรือไม่ พร้อมย้ำว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือความไม่ยุติธรรม”

ช่วงหนึ่งของการอภิปราย นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงผลการพิจารณาคดีฮั้ว ส.ว. โดยตั้งคำถามต่อการดำเนินคดีกับบุคคล 77 ราย และระบุว่า เมื่อฟังเหตุผลของ กกต.แล้ว ยังมีข้อสงสัยว่า “ท่านเกรงใจใคร” พร้อมย้ำว่า กกต.เสียงข้างน้อยที่ออกมาแสดงเหตุผลอย่างชัดเจนเป็นตัวอย่างของการทำงานที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้

“ดิฉันใช้นามสกุลสุวรรณคีรี นามสกุลของดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องมาตลอด ตั้งแต่ยุคสมัยของรัชกาลที่หนึ่ง ดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องด้วยความเป็นเลือดเนื้อสุวรรณคีรี ดิฉันยอมไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในทุกวันนี้” นางรัดเกล้ากล่าว โดยยืนยันว่าการออกมาแสดงจุดยืนเกิดจากการเห็นสิ่งที่ตนมองว่าไม่ถูกต้อง และตั้งคำถามต่อสภาพสังคมที่อาจกำลังแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ยากขึ้น

นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงความกังวลเรื่องความเป็นอิสระของ กกต. โดยอ้างถึงงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าที่จัดทำร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติและ สตง. ซึ่งมีการเปรียบเทียบองค์กรอิสระในมิติความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง พร้อมตั้งคำถามถึงสถานะและความเชื่อมั่นของ กกต. ในสายตาประชาชน

ช่วงท้าย นางรัดเกล้ากล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เพียงตัวเลขงบประมาณหรือจำนวนคดี แต่คือคำถามว่า “แล้วประชาธิปไตยของประเทศไทยจะเหลืออะไร” และประเทศไทยกำลังสร้างระบบแบบใดไว้ให้คนรุ่นต่อไป

พร้อมยกคำสอนของ พระพุทธทาสภิกขุ มาเป็นข้อคิดว่า หากผู้คนไม่ดี ประชาธิปไตยที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้ทำให้สังคมดีขึ้น เพราะเมื่อความคิดเห็นของคนที่ไม่ดีถูกรวมกันและนำมาใช้บังคับทั้งประเทศ ผลลัพธ์อาจกลายเป็น “เมืองนรก”

ทั้งนี้ นางรัดเกล้าย้ำว่า การอภิปรายไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อโจมตี กกต. แต่ต้องการสะท้อนความเป็นห่วงต่อองค์กรที่มีบทบาทสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย และต้องการเห็น กกต.สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้ง

แผนพัฒนาฮ่องกงฉบับแรก!! 5 ปีข้างหน้าสู่ความรุ่งเรือง เน้นเปิดกว้างและครอบคลุม ยกระดับความปลอดภัยและสังคม สอดรับยุทธศาสตร์ชาติอย่างชัดเจน

ฮ่องกงออกแผนพัฒนาฯ ระยะ 5 ปี ฉบับแรก มุ่งเปิดกว้าง รุ่งเรือง ปลอดภัยยิ่งขึ้น
.
ฮ่องกง, 16 ก.ย. (ซินหัว) -- วันพุธ (16 ก.ย.) จอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดประจำเขตบริหารพิเศษฮ่องกงทางตอนใต้ของจีน ได้เปิดเผยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะ 5 ปี ฉบับที่ 1 (2026-2030) ซึ่งตั้งเป้าหมายสร้างฮ่องกงที่เปิดกว้าง ครอบคลุมทั่วถึง เสรี เจริญรุ่งเรือง และปลอดภัยยิ่งขึ้น
.
ลีระบุว่าปี 2026-2030 เป็นช่วงเวลาสำคัญของฮ่องกงในการคว้าโอกาสเพื่อเปลี่ยนผ่านจากเสถียรภาพสู่ความรุ่งเรือง ยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีของสังคม และสร้างบ้านที่ดียิ่งขึ้นสำหรับทุกคน โดยแผนพัฒนาฉบับนี้จะเผยทิศทางการพัฒนา ยกระดับการกระจายทรัพยากร รักษาความคาดหวังของสังคม รวมถึงคุ้มครองความเป็นอยู่ที่ดีของสังคมและผลประโยชน์ของนักลงทุนทั่วโลก
.
ลีกล่าวว่าปี 2026 เป็นจุดเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี ฉบับที่ 15 (2026-2030) ของจีน ขณะที่แผนพัฒนาฉบับแรกของฮ่องกงสะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลฮ่องกงในการปรับปรุงระบบที่นำโดยคณะบริหารสูงสุดของฮ่องกงและยกระดับประสิทธิภาพการบริหารปกครอง

ทั้งนี้ ลีเสริมว่าแผนพัฒนาฉบับแรกส่งสัญญาณถึงความจำเป็นในการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ของฮ่องกง เพื่อสอดรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับชาติในเชิงรุก รวมถึงบูรณาการเข้าสู่และสนับสนุนการพัฒนาระดับชาติโดยรวมได้ดียิ่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

ตำรวจ บก.น.6 รวบ นศ.อุเทนถวาย!! ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีแทง นศ.ปทุมวัน เจ็บ 2 รายบน BTS สยาม ใช้เวลาตามจับเพียง 8 วัน คดีอยู่ระหว่างสอบสวนต่อ

ตำรวจ บก.น.6 รวบนักศึกษาอุเทนถวาย ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีแทงนักศึกษาเทคโนปทุมวันเจ็บ 2 ราย บน BTS สยาม หลังเร่งสืบสวนติดตามตัวเพียง 8 วัน

จากกรณีเหตุทะเลาะวิวาทระหว่างนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย กับนักศึกษาสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน บริเวณชั้น 3 สถานีรถไฟฟ้า BTS สยาม ก่อนมีการใช้อาวุธมีดทำร้ายร่างกาย ส่งผลให้นักศึกษาปทุมวันถูกแทงบริเวณหลังได้รับบาดเจ็บ 2 ราย เหตุเกิดเมื่อเวลา 07.45 น. วันที่ 7 กันยายน 2569 โดยเจ้าหน้าที่กู้ชีพเข้าปฐมพยาบาลและนำตัวส่งโรงพยาบาลตำรวจและโรงพยาบาลหัวเฉียว

ล่าสุด วันนี้ (16 ก.ย.) ทีรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา พล.ต.ต.ชัยกฤต โพธิ์อ๊ะ ผบก.น.6 สั่งการเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนบก.น.6 ร่วมกับสน.ปทุมวัน เข้าจับกุม นายวิชชากรฯ อายุ 20 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ได้บริเวณหน้าสน.ปทุมวัน แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ที่ จ.1261/2569 ลงวันที่ 11 กันยายน 2569

โดยถูกกล่าวหาว่า “ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร”

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบ รวบรวมพยานหลักฐาน สืบสวนหาข่าว และสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง จนสามารถระบุตัวนายวิชชากรเป็นผู้ต้องสงสัย ก่อนรวบรวมพยานหลักฐานเสนอศาลอาญากรุงเทพใต้เพื่อขออนุมัติออกหมายจับ

กระทั่งศาลอนุมัติหมายจับเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ชุดสืบสวนจึงเร่งติดตามตัวผู้ต้องหาอย่างต่อเนื่อง พร้อมดำเนินมาตรการทางการสืบสวน กระทั่งสามารถติดตามจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา หรือภายในเวลา 8 วันนับจากวันที่เกิดเหตุ

เบื้องต้น นายวิชชากรให้การยืนยันว่าเป็นบุคคลเดียวกับผู้ต้องหาตามหมายจับ และยืนยันว่าไม่เคยถูกจับกุมตามหมายจับดังกล่าวมาก่อน จากนั้นเจ้าหน้าที่นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมาย

ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ที่มา : https://mgronline.com/crime/detail/9690000090502?fbclid=IwdGRjcAUXSPNjbGNrBRdI8XBkb2YBZXh0bgNhZW0CMTEAc3J0YwZhcHBfaWQMMzUwNjg1NTMxNzI4AAEezeHcIag5tUHd6J03VFsVmpEeFZ-hIikms631dI7yK2YGjj1cROZa_NH_kdc_aem_Y0SGEBRikXy624e0wW2IEw

ลูกสาววัย 79 ปี ตามรอยอดีตพ่อสารวัตรทหารญี่ปุ่น หลังพ่อสั่งสลักคำขอโทษบนหลุมศพ บทบาทสารวัตรสำคัญในสงคราม เผยปฏิบัติการปราบปรามโหดร้าย ลูกสาวหวังญี่ปุ่นทบทวนอดีตสงคราม

คำขอโทษจากอดีต 'สารวัตรทหารญี่ปุ่น' สู่ลูกสาวผู้ตามหาความจริงสงครามรุกรานจีน

โตเกียว, 16 ก.ย. (ซินหัว) -- อายาโกะ คุราฮาชิ วัย 79 ปี เป็นลูกสาวของยูกิจิ โอซาวะ อดีตนายทหารหน่วยสารวัตรทหารของกองทัพคันโตของญี่ปุ่นระหว่างญี่ปุ่นรุกรานจีน ซึ่งเคยประจำการในหลายพื้นที่ของจีน เช่น เทียนจิน ปักกิ่ง และเมืองตงหนิงในมณฑลเฮยหลงเจียง และต่อมาถูกกองกำลังโซเวียตจับกุมเมื่อญี่ปุ่นยอมจำนนในปี 1945 แต่สามารถหลบหนีและเดินทางกลับญี่ปุ่นได้ ทว่าในปี 1986 ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต โอซาวะได้ยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ลูกสาว พร้อมสั่งให้สลักข้อความขอโทษเหล่านี้ลงบนแผ่นป้ายหน้าหลุมศพ

ใจความในกระดาษระบุว่าโอซาวะได้เข้าร่วมสงครามรุกรานจีน เขาสำนึกผิดอย่างยิ่งต่อทุกสิ่งที่ได้กระทำลงไปและรู้สึกขอโทษอย่างสุดซึ้งต่อประชาชนชาวจีน ทว่าคุราฮาชิรู้เพียงว่าพ่อของเธอเคยเป็นสารวัตรทหาร แต่ไม่รู้ว่าเขาได้ทำอะไรไปบ้างกันแน่ คุราฮาชิจึงพยายามติดต่ออดีตสารวัตรทหารที่เคยประจำการร่วมกับพ่อของเธอเพื่อค้นหาคำตอบ แต่กลับไม่ได้รับคำตอบอันใด
ฟันเฟืองสำคัญของการปราบปราม

เซยะ มัตสึโนะ นักประวัติศาสตร์และนักวิจัยจากสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติ มหาวิทยาลัยเมจิ กาคุอิน เปิดเผยว่าบทบาทของสารวัตรทหารในสงครามญี่ปุ่นรุกรานจีนเป็นสิ่งสำคัญต่อการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์สงคราม โดยสารวัตรทหารมีอยู่ในจีนแล้วตั้งแต่ช่วงก่อตั้งกองทัพคันโต และเมื่อการรุกรานของญี่ปุ่นขยายวง หน่วยสารวัตรทหารจึงถูกส่งไปประจำการในพื้นที่ต่างๆ ของจีน

มัตสึโนะระบุว่าสารวัตรทหารมีหน้าที่หลากหลาย เช่น การปกป้องความลับทางทหาร การค้นหาสายลับ การควบคุมและตรวจสอบการสื่อสารและองค์กรสื่อ และการปราบปรามพลเรือนที่ถูกมองว่า "เป็นปฏิปักษ์" ซึ่งรวมถึงผู้ที่ต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นหรือปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับกองกำลังยึดครอง โดยหน่วยสารวัตรทหารมีอำนาจมหาศาลและเป็นองค์กรที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง คอยทำหน้าที่เสมือนกรงเล็บและแนวหน้าของกองทัพญี่ปุ่นในการปราบปรามประชาชนท้องถิ่นระหว่างการรุกราน

มัตสึโนะยังแสดงสำเนารายงานลับจากหน่วยสารวัตรทหารฉบับหนึ่งที่อธิบายวิธีจัดการกับบุคคลที่ต้องสงสัยว่าเป็นสายลับ โดยจะทำ "การส่งตัวเป็นกรณีพิเศษ" หมายถึงการส่งบุคคลนั้นไปยังหน่วยปฏิบัติการ 731 แห่งกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหน่วยที่ดำเนินการทดลองกับมนุษย์อย่างโหดร้าย รวมถึงการทำสงครามชีวภาพและสงครามเชื้อโรคในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

นอกจากนี้ มัตสึโนะระบุว่าพ่อของคุราฮาชิมียศนายทหารประทวนในหน่วยสารวัตรทหาร ซึ่งมักรับผิดชอบสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาในปฏิบัติการแนวหน้า และพ่อของคุราฮาชิอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้นหา จับกุม และปราบปรามผู้ที่ต่อต้านกองกำลังญี่ปุ่น
ลูกสาวผู้ค้นหาความจริง

คุราฮาชิจดจำพ่อของเธอว่าเป็นคนเคร่งขรึม แต่มีเหตุการณ์หนึ่งที่ยังคงชัดเจนในความทรงจำ นั่นคือครั้งที่พ่อจู่ๆ ร้องไห้ออกมาขณะชมรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับสงครามของญี่ปุ่นในจีน ต่อมาเธอเดินทางไปจีนหลายครั้งเพื่อแสดงความสำนึกผิดแทนพ่อ โดยเยือนพิพิธภัณฑ์สงครามประชาชนจีนต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่น หอรำลึกเหยื่อเหตุการณ์สังหารหมู่หนานจิงโดยผู้รุกรานชาวญี่ปุ่น และสถานที่อื่นๆ ซึ่งการได้เห็นหลักฐานเพิ่มเติมญี่ปุ่นสร้างความสะเทือนใจแก่คุราฮาชิอย่างมาก

คุราฮาชิกล่าวทิ้งท้ายว่าสังคมญี่ปุ่นยังไม่ได้ทบทวนประวัติศาสตร์สงครามอย่างเพียงพอ โดยในห้องเรียนญี่ปุ่น ครูอาจบอกนักเรียนเกี่ยวกับสถานที่บางแห่งที่กองทัพญี่ปุ่นเคยส่งกำลังไปประจำการ แต่บ่อยครั้งไม่ได้ลงลึกถึงสิ่งที่กองกำลังญี่ปุ่นได้กระทำในสถานที่เหล่านั้น ซึ่งเธอหวังว่าญี่ปุ่นจะเผชิญหน้าและทบทวนประวัติศาสตร์การรุกรานของตน และหวังว่าถ้อยคำขอโทษบนหลุมศพของพ่อเธอจะเข้าถึงผู้คนในวงกว้างยิ่งขึ้น

ที่มา : Xinhua

17 กันยายน 2403 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ประกาศใช้เงินเหรียญบาทครั้งแรกในประเทศสยาม จากโรงกระสาปน์สิทธิการ สู่จุดเปลี่ยนระบบเงินตราสยาม

วันนี้เมื่ออดีต สยาม ประกาศใช้เงินเหรียญบาทเป็นครั้งแรก โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดฯให้ผลิตขึ้นโดยเครื่องจักรที่สั่งจากประเทศอังกฤษ เพื่อใช้แทนเงินพดด้วง เป็นตราพระมหามงกุฎ-ช้างในวงจักร

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างโรงกระสาปน์สิทธิการ โรงกษาปณ์แห่งแรกของไทย ภายในพระบรมมหาราชวังบริเวณที่เคยเป็นโรง ทำเงินพดด้วงเดิม ด้านหน้าพระคลังมหาสมบัติ บริเวณมุมถนนใกล้กับทางออกประตูสุวรรณบริบาลด้านทิศตะวันออก และติดตั้งเครื่องจักรผลิตเหรียญกษาปณ์ขับเคลื่อนด้วยแรงดันไอน้ำเป็นเครื่องแรก ซึ่งเป็นเครื่องจักรที่สั่งจากประเทศอังกฤษ

วันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2403 รัชกาลที่ 4 ได้ออกประกาศพิกัดราคาเงินเหรียญบาทและเงินแป โดยให้นำเงินเหรียญอย่างใหม่ซึ่งเป็นเงินแบนที่ผลิตได้จากโรงกระสาปน์สิทธิการ นำออกใช้แทน เงินพดด้วง เหรียญดังกล่าวนั้น ด้านหน้าเป็นรูปพระมหามงกุฎ มีฉัตรกระหนาบทั้ง 2 ข้าง ด้านหลังเป็นรูปช้าง อยู่กลางพระแสงจักร เหรียญเนื้อเงินแท้ ราคา ๑ บาท น้ำหนัก 15.33 กรัม เส้นผ่าศูนย์กลางเหรียญ 31 มิลลิเมตร

และเหรียญชนิดต่าง ๆ ประกอบด้วยเหรียญเงินราคา 1 บาท กึ่งบาท สลึง เฟื้อง กึ่งเฟื้อง และเหรียทองพัดดึงส์อีกจำนวนหนึ่ง นับเป็นการปฏิวัติระบบเงินตราครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของไทย
อนึ่ง โรงกษาปณ์แห่งนี้ ภายหลังจากการสร้างโรงกษาปณ์แห่งที่ 2 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้เป็นโรงหมอตอนหนึ่ง และเป็นคลังราชพัสดุอีกตอนหนึ่ง และต่อมาในปี พ.ศ. 2440 เกิดไฟไหม้หมดทั้งหลัง

ที่มา: http://www.royalthaimint.net/ewtadmin/ewt/mint_web/ewt_news.php?nid=221

ตะลึงความสามารถเด็กไทย ‘ลิลลี่ รัชวิน’!! อายุแค่ 15 แต่ฝีมือระดับโลก เดินแบบแบรนด์ตัวเองบนเวทีนานาชาติ สร้างชื่อบนเวทีแฟชั่นโลก จากนิวยอร์ก–โตริโน สู่ปารีส ขอเชียร์เด็กไทยเก่งไม่แพ้ชาติใด

เด็กไทยดังไกลทั่วทั่วโลก ตะลึง! น้อง “ลิลลี่” อายุเพียง 15 ปี เดินแบบบนเวทีโลก (ปารีส) ในแบรนด์เสื้อผ้าที่ออกแบบเอง พบประวัติไม่ธรรมดา

วันที่ 16 กันยายน 2569 จากปรากฏการณ์น้อง “เนเน่” อายุเพียง 16 ปี ได้เข้าแข่งขันรายการ “America’s Got Talent” จนสามารถผ่านรอบชิงชนะเลิศได้ จนทำให้โด่งดังไปทั่วโลก ล่าสุดมีน้อง “ลิลลี่” รัชวิน โอฬารกิจเจริญ อายุเพียง 15 ปี แต่กลับได้เดินแบบบนเวทีระดับโลกมาแล้วหลายเวที ทั้งเมืองมิลาน เมืองนิวยอร์ก เมืองโตริโน ล่าสุดกำลังเดินทางไปเมืองปารีส

น้องลิลลี่เริ่มต้นจากมีความชื่นชอบในการออกแบบเสื้อผ้า เดินแบบ และออกแบบเสื้อผ้ามาตั้งแต่เด็ก บวกกับน้องเรียนโรงเรียนนานาชาติ ทำให้พบกับเพื่อนที่ชื่นชอบในการเดินแบบหลายคน เมื่อตอนน้องอายุ 13 ปี น้องได้รับเชิญให้ไปดูงานเดินแบบที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ทำให้น้องมีแรงบันดาลใจ อยากเป็นนางแบบมืออาชีพ และอยากมีแบรนด์เสื้อผ้าเป็นของตัวเอง ชื่อแบรนด์ Rachawin (RW) แต่ฝันนั้นไม่ไกลเกินจริง น้องได้มีโอกาสรับเชิญให้ไปเดินแบบโชว์ผลงานในแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองที่เมืองนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา จากนั้นได้ไปเดินโชว์ตัวต่อที่เมืองโตริโน ประเทศอิตาลี จนกระทั่งล่าสุดในวันที่ 3-5 ตุลาคมนี้ น้องได้มีโอกาสรับเชิญให้ไปเดินแบบบนเวทีระดับโลก ในแบรนด์ของตัวเอง ที่เมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยมีครูโอปอล์ - พิไลวรรณ พิมพ์ภูลาด นางแบบแถวหน้าของเมืองไทย เป็นเทรนเนอร์ให้

น้องลิลลี่ กล่าวว่า ตอนที่หนูเดินแบบบนเวที ชาวต่างชาติไม่คิดว่าหนูอายุเพียง 15 ปี แต่หลังทราบอายุหนู ชาวต่างชาติได้ชื่นชมว่าทำไมเด็กไทยถึงเก่งขนาดนี้ และทุกครั้งที่หนูไปเดินแบบจะมีชาวต่างชาติคอยปรบมือส่งเสียงให้กำลังใจอยู่ตลอด โดยเวทีล่าสุดที่หนูจะไปเดินแบบในวันที่ 3-5 ตุลาคมนี้ เป็นเวทีระดับโลกที่มีนางแบบระดับโลกเข้าร่วมหลายคน ที่เมืองปารีส หนูรู้สึกดีใจและตื่นเต้นเป็นอย่างมาก อยากฝากให้พี่น้องคนไทยช่วยเชียร์หนูด้วยนะคะ หนูเชื่อว่าเด็กไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/100082969160443/posts/1058192130289749/?rdid=x2CnI3KoB6yum6oQ#

คาร์กิลล์ ขยายธุรกิจสัตว์ปีกไทย!! ทุ่ม 2,000 ล้านบาท เสริมกำลังผลิต ติดตั้งเทคโนโลยี AI ยกระดับคุณภาพ ตั้งเป้าส่งออกเพิ่ม 25,000 ล้านบาท สร้างงานใหม่กว่า 300 ตำแหน่งปี 2571

คาร์กิลล์ทุ่มทุน 2 พันล้านบาท ขยายธุรกิจสัตว์ปีกแปรรูปในประเทศไทย รองรับความต้องการโปรตีนทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น

• การลงทุนครอบคลุมการขยายกำลังการผลิตและศักยภาพในการจัดเก็บธัญพืช เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน รองรับความต้องการของลูกค้าทั่วโลก
• คาดสร้างมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกให้ประเทศไทยรวม 25,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมสร้างงานกว่า 300 ตำแหน่งภายในปี 2571

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – 16 กันยายน 2569 – ท่ามกลางความต้องการบริโภคโปรตีนคุณภาพสูงที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั่วโลก คาร์กิลล์ได้ตัดสินใจลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท (60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อขยายธุรกิจสัตว์ปีกในประเทศไทย ตอกย้ำบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางการผลิตผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกปรุงสุกชั้นนำระดับโลก การลงทุนครั้งนี้ครอบคลุมการเพิ่มขีดความสามารถและประสิทธิภาพการดำเนินงานทั่วทั้งเครือข่ายธุรกิจสัตว์ปีกของคาร์กิลล์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน ยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัย คุณภาพอาหาร และนวัตกรรม เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในกลุ่มธุรกิจบริการอาหารและค้าปลีกทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น "Food Hub for the World" หรือ "ศูนย์กลางอาหารของโลก"

หนึ่งในโครงการสำคัญภายใต้การลงทุนครั้งนี้คือ การนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในกระบวนการผลิตและการบริหารต้นทุน ควบคู่กับการขยายกำลังการผลิต ผ่านการติดตั้งสายการผลิตไก่ปรุงสุกระบบอัตโนมัติสายใหม่ ณ โรงงานอาหารสำเร็จรูปของคาร์กิลล์ จังหวัดสระบุรี ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2571 ตลอดระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า บริษัทจะเดินหน้ายกระดับเทคโนโลยีครั้งสำคัญ ด้วยการติดตั้งเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ทันสมัย พร้อมผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับการประมวลผลข้อมูล เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจที่รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การยกระดับเทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหารที่เข้มงวดของบริษัทเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ปัจจุบัน บริษัทส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกปรุงสุกจากประเทศไทยไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก อาทิญี่ปุ่น ยุโรป เอเชีย และอเมริกาเหนือ โดยภายหลังการขยายกำลังการผลิต คาดว่าปริมาณการผลิตและส่งออกทั้งหมดของคาร์กิลล์ จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 160,000 เมตริกตันต่อปี สร้างมูลค่าการส่งออกรวมให้แก่ประเทศไทยประมาณ 25,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมสร้างงานให้แก่ชุมชนในท้องถิ่นมากกว่า 300 ตำแหน่ง

นอกจากนี้ คาร์กิลล์ ยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างไซโลจัดเก็บธัญพืชแห่งใหม่ขนาด 30,000 เมตริกตัน ในจังหวัดนครราชสีมาซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโรงงานผลิตอาหารสัตว์ของบริษัท เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพในการจัดเก็บวัตถุดิบ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ และเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาธัญพืชตลอดทั้งปี โดยโครงการดังกล่าวได้เริ่มก่อสร้างเมื่อต้นปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569

นายวัชรพล ประสพเกียรติโภคา รองประธานและกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจสัตว์ปีก ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก คาร์กิลล์ กล่าวว่า “ความต้องการโปรตีนคุณภาพสูงยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดทั่วโลก ขณะที่ลูกค้าต่างมองหาพันธมิตรทางธุรกิจที่มีนวัตกรรมที่น่าเชื่อถือและสามารถสนับสนุนการเติบโตได้อย่างมั่นใจ การลงทุนครั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพของเราในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานสม่ำเสมอตามที่ลูกค้าต้องการด้วยการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และบุคลากร เราไม่เพียงแค่ตอบสนองความต้องการโปรตีนคุณภาพสูงของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมุ่งสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาวให้กับประเทศไทย ตลอดจนเกษตรกร ภาคธุรกิจ ซัพพลายเออร์ และชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย”

การลงทุนในธุรกิจสัตว์ปีกของคาร์กิลล์ในประเทศไทยครั้งนี้ ช่วยตอกย้ำบทบาทสำคัญของประเทศไทยในฐานะ หนึ่งในฐานการผลิตระดับโลกสำหรับการส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกคุณภาพสูงและผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกมูลค่าเพิ่มสู่ตลาดสากล พร้อมตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มธุรกิจบริการอาหาร ร้านค้าปลีก และร้านสะดวกซื้อ ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียและยุโรป

นอกเหนือจากการเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกของประเทศไทยแล้ว การขยายธุรกิจครั้งนี้คาดว่าจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในวงกว้างต่อประเทศไทย โดยจะช่วยส่งเสริมการจัดซื้อวัตถุดิบและบริการภายในประเทศ ทั้งวัตถุดิบอาหารสัตว์ ธัญพืช เครื่องปรุง และบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนส่งเสริมการสร้างงาน สร้างอาชีพ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรในภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรมอาหาร ภาคการผลิต สัตวแพทยศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อวางรากฐานสู่ความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทยในระยะยาว

‘ยศชนัน’ ปลดล็อกเงื่อนไขทุนวิทย์ครั้งใหญ่!! ลดใช้ทุนเหลือ 1 เท่า หั่นเบี้ยปรับครึ่งหนึ่ง เปิดทางย้ายสู่ภาคเอกชนได้ นับงาน Post doc เป็นทุนชดใช้ เตรียมเสนอครม.ทันปีนี้

“ยศชนัน” ปลดล็อกเงื่อนไขทุนวิทย์ครั้งประวัติศาสตร์ เคาะลดเวลาใช้ทุนเหลือ 1 เท่า-หั่นเบี้ยปรับครึ่งหนึ่ง พร้อมเปิดกว้างนับอายุงาน Post doc และภาคเอกชน

“รองนายกฯ และ รมว.อว.” เดินหน้าปรับปรุงเงื่อนไขทุนรัฐบาลด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีครั้งใหญ่ หวังแก้ปัญหาคนไทยที่เก่งไหลออกนอกระบบ เล็งชงเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อให้มีผลบังคับใช้ภายในปีนี้ทันที

เมื่อวันที่ 16 ก.ย. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายทุนพัฒนากำลังคนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อพัฒนาประเทศ ครั้งที่ 1/2569 ณ สำนักงานปลัดกระทรวง อว. โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแนวทางการชดใช้ทุนของนักเรียนทุนรัฐบาลทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งถือเป็นการปรับเงื่อนไขครั้งสำคัญเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและดึงดูดคนรุ่นใหม่

การพิจารณาปรับแนวทางดังกล่าว เกิดขึ้นจากปัญหาจำนวนผู้สมัครรับทุนประเภทต่าง ๆ ที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะทุนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งผู้รับทุนต้องใช้ระยะเวลาศึกษานานและมีภาระผูกพันในการชดใช้ทุนยาวนาน ประกอบกับเบี้ยปรับกรณีผิดสัญญามีอัตราที่สูงมาก ทำให้ทุนรัฐบาลขาดแรงดึงดูดเมื่อเทียบกับทุนการศึกษารูปแบบอื่นในปัจจุบันที่มีความยืดหยุ่นมากกว่า
ทั้งนี้ สป.อว., สอวช. และ สวทช. ได้หารือร่วมกันและประเมินว่า หากไม่มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไข อาจส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้รับทุนในอนาคต และทำให้ประเทศต้องสูญเสียบุคลากรที่มีศักยภาพสูงไปอย่างน่าเสียดาย จึงนำมาสู่การปรับเงื่อนไขใหม่ที่สำคัญ ดังนี้

ลดระยะเวลาและเบี้ยปรับการชดใช้ทุน - จากเงื่อนไขเดิมที่ต้องชดใช้ทุน 2 เท่าของระยะเวลาศึกษา และหากผิดสัญญาต้องชดใช้เงินคืนรวมเบี้ยปรับถึง 3 เท่าของเงินทุน แนวทางใหม่ได้ปรับลดระยะเวลาชดใช้ทุนเหลือเพียง 1 เท่า (เพดานสูงสุดไม่เกิน 10 ปี) และ ลดเบี้ยปรับกรณีผิดสัญญาลงครึ่งหนึ่ง ทำให้ยอดชดใช้รวมลดลงจาก 3 เท่า เหลือเพียง 2 เท่าของเงินทุน

นับอายุงาน Post doc และเอกชนเป็นการชดใช้ทุน: ผู้รับทุนที่สำเร็จการศึกษาสามารถทำงานในฐานะนักวิจัยหลังปริญญาเอก (Postdoctoral Researcher) หรือทำงานในบริษัทเอกชนทั้งในและต่างประเทศได้ ไม่เกิน 2 ปี โดยให้นับรวมเป็นระยะเวลาชดใช้ทุนได้

ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าวต้องเป็นที่ยอมรับระดับประเทศหรือนานาชาติ มีบทบาทต่อการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม หรือการวิจัยของประเทศ โดยผู้รับทุนต้องอยู่ในตำแหน่งสำคัญ เช่น นักวิจัย วิศวกร หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และต้องเสนอรายละเอียดให้คณะกรรมการพิจารณาเห็นชอบก่อน

เปิดทางย้ายสังกัดได้แม้หน่วยงานเดิมไม่ยินยอม - หากผู้รับทุนปฏิบัติงานชดใช้ทุน ณ หน่วยงานเดิมมาแล้ว ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง สามารถขอย้ายหน่วยงานได้แม้ต้นสังกัดเดิมจะไม่ยินยอม โดยย้ายไปทำงานในหน่วยงานของรัฐ หรือมูลนิธิที่ดำเนินงานด้านวิจัย วิชาการ หรือเพื่อสังคมได้

เปิดช่องย้ายสู่ภาคเอกชน - กรณีชดใช้ทุนมาแล้วไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ผู้รับทุนสามารถย้ายไปทำงานในภาคเอกชนได้ หากบริษัทปลายทางตกลงชำระเงินทุนคงเหลือทั้งหมดแทน โดยแนวทางใหม่นี้ได้กำหนดบทเฉพาะกาลให้ สามารถมีผลย้อนหลังได้

นอกจากนี้ ขณะเดียวกัน กรณีมีข้อพิพาทหรือปัญหาในการตีความและการปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว ให้คณะกรรมการนโยบายทุนพัฒนากำลังคนฯ เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด เพื่อลดข้อพิพาทและปัญหาการฟ้องร้องที่จะเกิดขึ้น

"ทุนรัฐบาลต้องไม่เป็นพันธนาการ แต่ต้องเป็นใบเบิกทางให้คนเก่งกลับมาสร้างประเทศ วันนี้คนรุ่นใหม่มีทางเลือกมากขึ้น เงื่อนไขที่ผูกมัดเกินไปทำให้เราเสียโอกาสดึงคนเก่งเข้าระบบ การปรับครั้งนี้เปิดให้นักเรียนทุนได้ทำงานที่ตรงกับความเชี่ยวชาญและมีความสุขกับงานที่ทำ ได้สั่งสมประสบการณ์ทั้งในเวทีวิจัยระดับโลกและภาคอุตสาหกรรม แล้วนำความรู้กลับมาขับเคลื่อนเทคโนโลยีขั้นสูงของประเทศ" ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว และมีรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากนี้ กระทรวง อว. จะเร่งนำเสนอแนวทางดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติ และผลักดันให้มีผลบังคับใช้ได้ทันภายในปีนี้

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1573524914817156&id=100064789863797&rdid=QpFNdisDzTEEzGOM#

จีนเปิดคลองผิงลู่ 7 หมื่นล้านหยวน!! ทางออกสู่ทะเล ย่นเส้นทางขนส่งสู่อาเซียนกว่า 560 กม. คลองผิงลู่ยาว 134 กม. สู่ทะเล ช่วยลัดเส้นทางขนส่งสินค้า เชื่อมตลาดจีน-อาเซียนใหญ่สุด

จีนเปิดสัญจร 'คลองผิงลู่' ทุนสร้าง 7 หมื่นล้านหยวน ทางออกสู่ทะเล ทางลัดสู่อาเซียน

วันพุธ (16 ก.ย.) เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีนได้เปิดใช้งานคลองผิงลู่อย่างเป็นทางการแล้ว โดยคลองแห่งนี้มีความยาว 134.2 กิโลเมตร ใช้งบประมาณก่อสร้าง 7.27 หมื่นล้านหยวน (ราว 3.6 แสนล้านบาท) ตัดผ่านเมืองหนานหนิงของกว่างซี ก่อนไหลลงสู่อ่าวเป่ยปู้ ช่วยเปิดเส้นทางลัดสู่ชายฝั่งและตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดอาเซียน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของจีน

คลองแห่งนี้ทอดยาวตามระเบียงการค้าทางบก-ทางทะเลระหว่างประเทศใหม่ ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงแถบตอนในของจีนเข้ากับอาเซียนและตลาดโลก ถือเป็นโครงการคลองเชื่อมแม่น้ำสู่ทะเลขนาดใหญ่โครงการแรกของจีนที่วางแผนและประสานงานในระดับชาติตั้งแต่ปี 1949

คลองผิงลู่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับเรือที่มีระวางขับน้ำสูงสุด 5,000 ตัน ช่วยย่นระยะทางขนส่งสินค้าทางน้ำจากพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของจีนสู่ทะเลได้มากกว่า 560 กิโลเมตร เมื่อเทียบกับเส้นทางเดิมที่ต้องผ่านท่าเรือในมณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) และคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวมลงร้อยละ 18-30 และประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งได้มากกว่า 5 พันล้านหยวน (ราว 2.47 หมื่นล้านบาท) ต่อปี

หลูซินหนิง รองประธานประจำหน่วยงานรัฐบาลกว่างซี กล่าวว่าคลองแห่งนี้สร้างทางเชื่อมใหม่ระหว่างตลาดจีนซึ่งมีประชากร 1.4 พันล้านคน กับกลุ่มผู้บริโภคในอาเซียนที่มีเกือบ 700 ล้านคน ทั้งยังมีศักยภาพกระตุ้นการลงทุนข้ามพรมแดนรูปแบบใหม่ และส่งเสริมการรวมกลุ่มห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

การก่อสร้างคลองแห่งนี้ใช้เวลาดำเนินการนานกว่า 4 ปี ส่วนใหญ่เป็นการขยายความกว้าง ขุดลอกให้ลึกขึ้น และปรับแนวทางน้ำเดิมให้ตรงขึ้น ขณะที่บางส่วนต้องมีการขุดเจาะผ่านพื้นที่แห้งและภูมิประเทศภูเขา โดยหนึ่งในความท้าทายทางวิศวกรรมที่สำคัญที่สุดคือความแตกต่างของระดับน้ำที่สูงถึง 65 เมตร เทียบเท่ากับความสูงของอาคารกว่า 20 ชั้น จึงมีการสร้างศูนย์ควบคุมการเดินเรือ 3 แห่งที่ติดตั้งระบบประตูเรือสัญจรแบบคู่ (twin-line ship locks) เพื่อช่วยปรับระดับน้ำในการนำเรือขึ้นและลงตลอดแนวคลอง

รายงานระบุว่าดินและหินที่ขุดขึ้นมาจากคลองผิงลู่ราว 315 ล้านลูกบาศก์เมตรถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์กว่าร้อยละ 98 นอกจากนี้ คลองสายนี้ยังมีทางผ่านสำหรับปลา (fish passage) ความยาวกว่า 480 เมตร และทางข้ามสำหรับสัตว์ป่าโดยเฉพาะ เพื่อให้สัตว์บก เช่น แมวดาวและกระรอก สามารถข้ามพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

เส้นทางคมนาคมสายใหม่นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งที่ผ่านมามีพัฒนาการตามหลังพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกที่มั่งคั่งกว่า อีกทั้งยังต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าในการขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือ โดยสินค้าประเภทถ่านหิน แร่ธาตุ ธัญพืช วัสดุพลังงานใหม่ และชิ้นส่วนยานยนต์จากภูมิภาคดังกล่าว จะสามารถขนส่งไปยังตลาดต่างประเทศผ่านเส้นทางตรงที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

อนึ่ง การค้าระหว่างจีนกับอาเซียนมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33.27 ล้านล้านบาท) เป็นครั้งแรกในปี 2025 ขณะที่การค้าระหว่างสองฝ่ายในช่วงเดือนมกราคม-กรกฎาคมของปี 2026 อยู่ที่ 7.44 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 24.77 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 24.7 เมื่อเทียบปีต่อปี และคิดเป็นร้อยละ 21.8 ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของจีนในช่วงเวลาดังกล่าว

ที่มา : Xinhua


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top