Wednesday, 7 October 2026
TheStatesTimes

รทสช. ออกแถลงการณ์กดดัน กกต.!! แจงเหตุผลส่งศาลแค่บางราย ปมทุจริตเลือก สว. เรียกร้องมาตรฐานเดียว พร้อมใช้ทุกบทบาทติดตาม ย้ำไม่ยอมรับทุจริตเข้าสู่อำนาจรัฐ จี้เปิดข้อมูลคดีเลือก สว. ต่อสาธารณะ

“รวมไทยสร้างชาติ” ออกแถลงการณ์จี้ กกต. เปิดผลสอบคดีทุจริตเลือก สว. เรียกร้องนำผู้ถูกกล่าวหาทุกรายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยมาตรฐานเดียวกัน

วันที่ 14 กันยายน 2569 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่า พรรครวมไทยสร้างชาติออกแถลงการณ์เรื่อง “จุดยืนต่อมติ กกต. กรณีการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)” ยืนยันไม่ยอมรับการทุจริตในการเข้าสู่อำนาจรัฐทุกรูปแบบ ทั้งการซื้อเสียง การใช้เงินหรือผลประโยชน์จูงใจ และการจัดตั้งขบวนการบิดเบือนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ถือเป็นการทุจริตรูปแบบหนึ่ง ถือเป็นการทำลายความสุจริตของกระบวนการทางการเมืองและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันทางการเมืองและภาพพจน์ของ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่พึงได้รับความเชื่อถือ

ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งกับบุคคลผู้เกี่ยวข้องที่ถูกกล่าวหาเพียงจำนวนหนึ่งนั้น พรรครวมไทยสร้างชาติเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาทุกคนเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาที่มีพยานหลักฐานเกี่ยวข้องทุกรายพึงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยมาตรฐานเดียวกัน

ดังนั้นเพื่อความถูกต้องและโปร่งใส กกต. ในฐานะที่เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่จะต้องสร้างความเชื่อถือและเชื่อมั่นให้ประชาชนในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจึงควรเปิดเผยต่อสาธารณะถึงสาระสำคัญของผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการทั้งสองชุดที่เกี่ยวข้องกับบุคคลผู้ถูกกล่าวหาทุกราย รวมทั้งเหตุผลและพยานหลักฐานที่ กกต. ไม่ส่งเรื่องเพื่อดำเนินการกับบุคคลที่เหลือโดยด่วนที่สุด

พรรครวมไทยสร้างชาติจะใช้ทุกบทบาทในการทำงานการเมือง เพื่อติดตามเหตุผลของมติ กกต. และความคืบหน้าของกระบวนการที่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกฝ่ายต้องไม่แทรกแซงการตรวจสอบทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่ากฎหมายมีผลบังคับกับทุกคนอย่างเสมอภาค

พรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกพรรคการเมืองเพื่อสร้างสรรค์และพัฒนาระบบการเมืองของประเทศ แต่ต้องตั้งอยู่บนความสุจริตและถูกต้องตามกฎหมายบนพื้นฐานที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยไม่มีการแทรกแซงหรือตอบแทนบุญคุณหรือเพื่อช่วยเหลือผู้กระทำความผิด

“การตรวจสอบการทุจริตใดๆ ต้องไม่หยุดอยู่เพียงผู้ลงมือ หากมีหลักฐานถึงผู้จัดการ ผู้สั่งการ หรือผู้สนับสนุน ย่อมต้องดำเนินการกับบุคคลเหล่านั้นอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคด้วย”

'อรรถวิชช์' ทวงความคืบหน้าตึก สตง.ถล่ม!! ขอเร่งบังคับเงินประกันและตรวจหลักฐานเหล็กด้อยคุณภาพ ทวงเงินประกัน 2.56 พันล้าน ร้องค่าเสียหายเหล็กด้อยคุณภาพ ร่วมมือเจ้าหน้าที่ผลักดันเร็วขึ้น

"อรรถวิชช์" หารือร่วมผู้บริหาร สตง. ทวงเงินประกันและค่าเสียหาย ตึกสตง.ถล่ม

ช่วงเช้า 14 ก.ย. 69 ผมในฐานะรองประธาน กมธ.การเงินการคลังฯ เข้าพบผู้บริหาร สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีตึก สตง. ถล่มเมื่อปี 68

ผมขอสรุป แนวทางร่วมกันกับ รองผู้ว่าฯและทีมผู้บริหาร สตง.ดังนี้
1. ให้เร่งตามเงินประกันภัยจากทิพยประกันภัย กล่าวคือ งบประมาณสร้างตึก 2,560 ล้านบาท มีการเบิกจ่ายแล้ว 966.8 ล้านบาท มีการติดตามบังคับจากเงินประกันแล้ว 400 กว่าล้าน ยังคงเหลืออีกราว 536 ล้านบาท โดยในส่วนนี้จะต้องได้รับจากบริษัททิพยประกันภัย ต้องเร่งดำเนินการด่วน
2. ขอให้เรียกค่าเสียหายจากการออกแบบก่อสร้าง และเหล็กที่ด้อยคุณภาพ โดยผลตรวจในส่วนการก่อสร้างให้ประสานทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ท่านอธิบดีได้รับปากกับคณะกรรมาธิการฯแล้วที่จะส่งมอบเอกสารให้ และในส่วนเหล็กด้อยคุณภาพที่สำนักมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ส่งมอบให้ไปแล้ว

ที่มา : https://www.facebook.com/atavit.s/posts/pfbid02xZRapS9sg7qvQjaq9nANSWSrAbsmUeUntnnojdxG2WnLFLAvrCgERbbtYGfCRCH6l?rdid=pTMnRuKC2RMk1Mmh#

เปิดปม “อาคารเอกศาสตร์” รามคำแหงซื้อจริง!! รามคำแหงถูกตั้งคำถาม ซื้อตึกร้างหน้า กกท. เกือบ 500 ล้าน ปรับปรุงแล้วแต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ ตั้งงบใหม่สร้างตึก AI เรียกร้องบริหารทรัพย์สินดีขึ้น

รามคำแหงซื้อตึกร้าง หน้า กกท.เกือบ 500 ล้าน ปรับปรุงแล้ว แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์

มีคนในมหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.) ให้ข้อมูลมาว่า เมื่อสิบกว่าปีก่อน ม.รามคำแหง ได้ซื้อตึกร้างหน้าการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) มูลค่าเกือบ 500 ล้าน สูง 25 ชั้นและตั้งงบปรับปรุงอีกนับ 100 ล้าน จากธนาคารทหารไทย เพื่อใช้เป็นห้องเรียนของนักศึกษาปริญญาตรีโท และตั้งแต่ชั้น 1-5 จะทำเป็นร้านค้าให้เอกชนเช่า เพื่อหารายได้ ตั้งชื่อว่า อาคารเอกศาสตร์ อยู่ติดกับตึก FBT

หลักฐานสำคัญที่สุดคือ บันทึกไว้ว่า รามคำแหงซื้ออาคารเอกศาสตร์จริง

ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ตอนนี้
1. รามคำแหง “ซื้อ” อาคารเอกศาสตร์จริง มีบันทึกไว้ชัดว่า อาคารเอกศาสตร์สูง 25 ชั้น ตั้งอยู่ถนนรามคำแหง บนโฉนดเลขที่ 236012 และ มหาวิทยาลัยรามคำแหงซื้อจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โดยใช้เงินรายได้ของมหาวิทยาลัย

2. ที่สำคัญกว่านั้น: ซื้อมาเพื่ออะไร?
บันทึกคำชี้แจงของ ม.รามฯ เอาไว้เลยว่า มหาวิทยาลัยจัดหาอาคารเอกศาสตร์มาเพื่อใช้เป็น
-อาคารสำนักงาน
-อาคารเรียน
-และใช้ประโยชน์อื่น ๆ
ส่วนพื้นที่ ชั้น 1-5 มหาวิทยาลัยมีแนวคิดที่จะให้เอกชนเข้ามาใช้พื้นที่ เพื่อจัดหารายได้กลับมาเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารการศึกษา

3. แล้วเรื่อง “ปรับปรุงอีก นับ 100 ล้าน” ? มีข้อเท็จจริงที่สำคัญ มีบันทึกไว้ว่า ม.รามคำแหงดำเนินการปรับปรุงอาคารเอกศาสตร์แล้วเสร็จ แต่ยังมิได้เข้าใช้ประโยชน์
นี่เป็นข้อมูลจากเอกสารราชการโดยตรง ไม่ใช่ข่าวหนังสือพิมพ์
ดังนั้นประเด็นที่ควรไล่ต่อคือ “ปรับปรุงไปเท่าไร ใครเป็นผู้รับเหมา และปรับปรุงเสร็จตั้งแต่เมื่อไร”

4. ที่เด็ดคือเรื่อง “ซื้อแล้วไม่ได้ใช้” ทุกวันนี้ล้อมรั้วไว้อยู่ เอกสารปี 2555 ระบุสถานะไว้ชัดมากว่า ซื้อแล้ว → ปรับปรุงแล้วเสร็จ → แต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์
และเรื่องที่ ม.รามฯ ไปถามกฤษฎีกาก็คือ จะให้เอกชนเช่าชั้น 1-5 เพื่อหารายได้ให้มหาวิทยาลัยได้หรือไม่

ผมไม่อยากรู้หรอกว่าสร้างในสมัยใครเป็นอธิการบดี พอจะไล่ช่วงเวลากันได้ แต่อยากรู้ถึงการบริหารจัดการทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่กลับทิ้งตึกเก่าให้ร้างไม่ได้ประโยชน์ กลับยังมีความพยายามสร้างตึกใหม่อีก เช่น การตั้งงบ 24 ล้าน เพื่อออกแบบก่อสร้างตึกที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)

อยากให้ทบทวนเรื่องการก่อสร้างตึกโน้นตึกนี้ แล้วกลับมานั่งคิดว่า จะบริหารทรัพยากรที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไร น่าจะดีกว่า

รัสเซีย อ้างถล่มโครงข่ายโลจิสติกส์ยูเครน!! มุ่งเป้าโครงสร้างพื้นฐานรถไฟ ตะวันตกยูเครนเป็นหลัก โดรนโจมตีท่าเรือโอเดสซา เป้าส่งเสบียงกองทัพยูเครน

กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานเมื่อวันจันทร์ว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟในพื้นที่ทางตะวันตกของยูเครน ซึ่งถูกใช้สำหรับขนส่งยุทโธปกรณ์จากยุโรป ยังคงดำเนินต่อไป

กระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่า
“การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟในภูมิภาคตะวันตกของยูเครน ซึ่งถูกใช้สำหรับลำเลียงสินค้าทางทหารจากประเทศในยุโรป ยังคงดำเนินต่อไป”
นอกจากนี้ การโจมตีด้วยโดรนของรัสเซียในท่าเรือโอเดสซา ยังได้โจมตีเรือขนส่งทางทะเลลำหนึ่ง ซึ่งบรรทุกเสบียงหรือสิ่งของสนับสนุนสำหรับกองทัพยูเครน

สรุป รัสเซียระบุว่าได้เดินหน้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ของยูเครน โดยเฉพาะทางรถไฟทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งรัสเซียอ้างว่าใช้ขนส่งยุทโธปกรณ์จากยุโรปเข้าสู่ยูเครน รวมถึงโจมตีเป้าหมายในท่าเรือโอเดสซาที่เกี่ยวข้องกับการส่งกำลังบำรุงให้กองทัพยูเครนด้วย

ที่มา : Sputnik

‘รศ. ปณิธาน’ ระลึกเหตุการณ์ 9/11 สะเทือนโลก!! คืนวันที่ 11 ก.ย. 2544 เหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งใหญ่ ตึกเวิลด์เทรดลุกไหม้จากเครื่องบินชนถึง 3 ลำ สหรัฐฯ เข้าสู่สงครามต่อต้านก่อการร้ายยาวนาน ผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คนทั่วโลก เสียใจไม่ลืม

รองศาสตราจารย์ ปณิธาน วัฒนายากร

อาจารย์ในภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คืนวันที่ 11 กันยายน 2544 ขณะอยู่ที่หอพักมหาวิทยาลัย ก่อนรับโทรศัพท์ให้เปิดโทรทัศน์ดูเหตุการณ์ก่อวินาศกรรม 9/11 ที่ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เพนตากอน และเครื่องบินลำที่สี่ตกในเพนซิลเวเนีย

ย้อนว่า เหตุการณ์ดังกล่าวแทบไม่มีใครคาดคิด แต่เคยมีรายงานเตือนล่วงหน้าบางส่วนเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการก่อการร้ายครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ รวมถึงรายงานของ FBI เรื่องการฝึกบินของสมาชิกกลุ่มก่อการร้าย

หลังเกิดเหตุ ประเมินว่าสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดี George W. Bush น่าจะประกาศสงครามใหญ่ บุกอัฟกานิสถานเพื่อทำลายรัฐบาลตาลีบัน ฐานที่มั่นอัลกออิดะฮ์ และตามล่า Osama bin Laden รวมทั้งอาจขยายสงครามต่อต้านการก่อการร้ายไปยังอิรักด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์

ไทยไม่ควรส่งทหารไปร่วมรบในตะวันออกกลาง เพราะไม่พร้อมและมีความเสี่ยง แต่ต่อมารัฐบาลไทยส่งทหารช่างไปร่วมกับสหรัฐฯ และเกิดความสูญเสียตามที่ผู้เขียนเคยกังวล

หลังเหตุการณ์ 9/11 ได้รับเชิญไปออกรายการและให้ความเห็นต่อสื่อหลายแห่ง แม้ความเห็นของตนจะแตกต่างจากนายทหาร นักวิเคราะห์ และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงหลายคนในเวลานั้น ซึ่งบางส่วนไม่เชื่อว่าสหรัฐฯ จะบุกอัฟกานิสถานหรืออิรัก

ในฐานะนักวิชาการด้านความมั่นคง ต้องติดตามและประเมินสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ไม่สามารถใช้ประสบการณ์สงครามยุคก่อนเป็นหลักทั้งหมดได้ เพราะเทคโนโลยีและวิธีทำสงครามเปลี่ยนไปมาก แม้เหตุผลของสงครามยังคล้ายเดิม

มองว่าสหรัฐฯ อาจไม่ชนะในหลายสมรภูมิ แต่ก็ไม่น่าจะแพ้แบบราบคาบ หากจะลำบากก็เพราะ “ติดหล่ม” หรืออยู่ใน “หลุมดำ” ที่ตนเองขุดขึ้นมา

ท้ายบทความ ผู้เขียนขอบคุณสื่อต่าง ๆ และผู้ดำเนินรายการที่รับฟังความเห็นของตนตั้งแต่ปี 2544 ขอบคุณคุณแม่ ภรรยา และผู้ติดตามการวิเคราะห์ พร้อมไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คน เจ้าหน้าที่ดับเพลิง ชาวต่างชาติ ผู้บาดเจ็บ และครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ 9/11 และหวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

ที่มา : https://www.facebook.com/100000122931524/posts/pfbid02HJHVPqpE5e8Fy3MGXy81pxSihf2oTV1Qbrv1kvmQy3SpRgw4neWX8YVM9rA47uCfl/?rdid=GwSikdIAITFmPplK#

‘สีหศักดิ์’ สวนกัมพูชา!! ซัดกัมพูชากลางวง UNCLOS บิดเบือนข้อเท็จจริง–สร้างภาพผู้ถูกกระทำ ย้ำไทยปกป้องอธิปไตย ขอจุดยืนชัดเจนเรื่องระเบียบระหว่างประเทศ คาดหวังเจรจาเปิดทางสันติภาพสู่อนาคต

อ้างอิงจากเฟสบุ๊ค Wassana Nanuam

เอา คืน!!….’สีหศักดิ์‘ซัดเขมร’โกหกใส่ร้าย รายวัน สร้างภาพผู้ถูกกระทำ‘กลางวง UNCLOS
ย้อนเหตุ เขมรปล่อยคลิปสนทนาทางโทรศัพท์ ผู้นำ-ยิงจรวดใส่คนไทย วางทุ่นระเบิด ทำทหารไทยขาขาด

ถาม ว่า ที่ กัมพูชา ว่าเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ นั้น อยู่ที่ไหน
แฉ เขมร มักใช้สถานการณ์ มาต่อรองทางการเมือง มาโดยตลอด
แจง ไทย ยกเลิก MoU 2001 เพราะ ไม่มีอะไรคืบหน้า 25 ปี ประชุม ได้2 ครั้งเท่านั้น
ยัน กระบวนการนี้ เฉพาะทางทะเล ในอ่าวไทย ไม่เกี่ยวกับเกาะกูด ที่เขมร ลากเส้นเอง และไม่เกี่ยวข้องกับ เขตแดนทางบก
ยัน ไทยจะปกป้องอธิปไตย
ขอให้ กัมพูชา กล้า ที่จะเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถ้อยแถลง ในเวที UNCLOS ครั้งแรก ที่สิงคโปร์ โดย นาย ปรัก สุคน รมว.ต่างประเทศ กัมพูชา ได้ กล่าวก่อน จากนั้น นายสีหศักดิ์ ขึ้นกล่าว

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ไทยเชื่อมาโดยตลอดว่า ความเห็นต่างระหว่างประเทศเพื่อนบ้านควรได้รับการแก้ไขผ่านการเจรจา นี่คือแนวทางที่เราใช้มาโดยตลอด นั่นคือ การรักษา ช่องทางการสื่อสารไว้ การฟื้นฟูความเชื่อมั่น และการแสวงหาทางออกที่ยั่งยืนผ่านการเจรจาทวิภาคี
แต่กัมพูชา กลับใช้แนวทางแตกต่างออกไป กัมพูชากล่าวอ้างอยู่เสมอว่าเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และพยายามสร้างภาพว่า ไทยเป็นฝ่ายละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ข้อกล่าวอ้างของกัมพูชานั้นเป็นการกล่าวอ้างเพื่อประโยชน์ของตนเอง มีความย้อนแย้ง

เราควรย้อนระลึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้ง
เมื่อกัมพูชานำการสนทนาทางโทรศัพท์ส่วนตัวระหว่างผู้นำของเรามาเปิดเผยต่อสาธารณะ เมื่อจรวดของกัมพูชายิงเข้ามาและทำให้พลเรือนไทยผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต และเมื่อทหารของเราต้องสูญเสียขาจากทุ่นระเบิดที่กัมพูชาวางไว้ แล้วในเวลานั้นกัมพูชาเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน
ข้าพเจ้าขอยืนยันให้ชัดเจนว่า ความมุ่งมั่นของไทยต่อกฎหมายระหว่างประเทศนั้นไม่เคยสั่นคลอน ไทยยึดมั่นอย่างแน่วแน่ต่อระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ และจะปกป้องสิทธิของเราภายใต้กรอบระเบียบดังกล่าว

สำหรับไทย กฎหมายระหว่างประเทศและการทูตเป็นรากฐานที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกันของความสัมพันธ์อันสันติระหว่างรัฐ กฎหมายเป็นกรอบที่กำหนดแนวทาง ขณะที่การทูตช่วยให้ประเทศเพื่อนบ้านสามารถนำกรอบดังกล่าวมาใช้ สร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่น และบรรลุทางออกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้และมีความยั่งยืน

เรื่องนี้ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในขณะนี้ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศได้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาแล้ว ความขัดแย้งได้ทำลายความไว้วางใจ และสร้างความสูญเสียอย่างหนักให้แก่ชุมชนของประชาชนทั้งสองฝ่าย

แต่หากเราต้องการมีโอกาสอย่างแท้จริงที่จะค้นหาทางออกที่ยั่งยืน เราจำเป็นต้องฟื้นฟูความไว้วางใจดังกล่าวขึ้นมาใหม่ ด้วยเหตุนี้ ไทยจึงเดินหน้าใช้การเจรจาและแนวทางที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงและความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นที่จำเป็นสำหรับการจัดการกับประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนและยากยิ่งขึ้น
ในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบูเมื่อต้นปีนี้ ผู้นำของทั้งสองประเทศได้ยืนยันอีกครั้งถึงความมุ่งมั่นที่จะค่อยๆ ฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัน

และเมื่อข้าพเจ้าได้พบกับรัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา ที่นิวยอร์กเมื่อเดือนพฤษภาคม ข้าพเจ้าได้เสนอแนวทางปฏิบัติแบบเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อผลักดันพันธกรณีดังกล่าวให้เกิดความคืบหน้า แนวทางเหล่านี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและทำให้เราสามารถเดินหน้าจัดการกับประเด็นข้อพิพาทที่อยู่ตรงหน้าได้ด้วยความมั่นใจ

น่าเสียดายที่แนวทางการทูตที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงในทางปฏิบัติดังกล่าวไม่เคยได้รับโอกาสอย่างแท้จริงจากกัมพูชา และจากมุมมองของไทย สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการดำเนินการของกัมพูชาที่น่ากังวล

แทนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเต็มที่และจริงใจผ่านการเจรจาทวิภาคี กัมพูชากลับกล่าวร้ายประเทศไทยซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยเรื่องเล่าที่เป็นเท็จ การบิดเบือนข้อเท็จจริง และข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลต่อไทย แทบจะทุกวัน รวมถึงบนเวทีระหว่างประเทศ และกัมพูชายังดำเนินการดังกล่าวด้วยการวางตนเป็นฝ่ายตกเป็นเหยื่อ พร้อมแสดงท่าทีว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกต้องทางศีลธรรม เพื่อมุ่งสร้างภาพว่าตนอยู่ในสถานะที่เหนือกว่าในทางศีลธรรม

เราไม่อาจมองข้ามได้ว่า ปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศกัมพูชามีส่วนกำหนดรูปแบบการดำเนินการเช่นนี้ สำหรับเราแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศของเรา รวมถึงความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองฝ่าย ไม่ควรถูกนำไปขึ้นอยู่กับการคำนวณผลประโยชน์ทางการเมืองในระยะสั้น
นี่คือ เส้นทางที่กัมพูชาเลือกเดินมาตลอด แนวทางดังกล่าวนำมาซึ่งผลกระทบอย่างรุนแรง เพราะทำให้กระแสความรู้สึกของประชาชนร้อนแรงขึ้น ทำให้ความตึงเครียดลึกซึ้งขึ้น และทำให้จุดยืนของแต่ละฝ่ายแข็งกร้าวมากขึ้น ส่งผลให้การหาจุดประนีประนอมและการปรองดองที่ทั้งสองประเทศต้องการยิ่งทำได้ยากขึ้น

เส้นทางที่ไทยพยายามเดินหน้าคือเส้นทางที่การใช้ช่องทางทางกฎหมายต้องดำเนินควบคู่ไปกับการทูตที่มองสถานการณ์อย่างชัดเจนและอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เพื่อสร้างความไว้วางใจ การทูตจะต้องไม่กลายเป็นการแข่งขันเพื่อเอาชนะกัน หรือการพยายามแสดงว่าใครเหนือกว่าใคร เพื่อแสวงหาความได้เปรียบฝ่ายเดียว

ท่านประธานและสมาชิกคณะกรรมการทุกท่าน การดำเนินงานที่อยู่เบื้องหน้าของเราจำเป็นต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับที่มาที่ไปของสถานการณ์จนมาถึงจุดนี้ ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงประสงค์จะกล่าวถึงการนำเสนอของกัมพูชาเกี่ยวกับการตัดสินใจของไทยในการยุติข้อตกลงความเข้าใจปี 2544 หรือบันทึกความเข้าใจปี 2544 โดยสังเขป

กัมพูชาพยายามเสนอว่า การที่ไทยตัดสินใจยุติบันทึกความเข้าใจดังกล่าวทำให้กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเริ่มกระบวนการพิจารณานี้ ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่เป็นความจริงโดยสิ้นเชิง
ความจริงก็คือ ตลอดระยะเวลา 25 ปี เราสามารถจัดการเจรจาอย่างเป็นทางการได้เพียง 2 รอบเท่านั้น เป็นที่ชัดเจนว่าบันทึกความเข้าใจดังกล่าวไม่ได้นำไปสู่ความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ดังนั้น ไทยจึงเลือกที่จะเริ่มต้นการเจรจาใหม่อีกครั้ง

การที่กัมพูชาเพิ่งให้สัตยาบันอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลเมื่อไม่นานมานี้ น่าจะเป็นโอกาสอันเหมาะสมที่จะกลับมาเจรจากันอีกครั้งบนพื้นฐานทางกฎหมายร่วมกันที่ชัดเจนและมีความมั่นคงยิ่งขึ้น

ไทยได้เสนอแนวทางดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยข้าพเจ้าได้เสนอด้วยตนเองต่อคู่เจรจาของข้าพเจ้าว่า เราควรเริ่มการเจรจาโดยตรงเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเล ซึ่งจะสามารถช่วยปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างกัน และเปิดทางไปสู่การแก้ไขประเด็นอื่นๆ ที่ยังคั่งค้างอยู่

และข้าพเจ้าได้เสนอด้วยว่า หากภายในระยะเวลา 6 เดือนยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ เราก็สามารถเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยร่วมกันต่อไปได้

ดังนั้น การที่กัมพูชากล่าวอ้างว่าหลังจากไทยยุติบันทึกความเข้าใจปี 2544 แล้ว กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเริ่มกระบวนการพิจารณานี้ จึงเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างชัดแจ้ง
กัมพูชาได้รับทางเลือกอย่างแท้จริง แต่กัมพูชากลับไม่เลือกทางเลือกดังกล่าว ด้วยเหตุผลที่ฝ่ายไทยยากจะเข้าใจ

ท่านประธาน หากเราต้องการบรรลุข้อตกลงยุติข้อพิพาท เราจะต้องมีความชัดเจนเกี่ยวกับขอบเขตของประเด็นที่อยู่ต่อหน้าคณะกรรมการ

ขอบเขตของกระบวนการพิจารณานี้เกี่ยวข้องเฉพาะกับการกำหนดเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาในอ่าวไทยเท่านั้น

ไทยขอยืนยันจุดยืนเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเลตามที่ระบุไว้ในประกาศพระบรมราชโองการลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2516 อีกครั้ง เราไม่ได้เรียกร้องสิ่งใดมากไปกว่าการปกป้องอธิปไตย สิทธิอธิปไตย และสิทธิอันชอบธรรมที่ไทยพึงมีตามกฎหมายระหว่างประเทศ

และข้าพเจ้าขอย้ำให้ชัดเจนว่า การไกล่เกลี่ยครั้งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือดินแดนทางบก รวมถึงเกาะกูด ไม่เคยมีการถกเถียงในประเด็นนี้มาก่อน ไทยไม่ยอมรับเส้นอ้างสิทธิในไหล่ทวีปของกัมพูชาที่จัดทำขึ้นในปี 2515 เนื่องจากเส้นดังกล่าวไม่มีพื้นฐานทางกฎหมาย

ท่านประธานและสมาชิกคณะกรรมการทุกท่าน ไทยเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยครั้งนี้ด้วยความสุจริต โดยตระหนักอย่างเต็มที่ถึงบทบัญญัติของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล และด้วยความเชื่อมั่นในความเป็นอิสระ ความเป็นกลาง และความเชี่ยวชาญโดยรวมของคณะกรรมการชุดนี้
ไทยพร้อมที่จะเข้าร่วมในกระบวนการนี้อย่างสร้างสรรค์ โดยมีเป้าหมายที่จะบรรลุทางออกที่ผ่านการเจรจาและมีความเป็นธรรม โดยได้รับความช่วยเหลือจากคณะกรรมการ การไกล่เกลี่ยสามารถช่วยให้คู่กรณีระบุจุดที่มีความเห็นร่วมกัน จำกัดขอบเขตของจุดยืนทางกฎหมายที่แตกต่างกัน และเจรจาหาทางเดินหน้าต่อไปได้

และเรามั่นใจว่า ด้วยคำแนะนำและการชี้แนะของคณะกรรมการ ทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุทางออกที่เป็นธรรม อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงและสามารถปฏิบัติได้ และมีความยั่งยืนในระยะยาว สำหรับการกำหนดเขตแดนทางทะเล

ประตูสำหรับการเจรจายังคงเปิดอยู่ ท้ายที่สุดแล้ว ภาระหน้าที่ในการหาหนทางเดินหน้าต่อไปยังคงอยู่ที่ทั้งสองประเทศของเรา ซึ่งจะต้องร่วมกันค้นหาทางออกด้วยความจริงจังและด้วยความสุจริต
ท่านประธาน สมาชิกคณะกรรมการผู้ทรงเกียรติ และเพื่อนร่วมงานชาวกัมพูชา ขณะที่เราเริ่มต้นกระบวนการพิจารณาในวันนี้ เราจะต้องตระหนักว่าแนวทางที่คดีนี้จะดำเนินต่อไป รวมถึงผลลัพธ์ของกระบวนการไกล่เกลี่ยครั้งนี้ จะมีนัยสำคัญต่ออนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา
กระบวนการนี้ไม่ใช่การดำเนินการทางการทูตแบบผลรวมเป็นศูนย์ ซึ่งฝ่ายหนึ่งจะได้ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งเสีย

ขอให้ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ว่าไทยมีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะยึดมั่นและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ขอให้ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ว่าไทยจะปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเลของเราอย่างแน่วแน่
และขอให้ไม่มีข้อสงสัยใดๆ เช่นกันว่าไทยมีความมุ่งมั่นต่อสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านของเรา

เรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์อย่างชัดเจนมาแล้วในอดีต เมื่อไทยได้ทำงานร่วมกับประเทศต่างๆ ที่มีแนวคิดสอดคล้องกันมาเป็นเวลาหลายปี เพื่อช่วยนำสันติภาพมาสู่กัมพูชา และช่วยฟื้นฟูประเทศเพื่อประชาชนชาวกัมพูชา

ไทยยืนหยัดอย่างมั่นคงบนเส้นทางแห่งสันติภาพ
การเดินหน้าต่อไปจำเป็นต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองจากทั้งสองฝ่าย ดังที่เราได้เน้นย้ำมาหลายครั้งแล้วว่า ทางเลือกอยู่ที่กัมพูชาจะเป็นผู้ตัดสินใจ และเราหวังว่ากัมพูชาจะสามารถรวบรวมเจตจำนงทางการเมืองเพื่อเข้าร่วมกับเราบนเส้นทางนี้

อีกไม่นานหลังจากกระบวนการพิจารณาเหล่านี้สิ้นสุดลง ไทยและกัมพูชาก็จะยังคงเป็นประเทศเพื่อนบ้านกันต่อไป ภารกิจของเราคือการทำให้มั่นใจว่า มรดกที่เราทิ้งไว้เบื้องหลังจะเปิดโอกาสให้คนรุ่นต่อไปสามารถได้รับประโยชน์จากสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองระหว่างสองประเทศ
ไทยพร้อมที่จะทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่ และเราหวังว่ากัมพูชากล้า ที่จะทำเช่นเดียวกัน

ที่มา : https://www.facebook.com/100001454030105/posts/28519481151016972/?rdid=MeaBCFKmbaPH7Hx1#

‘วราวุธ’ ดันเงินลงทุนโซลาร์หมุนในไทย!! รัฐหนุนติดตั้ง 1.5 ล้านครัวเรือน สมอ.คุมมาตรฐานทุกอุปกรณ์ ดันซัพพลายเชนในประเทศ สร้างงานเอสเอ็มอีและจ้างงานไทย

“วราวุธ” พาอุตสาหกรรมหนุนโครงการรัฐ โซลาร์ รูฟท็อป 1.5 ล้านครัวเรือน สั่ง สมอ. คุมมาตรฐานทั้งระบบ ชู ซัพพลายเชน ดัน การผลิตเอสเอ็มอี-จ้างงานคนไทย

วันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า โครงการติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือโซลาร์ รูฟท็อป (Solar Rooftop) 1.5 ล้านครัวเรือน รัฐอุดหนุนรายละ 5 หมื่นบาท คาดว่าจะให้ลงทะเบียนกลางเดือนตุลาคมนี้ หรือที่เรียกว่า โครงการสนับสนุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ในภาคประชาชน ถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ช่วยลดภาระค่าไฟของประชาชน ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมมองมากกว่าการติดตั้งแผงโซลาร์ โดยต้องทำให้ระบบที่ประชาชนลงทุนติดตั้งมีมาตรฐานและความปลอดภัย พร้อมใช้ความต้องการจำนวนมหาศาลจากโครงการดังกล่าวเป็นโอกาสสร้างประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมไทย

“ผมได้ให้ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เร่งดูแลมาตรฐานตั้งแต่แผง อินเวอร์เตอร์ สายไฟ แบตเตอรี่ เครื่องตัดวงจร ฟิวส์ ไปจนถึงขั้วต่อและอุปกรณ์ควบคุม เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าเงินที่ลงทุนไปจะได้ระบบที่มีคุณภาพและปลอดภัย” นายวราวุธกล่าว

สำหรับมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับระบบ Solar Rooftop ครอบคลุมตั้งแต่แผงเซลล์แสงอาทิตย์ตาม มอก.61730 เล่ม 2-2567 เครื่องตัดวงจรสำหรับไฟฟ้ากระแสตรง มอก.60947 เล่ม 2-2569 ฟิวส์สำหรับระบบพลังงานเซลล์แสงอาทิตย์ มอก.60269 เล่ม 6-2567 สายไฟฟ้าสำหรับระบบเซลล์แสงอาทิตย์ มอก.62930-2564 แบตเตอรี่ลิเทียมสำหรับระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้า มอก.63056-2567 และอินเวอร์เตอร์ มอก.2603 เล่ม 2-2556 รวมถึงขั้วต่อสายไฟ DC และตู้รวมสายไฟเซลล์แสงอาทิตย์

นายวราวุธ กล่าวว่า อีกด้านหนึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมต้องการใช้ตลาดจากโครงการ 1.5 ล้านครัวเรือน มาสร้างซัพพลาย เชน หรือห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ตั้งแต่การประกอบแผง โครงแผง กระจก สายไฟ กล่องเชื่อมต่อ โครงสร้างติดตั้ง ตู้ไฟ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เงินลงทุนหมุนเวียนในประเทศ เกิดการผลิตและการจ้างงาน รวมถึงสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย และเป้าหมายของกระทรวงอุตสาหกรรมต้องการเห็นว่าโซลาร์รูฟที่อยู่บนหลังคาบ้านคนไทยมีมาตรฐาน ปลอดภัย และสร้างงานสร้างอุตสาหกรรมให้ประเทศไทยด้วย

ปาเลสไตน์ รับมือวิกฤตศึกษา!! นักเรียน7.2แสนถูกตัดโอกาสเรียน อาคารเรียนเกือบ90%ถูกทำลาย ชี้ด่านตรวจอิสราเอลกีดกันเดินทาง อาหรับเตรียมแผนคุ้มครองฉุกเฉิน

รมต.ปาเลสไตน์เผยนักเรียนกว่า 7.2 แสนคน ถูกตัดโอกาสเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน

อัมจาด บาร์ฮัม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของปาเลสไตน์ ซึ่งเข้าร่วมการประชุมเกี่ยวกับเด็กชาวปาเลสไตน์ที่จัดโดยองค์กรการศึกษา วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ของสันนิบาตอาหรับ (ALECSO) ในกรุงตูนิสของตูนิเซีย กล่าวว่ามีนักเรียนชาวปาเลสไตน์ถูกตัดโอกาสเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานมากกว่า 7.2 แสนคน ขณะเดียวกันอาคารเรียนมากกว่าร้อยละ 90 และมหาวิทยาลัยร้อยละ 82 ในฉนวนกาซาถูกทำลาย เนื่องจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล

บาร์ฮัมเน้นย้ำวิกฤตทางการศึกษาขั้นรุนแรงที่เด็กชาวปาเลสไตน์กำลังเผชิญ โดยเฉพาะในฉนวนกาซา พร้อมประณามการมุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาอย่างเป็นระบบ และด่านตรวจทางทหารของอิสราเอลหลายพันแห่งที่ยังคงจำกัดการเดินทางของนักเรียนนักศึกษา

โมฮาเหม็ด อูลด์ อามาร์ ผู้อำนวยการใหญ่องค์กรการศึกษา วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ของสันนิบาตอาหรับ สำทับถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการประสานความร่วมมือระดับภูมิภาค และประกาศว่าองค์กรฯ จะจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมของชาติอาหรับพร้อมกลไกคุ้มครองฉุกเฉิน

ที่มา : Xinhua

‘ลามิน ยามาล’ เปิดใจลุ้นบัลลงดอร์!! หนึ่งในตัวเต็งบัลลงดอร์ปี 2026 ชี้ผลงานพาบาร์ซา–สเปนคว้าแชมป์คือคำตอบ เชื่อตัวเองและเอ็มบัปเปคือ 2 แข้งดีที่สุดในโลก ย้ำคู่แข่งหลักคือ 'เอ็มบัปเป'

ลามิน ยามาล แนวรุกดาวโรจน์ บาร์เซโลนา และทีมชาติสเปนแสดงความมั่นใจว่า ตัวเองสมควรคว้ารางวัล บัลลงดอร์ มาครองในปีนี้เนื่องจากความสำเร็จที่ทำได้

โดย ยามาล มีชื่อเป็นหนึ่งใน 30 แข้งที่มีลุ้นรางวัลบัลลงดอร์ 2026 และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวเต็งหลังเจ้าตัวมีส่วนสำคัญในการพา บาร์เซโลนา คว้าแชมป์ลา ลีกา เมื่อซีซั่นที่ผ่านมารวมถึงช่วยทีมชาติสเปนซิวแชมป์ฟุตบอลโลก

ล่าสุดดาวเตะวัย 19 ปีให้สัมภาษณ์ว่า เขาคู่ควรอย่างยิ่งที่จะคว้ารางวัลบัลลงดอร์ในปีนี้ “ผมคิดว่าปีนี้ผมสมควรได้รับรางวัลนี้ เพราะความสำเร็จที่ผมทำได้”

นอกจากการออกมาสนับสนุนโอกาสลุ้นรางวัลของตัวเองแล้ว กองหน้ารายนี้ยังชื่นชมฟอร์มการเล่นของคู่แข่งร่วมลีกอย่าง คีเลียน เอ็มบัปเป ดาวเตะ เรอัล มาดริด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะจารึกชื่อลงในทำเนียบเกียรติยศอันทรงเกียรติของวงการฟุตบอลเช่นกัน

“ผมเชื่ออย่างแท้จริงว่ามีเราสองคนที่เป็นนักเตะที่ดีที่สุดในโลก มันชัดเจนมากสำหรับผม และทุกคนที่ได้ดูการแข่งขันต่างก็รู้เรื่องนี้ดี”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10399139

16 กันยายน 2465 ปีแห่งประวัติศาสตร์ ‘ในหลวงรัชกาลที่ 6’ พระราชทานที่ดินทรงสงวนที่สัตหีบ ก่อสร้าง ‘ฐานทัพเรือ’ เพื่อดูแลผลประโยชน์ชาติทางทะเล 2465 หมุดหมายสำคัญ

วันนี้เมื่ออดีต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานที่ดินหวงห้ามที่สัตหีบให้ใช้เป็นฐานทัพเรือ ตามที่นายพลเรือเอก กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ได้ขอพระราชทาน

ย้อนไป เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2465 หรือ 102 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้พระราชทานที่ดินหวงห้ามที่สัตหีบให้ใช้เป็นฐานทัพเรือ ตามที่นายพลเรือเอก กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ ได้ขอพระราชทาน และกองทัพเรือสร้างฐานทัพเรือที่สัตหีบ ตามพระราชประสงค์ของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ

ฐานทัพเรือสัตหีบ เริ่มก่อกำเนิดขึ้นมาด้วยพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ.2457 ขณะที่เสด็จประพาสทางชลมารคเลียบฝั่งทะเลตะวันออกของอ่าวไทย โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี พระองค์ได้เสด็จฯ มาประทับในอ่าวสัตหีบ เพื่อทอดพระเนตรการซ้อมรบของกองทัพเรือด้วย
ในการเสด็จคราวนั้นพระองค์ได้ทอดพระเนตรหมู่บ้านสัตหีบ เห็นว่า เป็นชัยภูมิอันเหมาะที่จะตั้งเป็นฐานทัพเรือ จึงได้มีพระบรมราชโองการด้วยพระโอษฐ์ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2457 แก่พระยาราชเสนาผู้แทนสมุหเทศาภิบาล มณฑลจันทบุรี และพระยาประชาไศรยสรเดช ผู้ว่าราชการเมืองชลบุรี
ขณะทรงประทับอยู่ในเรือพระที่นั่งว่า มีพระราชประสงค์ที่ดินฝั่งตำบลสัตหีบ และที่ใกล้เคียงตลอดทั้งเกาะใหญ่น้อยบรรดาที่มีอยู่ริมฝั่งน้ำ อย่าให้ผู้หนึ่งผู้ใดได้รับใบเหยียบย่ำ หรือกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ดินบนฝั่ง หรือเกาะที่สงวนไว้แล้วนั้นเป็นอันขาด

ต่อมาในเดือนกันยายน พ.ศ. 2465 พล.ร.อ.พระเจ้าบรมวงเธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ขณะที่ดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารเรือ ได้มีหนังสือไปกราบถวายบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อขอพระราชทานที่ดินตำบลสัตหีบที่ทรงสงวนไว้เพื่อจัดเป็นฐานทัพเรือ โดยทรงเน้นให้เห็นคุณและโทษ ของการจัดสัตหีบเป็นฐานทัพเรือไว้

ต่อมาทางกองทัพเรือจึงได้ก่อสร้างฐานทัพเรือ จนมาเป็นฐานทัพเรือสัตหีบ จวบจนถึงปัจจุบัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top