Wednesday, 7 October 2026
TheStatesTimes

เภสัชกรไม่ได้หยุดที่การขายยา!! เภสัชกรสาวปิดร้านช่วยนักเรียนแพ้รุนแรง ส่งโรงพยาบาลทันเวลา สะท้อนบทบาท “ด่านหน้าเพื่อประชาชน” หนึ่งเคสสะท้อนคุณค่าร้านยา เภสัชกรเป็นด่านสำคัญดูแลสุขภาพประชาชน

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ขอแสดงความชื่นชม ภญ.กัญญาณัฐ วงษ์ตาผา ศิษย์เก่าคณะเภสัชศาสตร์ รุ่นที่ 27​

จากเหตุการณ์ที่กำลังเป็นกระแสในโลกโซเชียลมีเดีย ที่มีนักเรียนชายรายหนึ่งเข้ามาขอซื้อยาแก้แพ้​ ณ​ ร้านยาหยกยาฟาร์มาซี อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร แต่เภสัชกรสังเกตพบความผิดปกติ ทั้งอาการขยี้ตา ตาบวม และกลืนน้ำลายลำบาก จึงไม่ได้หยุดเพียงการจ่ายยา แต่ได้ซักประวัติ ประเมินอาการ และเฝ้าสังเกตอย่างใกล้ชิด เมื่อเห็นว่าอาการมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น เภสัชกรตัดสินใจ ปิดร้านชั่วคราวและรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า “เภสัชกรไม่ได้มีหน้าที่เพียงจ่ายยา แต่ยังเป็นด่านสำคัญในการคัดกรอง ประเมิน และเฝ้าระวังความผิดปกติด้านสุขภาพของประชาชน” โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่การตัดสินใจอย่างรวดเร็วอาจมีความสำคัญต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย

“เภสัชกร…วิชาชีพเพื่อประชาชน”

แหล่งข่าว : https://www.facebook.com/share/p/1CdejwR8iB/?mibextid=wwXIfr

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1500608145440483&set=a.620784260089547

ชิงดำสุดยอดอธิการบดีรามคำแหง 54 ปี!! “รังสรรค์” เด่นบริหาร “สุขุม” เด่นภาพลักษณ์ “ศักดิ์” เด่นประวัติศาสตร์ 3 ชื่อชิงตำแหน่งอธิการบดีรามฯ สุดยอดที่สุดในรอบ 54 ปี ใครคือสุดยอดผลงานและชื่อเสียง เกณฑ์ตัดสินชัดเจน

54 ปีรามคำแหง 10 อธิการบดี ใครสุดยอดที่สุด ชิงดำ “รังสรรค์-สุขุม-ศักดิ์”

ถ้าจะตั้งคำถามว่า “54 ปี มหาวิทยาลัยรามคำแหง ใครคืออธิการบดีที่ ‘สุดยอดที่สุด’?” ผมว่าไม่ควรตัดสินจากความชอบส่วนตัว แต่ควรใช้เกณฑ์ เช่น ผลงานที่เปลี่ยนมหาวิทยาลัย, การขยายโอกาสทางการศึกษา, จำนวนนักศึกษา, ฐานะการเงิน, อาคารสถานที่, ชื่อเสียง และความยอมรับจากประชาคมรามฯ

จากรายชื่อ 10 คน คัดเหลือ 3-4 คนที่ควรขึ้นแท่นเป็นตัวเต็ง มีผลงานเด่นชัด สร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัย

1. รศ.รังสรรค์ แสงสุข

เป็นตัวเต็งอันดับ 1 หากวัดจาก “ผลงานเชิงบริหารและการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัย” มีอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย แม้บางอย่างจะถูกมองว่า แฝงไว้ด้วยผลประโยชน์

“รังสรรค์” อยู่ยาวถึง 4 วาระ ระหว่างปี 2537–2550 ซึ่งทำให้มีเวลาพอที่จะวางยุทธศาสตร์และผลักดันงานขนาดใหญ่ต่อเนื่อง มีชื่อเสียงด้านการสอบวิชากฎหมายอาญาด้วย

จุดแข็งคือ “รามคำแหงยุคมหาชน” มีการขยายภารกิจและโครงสร้างมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน และชื่อข.องรังสรรค์ผูกกับยุครุ่งเรืองของรามคำแหงในความทรงจำของคนจำนวนมาก

แต่ข้อเสียของการอยู่ยาวก็มีเหมือนกัน คือยิ่งบริหารนาน ยิ่งต้องถูกตรวจสอบว่าอะไรคือผลงานและอะไรคือปัญหาที่สะสมไว้ แน่นอนว่า ผลงานมี ข้อเสียก็มีไม้น้อยเช่นกัน ยิ่งช่วงสุดท้ายของชีวิตยิ่งหนัก บางคนบอกว่า กรรมมาเร็ว

2. รศ.สุขุม นวลสกุล

ถ้าวัด “บารมี + ภาพลักษณ์ + ความเป็นรามคำแหง” ผมให้สุขุมขึ้นมาเบียดอันดับ 1 ได้เลย สุขุมเข้ามาบริหารในยุคกิจกรรมนักศึกษาเฟื่องฟู จึงถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากพลังนักศึกษา เอาบริษัทอัดลมมาตั้งบูธ ยังถูกนักศึกษาขับไล่ และต้องยอมด้วยการลบชื่อ-โลโก้น้ำอัดลมออกไป และยังเป็นช่วงเดียวกับน้ำท่วมใหญ่รามคำแหง

สุขุมไม่ได้โดดเด่นเพียงในฐานะผู้บริหาร แต่มีความสามารถในการสื่อสารกับนักศึกษาและสังคมสูงมาก จนกลายเป็นหนึ่งใน “บุคลิก” ที่คนทั่วไปจดจำได้เมื่อพูดถึงมหาวิทยาลัยรามคำแหง ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญการสอบวิชาการเมืองการปกครองด้วยลีลาการสอบที่มีมุกตลอด ไม่น่าเบื่อ ไม่ง่วงนอน

พูดง่าย ๆ คือ “รังสรรค์”เด่นเรื่องการบริหารมหาวิทยาลัย

“สุขุม”เด่นเรื่องการสร้างตัวตนของมหาวิทยาลัยในสังคม

3. ศ.ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์  ถ้าวัดด้วย “ความสำคัญทางประวัติศาสตร์” ต้องใส่ชื่อคนนี้ไว้แน่นอน เพราะเป็นอธิการบดีคนแรก และอยู่ในช่วงก่อตั้งมหาวิทยาลัยในปี 2514

แต่การประเมินผลงานของท่านต้องแยกออกจากความขัดแย้งทางการเมืองในยุคนั้น เพราะเป็นช่วงที่รามคำแหงกำลังสร้างตัวตน และความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับนักศึกษามีความขัดแย้งอย่างรุนแรง ฝ่ายนักศึกษามองว่า ดร.ศักดิ์ เป็นตัวแทนรัฐบาลเผด็จการเข้ามาบริหาร กิจกรรมนักศึกษาถูกปิดกั้น

แล้วถามว่า “วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์” อยู่ตรงไหน? เพราะวุฒิศักดิ์บริหารรามคำแหงยาวนานรองจากสุขุม แม้จะไม้ต่อเนื่อง แต่ยาวนานเฉพาะรักษาการก็ 4 ปีเข้าไปแล้ว

กรณี ผศ.วุฒิศักดิ์ ผมยังไม่รีบจัดอันดับ เพราะเป็นคนที่มีประเด็นให้ประเมิน สองด้านค่อนข้างชัด ทั้งด้านบวก และด้านลบ จึงไม่น่าจะอยู่บนบรรได สุดยอดอธิการบดี

ด้านหนึ่งคืออยู่ในตำแหน่งยาวนาน มีโครงการและทรัพย์สินมหาวิทยาลัยหลายเรื่องที่ควรตรวจสอบเป็นรายโครงการ ซึ่งบางเรื่องถูกร้องเรียนอยู่ใน ปปช. โดยเฉพาะการใช้เทคนิค ทำให้เขาอยู่รักษาการอธิการบดียาวนานถึง 4 ปี จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะมีการเลือกตั้งอธิการบดีตามกฎหมายการจัดตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2541

การรักษาการ การบริหารต่อเนื่อง และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งถ้าจะจัดอันดับว่า “สุดยอด” ต้องเอาตัวเลขและผลงานจริงมาชนกัน ไม่ใช่ใช้เพียงความนิยม ได้รับเลือกตั้งมาหลายสมัยเพียงด้านเดียว

ถ้าตั้งประเด็นว่า  “54 ปีรามคำแหง 10 อธิการบดี ใครสุดยอดที่สุด”

คำตัดสินจะต้องตั้งอยู่บน 5 ดัชนีชี้วัด แล้วให้คะแนนเต็ม 100 ไม่ใช่ประเมินจากความรู้สึก และดัชนีชี้วัดจะต้องผ่านความเห็นจากบุคลากรทุกฝ่ายในรามคำแหง

เกณฑ์น้ำหนักในการให้คะแนน ผลงานการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัย 30 คะแนน

การขยายโอกาสทางการศึกษา 20 คะแนน

ฐานะการเงิน/ทรัพย์สิน 15 คะแนน

อาคาร–โครงสร้างพื้นฐาน 15 คะแนน

ธรรมาภิบาล/ความยอมรับ 20 คะแนน

แล้วค่อยเอา 10 คนมาชนกันแบบตัวต่อตัว ผมว่าแบบนี้จะสนุกกว่า 

และที่สำคัญจะตอบคำถามได้ว่า

“ใครสุดยอดจริง” กับ “ใครอยู่ในตำแหน่งนานที่สุด” เป็นคนเดียวกันหรือไม่? บางคนอาจจะโต้แย้งว่าแล้ว “อภิรมย์ ณ นคร”ละ “ชูศักดิ์ ศิรินิล”ละ ก็ต้องว่ากันตามดัชนีชี้วัด

ในชั้นนี้คงฟันธงไม่ได้ว่า ใครคืออธิการบดีที่สุดยอดของรามคำแหง เพราะยังให้คะแนนดัชนีชี้วัดไม่ได้ แต่ 3 คน คือธงคำตอบ

“มหาวิทยาลัยไม่มีคำตอบ”!! คำถามปมใหญ่ยังไร้คำตอบ รามคำแหงถูกจี้ตอบปมทรัพย์สิน–งบประมาณ–การบริหาร หลังหลายคำถามยังไร้คำชี้แจงสาธารณะ สังคมต้องการความโปร่งใสตรวจสอบ

มหาวิทยาลัยไม่มีคำตอบ

ผมตั้งคำถามหลายข้อ หลายประเด็น ไปยังผู้บริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหงยุคปัจจุบัน แต่จนถึงวันนี้ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหงยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อสาธารณะ จดๆจ้องกับการจะแถลงข่าว แต่แล้วก็ไม่มี

การตั้งคำถามต่อการบริหารมหาวิทยาลัย ไม่ใช่การจับผิด และไม่ใช่การกล่าวหาใครล่วงหน้า หากแต่เป็นสิทธิของคนในสังคม โดยเฉพาะเมื่อคำถามเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับ ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย เงินงบประมาณ และผลประโยชน์ของส่วนรวม ถ้ายังปิดงำอยู่ก็เป็นสิทธิของสังคมที่จะตั้งคำถามดังๆ

ที่ผ่านมา มีคำถามเกิดขึ้นมากมาย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ หลายคำถามยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน มีแต่พูดกันวงในว่า “มั่ว” บ้าง ไม่จริงบ้าง แต่ในทางสาธารณะไม่มีการอธิบาย

ทำไมต้องทุบ AD1?
คำถามแรกคือ หอประชุม AD1 อันเป็นสัญญลักษณ์ความเป็นรามคำแหง ศูนย์กลางการทำกิจกรรมนักศึกษา ถึงถูกทุบทิ้งเพื่ออะไร และจะสร้างเป็นอะไรต่อ แล้วทำไมไม่สร้างปล่อยให้รกร้าง หญ้าขึ้นท่วมหัว

เดิมมีแนวคิดจะพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ แต่เหตุใดจึงเดินหน้าไม่ถึงฝัน และสุดท้ายต้องทุบอาคารทิ้ง? โดยไม่มีอะไรคืบหน้า

คำถามสำคัญกว่านั้นคือ เมื่อทุบอาคารแล้ว เหล็ก ไม้ และวัสดุต่าง ๆ ที่ได้จากการรื้อถอนถูกนำไปไว้ที่ไหน มีการทำทะเบียนไว้หรือไม่ มีการประเมินราคา มีการจำหน่ายหรือไม่ และหากขายแล้ว มหาวิทยาลัยได้รับเงินกลับมาเท่าไหร่ เงินอยู่ไหน

เรื่องเหล่านี้ควรมีเอกสารและตัวเลขตรวจสอบได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเพียงคำถามค้างคาใจทั้งคนในและคนนอกที่รับรู้

ดินสไลด์เสียหายสนามเทนนิส กกท. ใครจ่าย?
อีกประเด็นคือกรณี ดินจากพื้นที่มหาวิทยาลัยที่นำไปวางกองชิดกำแพงแล้วเคลื่อนตัวลอดกำแพงเข้าไปสร้างความเสียหายต่อสนามเทนนิสของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)

คำถามคือ ความเสียหายเกิดขึ้นเท่าไหร่ มหาวิทยาลัยต้องชดใช้หรือไม่ และหากมีการจ่ายเงินแล้ว จ่ายไปจำนวนเท่าไหร่ ใช้งบประมาณจากก้อนไหน ใครเป็นผู้อนุมัติ ใครรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะถือเป็นความประมาทเลินเล่อ

เรื่องนี้ไม่ควรจบลงเพียงคำว่า “แก้ไขแล้ว” แต่ควรเปิดเผยข้อเท็จจริงให้ตรวจสอบได้

ตึกเอกศาสตร์ ซื้อมาเพื่ออะไร?
อีกคำถามใหญ่คือ อาคารเอกศาสตร์และที่ดินด้านหน้า กกท.

มหาวิทยาลัยจัดซื้อทรัพย์สินดังกล่าวด้วยวัตถุประสงค์อะไร มีแผนใช้ประโยชน์อย่างไร และเหตุใดปัจจุบันจึงถูกตั้งคำถามว่า ซื้อมาแล้วปล่อยทิ้งร้าง

หากใช้งบประมาณมหาวิทยาลัยซื้อมา ย่อมมีคำถามตามมาว่า วันนี้ทรัพย์สินดังกล่าวสร้างประโยชน์ให้มหาวิทยาลัยและนักศึกษามากน้อยเพียงใด ทราบว่า ซื้อมา 500 ล้าน มีงบปรับปรุงอีกนับ 100 ล้าน และน่าจะเป็นที่ดินตาบอดด้วย ใครเซ็นตรวจรับการซื้อ

Toyota Harrier ซ่อมแพง ขายถูก?
อีกเรื่องที่ต้องการคำตอบคือ รถยนต์ Toyota Harrier ของมหาวิทยาลัย ทราบว่าซื้อมา 3 คัน คำถามคือซื้อมาแล้วใครเป็นคนใช้ ทำไมขายออก

มีคำถามเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงที่มีค่าใช้จ่ายสูง ก่อนที่จะมีการจำหน่ายออกไปในราคาที่ถูกกว่าที่สังคมตั้งข้อสงสัย

คำถามจึงมีตั้งแต่ ซ่อมไปเท่าไหร่ ขายราคาเท่าไหร่ ขายให้ใคร และปัจจุบันใครเป็นผู้ครอบครอง
หากทุกอย่างดำเนินการตามระเบียบ ก็ยิ่งควรเปิดเอกสารให้ตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส
และยังมีอีกหลายคำถาม

นี่เป็นเพียงบางส่วนของคำถามที่เกิดขึ้น

ยังมีประเด็นเกี่ยวกับ การให้ออกหรือไล่ออกข้าราชการและอาจารย์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงมากกว่า 20 คน ซึ่งก็ควรมีคำตอบเช่นกันว่า แต่ละกรณีเกิดจากอะไร ใครเป็นผู้มีอำนาจสั่งการ ผลการสอบสวนเป็นอย่างไร มีการอุทธรณ์หรือไม่ และเรื่องจบลงอย่างไร

มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นสถาบันของสังคม ไม่ใช่ทรัพย์สินของผู้บริหารคนใดคนหนึ่ง

ดังนั้น เมื่อมีคำถามเกี่ยวกับ เงิน ทรัพย์สิน การบริหารงาน และการใช้อำนาจ สิ่งที่ประชาชนควรได้รับไม่ใช่ความเงียบ แต่คือ ข้อเท็จจริงและเอกสารที่ตรวจสอบได้

การตั้งคำถามจึงไม่ใช่เรื่องผิด สิ่งที่ควรถามกลับคือ…

ทำไมคำถามเหล่านี้จึงยังไม่มีคำตอบ?

และหากมหาวิทยาลัยมีคำตอบทั้งหมดอยู่แล้ว
ก็เปิดเผยออกมาให้สังคมได้ตรวจสอบเสียที

เพราะบางครั้ง สิ่งที่ทำให้เรื่องหนึ่งกลายเป็นข้อสงสัยใหญ่โต ไม่ใช่คำถาม แต่คือไม่มีคำตอบจากมหาวิทยาลัย

เทนนิสหญิงไทยพุ่งแรง!! 'รวงข้าว' ขึ้นที่ 61 โลกสูงสุด 'ไหม' พุ่งขึ้น 88 อันดับ ทำสถิติใหม่ในยูเอส โอเพ่น โอกาสสดใสในอาชีพนักเทนนิสหญิง

สมาคมนักเทนนิสอาชีพหญิง หรือ WTA ประกาศการจัดอันดับโลกล่าสุดอย่างเป็นทางการ ปรากฏว่าสองนักหวดสาวไทยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนอันดับโลกพุ่งสูงที่สุดบนเส้นทางอาชีพ หลังควงคู่กันทำผลงานผ่านเข้าถึงรอบสองในศึกแกรนด์สแลมสุดท้ายของปีอย่าง ยูเอส โอเพ่น

"รวงข้าว" ลัลนา ธาราฤดี นักหวดวัย 22 ปี ขยับขึ้นมาถึง 15 อันดับ จากอันดับ 76 พุ่งขึ้นมารั้งมือ 61 ของโลก ทำให้เธอกลายเป็นนักเทนนิสหญิงไทยที่ทำอันดับโลกสูงที่สุดตลอดกาลเป็นคนที่สอง ต่อจากตำนานอย่าง "แทมมี่" แทมมารีน ธนสุกาญจน์ ที่เคยขึ้นไปสูงถึงอันดับ 19 ของโลก โดยแซงหน้าสถิติของ "ลัก" ลักษิกา คำขำ ที่เคยทำไว้สูงสุดอันดับ 66 ของโลกเมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2018

ทางด้าน "ไหม" มนัญชญา สว่างแก้ว วัย 24 ปี ก็ทำผลงานได้ดีไม่แพ้กัน ขยับขึ้นมาอีก 6 อันดับ จากอันดับ 95 ขึ้นมาอยู่ที่อันดับ 88 ของโลก สร้างอันดับที่ดีที่สุดในชีวิตการเล่นอาชีพได้เช่นกัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1490746329752749&id=100064521886528&rdid=fw4SCbvNt0amcNEf#

‘สรวุฒิ’ เลขารมว.เกษตร เตือนสารเร่งเนื้อแดงอันตราย!! กรมปศุสัตว์-ตำรวจ จับมือเดินหน้าปราบ ตรวจพบสารต้องห้ามจากเนื้อสัตว์ในตลาด สืบย้อนต้นทางจนพบโรงฆ่าสัตว์ในสระบุรี เปิดปฏิบัติการใหญ่วันที่ 11 มิถุนายนนี้

นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  กรมปศุสัตว์ร่วมกับตำรวจ บก.ปคบ. เดินหน้าปราบปรามการลักลอบใช้ “สารเร่งเนื้อแดง” ในโคเนื้อ หลังตรวจพบสารต้องห้ามจากเนื้อสัตว์ในตลาด จากนั้นได้ร่วมกันลงพื้นที่ตรวจสอบตลาดและสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์หลายแห่ง โดยเก็บตัวอย่างเนื้อสัตว์เพื่อตรวจหาสารตกค้างต้องห้าม กระทั่งพบสารที่เข้าข่าย “สารเร่งเนื้อแดง” จึงนำไปสู่การสืบสวนเช็กย้อนกลับ เพื่อค้นหาต้นทางว่าเนื้อสัตว์มาจากฟาร์มใดและผ่านโรงฆ่าสัตว์แห่งใด ก่อนขยายผลนำไปสู่โรงฆ่าสัตว์ในจังหวัดสระบุรี ซึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจพบสารเร่งเนื้อแดงเพิ่มเติม จากนั้นรวบรวมข้อมูลเชื่อมโยงไปยังฟาร์มในจังหวัดสระบุรี สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี ก่อนเปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายรวม 6 จุด

ตลอดการดำเนินการทั้งหมด 9 ครั้ง รวม 16 จุด เจ้าหน้าที่พบสารเร่งเนื้อแดงทั้งในอาหารสัตว์ เครื่องผลิตอาหาร และโคที่อยู่ภายในฟาร์ม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้อาหารสัตว์ที่มีส่วนผสมของสารต้องห้าม จึงดำเนินการอายัดของกลางและขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้อง นอกจากของกลางด้านปศุสัตว์แล้ว เจ้าหน้าที่ยังพบข้อมูลเส้นทางการเงินที่น่าสนใจ โดยหลังการเข้าตรวจสอบเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พบว่าผู้ต้องหารายหนึ่งมีพฤติการณ์โอนและแยกย้ายทรัพย์สินออกจากบัญชีในวันถัดมา รวมกว่า 8 ล้านบาท ทำให้เจ้าหน้าที่เร่งรวบรวมหลักฐานด้านการเงินควบคู่กับผลตรวจทางวิทยาศาสตร์และคำให้การของผู้เกี่ยวข้อง ก่อนพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปคบ. ได้ขอศาลออกหมายจับ นายเอก (นามสมมติ)  จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบเงินเข้า–ออกบัญชีรวม 80,289,292 บาท

จากการตรวจสอบข้อมูลว่าผู้ต้องหาเคยทำงานเป็นเซลส์ในวงการอาหารสัตว์มาตั้งแต่ปี 2539 แต่ปัจจุบันไม่มีใบอนุญาตขายอาหารสัตว์ เบื้องต้นแจ้งข้อหา “ผลิตอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต , ผลิตอาหารสัตว์ควบคุมเฉพาะที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียน ,ขายอาหารสัตว์ที่ต้องขึ้นทะเบียนแต่มิได้ขึ้นทะเบียนไว้ , ใช้วัตถุที่ห้ามใช้ผสมในอาหารสัตว์ และ ขายยาแผนปัจจุบันซึ่งเป็นประเภทยาอันตราย (ยาซัลบูตามอลซึ่งเป็นยาจำพวกแอดรีเนอร์จิค) โดยไม่ได้รับอนุญาต” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปคบ. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ผลปฏิบัติการปราบปราม “สารเร่งเนื้อแดง” ในครั้งนี้เกิดจากการบูรณาการทำงานระหว่างตำรวจสอบสวนกลางกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมปศุสัตว์ หลังเจ้าหน้าที่ได้รับนโยบายให้มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อประชาชน โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของอาหารและผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ ซึ่งผลการปฏิบัติการสามารถยึดโคได้ 667 ตัว อายัดเงินกว่า 30 ล้านบาท และพบเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกว่า 80 ล้านบาท

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์   กล่าวว่า  สารเร่งเนื้อแดงกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ เช่น ยาซัลบูตามอล เป็นยาอันตรายและเป็นวัตถุที่ห้ามใช้ผสมในอาหารสัตว์อย่างเด็ดขาด เพราะอาจตกค้างในเนื้อสัตว์และกระทบผู้บริโภคโดยตรง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หญิงตั้งครรภ์ และเด็ก ผู้ที่บริโภคเนื้อสัตว์ซึ่งมีสารตกค้างอาจมีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ มือสั่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือเวียนศีรษะ และหากมีอาการรุนแรงอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ที่มา : https://www.dailynews.co.th/news/6191212/?fbclid=IwY2xjawUWyTRwZG9mAWV4dG4DYWVtAjExAHNydGMGYXBwX2lkEDIyMjAzOTE3ODgyMDA4OTIAAR6v0DUi1Lci3pUcAqQ1HlzVfQW1LrDnXSg12JFILX9VfVxCPdMbsMAdQiKE5w_aem_T0WoqJckVyEzLv3W9iLzYw

BCPG เดินหน้าคาร์บอนนิวทรัล!! บรรลุเป้าหมายต่อเนื่อง 4 ปี รับประกาศนียบัตรจากองค์กรบริหารก๊าซ ตั้งเป้าสู่ Net Zero ภายในปี 2593 แสดงความมุ่งมั่นสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

BCPG บรรลุเป้าหมายคาร์บอนนิวทรัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 4
เดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero

คุณชลิดา ณรงค์ศิริกุล ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เข้ารับมอบประกาศนียบัตร “เครื่องหมายคาร์บอนนิวทรัล ประเภทองค์กร” จาก นายวิจารย์ สิมาฉายา ประธานกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ณ ห้อง Conference Hall สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ถนนแจ้งวัฒนะ

ในปี 2568 บีซีพีจีได้รับการรับรองการปล่อยและการชดเชยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวม 2,487 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า นับเป็นการบรรลุเป้าหมายคาร์บอนนิวทรัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 สะท้อนความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมขับเคลื่อนธุรกิจบนเส้นทางสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ทั้งนี้ บีซีพีจี ยังคงเดินหน้าสู่เป้าหมาย คาร์บอนนิวทรัลในทุกประเทศที่มีการควบคุมการดำเนินงานภายในปี 2573 และมุ่งสู่ เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 อย่างต่อเนื่อง

‘ประเสริฐ’ จับมือ เยอรมนี ลงนามปฏิญญาร่วม!! ยกระดับอาชีวศึกษาทวิภาคี สร้างคนทักษะสูงป้อนอุตสาหกรรมอนาคต เพิ่มทักษะเชิงวิชาชีพ สู่มาตรฐานสากล เปิดโอกาสฝึกงานและมีงานทำจริง

ร่วมมือ ‘ศึกษา’ ไทย-เยอรมัน ลงนามปฏิญญาร่วม
ยกระดับอาชีวศึกษา สู่เส้นทางแห่งโอกาส-ผู้มีศักยภาพ

15 กันยายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางปฏิบัติภารกิจ ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อผสานความร่วมมือด้านอาชีวศึกษา โดยนายประเสริฐได้ลงนามปฏิญญาร่วมแสดงเจตจำนง (Joint Declaration of Intent: JDoI) ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแห่งประเทศไทย ร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการ กิจการครอบครัว ผู้สูงอายุ สตรี และเยาวชนแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มีเป้าหมายยกระดับร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการฝึกอบรมวิชาชีพ เชื่อมโยง ‘การศึกษา–ทักษะ–ภาคอุตสาหกรรม–การมีงานทำ’ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

นายประเสริฐกล่าวถึงความร่วมมือสำคัญนี้ครอบคลุม 5 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย
1. ยกระดับอาชีวศึกษาทวิภาคี โดยนำแนวปฏิบัติที่ดีของเยอรมนีมาประยุกต์ใช้ และเพิ่มบทบาทของสถานประกอบการในการร่วมออกแบบหลักสูตรและพัฒนาทักษะผู้เรียน
2. พัฒนาหลักสูตรให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะสาขา Mechatronics, Automation, Electronics, Semiconductor, AI, Digital Transformation และ Green TVET
3. ยกระดับมาตรฐานและการรับรองสมรรถนะ เพื่อให้ทักษะและคุณวุฒิของผู้เรียนเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากลและได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้น
4. พัฒนาครูอาชีวศึกษาและครูฝึกในสถานประกอบการ ผ่านการฝึกอบรม การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ และการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าสู่การเรียนการสอน
5. เชื่อมการศึกษาสู่การมีงานทำ เพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกงานและฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการไทย–เยอรมัน พร้อมพัฒนาทั้งทักษะวิชาชีพ ภาษา และประสบการณ์ทำงานจริง
นายประเสริฐย้ำว่า “ความสำเร็จของปฏิญญาร่วม (JDoI) ไม่ควรวัดเพียงจำนวนกิจกรรมหรือการแลกเปลี่ยน แต่ต้องวัดจาก ‘ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน’ คือเรียนแล้วมีทักษะ โดยทักษะได้รับการรับรอง ได้ฝึกงานจริง สู่การมีงานทำ และนำไปสู่มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

“เราจะทำให้อาชีวศึกษาเป็นเส้นทางแห่งโอกาส และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างกำลังคนสมรรถนะสูง (High-Skilled Workforce) รองรับการลงทุนและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างยั่งยืนครับ” นายประเสริฐทิ้งท้าย

อมตะดึงทุนจีน “Homa” ลงทุน 3.1 พันล้าน!! ตั้งฐานผลิตตู้เย็นชลบุรี ป้อนตลาดยุโรป ตั้งเป้าใช้ชิ้นส่วนไทย 50–60% ดัน SME เข้าซัพพลายเชนโลก กำลังผลิต 1.5 ล้านเครื่องต่อปี ดันส่งออก 12,000 ล้าน สร้างงานสูงสุด 3,000 ตำแหน่ง

อมตะดึงทุนจีน Homa ทุ่มลงทุน 3.1 พันล้าน

ปักฐานการผลิตตู้เย็นในชลบุรีป้อนตลาดยุโรป

อมตะเดินหน้าดึงการลงทุนจากจีนต่อเนื่อง รับกระแสกระจายฐานการผลิตโลก “Homa” ผู้ผลิตตู้เย็นและตู้แช่รายใหญ่ของโลก ลงทุนกว่า 3,100 ล้านบาท ตั้งฐานการผลิตในชลบุรี กำลังผลิต 1.5 ล้านเครื่องต่อปี ตั้งเป้าสร้างมูลค่าส่งออก 12,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 50–60% และสร้างการจ้างงานสูงสุด 3,000 ตำแหน่ง สะท้อนศักยภาพไทยในฐานะฐานการผลิตและส่งออกของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าสู่ตลาดโลก

นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA เปิดเผยว่า ปัจจุบันนักลงทุนจีนยังคงให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมองประเทศไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค จากความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทำเลที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ ระบบสาธารณูปโภค ตลอดจนเครือข่ายซัพพลายเชนและบุคลากรที่สามารถรองรับการผลิตในระดับอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกัน แนวโน้มการกระจายฐานการผลิตและการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของโลก ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการลงทุนจากจีน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่สามารถใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและเชื่อมโยงไปยังตลาดต่างประเทศได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มบทบาทของประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก

“นักลงทุนจีนในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียงพื้นที่สำหรับตั้งโรงงาน แต่ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมที่สามารถเชื่อมโยงได้ครบทั้งซัพพลายเออร์ แรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน ระบบโลจิสติกส์ และตลาดส่งออก จากประสบการณ์กว่า 20 ปีในการสนับสนุนการลงทุนจากจีน อมตะได้เห็นพัฒนาการจากการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ซึ่งช่วยสร้างงาน เสริมขีดความสามารถภาคอุตสาหกรรม และสนับสนุนการเติบโตระยะยาวของประเทศไทย  ซึ่งแนวโน้มการลงทุนในระยะต่อไปจะมีความหลากหลายมากขึ้น และมีทิศทางชัดเจนในการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกสู่ตลาดโลก จากเดิมที่เน้นการผลิตเพื่อรองรับตลาดในประเทศ” นายวิกรมกล่าว

ทั้งนี้ การเข้ามาลงทุนของ Homa ผู้ผลิตตู้เย็นและตู้แช่รายใหญ่ของโลก จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในพื้นที่ของอมตะ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตของผู้ผลิตระดับโลก และยกระดับมาตรฐานการผลิต ตลอดจนเพิ่มสัดส่วนกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มในประเทศ

สำหรับ Homa เป็นผู้ผลิตตู้เย็นและตู้แช่รายใหญ่ของโลก และให้บริการผลิตแบบ OEM แก่

แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำ โดยฐานการผลิตในประเทศไทยจะมุ่งเน้นการผลิตตู้เย็นประสิทธิภาพสูง ตู้เย็นอัจฉริยะ และตู้แช่มาตรฐานสูงที่สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านพลังงานของสหภาพยุโรป รองรับแนวโน้มความต้องการเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะและประหยัดพลังงานที่เพิ่มขึ้นในตลาดโลก

ด้านนายไมเคิล เหยา ประธาน บริษัท โฮม่า แอพไพลแอนซ์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า การตัดสินใจเข้ามาลงทุนและจัดตั้งฐานการผลิตในนิคมอุตสาหกรรมอมตะ ชลบุรี ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาธุรกิจระดับโลกของโฮม่า ด้วยศักยภาพของประเทศไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับรองรับลูกค้าทั่วอาเซียนและเชื่อมโยงกับตลาดโลก โดยเฉพาะทำเลที่ตั้งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ภาคตะวันออก ซึ่งมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบสาธารณูปโภค การคมนาคมขนส่ง และท่าเรือ รวมถึงมีเครือข่ายซัพพลายเชนและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง

การลงทุนครั้งนี้มีมูลค่ากว่า 3,100 ล้านบาท มีกำลังการผลิตประมาณ 1.5 ล้านเครื่องต่อปี และคาดว่าจะสร้างมูลค่าการส่งออกได้ถึง 12,000 ล้านบาทต่อปี โดยในระยะแรกจะสร้างการจ้างงานประมาณ 1,400 ตำแหน่ง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ตำแหน่งภายใน 1–2 ปี พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศเป็น 50–60% ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้ามามีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิต และยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยให้เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานระดับโลกมากขึ้น

สำหรับอมตะ มุ่งมั่นพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศที่รองรับการลงทุนอย่างครบวงจร ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค การเชื่อมโยงซัพพลายเออร์ การพัฒนาบุคลากรไทย ไปจนถึงการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านปรัชญา “All WIN” ที่มุ่งสร้างคุณค่าร่วมให้แก่นักลงทุน ธุรกิจท้องถิ่น พนักงาน ชุมชน และเศรษฐกิจอุตสาหกรรมโดยรวมของประเทศไทย เพื่อสนับสนุนการลงทุนที่มีคุณภาพ และยกระดับประเทศไทยให้เป็นฐานการผลิตและจุดเชื่อมต่อสำคัญของห่วงโซ่อุปทานโลก

กองทัพเรือ ย้ำ “ปิดด่าน 100%” !! ลาดตระเวนชายแดนจันทบุรี ตรวจยึดบุหรี่ 4,000 ซอง มูลค่า 360,000 บาท ปิดด่าน 100% เพิ่มความเข้มข้นลาดตระเวน สกัดลักลอบสินค้าไม่เสียภาษีแนวชายแดน

กองทัพเรือย้ำมาตรการ “ปิดด่าน 100%” ลาดตระเวนชายแดนจันทบุรี ตรวจยึดบุหรี่หนีภาษี 4,000 ซอง

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 เวลา 10.00 น. กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี ร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ตรวจยึดบุหรี่ซิกาแรตที่มิได้เสียภาษี จำนวน 7 ถุงดำ รวม 4,000 ซอง หรือ 80,000 มวน

เจ้าหน้าที่ตรวจพบของกลางดังกล่าวระหว่างปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนตามแนวรั้วกำแพง บริเวณพื้นที่ปฏิบัติการฐานที่ 4 หมู่ที่ 4 ตำบลเทพนิมิต อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยคาดว่าเป็นความพยายามลักลอบนำสินค้าเข้ามายังพื้นที่ตลาดบ้านแหลม แต่ไม่พบตัวผู้กระทำความผิด เจ้าหน้าที่จึงร่วมกันตรวจยึดของกลาง ประกอบด้วย
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ 235 จำนวน 1,000 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ TEXAS 5 ชนิดซองอ่อน จำนวน 620 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ D&J จำนวน 500 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ GOLD SEAL จำนวน 500 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ LUXURY จำนวน 500 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ ORIS จำนวน 500 ซอง
บุหรี่ซิกาแรตยี่ห้อ TEXAS 5 ชนิดซองแข็ง จำนวน 380 ซอง

บุหรี่ทั้งหมดบรรจุซองละ 20 มวน รวมจำนวน 4,000 ซอง หรือ 80,000 มวน หากประเมินตามราคาจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 360,000 บาท เบื้องต้นเข้าข่ายความผิดฐาน “มีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี และมีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี” เจ้าหน้าที่ได้นำของกลางทั้งหมดส่งมอบให้สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่จันทบุรี เพื่อดำเนินการตามกฎหมายและสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องต่อไป

การตรวจยึดครั้งนี้เป็นผลจากการปฏิบัติตามมาตรการ “ปิดด่าน 100%” ควบคู่กับการเพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนและเฝ้าระวังช่องทางธรรมชาติ ตลอดจนพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันมิให้มีการฉวยโอกาสลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย

กองทัพเรือ โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด จะยังคงบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจตราพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่องและเข้มงวด เพื่อสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมือง การลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย และอาชญากรรมข้ามชาติ อันเป็นการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ไบโอเทค ยกระดับตรวจโรค!! นครหลวงเวียงจันทน์จัดอบรม เทคโนโลยีตรวจโรคใบด่างมันสำปะหลัง ถ่ายทอดนวัตกรรมต้นพันธุ์สะอาด เสริมเกษตรกรรับมือระบาดโรคได้ทันที

ไบโอเทค สวทช. - NAFRI ลาว ยกระดับการจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลัง
ถ่ายทอดนวัตกรรมชุดตรวจและระบบผลิตต้นพันธุ์สะอาดในลุ่มน้ำโขง

ณ นครหลวงเวียงจันทน์ และแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว - ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สวทช. ร่วมกับ สถาบันวิจัยการเกษตรและป่าไม้แห่งชาติ (NAFRI) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จัดกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “เทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลังและระบบการผลิตต้นพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด” (Training Workshop on Cassava Mosaic Disease Diagnosis and Clean Cassava Seed Production System) ระหว่างวันที่ 1, 2 และ 4 กันยายน 2569 ภายใต้ “โครงการการส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังที่ยั่งยืนในประเทศแถบลุ่มน้ำโขงผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลังและการผลิตท่อนพันธุ์ปลอดโรค” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทุนความร่วมมือพิเศษล้านช้าง-แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation Special Fund) โดยมีนายวีรพล นวลแสงสี รองอธิบดี NAFRI และ ดร.แสงสูรย์ เจริญวิไลศิริ หัวหน้าโครงการฯ ร่วมเป็นประธานเปิดการอบรม โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 50 คน จากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคการผลิตของ สปป.ลาว ได้แก่ National Agriculture and Forestry Research Institute (NAFRI), National University of Laos (NUOL), Biotechnology and Ecology Institute (BEI) และ Plant Protection Center (PPC)

มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยไทย กัมพูชา สปป.ลาว และเวียดนาม มีสัดส่วนการส่งออกรวมกันสูงกว่า 90% ของตลาดโลก อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่พบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง (Cassava Mosaic Disease: CMD) ในภูมิภาคเมื่อปี 2559 โรคดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อผลผลิต แหล่งท่อนพันธุ์สะอาด และห่วงโซ่อุตสาหกรรมมันสำปะหลังเป็นอย่างมาก เนื่องจากเชื้อสามารถแพร่กระจายผ่านท่อนพันธุ์ที่ติดเชื้อและแมลงหวี่ขาว การลดความเสี่ยงจึงต้องอาศัยการดำเนินงานหลายด้านควบคู่กัน ตั้งแต่การเลือกใช้ท่อนพันธุ์สะอาด การเฝ้าระวังและตรวจวินิจฉัยโรค ไปจนถึงการจัดการแปลงอย่างต่อเนื่อง

นายวีรพล นวลแสงสี รองอธิบดี NAFRI กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้บุคลากรภาครัฐ นักวิจัย และเกษตรกรของ สปป.ลาว ได้เรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริงอย่างครบวงจร ทั้งระบบการผลิตท่อนพันธุ์สะอาด การใช้นวัตกรรมตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลัง และการเฝ้าระวังโรคในแปลงปลูก ซึ่งองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ได้รับการถ่ายทอดจากทีมวิจัยไทย ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนความร่วมมือพิเศษล้านช้าง-แม่โขง จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ สปป.ลาว สามารถรับมือกับโรคใบด่างได้อย่างตรงจุด ช่วยปกป้องผลผลิตของเกษตรกร และสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังในภูมิภาคร่วมกัน

ดร.แสงสูรย์ เจริญวิไลศิริ หัวหน้าโครงการวิจัย ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า การอบรมครั้งนี้มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับระบบการผลิตต้นพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด ตั้งแต่เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและเพิ่มปริมาณต้นพันธุ์ด้วยเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ (Bioreactor) การตรวจวินิจฉัยโรคใบด่าง ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ชีวภัณฑ์เพื่อจัดการแมลงพาหะและศัตรูพืช โดยมีวิทยากรจาก ไบโอเทค สวทช. NAFRI และ CIAT ร่วมถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์โรคและประสบการณ์ดำเนินงานในภูมิภาค การอบรมยังมุ่งเสริมทักษะด้านการตรวจวินิจฉัยให้แก่บุคลากรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านการฝึกปฏิบัติการตรวจเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaic virus (SLCMV) ด้วยเทคนิค DAS-ELISA ควบคู่กับการใช้ WellScan เครื่องอ่านผล ELISA ที่พัฒนาโดยเนคเทค สวทช. เพื่อรองรับการตรวจตัวอย่างจำนวนมากในห้องปฏิบัติการ

สำหรับการฝึกอบรมในภาคสนาม ทีมงานได้ร่วมกับหน่วยงานกสิกรรมและป่าไม้ในพื้นที่ เมืองไซบุรี แขวงสะหวันนะเขต นำเกษตรกร เจ้าหน้าที่ และผู้ประกอบการ ลงฝึกปฏิบัติในแปลงปลูก ตั้งแต่การสังเกตและประเมินอาการโรค ไปจนถึงการใช้นวัตกรรมชุดตรวจแบบรวดเร็ว (Strip Test) ที่พัฒนาโดยไบโอเทค สวทช. ซึ่งใช้งานง่ายคล้ายชุดตรวจ ATK รู้ผลภายใน 15 นาที ช่วยให้เกษตรกรสามารถตรวจยืนยันต้นที่มีอาการต้องสงสัยในแปลง และตัดสินใจถอนต้นติดเชื้อออกจากแปลง เพื่อลดการแพร่กระจายของโรคได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ทีมงานยังให้คำแนะนำด้านการจัดการแปลง ตลอดจนมอบชุดตรวจเพื่อนำไปใช้สนับสนุนการเฝ้าระวังโรคต่อไป

ด้าน นายดวงตา เสริมไชยปัญญา หัวหน้าเกษตรและป่าไม้ เมืองไซบุรี แขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว กล่าวว่า ปัจจุบันแปลงมันสำปะหลังในพื้นที่กำลังเผชิญการระบาดของโรคใบด่างอย่างหนัก การลงพื้นที่ถ่ายทอดความรู้ของทีมวิจัยในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้เกษตรกรเรียนรู้วิธีป้องกันและจัดการโรคอย่างถูกวิธี เพื่อลดความเสียหายและสกัดกั้นการแพร่ระบาดในฤดูกาลถัดไป

ขณะที่ นางคำพร สีสวัสดิ์ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง เมืองไซบุรี กล่าวเสริมว่า การลงพื้นที่ของทีมวิจัยช่วยให้เกษตรกรได้รับการแนะนำวิธีตรวจโรคใบด่าง พร้อมแนวทางการป้องกันและกำจัดเชื้ออย่างใกล้ชิดถึงแปลงปลูก ทำให้มีความเข้าใจที่ชัดเจน และสามารถนำไปปรับใช้ดูแลรักษาแปลงมันสำปะหลังของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือครั้งนี้คืออีกหนึ่งก้าวสำคัญของการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสนับสนุนการรับมือกับปัญหาการผลิตมันสำปะหลังของเกษตรกรในประเทศไทยและ สปป.ลาว โดยมุ่งให้เกิดการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีไปปรับใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ และมีส่วนสนับสนุนการผลิตมันสำปะหลังในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงให้มีความยั่งยืนมากขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top