คำถามไม่ใช่ไทยช่วยกัมพูชาหรือไม่!! 18.2 ล้านมาจากโครงการเดิม ไม่ใช่งบใหม่ช่วยเหลือตรง เงินเป็นส่วนต่างดอกเบี้ยกู้ยืม รัฐบาลคุมภาระตามสัญญาเดิม

ชำแหละงบไทยช่วยเขมร ความจริงอีกด้านของเหรียญ

จากกระแส “สภาอนุมัติงบช่วยกัมพูชา” สู่ข้อเท็จจริงของเงิน 18.2 ล้านบาท เมื่อย้อนดูต้นทางกลับพบว่า นี่ไม่ใช่งบก้อนใหม่ที่รัฐบาลไทยกำลังนำไปแจกกัมพูชา หากแต่เป็นภาระจากโครงการเงินกู้ที่เกิดขึ้นมากว่าทศวรรษ และยังมีข้อผูกพันทางการเงินที่ต้องดำเนินการต่อ ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ประเด็น “งบไทยช่วยเขมร” กลายเป็นอีกหนึ่งหัวข้อร้อนบนโลกออนไลน์ หลังมีการเผยแพร่ข้อมูลว่ารัฐสภาอนุมัติงบประมาณจำนวนหลายสิบล้านบาทเพื่อช่วยเหลือกัมพูชา

แน่นอนว่าเมื่อประชาชนได้ยินคำว่า “งบช่วยกัมพูชา” ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอยู่ในภาวะตึงเครียด ย่อมเกิดคำถามทันทีว่า เหตุใดประเทศไทยจึงยังต้องใช้งบประมาณของประเทศไปช่วยเหลือประเทศที่กำลังมีความขัดแย้งกันอยู่ แต่เมื่อย้อนกลับไปดูรายละเอียดของงบประมาณก้อนนี้ กลับพบว่าเรื่องราวไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่พาดหัวข่าวบางส่วนทำให้เข้าใจเพราะเงินจำนวนดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลในปี 2569 หรือ 2570 เพิ่งตัดสินใจว่าจะ “ให้เงินกัมพูชา” แต่มีต้นกำเนิดจาก โครงการความร่วมมือทางการเงินที่ประเทศไทยดำเนินการกับกัมพูชามาตั้งแต่หลายปีก่อน จุดเริ่มต้นอยู่ที่ 2 โครงการ ต้นทางของภาระงบประมาณที่กำลังเป็นประเด็นมาจาก 2 โครงการสำคัญ
โครงการแรก คือ โครงการปรับปรุงถนนหมายเลข 67 ช่วงเสียมราฐ–อันลองเวง–จวม/สะงำ ซึ่งได้รับการอนุมัติความช่วยเหลือทางการเงินจากประเทศไทยตั้งแต่ปี 2549

อีกโครงการหนึ่งคือ โครงการพัฒนาจุดผ่านแดนถาวรสตึงบท และถนนเชื่อมโยงไปยัง National Road No.5 ซึ่งได้รับการอนุมัติในปี 2558

ทั้งสองโครงการดำเนินการผ่าน สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (NEDA) ซึ่งเป็นหน่วยงานของไทยที่มีภารกิจด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน รูปแบบสำคัญของโครงการเหล่านี้คือ ไม่ใช่การให้เงินเปล่า แต่เป็นการจัดหาเงินทุนในรูปแบบ เงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อให้กัมพูชานำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน พูดให้เข้าใจง่ายคือ ไทยช่วยจัดหาเงินทุนให้กัมพูชาสามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานได้ก่อน จากนั้นกัมพูชาจึงมีหน้าที่ทยอยชำระคืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยตามเงื่อนไขในสัญญา

แล้วทำไมไทยต้องจ่าย “ส่วนต่างดอกเบี้ย”? นี่คือจุดที่ทำให้หลายคนเข้าใจว่าไทยกำลัง “จ่ายเงินให้กัมพูชา” ความจริงแล้ว เงินจำนวน 18.2 ล้านบาทไม่ได้ถูกส่งไปให้รัฐบาลกัมพูชาโดยตรง โครงสร้างของโครงการเป็นการให้กัมพูชากู้เงินใน อัตราดอกเบี้ยพิเศษ ขณะที่ต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องสูงกว่า ดังนั้นจึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ส่วนต่างดอกเบี้ย”ประเทศไทย โดย NEDA จึงมีภาระต้องชดเชยส่วนต่างดังกล่าวให้กับสถาบันการเงินตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นโครงการ
สำหรับงบประมาณปี 2570 ตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับกัมพูชาคือ

• ถนนหมายเลข 67 หรือ R67 จำนวน 12 ล้านบาท
• โครงการสตึงบท จำนวน 6.2 ล้านบาท

รวมเป็น 18.2 ล้านบาท และประเด็นสำคัญคือ 18.2 ล้านบาทนี้เป็นค่าใช้จ่ายของฝ่ายไทยตามภาระผูกพันทางการเงิน ไม่ใช่เงินก้อนใหม่ที่โอนให้รัฐบาลกัมพูชา
แล้วโครงการเดิมมีมูลค่าเท่าไร?

เมื่อย้อนกลับไปดูวงเงินของทั้งสองโครงการ จะพบว่าโครงการ R67 เดิมมีวงเงินประมาณ 1,300 ล้านบาท ขณะที่โครงการสตึงบทมีวงเงินประมาณ 928.11 ล้านบาทรวมวงเงินที่ได้รับอนุมัติประมาณ 2,228.11 ล้านบาท เงินจำนวนนี้เป็นเงินกู้เพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่เงินช่วยเหลือแบบให้เปล่า และสิ่งที่ต้องระวังคือ ตัวเลข 1,369.24 ล้านบาท ที่ปรากฏในข้อมูลล่าสุดนั้น ไม่ใช่จำนวนเงินที่กัมพูชาจ่ายคืนมาแล้ว แต่เป็น ยอดเงินต้นคงค้างของทั้งสองโครงการ กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ กัมพูชายังมีภาระหนี้ที่ต้องชำระคืนตามสัญญาอีกประมาณ 1,369.24 ล้านบาท นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่การนำตัวเลข 18.2 ล้านบาทมาเรียกว่า “เงินไทยแจกกัมพูชา” อาจทำให้ประชาชนเข้าใจโครงสร้างทางการเงินของโครงการคลาดเคลื่อนได้

แล้วไทยได้อะไรจากการทำโครงการเหล่านี้? คำถามนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน
ในวันที่โครงการได้รับการอนุมัติ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาอยู่ในบริบทของความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงภูมิภาค การลงทุนด้านถนนและด่านชายแดนไม่ได้ถูกมองว่าเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว ถนน R67 มีความเกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงเส้นทางระหว่างประเทศไทยกับพื้นที่สำคัญของกัมพูชา ขณะที่โครงการด่านสตึงบทเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเชื่อมโยงด้านการค้าชายแดนและระบบขนส่ง ในมุมของไทย ประโยชน์ที่คาดหวังคือการเพิ่มการค้าชายแดน การขนส่งสินค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมถึงการเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการ ดังนั้น ในวันที่โครงการเหล่านี้ถูกริเริ่ม เหตุผลไม่ได้มีเพียงคำว่า “ช่วยกัมพูชา” แต่เป็นแนวคิดเรื่อง การใช้ความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน
แล้ววันนี้ เมื่อความสัมพันธ์เปลี่ยนไป จะยกเลิกได้หรือไม่?

นี่คือคำถามที่น่าสนใจที่สุดของเรื่อง เพราะวันนี้บริบททางการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาเปลี่ยนไปจากวันที่โครงการเหล่านี้ได้รับการอนุมัติอย่างมาก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ “โครงการใหม่” กับ “สัญญาเดิม” สำหรับโครงการใหม่ รัฐบาลไทยมีท่าทีระงับการอนุมัติและการดำเนินโครงการความร่วมมือทางการเงินใหม่กับกัมพูชา หลังเกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดน แต่สำหรับโครงการเดิมที่ทำสัญญาและมีภาระผูกพันทางการเงินไปแล้ว เรื่องไม่ได้จบลงเพียงเพราะความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเปลี่ยนแปลง ตราบใดที่สัญญายังมีผล และคู่สัญญายังปฏิบัติตามเงื่อนไข การยุติภาระดังกล่าวโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมต้องพิจารณาถึงข้อผูกพันและผลทางกฎหมายที่ตามมา ที่สำคัญ จากข้อมูลที่หน่วยงานไทยเปิดเผย กัมพูชายังไม่ได้มีประวัติผิดนัดชำระหนี้ในโครงการทั้งสอง และยังชำระเงินต้นและดอกเบี้ยตามกำหนด จึงยังไม่มีเหตุผลทางการเงินที่ชัดเจนว่าไทยจะสามารถกล่าวได้ว่า “กัมพูชาเบี้ยวหนี้” แล้วจึงยกเลิกสัญญาได้ทันที

แล้ว 983 ล้านบาทที่เป็นข่าวคืออะไร?
อีกตัวเลขหนึ่งที่ถูกนำมาปะปนกับเรื่องนี้คือ 983 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวเกี่ยวข้องกับโครงการ R67 ที่ได้รับการอนุมัติในปี 2565 แต่ต้องย้ำว่า 983 ล้านบาทไม่ใช่เงิน 18.2 ล้านบาท และไม่ควรนำตัวเลขทั้งสองมารวมกันแล้วสรุปว่า รัฐบาลกำลังจะนำเงินกว่า 1,000 ล้านบาทไปให้กัมพูชา เพราะเป็นคนละรายการและเกิดขึ้นคนละช่วงเวลา ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากเกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา การดำเนินโครงการความร่วมมือหรือการให้เงินกู้ใหม่กับกัมพูชาถูกระงับไว้ ดังนั้นจึงต้องแยกให้ชัดว่า 18.2 ล้านบาทคือภาระจากโครงการเดิม ขณะที่ 983 ล้านบาทเป็นอีกโครงการหนึ่งที่สถานะต้องพิจารณาแยกต่างหาก

สิ่งที่ประชาชนควรถาม ไม่ใช่แค่ “ไทยให้เงินเขมรหรือไม่”
ท้ายที่สุด เรื่องนี้อาจไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่คำถามว่า
“รัฐบาลไทยกำลังเอาเงินภาษีไปช่วยกัมพูชาหรือไม่?”

แต่ควรถามให้ลึกกว่านั้นว่า
เงินก้อนนี้มาจากโครงการอะไร?
เป็นเงินให้เปล่าหรือเงินกู้?
ใครเป็นผู้รับเงิน?
กัมพูชามีภาระต้องชำระคืนหรือไม่?
ไทยมีภาระตามสัญญาอะไร?
ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอะไรจากโครงการ?
และที่สำคัญที่สุดคือ

เมื่อสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเปลี่ยนไปแล้ว รัฐบาลไทยควรบริหารภาระจากสัญญาเดิมอย่างไร เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยให้มากที่สุด คำถามเหล่านี้เป็นคนละเรื่องกับการสนับสนุนหรือคัดค้านรัฐบาล ประชาชนมีสิทธิ์ตั้งคำถามกับการใช้งบประมาณของรัฐ และรัฐบาลก็มีหน้าที่อธิบายที่มาของเงินและข้อผูกพันให้ชัดเจน แต่ก่อนที่ตัวเลข 18.2 ล้านบาท จะถูกนำไปใช้เป็นประเด็นทางการเมือง เราอาจต้องย้อนกลับไปดู “ต้นทางของเงิน” เสียก่อน เพราะเมื่อเปิดรายละเอียดทั้งหมดออกมาแล้ว เราจะพบว่า นี่ไม่ใช่เรื่องของเงิน 18.2 ล้านบาทที่รัฐบาลเพิ่งตัดสินใจจะนำไปแจกกัมพูชาในวันนี้ แต่เป็นเรื่องของ สัญญาทางการเงินที่เกิดขึ้นในอดีต ภาระดอกเบี้ยที่ประเทศไทยยังต้องรับผิดชอบ และหนี้ที่กัมพูชายังคงต้องชำระคืน และเมื่อบริบทของสองประเทศเปลี่ยนไป คำถามที่สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ไทยช่วยเขมรทำไม?” แต่คือ “ภายใต้สถานการณ์ใหม่ ประเทศไทยจะจัดการกับสัญญาเดิมอย่างไร โดยไม่ให้ผลประโยชน์ของประเทศไทยเสียหาย?” นี่ต่างหาก คืออีกด้านหนึ่งของเหรียญที่ควรถูกนำมาพิจารณาไปพร้อมกับกระแสข่าวที่กำลังเกิดขึ้น

ที่มา : AYA