เมื่อเครื่องบินมาลงที่สนามบินโอแฮร์ที่ชิคาโก เราก็เข้าแถวยาวเหยียดรอตรวจคนเข้าเมือง
พวกนักเรียนที่จะมาเรียนต่อที่สหรัฐฯ นอกจากต้องขอวีซ่านักเรียนที่เรียกว่า F-1 แล้ว ยังต้องพกเอกสารหนาปึ๊กที่เรียกว่า I-20 มาให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองด้วย
เราก็ใจตุ๊มๆ ต่อมๆ ไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่หน้าดุจะถามอะไรบ้าง เขาจะอนุญาตให้เราเข้าประเทศไหม หรือเราจะโดนส่งกลับบ้าน ในใจปลอบตัวเองว่าส่งกลับบ้านได้ก็ดี เราจะได้กลับไปเจอเพื่อนๆ และแฟนของเรา
และแล้วเมื่อมาถึงตาเรา เจ้าหน้าที่หน้าดุถามว่าจะมาเรียนอะไร เราก็ตอบอย่างฉาดฉานและมั่นใจสุดๆ ว่าเราจะมาต่อปริญญาโท แต่เราจะมาเรียนภาษาก่อน เขาพยักหน้าและตีตราหนังสือเดินทางให้ แถมยังเอ่ยปากต้อนรับเราสู่อเมริกา
หลังจากที่ผ่านตรวจคนเข้าเมืองแล้ว เราก็ต้องไปที่เอากระเป๋าเดินทาง ขณะที่เรารอกระเป๋าตรงสายพาน มีเจ้าหน้าที่สนามบินเดินเตร็ดเตร่กับสุนัขหูตูบ เราก็สงสัยว่าเค้าเดินไปมาทำไม สักพักก็เห็นว่าเจ้าตูบไปดมๆ สูดๆ กระเป๋าของผู้โดยสารบางคนโดยไม่ยอมตีจาก จนเจ้าหน้าที่ที่เดินกับเจ้าตูบต้องสั่งให้ผู้โดยสารเอากระเป๋าไปเปิดที่ตรวจ
มองตามพวกเขาไป ก็เห็นว่าของบางชิ้นที่เป็นอาหารถูกโยนทิ้งถังขยะใหญ่ยักษ์
เอาล่ะหว่า!! ตัวเราจะโดนทิ้งของบ้างไหมนี่
สมัยนั้นเดินทางกันทีนักเดินทางจะขนของไปล้นหลามกันแทบทุกคน เพราะรู้กันดีว่า ถ้ากระเป๋าเกินพิกัดน้ำหนัก ทางสายการบินจะอะลุ่มอล่วยไม่ต้องเสียเงินค่าน้ำหนักเกิน แถมตอนนั้นตัวเราจะมาอาศัยอยู่ต่างประเทศเป็นเวลานาน จึงคิดว่าตัวเองต้องแต่งตัวเก๋ล้ำแฟชั่นกว่าคนอื่น เลยขนเสื้อผ้าดีไซเนอร์ไทยมาเพียบ ทั้งยัสปาลเอย, เกรย์ฮาวด์เอย, โซดากายเอย เต็มปรี่หนึ่งกระเป๋า
ส่วนทางคุณพ่อคุณแม่เป็นห่วงกลัวเราไม่มีอาหารและของขบเคี้ยวไทยกิน ท่านก็สั่งจัดน้ำพริกปลาดุกฟู น้ำพริกเผา กรอบเค็ม และข้าวเกรียบทรงเครื่องมาเต็มล้นอีกหนึ่งกระเป๋า พอถึงเวลาจะปิดกระเป๋าที ต้องเอาก้นของเราและคนงานที่บ้านไปนั่งทับอย่างสุดแรงแล้วถึงจะกดที่ปิดลงได้
ดังนั้นเมื่อเห็นคนอื่นเขาถูกเปิดกระเป๋าตรวจ เราเกิดอาการวิตกจริตว่า ถ้ากระเป๋าเราถูกเรียกตรวจ ของคงเด้งดึ๋งดั๋งออกจากกระเป๋าเหมือนติดสปริง ไม่มีทางที่จะยัดกลับเข้าไปหมด เราจึงแอบจ้องไอ้ตูบที่กำลังเดินวนเวียนอยู่ใกล้ๆ แล้วแผ่เมตตาให้ว่าอย่ามาจองเวรกะฉันเลย
แล้วก็อย่างกับเจ้าตูบอ่านใจเราออก HE ก็เดินออกไปอีกทาง แล้วเราก็เข็นกระเป๋ากำลังจะออกประตู
แต่ศุลกากรดันเรียกให้หยุด เราก็สะดุ้งโหยง!! นึกในใจว่าเสร็จแน่ๆ แล้วตรู เขาบอกว่าเราไม่ได้ยื่นใบที่กรอกสำแดงของเข้าเมืองให้เขา พอเรายื่นให้เสร็จ เขาก็ขอบคุณและอวยพรให้เราโชคดี
หลังจากที่เข็นรถวางกระเป๋าออกมา เราก็สังเกตตามคนที่จะต้องต่อเที่ยวบินภายในประเทศว่าเขาต้องเอากระเป๋าโหลดอีกที เราก็จึงพุ่งตัวไปที่เคาน์เตอร์ของสายการบินและเช็กอินกระเป๋า ทางพนักงานบอกเราว่าเครื่องจะออกอีกภายในสี่สิบห้านาที ให้รีบไปอีกเทอร์มิเนิลโดยต้องนั่งรถไฟในสนามบิน ทางพนักงานเห็นเราเหลอหลาเหมือนหนูน้อยหมวกแดงหลงป่า เธอก็เลยเวทนาโทรเรียกเจ้าหน้าที่สนามบินให้พาเราไปที่รถไฟและกำชับว่าให้ลงที่เทอร์มินัลที่เครื่องบินเราจะออกไปโคลัมบัส เมืองหลวงของรัฐโอไฮโอ