Wednesday, 17 April 2024
SPECIAL

‘ตำรวจ ปส.’ สกัดจับยาบ้ากว่า 22 ล้านเม็ด-ไอซ์ 620 กก. ทลาย 7 เครือข่าย รวบ 17 ผู้ต้องหา จ่อขยายผลจับคนสั่งการ

(7 ก.ค. 66) พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน รอง ผบ.ตร./ผอ.ศอ.ปส.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ปส., พล.ต.ต.พลัฏฐ์ วิเศษสิงห์ ผบก.สกส., พล.ต.ต.สมกิต พุ่มวารี ผบก.ขส., พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ บุญยืนอนนต์ ผบก.ปส.1, พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า ผบก.ปส.2, พล.ต.ต.คมสิทธิ์ รังไสย์ ผบก.ปส.3 พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. และ กอ.รมน. ร่วมแถลงผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพติด ตามนโยบาย ตร. ประกอบกับการเดินหน้าทำลายเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่และรายย่อย ตามนโยบายเร่งด่วนของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. อย่างเข้มข้น

ล่าสุดตำรวจ ปส. (NSB) สามารถทลาย 7 เครือข่าย ผู้ต้องหา 17 คน พร้อมของกลาง ยาบ้า 22 ล้านเม็ด ไอซ์ 620 กก. รถยนต์ 12 คัน ยึดทรัพย์สินเกี่ยวเนื่องจากการค้ายาเสพติด 8 ล้านบาท

คดีที่ 1 ตำรวจ ปส. (NSB) โดยตำรวจ บก.ปส.2 และ บก.ขส. ได้สืบสวนขยายผลจนทราบว่า ในวันที่ 12 มิ.ย. 66 กลุ่มเครือข่ายยาเสพติดในภาคอีสาน จะลักลอบลำเลียงยาเสพติดเป็นจำนวนมาก จาก อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม เพื่อไปส่งในพื้นที่ตอนใน โดยมีนายสุวิทย์ ใช้รถกระบะยี่ห้อเชฟโรเลต รุ่นโคโลราโด สีเทา หมายเลขทะเบียน บร 75xx มหาสารคาม เป็นยานพาหนะในการลำเลียงยาเสพติดในครั้งนี้ ตำรวจ บก.ปส.2 และ บก.ขส. ได้เฝ้าติดตามในพื้นที่ จนพบรถกระบะเป้าหมายดังกล่าวที่บริเวณสี่แยกบ้านธาตุ จ.สกลนคร จึงได้ติดตามไป จนรถเป้าหมายรู้ตัวว่าถูกติดตามและได้หลบหนีเข้าไปในซอยบ้านพักแห่งหนึ่ง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น ก่อนจะจับกุมตัวได้พร้อมของกลางยาบ้าที่ซุกซ่อนอยู่ในท้ายกระบะ และในห้องโดยสารรถ 5 กระสอบ รวม 2 ล้านเม็ด จากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน ปส.2 เพื่อดำเนินคดีและขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการต่อไป

คดีที่ 2 จากการสืบสวนขยายผลการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ซึ่งเป็นเครือข่ายยาเสพติดรายใหญ่ทางภาคเหนือ ทราบว่านายพีรวัฒน์ กับพวก ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องเชื่อมโยงในการลำเลียงยาเสพติด โดยจะลำเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือ ไปส่งให้กับผู้รับช่วงต่อในพื้นที่ภาคกลาง ตำรวจ บก.สกส. และ บก.ขส. จึงวางกำลังติดตาม

จนกระทั่งวันที่ 13 มิ.ย. 66 เวลาประมาณ 12.50 น. พบรถยนต์ต้องสงสัย ทะเบียน บว 54XX สระบุรี ขับขี่ไปถึงเส้นทางหลวงหมายเลข 21 (สระบุรี-หล่มสัก) จึงได้สกัดจับกุม ได้ที่บริเวณลานวัดโคกกระต่ายทอง ต.จำปา อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีนายพีรวัฒน์ เป็นผู้ขับขี่ และมีนายพงษ์ นั่งข้างคู่คนขับ จากการตรวจค้นพบไอซ์ 500 กก. ซุกซ่อนอยู่บริเวณที่นั่งผู้โดยสารด้านหลังคนขับ และซุกซ่อนอยู่ภายในท้ายกระบะ ได้ที่บริเวณลานวัดโคกกระต่ายทอง ต.จำปา อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา และสามารถสกัดจับกุมนายรักชาติ ผู้ขับขี่รถยนต์ หมายเลขทะเบียน บห 19XX สระบุรี และนายวิชัย (นั่งคู่คนขับ) ซึ่งทำหน้าที่คุ้มกัน/สำรวจเส้นทาง ในการลำเลียงยาเสพติดครั้งนี้ ได้ที่ บริเวณลานจอดรถตลาดนัด ในพื้นที่ ต.กุดนกเปล้า อ.เมือง  จ.สระบุรี จากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีตามกฎหมายและออกหมายจับติดตามผู้ต้องหาที่หลบหนี และบุคคลในเครือข่ายและยึดทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ต่อไป

คดีที่ 3 เมื่อวันที่ 18 – 19 มิ.ย. 66 ตำรวจ ปส.2 ได้สืบสวนขยายผลเครือข่ายนักค้ายาเสพติด รายสำคัญ จนทราบว่าจะมีการลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ จ.บึงกาฬ โดยใช้รถยนต์ขับผ่านเส้นทาง จ.บึงกาฬ, จ.สกลนคร, จ.อุดรธานี, จ.ขอนแก่น, จ.ชัยภูมิ จึงติดตามความเคลื่อนไหว ต่อมาวันที่ 19 มิ.ย.66 พบรถยนต์เป้าหมายวิ่งผ่านถนนหมายเลข 201 ถนนชัยภูมิ-สีคิ้ว บริเวณหน้าบริษัทแห่งหนึ่ง ลักษณะเป็นรถที่มีการบรรทุกสิ่งของอย่างหนัก ก่อนจะจอดรถนานผิดปกติ ตำรวจ ปส.2 จึงแสดงตัวเข้าตรวจค้น พบนายธนพัฒน์หรือเฟส เป็นผู้ขับขี่ พบไอซ์ บรรจุในถุงชาสีเขียวอ่อน 3 กระสอบ จำนวน 120 ก้อน น้ำหนัก 120 กก. ซุกซ่อนในห้องโดยสารด้านหลังคนขับ สอบสวนนายธนพัฒน์ รับว่า ลำเลียงยาเสพติดมาแล้ว 5 ครั้ง โดยได้รับค่าจ้างล่วงหน้าบางส่วน เงินที่เหลือจะได้รับเมื่องานสำเร็จ จากนั้นจึงจับกุมและนำตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน ปส.2 เพื่อดำเนินคดีและขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการต่อไป

คดีที่ 4 เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 66 ตำรวจ บก.สกส. และ บก.ขส. ได้ขยายผลจากการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดในภาคกลาง จนสามารถจับกุมนายปกรณ์ และนายฉัตรชัย โดยจากการสืบสวนพบว่านายฉัตรชัย จะนำยาเสพติดจากพื้นที่ จ.สุโขทัย ไปส่งให้กับลูกค้าในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จึงได้เฝ้าติดตามจับกุม จนกระทั่งเมื่อวันที่  28 มิ.ย.66 เวลาประมาณ 10.00 น. พบรถยนต์ หมายเลขทะเบียน บม 35XX สุโขทัย กำลังลำเลียงยาเสพติด ที่บริเวณถนนในพื้นที่ จ.อยุธยา จึงได้ทำตรวจค้นจนสามารถ จับกุมนายฉัตรชัย ได้บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ สาขาโก่งธนู  จ.ลพบุรี พร้อมยาบ้าที่ถูกซุกซ่อนไว้บริเวณที่นั่งด้านหน้าข้างคนขับ และท้ายกระบะโดยมีผ้าใบสีดำคลุมปิดอำพรางไว้ รวม 3 ล้านเม็ด และสามารถสกัดจับกุมนายปกรณ์ ขับรถยนต์ หมายเลขทะเบียน บน 66XX ตาก ซึ่งทำหน้าที่คุ้มกัน/สำรวจด่าน ได้ที่บริเวณริมถนนในพื้นที่ หมู่ 1 ต.สำพะเนียง อ.บ้านแพรก จ.พระนครศรีอยุธยา จากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย และขยายผลออกหมายจับบุคคลในเครือข่ายและยึดทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ.2564 ต่อไป

คดีที่ 5 เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 66 ตำรวจ ปส. 3 จับกุม นายเจษฎากร และนายอภิเษก พร้อมยาบ้า 6 ล้านเม็ด โดยก่อนการจับกุม ตำรวจ ปส.3 สืบทราบว่าเครือข่ายยาเสพติดจะลำเลียงยาบ้าจาก อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ เข้ามาซุกซ่อนไว้ในพื้นที่ ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย ก่อนจะส่งมอบให้กับเครือข่าย โดยใช้รถกระบะในการลำเลียง จึงนำกำลังเฝ้าติดตามรถเป้าหมาย พบรถกระบะ บว-66XX สระบุรี จอดอยู่บริเวณท้ายถนนบ้านน้ำลัดซอย 16 หมู่ 3 ต.ริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย จนกระทั่งเวลา 23.00 น. พบนายอภิเษก ขับขี่รถจักรยานยนต์และมีนายเจษฎากร ซ้อนท้ายก่อนลงรถจักรยานยนต์ แล้วขับรถกระบะเป้าหมายออกไป ตำรวจ ปส.3 จึงติดตามไปจับกุมได้ที่ บริเวณแยกห้วยปลากั้ง ถ.เลี่ยงเมืองเชียงรายตะวันตก ตรวจค้นในรถพบยาบ้า ซุกซ่อนอยู่บริเวณในห้องโดยสารและท้ายรถกระบะ รวม 6 ล้านเม็ด และได้ติดตามไปจับกุมนายอภิเษก ได้ที่บริเวณแยกขัวแคร่ ต.บ้านดู่ อ.เมือง จ.เชียงราย จากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหา พร้อมของกลาง นำส่งพนักงานสอบสวน ปส.3 เพื่อดำเนินคดีและขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการต่อไป

คดีที่ 6 เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 66 ตำรวจ ปส.1 ร่วมกับ บก.ขส. และ ปส.2 จับกุม 6 ผู้ต้องหา คือ นายเจริญชัย หรือโจ, น.ส.เกศินี หรือแกล้ม, นายสุพรรณ หรือเบ็นซ์, น.ส.รัฐชิตา หรือเบ็นซ์, นายโยธณัฐ หรือดรีม และ น.ส.ธิติมา หรือทิพย์ โดยก่อนการจับกุม ตำรวจ ปส.1 สืบสวนทราบว่าเครือข่ายของนายสุพรรณ หรือเบนซ์ จะใช้รถยนต์ 3 คัน ลำเลียงยาเสพติดมาจากริมฝั่งแม่น้ำโขงด้าน อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ขับรถมุ่งหน้า จ.นครราชสีมา จึงได้สะกดรอยติดตาม และสามารถสกัดจับได้บริเวณสถานีน้ำมัน ขาเข้ากรุงเทพมหานคร ต่อเนื่องบริเวณสถานีน้ำมัน (ขาเข้า) ต่อเนื่องบริเวณถนนมิตรภาพ ตรวจค้นภายในห้องโดยสารรถพบยาบ้า 9 กระสอบ และอีก 3 กระสอบ อยู่ด้านท้ายกระโปรงรถยนต์ รวมยาบ้า 5 ล้านเม็ด เบื้องต้นได้ขยายผลตรวจยึดทรัพย์สิน มูลค่ารวมกว่า 8 ล้านบาท จากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง ส่งพนักงานสอบสวน ปส.1 เพื่อดำเนินคดีและขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการต่อไป

คดีที่ 7 เมื่อวันที่ 5 ก.ค.66 ตำรวจ บก.สกส. และ บก.ขส. ร่วมกันสืบสวนขยายผลจากการจับกุมเครือข่ายยาเสพติดในภารอีสาน ทราบว่า เครือข่ายนี้จะขนยาเสพติดล็อตใหญ่ไปส่งให้ลูกค้าในพื้นที่ตอนใน จึงร่วมกันสืบสวนจับกุม จนกระทั่งวันที่ 5 ก.ค.66 เวลาประมาณ 08.00 น. พบรถกระบะต้องสงสัย ทะเบียน ผว xxxx ขอนแก่น ขับขี่ผ่าน จ.มุกดาหาร มุ่งหน้าไป จ.มหาสารคาม และ จ.นครราชสีมา น่าเชื่อว่ามีการลำเลียงยาเสพติดไปส่งให้ลูกค้าตามข้อมูลที่มี จึงได้สกัดจับกุม ได้ที่บริเวณริมถนนมิตรภาพ ต.โตนด อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา โดยมี นายอิสระ เป็นผู้ขับขี่ จากการตรวจค้นพบยาบ้า ซุกซ่อนอยู่บริเวณท้ายกระบะติดตั้งตู้ทึบ จำนวน 15 กระสอบ จำนวน 6,000,000 เม็ด จากนั้นจึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมยาเสพติดของกลาง รถกระบะ 1 คัน โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง นำส่งพนักงานสอบสวน ปส.2 ดำเนินคดีตามกฎหมาย และสืบสวนขยายผล เพื่อจับกุมบุคคลในเครือข่ายมาดำเนินคดีต่อไป

สำหรับเดือน มิ.ย. 66 ตำรวจ ปส. สามารถจับกุมยาเสพติดรายสำคัญ 18 คดี  ผู้ต้องหา 30 คน ของกลาง ยาบ้า 18 ล้านเม็ด, ไอซ์ 1,983 กก., เฮโรอีน 46 กก. และ ยาอี 5,865 เม็ด โดยยาเสพติดของกลางที่ตรวจยึดมาได้นั้นพนักงานสอบสวนจะส่งไปตรวจพิสูจน์ยังหน่วยที่กำหนดไว้ อาทิ สำนักงาน ป.ป.ส.,กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ หลังจากนั้นยาเสพติดของกลางจะถูกเก็บรักษาไว้ที่กระทรวงสาธารณสุข เพื่อการทำลายต่อไป

‘แจ๊บ’ พ่อเลี้ยงฆ่าโบกปูนลูกบุณธรรม ขอ ตร.ยกเลิกทำแผน หวั่นไม่ปลอดภัย เตรียมฝากขังพรุ่งนี้ ลุ้นคัดค้านประกันตัว

(5 ก.ค. 66) จากกรณี น.ส.นิรมล หรือ ‘มิ้นท์’ พรหมคุณ อายุ 30 ปี เดินทางเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางเขน ว่า นายยุทธนา หรือ ‘แจ๊บ’ มาดี อายุ 29 ปี สามีของ น.ส.นิรมล ก่อเหตุฆาตกรรมใช้ไม้เบสบอลทุบตี ด.ญ.อริศสา หรือ ‘ใหม่’ (สงวนนามสกุล) อายุ 12 ปี ลูกบุญธรรม ที่รับอุปการะมาจากญาติห่างๆ จนเสียชีวิต ก่อนจับยัดถังพลาสติกโบกปูนทับ เพื่ออำพรางศพ หลังจากนั้น ทั้งคู่ได้เดินทางเพื่อไปสารภาพกับญาติเด็ก แต่ นายยุทธนา ออกอุบายว่า ไปหาเพื่อน ก่อนหลบหนีไป โดยเหตุเกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลา 01.00 น. วันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา กระทั่งเจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมนายยุทธนา ไว้ได้ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ (5 ก.ค.) ที่ สน.บางเขน พ.ต.อ.อนันต์ วรสาตร์ ผกก.สน.บางเขน เปิดเผยถึงความคืบหน้าว่า เบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหานายยุทธนาใน 2 ข้อหาคือ ทำร้ายร่างกายผู้อื่น เป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย และลอบฝังซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพหรือส่วนของศพ เพื่อปิดบังการเกิดการตายหรือเหตุแห่งการตาย ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา และไม่ประสงค์ที่จะทำแผนประกอบคำรับสารภาพ เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย

ส่วน น.ส.นิรมล พนักงานสอบสวนกำลังเตรียมแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันลอบฝังซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพหรือส่วนของศพ เพื่อปิดบังการเกิดการตายหรือเหตุแห่งการตาย ส่วนประเด็นที่ น.ส.นิรมลทำร้ายผู้ตายจริงหรือไม่ จากการไล่กล้องวงจรปิดเราดูเฉพาะวันเกิดเหตุ และการมาให้ปากคำในช่วงที่ผ่านมา เป็นการให้ปากคำในฐานะพยาน แต่หลังจากที่แจ้งข้อกล่าวหากับ น.ส.นิรมล ตำรวจต้องไปไล่ดูกล้องวงจรปิดทั้งหมด เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน

ส่วนเรื่องที่ผู้ต้องหาอ้างว่าผู้ตายติดการพนัน และขโมยเงินไปเล่นการพนันนั้น ต้องรอการตรวจสอบสวนก่อน ซึ่งผู้ต้องหาให้การแต่เพียงว่า ผู้ตายมักจะขโมยเงิน และสินค้าอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ น.ส.นิรมลต้องรับผิดชอบลูกค้า ในฐานะที่เป็นบริษัทแพ็คของส่ง ซึ่งครั้งนี้มีการขโมยเงินจำนวนมากถึงหลักหมื่น

อย่างไรก็ตาม ในวันพรุ่งนี้ (6 ก.ค.) พนักงานสอบสวน สน.บางเขน จะนำตัวผู้ต้องหาไปฝากขังที่ศาลอาญารัชดา ส่วนจะคัดค้านการประกันตัวหรือไม่ ให้อยู่ในดุลยพินิจของพนักงานสอบสวนต่อไป

‘พนักงานปั๊ม’ น้ำตาตก!! ลูกค้าชักดาบค่าน้ำมันกว่าครึ่งหมื่น เผย ตนได้ค่าแรงวันละ 300 ไม่พอชดใช้ วอนลูกค้ากลับมาจ่ายเงิน

(5 ก.ค. 66) พ.ต.ท.ชัยทัต แย้มโพธิ์ใช้ รอง.ผกก.(สอบสวน) สภ.ปลวกแดง ได้รับแจ้งความจาก น.ส.ฐิติรัตน์ แซ่เตียว อายุ 23 ปี พนักงานเสมียนปั๊มเชลล์ ที่หมู่ 5 ตำบลแม่น้ำคู้ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ได้รับมอบหมายจากเจ้าของปั๊ม ให้มาแจ้งความ ว่าเมื่อวันที่ 5 ก.ค. เวลา 02.00 น. ถูกลูกค้าชาย ขับรถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ โตโยต้า วีออส สีดำ ไม่ทราบแผ่นป้ายทะเบียน เข้ามาเติมน้ำมันใส่ถังสำรอง จำนวน 1 ถัง ที่อยู่ท้ายกระโปรงหลังรถ หลังจากเติมเสร็จ บอกว่าจะสแกนจ่ายเงินยอด 5,000.40 บาท พอเด็กปั๊มหันหลัง สุดท้ายก็รีบขึ้นรถ ขับหนีออกไปโดยไม่จ่ายเงิน จึงนำหลักฐานเป็นกล้องวงจรปิด มาแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ร้อยเวรเพื่อให้นำตัวลูกค้าคนดังกล่าวมารับผิดชอบและดำเนินคดีตามกฎหมาย
.
จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดจากผู้เสียหาย พบรถยนต์เก๋งสีดำไม่ทราบยี่ห้อ และเลขทะเบียน ขับเข้ามาเติมน้ำมันที่จุดจ่ายที่ 1 โดยมีชายรูปร่างสูงผอม สวมใส่เสื้อสีเหลือง กางเกงขายาวสีดำ เดินลงจากรถฝั่งคนขับ และเดินมาเปิดท้ายกระโปรงหลัง เพื่อให้พนักงานปั๊มเติมน้ำมันลงในถังสำรอง ที่จัดเตรียมมาหลังจากเติมเสร็จก็ขับออกไป ตามที่ผู้เสียหายได้มาแจ้งความ

นายสมยศ พนักงานปั๊มในคลิป ให้การณ์ว่า ได้มีลูกค้าชายขับรถยนต์เก๋งเข้ายี่ห้อ โตโยต้า วีออส สีดำ จอดที่จุดจ่ายที่แรก บอกตนว่าขอเติมน้ำมัน ดีเซล 5,000 บาท ใส่ถังสำรองด้านหลัง ตนก็เอะใจทำไมรถเก๋งเติมน้ำมันดีเซล ปกติเคยเห็นแต่รถกระบะมาเติม พอตนเติมให้เต็มถัง ลูกค้าก็ไม่จ่ายเงินและก็ขับหนีไป อยากวอนให้ลูกค้าสงสารตน ช่วยมาจ่ายเงินด้วย เพราะตนโดนทางปั๊มหักเงิน ต้องชดใช้เอง ค่าแรงตนแค่ 300 กว่าบาท กี่วันถึงจะชดใช้หมด

ด้านเจ้าหน้าที่ร้อยเวรรับแจ้งความ พร้อมตรวจสอบกล้องวงจรปิดจากผู้เสียหาย เพื่อดูลักษณะรูปพันสันฐานผู้ก่อเหตุ และประสานชุดสืบตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามจุดต่างๆ เพื่อติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

‘สมาคมฯ ฟุตบอล’ ได้รายชื่อ 24 มือดีจุดพลุแฟลร์ เร่งดำเนินคดี  หลังป่วนงาน AFF 2022 ทำให้เกิดเพลิงไหม้-ทรัพย์เสียหาย

เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 66 ตามที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้แจ้งความร้องทุกข์กรณี กลุ่มแฟนบอลบางส่วนทำผิดระเบียบการแข่งขันและผิดกฎหมายกรณีวางเพลิงเผาทรัพย์ ทำให้เกิดเพลิงไหม้ ด้วยการจุดพลุแฟลร์ ในการแข่งขันฟุตบอลรายการ AFF MITSUBISHI ELECTRIC CUP 2022 ระหว่างทีมชาติไทยกับทีมชาติฟิลิปปินส์ ในวันที่ 26 ธันวาคม 2565 และ ระหว่างทีมชาติไทยกับทีมชาติมาเลเชีย วันที่ 10 มกราคม 2566 ณ ธรรมศาสตร์ สเตเดียม ตามประจำวันลำดับ ที่ 19 ลงวันที่ 13 มกราคม 2566 เวลา 12.44 น. นั้น

ล่าสุด สมาคมฯ ได้ติดตามความคืบหน้าคดีข้างต้นจากสถานีตำรวจภูธรคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ได้ความว่า อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานเพื่อขอออกหมายจับกลุ่มชายฉกรรจ์ที่ร่วมกันกระทำความผิด จำนวน 24 ราย อย่างเร่งด่วนต่อไป​ ประกอบด้วย 1.) แกนนำกลุ่ม นาย ป. นามสกุล ป. อายุ 44 ปี มีภูมิลำเนาอยู่บางบอนใต้ เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร

สมาชิกกลุ่ม ที่เคลื่อนไหวอีก 23 ราย ประกอบด้วย

1.) นาย ธ. นามสกุล ว. อายุ 25 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ กทม., 2.) นาย ส. นามสกุล อ. อายุ 48 ปี มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดนนทบุรี, 3.) นาย ฉ. นามสกุล จ. อายุ 40 ปี มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดพิจิตร, 4.)นาย ว. นามสกุล จ. อายุ 36 ปี มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดปทุมธานี, 5.) นาย อ. นามสกุล พ. อายุ 39 ปี มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดระนอง, 6.) นาย ก. นามสกุล ก. อายุ 44 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ กทม., 7.) นาย ธ. นามสกุล ส. อายุ 27 ปี มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดนครนายก, 8.)นาย น. นามสกุล ช. อายุ 37 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ กทม., 9.) นาย อ. นามสกุล ส. อายุ 48 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ กทม., 10.) นาย ส. นามสกุล อ. อายุ 38 ปี มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดชลบุรี

11.) นาย ม. นามสกุล ศ. อายุ 42 ปี มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, 12.) นาย ศ.นามสกุล ถ. อายุ 42 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ กทม., 13.) นาย ย.นามสกุล จ. อายุ 46 ปี มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดนนทบุรี, 14.) นาย น. นามสกุล อ. อายุ 40 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ กทม., 15.) นาย อ. นามสกุล ฤ. อายุ 42 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ กทม., 16.) นาย ณ. นามสกุล ช อายุ 43 ปี มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดสระบุรี

17.) นาย ก.นามสกุล ส. อายุ 44 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ กทม., 18.) นาย ณ.นามสกุล ว. อายุ 40 ปี มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดร้อยเอ็ด, 19.) นาย ก.นามสกุล จ. อายุ 41 ปี มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดสมุทรปราการ, 20.) นาย ก. นามสกุล ข. อายุ 26 ปี มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดตราด, 21.) นาย ช. นามสกุล ฟ. อายุ 30 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ กทม., 22.) นาย ธ. นามสกุล ป. อายุ 53 ปี มีภูมิลำเนาอยู่ กทม., 23.) นาย ช. นามสกุล บ. อายุ 32 ปี มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดนนทบุรี

ทั้ง 24 ราย ปรากฏตามภาพถ่าย ซึ่งสมาคมฯ จะดำเนินคดีจนถึงที่สุด นอกจากจะเป็นความผิดอาญาตามกฎหมายในประเทศไทยแล้ว ยังเป็นความผิดตามระเบียบข้อบังคับของ เอเอฟซี และฟีฟ่า อีกด้วย และอาจถูกปรับทำให้เกิดความเสียหายต่อสมาคมฯ สมาคมจะใช้สิทธิ์ตามกฏหมายฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้เกี่ยวข้องเต็มจำนวน

ทั้งนี้ ในการแข่งขันฟุตบอลรายการระดับนานาชาติ ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ได้เกิดเหตุการณ์แฟนบอลจุดพลุ ในสถานที่จัดการแข่งขันหลายครั้งจนเป็นเหตุให้สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ถูกลงโทษปรับเงิน คือ

วันที่ 6 กันยายน 2557 การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย 2014 รุ่นอายุไม่เกิน 16 ฤดูกาล รอบคัดเลือก คู่ระหว่างทีมชาติไทย 0 : 1 ทีมชาติมาเลเซีย ณ สนามเมืองทอง ถูกปรับเงิน 11,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 363,000 บาท)

วันที่ 17 ธันวาคม 2559 การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน 2016 คู่ระหว่าง ทีมชาติไทย 2 : 0 ทีมชาติอินโดนีเซีย ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน ถูกปรับเงิน 30,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1,076,790 บาท)

วันที่ 26 ธันวาคม 2565 การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน 2022 คู่ระหว่าง ทีมชาติไทย 4 : 0 ทีมชาติฟิลิปปินส์ ณ ธรรมศาสตร์ สเตเดียม เมื่อแฟนบอลกลุ่มหนึ่งแสดงความดีใจด้วยการจุดพลุบริเวณอัฒจันทร์หลังประตูฝั่งทิศใต้ ถูกปรับเงิน 20,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 687,770 บาท)

และล่าสุด เอเอฟซี มีคำสั่งปรับเงิน สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ จำนวน 70,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 2.4 ล้านบาท จากการที่มีแฟนบอลกลุ่มหนึ่งทำผิดระเบียบ โดยการจุดพลุ ระหว่างการแข่งขันฟุตบอลชายหาด ชิงแชมป์เอเชีย รอบสุดท้าย ที่ ประเทศไทย เป็นเจ้าภาพ เมื่อวันที่ 16-26 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา

พ่อเลี้ยงใจเหี้ยม!! โมโหลูกวัย 12 แอบกินของที่ต้องส่งลูกค้า ใช้ไม้เบสบอลตีดับ อำพรางศพยัดใส่ถังน้ำแข็งโบกปูนทับ

(4 ก.ค. 66) คดีฆาตกรรมสะเทือนขวัญกลางกรุง ‘ฆ่ายัดถังโบกปูน’ ถูกเปิดเผย หลัง ร.ต.อ.ธนศักดิ์ พ้องเสียง รอง สว.(สอบสวน) สน.บางเขน รับแจ้ง น.ส.อภิญญา หรือ ‘เบลล์’ อายุ 24 ปี ว่า ด.ญ.อริศสา หรือ ‘น้องใหม่’ อายุ 12 ปี ซึ่งเป็นหลานสาวถูกนายยุทธนา หรือ ‘แจ๊บ’ อายุ 29 ปี พ่อเลี้ยง ทำร้ายจนเสียชีวิตภายในบ้านหลังหนึ่ง ในซอยพหลโยธิน 48 แยก 19 ขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านทาวเฮ้าส์ 2 ชั้น ประกอบกิจการรับจ้างแพ็กสินค้าใส่กล่องเพื่อส่งมอบให้บริษัทขนส่ง จากการตรวจสอบบริเวณครัวหลังบ้านชั้นล่าง พบถังพลาสติก ขนาด 200 ลิตร สีน้ำเงิน วางอยู่ใต้เคาน์เตอร์อ่างล้างจาน เมื่อนำถังดังกล่าวออกมาเปิดดูพบมีการถมด้วยดินอยู่ชั้นบนสุด และมีการโบกปูนทับในชั้นรองลงมา เมื่อนำดินและปูนออก เจ้าหน้าที่พบศพ ด.ญ.อริศสา หรือ ‘น้องใหม่’ หลานสาวของผู้แจ้ง สภาพศพเปลือย มีถุงขยะสีดำและผ้าขนหนูสีชมพูห่อหุ้มร่างเอาไว้ ตรวจสอบเบื้องต้น พบบาดแผลถูกตีด้วยของแข็งตามใบหน้าและร่างกายหลายแห่ง คาดเสียชีวิตมาแล้วประมาณ 48 ชั่วโมง

จากการสอบสวน น.ส.อภิญญา ผู้แจ้งเหตุ ให้การว่า ด.ญ.อริศสา พักอยู่กับ นายยุทธนา และ น.ส.นิรมล ซึ่งรับเลี้ยง ด.ญ.อริศสา ที่ผ่านมาทราบว่า ด.ญ.อริศสา มีอุปนิสัยค่อนข้างก้าวร้าว และชอบลักขโมยข้าวของภายในบ้าน จน น.ส.นิรมล และ นายยุทธนา ต้องว่ากล่าวตักเตือนและทำโทษด้วยการตีอยู่หลายครั้ง แต่ ด.ญ.อริศสา ยิ่งถูกทำโทษ ก็ยิ่งมีการต่อต้าน ที่ผ่านมาทั้งนายุทธนา และ น.ส.นิรมล นำเรื่องมาปรึกษาตน ซึ่งก็ไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร

จนกระทั่งเมื่อเวลา 19.00 น.ที่ผ่านมา น.ส.นิรมล และ นายยุทธนา มาหาตนที่บ้าน ย่านรามอินทรา นายยุทธนา ยอมรับว่า ได้ใช้ไม้เบสบอลตี ด.ญ.อริศสา จนเสียชีวิต ตั้งแต่ช่วง 01.00 น. ของวันที่ 2 ก.ค. 2566 เนื่องจากจับได้ ด.ญ.อริศสา ขโมยอาหารเสริมซึ่งเป็นสินค้า ที่ต้องแพ็กนำส่งให้ลูกค้าไปกิน โดยหลังจากที่พลั้งมือตีลูกที่ตัวเองรับมาเลี้ยงจนตาย นายยุทธนา ได้วางแผนจะทำลายศพด้วยการหั่นแต่ไม่กล้า

จึงไปซื้อถังพลาสติกขนาดใหญ่มาใส่ศพโบกปูนและถมดินทับ ก่อนที่จะตัดสินใจมารับสารภาพและให้ช่วยแจ้งความ โดยหลังจากที่ตนแจ้งความแล้ว นายยุทธนา ก็ได้เดินทางไปหาเพื่อนแถวแฟลตดินแดงแล้วไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย ส่วน น.ส.นิรมล ผู้เป็นภรรยา ขณะนี้ฝ่ายสืบสวนนำตัวไปสอบปากคำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เบื้องต้นพนักงานสอบสวน ได้มอบร่างผู้ตาย ให้แพทย์นิติเวชนำไปผ่าชันสูตร อย่างละเอียดอีกครั้ง จากนั้นได้ประสานให้ฝ่ายสืบสวนติดตามตัวนายยุทธนา มาดำเนินคดี ส่วน น.ส.นิรมล นั้น ต้องรอผลสอบปากคำว่ามีส่วนรู้เห็นมากน้อยเพียงใด หากพบว่ามีพฤติกรรมร่วมกันกระทำความผิดก็จะแจ้งข้อหาดำเนินการในฐานะผู้ร่วมกันฆ่าฯ และร่วมกันซ่อนเร้นอำพรางศพ

'โตโยต้า' นำ 'สองแถวไฟฟ้า' ให้ลองใช้ฟรีในเมืองพัทยา ปลุกกระแสพัฒนาเมืองยั่งยืนปราศจากมลภาวะ

'โตโยต้า' เอาด้วย!! นำ 'สองแถวไฟฟ้า' ให้มาทดลองใช้ในพื้นที่เมืองพัทยาจำนวน 12 คัน ในต้นปี 2567 เพื่อพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนปราศจากมลภาวะ โดยเมืองพัทยาไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ไม่นานมานี้ นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา พร้อมด้วยคุณสุรภูมิ อุดมวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด และคุณเรวัฒน์ เชี่ยงฉิน ประธานกรรมการ สหกรณ์เดินรถพัทยา จำกัด ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในโครงการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนปราศจากมลภาวะ (ฉบับที่ 2) ซึ่งมีนายวุฒิศักดิ์ เริ่มกิจการ รองนายกเมืองพัทยา เรือตรีปราโมทย์ ทับทิม ปลัดเมืองพัทยา สมาชิกสภาเมืองพัทยา หัวหน้าส่วนราชการ พร้อมด้วยแขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชน เข้าร่วมสักขีพยาน ณ ห้องประชุมทัพพระยา ศาลาว่าการเมืองพัทยา 

การพัฒนาเมืองอัจฉริยะถือเป็นวาระสำคัญ ที่จะพัฒนาเมืองท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายและสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก ตลอดจนเพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศตามแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทย ทางพัทยาได้มีแนวทางการส่งเสริมเมืองพัทยา ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวอัจฉริยะ ที่พร้อมผลักดันตามนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนให้เมืองพัทยาใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ทันสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการให้บริการ ตลอดจนการลดใช้จ่าย ด้วยการลดการใช้ทรัพยากรของเมือง และประชาชน 

โดยเน้นการออกแบบการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจ ภาคประชาชนในการพัฒนาเมือง ภายใต้แนวคิด การพัฒนาเมืองน่าอยู่ เมืองทันสมัย ให้ประชาชนในเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี จากโครงการพัฒนาเมืองต้นแบบที่ยั่งยืนปราศจากมลภาวะ (Decarbonized Sustainable City) ที่ได้เริ่มโครงการตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา ซึ่งได้เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันเมืองอัจฉริยะต้นแบบให้แก่ประเทศไทย ทั้งในด้านการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าประเภทต่างๆ มาให้บริการ รวมทั้งรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิงขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งเป็นมิติใหม่ทางด้านพลังงาน เข้ามาใช้ในการเดินทาง อีกทั้งการสร้างสถานีต้นแบบเติมไฮโดรเจนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเซลล์เชื้อเพลิงแห่งแรกของประเทศไทย

ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญของเมืองพัทยา ที่จะได้สานต่อความร่วมมือดังกล่าว ในการนำรถยนต์สองแถวไฟฟ้าเข้ามา ทดลอง ภายใต้โครงการ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อเมืองพัทยา ทั้งด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เพื่อเตรียมความพร้อมของเมืองพัทยา ให้ไปสู่เมืองอัจฉริยะผ่านความร่วมมือระหว่าง บริษัท โตโยต้า เมืองพัทยา และสหกรณ์เดินรถพัทยา ภายใต้โครงการความร่วมมือ 'โครงการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนปราศจากมลภาวะ' ที่ทุกภาคส่วนร่วมกับขับเคลื่อนพัฒนาเมืองพัทยา ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และเป็นต้นแบบของการจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและการเดินทางที่ทันสมัย ซึ่งจะนำพาเมืองพัทยาให้เป็นพื้นที่ต้นแบบในการสร้างสมดุลระหว่าง เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม เพื่อก้าวไปสู่เมืองอัจฉริยะ และปราศจากมลภาวะต่อไป

‘ตร.ไซเบอร์’ เตือนภัยหลังแอปธนาคารแห่ล่ม มิจฉาชีพปล้นทรัพย์ผ่านลิงก์ปลอมให้อัปเดต

(3 ก.ค.66) เพจกองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี - บก.ปอท. โพสต์ระบุว่า…

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาระบบบริการโอนเงินต่างธนาคารเกิดขัดข้อง ส่งผลต่อการทำธุรกรรมผ่าน Mobile Banking, Internet Banking ไม่สามารถดำเนินการได้ชั่วคราว

เตือนประชาชนระวัง มิจฉาชีพจะอาศัยจังหวะนี้ ส่งข้อความการอัปเดต Mobile Banking แนบลิงก์ปลอม ให้เหยื่อเผลอกดลิงก์ ส่งผลให้ถูกขโมยข้อมูลส่วนบุคคล หรือ ถูกติดตั้งแอปรีโมทเพื่อเข้าควบคุมโทรศัพท์ สุดท้ายถูกคนร้ายโอนเงินออกจากบัญชี

การอัปเดตแอปพลิเคชัน Mobile Banking
กดอัปเดตผ่าน Apple Store หรือ Play Store เท่านั้น

แจ้งความออนไลน์ www.thaipoliceonline.com
Line : @police1441 แชตบอทกับหมวดขวัญดาว

‘ตร.’ บุกจับ คู่ผัวเมียสอนเทรด ตุ๋นลูกศิษย์ลงทุน-เก็งกำไร อ้างไม่ได้ตั้งใจโกง แต่ตรวจพบมีประวัติเคยฉ้อโกงติดตัว

วันที่ (29 มิ.ย. 66) พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น., พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น., พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ ผบก.สส.บช.น./ หัวหน้าชุด PCT 5, พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง, พ.ต.อ.นิวัตน์ พึ่งอุทัยศรี รอง ผบก สส.บช.น., พ.ต.อ.จักราวุธ คล้ายนิล ผกก.วิเคราะห์ข่าว/ บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.ยิ่งยศ ลีชัยอนันต์, พ.ต.ท.พัชรพงษ์ กาญจนวัฎศรี รอง ผกก.วิเคราะห์ข่าว/ บก.สส.บช.น., พ.ต.ท.สมพงษ์ เกตุระติ สว.กก.วิเคราะห์ข่าว/ บก.สส.บช.น. ร่วมกับ พ.ต.อ.โสภณ ม่วงเฟื่อง ผกก.สภ.เมืองเชียงราย ได้ร่วมกันสืบสวนติดตามจับกุม น.ส.ธรรยชนก อายุ 37 ปี ชาวจังหวัดเชียงราย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนครปฐม ที่ จ.300/2565 ลงวันที่ 26 ส.ค. 65 และนายกนก หรือ ‘นายเก้าทัพ’ อายุ 36 ปี ชาวจังหวัดเชียงราย ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดนครปฐม ที่ จ.209/2565 ลงวันที่ 17 มี.ค. 66 ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกง และร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน” จับกุมตัวได้ที่บ้านหลังหนึ่ง หมู่ 12 ตำบลท่าสาย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา

สืบเนื่องจากช่วงเดือน ส.ค. 62 กลุ่ม K1FX Trader Club ได้มีการประชาสัมพันธ์ในช่องทางออนไลน์ว่า ได้มีการจัดตั้งบริษัทกองทุนชื่อ ‘Ascension Wealth’ มีระบบการลงทุนที่ปลอดภัย รับผลกำไรที่ยั่งยืน ด้วย Copy Trade Investment โดยมีการการันตีผลตอบแทนขั้นต่ำเดือนละ 5 % ของเงินต้น และมีการประกันเงินทุน 100% พร้อมด้วยกรมธรรม์คุ้มครองการลงทุน ทำให้กลุ่มผู้เสียหายหลงเชื่อมั่นว่า บริษัทกองทุนดังกล่าวมีการแบ่งปันผลกำไรได้จริง จึงได้มีการลงทุนรวมเป็นเงินกว่า 24 ล้านบาท

ต่อมาโบรกเกอร์ FTG ซึ่งเป็นโบรกเกอร์ที่นายกนก ใช้ได้ปิดตัวลง ผู้เสียหายได้สอบถามขอดูข้อมูลจากนายกนก แต่นายกนกก็ไม่ให้ข้อมูลใดๆ แก่ผู้เสียหาย หลังจากนั้นผู้เสียหายก็ติดต่อกับนายกนกฯยากขึ้น และไม่ได้รับผลตอบแทน ซึ่งต่อมาผู้เสียหายได้พยายามติดต่อกับนายกนก เรื่อยมาเพื่อขอทุนคืน แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ จึงเชื่อว่าถูกฉ้อโกงเงิน จึงได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครปฐม เพื่อดำเนินคดี

กระทั่งศาลจังหวัดนครปฐมได้พิจารณาออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งคู่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการที่ 5 กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ สืบนครบาล ร่วมกับชุด PCT5 จึงรีบทำการสืบสวนหาเบาะแส จนสามารถจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองรายดังกล่าวมาดำเนินคดีได้

จากการสอบสวน น.ส.ธรรยชนก หรือโดนัท ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่า นายกนก หรือเคน หรือนายเก้าทัพ สามีเป็นคนเอาบัญชีธนาคารตนไปรองรับเงินที่ผู้เสียหายลงทุนเทรดเก็งกำไรค่าเงิน (Forex) ส่วนนายกนก หรือเคน ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยให้ข้อมูลว่าเดิมทีตนเองรับราชการ มีความรู้และสนใจเรื่องการลงทุนเทรดเก็งกำไรค่าเงิน (Forex) จึงได้ตัดสินใจลาออกจากราชการเพื่อมาทำธุรกิจเรื่องการลงทุนเทรดเก็งกำไรค่าเงิน (Forex) อย่างเต็มตัว

นายกนก หรือเคน หรือนายเก้าทัพ ให้การอ้างว่า ความจริงแล้วตนไม่ได้มีเจตนาที่จะฉ้อโกงผู้เสียหาย แต่เนื่องจากประสบปัญหานำเงินที่ได้จากผู้เสียหายไปลงทุนนั้นขาดทุนซึ่งตนพยายามที่จะชดใช้คืนผู้เสียหายแต่ละรายอยู่ และไม่ได้หลบหนีไปไหน พร้อมที่จะเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

จากการตรวจสอบประวัติคดีของ น.ส.ธรรยชนก ในฐานข้อมูลสำนักงานตำรวจแห่งชาติพบว่าปัจจุบัน ตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดธัญบุรี ที่ 502/2564 ลงวันที่ 17 ส.ค.2564 กระทำความผิดฐาน ‘ฉ้อโกง’ ท้องที่ สภ.คูคต อีก 1 หมายจับ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานแจ้งให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบดำเนินการอายัดตัวผู้ต้องหาเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายเป็นที่เรียบร้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครปฐม เพื่อดำเนินคดีต่อไป

ด้าน พล.ต.ต.ธีรเดช กล่าวแจ้งเตือนภัยไปยังพี่น้องประชาชนว่าในสังคมปัจจุบัน มิจฉาชีพมีเล่ห์เหลี่ยมกลโกงมากมายหลายรูปแบบ ตลอดจนการลงทุนต่างๆ มีความเสี่ยงผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ชัดเจนก่อนทำการลงทุน ตลอดจนขอให้ประชาชนได้โปรดใช้สติในการใช้ชีวิตในสังคม อย่างหลงเชื่อกลโกงต่างๆ ของมิจฉาชีพซึ่งมีอยู่มากมาย ควรมีสติวิเคราะห์ถึงพฤติกรรม กลโกง

หากไม่แน่ใจ หรือสงสัยว่าบุคคลที่เข้ามาเสนอผลประโยชน์ นั้นจะเป็นมิจฉาชีพ หรือไม่ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ หรือแจ้งเบาะแสการกระทำความผิด มายังเพจ ‘สืบสวนนครบาล IDMB’ ได้ตลอด 24 ชม. แม้จะเป็นคดีที่มีความเสียหายไม่มาก แต่หากเป็นคดีที่ประชาชนเดือดร้อน เราทำทันที ตามนโยบายของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผบช.น.
 

เตือนสติ กลุ่มเยาวชนปาหินใส่รถไฟ สุดท้ายถูกตำรวจคลองตัน ดำเนินคดี ทำบันทึกทัณฑ์บน พร้อมผู้ปกครอง

27 มิ.ย. 2566 ความคืบหน้าเหตุ กลุ่มเยาวชน ร่วมกันก่อเหตุปาหิน ใส่ขบวนรถไฟ สายกรุงเทพ-ปราจีนบุรี ใกล้สถานีแอร์พอร์ตลิงก์รามคำแหง กรุงเทพฯ จนทางตำรวจ สน.คลองตัน ได้ลงพื้นที่เร่งติดตามตัวผู้ปกครองเด็กเหล่านี้มาดำเนินการทำทัณฑ์บน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีกนั้น
ล่าสุด เมื่อค่ำที่ผ่านมา พ.ต.อ.วชิรากรณ์ วงศ์บุญ ผกก.สน.คลองตัน สั่งการให้ พ.ต.ท.ประเสริฐ จันทร์อักษร รอง ผกก.สส.สน.คลองตัน นำกำลังติดตามตัวเยาวชนชาย อายุระหว่าง 13-16 ปี จำนวน 7 ราย พร้อมกับผู้ปกครองมาที่ สน.คลองตัน 

จากการสอบถามเยาวชน รับว่าตนเองนั้นลงมือก่อเหตุจริง โดยทำเป็นครั้งแรก เกิดจากสาเหตุความคึกคะนองของกลุ่มเยาวชนดังกล่าว  เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้จัดทำบันทึกทัณฑ์บนความผิดครั้งแรก แก่ผู้ปกครองและเยาวชนว่า จะไม่ประพฤติตนเช่นนั้นอีก ซึ่งเป็นถือเป็นพฤติกรรมที่ถือว่าเป็นเด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำผิด 

ตามกฎกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง กำหนดเด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำผิด พ.ศ.2549 ออกตามความมาตรา 4 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 โดยหากฝ่าฝืนจะถือว่าเป็นความผิดฐาน ปล่อยปละละเลย หรือยุยงส่งเสริมเด็กหรือเยาวชนให้กระทำความผิด ซึ่งผู้ปกครองได้รับทราบและเข้าใจดี   
และยังบันทึกข้อตกลงการเลี้ยงดูเด็ก โดยตกลงว่าจะดูแลเยาวชนเป็นอย่างดี และไม่ให้มาก่อเหตุเช่นนี้อีก พร้อมทั้งลงประจำวัน ไว้เป็นหลักฐาน และส่งตัวเยาวชนให้แก่ผู้ปกครองต่อไป

‘ตร.ไซเบอร์’ เปิดปฏิบัติการล่าตัวราชาคริปโตฯ เครือข่ายจีนแสบ หลังหลอกตุ๋นลงทุนข้ามชาติ เสียหายทั่วโลกนับหมื่นล้าน!!

(27 มิ.ย. 66) พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. สั่งการให้ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์, พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท., พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ, พล.ต.ต.อำนาจ ไตรพจน์, พล.ต.ต.ไพโรจน์ สุขรวยธนโชติ, พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ ผบก.สอท.2, พล.ต.ต.สถิตย์ พรมอุทัย ผบก.สอท.3 ปฏิบัติการ ‘Trust No One ล่าข้ามโลกราชาคริปโตฯ Ep : 2’ ปิดล้อมตรวจค้น 10 จุด ประกอบไปด้วย ในพื้นที่กรุงเทพกรีฑา 7 จุด ย่านสาทร 1 จุด จังหวัดสมุทรปราการ 1 จุด และพัทยา จังหวัดชลบุรี 1 จุด แสวงหาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

โดยจุดสำคัญคือการเข้าตรวจค้นห้องชุดชั้น 37 มูลค่า 128 ล้านบาท ภายในคอนโดหรูย่านสาทร ซึ่งห้องดังกล่าวมีการตกแต่งบิ้วอินสุดหรู โดยพบว่าห้องดังกล่าวเป็นของ ‘นายอาบิน เย่’ สามีของ ‘นางเคอ ยี เย่’ หรือ ‘คี ยี’ เย่อายุ 25 ปี ผู้ต้องหาชาวจีนตามหมายจับศาลอาญาที่ 1665-1666/2566 ลงวันที่ 26 พ.ค. ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันฟอกเงิน ที่ถูกจับกุมไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งทางนายอาบิน เย่ คือ ผู้ต้องหาตามหมายแดงของตำรวจสากล ในความผิดฉ้อโกงประชาชน ที่ทางสาธารณรัฐประชาชนจีนต้องการตัวหลังก่อเหตุหลอกคนจีน สูญเงินมากกว่า 180 ล้านหยวน หรือมากกว่า 900 ล้านบาท

เบื้องต้นพบพยานเอกสารจำนวนมาก และเครื่องใช้ไฟฟ้าบางส่วนที่ถูกทิ้งไว้ จึงได้ทำการตรวจยึดไว้ตรวจสอบ นอกจากนี้ ในจุดอื่นๆ ส่วนใหญ่เป็นบ้านหรูหลังละ 60-80 ล้านบาท รวมทั้งในส่วนที่ จ.สมุทรปราการ และ จ.ชลบุรี ซึ่งในทางสืบสวนพบว่าถูกซื้อในนามนิติบุคคลของกลุ่มทุนจีน เจ้าหน้าที่จึงได้ยึดอายัดไว้เพื่อดำเนินการตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้อง

มีรายงานว่า ปฎิบัติการครั้งนี้เป็นการขยายผลจากปฏิบัติการ ‘Trust No One ล่าข้ามโลกราชาคริปโตฯ  Ep : 1’ โดยครั้งนั้นบช.สอท.ได้เข้าตรวจค้น 6 จุด ในย่านศรีนครินทร์ และจับกุมนายเซาเซียน ซู อายุ 31 ปี และนางคี ยิ ยี อายุ 25 ปี ผู้ต้องหาชาวจีนตามหมายจับศาลอาญาที่ 1665-1666/2566 ลงวันที่ 26 พ.ค. ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันฟอกเงิน  หลังก่อเหตุใช้โปรไฟล์ปลอมตีสนิท ผู้เสียหายผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ก่อนจะชวนลงทุนในแพลตฟอร์มปลอมสําหรับเทรดเงินสกุลดิจิตอลหรือ สินทรัพย์ต่างๆ ในลักษณะหลอกลงทุนไฮบริดสแกรม ซึ่งมีผู้เสียหายในพื้นที่สน.ศาลาแดง,สน.โชคชัย และ สภ.บางสะพาน จ. ประจวบคีรีขันธ์ รวมมูลค่ากว่า 35 ล้านบาท อย่างไรก็ตามสำหรับผลการปฎิบัติทางตำรวจไซเบอร์จะแถลงในเวลา 13:00 น. ที่ บช.สอท.ต่อไป
 

กลุ่มผู้เสียหาย ร้องตร.ไซเบอร์ เอาผิด เท้าแชร์แม่หนิง หลอกเล่นแชร์ออนไลน์ ผ่อนสินค้าแบรนด์เนม สุดท้ายถูกเชิด

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2566 ที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 (บก.สอท.1) ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กทม. กลุ่มผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อแชร์ “แม่หนิง”เข้าร้องขอความเป็นธรรมกับ ตำรวจ บก.สอท. เพื่อให้ดำเนินคดีกับเท้าแชร์ในความผิดฐาน “ฉ้อโกง ประชาชน” หลังเล่นแชร์ออนไลน์ ลงทุนออนไลน์ (สินค้าผ่อน) แล้วสูญเงินไปไม่ต่ำกว่าคนละ 5 แสน ถึง 1 ล้านบาท

หนึ่งในผู้เสียหาย กล่าวว่า ตนรู้จักกับเท้าแชร์ที่ชื่อแม่หนิงผ่านทางเฟซบุ๊ก และเคยเล่นแชร์ด้วยมานานกว่า 7 ปี โดยก่อนหน้านี้ไม่เคยถูกหลอกจึงเชื่อใจมาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ตนเล่นแชร์ทองหนัก 2 บาท ซึ่งผ่อนจนครบทั้งหมด 17 งวด งวดละ 2,950 บาท แต่กลับไม่ได้รับทองตามวันที่กำหนด

จึงรู้สึกเอะใจ เลยทักไปถามลูกแชร์คนอื่นที่เล่นแชร์ทองไปก่อนหน้านี้ จนทราบว่าลูกแชร์คนดังกล่าวก็ยังไม่ได้รับทองเช่นกัน ถึงรู้ตัวว่าถูกหลอก นอกจากนี้ยังทราบภายหลังว่ามีผู้เสียหายบางรายตั้งแต่ปี 64 ยังได้ของไม่ครบ ก่อนจะรวบรวมจำนวนผู้เสียหายเพื่อมาแจ้งความข้อหาฉ้อโกงประชาชน เบื้องต้นมีผู้เสียหายที่รวบรวมได้ประมาณ 12 คนทั่วประเทศ

ด้านผู้เสียหายแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม หลอกเล่นแชร์ออนไลน์ กลุ่มหลอกขายแชร์และกลุ่มผ่อนสินค้าออนไลน์ เช่น ของแบรนด์เนม, ทอง , ไอโฟน รวมมูลค่าความเสียหายเบื้องต้น 3.3 ล้านบาท เฉลี่ยรายละหลักหมื่นบาทถึงหลักล้านบาท มีผู้เสียหายมียอดถูกโกงมากสุด 1.6 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้กลุ่มผู้เสียหายเคยรวมตัวไปติดต่อแจ้งความที่โรงพักแห่งหนึ่ง ใน จ.สมุทรปราการ เนื่องจากผู้ก่อเหตุพักอยู่ที่ ต.สำโรงเหนือ แต่ตำรวจปฏิเสธรับแจ้งความ ซึ่งกลุ่มผู้เสียหายเชื่อว่าอาจเป็นเพราะสามีของท้าวแชร์แม่หนิงเป็นคนคุมบ่อนและชอบอ้างชื่อหรือแสดงตัวว่าสนิทสนมกับตำรวจตั้งแต่ระดับ ร้อยตำรวจตรีจนถึงพันตำรวจเอก ซึ่งน่าจะใช้อิทธิพลทำให้แจ้งความชั้นโรงพักไม่ได้

อย่างไรก็ตามผู้เสียหายได้พยายามติดต่อเท้าแชร์แม่หนิงแต่ได้คำตอบบ่ายเบี่ยง อ้างว่ากำลังทำบัญชี ทำระบบ และล่าสุดผ่านมา 3 วันไม่สามารถติดต่อได้ แต่หน้าเพจยังเปิดรับลูกแชร์อยู่ตามปกติ นอกจากนี้ยังมีการขู่ผู้เสียหายว่าถ้ารอไม่ได้ก็แจ้งความ หรือไม่ก็ไปเจอกันที่ชั้นศาลเลย และคาดว่าอาจจะทำกันเป็นกระบวนการ ทั้งนี้ตนอยากได้เงินคืนและขอความชัดเจน

ขณะที่พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น ทราบว่ากรณีดังกล่าวมีผู้เสียหายหลายส่วนและเกิดในหลายพื้นที่ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ซึ่งจะต้องตรวจสอบดูว่าลักษณะเป็นแชร์หรือไม่ หรือเป็นการฉ้อโกงประชาชนอย่างไร เบื้องต้น สอท.1 ได้รับเรื่องไว้ และจะให้พนักงานสอบสวน สอบปากคำผู้เสียหาย หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะนำเรื่องเข้าสู่ระบบ เพื่อดำเนินการตามกระบวนการต่อไป

‘ชัยวุฒิ’ เร่งปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ เดือน พ.ค. ระดมจับคนขายบัญชีม้า ซิมม้าแล้วกว่า 200 ราย

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 2/2566เพื่อเร่งรัดทุกหนว่ยงานที่เกี่ยวข้องปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์

วันนี้ (23 มิถุนายน 2566) นายชัยวุฒิ รัฐมนตรีดีอีเอส พร้อมด้วย ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์ สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พล.ต.อ. ดํารงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. พล.ต.ต. เอก รักษ์ ลิ้มสังกาศ รองเลขาธิการ ปปง. พล.ต.ท. วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบช.สอท. พล.ต.ท. สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการประจําสํานักงานผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ นาวาโท ศักติพงษ์ สิบหมื่นเปี่ยม ผู้อํานวยการฝ่ายเฝ้า ระวังความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ สกมช. นายเขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อํานวยการกองคดีเทคโนโลยี และสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ นางสาวสิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศ ไทย นายกฤษณ์ ไพโรจน์กีรติกุล ผู้อํานวยการฝ่ายอาวุโส บมจ. ธนาคารกรุงไทย ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย นางสาวสุชา บุณยเนตร ผู้ช่วยเลขาธิการสํานักงาน ก.ล.ต. นางสาวอรวรี เจริญพร ผู้อํานวยการสํานักบริหาร จัดการหมายเลขโทรคมนาคม สํานักงาน กสทช. และนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อ เศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการฯ ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 2/2566 เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการดําเนินการที่เกี่ยวข้องกับตาม พ.ร.ก. มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 และพิจารณากระบวนการ ดําเนินงานที่เกี่ยวข้องในการระงับยับยั้งธุรกรรมที่ต้องสงสัยและช่องทางสําหรับให้บริการประชาชนอย่าง สะดวกและรวดเร็ว

ที่ผ่านมาหลัง พ.ร.ก. มีผลบังคับใช้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดําเนินการ สรุปผลได้ดังนี้ เมื่อเทียบก่อนและหลังออก พ.ร.ก. สถิติการเกิดคดีออนไลน์ ลดลง และสามารถอายัดบัญชีคนร้ายได้มากขึ้น ดังนี้

- สถิติคดีออนไลน์ - การอายัดบัญชีก่อน เฉลี่ย 790 เรื่อง/วัน หลัง เฉลี่ย 684 เรื่อง/วัน

(คดีลดลงเฉลี่ย 106 เรื่อง/วัน) ก่อน อายัดได้ทัน 6.5% (ขออายัด 1.35 พันล้านบาท อายัดทัน 87 ล้านบาท) หลัง อายัดได้ทัน 15.3% (ขออายัด 1.5 พันล้านบาท อายัดทัน 229 ล้านบาท) (อายัดได้ทันเพิ่มขึ้น 8.8%)

ผลการดําเนินงาน 4 ด้าน

1. บัญชีม้าซิมม้าแก๊งCallCenter-ปิดกั้นSMS/เบอร์โทรหลอกลวงรวม188,915รายการ (กสทช.) / ปิดกลุ่ม facebook ซื้อขายบัญชีม้า 19 กลุ่ม (กระทรวงดิจิทัลฯ) / อายัดบัญชี 101,904 บัญชี (สตช.) / - แจ้งรายชื่อบุคคล /เจ้าของบัญชีธนาคาร ที่ใช้กระทําความผิด 993 รายชื่อ (ปปง.) / ดําเนินคดี บัญชีม้า ซิมม้า 219 คดี ผู้ต้องหา 216 คน (ตํารวจ)

2. การหลอกลวงลงทุน-ระดมทุนออนไลน์และหลอกลวงทางการเงิน-ดําเนินคดี740คดี/ผู้ต้องหา 762 ราย (ตํารวจ)

3. การพนันออนไลน์-ดําเนินคดี662คดี/ผู้ต้องหา774ราย(ตํารวจ)/ปิดกั้น2,334เว็บไซต์ (กระทรวงดิจิทัลฯ)

4. การหลอกลวงซื้อขายสินค้าบริการออนไลน์ - ดําเนินคดี 331 คดี / ผู้ต้องหา 347 ราย (ตํารวจ)

ที่ประชุมไดพ้ ิจารณาประเด็นที่สําคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ 7 เรื่อง

1. เหตุอันควรสงสัยของสถาบันการเงินโดยได้กําหนดเหตุอันควรสงสัยของธุรกรรมทางการเงินที่อาจเป็น การดําเนินการของมิจฉาชีพ 18 ข้อ

2. เหตุอันควรสงสัยของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ที่อาจเป็นการดําเนินการของมิจฉาชีพ10ข้อ

3. ระบบหรือกระบวนการเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลฯ ระหว่าง สถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจ

กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสมาคมธนาคารไทยอยู่ระหว่างพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูล ITMX ซึ่งที่ ประชุมมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศและสมาคมธนาคารไทยเร่งรัดการจัดทําระบบแลกเปลี่ยน ข้อมูลให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

4. ระบบหรือกระบวนการเปิดเผยหรือแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่าง ผู้ให้บริการ เครือข่ายโทรศัพท์ ซึ่งที่ประชุมมอบหมายให้สํานักงาน กสทช เร่งพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์ เพื่อใช้ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์

5. วิธีการและช่องทางในการแจ้งเหตุอันควรสงสัย และรับส่งข้อมูล ของสถาบันการเงินฯ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยตํารวจจะพัฒนาระบบ Banking เชื่อมต่อกับระบบ ITMX ของสถาบันการเงินเพื่อเป็น ช่องทางรับแจ้งเหตุอันควรสงสัย และให้ ปปง. และ DSI พิจารณาช่องทางในการรับแจ้งเหตุอันควร สงสัยและการรับส่งข้อมูลกับสถาบันการเงินด้วย

6. วิธีการและช่องทางในการแจ้งเหตุอันควรสงสัย และรับส่งข้อมูล ของผู้ให้บริการโทรศัพท์ฯ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยระบบ banking ของตํารวจจะเชื่อมต่อกับระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลของ

กสทช. ด้วยเพื่อรับแจ้งเหตุอันควรสงสัย

7. วิธีการและช่องทาง ของสถาบันการเงินฯ ในการรับแจ้งจากผู้เสียหาย โดยหน่วยงานได้ ร่วมกัน ดําเนินงานตาม พรก อย่างจริง

8. มาตรการอื่นๆได้แก่การควบคุมการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อไม่ให้เป็นช่องทางในการแลกเปลี่ยน และฟอกเงิน การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการรัฐร่วมเอกชน แนวทางการป้องกันและปราบปรามบัญชีม้าและ ซิมม้า แนวทางในการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันป้องกันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้แก่ประชาชน มาตรการในการป้องกันปราบปรามคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีประเภท แอปพลิเคชันดูดเงิน

รัฐมนตรีชัยวุฒิฯ แจ้งว่า คณะกรรมการได้เห็นชอบแนวทางตามที่เสนอและขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นําไปดําเนินการ อย่างเร่งด่วน เพื่อแก้ไขปัญหาลดความเดือดร้อนให้ประชาชนโดยเร็วต่อไป และขอขอบคุณทุก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องขานรับและตั้งใจร่วมกันในการดําเนินงานแก้ไขปัญหาลดความเสียหายและอาชญากรรมที่ เกิดขึ้น บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จับกุมผู้กระทําความผิด และดําเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องกับบัญชีม้า และซิมม้ามาลงโทษ ซึ่งจะสามารถบรรเทาการสูญเสียทรัพย์ได้แน่นอน

‘กรมศุลกากร’ ยึดทุเรียนลักลอบนำเข้า  น้ำหนัก 8,420 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยว่า อธิบดีกรมศุลกากรได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรดำเนินการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรเพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อผลผลิตภายในประเทศ และเป็นการป้องกันการสวมสิทธิผลไม้ไทยที่ส่งออกไปต่างประเทศ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้เกษตรกรไทยและผู้ประกอบการที่สุจริต 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2566 นายศศิน ปงรังษี ผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 นายประพันธ์ จันทร์ไทยศรี นายด่านศุลกากรอรัญประเทศ ได้ให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรลงพื้นที่เฝ้าระวังการลักลอบขนส่งสินค้าเกษตรที่ไม่ผ่านพิธีการศุลกากร บริเวณถนน 317(หน้าโรงพยาบาลวังสมบูรณ์) ตำบลวังสมบูรณ์ อำเภอวังสมบูรณ์ จังหวัดสระแก้ว พบรถบรรทุก 6 ล้อ มีลักษณะน่าสงสัย จึงทำการขอตรวจค้น พบทุเรียนสด มีถิ่นกำเนิดต่างประเทศ ไม่ปรากฏเอกสารหลักฐานแสดงการผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง จำนวน 8,420 กิโลกรัม มูลค่าประมาณ 1,178,800 บาท

กรณีดังกล่าว ถือเป็นความผิดตามมาตรา 242 และ 246 ประกอบมาตรา 252 เจ้าหน้าที่จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 166 และ 167 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 ยึดของดังกล่าวพร้อมนำตัวผู้ต้องหาและยานพาหนะที่ใช้ในการกระทำความผิดส่งด่านศุลกากรอรัญประเทศ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เร่งล่าโจรแสบ!! ขโมยกระบี่อนุสาวรีย์ ‘กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์’ นับเป็นครั้งที่ 2 หลังเคยถูกขโมยไปแล้วเมื่อ 15 ปีก่อน

เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 66 เจ้าหน้าที่เร่งหาเบาะแสคนร้ายขโมยกระบี่พระอนุสาวรีย์ กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ที่ประดิษฐานอยู่บนเขาน้อย จังหวัดสงขลา นับเป็นครั้งที่ 2 หลังเคยหายไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อ 15 ปีก่อน

นับเป็นเรื่องสะเทือนใจชาวจังหวัดสงขลาอย่างมาก เมื่อปรากฏว่า กระบี่ที่ห้อยอยู่ด้านซ้ายของพระอนุสาวรีย์ ‘พลเอกสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์’ ซึ่งประดิษฐานอยู่บนเขาน้อยได้หายไป เหลือเพียงพระอนุสาวรีย์ที่ไม่มีกระบี่ คาดว่า คนร้ายแอบปีนขึ้นไปขโมยในช่วงกลางคืนเพราะไม่มีคน โดยทางเทศบาลนครสงขลาได้มาตรวจสอบแล้ว และประสานตำรวจให้ช่วยสืบสวนหาเบาะแส ซึ่งชาวสงขลาต่างวิงวอนให้ผู้ที่ขโมยไปนำกลับคืนมาไว้ที่เดิม เนื่องจากเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อจิตใจของชาวสงขลา

และเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก เพราะว่ากระบี่ที่ห้อยอยู่ด้านข้างพระอนุสาวรีย์ฯ เคยถูกคนร้ายขโมยหายไปครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2551 หรือเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา และได้มีการสร้างทดแทนขึ้นมาใหม่ เพื่อให้พระอนุสาวรีย์ฯ มีความสง่างามเหมือนเดิม แต่ปรากฏว่าก็มาถูกขโมยไปอีก จากการสันนิษฐานคาดว่าคนร้ายที่มาขโมยกระบี่ ซึ่งไม่สามารถประเมินค่าได้ อาจเป็นกลุ่มที่สะสมของเก่า หรือไม่ก็นำไปขายเป็นทองเหลืองในร้านค้าของเก่า

‘เนท MyMateNate’ จ้างตำรวจคอมมานโด ไล่ล่าในห้างฯ ล่าสุด ผบ.ตร. ตั้งกรรมการสอบแล้ว เบื้องต้นมีความผิดตามกฎหมาย

จากกรณียูทูบเบอร์ ชื่อดัง เนท MyMateNate จ้างตำรวจ 50 นาย - คอมมานโด ไล่ล่าในห้างฯร้าง ได้โพสต์คลิปภารกิจการเอาตัวรอดคลิปหนึ่ง พร้อมทั้งระบุข้อความว่า "จะรอดไหม?!" จนกลายเป็นกระแสสังคมถึงความเหมาะสมนั้น

วันที่20มิ.ย ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ. ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร เปิดเผยว่า อีก 7 วันก็น่าจะรู้เรื่อง ให้ภาค7ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแล้ว เบื้องต้น เป็น ตำรวจจำนวน8 นาย ที่อยู่กองบินตำรวจ 2 นาย ตำรวจ ตชด.  6นาย เท่าที่ตรวจสอบเบื้องต้นไม่ถึง 50 นาย มีแค่ 30 คน นอกนั้นน่าจะเป็นพลเรือน ดูแล้วทางตำรวจที่ไปก็เห็นว่าไม่ได้ขอทางผู้บังคับบัญชา ซึ่งความผิดทางเราก็ไม่ได้เป็นเอาตาย การทำอะไรก็ต้องขออนุญาตก่อน ทางผู้จัดทำยูทูปเบอร์ พูดว่ามีการจ้าง ตร. 50 คน ไปโฆษณาเป็นเรื่องของธุรกิจส่วนตัว  

ซึ่งจะมีความผิดกฎหมายหลายข้อ เช่นการแต่งกายคล้ายตำรวจ ให้ประชาชน เข้าใจผิด ดูแล้วว่าตำรวจไม่ต้องมาทำงานทำการ ไปทำงานที่อื่น มีรถตำรวจด้วย ตอนนี้ให้ฝ่าย กฎหมายตำรวจดูว่ามีการละเมิดหรือไม่

ซึ่งก็จะเรียก youtuber มาให้ปากคำดูเจตนาเค้าด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top