Sunday, 9 August 2026
NEWS FEED

‘ดร.ชวลิต’ ชี้!! การเจอ ‘ปลาออร์ฟิช’ ไม่ได้ฟังธงว่าจะเกิดแผ่นดินไหว แต่การตระหนักถึงภัยธรรมชาติต่างหาก คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ปลอดภัย

(7 ม.ค.67) จากกรณีโลกออนไลน์แชร์ภาพพบ ‘ปลาออร์ฟิช’ (Oarfish) หรือที่เรียกกันว่า ‘ปลาพญานาค’ ติดเรือชาวประมงขึ้นมาที่บริเวณเกาะอาดัง อำเภอละงู จังหวัดสตูล เมื่อไม่นานนี้ ทำให้หลายคนวิตกกังวล เนื่องจากมีความเชื่อกันว่า เปรียบเสมือนตัวแทนผู้ส่งสารจากวังของพญามังกร ที่จะมาเตือนผู้คนว่าภัยพิบัติกำลังจะมาเยือน

ล่าสุด ดร.ชวลิต วิทยานนท์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเรื่องปลา และกรรมการบริหารมูลนิธิสืบนาคเถียร กล่าวถึงเรื่องการเจอ ‘ปลาออร์ฟิช’ (Oarfish) หรือ ‘ปลาพญานาค’ ในน่านน้ำทะเลไทย ซึ่งไม่เคยเจอมาก่อนเลย แต่ตอนนี้เจอถึง 2 ครั้ง 2 ตัวในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนั้น ว่า แม้ว่ายังไม่มีข้อมูลยืนยันถึงลางบอกเหตุแผ่นดินไหว และสึนามิในทุกครั้ง จากการพบปลาออร์ฟิช แต่การตระหนักถึงภัยธรรมชาตินี้ ก็เป็นทางหนึ่งของความปลอดภัยได้ เช่น ในช่วงนี้นักท่องเที่ยวแถบทะเลอันดามันควรสังเกตเป็นพิเศษ หากพบว่าที่ชายหาดเกิดน้ำลงเร็วผิดรอบจากที่ควรเป็น หรือลงมากกว่าปกติ ก็ควรระวังรีบเผ่นขึ้นที่สูงได้ทัน

สำหรับปลาออร์ฟิช หรือปลาพญานาค เป็นปลากระดูกแข็งในอันดับ Lampriformes อันดับเดียวกับปลาโอปอ (Opahfish) อยู่ในวงศ์ Regalecidae พบแล้ว 3 ชนิดทั่วโลก แต่ที่มีขนาดใหญ่ มี 2 ชนิด คือ 1.) Giant oarfish Regalecus glesne (P. Ascanius, 1772) มีครีบหลังยาวมาก มีก้านครีบ 390-450 อัน กระโดงตอนหน้าที่ยาวเป็นหงอนแรกมี 6-8 ก้าน ตอนสองมี 5-11 ก้าน มักพบในเขตอบอุ่น แถบแอตแลนติกและแคลิฟอร์เนีย เคยพบยาวสุดประมาณ 17 เมตร หนักได้ถึง 270 กิโลกรัม

2.) Russell’s oarfish Regalecus russelii (G. Cuvier, 1816) มีก้านครีบหลังน้อยกว่า 320-370 อัน กระโดงตอนหน้าที่มี 3-6 ก้าน ตอนสองมีก้านเดียว พบในเขตร้อน แถบอินโด-แปซิฟิกตะวันตก เช่น ญี่ปุ่น จีน ถึงคอสตาริกา และพบในมหาสมุทรอินเดีย รวมถึงตัวที่พบในประเทศไทย เมื่อช่วงขึ้นปีใหม่นี้ด้วย เจ้าตัวนี้มีความยาว 2.4 เมตร ได้มาโดยคุณธนิสร วสิโนภาส ไปเสาะหามาเพื่อนำมามอบให้ อพวช. เก็บเป็นตัวอย่างอ้างอิงของไทย

ปลานี้มีลำตัวบาง ยาว คล้ายปลาดาบเงิน ผิวบางมีสีเงินลายประสีคล้ำจางๆ ครีบสีแดง มันได้รับฉายาว่าเป็นปลาที่ตัวยาวมากที่สุด กินกุ้ง ปลาหมึกที่เป็นแพลงค์ตอนขนาดใหญ่ อาศัยอยู่กลางน้ำลึกตั้งแต่ 200 เมตร ลงไป เวลาว่ายน้ำมักเอาหัวตั้งขึ้น

ตามตำนานของญี่ปุ่นเชื่อว่าปลาพญานาค เป็นปลาส่งสารจากวังของพระเจ้าแห่งท้องทะเล เพราะมันจะโผล่มายังบริเวณผิวน้ำ ก่อนเกิดแผ่นดินไหว หรือสึนามิ

โดยตัวอย่างในปี 2011 ก่อนเกิดเหตุการณ์สึนามิ แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ฟูกูชิมะ ที่คร่าผู้คนร่วมสองหมื่นคน หลายดือนก่อนหน้า พบปลาพญานาคขึ้นมาที่ตื้นราว 20 ตัว เชื่อกันว่ามีความเปลี่ยนแปลงที่ใต้ท้องทะเลก่อนหน้าการเกิดแผ่นดินไหว และมีตำนานของญี่ปุ่นกลาวถึงเรื่องจากปลานี้อยู่มานานแล้ว

ยังไม่มีการอธิบายที่แน่ชัดสำหรับการปรากฎตัวของเจ้าปลานี้ แต่ในทางวิทยาศาสตร์อาจอธิบายได้ว่า ด้วยความที่เจ้าปลาพญานาคเป็นปลาที่อาศัยอยู่บริเวณก้นทะเลลึก จึงไวต่อการรับรู้จากพื้นทะเลได้ก่อน หรือเป็นไปได้ที่มันจะไวต่อการเปลี่ยนแปลงของคลื่นสั่นสะเทือน หรือพลังงานใดๆ ขณะที่แผ่นเปลือกโลกกำลังขยับก่อนแผ่นดินไหว

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาที่ว่า การพบเห็นปลาออร์ฟิช อาจไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการเกิดลางร้ายแผ่นดินไหวทุกครั้งไป โดยมีการศึกษาถึงความเกี่ยวข้องของการพบเห็นปลาออร์ฟิชในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งยังไม่สามารถยืนยันถึงความเชื่อมโยงได้

‘หนุ่มตาบอด’ โพสต์หาเพื่อนเที่ยวเกาะล้าน เจอ ‘หนุ่มใจดี’ อาสาพาเที่ยว อึ้ง!! ที่แท้เป็นนักกีฬาว่ายน้ำพาราลิมปิก เผย “มีความสุขมากกว่าที่คิด”

(7 ม.ค. 67) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง เปิดเผยว่า ตนเป็นผู้พิการทางสายตา ได้โพสต์ในกลุ่ม ‘หาเพื่อนเที่ยวเพื่อนกิน’ เพื่อหาคนที่จะพาตัวเองไปเที่ยวในวันหยุดสุดสัปดาห์ที่เกาะล้าน จ.ชลบุรี แล้วก็เจอคนใจบุญตอบรับและพาไปเที่ยวจริงๆ

‘นายปริพล ทู้ไพเราะห์’ ผู้ใช้เฟซบุ๊กที่พาชายตาบอดไปเที่ยว เปิดเผยว่า ตนเป็นสมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊กดังกล่าวอยู่แล้ว และปกติก็มักจะไปเที่ยวคนเดียว จนมาเจอโพสต์ดังกล่าวของคนตาบอดรายนี้เข้า จึงติดต่อไปและอาสาพาไปเที่ยวด้วย

ยอมรับว่าทีแรกก็กังวลว่าจะพาไปเที่ยวอย่างไร จะดูแลอย่างไร แต่พอได้พูดคุยกับเจ้าตัวแล้วเขาบอกว่าเป็นนักกีฬาว่ายน้ำพาราลิมปิกด้วย ดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องเป็นห่วง ตนก็สบายใจขึ้นและพาไปเที่ยวที่เกาะล้าน พร้อมเช่ารถ จยย. พาเที่ยวรอบเกาะตั้งแต่บ่ายจนถึง 16.00 น.

นายปริพล กล่าวต่อว่า ส่วนตัวมองชายคนนี้เป็นคนธรรมดา ซึ่งตนก็ไปเที่ยวมาหลายที่ และพอนึกภาพว่าเขาตาบอด มองไม่เห็นอะไรเลย ตนจึงพยายามถ่ายทอดสิ่งที่มองเห็นให้ชัดเจนที่สุด และทุกครั้งที่พูดไป ชายคนนี้จะมีท่าทีตื่นเต้น นั่นก็ทำให้รู้สึกใจฟูมากๆ

จากนี้หากมีโอกาสได้พบผู้พิการที่อยากไปเที่ยว ก็อยากจะพาไปอีก ซึ่งเรื่องนี้ทุกคนก็ทำได้ ไม่ว่าจะพาผู้พิการเที่ยวหรือไม่พิการก็ตาม

"เชียงราย"ฉก.ทัพเจ้าตาก ตำรวจแม่จันและตำรวจภูธรภาค5ยิงปะทะเดือดกลุ่มลักลอบลำเลียงยาเสพติดวิสามัญ1ศพยึดไอซ์ 323 กก."

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2567 เวลาประมาณ 20.30 นาฬิกา กองกำลังผาเมือง โดย หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก ได้รับการประสานจาก สถานีตำรวจภูธรแม่จัน ว่ามีกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนใน บริเวณ บ้านแม่สะแลป ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย จึงได้จัดกำลังจาก กองบังคับการควบคุมผาแด่น หน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก ร่วมกับ สถานีตำรวจภูธรแม่จัน และ ตำรวจภูธรภาค 5 ทำการลาดตระเวนเพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดตาม พระราชบัญญัติยาเสพติด บริเวณดังกล่าว และได้ตรวจพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัย พร้อมเป้สัมภาระ จึงได้แสดงตัวเพื่อขอทำการตรวจค้น แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าว ได้ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดยิงใส่ฝ่ายเรา จึงเกิดการปะทะกัน ประมาณ 5 นาที ผลการปะทะ ฝ่ายเราปลอดภัย หน่วยจึงได้จัดกำลังเพิ่มเติม จำนวน 3 ชุดปฏิบัติการ เข้าควบคุมพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อรอพิสูจน์ทราบเมื่อมีแสงทางทหาร

จนกระทั่งเมื่อเวลา 07.00 นาฬิกา ของวันที่ 7 มกราคม 2567 ได้เข้าพิสูจน์ทราบพื้นที่เกิดเหตุ พบกลุ่มขบวนการลักลอบลำเลียงยาเสพติด เสียชีวิต จำนวน 1 ศพ และกระสอบปุ๋ยดัดแปลงเป็นเป้สะพายหลัง จำนวน 21 ใบ ภายในบรรจุยาเสพติให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) น้ำหนักรวมทั้งสิ้น 323 กิโลกรัม, รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า เวฟ แดงดำ ทะเบียน 1 กด 988 เชียงราย จำนวน 1 คัน และลูกระเบิดขว้าง จำนวน 1 ลูก

ต่อมาเมื่อเวลา 15.00 นาฬิกา พลตำรวจโท กฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมด้วย พลตรี สมจริง กอรี รองผู้บัญชาการสกัดกั้นและปราบปรามยาเสพติด สารตั้งต้น และเคมีภัณฑ์ ชายแดนภาคเหนือ, พันเอก กิดากร จันทรา รองผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง, พันเอก ณฑี ทิมเสน ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทัพเจ้าตาก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเข้าตรวจสอบพื้นที่ปะทะดังกล่าว เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย หลังจากนั้นหน่วยได้นำของกลางส่งให้สถานีตำรวจภูธรแม่ฟ้าหลวง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สันติ วงศ์สุนันท์/ผู้สื่อข่าวเชียงราย

"ชลน่าน" ควง "อุ๊งอิ๊ง" ตรวจความพร้อมระบบประกันสุขภาพ ยกระดับบัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่ ก่อนนายกฯ ลงพื้นที่ร้อยเอ็ด คิกออฟอย่างเป็นทางการ นำร่อง 4 จังหวัดทั่วประเทศ เย็นนี้

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ และนพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริยเดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี , นายสมคิด เชื้อคง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายการเมือง), นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขานุการคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ , นายเศกสิทธิ์ ไวยนิยมพงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด , นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย สส.สระแก้ว รวมทั้งสส.พรรคเพื่อไทย อาทิ นางสาวขัตติยา สวัสดิผล นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด นางสาวชนก จันทาทอง นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช และ สส.ร้อยเอ็ด นายฉลาด ขามช่วง นางสาวจิราพร สินธุไพร นางสาวชญาภา สินธุไพร

ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด ติดตามความคืบหน้าการดำเนินนโยบาย"บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่" ที่โรงพยาบาลจตุรพักตรพิมาน อ.จตุรพักตรพิมาน ตรวจเยี่ยมดูระบบการตรวจสอบประวัติสุขภาพอิเลกทรอนิกส์ , การออกใบรับรองแพทย์ดิจิทัล , ใบสั่งยา/ใบสั่งแล็ปออนไลน์ การแพทย์ทางไกล เภสัชกรรมทางไกล การนัดหมายออนไลน์ และระบบส่งยาและเวชภัณฑ์ที่บ้าน รวมถึงระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ ก่อนที่เริ่มคิกออฟโครงการอย่างเป็นทางการในช่วงเย็นวันนี้ ซึ่งจะมีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธานเปิดโครงการ ณ ลานสาเกตุนคร หน้าหอโหวด 101 จังหวัดร้อยเอ็ด และนำร่องพร้อมกันในอีก 3 จังหวัด คือ แพร่ , เพชรบุรี และนราธิวาส รองรับการให้บริการประชาชนครอบคลุมทั่วทุกภาคของประเทศ 

สำหรับการยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติครั้งนี้ ถูกยกระดับเป็น "30 บาทรักษาทุกที่" หรือเรียกสั้นๆว่า "30 บาทพลัส" ที่ใช้บัตรประชาชนเพียงใบเดียวเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลทุกเครือข่ายทั้งภาครัฐ และเอกชนได้ โดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัว เนื่องจากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และที่สำคัญ ยังสามารถเข้ารับการรักษามะเร็งได้ครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การฉีดวัคซีน การคัดกรองมะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม หากตรวจพบก็จะถูกส่งต่อเข้ารับการรักษาต่อไป

นอกจากนี้ ยังเข้าถึงบริการในเขตเมือง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชน โดยเชิญเอกชนเข้ามาร่วมให้บริการมากขึ้น ทั้งร้านยา คลินิกทันตกรรม คลินิกกายภาพบำบัด  นับเป็นการลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข และอำนวยความสะดวกในการรับบริการของประชาชนอย่างแท้จริง

ส่วนการขยายนโยบายในเฟส 2 นั้น ภายในเดือนมีนาคมนี้ จะครอบคลุมพื้นที่อีก 8 จังหวัด คือ เพชรบูรณ์, นครสวรรค์, สิงห์บุรี, สระแก้ว, หนองบัวลำภู, นครราชสีมา, อำนาจเจริญ และพังงา

‘กรมควบคุมโรค’ เผย คนไทยป่วย ‘ไข้หวัดใหญ่’ แล้ว 4.6 แสนราย ชี้!! ‘นครราชสีมา’ น่าห่วง หลังยอดพุ่งไม่หยุด แนะ ปชช.ดูแลสุขภาพ

(7 ม.ค.67) สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา รายงานสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทย ล่าสุดว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-26 ธันวาคม 2566 พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่แล้ว 467,899 ราย อัตราป่วย 707.10 ต่อประชากรแสนคน โดยมีผู้เสียชีวิต 13 ราย เป็นผู้ป่วยเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และพบมากที่สุดในกลุ่มอายุ 10-14 ปี รองลงมาคือ กลุ่มอายุ 0-4 ปี และกลุ่มอายุ 7-9 ปี ตามลำดับ

ทั้งนี้ เนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นจากอิทธิพลของความกดอากาศสูง หรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีน แผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงทำให้มีอากาศเย็นในตอนกลางคืน และเช้า ส่วนตอนกลางวันอาการจะค่อนข้างร้อน ซึ่งสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ มีผลทำให้เชื้อไวรัสอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน แพร่กระจายได้ง่าย และเร็วขึ้น

อีกทั้งทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายลด โดยเฉพาะกลุ่ม 608 และเด็กเล็ก จะมีความเสี่ยงสูง สามารถติดเชื้อได้ง่าย โดยรับเชื้อที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศขณะที่ผู้ป่วยไอ จาม ในพื้นที่ที่มีคนอยู่รวมกันหนาแน่น และเชื้อยังแพร่ผ่านการสัมผัสฝอยละอองน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วย หรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได ปุ่มกดลิฟต์ รถสาธารณะ เป็นต้น ความเสี่ยงการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่จึงเพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ซึ่ง 4 จังหวัดในพื้นที่ดูแลของเขตสุขภาพที่ 9 ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา, ชัยภูมิ, บุรีรัมย์ และสุรินทร์

นพ.ทวีชัย วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา เปิดเผยว่า สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่น่าเป็นห่วงอย่างมาก โดยรายงานล่าสุด พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-23 ธันวาคม 2566 มียอดผู้ป่วยสะสมมากถึง 58,430 ราย และมีรายงานผู้เสียชีวิต 3 ราย เป็นผู้ป่วยเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ซึ่งสถานการณ์การระบาดของโรคในช่วง 8 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม-24 ธันวาคม 2566 หรือประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา พบผู้ป่วย 10,808 ราย โดยพบมากที่สุดในกลุ่มอายุ 5-9 ปี รองลงมาคือ กลุ่มอายุ 0-4 ปี และกลุ่มอายุ 10-14 ปี ตามลำดับ

เมื่อจำแนกสถานการณ์ 8 สัปดาห์ย้อนหลังในแต่ละพื้นที่ พบว่า ช่วงวันที่ 29 ตุลาคม-23 ธันวาคม 2566 จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุดคือ นครราชสีมา พบผู้ป่วยมากถึง 6,043 ราย รองลงมาคือ สุรินทร์ 2,019 ราย, ชัยภูมิ 1,645 ราย และบุรีรัมย์ 1,101 ราย โดยอำเภอที่มีอัตราป่วยสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา คิดเป็นอัตราป่วย 551.71 ต่อประชากรแสนคน รองลงมาคือ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ คิดเป็นอัตราป่วย 533.59 ต่อประชากรแสนคน และ อ.ห้วยแถลง จ.นครราชสีมา คิดเป็นอัตราป่วย 511.38 ต่อประชากรแสนคน

ซึ่งจำนวนผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ปี พ.ศ. 2566 เมื่อเปรียบเทียบกับค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง (พ.ศ.2561-2565) พบความผิดปกติของการเกิดโรคเนื่องจากมีผู้ป่วยมากกว่าค่ามัธยฐานตั้งแต่สัปดาห์ ที่ 6 คือในช่วง 1 มกราคม-6 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นช่วงฤดูหนาว และมีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่สัปดาห์ที่ 21 ช่วงวันที่ 21-27 พฤษภาคม ซึ่งเข้าฤดูฝนแล้ว และมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่สัปดาห์ที่ 39 ช่วงวันที่ 24-30 กันยายน 2566

จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังรักษาสุขภาพ ดูแลอนามัยส่วนบุคคล โดยเฉพาะประชาชนใน 7 กลุ่มเสี่ยง ที่ป่วยแล้วจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนและอาการรุนแรง ได้แก่ ผู้มีโรคประจำตัว เด็กเล็ก เด็กวัยเรียน และผู้สูงอายุ ต้องดูแลสุขอนามัย รักษาความอบอุ่นร่างกาย และควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ปีละ 1 ครั้ง และในกรณีที่มีอาการระบบทางเดินหายใจ ให้สวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงไปในที่มีฝูงชนจำนวนมาก หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำ และสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ

สำหรับอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ นอกจากจะมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน ไอ จาม มีน้ำมูก เจ็บคอ ตาแดง และหนาวสั่นแล้ว มักจะมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอ่อนเพลียร่วมด้วย ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ในกลุ่มเสี่ยงหากรับประทานยาเบื้องต้นแล้วอาการรุนแรง ไม่ดีขึ้น ขอให้รีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยรักษาโดยเร็ว

โดยหากมีข้อสงสัย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

‘บิ๊กป๊อด’ สั่ง!! ‘กรมอุทยานฯ-ทช.’ ผนึกกำลังตามหา ‘วาฬเผือก’ หวังเก็บภาพ-ข้อมูลเป็นกรณีศึกษาและสำรวจธรรมชาติในทะเล

(7 ม.ค. 67) เฟซบุ๊ก ‘กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช’ ระบุข้อความว่า ตามที่ปรากฏคลิปวีดิโอวาฬสีขาวในทะเลอันดามัน บริเวณเส้นทางระหว่างภูเก็ตและเกาะพีพี ซึ่งถ่ายได้จากเรือนำเที่ยวขณะนำนักท่องเที่ยวออกไปเที่ยว ทางตอนใต้ของเกาะคอรัล (เกาะเฮ) จังหวัดภูเก็ต จากการสอบถามข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญทราบว่า ปรากฏการณ์ในการค้นพบวาฬชนิดดังกล่าว เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก มีโอกาสน้อยมากที่จะได้เห็นวาฬที่มีสีขาวทั้งตัว (Albino whale) นับเป็นรายงานแรกในประเทศไทย

ล่าสุด พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ผนึกกำลังเร่งสำรวจหาวาฬเผือกดังกล่าว เพื่อเก็บภาพ เป็นข้อมูลเพื่อทำการศึกษาทางวิชาการ

โดยเมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา นายอรรถพล เจิญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนายยุทธพงค์ ดำศรีสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ หาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี รายงานปฏิบัติการค้นหาวาฬโอมูระ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติฯ และพื้นที่ใกล้เคียง สืบเนื่องจากปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 จังหวัดตรัง ได้นำเรือตรวจการณ์พร้อมอากาศยานไร้คนขับ (Drone) ออกสำรวจพื้นที่ทางทะเล ตามที่ได้รับรายงานว่าพบเจอวาฬโอมูระ ในพื้นที่เกาะพีพีดอน เกาะพีพีเล เกาะปิกะนอก โดยการปฏิบัติการค้นหายังไม่พบวาฬ ดังกล่าวแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ในวันนี้ (7 ม.ค. 67) จะดำเนินการประสานงานร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง นำทีมโดย ดร.ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์  ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิจัยทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ในระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 จังหวัดตรัง ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่  2 จังหวัดภูเก็ต พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเรือตรวจการณ์ พร้อมอากาศยานไร้คนขับ (Drone) จัดชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจในการร่วมสำรวจข้อมูลในพื้นที่ที่ได้รับแจ้งว่ามีการพบการปรากฏตัวของวาฬเผือก

สำหรับวาฬโอมูระ มีสถานะเป็นสัตว์ป่าสงวน ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562

‘วาฬโอมูระ’ (Omura’s whale) จัดอยู่ในกลุ่ม สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (Mammals) ที่อาศัยในทะเล ตัวเต็มวัยมีขนาด 10-11.5 เมตร น้ำหนักไม่เกิน 20 ตัน ส่วนใหญ่พบการกระจายในมหาสมุทรแปซิฟิก สำหรับในประเทศไทยมีรายงานการพบวาฬโอมูระทั้งฝั่งอ่าวไทย และอันดามัน กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการเรือท่องเที่ยว เรือประมง หากพบเจอสัตว์ชนิดดังกล่าว โปรดรักษาระยะห่าง และถ่ายภาพเก็บข้อมูล พร้อมทั้งแจ้งให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อลงเก็บข้อมูลทางวิชาการต่อไป

ขอบคุณภาพ-ข้อมูล เฟซบุ๊ก : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

‘อ.ธรณ์’ สุดดีใจ!! ไทยพบ ‘วาฬเผือก’ ตัวแรกที่ภูเก็ต ที่สุดแห่งความหายากในโลก มีเงินก็ใช่ว่าจะได้พบเจอ

(6 ม.ค. 67) เฟซบุ๊ก ‘Thon Thamrongnawasawat’ ของ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการด้านทะเลและสิ่งแวดล้อม และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ออกมาโพสต์ข้อมูลกรณีโลกโซเชียลได้เผยแพร่คลิปพิกัดการพบ ‘วาฬเผือก’ ที่เกาะคอรัล (เกาะเฮ) จังหวัดภูเก็ต โดยระบุว่า…

“ข้อมูลยืนยันชัดเจนพร้อมระบุพิกัดโดยเจ้าของคลิป เรามี ‘วาฬเผือก’ รายงานแรกของไทย และน่าจะเป็น ‘วาฬโอมูระเผือก’ รายงานแรกของโลกด้วยครับ

‘วาฬโอมูระ’ ต่างจากบรูด้าชัดสุด คือ สันบนหัว โอมูระมี 1 สัน บรูด้ามี 3 สัน

ภาพจากคลิปพอบอกได้ว่า วาฬเผือกตัวนี้มีสันเดียว เป็นวาฬโอมูระ หมายความว่าเป็นดับเบิ้ลหายาก!!

ลำพังวาฬโอมูระ ถือว่าหายากในโลกอยู่แล้ว พบเฉพาะเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปถึงตอนใต้ญี่ปุ่น

ในไทยมีรายงานน้อยกว่าบรูด้าอย่างเห็นได้ชัด ปกติจะเจอฝั่งอันดามัน ในอ่าวไทยมีบ้างแต่น้อยกว่า และอยู่ลงไปทางใต้ ไม่ค่อยเข้ามาในอ่าวไทยตอนใน โอกาสที่เราลงเรือดูวาฬแถวสมุทรสงคราม/เพชรบุรี แล้วเจอวาฬโอมูระแทบไม่มี ส่วนใหญ่มักเป็นนักท่องเที่ยวไปสิมิลัน สุรินทร์ พีพี เกาะรอบภูเก็ต ที่รายงานเข้ามา

เมืองนอกก็ยิ่งหายากครับ อันที่จริง เมืองไทยที่ว่าหายาก ยังรายงานการพบเจอเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

แล้วถ้าเป็นโอมูระเผือกล่ะ ?

โอ้ย ผมไม่รู้จะบอกยังไง มีเงินร้อยล้านพันล้านอยากเจอก็ไม่ใช่จะได้ ต้องใช้โชคล้วนๆ ประเภทหนึ่งในสิบล้านหรือกว่านั้น จึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีรายงานแรกของโลกในบ้านเรา

ข้อมูลจากคุณก้อย เจ้าของคลิป ระบุรายละเอียดชัดเจน

วันที่พบ : วันจันทร์ที่ 1 มกราคม 2567 เวลา 16.00 น.
สถานที่พบ : ระยะประมาณ 9 กม. ทางใต้ของเกาะคอรัล (เกาะเฮ) จ.ภูเก็ต (ได้พิกัดส่ง ทช.แล้ว)
เรือที่พบ : เรือ Happy Ours

รายละเอียดจากคุณก้อย : พบวาฬสองตัวที่คิดว่าน่าจะเป็นวาฬชนิดเดียวกัน ว่ายอยู่ด้วยกัน ตัวหนึ่งมีสีขาวสวยงาม อีกตัวหนึ่งสีปกติ บ้านเรา (คุณก้อย) ตั้งชื่อน้องว่า ‘ถลาง’ สำหรับวาฬสีขาว และ ‘บูกิต’ สำหรับวาฬสีปกติ

หากน้องๆ ยังอยู่กับเรา โดยเฉพาะน้องถลาง รับประกันว่าอันดามันดังระเบิด ต่อให้ป๋านักดูวาฬระดับโลกก็ยังต้องอยากมาเห็น

หากพบเจอน้องอีก รายงานกรมทะเลทันทีครับ ที่สำคัญ อย่าเข้าไปใกล้เกินไป รักษาระยะห่าง ดับเครื่อง อย่าวิ่งเรือตัดหน้า ฯลฯ

หากเราเจอน้องบ่อยๆ จนแน่ใจสถานที่อาศัย จะเสนอให้เป็นสมบัติทะเลชาติด้วยซ้ำ เพราะอย่างที่บอก นี่ไม่ใช่เรื่องปรกติ นี่คืออะไรที่หายากจริง… ยิ่งกว่าจริง ขอบคุณ คุณก้อย Happy Ours Phuket Charter Team

รายละเอียดเพิ่มเติม อ่านที่เพจ ThaiWhales ช่วยประสานงานจนได้ข้อมูลสำคัญยิ่งของทะเลไทย ดีใจเอ๊ยดีใจครับ

‘ทนายดัง’ เผย ตร.นำหมายบุกจับเจ้าของเพจ ‘ประชาชนเบียร์’ พร้อมยึดสิ่งของ ขอแรง ปชช.ช่วยกันติดตามเรื่องอย่างใกล้ชิด

(6 ม.ค. 67) นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม กรรมการบริษัท ไทย แบรนด์ ลอว์ จำกัด และทนายความ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘นรเศรษฐ์ นาหนองตูม’ ระบุว่า…

“ด่วน!!! เจ้าหน้าที่ตำรวจนำหมายค้นและหมายจับไปจับกุมตัวเจ้าของเพจ ประชาชนเบียร์ พร้อมตรวจยึดสิ่งของต่าง ๆ ช่วยกันติดตามครับ”

หลังจากการโพสต์ข้อความดังกล่าว ได้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กจำนวนหนึ่งเข้ามาแสดงความคิดเห็นและสอบถามว่า เพจประชาชนเบียร์ทำผิดข้อหาอะไรจึงถูกจับ อย่างไรก็ตาม จนถึงเวลาประมาณ 13.15 น.ที่ผ่านมา ยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

ทั้งนี้ เพจ ‘ประชาชนเบียร์’ เป็นโซเชียลมีเดียของกลุ่มผู้ที่สนับสนุน ให้ผู้ประกอบการรายย่อยผลิตเบียร์และสุราได้โดยเสรี ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายของพรรคก้าวไกล โดยเมื่อวานที่ผ่านมา ทางเพจยังได้โพสต์ข้อความว่า “ต่อให้ไม่มีเบียร์ พวกเราก็ต้มกันเองได้นะจ๊ะ” ล้อเลียนกรณีดรามา ‘เบียร์ เดอะวอยซ์’ นักร้องสาวที่กำลังมีประเด็นอยู่ในสังคมออนไลน์ขณะนี้

‘เอเอฟซี’ ขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ‘เอเชียน คัพ 2023’ ทั่วโลก แต่ไร้ชื่อประเทศไทย แม้ ‘ช้างศึก’ ได้ร่วมโม่แข้งในรอบสุดท้าย

ศึกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย ‘เอเชียน คัพ 2023’ กำลังจะรูดม่านเปิดฉากในวันที่ 12 ม.ค.นี้ ซึ่งทัพ ‘ช้างศึก’ ทีมชาติไทย ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายด้วย โดยปัจจุบันมีการขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดไปแล้ว 201 ประเทศทั่วโลก

ล่าสุด (6 ม.ค. 67) จากการเปิดเผยของสหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือ ‘เอเอฟซี’ ระบุว่า มีการขายลิขสิทธิ์ไปกว่า 200 ประเทศทั่วโลก แต่ไม่มีชื่อของประเทศไทยรวมอยู่ในนั้น แม้ว่า ‘ช้างศึก’ จะได้ร่วมโม่แข้งด้วยก็ตาม

ทั้งนี้ มีรายงานว่า ไทยรัฐทีวี ช่อง 32 รวมถึงเอกชนเจ้าอื่นๆ กำลังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจาขอซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดตั้งแต่สัปดาห์ก่อน แต่ปัจจุบันก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน โดยทาง ‘เอเอฟซี’ ต้องการขายแพ็กเกจแบบเหมารวมทั้งทัวร์นาเมนต์ แต่ผู้ซื้อลิขสิทธิ์ของไทยต้องการซื้อเพียงแค่แมตช์ที่มี ‘ช้างศึก’ แข่งขันเท่านั้น

ขณะเดียวกัน นอกจากไทยแล้ว ‘อิหร่าน’ ก็เป็นอีกหนึ่งชาติที่ผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้าย แต่ยังไร้วี่แววของการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดเอเชียน คัพ 2023 เช่นกัน

สำหรับชาติที่ได้ลิขสิทธิ์ในทวีปเอเชีย มีทั้งหมด 37 ประเทศ ประกอบด้วย ออสเตรเลีย, บังกลาเทศ, กัมพูชา, จีน, ไต้หวัน, กวม, หมู่เกาะนอร์ทเทิร์น มารีนา, ฮ่องกง, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ปาปัวนิวกินี, ติมอร์ เลสเต, อิรัก, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, คีร์กีซสถาน, มาเก๊า, มาเลเซีย, มัลดีฟส์, มองโกเลีย, เมียนมาร์, กาตาร์, บาห์เรน, จอร์แดน, คูเวต, เลบานอน, ปาเลสไตน์, ซีเรีย, เยเมน, โอมาน, ซาอุดีอาระเบีย, สิงคโปร์, ทาจิกีสถาน, เติร์กเมนิสถาน, ยูเออี, อุซเบกิสถาน, เวียดนาม

อย่างไรก็ตาม เรื่องการซื้อ-ขายลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลเอเชียน คัพ 2023 เป็นเรื่องระหว่างผู้ดูแลด้านสิทธิประโยชน์ของเอเอฟซี กับตัวแทนด้านการถ่ายทอดสดในแต่ละประเทศ ไม่เกี่ยวข้องกับสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ แต่อย่างใด

‘ช้างศึก’ ทีมชาติไทย ภายใต้การคุมทีมของ ‘มาซาทาดะ อิชิอิ’ มีคิวลงเล่นฟุตบอลเอเชียน คัพ 2023 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอฟ นัดแรก พบ คีร์กีซสถาน วันที่ 16 ม.ค. ต่อด้วยพบ โอมาน วันที่ 21 ม.ค. และปิดท้ายพบ ซาอุดีอาระเบีย วันที่ 25 ม.ค. 2567

‘มือเศรษฐกิจจุลภาค’ มอง 6 ผลกระทบหลัง Zhongzhi Enterprise ล้ม ‘ธนาคารเงา-วิกฤติอสังหาฯ’ อาจพาเศรษฐกิจจีนอ่วม

(6 ม.ค. 67) นายพลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ มือเศรษฐกิจจุลภาค อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Ta Plus Sirikulpisut’ ถึงกรณี Zhongzhi Enterprise, Shadow bank อันดับ 1 ประเทศจีนล้ม!! ความเสียหายมูลค่าหลายล้านล้าน โดยระบุว่า…

‘Shadow Bank’ คืออะไร? จะมีผลกระทบอะไรต่อไป?

เราจะมาวิเคราะห์กันครับ!!

ระบบสถาบันการเงินในจีน มีความซับซ้อน โดยปิรามิดบนสุด คือ ธนาคารขนาดใหญ่ที่เป็นระดับนานาชาติ เช่น ICBC, Bank of China, Agriculture Bank, Construction Bank ... 4 ธนาคารนี้ติด Top 20 ของโลก... รองมา คือ ระดับประเทศ และระดับ State นอกจากนี้ ยังมี FinTech เช่น Ant เข้ามามีบทบาทด้านการเงินในระบบเศรษฐกิจจีน และนอกจากนี้ Shadow Bank ก็มีบทบาทสำคัญซ้อนอยู่ด้านใน

‘Shadow Bank’ คือ บริษัทที่ทำธุรกิจการเงินคล้ายแบงก์ (Non Bank) แต่ไม่ได้มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคาร กล่าวคือ ธนาคารพาณิชย์จะรับฝากเงินและปล่อยกู้ แต่ Shadow Bank จะระดมเงินจากการออกพันธบัตร ตั๋วเงิน (Bill of Exchange) Note ต่างๆ จากคนที่ต้องการเงินออมสูงกว่าดอกเบี้ยธนาคาร แล้วมาปล่อยกู้คนที่กู้เงินธนาคารไม่ได้ หรือต้องการกู้เงินด้วยเงื่อนไขที่ยุ่งยากน้อยกว่า

Shadow Bank เติบโตซ้อนขึ้นมากับระบบเศรษฐกิจจีน… เมื่อหลายปีก่อนญาติผู้ใหญ่ผมในฮ่องกงเล่าให้ฟังว่า เขาลงทุนฝากเงิน หรือ ซื้อพันธบัตรใน Shadow Bank เหล่านี้… ผลตอบแทนสูงมาก ราว 100%+ จนคนฮ่องกง, กวางตุ้ง เริ่มเปิด Shadow Bank เองกันเยอะ 

กลไกหลักทำงานยังไง? คุณลุงเล่าว่า ธนาคารจีน เริ่มเข้มงวดโดยเฉพาะภาคอสังหาฯ บริษัทที่กู้เงินธนาคารจะ Roll due ไม่ได้ต้องตัดจ่ายต้นก่อนค่อยกู้ต่อ บริษัทเหล่านี้จึงมากู้ Shadow Bank เพื่อเอาเงินไปชำระธนาคาร ธนาคารก็ปิดยอดทำงบการเงินรายไตรมาส… เวลาธนาคารแห่งชาติมาตรวจ ก็สุขภาพดี ส่วน Shadow Bank ก็ได้ดอกเบี้ยสูงแถมมีหลักประกัน ที่ได้รับการไถ่ถอนจากธนาคารหลัก เรียกได้ว่า Refinance ช่วงสั้นๆ แต่ดอกเบี้ยได้ใจมาก 

ต่อมารัฐบาลจีนเริ่มนโยบาย ลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคอสังหาฯ ส่งผลให้เงินกู้ที่ปล่อยภาคอสังหาฯ เริ่มยากขึ้น โครงการต่างๆ เริ่มสร้างไม่จบ นอกจากนี้ ลูกค้าก็ซื้อบ้านยากขึ้น ด้วยกติกาที่ต้องวางดาวน์สูง และซื้อบ้านหลังที่สองที่สามกู้ยาก ลดการเก็งกำไร บริษัทอสังหาฯ ต้องหันมาพึ่งพา Shadow Bank มากขึ้น… นอกจากนี้ ยังออก Bond เองมากขึ้นด้วย 

รัฐบาลจีนเหยียบเบรกรอบนี้ จึงกระทบหนักและจะแก้ไขก็ไม่ทัน ยักษ์ใหญ่อย่าง ‘China Evergrande’ เบอร์หนึ่งด้านอสังหาฯ ไม่รอดแล้ว จ่ายดอกเบี้ยผิดนัด และมีอีกหลายรายตามมา 

สุดท้าย Shadow Bank อันดับ 1 อย่าง Zhongzhi ก็ขาดสภาพคล่องผิดนัดชำระหนี้ โดยมีมูลหนี้ราว 400 Billion RMB (4 แสนล้านหยวน) ซึ่งใหญ่กว่า China Evergrande มาก… ก็ธนาคารอะนะ!! 

เมื่อธนาคารแบบนี้ล้ม ระบบ Refinance หลังบ้านก็พังตาม ถ้าเป็น Domino ธนาคารจีน จะมีหนี้เสียขนาดใหญ่ตามมา และส่งผลให้จีนต้องเร่งปฏิรูปภาคธนาคาร รวมถึงการจัดการหนี้ Municipal, State Government, State Enterprise รวมถึงหนี้ครัวเรือนโดยเฉพาะอสังหาฯ โชคดีที่จีนมี Consumer Finance ไม่มากแบบเรา แต่อสังหาฯ ก็จะสร้าง Ghost Town, Ghost Building และบั่นทอนประชาชนมาก 

ระบบกฎหมายจีนต้องเร่งปรับหลายเรื่อง กฎหมายล้มละลาย การจัดการหนี้เสีย หนี้ดี บริษัทบริหารสินทรัพย์ ตลาดรองอสังหาริมทรัพย์ (ที่ไทยปิดไปแล้ว) การทำ SPV, Securitization และ FinTech

ผลกระทบที่ตามมา…
1.) เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวเพิ่ม การบริโภคหาย การลงทุนภาคเอกชนชะงักงัน
2.) วัสดุก่อสร้างขายไม่ออก ต้องเน้นส่งออก หรือย้ายโรงงานมาต่างประเทศ
3.) ธุรกิจที่ต้องซื้อของด้วย Finance อย่างรถยนต์ และอื่นๆ จะได้รับผลกระทบ ค่ายรถจีนอาจหนีมาไทยมากขึ้น
4.) เงินออมประชาชนได้รับความเสียหายหนัก จากการผิดนัด
5.) กระทบทิศทางนโยบายการเงินจีนและโลก
6.) ไทยจะได้รับผลกระทบจากการส่งออกไปจีน และนักท่องเที่ยว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top