Wednesday, 24 June 2026
NEWS FEED

สยอง!! หนุ่มซื้อซูชิแถวบ้าน เจอหมึกคล้าย ‘หมึกบลูริง’ ร้านแจงไม่ได้แล่เอง สับปนกันมา พร้อมรีบคืนเงินให้

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 66 สมาชิกเฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ภาพเตือนภัยลงในกลุ่ม ‘พวกเราคือผู้บริโภค’ หลังไปซื้อซูชิจากร้านแห่งหนึ่งแถวบ้าน และไปเจอซูชิหน้าหมึกที่ลักษณะคล้ายกับ ‘หมึกบลูริง’ ที่มีพิษร้ายแรง โดยระบุข้อความว่า…

“อันนี้จากร้านซูชิแถวบ้านครับ ฝากเตือนกันด้วยนะครับ ค่อนข้างจะชัดว่าเป็นวงที่หนวด ไม่ใช่ที่โคนหนวดครับผม ยังไงถ้าไม่มั่นใจ แนะนำว่าไม่ให้กิน ดีที่สุดครับ”

พร้อมกับโพสต์ภาพของซูชิหน้าหมึกคำดังกล่าว โดยที่หนวกหมึกนั้นมีวงแหวนอยู่ทุกชิ้น ซึ่งลักษณะคล้ายกับหนวดของ ‘หมึกบลูริง’ และได้โพสต์ภาพเปรียบเทียบระหว่างหมึกบลูริง กับ ‘หมึกอิคคิว’ ซึ่งหมึกอิคคิวนั้นมีวงแหวนที่แก้มแค่ 1 วง กินได้ไม่เป็นอันตราย ส่วนหมึกบลูริงนั้นมีวงแหวนที่หนวดหลายจุด มีพิษร้ายแรง

โดยผู้โพสต์บอกว่า “แจ้งทางร้านเรียบร้อยครับ ร้านขอโทษแล้ว คืนเงินมาแล้ว ร้านแจ้งว่าไม่ได้แล่เอง แต่ซื้อที่เค้าสับปนกันมาครับ”

สำหรับ ‘หมึกบลูริง’ จะมีลักษณะลำตัวขนาดเล็ก มีลายวงแหวนสีฟ้าสะท้อนแสงเล็กๆ กระจายอยู่ตามลำตัวและหนวด ตัวเต็มวัยมีขนาด 4-5 เซนติเมตร และหนวดยาวประมาณ 15 เซนติเมตร อาศัยอยู่ตามซอกหินและชอบหลบซ่อนตัวอยู่ในทรายใต้ท้องทะเล เคลื่อนที่โดยการใช้หนวดเดินจะไม่ใช้การพ่นน้ำเพื่อพุ่งตัวในการเคลื่อนที่เหมือนหมึกกล้วย

พิษของหมึกบลูริงหรือ ‘หมึกสายสีน้ำเงิน’ มีชื่อว่า ‘Maculotoxin’ (มาคูโลทอกซิน) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับพิษของปลาปักเป้าที่มีชื่อว่า ‘Tetrodotoxin’ (เทโทรโดทอกซิน) สามารถพบพิษนี้ได้ในต่อมน้ำลาย (Salivary gland) ปาก หนวด ลำไส้ และต่อมหมึก พิษชนิดนี้จะทำลายระบบประสาททำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ และทำให้เหยื่อตายหรือเป็นอัมพาต ผู้ที่ถูกหมึกบลูริงกัดเปรียบเหมือนการฉีดยาพิษเข้าเส้นเลือดโดยตรง

โดยพิษจะออกฤทธิ์อย่างรวดเร็ว และเร็วกว่าพิษจากปลาปักเป้า อาการเริ่มแรกของผู้ที่ถูกกัดหรือกินหมึกบลูริงเข้าไปจะมีอาการคลื่นไส้ ตาพร่าเลือน มองไม่เห็น ประสาทสัมผัสไม่ทำงาน พูดหรือกลืนน้ำลายไม่ได้ จากนั้นจะเป็นอัมพาตและหยุดหายใจเนื่องจากสมองขาดออกซิเจน หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีจะทำให้ตายในที่สุด

‘ศุภมาส’ ฝากถึงผู้ปกครองหาครูสอนพิเศษ แต่ไม่เอาเด็กราชภัฏ ชี้!! ไม่ควรตั้งแง่จากสถาบันการศึกษา เพราะทุกที่มีศักดิ์ศรีเท่ากัน

(14 ธ.ค.66) กรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ข้อความผ่านกลุ่ม หาครูสอนพิเศษเด็กตามบ้าน โดยระบุข้อความว่า “หาครูสอนพิเศษภาษาอังกฤษ เด็ก 7 ขวบครับ พิกัดศรีราชา ขอคนที่ไม่จบจากราชภัฏนะครับ นอกนั้นได้หมด”

เกี่ยวกับเรื่องนี้ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ให้สัมภาษณ์ว่า ในฐานะผู้บริหารของ อว.นั้น อยากจะบอกไปถึงผู้เขียนข้อความดังกล่าว รวมไปถึงบางคนที่ยังมีความรู้สึกแบบนี้ว่า ต้องเข้าใจใหม่กันว่า ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้วสถาบันการศึกษา โดยเฉพาะอุดมศึกษานั้น ไม่มีการแบ่งแยกความสามารถ ไม่แบ่งชนชั้น มีแต่จะโอบอุ้มซึ่งกันและกัน โดยถ้าจะแบ่งแยก ก็แยกแค่ความถนัดของแต่ละที่เท่านั้น ที่สำคัญคือเมื่อจบการศึกษาออกไปแล้วมีศักดิ์ศรีเท่ากัน และสำคัญไปกว่านั้นคือ การประสบความสำเร็จในชีวิตของแต่ละคน ไม่ได้ขึ้นกับว่าจบการศึกษาจากที่ไหน แต่ขึ้นกับว่าเลือกใช้ชีวิตอย่างไรมากกว่า

“ก็ไม่ได้มาการันตีว่า คนที่จบจากสถาบันอื่นๆ ที่ไม่ใช่ราชภัฏแล้ว จะสามารถสอนให้ลูกของตัวเองเก่งขึ้นมาได้ เด็กราชภัฏจำนวนมากที่ดิฉันรู้จัก มีความรู้ความสามารถ ไม่แพ้สถาบันอื่นใดเลย อยากให้ผู้ปกครองท่านนั้น และท่านอื่นๆ โปรดทำความเข้าใจในเรื่องนี้ใหม่” น.ส.ศุภมาสกล่าว

เปิด 10 ศัพท์ยอดฮิต สะท้านโลกโซเชียลปี 66 ‘ฉ่ำ’ มาแรง!! ขึ้นแท่นอันดับ 1 ถูกใช้ 68 ล้านครั้ง 

(14 ธ.ค.66) บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลคำศัพท์และวลีฮิตมากกว่า 40 คำที่ใช้กันบนโลกโซเชียลในปี 2566 ผ่านเครื่องมือ Social Listening หรือ Zocial Eye ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 12 ธันวาคม 2566 พบว่า มียอดเอ็นเกจเมนต์รวมของคำศัพท์ที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น 372 ล้านเอ็นเกจเมนต์

เมื่อลองดูกราฟแสดงความเคลื่อนไหวของคำศัพท์ต่างๆ ตลอดทั้งปีจะเห็นได้ว่า กราฟ TikTok ในช่องทาง Other (แสดงผลด้วยกราฟเส้นสีส้ม) มีเอ็นเกจเมนต์ของคำศัพท์ต่างๆ สูงกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ

ในขณะที่เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนข้อความทั้งหมดแบ่งตามแพลตฟอร์มแล้วจะพบว่า คำศัพท์ถูกพูดถึงบน Facebook เป็นหลัก คิดเป็น 44.95% ตามมาด้วย X (Twitter) 41.79% และอื่นๆ อาจกล่าวได้ว่า หลายๆ คำศัพท์ยอดฮิตแม้จะถูกพูดถึงในแพลตฟอร์ม TikTok น้อย แต่ได้รับเอ็นเกจเมนต์ดีมาก และถูกนำไปพูดถึงในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ ตามมา

เมื่อนำคำศัพท์ทั้งหมดมาจัดอันดับคำที่มีจำนวนการพูดถึงและจำนวนเอ็นเกจเมนต์สูงที่สุด ออกมาได้เป็น 10 คำยอดฮิตประจำปี ดังนี้

1. ฉ่ำ (68,658,379 เอ็นเกจเมนต์)
2. เราก็เท่ซะด้วย ทีนี้ก็ว้าวุ่นเลย (48,821,426 เอ็นเกจเมนต์)
3. ของแทร่ (42,923,833 เอ็นเกจเมนต์)4. ช็อตฟีล (42,532,822 เอ็นเกจเมนต์)
5. วาสนาผู้ใด (21,621,098 เอ็นเกจเมนต์)
6. ตัวมารดา (20,734,576 เอ็นเกจเมนต์)
7. รังสิตมันร้าย (13,058,937 เอ็นเกจเมนต์)
8. ต้องมีอะไรผิดพลาดตรงไหน (10,329,684 เอ็นเกจเมนต์)
9. คนไทยคนแรก (7,139,231 เอ็นเกจเมนต์)
10. กรี๊ดสิครับ (3,156,666 เอ็นเกจเมนต์)

อุทาหรณ์!! เกือบเสียแม่จากไลน์กลุ่ม 'สวัสดีวันจันทร์' หลังแม่หยุดยาลดความดัน-ลดไขมัน ตามคำแนะนำกลุ่ม

(14 ธ.ค.66) เฟซบุ๊ก ‘Dava NaUbon’ ได้ออกมาโพสต์เรื่องราวเพื่อเตือนภัยหลังคุณแม่หยุดทานยาลดความดัน และลดไขมันเนื่องจากไลน์กลุ่มสวัสดีวันจันทร์ โดยระบุข้อความว่า “เกือบเสียแม่ ‘เพราะไลน์กลุ่มสวัสดีวันจันทร์’ ปกติแม่จะเป็นโรคความดัน ไขมัน อยู่แล้วต้องกินยาควบคุมประจำ อยู่มาวันหนึ่งมีไลน์กลุ่มเพื่อน ๆ แม่ส่งข้อความต่อ ๆ กันมาว่า ‘ถ้ากินยาลดความดัน ลดไขมัน’ มาก ๆ เป็นเวลานาน ๆ จะเสี่ยงเป็นมะเร็ง หลังจากได้อ่าน แม่ผมหยุดกินยาเองเลยโดยไม่ปรึกษาใครทั้งสิ้น เมื้อคืน 9 ธันวาคม 2566 เกิดอาการเจ็บหน้าอก หายใจไม่ออกถูกนำส่ง รพ” วัดความดันได้เกือบ 250 และมีอาการหัวใจขาดเลือดกระทันหัน (ถ้าส่ง รพ. ช้าไป มีสิทธิ์หัวใจล้มเหลวเสียชีวิตได้) ปัจจุบันต้องอยู่ในห้อง icu เพราะความดันยังไม่ลงอันตรายมาก”

ทั้งนี้ หลังโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ ได้มีชาวเน็ตจำนวนมาก ให้ความสนใจและเข้ามาแห่แสดงความคิดเห็นร่วมทั้งส่งกำลังใจให้คุณแม่หายไว ๆ บางรายระบุว่าอาจต้องตรวจสอบไลน์กลุ่มต่าง ๆ ที่ผู้สูงอายุเข้าร่วม เนื่องจากอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด และอยากให้ผู้สูงอายุปรึกษาลูกหลานหลังได้รับคำแนะนำต่าง ๆ มา เพื่อป้องกันอันตรายในลักษณะนี้

‘กลุ่มเพื่อน’ เล่า!! เด็ก 17 เลือกไปโรงแรมกับ 'สมรักษ์' พอถาม “จะไปกับเขาจริงๆ เหรอ?” ก็ชักสีหน้าใส่

(14 ธ.ค.66) ภายหลังจาก ‘สมรักษ์ คำสิงห์’ เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหา หลังตำรวจแจ้ง 4 ข้อหา พรากผู้เยาว์ กระทำอนาจาร เด็กอายุต่ำกว่า 15 แต่ยังไม่ถึง 18 ปี พยายามข่มขืนผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย พร้อมทั้งปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาแล้วนั้น ก็มีอีกเหตุการณ์จากผู้อยู่ในเหตุการณ์ที่ไลฟ์สดเล่าเหตุการณ์ในวันดังกล่าวให้สังคมต้องติดตามต่อ

โดยก่อนหน้านั้น เมื่อคืนวันที่ 13 ธ.ค.66 วัยรุ่น 2 คน ที่อยู่ในเหตุการณ์ กับเด็ก 17 ได้ไลฟ์สดเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยบอกว่าที่ออกมาพูด เพื่อปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง เพราะถูกนำภาพไปแชร์ในโซเชียล ทำให้คนเข้าใจผิด ทั้งยังถูกสังคมด่าทอว่า ทอดทิ้งเพื่อน ไม่ช่วยเพื่อน ไม่รักเพื่อน ไม่ห้ามเพื่อน จึงขออธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และจะไม่พูดเกี่ยวกับคดีของผู้เสียหาย 

โดยเล่าว่า เพิ่งรู้จักกับผู้เสียหาย วันที่ไปเที่ยวสถานบันเทิง เนื่องจากเป็นเพื่อนของเพื่อนในกลุ่ม และเป็นคนจังหวัดเดียวกัน โดยเพื่อนที่รู้จักกับผู้เสียหาย ได้ชักชวนมาเที่ยวด้วยกัน โดยที่พวกตนไม่รู้มาก่อน จากนั้นก็กินดื่มในร้านกันตามปกติ 4 คน ขณะที่พวกตน เดินไปเข้าห้องน้ำ ออกมาก็เห็น ผู้เสียหาย ไปอยู่ที่โต๊ะของสมรักษ์แล้ว พอเข้าไปสอบถามว่า ทำไมมาอยู่โต๊ะนี้ ผู้เสียหายไม่ตอบ พวกตนจึงพากันกลับไปที่โต๊ะ

กระทั่งร้านปิด ได้เดินไปถามผู้เสียหายว่า “จะไปกับเขาจริงๆ เหรอ” และยังมีเพื่อนผู้ชายอีกคน ที่อาสาจะไปส่งผู้เสียหายกลับห้องพัก โดยพาซ้อนรถจักรยานยนต์กลับไปกับเพื่อนคนอื่นๆ ด้วย แต่ผู้เสียหายชักสีหน้าไม่พอใจ เพราะต้องการจะไปกับสมรักษ์

ทั้งเล่าอีกว่า เห็นผู้เสียหายเดินไปหาสมรักษ์ แล้วนั่งซ้อนรถจักรยานยนต์ออกไปด้วยกัน เพื่อนทุกคนก็งงกันหมด และทุกคนก็เมาด้วย จึงพากันแยกย้ายกลับ กระทั่งเพื่อนผู้ชาย ที่รู้จักกับผู้เสียหาย ส่งข้อความแชทมาถามตนว่า เกิดอะไรขึ้น ทำไมผู้เสียหายจึงให้พาไปแจ้งความ พวกตนก็ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร ทุกคนก็งงกันหมดเช่นกัน

นอกจากนี้ ยังบอกอีกว่า เพิ่งรู้จักกันกับผู้เสียหายเป็นวันแรก ช่วงที่เข้าผับไม่ได้สนใจว่าใครจะเข้าได้ไม่ได้ แต่ทุกคนก็เข้ามาในร้านได้ และเที่ยวกันตามปกติ พวกตนก็ไม่ได้อายุ 17 ปี พร้อมขอให้ทุกคนที่นำภาพของพวกตนไปโพสต์ไปแชร์ จนเกิดความเสียหาย ขอให้ลบและหยุดแชร์ หากไม่หยุดจะดำเนินการตามกฎหมาย

‘รพ.ตำรวจ’ ยัน!! ไม่เปิดเผยอาการป่วย 'ทักษิณ' โยนราชทัณฑ์แจง หากใครอยากส่องสถานะชั้น 14

(14 ธ.ค. 66) ที่โรงพยาบาลตำรวจ (รพ.ตร.) พ.ต.อ.หญิงศิริกุล ศรีสง่า โฆษก รพ.ตร. กล่าวถึงอาการของ น.ช.ทักษิณ ชินวัตร ที่พักรักษาตัวอยู่ที่ รพ.ตำรวจใกล้ครบ 120 วัน ว่า ในส่วนของอาการคนไข้เป็นสิทธิส่วนบุคคลไม่สามารถเปิดเผยหรือให้ข้อมูลกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ญาติคนในครอบครัวหรือเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ 

ส่วนกรณีกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท.บุกยื่นหนังสือถึงแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจเรียกร้องให้รักษาจรรยาบรรณแพทย์ และความยุติธรรมโดยการทำความเห็นอย่างตรงไปมากับทางราชทัณฑ์เรื่องอาการป่วยนายทักษิณ หลังบุตรสาวของ น.ช.ทักษิณ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า น.ช.ทักษิณ อยู่ในช่วงพักฟื้นตัวเท่านั้น และกลุ่ม คปท.เห็นว่าแพทย์ควรทำความเห็นและส่งตัว น.ช.ทักษิณ ไปพักฟื้นที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ เพราะมีอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือครบนั้น ที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานมายื่นหนังสือ ซึ่งทางโรงพยาบาลตำรวจ ก็รับไว้และทำรายงานให้ผู้บังคับบัญชาตามขั้นตอน แต่การให้ข้อมูลคนไข้ ย้ำว่าไม่สามารถเปิดเผยได้

“ส่วนคนไข้หรือญาติจะมอบหมายใครให้ข้อมูลก็เป็นสิทธิ์ พร้อมยืนยันว่าคนไข้ที่ทางราชทัณฑ์ส่งมาโรงพยาบาลตำรวจ มีระบบรักษาตามมาตรฐานอยู่แล้วในการดูแลผู้ป่วยทุกคนอย่างเท่าเทียม ส่วนการทำความเห็นเรื่องอาการคนไข้ให้ราชทัณฑ์ก็มีช่วงระยะเวลาอยู่ และจะมีเจ้าหน้าที่ของราชทัณฑ์มาคอยดูแลที่โรงพยาบาล โดยทั่วไปหากคนไข้หายดีหรือสามารถกลับไปเรือนจำได้ ทางแพทย์และเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ก็จะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบไม่ใช่แค่กรณีใดกรณีหนึ่ง” โฆษก รพ.ตร. กล่าว

พ.ต.อ.หญิงศิริกุล กล่าวถึงกรณีกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และการตำรวจ จะไปตรวจสอบที่ชั้น 14 อาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา สถานที่รักษาตัวของ น.ช.ทักษิณ นั้น ว่า หากมีการแจ้งมาทางโรงพยาบาลตำรวจ ก็จะต้องประสานไปยังกรมราชทัณฑ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นเรื่องเพื่อให้พิจารณาและดำเนินการตามระเบียบ ส่วนจะอนุญาตหรือไม่ยังไม่สามารถตอบได้

‘ผัดกะเพรา’ คว้าอันดับ 3 อาหารที่ดีที่สุดในโลกปี 2023 ‘ข้าวซอย-พะแนง-ต้มข่าไก่-มัสมั่น’ ไม่น้อยหน้า!! ติดมาด้วย

(14 ธ.ค.66) จากเพจ ‘Travel360 เที่ยวรอบทิศ’ โพสต์ข้อความระบุว่า…

อาหารไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก เมื่อ ‘TasteAtlas’ จัดอันดับ 100 เมนูอาหารที่ดีที่สุดในโลกปี 2023 ซึ่ง ‘ผัดกะเพรา’ ได้อันดับ 3 มาครอง

ไม่เพียงเท่านั้นยังมีอาหารไทยอีก 4 เมนู ที่ติดมาใน 100 อันดับในครั้งนี้ด้วย ได้แก่…

อันดับ 6 ข้าวซอย 
อันดับ 10 แกงพะแนง
อันดับ 15 ต้มข่าไก่ 
อันดับที่ 73 แกงมัสมั่น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดสัมมนาโฆษกหน่วยระดับกองบัญชาการและกองบังคับการทั่วประเทศ เสริมประสิทธิภาพการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างตำรวจกับพี่น้องประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

พล.ต.ต.หญิง สมพร พูลเกษม ผู้บังคับการกองสารนิเทศ เปิดเผยว่า วันนี้ (14 ธ.ค.66) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการพัฒนางานด้านการประชาสัมพันธ์ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมี พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร./โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และโฆษกหน่วยระดับกองบัญชาการและกองบังคับการทั่วประเทศ เข้าร่วม 

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-15 ธันวาคม 2566 ณ ห้องประชุมแจ้งยอดสุข ชั้น 2 ศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีข้าราชการตำรวจในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ปฏิบัติหน้าที่โฆษกระดับกองบัญชาการ เข้าร่วมสัมมนา 30 หน่วย และระดับกองบังคับการ 3 หน่วย รวมจำนวน รวม 74 นาย มีวิทยากรที่มีความรู้และประสบการณ์ตรง ร่วมบรรยายพิเศษในการสัมมนาครั้งนี้ อาทิ คุณหนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย นักแสดงและพิธีกรข่าวชื่อดัง , คุณกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ กัน จอมพลัง , พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ , ดร.สุภนันท์ ฤทธิ์มนตรี ผู้ประกาศข่าวสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย เป็นต้น เพื่อให้ผู้เข้ารับการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ มีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะด้านการสื่อสาร มีทักษะการเป็นโฆษก ตลอดจนได้รับทราบแนวทางและมาตรฐานในการปฏิบัติงาน การสร้างเครือข่าย เพื่อสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสัมฤทธิ์ผล 

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายในการสื่อสารงานรัฐ ประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจที่ชัดเจนและเป็นความจริงให้กับประชาชนได้อย่างทันต่อสถานการณ์ ประกอบกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีภารกิจที่เกี่ยวข้องประชาชนหลายมิติ และเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ตลอดจนภาพลักษณ์ขององค์กร จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสามารถสื่อสารได้หลากหลายในทุกช่องทางและทันต่อสถานการณ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้จัดทำโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการด้านการประชาสัมพันธ์ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อที่จะให้โฆษกของหน่วยต่างๆ ได้มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถปฏิบัติหน้าที่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารหน่วยของตน เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

บิ๊กโจ๊ก ฟิตจัด นัดผู้ช่วยฑูตตำรวจ 50 ประเทศ จิบกาแฟ แลกเปลี่ยนข้อมูลอาชญากรรมข้ามชาติ ชี้ภัยออนไลน์ ยังเป็นมหัตภัยคุกคามคนไทย ขณะที่คนร้ายย้ายประเทศหลังก่อเหตุ เร็วกว่านินจา 

หลังกลับจากการประชุมสมัชชาใหญ่ตำรวจสากล (INTERPOL) ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกกว่า 195 ประเทศ ที่ประเทศออสเตรีย เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ซึ่งที่ประชุม เสนอให้ใช้หมายสีเงิน (Silver Notice) เพื่อประสานและแจ้งเตือนประเทศสมาชิกในการช่วยติดตามยึดอายัดทรัพย์สิน ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางการเงิน ซึ่งจะมีประโยชน์ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เพื่อให้แนวทางนี้ถูกนำมาใช้ต่อเนื่องในประเทศไทย พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เชิญเจ้าหน้าที่นายตำรวจประสานงานประจำสถานเอกอัครราชทูตในราชอาณาจักรไทย ประมาณ 100 คน จาก 54 ประเทศ เข้ามาร่วมจิบกาแฟ หารือแนวทางการจัดการปัญหา และกระชับความสัมพันธ์ ส่งเสริมความร่วมมือในการประสานงานกันอย่างอย่างใกล้ชิด อันจะเป็นประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และแนวทางการปฎิบัติที่ดีที่สุดระหว่างกัน เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ณ ชั้น 32 ศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในวันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม เวลา 08.30 น. – 10.30 น. 

พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ บอกว่า แต่ละปี จะมีนายตำรวจประสานงานสถานฑูต สลับสับเปลี่ยนเข้ามาทำหน้าที่ เพื่อให้การทำงานสอดประสานกันใกล้ชิด จึงจำเป็นต้องเชิญทุกคนมาทำความรู้จัก และแลกเปลี่ยนข้อมูล การติดต่อสื่อสาร และ ข้อมูลของคนร้ายข้ามแดน ซึ่งเป็นที่ต้องการของแต่ละประเทศ จะได้ช่วยกันติดตามและจับกุม มาดำเนินคดี ไม่ปล่อยให้คนร้ายลอยนวลไปก่อเหตุได้อีก

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยอมรับว่าปัจจุบันไทยตกเป็นเป้าหมายของการก่ออาชญากรรมข้ามชาติโดยเฉพาะมหันตภัยจากออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คลิปอนาจาร ไปจนถึงการค้ามนุษย์ ซึ่งหลังจากที่มีการก่อเหตุแล้ว ภาพของเหยื่อมักถูกส่งเข้าไปใน โซเชียล แม้ว่าเหยื่อจะโตเป็นผู้ใหญ่ภาพก็ยังปรากฏชัดโดยลบออกได้ไม่หมด กลายเป็นการกระทำซ้ำกับเหยื่อ ขณะที่เหยื่อจากการถูกหลอกลวงอีกไม่น้อย โดยเฉพาะเหยื่อออนไลน์ ไม่เพียงจะหมดเนื้อ หมดตัว หลายครอบครัวตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองและคนในครอบครัว ไมก็ทิ้งบุตรหลาน ไว้กับญาติมิตร นี่จึงเป็นมหันตภัยคุกคาม ที่ต้องเร่งแก้ไข ด้วยการใช้พลังความร่วมมือของตำรวจสากล ร่วมกันขจัดปัญหาให้หมดไป

‘สมรักษ์’ เข้ามอบตัวกลางดึก ปฏิเสธทุกข้อหา รับ!! ผิดพลาด ขอโทษคนไทย-ครอบครัวเด็ก 17

เมื่อวานนี้ (13 ธ.ค.66) ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น (บก.ภ.จว.ขอนแก่น) นายสมรักษ์ คำสิงห์ อดีตนักมวยเหรียญทองโอลิมปิก และอดีตผู้สมัคร สส.ขอนแก่น พรรคพลังประชารัฐ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ศุภฤกษ์ สุวรรณราช รอง ผกก.สอบสวน.สภ.เมืองขอนแก่น เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา หลังถูก น.ส.เอ (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี เข้าแจ้งความเอาผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศ

นายสมรักษ์ เดินทางมาพร้อมกับพี่ชายและเพื่อนสนิท ซึ่งหลังรับทราบข้อกล่าวหาประมาณ 30 นาที นายสมรักษ์ เดินทางกลับทันที ตามการปล่อยตัวของทางเจ้าหน้าที่

“กราบขอโทษครอบครัวตนเอง ขอโทษครอบครัวน้อง และขอโทษชาวไทยและชาวขอนแก่น กับเหตุการณ์ที่เกิดเหตุจากความผิดพลาดของตัวเอง เพราะไม่ทราบจริงๆ ว่าน้องอายุ 17 ปี และเข้าใจความรู้สึกของทุกคน จะขอแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดไป เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ต้องตั้งสติ หาทางแก้ไข และพร้อมเข้าสู้ตามกระบวนการยุติธรรม” นายสมรักษ์ กล่าว

ขณะที่ พ.ต.ท.ศุภฤกษ์ กล่าวว่า นายสมรักษ์ ติดต่อขอพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ที่ บก.ภ.จว.ขอนแก่น ซึ่งการเดินทางมาพบพนักงานสอบสวนนั้น เบื้องต้นทราบว่าประสงค์จะเข้ามอบตัว เมื่อผู้ถูกกล่าวหามามอบตัวแล้ว และรับทราบข้อกล่าวหาเรียบร้อยแล้ว ในข้อหาร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง, ร่วมกันพาบุคคลอายุเกิน 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจารฯ, กระทำอนาจารแก่บุคคลอายุเกิน 15 ปี โดยใช้กำลังประทุษร้ายและข้อหาพยายามข่มขืนผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้ายฯ ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แต่ยังไม่มีการสอบสวน เนื่องจากนายสมรักษ์ ขอไปตั้งสติก่อนแล้วจะให้ทนายความพิมพ์คำให้การมามอบให้พนักงานสอบสวนภายใน 15 วัน อีกทั้งมาพบตำรวจวันนี้มากับพี่ชาย ไม่ได้มาพร้อมทนายความ จึงยังไม่พร้อมให้การ

“ผู้ถูกกล่าวหาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยขอเวลา 15 วัน เพื่อเตรียมคำให้การมาแก้ข้อกล่าวหา ในส่วนที่ทำผิดพลาดไป ผู้ถูกกล่าวหาจะกลับไปแก้ไขให้ดีขึ้น และฝากขอโทษทุกๆ ฝ่าย ขอโทษสังคมด้วย โดยผู้ต้องหาไม่ได้มีท่าทีเครียด แต่รู้สึกว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นคือความผิดพลาด เบื้องต้นผู้ถูกกล่าวหาประสงค์ที่จะมอบตัว และแสดงความบริสุทธิ์อยู่แล้ว ทางคณะสอบสวนได้มีการประชุมกันแล้ว ผู้ต้องหาไม่มีพฤติการณ์หลบหนี จึงไม่ได้มีการควบคุมตัวไว้” พ.ต.ท.ศุภฤกษ์ กล่าว

พ.ต.ท.ศุภฤกษ์ กล่าวอีกว่า ส่วนผู้ต้องหาอีกคน ซึ่งเป็นคนขับขี่รถจักรยานยนต์พามาที่โรงแรมนั้น ทางพนักงานสอบสวนจะออกหมายเรียกมารับทราบข้อกล่าวหา ในข้อหาร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง และข้อหาร่วมกันพาบุคคลอายุเกิน 15 ปี แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเพื่อการอนาจารฯ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top