Wednesday, 24 June 2026
NEWS FEED

คณะอนุกรรมการอำนวยการเพื่อการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ เร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่นและสื่อสารสู่สาธารณะ 

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการเพื่อการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ ครั้งที่ 1/2566 โดยนายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ทำหน้าที่อนุกรรมการและเลขานุการ พร้อมด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามผลการดำเนินงาน พิจารณาให้ข้อเสนอแนะและเร่งรัดการดำเนินงานของหน่วยงานตามมาตรการเร่งด่วนที่จะรับมือในช่วงวิกฤตสถานการณ์ฝุ่นละอองและการสื่อสารประชาสัมพันธ์สู่สาธารณะ

นายจตุพร กล่าวว่า การเตรียมการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในปีนี้ นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญอย่างยิ่ง และท่านกล่าวว่าได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและการตอบโจทย์ทั้ง 3 มิติ คือ การมีแนวปฏิบัติเพื่อควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่นที่ชัดเจน สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล รวมถึงข้อเสนอจากภาคประชาสังคม การมีโครงสร้างคณะกรรมการแต่ละชุดที่กำกับติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด และการมีกฏหมาย พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ...ซึ่ง ครม.อนุมัติหลักการไปแล้ว ทั้งหมดนี้ ทุกหน่วยงานจะต้องร่วมกันปฏิบัติอย่างเต็มที่ ถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถทำให้ฝุ่นละอองหมดลงไปได้ แต่จะทำให้ลดน้อยลงอย่างมาก

นายจตุพร กล่าวว่า ในการประชุม คณะอนุกรรมการฯ ได้เร่งรัดดำเนินการตามมาตรการเร่งด่วนการลดไฟในป่า 11 ป่าอนุรักษ์ 10 ป่าสงวนแห่งชาติ ลง 50% กำชับจัดทำแผนที่แสดงจุดตรวจ/จุดสกัด จุดเฝ้าระวังไฟป่า จัดชุดลาดตะเวน และหารือร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้ง หารือกรมปศุสัตว์ไม่ให้มีการเลี้ยงปศุสัตว์ในพื้นที่ป่า สื่อสารสร้างความเข้าใจกับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ให้ชัดเจน การลดไฟในพื้นที่เกษตรกรรม ลง 50 % มอบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควบคุมการเผาในพื้นที่ปลูกข้าวโดยเฉพาะจังหวัดปริมณฑลรอบกรุงเทพมหานคร การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่สูง เสนอแผนการปรับเปลี่ยนชนิดพืชปลูกเป็นแบบไม่เผาให้ชัดเจน แต่ละจังหวัดต้องมีการลงทะเบียนเกษตรกรและจำนวนพื้นที่เพาะปลูกทั้งในพื้นที่เกษตรและพื้นที่ป่าเพื่อทำปฏิทินและเงื่อนไขในการบริหารจัดการเชื้อเพลิง หากไม่ลงทะเบียนให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ และจะขอความร่วมมือภาคเอกชนไม่รับซื้อพืชผลการเกษตรจากการเผา มอบกระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายลดอ้อยไฟไหม้เข้าหีบให้น้อยที่สุด เพิ่มความเข้มงวดโดยเฉพาะ 5 จังหวัดที่มีปริมาณอ้อยไฟไหม้สูงสุด กรณีเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่ง กอ.รมน. ได้วางแผนการจัดตั้งศูนย์รับซื้อ ขอให้พิจารณาที่ตั้งใกล้พื้นที่ป่า/พื้นที่เกษตรเผาไหม้ซ้ำซาก เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่ง การควบคุมฝุ่นในเขตเมือง นอกจากตรวจจับควันดำอย่างเข้มงวด ให้พิจารณาการตรึงพื้นที่ลดจำนวนรถบรรทุกและรถโดยสารเข้าในพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นในในช่วงวิกฤต การจัดหาพื้นที่จอดแล้วจรใกล้สถานีรถไฟฟ้าเพื่อลดปริมาณการจราจร

ในการดำเนินงานจะมีศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ ทำหน้าที่สื่อสารสถานการณ์ การคาดการณ์ฝุ่นละออง ข้อแนะนำการปฏิบัติตน และผลการดำเนินงานสู่สาธารณะให้ประชาชนรับทราบ และยังทำหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อรายงานข้อมูลและแจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นละออง แหล่งกำเนิด พื้นที่วิกฤต ข้อเสนอการแก้ไขปัญหาให้แก่ศูนย์ปฏิบัติการระดับจังหวัดและหน่วยงานต่างๆ ให้ยกระดับการกำกับดูแลควบคุมแหล่งกำเนิดและจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) 

ในเรื่องงบประมาณ ได้มอบหมายให้หน่วยงานเสนอโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อขอรับการจัดงบกลาง ปี 2567 และตั้งแต่ปี 2568 จะเสนอโครงการในลักษณะแผนงานยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 นอกจากนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยังได้มีการหารือเพื่อให้เอกชนเข้ามาร่วมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่นละอองโดยการให้สิทธิประโยชน์ตามมาตรการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดความรวดเร็วทันกับสถานการณ์ นายจตุพรฯ กล่าว

‘ชัชชาติ’ ชี้ ‘ร้านอาหารปิ้งย่าง’ ทำค่าฝุ่นหนาแน่นเฉพาะจุด เร่งหามาตรการควบคุม

(13 ธ.ค. 66) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวถึงมาตรการควบคุมและแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้มีแค่ในกรุงเทพฯ แต่ในพื้นที่ต่างจังหวัดก็เกิดปัญหาเช่นเดียวกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละพื้นที่ ดังนั้นปัญหาจึงไม่ได้เกิดจากรถยนต์เท่านั้น กทม.จึงพยายามทำงานแบบบูรณาการกับหน่วยงานอื่น ๆ อาทิ เตรียมร่วมกับกระทรวงพลังงาน ทำโครงการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและไส้กรองรถยนต์ โดยให้ส่วนลดเป็นแรงจูงใจสำหรับรถยนต์เก่าที่มีอายุการใช้งาน 7 ปีขึ้นไป เพราะควันรถเป็นส่วนหนึ่งที่ปล่อย PM 2.5 เนื่องจากเผาไหม้ไม่หมด ซึ่งรถประเภทนี้มีกว่า 1 ล้านคันที่วิ่งอยู่ในกรุงเทพฯ

“เราไม่สามารถไปบังคับให้เปลี่ยนน้ำมันเครื่องได้ จึงร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้องทำโครงการนี้ขึ้น และหาความร่วมมือจากเอกชนเข้ามาช่วยสนับสนุน จุดหมายคือให้ PM 2.5 ลดลง” นายชัชชาติกล่าว

นายชัชชาติกล่าวเพิ่มว่า รวมถึงองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (ขสมก.) ได้ประสานให้กรมการขนส่งทางบก เข้าไปตรวจควันดำของรถ ขสมก.ถึงอู่รถเมล์ ทั้งนี้การตรวจวัดค่าควันดำ ถึงแม้จะไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่ปล่อยฝุ่น PM 2.5 

นอกจากนี้การเกิดฝุ่น PM 2.5 ยังมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น การเผาชีวมวล การควบคุมรถที่เข้าไซต์ก่อสร้าง ปัจจุบันนี้หากตรวจเจอรถควันดำในไซต์ก่อสร้างใดก็จะสั่งปิดไซต์งาน 3 วัน การตรวจสอบโรงงาน ซึ่งยังคงต้องทำอย่างเข้มข้นถึงแม้ในกรุงเทพฯ จะมีโรงงานไม่มากก็ตาม รวมทั้งฝุ่นที่ค้างอยู่ในอากาศซึ่งมาจากรถยนต์ที่ปล่อยออกมา ทำให้ในบางวันที่เป็นวันหยุดหรือไม่มีการจราจรที่คับคั่ง ก็ทำให้ค่าฝุ่น PM 2.5 สูงขึ้นได้

“อีกเรื่องที่ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เป็นเรื่องใหญ่คือ ร้านจำหน่ายอาหารประเภทปิ้งย่าง อาจไม่ได้มีผลในภาพรวม แต่มีผลเฉพาะพื้นที่ทำให้มีค่าฝุ่น PM 2.5 หนาแน่นขึ้น หลังจากนี้ก็ต้องไปดูว่าต้องมีที่ดักควันหรือไม่ ไม่ได้ห้ามปิ้งย่างแต่ต้องมีตัวดูด หรือเก็บควันก่อนปล่อยออกมาไม่ใช่ปล่อยอิสระ เพราะหากช่วงที่อากาศปิดก็จะทำให้ค่า PM 2.5 เพิ่มสูงขึ้น” นายชัชชาติกล่าว

พล.ต.อ พัชรวาท สั่งผู้ช่วย รมว.ทส. ลงพื้นที่ อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ด่วนเร่งช่วยเหลือ ประชาชนจากโขลงช้างป่าร้อยตัว สั่งตั้งวอร์รูมระดมกำลัง 200 คน ร่วมกับอาสาสมัครชุมชน 50 คน ผลักดันเข้าป่าให้ได้

จากกรณีที่มีเหตุการณ์ช้างป่าจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน กว่า 100 ตัว ออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เข้ามาในพื้นที่ทำกินของชาวบ้านซึ่งเป็นไร่อ้อย บริเวณหมู่ที่ 4 และหมู่ที่ 11 ตำบลวังท่าช้าง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้รอ.รชฏ พิสิษฐบรรณกร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง  รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับนายเผด็จ  ลายทอง ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า นายธานนท์ โสภิตชา ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 นายก้องเกียรติ  เต็มตำนาน ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 นายสมเกียรติ สุสัณพูลทอง ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรี ร่วมกันลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี และเข้าร่วมประชุมที่องค์การบริหารส่วนตำบลวังท่าช้าง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อรับทราบข้อมูลจากหน่วยงานและชุมชนในพื้นที่ ประกอบด้วย นางสาวภัทริน ภู่มณี นายกองค์การบริการส่วนตำบลวังท่าช้าง นายธนุวัฒน์ เมืองจันทร์  ปลัดอำเภอกบินทร์บุรี นายวัชรธรรม พรมสามสี กำนันตำบลท่าช้าง และนายแอ็ด ตะเภาพงษ์ ตัวแทนราษฎรผู้ได้รับผลกระทบ ที่ประชุมได้ร่วมกันวางแผนเพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น รอ.รชฎฯได้ให้กำลังใจชุมชนและเจ้าหน้าที่ ในการแก้ไขปัญหาและผลักดันช้างป่าให้กลับคืนสู่พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ผลการร่วมประชุมหารือ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้จัดตั้งศูนย์บัญชาการระดับพื้นที่ เพื่ออำนวยการแก้ไขปัญหาและกำหนดมาตรการในการผลักดันช้างป่ากลับคืนสู่พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน โดยเป็นการบูรณาการสนธิกำลังร่วมกัน ระหว่างหน่วยงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดปราจีนบุรี และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น

โดยใช้ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลวังท่าช้าง เป็นสถานที่ตั้งศูนย์บัญชาการ มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 เป็นผู้บัญชาการ ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า  เป็นหัวหน้าคณะทำงาน โดยสนธิกำลังเจ้าหน้าที่จากสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี) จำนวน 100 คน สำนักบริหารที่อนุรักษ์ที่ 2 (ศรีราชา) จำนวน 100 คน และจังหวัดปราจีนบุรี อำเภอกบินทร์บุรี องค์การบริหารส่วนตำบลเขาไม้แก้ว และองค์การบริหารส่วนตำบลวังท่าช้างจำนวน  50 คน รวมทั้งสิ้น 250 คน ในการจัดตั้งชุดปฏิบัติการเพื่อดำเนินการเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่า ให้กลับคืนสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2566 เป็นต้นไป โดยให้มีการรายงานผลเป็นประจำทุกวัน ออกปฏิบัติงานในทันทีอย่างต่อเนื่องจนกว่าภารกิจจะสำเร็จ

‘กทม.’ คลุกฝุ่น!! แดงทุกเขต ‘ลาดพร้าว’ หนักสุด ส่วนภาพรวมทั้งประเทศเกินมาตรฐาน 37 จังหวัด

(13 ธ.ค.66) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ จิสด้า-GISTDA รายงานสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 แบบรายชั่วโมง ด้วยข้อมูลจากดาวเทียมผ่านแอปพลิเคชัน ‘เช็กฝุ่น’ พบ 4 จังหวัดของประเทศไทยมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานและส่งผลกระทบต่อสุขภาพระดับสีแดง สูงสุดอยู่ที่ สมุทรสาคร ตามด้วย นครปฐม นนทบุรี กทม. ขณะที่อีก 33 จังหวัดเกินค่ามาตรฐานระดับสีส้มที่เริ่มส่งผลต่อสุขภาพ

ในขณะที่ กรุงเทพมหานคร พบค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานในระดับสีแดงทุกเขต สูงสุดที่ ลาดพร้าว หลักสี่ หนองแขม จตุจักร ดินแดง ดอนเมือง ห้วยขวาง บางกอกใหญ่ ทวีวัฒนา บางซื่อ เป็นต้น

แอปพลิเคชัน ‘เช็กฝุ่น’ ยังคาดการณ์ปริมาณฝุ่น PM2.5 ในอีก 3 ชั่วโมงข้างหน้า พบว่าหลายพื้นที่ยังคงมีค่าคุณภาพอากาศที่เกินค่ามาตรฐานในระดับสีส้มไปจนถึงสีแดง ทั้งนี้ ข้อมูลบนแอปฯ ‘เช็กฝุ่น’ มีการใช้เทคโนโลยีดาวเทียมร่วมกับ AI (Artificial intelligence) ในการวิเคราะห์ค่าฝุ่น PM2.5 แบบรายชั่วโมงในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ร่วมกับการใช้ข้อมูลการตรวจวัด PM2.5 จากกรมควบคุมมลพิษ, ข้อมูลสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา รวมถึงข้อมูลของแหล่งกำเนิดฝุ่น เช่น จุดความร้อน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก มานำเสนอให้ในรูปแบบข้อมูลตัวเลขและค่าสีในระดับต่างๆ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าใจสถานการณ์ได้ง่ายยิ่งขึ้น

ประชาชนควรสวมหน้ากากตลอดเวลาเมื่ออยู่ในที่โล่งแจ้ง เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจตามมาโดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ทั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูล PM2.5 แบบรายชั่วโมงเพิ่มเติมผ่านแอปฯ ‘เช็กฝุ่น’

ความธรรมดาของลูก!! รางวัลที่สุดพิเศษของ ‘เช็ค สุทธิพงษ์’ เมื่อเธอผู้จบเกียรตินิยมอันดับ 1 รักในงานธรรมดาที่แสนสุข

ไม่นานมานี้ ‘เช็ค-สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ’ พิธีกร และผู้ผลิตสื่อชื่อดัง แห่งทีวีบูรพา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Suthipong Thamawuit’ ระบุว่า...

ผมพบว่า ไม่จำเป็นต้องมีสิ่งพิเศษเหนือความคาดหมายอะไรมามอบให้ เพียงแค่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ จากลูก ก็นำความสุขมาให้คนเป็นพ่อแม่ได้มากมาย

พี่เช็คเล่าว่า ลูกสาวคนเล็กที่ทำงานเป็นผู้ช่วยช่างทำผมในร้านซาลอน เอามือที่สากและลอกเป็นขุยของเธอมาให้ดู จับมือพ่อไปเทียบกันแล้วบอกว่า “ดูสิ ตอนนี้มือพ่อนุ่มกว่ามือหนูอีก”

พี่เช็ค ถามว่าเป็นเพราะสารเคมีหรือเปล่า เพราะงานของเธอเกี่ยวกับการย้อมสีผม เธอบอกว่าไม่ เพราะตอนใช้สารเคมีเธอใส่ถุงมือ

เธอไม่ได้กังวลกับมือที่สากและลอกเป็นขุยนั้น แต่เหมือนจะอวดว่านั่นคือ ร่องรอยของความเอาจริงเอาจังจากการทำงาน 

งานของเธอเป็นลูกจ้างเล็กๆ เด็กฝึกหัดอยู่ในร้านทำผมขนาดย่อม ที่เธอรู้สึกว่าเธอโชคดีที่ได้ทำงานในร้านนี้ 
เธอตื่นไปทำงานอย่างกระตือรือร้น มีวินัยและกลับจากทำงานด้วยความสุขทุกวัน 

แม้ว่าบางวันจะ ‘ยม’ จนแทบไร้วิญญาณ 

อย่างวันที่ผ่านมานี้ เนื่องจากลูกค้าที่มาอุดหนุนร้าน กับจำนวนพนักงานที่มีลากิจบ้าง ลาป่วยบ้าง สร้างความชุลมุนในการทำงานไม่น้อย และกว่าจะเสร็จก็ค่ำมืด เธอยืนทำงานทั้งวันจน ‘ยม’

แต่เมื่อกลับถึงบ้าน ทุกครั้งสิ่งที่เธอนำกลับมาให้พ่อเห็น ก็คือความภาคภูมิใจที่ทำภารกิจลุล่วงจนได้ ผมพบว่านี่เป็นโบนัสที่เธอได้รับจากการทำงานแทบทุกวัน และทุกคืนที่นั่งคุยกัน ผมก็จะพลอยมีความสุขกับเธอไปด้วย

เมื่อคืนเธอพูดกับผมในสิ่งที่ไม่เคยพูดมาก่อน เธอบอกว่า เธอเป็นพนักงานฝึกหัดที่ถูกตั้งคำถามว่า ทำไมถึงมาทำงานเป็นลูกจ้างร้านทำผม ผมถามว่าทำไม?

เธอบอกว่า “พ่อนึกออกไหม สังคมจะมีเกรดหรือภาพของเด็กลูกจ้างในร้านทำผมแบบหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เด็กจบมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะเกี่ยวกับโซเชียลเอนเตอร์ไพรซ์ ด้วยเกรดเกียรตินิยมอันดับหนึ่งอย่างเธอ ซึ่งน่าจะไปทำงานสตาร์ตอัป หรือไม่ก็งานสื่อสารองค์กรในบริษัทชั้นนำ ที่น่าจะมีรายได้และอนาคตมากกว่าการดัดย้อมผมหลายเท่า”

แต่เธอไม่เคยมองว่าเธอเป็นคนเกรดไหน และงานทำผมเป็นงานของคนเกรดอะไร แค่เธอพบว่า งานทำผมคือ งานที่เธอทำแล้วมีความสุข

ผมไม่เคยสงสัยและคาดหวังอื่นใดในการเลือกของลูก ผมมีความสุขกับการที่ลูกไปทำงานอย่างมีความสุข และกลับจากทำงานด้วยความสุขและภาคภูมิใจทุกวัน 

ผมคิดว่า นี่คือคือปัจจุบันและการเริ่มต้นที่ดีที่สุด

การเริ่มต้นเดินทางที่ชัดเจนและรู้ความหมายนั้น จะนับว่าเป็นความสำเร็จขั้นหนึ่งก็น่าจะได้

เพราะในวัยเดียวกัน ผมเคยผ่านมาแล้ว ด้วยความเคว้งคว้าง จับต้นชนปลายไม่ถูก ไม่รู้จะพาชีวิตไปทางไหนดี 

อย่าว่าแต่ทางที่ไปใช่หรือไม่เลย แม้แต่เขาเลือกทางชีวิตกันแบบไหน อย่างไรผมก็ยังไม่รู้ 

เพราะฉะนั้น เห็นความธรรมดาของลูกแค่นี้ ก็เป็นรางวัลที่พิเศษสุดของพ่อแล้ว

ก่อนขอตัวขึ้นไปนอน เธอบอกว่า พ่อก็เป็นช่างตัดผมได้นะ ถ้าได้เรียน ผมบอกว่าก็น่าจะได้นะ แต่น่าจะเลี้ยงลูกไม่ได้ เพราะไม่น่าจะมีใครมาตัดกับพ่อ 

เธอหัวเราะแล้วบอกทีเล่นทีจริงว่า แต่มือนี้เลี้ยงพ่อได้นะ เพราะนี่คือมือของคนที่จะรวย 

ผมนึกในใจ ถ้ามือสากด้านบ่งบอกความรวย ที่ผ่านมา พ่อน่าจะระดับมหาเศรษฐี แต่ไม่ทันได้พูด เธอก็บอกว่า ไปอาบน้ำนอนล่ะ พรุ่งนี้ต้องรีบไปแต่เช้า

ผมถามว่าทำไมต้องไปแต่เช้า ก็วันนี้ยมมาทั้งวัน เธอบอกว่าไปพับฟอยล์ (วัสดุที่ใช้ในการทำสีผม) เดี๋ยวจะไม่มีใช้ ผมถามว่าปกติเป็นหน้าที่ของลูกหรือ เธอบอกว่าไม่ใช่ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องช่วยกัน

ถามต่อว่าถ้าลูกไม่พับ ใครพับ เธอตอบว่าบางครั้งเจ้าของร้านก็ต้องพับเอง เธอคิดว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่น่าจะถูกต้อง

ผมบอกว่าถ้าที่ทำงานไหน มีพนักงานที่คิดแบบลูกสักครึ่งหนึ่ง จะเป็นกิจการที่ดีและเจ้าของกิจการก็โชคดีมาก

เธอขึ้นไปแล้ว ผมคิดว่าไม่ใช่แค่เจ้าของร้านหรอกที่โชคดี ตัวเองก็โชคดีมาก ที่ได้รางวัลเสมอจากการสนทนากับลูก

เปิดใจ ‘กัมพล ตันสัจจา’ ผู้อุทิศทั้ง ‘กาย-ใจ’ ให้ ‘สวนนงนุช’ พัทยา ชลบุรี ปัดตก!! แม้ถูกยื่นซื้อ 5 หมื่นล้าน เพราะหวังอยากให้ที่นี่เป็นศูนย์เรียนรู้ของคนทุกวัย

เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 66 วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหาร ได้โพสต์คลิปวิดีโอสัมภาษณ์ของ ‘กัมพล ตันสัจจา’ หรือ ‘คุณโต้ง’ ประธานกรรมการบริหารสวนนงนุช พัทยา จังหวัดชลบุรี วัย 76 ปี ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมระบุว่า…

“นี่ ท่านประธานฯ ตัวจริง!!

“ไอ้ บ้านนอก”!!!

ถ้าไม่เคยอ่านข่าว ‘คุณโต้ง’ กัมพล ตันสัจจา ถ้าเจอคุณโต้ง วัย 76 ปี ที่แต่งตัวง่ายๆ สบายๆ ใส่เสื้อยืด ‘AI Baan Nawk’ ฉายาตัวเอง เราก็คงไม่คิดว่านี่คือ ‘ประธานบริษัท’ ตัวจริง แห่งสวนนงนุช พัทยา ชลบุรี รีสอร์ท และสวนที่ติด Top 10 ของโลก บนเนื้อที่ 1,700 ไร่ ที่ไม่ได้มีแค่สวน ต้นไม้ สัตว์ แต่มีทั้ง สวนพฤกษศาสตร์ที่เป็นเอกชน มีพิพิธภัณฑ์ สวนลอยฟ้า สวนผีเสื้อ สวนเฟิร์น Cactus บอนสี ไม้แปลก หายาก บ้านมด หินทุกชนิด รถเก่า รถหรู รถโบราณ ทะเบียน 8888 ทุกคัน นับร้อยคัน

และหลังโควิด-19 ก็ปรับปรุงใหม่ มีทั้งพิพิธภัณฑ์ โขน พระเครื่อง และสร้าง ‘จูราสสิค พาร์ค’ ไดโนเสาร์เป็นพันตัว ทุกสายพันธุ์ รวมทั้ง ศิลปะการเรียงหินเป็นรูปร่างต่างๆ

เพราะช่วงโควิด-19 ท่านประธานโต้ง ไม่ได้ปลดพนักงาน ตอนนั้นให้อยู่แต่ในสวนนงนุชเพื่อกักโรคตามนโยบายรัฐบาล แม้ไม่มีนักท่องเที่ยว แต่มีงานทำ ผมให้พนักงานเรียงสวนหิน โดยที่ผมวาดแล้วให้เขาวางตาม ทางสวนต้องดูแลพนักงาน ราว 2 พันชีวิต และช้างราว 100 เชือก รวมถึงการดูแลต้นไม้ ปรับปรุงสวน ให้เตรียมพร้อมกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง

ที่นี่ประเมินมูลค่ามหาศาล เคยมีข่าวว่า ‘ญี่ปุ่น’ ขอซื้อ 5 หมื่นล้าน แต่ไม่ขาย เพราะประธานโต้ง บอกว่า อยากทำให้ที่นี่เป็นศูนย์เรียนรู้ของเด็กๆ มานอนที่นี่ แล้วท่องเที่ยวในแต่ละส่วนให้ครบ เพราะความตั้งใจคือทำยังไงให้เด็กๆ ชอบที่นี่ และตอนนี้ก็ต้องการให้เป็นสถานที่ที่ผู้สูงอายุสามารถมาท่องเที่ยวได้ รวมถึงคนพิการที่นั่งวีลแชร์ ก็มีที่พักที่อำนวยความสะดวกสำหรับวีลแชร์โดยเฉพาะ

คุณโต้ง จึงยังคงดูแลสวนเอง ยังคงเดินวันละหลายกิโลฯ สลับกับขับรถโฟร์วิลด์ เพราะไม่ชอบห้องแอร์ หรืออยู่แต่ในห้องแอร์ ชอบตากแดด อยู่ในที่อากาศร้อนได้ยาวนานและยังคงแข็งแรง”

โดยในคลิปคลิปวิดีโอสัมภาษณ์ดังกล่าวนั้น คุณโต้งได้ระบุว่า…

“แรกๆ เราสร้างเพื่อหาเงินให้พออยู่ได้ แต่เมื่อเราอยู่ได้แล้ว เราต้องเริ่มคิดเลยว่าหน้าที่จริงๆ ของเรานั้นคืออะไร หน้าที่ของเราคืออบรมเยาวชนรุ่นใหม่ให้ ‘ชอบ’ ไม่ใช่ ‘รัก’ เหมือนกับเราตอนเด็กๆ เราชอบอะไรในตอนนั้น ตอนนี้เราก็ยังชอบอยู่ ตอนเด็กๆ คุณแม่ให้ทานอะไร ตอนนี้เราก็ยังชอบอยู่ หรืออย่างแต่ก่อนที่โรงเรียนพาไปเขาดิน เด็กทุกคนก็ชอบสัตว์กันทั้งนั้น แต่ตอนนั้นที่นี่ยังไม่มีส่วนนี้ ผมก็เลยทําส่วนขึ้นมาเพื่อให้เด็กเกิดความชอบให้ได้ คิดหลายร้อยวิธี ลองทําสวนสัตว์เล็กๆ สัตว์ก็ตายไปเรื่อยๆ ลองปั้นเป็นรูปปั้นสัตว์ไปร้อยกว่าชนิดเด็กก็ยังไม่มา ลูกน้องบอกให้ลองปั้น ‘ไดโนเสาร์’ ผมก็ลองปั้น ปรากฏว่าเด็กก็เริ่มมากัน จนทุกวันนี้ก็ยังปั้นอยู่ มีอยู่เกือบๆ 1,400 ตัวแล้ว มีครบหมดทุกสายพันธุ์

ทีนี้เมื่อเด็กมาแล้ว ผมก็ต้องคิดต่อว่าจะทํายังไงให้เขารักทั้ง 3 อย่าง คือ สวนสัตว์, พุทธศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์ อีกทั้งตอนนี้ผมเพิ่มเข้ามาอีก คือ เรื่องของศาสนา, อาหารไทย และความรู้เกี่ยวกับเรื่องภาวะโลกร้อน เราจึงจัดทำโครงการต่างๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และผมเข้าใจคนที่มาศึกษาดูงานเหล่านี้ เขาก็ต้องดูเรื่องพวกนี้ทั้งนั้น

ถ้าหากว่ามีสถานที่นึง ที่มีครบทุกอย่าง หรือเกือบครบทุกอย่าง เขามา เขาก็จะได้ประโยชน์สูงสุด เวลาเขามาเป็นกรุ๊ป เราก็ให้เขาเข้าไปสัมผัสเรื่องของ ‘โขน’ หรือเรื่องต่างๆ ซึ่งผมก็เห็นแล้วว่า ประเทศไทยของเรานั้น ต้องมีโขนให้ครบทุกชนิด ผมก็เลยทําจนครบ ทั้งหมด 500 กว่าชนิด และตัวองค์ประกอบของโขนนั้น ยังไม่เคยเห็นมีใครทําครบสักที ผมก็เลยสั่งให้ทํา ตอนนี้เหลืออีกประมาณ 3 ปี ผมคาดว่าน่าจะครบ ‘สัตว์หิมพานต์’ 150 กว่าชนิด ตอนนี้เท่าที่เห็นก็เริ่มทําไปเยอะแล้ว แต่ผมคิดว่าจะทําให้ครบทั้งหมด ‘พญานาค’ ตอนนี้มีอยู่ 9 องค์ เราก็ให้ทําครบ

ตอนนี้ก็ทํา ‘กวนเกษียรสมุทร’ อยู่ เพื่อสร้างเข้าใจในวัฒนธรรมของเราให้ต่างชาติเขาได้รับรู้ ผมสร้าง ‘สวนฝรั่งเศส’ เพื่อเป็นสวนสวยงาม แต่ก็กลัวว่าเวลาถ่ายภาพออกมาแล้วจะบอกว่าอยู่ในยุโรป ผมก็เลยสร้างเจดีย์ไว้รอบๆ ถ่ายภาพออกมายังไงก็ต้องถ่ายเจดีย์ติดแน่นอน ไม่ใช่ในยุโรปแน่ และผมก็ยังทําต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้ได้ใจเด็กให้มากที่สุด ตรงไหนไม่ดีก็รื้อทําใหม่

ส่วนเรื่องของ ‘หิน’ ประเภทต่างๆ ก็รวมอยู่ที่นี่หมด ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมไปพบกับคนที่เก็บหินมา ผมก็บอกให้เขาไปช่วยเก็บหินในประเทศไทยทั้งหมด ตอนนี้ก็ได้เยอะมาก เลยสร้างเริ่มพิพิธภัณฑ์หินและกระถางเครื่องปั้นดิน ซึ่งปั้นโดยศิลปดินท่านหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ ชื่อ ‘คุณดู๋’ กระทางเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เหมือนกับในยุโรป และมีคําอธิบายแต่ละเรื่องว่ามีความหมายยังไง

และตอนนี้อะไรที่เราเห็นว่าไม่เหมาะสม เราก็จะรื้อแล้วทําใหม่ เราก็ปรับตามนิสัยของผู้คนในยุคปัจจุบัน เพราะสวนนงนุช ถูกออกแบบขึ้นมาเมื่อ 50 ปีที่แล้ว สําหรับคนในยุคนั้นที่ชอบเดินดูสวน แต่ตอนนี้ คนไทย เอเชีย หรือแม้แต่ต่างชาติที่เริ่มไม่ชอบก็มีเลย ผมก็เลยแก้ไข้คำข้างหน้า โดยใช้คําว่า ‘Pocket Park’ หรือ ‘Inter Park’ ซึ่งเราก็เอาทุกอย่างไปอยู่ข้างหน้า นักท่องเที่ยวจะได้เห็นทั้งโชว์รูมรถ, กระบองเพชร, โดนลอยฟ้า, สวนผีเสื้อ และพิพิธภัณฑ์พระ รวมถึงจุดพักทานข้าว ก็จะอยู่ข้างหน้าทั้งหมดเลย อยากจะดูสวนหลักที่เคยสร้างไว้ก็สามารถนั่งรถชมวิวได้ และจะเห็นสัตว์ตลอดทาง ผู้ปกครองก็จะได้อธิบายสิ่งต่างๆ ให้ลูกฟังได้

การเปิดให้เข้าสวนของเนอร์สเซอรีนั้น ผมคิดว่าเป็นสวนต้นๆ ของโลก ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมเบื้องหลังของการผลิตต้นไม้ หรือเบื้องหลังของต้นไม้ ทําให้คนที่รักต้นไม้เห็นแล้วก็มีความรู้สึกอยากได้ต้นไม้ไปปลูกที่บ้าน นักท่องเที่ยวที่เป็นฝรั่งมาก็ตกใจอยู่เหมือนกัน

จริงแล้วๆ ทั้งหมดมันก็เป็นตัวในตัวของมันเองอยู่แล้ว เข้าสวนไหนก็จะเจอต้นไม้ พันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ สีต่างๆ ที่เมืองนอกเขาก็เขาดีใจ เพราะว่าเป็นไอเดียที่ดีที่เขาควรจะต้องนับไปปรับปรุงสวนของประเทศเขา

ผมเตือนเขาว่า เป้าหมายหลักของเราคือ ‘เด็ก’ อย่าลืมในส่วนนี้นะ และผมก็เติมผู้สูงอายุเข้าไปด้วย เพราะคนไทยบางส่วนก็เที่ยวไม่เป็น เพราะบางครั้งลูกๆ ก็ไม่กล้าปล่อยให้คุณพ่อคุณแม่มาเที่ยวกันเอง ลูกๆ เขาอยากเป็นคนพามา แต่บางทีกว่าลูกๆ จะมีเวลาก็ยาก…

แต่ถ้าเผื่อ ‘ไทยเที่ยวไทย’ ได้ ก็จะทำให้ ‘เมืองรอง’ เกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นเร็วด้วย ตอนนี้เมืองรองนั่งรอแขกต่างชาติ เพราะเขาไม่มาหรือเขามากันน้อยมาก เพราะนักท่องเที่ยวแต่ละคนมีเวลาไม่กี่วันในการมาเที่ยวประเทศไทย ทำให้ต้องท่องเที่ยวกลางวัน กลางคืนให้มากที่สุด มา 4 วันก็ต้องเห็นอะไรให้เยอะที่สุด ทำให้เขาไม่มีไปเที่ยวที่เมืองรอง นอกจากว่า เมืองรองจะมีอะไรที่พิเศษมากๆ เขาถึงจะไปกัน แต่ระหว่างทางก็ควรต้องมีอะไรที่น่าสนใจด้วย

ผมจึงคิดว่า การท่องเที่ยวนั้น ต้องเน้นเมืองหลัก เมืองใหญ่ของเรา สวนเมืองรองก็ต้องเป็น ‘ไทยเที่ยวไทย’ ช่วยกันสนับสนุน ตอนนี้คนไทยเริ่มเที่ยวเป็นบ้าง แต่ก็เที่ยวกันแค่เสาร์อาทิตย์นะ วันธรรมดาก็เที่ยวไม่ได้อีก

นี่จึงเป็นอีกหนึ่งแรงบันดาลใจในการพัฒนา ‘สวนนงนุช’ ที่ผมจะทํา ผมจะไม่หยุด ผมอยากทําตลอดไป ตราบเท่าที่ผมยังมีชีวิตอยู่ ผมก็จะทําให้เต็มที่ เพราะเราทําจนเราเข้าใจมันแล้ว และมันเป็นโอกาส เพราะคนที่มีโอกาสอย่างผมนั้นมีน้อยมาก แล้วผมจะทิ้งทุกอย่างไปเพื่อความสุขส่วนตัวได้ยังไง เพราะนี่คือความสุขของผม ผมเห็นเด็กๆ มากันทุกวัน ผมดีใจจะตาย”

'ท่านอ้น' ซึ้ง!! คุณลุงหนองคาย 'ขอซับเหงื่อ'  เหมือนที่เคยทำให้ท่านตอนเด็กๆ มาแล้ว

(12 ธ.ค. 66) ‘ท่านอ้น’ วัชเรศร วิวัชรวงศ์ มีโอกาสเดินทางไปร่วมกิจกรรมในพื้นที่จังหวัดหนองคาย โดยได้มอบเครื่องผลิตออกซิเจน 10 ลิตร ให้กับโรงพยาบาล 5 แห่ง ในจังหวัดหนองคาย หลังจากนั้น ได้เปิดโอกาสให้ชาวบ้านหม้อ อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ได้พบปะพูดคุยและถ่ายรูปอย่างเป็นกันเอง โดยระหว่างพูดคุยกับชาวบ้านมีคุณลุงท่านหนึ่งได้มา ‘ขอเช็ดเหงื่อ’ ให้ท่านอ้น ซึ่งแม้จะแปลกใจแต่ท่านอ้นก็ได้เปิดโอกาสให้คุณลุงได้เช็ดเหงื่อท่านด้วยผ้าขาวม้าที่ชาวบ้านเตรียมมาอย่างดี จากการพูดคุยสอบถามจึงได้ทราบว่า สาเหตุที่คุณลุงได้มา ‘ขอเช็ดเหงื่อ’ ให้ท่านอ้น เนื่องจากตอนท่านอ้นเด็ก ๆ คุณลุงก็เคยได้เช็คเหงื่อให้ท่านอ้นมาแล้ว 

เรืออากาศโท สุริยะ ใจดี หรือ คุณลุงเช็ดเหงื่อ เดิมทำงานเป็นช่างประจำเครื่องบิน F5 ที่เคยเข้าเฝ้ารับใช้ใกล้ชิดเมื่อตอนที่ท่านอ้นยังเป็นเด็ก ๆ ทำให้มีโอกาสได้เจอกับท่านอ้นและพี่น้องที่มายังลานจอดเครื่องบิน ด้วยอากาศในลานจอดเครื่องบินที่ค่อนข้างร้อน ทำให้ท่านอ้นมักมีเหงื่อออกมาก คุณลุงสุริยะ จึงได้มีโอกาสช่วยเช็ดเหงื่อให้กับท่านและในวันนี้แม้เกษียณอายุราชการมานาน แต่การได้กลับมาพบกับท่านอ้นที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ได้เดินทางมาถึงหมู่บ้านที่ตนอยู่ ทำให้คุณลุงสุริยะ ยังคงคิดถึงเหตุการณ์ตอนที่ท่านอ้นยังเป็นเด็ก ยิ่งได้มาเห็นท่านให้ความเป็นกันเอง พบปะผู้คุยกับชาวบ้านท่ามกลางอากาศที่ร้อน ทำให้คุณลุงอยากเข้าไปช่วยเช็ดเหงื่อให้ท่าน เหมือนที่เคยได้ทำตอนที่ท่านยังเด็ก ๆ 

เรื่องราวดังกล่าว ได้สร้างความประทับใจให้กับท่านอ้นเป็นอย่างมาก จึงได้พูดคุยย้อนอดีตอย่างมีความสุขกับคุณลุงสุริยะ นับเป็นภาพประทับใจที่ชาวบ้านหม้อ อำเภอศรีเชียงใหม่ หนองคายได้พบในวันนี้ (12 ธ.ค. 66)

'ยูทูบเบอร์หนุ่ม' ยอมใจ!! ไม่มีเงิน ไม่มีการรักษา ประสบการณ์สุดเลวร้ายหลังประสบอุบัติเหตุแรงในลาว

(12 ธ.ค.66) จากช่องยูทูบ ‘Wepergee’ ซึ่งเป็นช่องเกี่ยวกับสายท่องเที่ยว ที่เน้นการผจญภัยในประเทศต่างๆ เพื่อสำรวจเนื้อแท้ด้านวัฒนธรรม การใช้ชีวิต ในมิติที่ทุกคนอาจจะไม่เคยรับรู้ หรือสัมผัสมาก่อน ได้โพสต์คลิปวิดีโอตอนใหม่ ชื่อ ‘เกิดอุบัติเหตุในลาวเสียเงินเท่าไหร่? ที่นี่เงินสำคัญกว่าชีวิต’ โดยเจ้าของช่อง ‘คุณแบงค์’ ได้มาเล่าประสบการณ์หลังเกิดอุบัติเหตุในประเทศลาว ที่หลวงพระบาง ที่ดูเหมือนจะไม่ร้ายแรงนัก แต่กลับสาหัสเอาการเลยทีเดียว เพื่อเป็นอุทาหรณ์และเป็นประโยชน์สำหรับใครที่อยากจะเดินทางไปเที่ยวลาวหรือประเทศอื่น ๆ ในเรื่องของ ‘อุบัติเหตุ’ โดยระบุว่า… 

จริง ๆ แล้วผมคิดว่ามันไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไร ไม่ได้มีความคิดจะรอดหรือไม่รอด และผมรู้ตัวว่าตัวเองไหว ณ ตอนนั้น แต่หลังจากเกิดอุบัติเหตุสิ่งที่มันเกิดขึ้นกับร่างกายมีมันเยอะมาก ๆ เริ่มจากเลือดออกใต้เยื่อบุสมอง เพราะว่ารถชนประสานงากับรถมอเตอร์ไซค์ และจริง ๆ จะผ่าตัดสมองด้วย แต่คุณหมอเขาอัดยาเยอะมากในระหว่าง 2 อาทิตย์ที่อยู่โรงพยาบาล แล้วทีนี้คุณหมอเขาพยายามเทสร่างกาย เทสสมอง จึงบอกว่าตอนนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว ดังนั้น จึงไม่ต้องผ่าตัดสมองแล้ว 

ซึ่งในส่วนที่เกิดขึ้นเยอะที่สุดจะเกี่ยวกับใบหน้าทั้งหมดเลย อย่างเช่น กะโหลกหน้าร้าว กรามร้าว จมูกหัก และวันนี้ผมก็เพิ่งจะไปถอดสิ่งที่คุณหมอเขาจัดกระดูกใหม่ให้ แต่ไม่ได้เสริม ถัดมามีเรื่องฟัน ซึ่งมันไม่ได้หักแต่ว่ามันบิ่น แล้วก็ฟันห่างออกหมดเลย และยังมีสิทธิ์ที่รากฟันจะตายได้ อีกทั้งในระหว่างนี้จะไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้เป็นเวลา 1 เดือน และอีกอย่างนึงคือเกี่ยวกับจมูกหลังจากที่มันหัก ผมไม่ได้กลิ่นเลย หลังจากเกิดอุบัติเหตุจนตอนนี้มาก็ประมาณ 2 อาทิตย์แล้ว แต่ปากยังรับรสชาติได้อยู่ จึงได้สอบถามคุณหมอว่ามีโอกาสที่จะกลับมาได้กลิ่นเหมือนเดิมไหม ซึ่งคุณหมอตอบว่ายาก…ดังนั้น ผมอาจจะไม่ได้กลิ่นไปตลอดชีวิต…อันนี้ก็เป็นเรื่องที่จะบอกว่ารับไม่ได้มันก็ใช่ แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะหนักหนาสาหัสขนาดนี้

ถัดมา ตรงจุดที่เกิดอุบัติเหตุขึ้น คือ รถมอเตอร์ไซค์มา 2 ฝั่ง แล้วถนนเป็นแอ่งและเป็นทางโค้ง ซึ่งตอนนั้นผมกำลังไปน้ำตก ขณะช่วงที่ขึ้นเนินนั้น เวลาจะลงก็มีรถคุณลุงท่านนึงขี่มอเตอร์ไซค์มา ซึ่งผมก็เห็นแล้ว แต่ก็เอ๊ะ…ทําไมเขาขับมาแบบไม่เบาเลย ซึ่งเขาก็เห็นว่ารถผมก็มาเหมือนกัน แล้วอีกอย่างที่ลาวเขาใช้เลนส์คนละฝั่งกับที่เมืองไทย ซึ่งตอนนั้นผมก็เริ่มเห็นแล้วว่าคุณลุงขับมาแบบไม่มีหยุด ไม่มีเบาเลย จึงหาแหล่งที่เราจะสามารถหลบได้ แต่ทีนี้ดันหลบไม่พ้น จึงทำให้แฉลบลงข้างทาง แต่คุณลุงท่านนั้น เขาไม่แฉลบไม่ทําอะไรเลย ทีนี้พอผมลงข้างทางไม่พ้น เพราะรถมันประสานงากันก่อน ผมก็โดนจัง ๆ เลยในส่วนของหน้าและกระโหลก เพราะมันปะทะเข้ากับกระจังหน้าของรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งไม่แน่ใจว่าของคุณลุงหรือโดนรถมอเตอร์ไซค์ตนเอง แต่จากภาพที่เห็นมันมีจุดนึงที่ชัดเจนเลยว่าอันนี้คือเลือดของผม ซึ่งคิดว่าตรงนั้นทำให้หัวอาจจะกระแทกด้วย ยอมรับเลยว่าโมโห เพราะลืมตาแทบมองไม่เห็น จึงมีความรู้สึกกลัวตาบอด เพราะตอนนั้นตามันปิดไปหมดเลย แม้จะพยายามลืมแต่มันก็เห็นได้นิดนึง 

แต่สิ่งหนึ่งที่ได้ยินแล้วมันมันคาใจมาตลอดจนถึงทุกวันนี้ คือคุณลุงที่ขับรถเขาตะโกนว่าผมว่า… “จับมันเลย มันเมาแล้วขับ” ทีนี้รถชาวบ้านผ่านมาจึงช่วยกันเรียกรถพยาบาลให้ และยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ช็อกเหมือนกัน คือเขามาถามหาเงินกับผมก่อนเลย ถาม ‘น้องมีเงินไหม มีเงินเท่าไหร่ ถ้าไม่มีเงินพาไปโรงพยาบาลไม่ได้นะ’ ผมก็เลยรีบบอกไปว่ามีเงินอยู่ ซึ่งหากรวมทั้งเงินไทยเงินกีบ จะประมาณ 8,000 บาท และช่วงที่เขามาไม่ได้ถามเลยว่ามีประกันไหมหรือจะทํายังไงเกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนี้ แต่เขากลับถามหาเงินผมก่อนเลย ซึ่งหลังจากที่เขาเห็นว่ามีเงิน เขาก็หยิบกระเป๋าคาดเอวผมไปค้นคนจนได้เงิน แล้วเขาถึงจะแบบมาช่วยทําแผล ช่วยรักษาพยาบาลเบื้องต้นให้ 

ไม่เพียงเท่านั้น…ถัดมาอีกสิ่งหนึ่งที่ช็อก มันทําให้ผมสลบไปเลย…คือตรงหน้าผากผมมันแตก ตอนนั้นเขาก็หยิบเข็มมาผมจําได้เลยเห็นเข็มเล่มใหญ่มาก ซึ่งเขาบอกว่าหัวคุณต้องเย็บตรงนี้ เพราะเลือดมันออกเยอะ ผมจึงบอกพี่ช่วยซับเลือดไปก่อนได้ไหม เข็มขนาดนี้ไม่ไหว ผมตายแน่นอน… แค่ตรงนี้ก็เจ็บไม่รู้จะยังไงแล้ว ตาก็ลืมไม่ขึ้น หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้ฟัง เขาก็เอาเข็มจิ้มเข้าไปตรงแผล และหลังจากนั้นผมสลบไปเลย ตื่นมาอีกทีคือโรงพยาบาล

หลังจากที่ตื่นมาจากโรงพยาบาล ยอมรับเลยผมไม่เคยเจอเหตุการณ์ที่เกิดอุบัติเหตุแล้วสลบคาไปเลย โดยตอนนั้นยังรู้ตัว ยังพอมีสติอยู่ แต่พอเข็มมันทิ่มเข้าไปแล้ว ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทําไมมันสลบ แต่ก็ยังดีที่เขามาช่วย ไม่อย่างงั้นคงสลบอยู่ตรงนั้น และอีกอย่างนึงตรงที่เกิดเหตุมันเป็นทางกลับจากน้ำตก มันก็จะมีแต่ป่า แต่สิ่งที่รับไม่ได้จริง ๆ คือคุณลุงเขามาปรักปรำ หาว่าผมเมาเหล้าแล้วขับรถ 

สุดท้ายคุณลุงเขาก็เรียกเงินผมอีกด้วย เป็นจำนวน 20,000 บาท แต่ก็จบกันที่ 18,000 บาทแทน ซึ่งเขาก็เอาไป แต่เชื่อไหมว่าคุณลุงเขาไม่เป็นอะไรเลย… ทั้งที่ผมเองก็ใส่หมวกกันน็อคด้วย ยังเป็นถึงขนาดนี้ หลังจากที่จ่ายคุณลุง ค่าทำขวัญเสร็จ ก็ต้องมาจ่ายค่ารถเช่ามอเตอร์ไซค์อีกประมาณ 12,000 หรือ 15,000 บาท ซึ่งตรงนี้ในส่วนค่าทําขวัญกับค่ามอเตอร์ไซค์หมดไปประมาณ 35,000 บาทหรือ 32,000 บาทนี่แหละ ซึ่งจําตัวเลขที่แม่นยําไม่ได้

***นอกจากนี้ ยังมีเรื่องพีคอีก…หลังจากที่มาโรงพยาบาล คุณหมอก็พยายามทํา CT Scan ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แต่กว่าจะได้ทําในแต่ละอย่าง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าที่ประเทศนี้เขาเป็นแบบนี้รึเปล่า ก่อนที่จะทำอะไร จะพยายามขอเงินทุกอย่าง และต้องเป็นเงินสดด้วย ผมนอนจนปวดหลัง จากการที่เย็บแผล หน้าก็ปวดไปหมด ปวดจนกินแค่ยาพาราก็เอาไม่ไหวแล้ว ดังนั้น ผมเลยขอยาแก้ปวดแบบฉีดได้ไหมแทน แต่พยาบาลกลับถามว่ามีเงินไหม? ถ้ามีเงินก็จะไปเอายามาฉีดให้ ถ้าไม่มีเงินก็ทำไม่ได้ เช่นเดิม…ผมเลยตอบไปว่ามีเงิน แต่คือตอนนี้ลุกไปไม่ได้ แล้วที่โรงพยาบาลก็ไม่สามารถรูดบัตรได้ด้วย จะให้คนไปกดก็กดไม่ได้ เพราะตู้ ATM เป็นไรไม่รู้ ซึ่งผมก็พยายามขอร้องให้ช่วยรักษาก่อน เพราะเรื่องเงินผมไม่มีปัญหาเลย ออกจากโรงพยาบาลเคลียร์ให้ได้แน่นอน จะเอาพาสปอร์ตหรืออะไรไว้ก็ได้ แต่เขาก็ยังยืนยันว่าไม่ได้ ต้องมีเงินและต้องเป็นเงินสดเท่านั้น ซึ่งตอนนั้นก็พยายามอธิบายต่อไปว่าอยากให้ดูสภาพตนก่อน ยังไงก็จ่ายแน่นอน แต่อยากให้รักษาก่อน เพราะว่าไม่อยากอยู่ที่นี่นาน เดี๋ยวก็ต้องกลับประเทศแล้ว

จากนั้นเขาไปคุยปรึกษากับแผนก แล้วก็เอาใบสัญญามาให้เซ็นต์ว่าการรักษาต้องจ่ายอะไรงี้นะ ซึ่งตอนนั้นเซ็นต์ไม่ไหว ลุกนั่งยังไม่ได้เลย ตอนนั้นผมนอนลากอยู่กับเตียง ตาก็ปิดอยู่ สุดท้ายเขาก็เลยเอาที่แสตมป์มือ เพื่อที่จะเอามาเป็นสัญญาในการรักษา

ดังนั้น ถ้าเกิดว่าใครไปเที่ยวลาว ต้องฟังประสบการณ์ในการเกิดอุบัติเหตุของผมไว้นะครับ…และหลังจากที่ผมได้รบกวนคนที่โรงพยาบาล เพื่อถามว่าแถวนี้มีใครรับโอนเงินไทยไหม เพราะจะได้โอนเงินไทยเพื่อขอแลกเป็นเงินกีบมาจ่ายค่ารักษาตรงนี้ ไม่งั้นเขาก็ไม่ยอม ทางโรงพยาบาลจึงช่วยหา สุดท้ายก็หาจนเจอและก็ได้รักษา

หลังจากรักษาเบื้องต้นเสร็จ คุณหมอก็บอกว่ามีเลือดออกใต้เยื่อบุสมอง กระโหลกร้าว เขาขอไม่รักษา เพราะไม่อยากเสี่ยง เลยให้กลับประเทศให้ได้ไวที่สุด เพราะที่นี่ไม่มีอุปกรณ์ที่เพียงพอจะรักษาเคสแบบนี้ พอได้ยินดังนั้นจึงหาวิธี เพราะผมก็อยากกลับไทยให้ได้ไวที่สุด จนสุดท้ายก็ได้ประสานงานกับทีมงานผมที่ฝั่งไทย และได้ติดต่อรถพยาบาลจากทั้งฝั่งลาวและฝั่งไทย โดยนั่งรถตู้พยาบาลจากหลวงพระบางมากลับมาที่กรุงเทพฯ เกือบ 24 ชั่วโมง ส่วนค่ารถตู้ที่จ่ายไปทั้งหมดประมาณ 52,000 บาท ตัวเลขอาจจะผิดพลาดไปในหลักพัน จึงขอตีเป็นกลม ๆ ประมาณนี้

ถัดมายังมีเรื่องพีคอีก ประกันการเดินทางที่ผมซื้อมารายปี มันไม่รับรองอุบัติเหตุที่เกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์ ทีนี้ก็เป็นเป็นเรื่องที่ช็อกที่ต้องจ่ายคนเดียว…ส่วนในเรื่องของค่าการรักษา ก็มีบางส่วนที่ประกันเขาช่วยประสานงานให้ ก็ถือว่าฟาดเคราะห์ไป…

ดังนั้น หากใครจะไปเที่ยวที่ไหน อยากจะให้ดูประกันการเดินทางให้ดี ต้องอ่านกรมธรรม์เกี่ยวกับเรื่องอุบัติเหตุ ต้องให้รับรองทุกอย่างเลย ดังนั้น อยากให้ทุกคนคอยระวัง ถึงแม้เมื่อเราคิดว่ายังไงอุบัติเหตุมันไม่เกิด แต่ประกันการเดินทางก็เป็นสิ่งที่สําคัญมากเลยจริง ๆ ขนาดผมมีสุดท้ายก็ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเป็นแสนเลย…

อันนี้ก็เป็นประสบการณ์ในการเที่ยวลาว จึงอยากให้ทุกคนระวังตัวไปไหนมาไหนใช้สติให้ได้มากที่สุด… ซึ่งจากประสบการณ์นี้ผมก็ไม่อยากจะโทษใคร ถือเป็นจุดซวย ๆ ของชีวิตอย่างน้อยก็ไม่ถึงตาย แต่ก็รอดมาได้…

พิษณุโลก-ประชุมบูรณาการขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งและการบริหารจัดการน้ำ ประจำปี 2567 

ณ ห้องประชุม กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 3 ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก เตรียมความพร้อมในการป้องกันและลดผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งและเตรียมความพร้อมการให้ความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนกับประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยมี หน่วยขึ้นตรงของกองทัพภาคที่ 3 , ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน), กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ภาค 1, กรมชลประทาน, กรมฝนหลวงและการบินเกษตร, และ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมถ์เข้าร่วมหารือแสวงข้อตกลงใจเพื่อหาแนวทางการเตรียมแผนเผชิญเหตุระดับจังหวัดและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนชาวเหนือและลุ่มเจ้าพระยาต่อไป ปรีชา นุตจรัส รายงานข่าวพิษณุโลก

ศาลฯ พิพากษา ‘อติรุจ’ จำคุก 3 ปี 2 เดือน กรณีตะโกน “ไปไหนก็เป็นภาระ” ใส่ขบวนเสด็จฯ

(12 ธ.ค. 66) ทวิตเตอร์ (X) ‘TLHR / ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน’ โพสต์ข้อความระบุว่า…

“ศาลอาญากรุงเทพใต้จำคุก 3 ปี 2 เดือน ‘อติรุจ’ คดี #ม112 และ ขัดขวางเจ้าพนักงาน กรณี ตะโกน "ไปไหนก็เป็นภาระ" ใส่ขบวนเสด็จ ร.10 และ ราชินีฯ เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 15 ต.ค. 2565

ศาลพิพากษาว่า การตะโกน "ไปไหนก็เป็นภาระ" เป็นคำที่มิสมควร เป็นการใส่ความว่า การเสด็จเป็นการสร้างปัญหาภาระ ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน

เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา 

ขณะนี้กำลังยื่นประกันตัว เพื่อสู้ต่อชั้นอุทธรณ์”

โดยก่อนหน้านี้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า..

สำหรับคดีนี้ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2565 เวลาประมาณ 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ได้เสด็จพระราชดําเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งไปทรงเปิดอาคารศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หลังจากเสร็จสิ้นพิธี ได้เสด็จกลับเวลาประมาณ 18.00 น. ในขณะที่ขบวนรถยนต์พระที่นั่งของทั้งสองพระองค์เสด็จกลับออกไป มีประชาชนต่างพร้อมใจนั่งเฝ้ารับเสด็จตรงบริเวณเส้นทางเข้าและเส้นทางออกอาคารศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์และต่างพากันเปล่งเสียงว่า “ทรงพระเจริญ” แต่นายอติรุจซึ่งยืนอยู่บริเวณที่รถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนขบวนผ่านได้ตะโกนเสียงดังหันหน้าไปทางขบวนเสด็จว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ”

ซึ่งจากคำฟ้องของอัยการ ได้ระบุว่า เป็นถ้อยคํากล่าวที่มิบังควร จาบจ้วง มุ่งหมายใส่ความให้ประชาชนที่เฝ้ารับเสด็จและบุคคลทั่วไปเห็นว่าการเสด็จพระราชดําเนินนั้น เป็นการสร้างปัญหา สร้างภาระให้ประชาชน ก่อให้เกิดความเกลียดชังและเป็นภัยคุกคามต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ทําให้ทั้งสองพระองค์ต้องเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง อันเป็นการใส่ความ หมิ่นประมาทดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี อันเป็นการฝ่าฝืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

นอกจากนี้หลังจากที่นายอติรุจ ได้ตะโกนประโยคดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ถวายความปลอดภัยในบริเวณนั้นประมาณ 5 นาย ได้เข้าจับกุมจำเลยทันที เพื่อให้จําเลยหยุดการกระทําดังกล่าว แต่จําเลยได้ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน โดยใช้เท้าถีบเจ้าพนักงานตํารวจอย่างแรง ทำให้ได้รับบาดเจ็บเกิดบาดแผลถลอก และได้รับบาดเจ็บฟกช้ำบริเวณกลางหลังช่วงเอว อัยการจึงได้สั่งฟ้องใน 2 ข้อกล่าวหาแก่อติรุจ ได้แก่ ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และข้อหา ‘ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ’ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top