Sunday, 9 August 2026
NEWS FEED

'มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์' ร่วมกับ 'กลุ่มไทยสมายล์' สนับสนุนเครื่องฟอกอากาศและฆ่าเชื้อโรค มอบอากาศ 'บริสุทธิ์' ให้กับโรงพยาบาลกลาง

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2566 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมด้วยทีมงานมวลชนสัมพันธ์ (CSR) กลุ่มไทยสมายล์ (รถและเรือโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้า) ลงพื้นที่เพื่อมอบเครื่องฟอกอากาศ และฆ่าเชื้อโรค ให้กับกลุ่มงานอาชีวเวชกรรม โรงพยาบาลกลาง สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร 

นางเธียรรัตน์ กล่าวว่า ในวันนี้ดิฉันในนามมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ นำเครื่องฟอกอากาศและฆ่าเชื้อโรค ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก กลุ่มบริษัท ไทย สมายล์ กรุ๊ป (รถและเรือโดยสารสาธารณะพลังงานไฟฟ้า) มามอบให้กับ กลุ่มงานอาชีวเวชกรรม โรงพยาบาลกลาง สำหรับโรงพยาบาลกลาง เป็นสถานพยาบาลที่ตั้งอยู่ใกล้กับถนนเยาวราช แหล่งเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานคร มีหน้าที่รับผิดชอบโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงคลินิกมลพิษทางอากาศ โดยในแต่ละวันมีประชาชนเข้ารับบริการรักษาอยู่ตลอดเวลา รวมถึงบริเวณกลุ่มงานฯ ยังมีบุคคลากรในสหวิชาชีพทำงานกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน นับว่ามีปัจจัยเสี่ยงในด้านของคุณภาพอากาศและเชื้อโรคที่อาจส่งผลต่อสุขภาพ การที่มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ได้นำเครื่องฟอกอากาศและฆ่าเชื้อโรค มามอบให้กับกลุ่มงานอาชีวเวชกรรม โรงพยาบาลกลาง ในครั้งนี้ เพื่อต้องการมอบอากาศ 'บริสุทธิ์' บรรเทาปัญหาในด้านคุณภาพอากาศและฆ่าเชื้อโรค ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งพี่น้องประชาชนทั่วไปที่เข้ามาใช้บริการ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ ในด้านการสนับสนุนช่วยเหลือด้านการแพทย์ และสาธารณสุข

สำหรับกลุ่มไทยสมายล์ นอกจากจะร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อสังคมกับมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์มาอย่างต่อเนื่องแล้ว ไทยสมายล์ ยังมีนโยบายองค์กร ในการดำเนินธุรกิจ ไปพร้อมกับการพัฒนาสังคมและการรักษาสิ่งแวดล้อม รวมทั้งคำนึงถึงสุขภาพของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ 

ทั้งนี้ การลงพื้นที่สนับสนุนเครื่องฟอกอากาศและฆ่าเชื้อโรค มอบให้กับกลุ่มงานอาชีวเวชกรรม โรงพยาบาลกลางในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการทำกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ที่เราตั้งใจ และติดตามอย่างใกล้ชิด ร่วมกับชุมชนและสังคมมาอย่างต่อเนื่อง โดย กลุ่มไทยสมายล์ ได้สนับสนุนเครื่องฟอกอากาศและฆ่าเชื้อโรคจำนวน 5 เครื่อง สำหรับบรรเทาปัญหาด้านฝุ่นละออง PM2.5 ฆ่าเชื้อโรคในอากาศ ที่ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวจะยิ่งทวีความรุนแรง เพื่อสุขภาพอนามัย และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชน 

วิกรม กรมดิษฐ์ เศรษฐีสุดใจบุญแห่งปี

นับว่าเป็นที่สุดของการแบ่งปัน ที่ทำเอาสังคมลุกขึ้นมาชื่นชมอย่างไม่ขาดสาย เมื่อนายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) และประธานมูลนิธิอมตะ ได้ออกมาประกาศว่า ตนเองได้ทำพินัยกรรมมอบทรัพย์สินส่วนตัวให้กับมูลนิธิอมตะมูลค่ากว่า 95% ของทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ มูลค่า 20,000 ล้านบาท เนื่องในโอกาสครบรอบวันเกิดปีที่ 70 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 66 ที่ผ่านมา

“อายุ 70 ปีแล้ว สะท้อนว่าเราเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง และมองไปเมื่อวัยเด็กเราเคยลำบากแต่ไม่ใช่ยากจนนะ ครอบครัวเราเป็นนักธุรกิจตั้งแต่ปู่ทวด ร่ำรวยสุดในกาญจนบุรีแต่ถูกพ่อใช้งานหนักมาก ได้ทุนไปเรียนที่ไต้หวันกำลังจะต่อปริญญาโทวิศวกรรมอวกาศ ที่มหาวิทยาลัยโทรอนโต ปี 1975 แต่ไม่มีทุนเรียนต้องกลับมาหาเงิน

เราจึงคิดว่า ถ้าเราได้ดิบได้ดี เราจะนำมาแบ่งปัน ผมจึงตั้ง ‘มูลนิธิอมตะ’ ขึ้นมาเมื่อ 27 ปีก่อน โดยใช้เงินส่วนตัว 100% เพราะกำหนดเรื่องที่อยากจะทำได้ และที่สำคัญการทำธุรกิจที่ผ่านมา เงินที่ได้มาจากแผ่นดินนี้ สังคมนี้ จึงต้องคืนกลับไป จึงทำพินัยกรรมมอบให้กับมูลนิธิอมตะ และถ้าเสียชีวิตก็จะโอนทั้ง 100% ให้มูลนิธิทั้งหมด” นายวิกรม กล่าวถึงที่มาของเจตนารมณ์ในการมอบทรัพย์สิน

สำหรับ ‘มูลนิธิอมตะ’ ได้ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2539 โดยมีโครงการภายใต้วัตถุประสงค์ เช่น โครงการรางวัล นักเขียนอมตะ, โครงการทุนเรียนดี, โครงการประกวดศิลปกรรม อมตะ อาร์ต อวอร์ด, โครงการด้านนวัตกรรม, โครงการหนังสือดีมีประโยชน์สร้างการเปลี่ยนแปลง และโครงการปรับปรุงอุทยานเขาใหญ่สู่อุทยานมาตรฐานโลกภายในเวลา 10 ปี ฯลฯ

ด้านประวัติส่วนตัวของนายวิกรม ที่เผยแพร่โดยเว็บไซต์มูลนิธิอมตะ นายวิกรม กรมดิษฐ์ เกิดวันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2496 จังหวัดกาญจนบุรี เป็นบุตรชายคนโตของตระกูล มีน้องมารดาเดียวกันและต่างมารดารวม 21 คน จบการศึกษาปริญญาตรีด้านวิศวกรรมศาสตร์เครื่องกล จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน 

เนื่องจากนายวิกรมมีความสนใจการค้าตั้งแต่ยังเล็ก ทำให้เมื่อเรียนจบ ปี พ.ศ. 2518 เขาจึงได้กลับมาเปิดบริษัท วี แอนด์ เค คอร์ปอเรชัน จำกัด เป็นธุรกิจนำเข้าส่งออก ต่อมาหันมาบุกเบิกธุรกิจด้านการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม 2 แห่งในประเทศไทยและอีก 1 แห่งในประเทศเวียดนาม มีโรงงานกว่า 1,300 โรง มียอดการผลิตที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมทั้งสองประเทศมูลค่าการผลิตกว่า 30,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีประชากรที่ทำงานในนิคมทั้งหมดกว่า 3 แสนคน

กระทั่งในปี พ.ศ. 2547 นายวิกรมได้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในต่างจังหวัดเรื่อยมา โดยมุ่งมั่นถ่ายทอดประสบการณ์และแนวคิดผ่านการเขียนหนังสือมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเขาได้ได้นำประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่วัยเด็กมาเรียบเรียงเขียนเป็นหนังสือ และได้เผยแพร่ไปแล้วกว่า 11.6 ล้านเล่ม และยังคงจะเขียนต่อไปเพื่อให้สังคมสามารถเรียนรู้ และนำไปปรับใช้ได้ในโอกาสต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นตามความตั้งใจ หลังจากที่ได้เรียนรู้ ฝึกฝนชีวิตกับวิกฤตต่าง ๆ จนขับเคลื่อนให้ธุรกิจกลุ่มอมตะประสบความสำเร็จในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมให้เป็นเมืองนวัตกรรมเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ด้วยแนวคิดที่ว่า “เราเกิดมาจากศูนย์และจากไปเป็นศูนย์ ระหว่างศูนย์เราควรสร้างสรรค์สิ่งที่มีประโยชน์ และคุณค่าฝากไว้ให้กับสังคมในระยะยาวตลอดไป”

ภารกิจของ ‘วิกรม กรมดิษฐ์’ ที่หลากหลายทั้งผู้บริหารอมตะ การทำงานเพื่อสังคม รวมไปถึงในฐานะนักเขียน ทำให้เขามีฐานแฟนคลับทั้งในและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังส่งผลให้ชื่อ ‘วิกรม กรมดิษฐ์’ ติดอยู่บนทำเนียบ ‘มหาเศรษฐีใจบุญปี 2023’ จาก ‘ฟอร์บส์ เอเซีย’ ซึ่งถือเป็น ‘คนไทยเพียงคนเดียว’ ที่ติดอันดับในครั้งนี้ด้วย

THE STATES TIMES ไม่อาจกล้าหยิบยกคำใดมาเชิดชู แค่อยากให้รู้ว่า “เราภูมิใจในตัวคุณ”

ดาวเทียมฝีมือคนไทย ‘THEOS-2’ ขึ้นสู่ห้วงอวกาศ

นับเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ และถือเป็นอีกหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของวงการวิทยาศาสตร์ไทย หลังจากดาวเทียม ‘THEOS-2’ ทะยานขึ้นสู่วงโคจรสำเร็จ เมื่อวันที่ 9 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยขึ้นสู่วงโคจรจากท่าอวกาศยานยุโรปเฟรนช์เกียนา (Guiana Space Center) เมืองกูรู รัฐเฟรนช์เกียนา ทวีปอเมริกาใต้ ท่ามกลางความตื่นเต้นและยินดีของผู้คนที่จับตามองทั่วทั้งโลก 

สำหรับดาวเทียมสำรวจโลก หรือ ดาวเทียม ‘THEOS-2’ (Thailand Earth Observation Satellite 2) เป็นโครงการของหน่วยงาน สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และเป็นรุ่นพัฒนาต่อยอดมาจาก ดาวเทียม THEOS-1 หรือ ไทยโชต (Thaichote) ที่ขึ้นสู่ห้วงอวกาศเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551

การพัฒนาดาวเทียม ‘THEOS-2’ เพื่อใช้เป็นดาวเทียมทรัพยากรดวงใหม่ที่ยกระดับเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอวกาศในทุก ๆ องค์ประกอบ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

นอกจากนี้ ดาวเทียม ‘THEOS-2’ ยังเป็นเทคโนโลยีดาวเทียมที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยฝีมือคนไทย และถือเป็นดาวเทียมสำรวจดวงแรกของประเทศไทยในระดับ Industrial Grade ที่วิศวกรดาวเทียมไทยได้มีส่วนสำคัญในการออกแบบและพัฒนาร่วมกับองค์กรต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญ ความชำนาญ และมีชื่อเสียงระดับโลกทางด้านเทคโนโลยีอวกาศอีกด้วย

สำหรับคุณประโยชน์ของดาวเทียมดวงนี้ก็มีอยู่หลายด้านด้วยกัน ได้แก่

1. ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เก็บข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ปริมาณพื้นที่ป่าที่เคยมีและการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าที่เกิดขึ้นว่ามีการลดลงหรือเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด ในพื้นที่ไหนบ้าง และประเทศไทยควรมีแนวทางในการบริหารจัดการอย่างไรเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

2. ด้านการจัดการภัยพิบัติ เพื่อส่งข้อมูลให้กับหน่วยงานที่ทำหน้าที่เฝ้าระวังภัยพิบัติต่าง ๆ อาทิ ไฟป่า น้ำท่วม น้ำแล้ง และ PM 2.5 สามารถวางแผนความช่วยเหลือต่าง ๆ ได้อย่างเท่าทันต่อสถานการณ์และทันท่วงที

3. ด้านการจัดการเกษตร เพื่อติดตามและคาดการณ์การปลูกพืชเศรษฐกิจ เพื่อคาดการณ์ผลผลิตและราคาพืชผล รวมถึงการวิเคราะห์ความสมบูรณ์ของพืช เพื่อการใส่ปุ๋ยที่แม่นยำ หรือการแก้ปัญหาการระบาดของแมลงและโรคพืช เป็นต้น

4. ด้านการแบ่งปันข้อมูล โดยประเทศไทยจะเป็นเจ้าของข้อมูล ที่แบ่งปันกันได้ทั้งในแวดวงวิชาการ แวดวงธุรกิจ และความมั่นคง ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้มีประโยชน์แค่ภาครัฐเท่านั้นแต่ยังรวมถึงภาคเอกชนและผู้ประกอบการเทคโนโลยีอวกาศทั้งในและต่างประเทศอีกด้วย

5. ด้านการพัฒนาวงการวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ไทย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทยที่สนใจในด้านวิทยาศาสตร์และอยากทำงานสายวิทยาศาสตร์ โดย GISDA ได้วางแผนระยะยาว เรื่องการส่งเสริมบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

#เหตุการณ์ที่ต้องจำ

เทนนิส พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ สุดยอดนักกีฬาไทยแห่งปี

‘เทนนิส พาณิภัค’ จากเด็กสาวชาวสุราษฎร์ฯ ผู้เลือกเล่นกีฬาเทควันโดตามพี่ชาย สู่นักกีฬาเทควันโดไทย ดีกรีมือ 1 ของโลก

‘พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ’ หรือ ‘น้องเทนนิส’ เกิดเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2540 ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเธอเป็นน้องเล็กสุดของบ้าน ซึ่งเติบโตมาโดยมีทั้งพี่ชายและพี่สาว อีกทั้งครอบครัวของเธอนั้นยังเป็น ‘ครอบครัวนักกีฬา’ อีกด้วย เพราะเธอมีคุณพ่อเป็นครูสอนว่ายน้ำ ส่วนแม่ก็เป็นนักว่ายน้ำและผู้นำเต้นแอโรบิก ทำให้น้องเทนนิสชื่นชอบการเล่นกีฬาทุกชนิดมาตั้งแต่ยังเด็ก จนเมื่ออายุ 7 ขวบ ก็ได้รู้จักกับกีฬา ‘เทควันโด’ เนื่องจากพี่ชายเล่น โดยตอนแรกเธอตั้งใจจะเล่นเพียงแค่เอาความสนุกเพียงเท่านั้น

จนกระทั่ง เมื่อน้องเทนนิสเริ่มเล่นเทควันโดอย่างจริงจัง ด้วยการซ้อมทุกวัน ลงแข่งแทบทุกรายการ โดยมีพ่อเป็นผู้คอยผลักดันและสนับสนุนเธอ ทั้งพาไปซ้อมและพาไปแข่ง แม้ผลที่ได้จะเป็นความพ่ายแพ้ แต่น้องเทนนิสก็ยังไม่ย่อท้อ และมั่นฝึกฝนอย่างต่อเนื่องต่อไป

เมื่ออายุ 12 ปี น้องเทนนิสเริ่มได้เหรียญทองจากรายการเล็กๆ และเมื่ออายุ 13 ปี เธอคว้าเหรียญทองกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 27 ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ได้สำเร็จ จากการแข่งขันรุ่นไม่เกิน 42 กิโลกรัม ซึ่งรายการดังกล่าวนั้น นับเป็นใบเบิกทาง ใบสำคัญ ที่นำพาน้องเทนนิสไปสู่การเป็นนักกีฬาเทควันโดตัวแทนทีมชาติไทย

ด้วยรูปร่างที่สูงเพรียว หน่วยก้านดีของน้องเทนนิส จึงเข้าตา ‘โค้ช ชเว ยองซอก’ หรือ ‘โค้ชเช’ ผู้ฝึกสอนเทควันโดชาวเกาหลีใต้ จนได้เรียกตัวน้องเทนนิสเข้ามาฝึกซ้อม และคัดเลือกเป็นนักกีฬาเทควันโดตัวแทนทีมชาติไทย

น้องเทนนิสได้สร้างผลงานอันยอดเยี่ยมไว้มากมาย และยังคงเดินหน้าสร้างตำนานอย่างไม่มีสิ้นสุด โดยเธอได้กวาดตำแหน่งแชมป์มาครองแล้ว 18 แชมป์ จาก 21 รายการที่ลงแข่ง ก้าวสู่ตำแหน่งมือ 1 ของโลก 2 สมัย

หลังจากแมตช์ดรามาก่อนจะแซงชนะในยกสุดท้าย จนสามารถคว้าเหรียญทองเทควันโด ซึ่งเป็นเหรียญทองแรกให้กับทัพนักกีฬาไทย ในเอเชียนเกมส์ 2022 ที่เมืองหางโจว ประเทศจีน 

ล่าสุด น้องเทนนิสได้สร้างสถิติสุดโหดอีกครั้ง โดยเธอสามารถเอาชนะคู่ปรับเก่าจากสเปน จนคว้าแชมป์เทควันโด เวิลด์ กรังด์ปรีซ์ ไฟนอล 2023 ที่เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ได้สำเร็จ โดยการคว้าแชมป์นี้ นับเป็นสมัยที่ 12 ซึ่งมากที่สุดของนักกีฬาหญิงในรายการนี้ และยังถือเป็นการคว้าแชมป์รายการระดับนานาชาติ เป็นรายการที่ 51 อีกด้วย

ตลอดเส้นทางการแข่งขันกีฬาเทควันโดมากว่า 15 ปี ความผิดหวัง และความพ่ายแพ้ที่น้องเทนนิสได้รับ ไม่ใช่อุปสรรคหรือลดทอนกำลังใจของเธอลงไปได้ แต่กลับกลายเป็นพลังที่ทำให้เธอแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตาม น้องเทนนิส จอมเตะวัย 26 ปี ได้เคยประกาศอย่างไม่เป็นทางการในการเลิกเล่นทีมชาติ หลังจบศึก โอลิมปิกเกมส์ 2024 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

THE STATES TIMES ไม่อาจกล้าหยิบยกคำใดมาเชิดชู แค่อยากให้รู้ว่า “เราภูมิใจในตัวคุณ”

กิจกรรม ‘แปรอักษรจตุรมิตร’ ‘ความภูมิใจ’ สู่กระแสเรียกร้องให้ ‘ยกเลิก’

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 11-18 พ.ย. 2566 ได้มีการแข่งขันฟุตบอล ‘จตุรมิตรสามัคคี’ ซึ่งเป็นประเพณีการแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตรระดับมัธยมศึกษาของโรงเรียนชายล้วนเก่าแก่ทั้ง 4 โรงเรียนของประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย, โรงเรียนเทพศิรินทร์, โรงเรียนอัสสัมชัญ และโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย โดยจะจัดขึ้นประทุก 2 ปี ณ สนามศุภชลาศัย กรีฑาสถานแห่งชาติ 

นอกจากการแข่งขันฟุตบอลแล้ว ยังมีกิจกรรมร้องเพลงเชียร์ที่ถือเป็นการเพิ่มสีสันและบรรยากาศสนุกสนานให้กับงานแข่งขันด้วย และอีกไฮไลต์สำคัญที่พลาดไม่ได้ก็คือ ‘การแปรอักษร’ ของทั้ง 4 สถาบัน ที่ถูกวางแผนและตั้งใจฝึกซ้อมกันมาอย่างดี จนออกมาเป็นภาพที่ประทับใจ 

สำหรับจตุรมิตรสามัคคี ครั้งที่ 30 ปี 2566 ก็จะมีหลากหลายภาพที่น่าจดจำ ไม่ว่าจะเป็นภาพสรรเสริญในหลวงกับพระราชินี ให้กำลังใจหมอกฤตไท หรือเป็นศิลปินท่านอื่น ๆ ให้ได้ชมและยิ้มตามกัน

แต่ทว่า งานจตุรมิตรสามัคคีปี 2566 กลับกลายเป็นประเด็นดรามาร้อน หลังมีศิษย์เก่าโรงเรียนเทพศิรินทร์ เดินแปะข้อความ “เลิกบังคับแปรอักษร” ตั้งแต่หน้าโรงเรียนเทพศิรินทร์ ไปจนถึงบริเวณโดยรอบสนามศุภชลาศัย ก่อนจะลุกลามเข้าไปในโลกโซเชียลและกลายเป็นดรามาเดือดถึงขั้นติดแฮชแท็ก #เลิกบังคับแปรอักษร บนโลกทวิตเตอร์ (X) ซึ่งมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก และเสียงก็แตกออกเป็น 2 ฝั่งอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ยังมีการเปิดเผยว่านักเรียนที่ร่วมงานจตุรมิตรถูกลิดรอนสิทธิมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการห้ามไปเข้าห้องน้ำ ต้องปลดทุกข์ใส่ขวดแทน รวมถึงการแปรอักษรที่จะมีคะแนนจิตพิสัยให้อีกต่างหาก

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ จึงมีข้อเรียกร้องต่อผู้อำนวยการโรงเรียนในเครือจตุรมิตรในฐานะผู้จัดงานเกิดขึ้นว่าควร ‘ปรับปรุง’ การจัดงาน เช่น เพิ่มเวลาพักให้ชัดเจน เพื่อให้มีเวลากินข้าว พักเข้าห้องน้ำหรือหลบแดด และการขึ้นเชียร์หรือแปรอักษรควรเป็นไปตามความสมัครใจมากกว่าการบังคับกัน

ขณะเดียวกันอีกฝ่ายที่เป็นศิษย์เก่า หรือบุคคลอื่น ๆ ที่เห็นต่าง ก็ออกมาแสดงความคิดเห็นโต้แย้งไปยังกลุ่มที่ต้องการให้เลิกบังคับแปรอักษร โดยชี้ว่างาน ‘จตุรมิตร’ มาพร้อมกับกิจกรรมแปรอักษร ซึ่งถ้าไม่มีกิจกรรมดังกล่าวก็คงไม่มีงานจตุรมิตร อีกทั้ง เป็นเรื่องที่ทำกันมาจนเป็นประเพณี ศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันมีความภูมิใจอย่างยิ่ง 

ทางด้าน ‘วัน อยู่บำรุง’ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย และศิษย์เก่าโรงเรียนสวนกุหลาบ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้ว่า..“การแข่งขันฟุตบอลจตุรมิตร ‘การแปรอักษร’ คือความภาคภูมิใจของนักเรียน อาจารย์ ศิษย์เก่า และผู้ปกครอง ทั้ง 4 โรงเรียน” 

เช่นเดียวกัน ‘ดู๋ สัญญา คุณากร’ พิธีกรชื่อดัง และเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนสวนกุหลาบ ก็ได้ออกมาแสดงจุดยืนต่อเรื่องนี้ ระบุว่า…“คุณไม่เคยรับรู้ถึงเกียรติภูมิของโรงเรียน ความอดทน ความเสียสละ การภาคภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน ที่จะสร้างเยาวชนที่มีเกียรติ มีรากเหง้า มีกำลังสติปัญญา และมีความเป็นมนุษย์ …ทั้งหมดต้องถูกหล่อหลอมโดยหลายช่องทาง หลายกิจกรรม มีทั้งยากและง่าย เหน็ดเหนื่อยและลำบาก” กล่าว

แต่ดูเหมือนว่า กระแสเรียกร้อง ‘ยกเลิกแปรอักษร’ จะเป็นเพียงอีเวนต์เล็ก ๆ ชั่วคราวของคนเพียงแค่ไม่กี่คน เพราะเมื่อการแข่งขันฟุตบอล ‘จตุรมิตรสามัคคี’ ครั้งที่ 30 จบลง เสียงเรียกร้องก็เงียบหายไป ตรงข้ามกับความภาคภูมิใจของ ‘ชาวจตุรมิตร’ ที่ยังคงอยู่ และจะอยู่ตลอดไปตลอดกาล

#เหตุการณ์ที่ต้องจำ

ปราชญ์ เทวานฤมิตรกุล เด็กเก่งแห่งปี

‘น้องไอซ์-ปราชญ์ เทวานฤมิตรกุล’ เด็กไทยผู้เพียรพยายาม ที่ฝันอยากจะเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จนสามารถสอบชิงทุนไปศึกษาต่อที่สหรัฐฯ ได้สำเร็จ และขอกลับมาทำงานที่บ้านเกิด หลังเรียนจบ…

‘น้องไอซ์-ปราชญ์’ จบระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนวัดดอนทอง จังหวัดฉะเชิงเทรา แล้วสอบเข้าโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ในระดับมัธยมต้น จากนั้นเข้าศึกษาระดับมัธยมปลายโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ในแผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ โดยอยู่ในห้องของเด็กโครงการความสามารถพิเศษทางคณิตศาสตร์ หรือ ‘Gifted Math’ และเมื่อเรียนจบ ก็ได้สอบชิงทุนและได้รับทุนจาก ‘ธนาคารแห่งประเทศไทย’ ไปศึกษาต่อสาขาเศรษฐศาสตร์ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ น้องไอซ์ ยังถือเป็นเด็กสายแข่งขันที่กวาดรางวัลมามากมาย เช่น ช่วงมัธยมต้นแข่งคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ได้รางวัลเหรียญทอง ช่วงมัธยมปลายแข่งภูมิศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ได้รางวัลเหรียญทอง และเป็นผู้แทนประเทศไทยไปแข่งขันภูมิศาสตร์โอลิมปิก อีกทั้งยังเคยแข่งขันแต่งบทร้อยกรอง ทั้งในระดับโรงเรียนและระดับประเทศ 

จากนั้นก็มุ่งมั่นสอบชิงทุน เนื่องจากมีเป้าหมายไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีที่ต่างประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายตัวเอง และอยากเห็นโลกกว้างมากขึ้น เพื่อตามฝันของตัวเองตอนเด็ก ๆ ที่อยากเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เนื่องจากเท่ดี เพราะจะมีลายเซ็นตัวเองอยู่บนธนบัตร โดยเจ้าตัวมักบอกเสมอว่า “ถ้ากล้าฝันก็ต้องพยายามไปให้ถึง” ซึ่งเขาเริ่มเข้าใกล้ความฝันแล้ว

ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ ทำให้น้องไอซ์ได้รับทุนจาก ‘ธนาคารแห่งประเทศไทย’ ไปศึกษาต่อที่ Northwestern University ประเทศสหรัฐอเมริกา ระดับปริญญาตรี ด้านสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์ โดยขณะนี้กำลังขึ้นชั้นปี 2 ภายใต้รูปแบบการเรียนที่เจ้าตัวบอกว่า “จะไม่พยายามกดดันตัวเอง ถึงแม้เวลากดดันตัวเองแล้วคะแนนจะดีขึ้นก็ตาม”

โดยตัวแปรสำคัญที่ส่งเสริมน้องไอซ์ให้มาถึงจุดนี้ได้ คือ ครอบครัว ซึ่งมีส่วนผลักดันเป็นอย่างมาก รวมถึง อาจารย์ และเพื่อน ๆ ฉะนั้น เมื่อเรียนจบ น้องไอซ์จึงตั้งใจว่าจะนำความรู้มาพัฒนาประเทศไทย ซึ่งพร้อมกลับมาทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมองว่า เรียนรู้อะไรมาก็จะใช้ความรู้ที่เรียนมานั้น มาทำงานจริง ๆ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐศาสตร์ ซึ่งตอนนี้มี Project ที่น่าสนใจมากมาย เช่น รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) จากการนำเข้าส่งออก เพื่อส่งเสริมให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางของการประกอบรถยนต์ไฟฟ้า หรือกลายเป็นผู้ผลิตเองทั้งหมด หรือการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นมาโดยตลอด เป็นต้น

นอกจากนี้ น้องไอซ์ยังได้ให้แง่คิดเกี่ยวกับการเรียนด้วยว่า “การเรียนหรือการพัฒนาตัวเองนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก ไม่ว่าจะเรียนโรงเรียนวัดหรือโรงเรียนอะไรก็ตาม จริง ๆ แล้วอยู่ที่ตัวเราเอง ถ้าเรามองว่าเราทำไม่ได้ ถึงแม้สังคมรอบข้างบอกว่าเราทำได้ เราก็จะทำไม่ได้อยู่ดี สุดท้ายแล้วไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ถ้าเรามีความมั่นใจในตัวเอง และตั้งใจทำมันจริง ๆ ผมก็เชื่อว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จได้ครับ”

THE STATES TIMES ไม่อาจกล้าหยิบยกคำใดมาเชิดชู แค่อยากให้รู้ว่า “เราภูมิใจในตัวคุณ”

‘เยาวชน SEED Thailand ภาคใต้’ ร่วมแรงร่วมใจแพ็กถุงยังชีพ พร้อมลงพื้นที่นำแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ในชายแดนใต้

เนื่องจากสถานการณ์มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรง ทำให้ภาคใต้ตอนล่างมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ทำมีสถานการณ์น้ำท่วมใน 5 จังหวัด ได้แก่ สตูล, สงขลา, ปัตตานี, ยะลา และนราธิวาส ทำให้มีอาคารบ้านเรือนพี่น้องชาวใต้ ได้รับความเสียหาย ส่งผลกระทบและเดือดร้อนหลายหลัง ประชาชนในบางพื้นที่ในประกาศก็ต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์น้ำท่วมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดยะลาและนราธิวาส ที่ฝนตกหนักต่อเนื่องมาหลายวัน จนชาวบ้านในจังหวัดนราธิวาสถึงกับบอกว่า “น้ำท่วมครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่หนักที่สุดในรอบ 50 ปี”

น้ำท่วมหนักในครั้งนี้ ส่งผลให้ถนนสายหลักในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสถูกตัดขาดหลายจุด ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นจนท่วมมิดหลังคาบ้านในหลายพื้นที่ ขณะที่ประชาชนหลายหมื่นคนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหนักครั้งนี้ ประชาชนบางส่วนไม่สามารถออกจากบ้านได้ และติดอยู่บนชั้น 2 หรือบนหลังคาบ้าน นอกจากนี้ โรงเรียนหลายแห่งต้องประกาศหยุดการเรียนการสอน

โดยในวันนี้ (29 ธ.ค. 66) ‘เยาวชน SEED Thailand’ ได้ร่วมแพ็กถุงยังชีพ และนำไปแจกจ่ายให้ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ในโครงการ ‘ไทยรวมใจ’ โดยมูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม และเครือข่ายเยาวชน SEED Thailand ขอเชิญชวนให้ทุกคนร่วมส่งกำลังใจให้ผ่านวิกฤตครั้งนี้โดยเร็ว

📍ท่านที่มีความประสงค์จะร่วมบริจาคเงินสนับสนุน สามารถบริจาคได้ที่บัญชี มูลนิธินักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อสังคม ธนาคารไทยพาณิชย์ หมายเลขบัญชี 405-523655-3 และส่งหลักฐานการบริจาคได้ที่ Line : @946scqgt

‘ลอรี่ พงศ์พล’ ใจหาย!! ได้ออกรายการ ‘คุยถึงแก่น’ เทปสุดท้าย ขอเป็นกำลังใจให้ทีมงาน เชื่อ!! แฟนข่าวรอดูผลงานดีๆ อีกเพียบ

จากกรณี นายปรเมษฐ์ ภู่โต สื่อมวลชนอาวุโส พิธีกร ผู้ประกาศข่าว รายการคุยถึงแก่น ได้ออกมาแจ้งข่าวว่า ‘รายการคุยถึงแก่น’ ได้ถูกปลดออกจากผังของ NBT ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 67 เป็นต้นไปนั้น

ล่าสุด (29 ธ.ค. 66) นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ หรือ ลอรี่ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้โพสต์ข้อความ ระบุว่า…

“พึ่งออกรายการ ‘คุยถึงแก่น’ เมื่อเช้านี้…ไม่น่าเชื่อจะเป็นเทปสุดท้ายที่ได้ออกอากาศ (อีกเทปถูกออนแอร์พรุ่งนี้ นอกผังตอนช่วงบ่าย)

จะสืบเนื่องจากเหตุอะไรก็ตามแต่ ที่ทำให้รายการที่เรตติ้งดีที่สุดของช่อง หลุดผัง NBT แบบสายฟ้าแล่บ ...ผมขอเป็นกำลังใจให้พี่ก๊อง, คุณหนิง และทีมงาน ทุกท่านผลิตผลงานดี ๆ ต่อไป ยังเชื่อมีคนดูที่รอติดตามงานคุณภาพอีกเพียบ”

'กสทช.' ไฟเขียว!! 'ม.อ.' ได้ใช้ Starlink ของ 'อีลอน มัสก์' รายแรกในไทย หนุนภารกิจช่วยเหลือทางเรือที่ประสบภัยและพื้นที่ห่างไกล 6 เดือน

เมื่อวานนี้ (28 ธ.ค. 66) รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.ที่ผ่านมา บอร์ดได้อนุมัติให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ใช้คลื่นความถี่ย่าน Ku-Band (Uplink : 14-14.5 GHz และ Downlink : 10.7-12.7 GHz) ของดาวเทียมต่างชาติกลุ่มดาวเทียม Starlink ซึ่งเป็นดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit : LEO)

สำหรับใช้ในการทดลองทดสอบรับส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม เพื่อสนับสนุนภารกิจค้นหาช่วยเหลือทางเรือที่ประสบภัยและภารกิจอื่นในพื้นที่ห่างไกลที่โครงข่ายภาคพื้นดินไปไม่ถึง เป็นการชั่วคราวเป็นเวลา 6 เดือน

Starlink เป็นโครงการสร้างโครงข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband) โดยไม่ต้องใช้สาย ซึ่งอยู่ภายใต้บริษัทเทคโนโลยีอวกาศ SpaceX ของมหาเศรษฐี ‘อีลอน มัสก์’ เจ้าของ Tesla และทวิตเตอร์ หรือ X ในปัจจุบัน โครงข่าย Starlink สามารถปล่อยสัญญาณบรอดแบนด์ได้ราว 32 ประเทศทั่วโลก รวมถึงในพื้นที่สงครามอย่างยูเครน-รัสเซีย

ข้อมูลจากรอยเตอร์ระบุว่า ปัจจุบันโครงข่ายของ Starlink เข้าถึงประชากร 2.3 ล้านคน ใน 70 ประเทศแล้ว

พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช. ให้ข้อมูลในกรณีนี้ว่า เป็นการพิจารณาตามที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ร้องขอ ซึ่งเดิมมหาวิทยาลัยเคยได้รับอนุญาตให้เป็นพื้นที่ทดลองทดสอบ (Sandbox) ในการพัฒนา 5G Usecase มาก่อน ซึ่งก็ประสบความสำเร็จด้วยดี

“ครั้งนี้ต้องการทดลองทดสอบนวัตกรรมในการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ ซึ่งจะมีประโยชน์มากในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ตามเกาะแก่ง หรือตามป่าเขา ที่โครงข่ายอินเทอร์เน็ตภาคพื้นดิน หรือโครงข่ายไร้สาย 4G หรือ 5G ไปไม่ถึง ซึ่งภาคใต้ของประเทศไทยยังคงมีปัญหาดังกล่าว และครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่อนุญาตให้ใช้ช่องสัญญาณดาวเทียม Starlink มาทดลองทดสอบการใช้งานอินเทอร์เน็ต (Broadband)”

แม้ว่าจะใช้คลื่นความถี่ในย่าน Ku Band เหมือนกับดาวเทียมไทยคม 5 และไทยคม 8 ที่ใช้งานแพร่ภาพโทรทัศน์ (Broadcast) แต่ก็ไม่ทับซ้อนกัน โดยที่ดาวเทียมไทยคม 5 ใช้ Downlink : 12.272-12.604 GHz และไทยคม 8 ใช้ Downlink : 11.48-11.70 GHz

“กสทช. ก็มีข้อสังเกตในการทดลองทดสอบครั้งนี้ถึงผลกระทบที่อาจเกิดคลื่นความถี่รบกวนกันด้วย จึงเป็นสิ่งที่ดีที่ก่อนจะมีการอนุญาตให้ใช้งานจริงควรทดสอบก่อน โดยมีโครงสร้างสถาปัตยกรรมโครงข่ายกรณีภารกิจค้นหาและช่วยชีวิตเรือที่ประสบภัย”

การทดลองทดสอบ (Sandbox) ในการรับส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นประโยชน์ เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีดาวเทียมวงโคจรต่ำที่เป็นกลุ่มดาวเทียมใช้งาน Broadband เช่นนี้

สำหรับดาวเทียมสัญชาติไทยที่ กสทช.ประมูลและอนุญาตในต้นปีที่ผ่านมาเป็นดาวเทียมวงโคจรประจำที่ (Geo-Stationary Earth Orbit : GEO) และการอนุญาตในครั้งนี้ไม่ได้เป็นการอนุญาตเพื่อให้บริการในเชิงพาณิชย์แต่อย่างใด

“หากให้มหาวิทยาลัยได้ทำการทดลองทดสอบเพื่อได้ศึกษาถึงเทคโนโลยีดังกล่าวที่มีความแตกต่างกัน และได้องค์ความรู้ทั้งในด้านการพัฒนาและการประยุกต์ใช้งาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการค้นหาและช่วยเหลือทางเรือที่ประสบภัย จึงน่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศ” พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์กล่าว

‘หมอทวีศิลป์’ แนะแนวทางซื้อกระเช้าปีใหม่ เลือกกระเช้าสมุนไพร ส่งสุขให้ผู้รับสุขภาพดี

(29 ธ.ค. 66) นายแพทย์ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน รักษาราชการแทนอธิบดี กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เสนอแนวคิดในการเลือกซื้อกระเช้าปีใหม่ ที่ใส่ใจสุขภาพ ด้วยการมอบกระเช้าสมุนไพร 3 รูปแบบ เพื่อเป็นทางเลือกส่งมอบความสุขให้ผู้รับมีสุขภาพที่ดี ประกอบด้วย ชุดกระเช้าผลไม้ต้านหวัด, ชุดกระเช้าธัญพืชต้านอนุมูลอิสระ และชุดกระเช้าต้นสมุนไพรรักษ์โลก

สำหรับการเลือกซื้อกระเช้าผลิตภัณฑ์สมุนไพรนั้น ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ปลอดสารพิษ ฉลากผลิตภัณฑ์ต้องแสดงวัน เดือน ปีที่หมดอายุ และการมอบกระเช้าปีใหม่ปีนี้ ขอให้เป็นการมอบความสุขด้วยผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย เพื่อส่งเสริมให้เกิดความภาคภูมิใจ ในภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top