Wednesday, 24 June 2026
NEWS FEED

ศาลฯ พิพากษา ‘อติรุจ’ จำคุก 3 ปี 2 เดือน กรณีตะโกน “ไปไหนก็เป็นภาระ” ใส่ขบวนเสด็จฯ

(12 ธ.ค. 66) ทวิตเตอร์ (X) ‘TLHR / ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน’ โพสต์ข้อความระบุว่า…

“ศาลอาญากรุงเทพใต้จำคุก 3 ปี 2 เดือน ‘อติรุจ’ คดี #ม112 และ ขัดขวางเจ้าพนักงาน กรณี ตะโกน "ไปไหนก็เป็นภาระ" ใส่ขบวนเสด็จ ร.10 และ ราชินีฯ เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 15 ต.ค. 2565

ศาลพิพากษาว่า การตะโกน "ไปไหนก็เป็นภาระ" เป็นคำที่มิสมควร เป็นการใส่ความว่า การเสด็จเป็นการสร้างปัญหาภาระ ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน

เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา 

ขณะนี้กำลังยื่นประกันตัว เพื่อสู้ต่อชั้นอุทธรณ์”

โดยก่อนหน้านี้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า..

สำหรับคดีนี้ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2565 เวลาประมาณ 17.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ได้เสด็จพระราชดําเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งไปทรงเปิดอาคารศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หลังจากเสร็จสิ้นพิธี ได้เสด็จกลับเวลาประมาณ 18.00 น. ในขณะที่ขบวนรถยนต์พระที่นั่งของทั้งสองพระองค์เสด็จกลับออกไป มีประชาชนต่างพร้อมใจนั่งเฝ้ารับเสด็จตรงบริเวณเส้นทางเข้าและเส้นทางออกอาคารศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์และต่างพากันเปล่งเสียงว่า “ทรงพระเจริญ” แต่นายอติรุจซึ่งยืนอยู่บริเวณที่รถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนขบวนผ่านได้ตะโกนเสียงดังหันหน้าไปทางขบวนเสด็จว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ”

ซึ่งจากคำฟ้องของอัยการ ได้ระบุว่า เป็นถ้อยคํากล่าวที่มิบังควร จาบจ้วง มุ่งหมายใส่ความให้ประชาชนที่เฝ้ารับเสด็จและบุคคลทั่วไปเห็นว่าการเสด็จพระราชดําเนินนั้น เป็นการสร้างปัญหา สร้างภาระให้ประชาชน ก่อให้เกิดความเกลียดชังและเป็นภัยคุกคามต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ทําให้ทั้งสองพระองค์ต้องเสื่อมเสียพระเกียรติยศ ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง อันเป็นการใส่ความ หมิ่นประมาทดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี อันเป็นการฝ่าฝืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

นอกจากนี้หลังจากที่นายอติรุจ ได้ตะโกนประโยคดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ถวายความปลอดภัยในบริเวณนั้นประมาณ 5 นาย ได้เข้าจับกุมจำเลยทันที เพื่อให้จําเลยหยุดการกระทําดังกล่าว แต่จําเลยได้ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน โดยใช้เท้าถีบเจ้าพนักงานตํารวจอย่างแรง ทำให้ได้รับบาดเจ็บเกิดบาดแผลถลอก และได้รับบาดเจ็บฟกช้ำบริเวณกลางหลังช่วงเอว อัยการจึงได้สั่งฟ้องใน 2 ข้อกล่าวหาแก่อติรุจ ได้แก่ ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และข้อหา ‘ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานฯ’ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138

จังหวัดร้อยเอ็ด MOU ซื้อ-ขายข้าว กว่า 3,000 ล้านบาท ในงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 23

วันนี้( 12 ธันวาคม 2566 ) เวลา 11.00 น. นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อ ตกลงความร่วมมือการซื้อขายข้าวผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว กิจกรรมเจรจาการค้าข้าวหอม มะลิ ในงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 23 โดยมี นายชูศักดิ์ ราชบุรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด พร้อมด้วย พาณิชย์จังหวัดร้อยเอ็ด หัวหน้าส่วนราชการ ทั้งภาครัฐและเอกชน ผู้ประกอบการ ผู้ค้าข้าว ตลอดจนพี่น้องเกษตรกร เข้าร่วม ณ โดมเวทีกลางบึงพลาญชัย อำเภอเมืองร้อยเอ็ด

โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดร้อยเอ็ด ได้เชิญผู้ประกอบการค้าข้าวในประเทศและผู้ส่งออกข้าวไปยังต่างประเทศ รวมถึงผู้ประกอบการชมรมโรงสีข้าว กลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตข้าวของจังหวัดร้อยเอ็ดรวม จำนวนกว่า 55 ราย เข้าบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการซื้อขายข้าว เป็นจำนวนเงินกว่า 3,100 ล้านบาท 

เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายข้าวหอมมะลิและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวหอมมะลิให้มากขึ้น รวมทั้งเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันของข้าวหอมมะลิ และร่วมกันพัฒนาการผลิตการสร้างมูลค่าเพิ่มการตลาดข้าวหอมมะลิของจังหวัดร้อยเอ็ด 

ทั้งนี้จังหวัดร้อยเอ็ดได้กำหนดจัดงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก จังหวัดร้อยเอ็ด ครั้งที่ 23 ในระหว่างระหว่างวันที่ 11 - 13 ธันวาคม 2566 ซึ่งในงานมีการนำเสนอเทคโนโลยีนวัตกรรมการผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพดี พร้อมสร้างเครือข่ายการผลิตข้าวอินทรีย์ รวมถึงเชื่อมโยงช่องทางการจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ และผลักดันให้เกิดเขตเศรษฐกิจข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน

สตม. รวบนาย Khum คนร้ายก่อเหตุยิงปืนในสนามฟุตบอล พื้นที่ สภ.คูคต ปทุมธานี 

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ประพันธ์ศักดิ์ ประสานสุข ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.ณัฐกร ประภายนต์ ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.เพลิน กลิ่นพยอม รอง ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ จิตต์ประยูรตี ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว รอง ผบก.สส.สตม. และ พ.ต.อ.หฤษฎ์ เอกอุรุ รอง ผบก.ตม.3 ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญ ดังนี้

สตม. รวบนาย Khum (นามสมมุติ-ทราบชื่อภายหลัง) คนร้ายก่อเหตุยิงปืนในสนามฟุตบอล พื้นที่ สภ.คูคต ปทุมธานี ขณะเตรียมหลบหนีอยู่บริเวณท่ารถ ใกล้กับด่านพรมแดนด่านบ้านแหลม อ.เทพนิมิตร อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี สืบเนื่องจากเหตุคนร้ายก่อเหตุยิงปืนในสนามฟุตบอล พื้นที่ สภ.คูคต ปทุมธานี เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.66 นั้นพล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัด สตม. ตลอดจน ด่าน ตม. ทั่วประเทศ ดำเนินมาตรการเข้มเพื่อป้องกันเหตุร้าย สร้างความเชื่อมั่น สร้างความปลอดภัย แก่พี่น้องประชาชน และเมื่อเกิดเหตุ ให้ทุกหน่วยตื่นตัว ขับเคลื่อน ประสานข้อมูล จับกุมคนร้ายให้ได้ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.66 ได้เกิดเหตุคนร้าย สัญชาติกัมพูชา ก่อเหตุยิงปืนในสนามฟุตบอลแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ ต.คูคต อ.ลำลูกกา จว.ปทุมธานี ทำให้ผู้มาใช้บริการ รวมถึงการแข่งกีฬากระชับมิตรของแรงงานกัมพูชากว่า 200 คน ต้องหนีตายโกลาหล หลังเกิดเหตุ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. ได้สั่งการให้ “บก.สส.สตม. , ตม.จว. , ด่าน ตม. ชายแดน ในสังกัด บก.ตม.3” ตลอดจนด่าน ตม.ชายแดนทั่วประเทศ เร่งสืบสวน ติดตามจับกุมตัวคนร้าย ประสานข้อมูลกับทุกภาคส่วน ทุกภาคีเครือข่าย ผู้ประกอบการรถขนส่ง พี่น้องประชาชน เพื่อแจ้งเบาะแส ขึงทุกพื้นที่ กดดันไม่ให้คนร้ายหลบหนีได้ต่อมาจากการสืบสวนขยายผลทราบว่า คนร้ายคือ นาย Khum (นามสมมุติ) สัญชาติกัมพูชา

ซึ่งหลังก่อเหตุได้หลบหนีไป “ตำรวจ ภ.1” และ ”สตม.“ ได้ร่วมกันติดตามจับกุมตัวคนร้ายมาโดยตลอด ต่อมาวันนี้ เวลาประมาณ 10.00 น. ตม.จว.จันทบุรี บก.ตม.3 ซึ่งได้รับการประสานข้อมูลจาก ภ.1 , บก.สส.สตม., กก.สส.บก.ตม.3, ตม.จว.ปทุมธานีตม.จันทบุรี จึงได้ประชาสัมพันธ์กับหน่วยงานและภาคเอกชนในพื้นที่ ว่าหากพบบุคคลต้องสงสัยมีสัญลักษณ์รอยสัก BK ที่แขน และมีลักษณใกล้เคียงตามภาพ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ต่อมา พบชายต้องสงสัยอยู่บริเวณท่ารถ จึงเข้าตรวจสอบ จากการซักถามรับว่าจะหลบหนีข้ามแดน แต่เนื่องจากไม่มีเอกสารจึงไม่สามารถข้ามได้ จนท.ตม. คาดว่าผู้ต้องหาน่าจะรออยู่บริเวณด่านเพื่อหาโอกาสข้ามแดนตามช่องทางธรรมชาติหลบหนีเจ้าหน้าที่ ตม.จันทบุรี จึงได้ซักถาม นาย Khum (นามสมมุติ-ทราบชื่อภายหลัง) รับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง โดยหลังเกิดเหตุได้มี นาย Heng (นามสมมุติ) สัญชาติกัมพูชา เป็นคนพาหลบหนี ส่วนอาวุธปืน ทิ้งไว้บริเวณที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ ยังพบว่า นาย Khum ลักลอบอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด อีกด้วย

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้จับกุมตัวดำเนินคดี ตามหมายจับของศาลจังหวัดธัญบุรี ที่ 938/2566 ลงวันที่ 11 ธ.ค.66 ฐานความผิด ”ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมืองหมู่ บ้านหรือที่ชุมนุมชนและเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือการอนุญาตสิ้นสุดหรือถูกเพิกถอน“ทั้งนี้ ได้จัดทำบันทึกซักถามและรายงานการควบคุมตัวตาม พรบ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายพ.ศ.2565 และนำตัวผู้ต้องหาส่ง สภ.คูคต จว.ปทุมธานี เจ้าของคดีเพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเปิดโครงการสัมมนาผู้นำหน่วยระดับผู้บัญชาการ และผู้บังคับการ สร้างวิสัยทัศน์ของผู้บริหารหรือผู้นำหน่วยงานให้กว้างไกล นำไปสู่การแก้ไขปัญหา และพัฒนาการทำงานให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

วันนี้ (12 ธ.ค.66) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนาผู้นำหน่วยระดับผู้บัญชาการ หรือเทียบเท่าและผู้บังคับการ หรือเทียบเท่า ประจำปีงบประมาณ พุทธศักราช 2567 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพมหานคร โดยมี พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ , พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร รอง ผบ.ตร. / พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข , พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง , พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร , พล.ต.ท.สำราญ นวลมา , พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ , พล.ต.ท.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.วัฒนา ยี่จีน ผู้บัญชาการศึกษา ร่วมพิธี

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 13 ธันวาคม 2566 มีผู้เข้าร่วมโครงการสัมมนา ประกอบด้วยผู้บัญชาการหรือเทียบเท่า จำนวน 44 คน และผู้บังคับการ หรือเทียบเท่า จำนวน 292 คน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการสัมมนาเสริมสร้างและพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถและทักษะทางการบริหาร , มีความรู้ทัศนะที่กว้างไกลในการบริหารหน่วย , มีเหตุผล มีทักษะที่ดีในการบริหารหน่วย , มีภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจร่วมกันระหว่างผู้เข้าสัมมนาในฐานะผู้นำหน่วย เพื่อให้รู้ทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลกปัจจุบันและอนาคต สามารถปรับระบบการบริหารองค์กรให้สอดรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพื่อส่งเสริมและสร้างภาพลักษณ์ในการปฏิบัติงานของตำรวจ บทบาทในการบริการประชาชน ให้ประชาชนเกิดความพึงพอใจ และพิทักษ์รับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง 

ในการสัมมนาได้เชิญ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีต ผบ.ตร. บรรยายพิเศษ โดย พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวถึงประสบการณ์และการรับราชการในหน้าที่ ผบ.ตร. ใช้หลักการปฏิบัติ 12 ข้อ ได้แก่ มียุทธศาสตร์ จัดทำแผนปฏิบัติการ , ตั้งศูนย์ปฏิบัติการ , สร้างเอกภาพ-บูรณาการ , กระจายอำนาจ/โครงการ/งบประมาณ , สร้างองค์ความรู้/พัฒนาบุคลากร , พัฒนาสถานีตำรวจ , ให้ทฤษฎีสร้างความเข้มแข็งจากภายใน , สร้างขวัญกำลังใจผู้ใต้บังคับบัญชา , บูรณาการทุกภาคส่วน , เน้นภาวะผู้นำ และประเมินผล-ตอบแทน

จากนั้นเป็นการบรรยายพิเศษเรื่อง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 โดย พล.ต.อ.ปิยะ อุทาโย อดีต รอง ผบ.ตร. , พล.ต.ต.ปรีดา สถาวร รอง ผบช.สกพ. / เรื่อง นโยบายการปฏิบัติงานด้านการสืบสวน โดย พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. / เรื่องนโยบายการปฏิบัติงานด้านการป้องกันปราบปราม โดย พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร./ และเรื่อง แนวคิดด้านการบริหารจัดการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.สราวุฒิ การพานิช รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ต.ภาณุพงศ์ ชอบเพื่อน รอง ผบช.งป. 

ทั้งนี้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. กล่าวว่า โครงการสัมมนาในลักษณะเช่นนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้ตระหนักถึงความสำคัญของผู้นำหน่วยงาน ระดับกองบัญชาการ และกองบังคับการ  โดยมีเป้าหมายในการสร้างวิสัยทัศน์ของผู้บริหารหรือผู้นำหน่วยงานให้กว้างไกล ให้ได้รับฟัง รับทราบแนวทางการขับเคลื่อนงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในด้านต่างๆ ตามนโยบายของรัฐบาล , ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร และความรู้ใหม่ ทั้งในด้านการปฏิบัติหน้าที่และด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการบริหารงานตามแนวพระราชดำริ และหลักธรรมาภิบาล ตลอดจนสามารถนำไปปรับใช้ในการบริหารหน่วยงาน กำกับติดตามการปฏิบัติงานของหน่วยในความรับผิดชอบได้ รวมถึงมีการระดมความคิดเห็นจากประสบการณ์การปฏิบัติงานของทุกท่านในกระบวนการสัมมนากลุ่มย่อย เพื่อให้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำไปสู่การแก้ไขปัญหา และพัฒนาการทำงานให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ร้อยเอ็ด - ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า เปิดงาน เทศกาลข้าวหอมมะลิโลก จังหวัดร้อยเอ็ด ครั้งที่ 23 อย่างยิ่งใหญ่

ค่ำวานนี้(11 ธันวาคม 2566) เวลา 18.30 น. ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานเทศกาลข้าวหอมมะลิโลก ครั้งที่ 23 โดยมี นายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วย ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด หัวหน้าส่วนราชการ องค์กรภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนประชาชนชาวร้อยเอ็ด เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ที่ โดมเวทีกลาง บึงพลาญชัย อำเภอเมืองร้อยเอ็ด 

โดยในช่วงเช้าของวันนี้ได้มีพิธีบวงสรวงแม่โพสพและสู่ขวัญข้าว เพื่อแสดงถึงการเคารพบูชาพระแม่โพสพ และเสริมสร้างสิริมงคล การประกวดธิดาข้าวหอมมะลิโลก ส่วนช่วงบ่ายได้จัดเจรจาการค้าข้าวและจับคู่ธุรกิจ ระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการ รวมถึงมีการจัดนิทรรศการและผู้เชี่ยวชาญให้ความรูด้านการพัฒนาข้าวหอมมะลิให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง ฟอีกทั้งยังมีการแสดงสินค้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ของกลุ่มองค์กรเกษตรกร การแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีพี่น้องเกษตรให้ความสนใจอย่างมากมาย 

ทั้งนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ข้าวหอมมะลิ ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนร้อยเอ็ดและคนไทยทั้งชาติ ซึ่งข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ถือเป็นสายพันธุ์ข้าวที่มี ลักษณะความนุ่ม และมีกลิ่นหอม อันเป็นเอกลักษณ์ จนทั่วโลกยอมรับว่าเป็นข้าวที่มีคุณภาพดี ที่สุดในโลก จนได้รับการรับรองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ซึ่งจะสามารถเชื่อมโยงการตลาดข้าวหอมมะลิไทยไปสู่ตลาดทั้งภายใน และต่างประเทศต่อไป

ผบ.ตร.ส่งตำรวจร่วมฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่ช่วยเหลือคุณยายชาวอุตรดิตถ์

ผบ.ตร.ส่งตำรวจร่วมฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่ช่วยเหลือคุณยายชาวอุตรดิตถ์ ที่คุณตาปลิดชีพตนเองใช้หนี้  สั่งดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดและจริงจัง เบื้องต้นเรียกเจ้าหนี้ คนทวงหนี้มาสอบสวนแล้ว เตรียมขยายผลดำเนินคดีเจ้าหนี้ทุกรายที่พบการทำผิด  กำชับตำรวจเพิ่มความเข้ม ลงพื้นที่ตรวจสอบ ดูแลความปลอดภัยของประชาชนทุกมิติ ที่เข้าร่วมโครงการหนี้นอกระบบของรัฐบาล 

วันนี้ (12 ธ.ค.66) พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. เปิดเผยถึงโศกนาฎกรรมหดหู่คุณตาปลิดชีพตนเอง ให้ยายเอาเงินฌาปนกิจไปใช้หนี้นอกระบบว่า “ ตามที่ปรากฎข่าวทางสื่อโซเชียล ว่ามีการติดตามทวงหนี้นอกระบบ จนปรากฎข่าวสลดใจข้างตน ในเขตพื้นที่ สภ.วังกะพี้ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ นั้น นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สั่งการมายัง ผบ.ตร.ให้ตำรวจร่วมดำเนินการกับฝ่ายปกครอง และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดำเนินการตามกฎหมาย และลงไปแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ตามนโยบายเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาลให้เป็นรูปธรรม

ผบ.ตร.สั่งการไปยัง พล.ต.ท.กิติศักดิ์ ดุรงควิบูลย์ ผบช.ภ.6. ให้ พล.ต.ต.สุทธิพงศ์ เป๊กทอง ผบก.ภ.จว.อุตรดิตถ์ ร่วมประชุมหารือกับ  นายนพฤทธิ์  ศิริโกศล รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยมี พ.ต.อ.พีระเพชร  อุบลจิตต์ รอง ผบก ภ.จว.อุตรดิตถ์ , ว่าที่ พ.ต.อ.ณัทรภณ ทรงไทย ผกก.สภ.วังกะพี้,  นายประเดิม เดชายนต์บัญชา นายอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการดำเนินการคดีดังกล่าวโดยจะมีการบูรณาการร่วมกันลงพื้นที่บ้านคุณยาย เพื่อทำการช่วยเหลือเยียวยาเบื้องต้น ส่วนทางคดีให้ตำรวจเร่งรวบรวมหลักฐาน เบื้องต้นติดตามเจ้าหนี้ 1 ราย คนทวงหนี้ได้ 1 ราย มาสอบสวนแล้ว  เตรียมดำเนินคดีและขยายผลไปยังเจ้าหนี้หรือคนทวงหนี้รายอื่นๆ หากพบการกระทำผิด จะมีการดำเนินการอย่างเด็ดขาดทุกราย  และจะได้ร่วมกับฝ่ายปกครองนำลูกหนี้ เจ้าหนี้เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้ต่อไป

ทั้งนี้ ผบ.ตร.ยืนยันว่า เป็นเรื่องสลดใจที่เกิดขึ้นในสังคมเกี่ยวกับปัญหาหนี้นอกระบบ ได้ย้ำไปแล้วว่า คดีนี้จะต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดจริงจัง และต้องขยายผลไปยังนายทุน เจ้าหนี้ทุกราย ที่กระทำความผิด ที่สำคัญต้องร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องลงช่วยเหลือเยียวยาคุณยาย ดูแลสภาพจิตใจ ให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวคุณยาย และนำเข้าสู่ขบวนการไกล่เกลี่ยตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังได้กำชับไปยังทุกพื้นที่ ให้ตำรวจจับมือฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่ เพิ่มความเข้ม ตรวจสอบทุกมิติ สอบถามลูกหนี้ เจ้าหนี้ที่ลงทะเบียน ว่ามีเหตุความรุนแรง ถูกข่มขู่หรือไม่ หรือมีเหตุที่ผิดปกติวิสัยหรือไม่อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก และให้การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบของรัฐบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ชื่นชม!! ‘นายอำเภอหันคา’ จ.ชัยนาท ไม่รับกระเช้าปีใหม่ ขอเป็นชุดนักเรียน-ของเล่น ไว้แจกเด็กๆ ในวันเด็กแห่งชาติ

เรียกเสียงชื่นชมในโลกออนไลน์จำนวนมาก หลังจากที่ นายอดิศร เกิดโต นายอำเภอหันคา จ.ชัยนาท โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘นายอำเภอเบียร์’ เรื่องการมอบกระเช้าปีใหม่ ขอเป็นชุดนักเรียนหรือของเล่นแทน โดยระบุว่า

“ประกาศ เทศกาลปีใหม่นี้ ท่านใดจะนำกระเช้ามาสวัสดีปีใหม่นายอำเภอ ผมขอเป็นชุดนักเรียนหรือของเล่นเด็ก เช่น จักรยาน, ตุ๊กตาแทนได้ไหมครับ จะได้เอาไปแจกเด็ก ๆ ในวันเด็ก”

ซึ่งเรียกเสียงชื่นชมในโลกออนไลน์เป็นจำนวนมาก ล่าสุด ทางนายอำเภอเบียร์ ได้โพสต์ข้อความเพิ่มเติมว่า…

“ผมจะพยายามเป็นนายอำเภอที่คนหันคาภาคภูมิใจ

ปกติก็ทำดีมาตลอดอยู่แล้ว ไม่เคยคิดว่าจะได้รับอะไรตอบแทน เพราะความสุขของผมคือการได้เห็นรอยยิ้มของพี่น้องประชาชน ชาวหันคาหรือคนที่เคยสัมผัสกับผมจะทราบดีว่าผมเป็นคนยังไง

แต่ก็ไม่คิดว่าจะมาดังช่วงส่งท้ายปี ขอบพระคุณเพจโหนกระแสและพี่น้องประชาชนทุกๆท่านมาก ๆ ครับ”

ทั้งนี้ มีเสียงชื่นชมจากคนในโลกออนไลน์ เช่น

“ขอชื่นชมในความคิดของท่านค่ะสุดยอดเลยดีใจแทนเด็ก ๆ ในอำเภอหันคาด้วยค่ะ”
“ถ้าทุกอำเภอทำแบบนี้จะดีมากเลยนะครับ”
“ดีเลยครับ มีประโยชน์ต่อเด็กๆมากมาย”
“ดีจังค่ะ บุญต่อบุญกันไปสาธุค่ะ”
“สุดยอดท่านเป็นผู้นำที่น่ายกย่องจ้า”
“นายอำเภอคนนี้น่ารักมากๆเลยค่ะ #ผู้ให้ สุดยอดเลยค่ะ”
“ชื่นชมคะคนชัยนาทเหมือนกันคะ”

“ผมขอชื่นชมในตัวท่านครับที่ท่านเป็นคนเดียวในประเทศไทยหนึ่งเดียวในวงราชการไทยที่มีคุณค่าท่านเป็นบุคนตัวอย่างของข้าราชการในประเทศไทยท่านสุดยอดที่สุดครับผม”

“ความคิดดี เป็นตัวอย่างที่ดี ของข้าราชการไทย”
“ความคิดดีมีน้ำใจ สุดยอดคับท่าน”

'โซเชียลลาว' เดือด!! หลังคนไทยโพสต์ "เวียงจันทร์ก็แค่ปากซอย" เหมือน 'ดูถูกลาวไม่เจริญ' ทั้งที่ภาษาไทยหมายถึง 'ใกล้แค่นี้เอง'

(12 ธ.ค.66) จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ 'พระราม เดินดง' ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพประตูชัย ว่า... "เวียงจันทร์ก็แค่ปากซอย" ลงกลุ่ม 'เที่ยวลาว ด้วยตัวเอง' ก็ได้เกิดเป็นกระแสดรามาในหมู่คนลาวขึ้นมาทันที

โดยจากเฟซบุ๊ก 'Kittinun Nakthong' ได้เผยว่า "ชาวลาวเคืองนักท่องเที่ยวไทยรายหนึ่ง โพสต์ภาพประตูชัยพร้อมคำว่า 'เวียงจันทน์ก็แค่ปากซอย' ชี้ภาษาลาวถือเป็นคำพูดดูถูกประเทศ ไม่เจริญ มีความเจริญน้อยเหมือนแค่ปากซอยหน้าบ้าน ไม่ได้เข้าไปในตัวเมือง"

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ถือเป็นการตีความ บนพื้นฐานของการเข้าใจความหมายที่ไม่ตรงกัน โดยชาวเน็ตไทย ต่างก็ออกมาอธิบายว่า คำนี้เป็นคำที่คนไทยมักใช้เวลามาเที่ยวลาวกันนานมากแล้ว ซึ่งเป็นการเปรียบเปรยถึงว่า "ประเทศลาวอยู่ใกล้ไทย เดินทางไปเที่ยวไม่ยาก ใกล้เหมือนออกไปปากซอยเท่านั้น"

ถึงกระนั้นก็ยังคงมีชาวลาวที่ยังไม่ทราบความหมายของคำดังกล่าวและเข้ามาคอมเมนต์เชิงตัดพ้อ และมองว่านี่คือการเหยียดจากคนไทย ไม่อยากมาเที่ยว ก็ไม่ต้องมา ขณะที่คนไทยบางกลุ่มก็เริ่มเดือด เพราะอธิบายความหมายที่แท้จริงจากมุมคนไทย ก็ดูเหมือนคนลาวจะไม่รับฟังใดๆ และหาเรื่องอื่นมาโต้เถียงกันจนลุกลามในโลกโซเชียลอยู่ขณะนี้

'ปราสาทพนมรุ้ง' คึกคัก!! นักท่องเที่ยวหลั่งไหลช่วงหยุดยาว ตกวันละไม่ต่ำกว่า 1-2 พันคน ทำแม่ค้ายิ้มปริรับรายได้เพิ่ม

(11 ธ.ค.66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชน และนักท่องเที่ยวจากหลายจังหวัด รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ได้พาครอบครัว และเป็นคณะทัวร์ เดินทางขึ้นไปสัมผัสอากาศหนาวเย็น พร้อมเที่ยวชมความงดงาม และขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บนปราสาทพนมรุ้ง ตั้งอยู่บนอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางอารยธรรมขอมโบราณอายุหลายพันปี ช่วงวันหยุดยาวกันอย่างคึกคัก พร้อมสัมผัสกับสภาพอากาศหนาวเย็น เนื่องจากปราสาทพนมรุ้งตั้งอยู่บนยอดเขาสูง หากใครเดินทางขึ้นมาเที่ยวช่วงนี้ก็จะได้สัมผัสกับลมหนาวและทัศนียภาพที่สวยงาม  

โดยช่วงนี้ก็มีนักท่องเที่ยว ทั้งที่มาเป็นครอบครัวและมาเป็นคณะทัวร์ เดินทางขึ้นมาเที่ยวสัมผัสลมหนาว และชมความงดงามของปราสาทพนมรุ้ง วันละ 1,000 - 2,000 คน เพิ่มขึ้นจากช่วงหยุดเสาร์-อาทิตย์ปกติเท่าตัว และคาดว่าหากอากาศหนาวเย็นมากขึ้นก็จะมีนักท่องเที่ยวขึ้นมาเที่ยวเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่มีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน

จึงส่งผลให้ร้านจำหน่ายสินค้าของฝาก ของที่ระลึกและร้านอาหารบนอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง มีรายได้จากการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวคึกคักตามไปด้วย และคาดการณ์ว่าหากสภาพอากาศหนาวเย็นลงก็จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องไปถึงช่วงเทศกาลปีใหม่

ซึ่งช่วงนี้ถือเป็นช่วงเทศกาลไฮซีซั่น เข้าสู่ฤดูหนาว สภาพอากาศเย็นสบาย จึงมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมและขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนปราสาทพนมรุ้งอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงที่มีวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวัน จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นไปเที่ยวชมเฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 1 - 2 พันคน เพิ่มขึ้นจากช่วงปกติเท่าตัว ซึ่งทางอุทยานฯ ก็ได้มีการจัดเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกทั้งการจราจร ให้คำแนะนำตามจุดต่างๆ รวมถึงบรรยายเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของปราสาทพนมรุ้งด้วย

‘52 จังหวัด’ อ่วม!! ค่าฝุ่นพิษ PM 2.5 เกินมาตรฐาน วอนปชช.เฝ้าระวังสุขภาพ ใส่แมสก์ป้องกันอย่างมิดชิด

(11 ธ.ค.66) สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ จิสด้า-GISTDA รายงานสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ด้วยข้อมูลจากดาวเทียมผ่านแอปพลิเคชัน ‘เช็คฝุ่น’ พบ 52 จังหวัดของประเทศไทย มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานเกินมาตรฐาน (มาตรฐานไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม.) ที่ส่งผลต่อสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง อาทิ สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง ลพบุรี และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ กาฬสินธุ์ อุดรธานี หนองคาย และมหาสารคาม ที่มีค่าคุณภาพอากาศระดับสีแดง

ในขณะที่กรุงเทพมหานคร พบค่าฝุ่น PM2.5 ระดับสีแดงสูงสุดเพียง 1 เขต คือที่เขตหนองแขม 82.3 ไมโครกรัม ส่วนพื้นที่เขตอื่นอยู่ระดับสีส้ม ซึ่งยังเกินมาตรฐานกว่า 40 เขต

ขณะเดียวกัน กรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์ฝุ่นเช้านี้เช่นกัน โดยระบุว่า

ตรวจวัดค่าฝุ่นละออง PM2.5 ได้ในช่วง 27.3-65.9 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) และพบว่าเกินมาตรฐาน (มาตรฐานไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม.) อยู่ในระดับสีส้มเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ จำนวน 71 พื้นที่ ได้แก่

1.แขวงหิรัญรูจี เขตธนบุรี กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 49.4 มคก./ลบ.ม.
2.ริมถนนกาญจนาภิเษก เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 50.5 มคก./ลบ.ม.
3.แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 46.7 มคก./ลบ.ม.
4.แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 39.1 มคก./ลบ.ม.
5.ช่องนนทรี เขตยานาวา กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 44.0 มคก./ลบ.ม.
6.ริมถนนพระราม 4 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 40.4 มคก./ลบ.ม.
7.ริมถนนอินทรพิทักษ์ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 46.2 มคก./ลบ.ม.
8.ริมถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 42.2 มคก./ลบ.ม.
9.ริมถนนดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 48.8 มคก./ลบ.ม.
10.แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 56.6 มคก./ลบ.ม.
11.เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 48.3 มคก./ลบ.ม.
12.เขตจอมทอง กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 44.4 มคก./ลบ.ม.
13.ริมถนนจรัญสนิทวงศ์ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 49.7 มคก./ลบ.ม.
14.เขตบางแค กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 40.4 มคก./ลบ.ม.
15.ริมถนนพระราม 2 เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 48.4 มคก./ลบ.ม.
16.เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 39.2 มคก./ลบ.ม.
17.สวนหลวง ร.9 เขตประเวศ กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 39.1 มคก./ลบ.ม.
18.สวน 60 พรรษาสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 40.7 มคก./ลบ.ม.
19.สวนรมณีย์ทุ่งสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 40.2มคก./ลบ.ม.
20.สวนธนบุรีรมย์ เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 39.4มคก./ลบ.ม.

21.สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 44.2 มคก./ลบ.ม.
22.สวนเสรีไทย เขตบึงกุ่ม กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 46.4 มคก./ลบ.ม.
23.สวนบางแคภิรมย์ เขตบางแค กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 39.9 มคก./ลบ.ม.
24.สวนทวีวนารมย์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 52.4 มคก./ลบ.ม.
25.สวนหนองจอก เขตหนองจอก กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 42.7 มคก./ลบ.ม.
26.สวนหลวงพระราม 8 เขตบางพลัด กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 43.0 มคก./ลบ.ม.
27.ริมถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 41.1 มคก./ลบ.ม.
28.ริมถนนสุขุมวิท เขตพระโขนง กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 42.2 มคก./ลบ.ม.
29.ริมถนนราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 47.2 มคก./ลบ.ม.
30.ริมถนนพระราม 5 เขตดุสิต กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 40.5 มคก./ลบ.ม.
31.ริมถนนกรุงเกษม เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 39.6 มคก./ลบ.ม.
32.ริมถนนตรีมิตร วงเวียนโอเดียน์ เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 47.5 มคก./ลบ.ม.
33.ริมถนนพระราม 6 เขตพญาไท กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 38.7 มคก./ลบ.ม.
34.ริมถนนลาดพร้าว ซอยลาดพร้าว 95 เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 54.2 มคก./ลบ.ม.
35.ริมถนนพระรามที่ 4 หน้าสามย่านมิตรทาวน์ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 37.6 มคก./ลบ.ม.
36.ริมถนนนราธิวาส เขตบางรัก กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 54.2 มคก./ลบ.ม.
37.แขวงทุ่งวัดดอน เขตสาทร กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 49.1 มคก./ลบ.ม.
38.ริมถนนซอยสุขุมวิท 63 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 43.0 มคก./ลบ.ม.
39.ริมถนนพัฒนาการ เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 52.4 มคก./ลบ.ม.
40.ริมถนนบางนา-ตราด เขตบางนา กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 55.3 มคก./ลบ.ม.

41.ริมถนนพหลโยธิน แยก ม.เกษตรศาสตร์ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 46.2 มคก./ลบ.ม.
42.เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 39.4 มคก./ลบ.ม.
43.ริมถนนสุขาภิบาล5 เขตสายไหม กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 43.8 มคก./ลบ.ม.
44.แยกสวนสยาม-รามอินทรา เขตคันนายาว กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 46.4 มคก./ลบ.ม.
45.ริมถนนลาดกระบัง เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 51.9 มคก./ลบ.ม.
46.ริมถนนสีหบุรานุกิจ เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 46.8 มคก./ลบ.ม.
47.ริมถนนเลียบวารี เขตหนองจอก กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 51.3 มคก./ลบ.ม.
48.ริมถนนศรีนครินทร์ เขตประเวศ กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 54.6 มคก./ลบ.ม.
49.ริมถนนรัชดาภิเษก-ท่าพระ เขตธนบุรี กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 47.5 มคก./ลบ.ม.
50.ริมถนนเจริญนคร เขตคลองสาน กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 51.9 มคก./ลบ.ม.

51.ริมถนนแยกท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 51.5 มคก./ลบ.ม.
52.ริมถนนซอยนิคมบ้านพักรถไฟธนบุรี 5 เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 57.7
53.ริมถนนพุทธมณฑล 1 เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 50.0 มคก./ลบ.ม.
54.ริมถนนคลองทวีวัฒนา เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 59.1 มคก./ลบ.ม.
55.ริมถนนเพชรเกษม เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 51.1 มคก./ลบ.ม.
56.ริมถนนมาเจริญ เพชรเกษม 81 เขตหนองแขม กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 59.3 มคก./ลบ.ม.
57.ริมถนนเอกชัย เขตบางบอน กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 50.7 มคก./ลบ.ม.
58.ริมถนนประชาอุทิศ เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 40.6 มคก./ลบ.ม.
59.ริมถนนสามเสน เขตพระนคร กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 41.8 มคก./ลบ.ม.
60.แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 47.8 มคก./ลบ.ม.

61.แขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 44.0 มคก./ลบ.ม.
62.แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 46.2 มคก./ลบ.ม.
63.ริมถนนพหลโยธิน เขตบางเขน กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 48.9 มคก./ลบ.ม.
64.เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ : มีค่าเท่ากับ 39.5 มคก./ลบ.ม.
65.ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี : มีค่าเท่ากับ 55.9 มคก./ลบ.ม.
66.ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี : มีค่าเท่ากับ 55.9 มคก./ลบ.ม.
67.ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี : มีค่าเท่ากับ 48.5 มคก./ลบ.ม.
68.ต.ทรงคนอง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ : มีค่าเท่ากับ 56.2 มคก./ลบ.ม.
69.ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ : มีค่าเท่ากับ 65.9 มคก./ลบ.ม.
70.ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร : มีค่าเท่ากับ 56.4 มคก./ลบ.ม.
71.ต.มหาชัย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร : มีค่าเท่ากับ 47.8 มคก./ลบ.ม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top