Wednesday, 24 June 2026
NEWS FEED

'อินฟลูฯ ลาว' เคลียร์ประโยค "เวียงจันทน์ก็แค่ปากซอย" ให้คนลาวรู้ ที่แท้ 'คนไทย' เชิญชวนให้ไปเที่ยว มิใช่การเหยียดตามการตีความผิดๆ

หลังจากกรณีดรามา 'ไทย-ลาว' เกี่ยวกับประเด็นคำพูดของผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ 'พระราม เดินดง' ที่ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพประตูชัย ว่า... "เวียงจันทน์ก็แค่ปากซอย" ลงกลุ่ม 'เที่ยวลาว ด้วยตัวเอง' จนเกิดเป็นกระแสดรามาในหมู่คนลาวขึ้นมาทันที เพราะชาวลาวบางกลุ่มตีความว่า เป็นคำพูดดูถูกประเทศลาว ไม่เจริญ มีความเจริญน้อยเหมือนแค่ปากซอยหน้าบ้าน ไม่ได้เข้าไปในตัวเมือง"

ล่าสุด (13 ธ.ค. 66) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก 'ເຮົາຄົນລາວ ຮັກແພງກັນເດີ່' ได้ออกมาแจงแก่พี่น้องชาวลาวที่เข้าใจผิดกับประโยคดังกล่าว ว่า...

"ปากซอยหมายความว่า ใกล้ ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบเชิงอุปมาอุปมัย และเจตนาของคนไทยที่กล่าวประโยคนี้ คือ การเชิญชวนไปเที่ยวลาว ซึ่งอยู่ใกล้ไทยแค่นี้ สามารถไปเที่ยวเมื่อไรก็ได้ สามารถไปเที่ยวเวียงจันทน์ได้ง่าย ๆ มิใช่การต่อว่าหรือดูถูกประเทศลาวแต่อย่างใด"

ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)

(14 ธ.ค.66) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตนายกสภาวิศวกร และอดีตนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า...

"พ่อแม่ต้องอยู่เบื้องหลังลูกทุกคน สนับสนุนในสิ่งที่ลูกรัก ที่ลูกอยากทำ สร้างความมั่นใจ ไม่ต้องกลัว ทำดี ทำเลย...สุภาพอ่อนน้อม เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก...พูดคุย ยิ้ม หัวเราะ กอดกัน สร้างวินัย รับผิดชอบเรื่องการเรียน สอนให้รู้จักอารมณ์ตัวเอง รู้จักผิดถูก และ...เล่นมือถือต่อหน้าลูกให้น้อยลง"

‘รัฐบาล’ ตั้ง ‘คณะกรรมการ PM 2.5 แห่งชาติ’ แก้ปัญหาฝุ่นพิษ รอ ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ ผ่านสภาฯ

เมื่อวานนี้ (13 ธ.ค. 66) ณ บริเวณหน้าตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ซึ่งได้รับบัญชาจากนายกรัฐมนตรีให้แถลงข่าวประเด็น PM 2.5 ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ซึ่งค่าฝุ่นพิษสูงมากในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงภาคเหนือว่า นายกรัฐมนตรีให้ความใส่ใจและตั้งใจในการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ โดยทุกครั้งที่เดินทางไปต่างประเทศจะมีวาระหนึ่งที่นำเข้าที่ประชุม คือ การให้ความร่วมมือกันในกลุ่มหมอกควันข้ามพรมแดน พร้อมกับพูดคุยกับกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-region: GMS) เพื่อยกระดับการพูดคุยเรื่องหมอกควันข้ามพรมแดน รวมถึงพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ฉบับของคณะรัฐมนตรี ที่ได้ทำงานร่วมกับสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้บรรจุผ่านเข้าสู่คณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว 

ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของกฤษฎีกาในการหารือและนำเข้าวิปรัฐบาลก่อนจะนำเข้าสู่รัฐสภาต่อไป ซึ่งจะทำงานควบคู่กับพระราชบัญญัติอากาศสะอาดของพรรคเพื่อไทยในแง่ของนิติบัญญัติ ส่วนฝ่ายบริหารจะเป็นพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ฉบับของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดความครบถ้วนมากที่สุดในการแก้ไขปัญหา PM 2.5 อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ระหว่างการแก้กฎหมายจนแล้วเสร็จนั้นได้มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาฝุ่นพิษอย่างยั่งยืน คือ คณะกรรมการ PM 2.5 แห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งจะเป็นการทำงานแบบ Quick Win ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ระหว่างที่กฎหมายหรือพระราชบัญญัติกำลังพิจารณาอยู่ในสภา

นายจักรพล กล่าวถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าว่ากรุงเทพมหานครติดอันดับ 12 ของโลก เชียงใหม่ติดอันดับ 23 ของโลก ค่า AQI ดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index) อยู่ที่ 154 - 156 อยู่ในโซนสีแดง ทั้งนี้ ทุกปีประเทศไทยจะอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 3 เดือนที่ผ่านมารัฐบาลพยายามที่จะวางแผนที่จะทำการรับมืออย่างครบถ้วนและครบทุกมิติ ด้วยการเพิ่มมาตรการภาษีบริเวณเขตชายแดนของการนำเข้าสินค้า การใช้รถยนต์ไฟฟ้า EV การเพิ่มโทษ (Polluters Pay Principle: PPP) ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย มาตรการเหล่านี้จะเป็นการปลุกระดมให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาคเกษตรกร ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคสังคม ที่ทำการศึกษาและพยายามจะฝ่าฟันปัญหาฝุ่นพิษให้ลุล่วงไปอย่างยั่งยืน

นอกจากนั้นระหว่างการเดินทางช่วงเช้าที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้แสดงความห่วงใยกับภาวะ PM 2.5 จะรุนแรงขึ้นอีกในปลายปีนี้ รวมถึงไตรมาสหนึ่งของปีหน้า อย่างไรก็ตามอยากให้ทุกคนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำทุกวิถีทางให้ปีนี้เป็นปีสุดท้ายที่ค่า AQI ดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index) จะสูงระดับนี้ และอยากให้เป็นปีสุดท้ายที่จะทำให้ประชาชนทุกพื้นที่ต้องเผชิญฝุ่นพิษนี้ เราตระหนักดีถึงพิษทางเศรษฐกิจและพิษทางสุขภาพ ยืนยันรัฐบาลจะตั้งใจแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่

นายจักรพล กล่าวย้ำว่า ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปเปิดแนวกั้นไฟที่จังหวัดเชียงใหม่ และประชุมร่วมผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือตอนบน รวมทั้งประชุมกับภาคภาคีสังคม พร้อมทั้งมอบนโยบายการดูแลป่า 11 แปลงใหญ่ รวมถึงการเผาพืชผลทางการเกษตรหรือเผาเพื่อเอาผลิตผลต่าง ๆ และการเพิ่มโทษของ Contract Farming ในการที่จะทำสิ่งใดก็ตามที่จะนำมาซึ่งฝุ่นควัน โดยนายกรัฐมนตรีได้เรียกประชุมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนั้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมาปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มีการพูดถึงค่าฝุ่นพิษที่สูงขึ้นนั้นเกิดจากการเผาไร่อ้อยในปริมณฑล ซึ่งได้มีการเฝ้าระวัง และติดตามอย่างเข้มข้นแล้ว ขณะที่ พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้เดินทางไปร่วมการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติครั้งที่ 28 หรือ COP28 ที่นครดูไบ ได้มีการใส่สารัตถะในการให้ความสำคัญเรื่อง PM 2.5 เพื่อจะนำมาเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในการพูดคุยกับกรอบประเทศเพื่อนบ้านที่มีการเผาและเกิดมลพิษข้ามพรมแดน ตรงนี้จะเห็นได้ว่านายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับปัญหา PM 2.5 เป็นอย่างมาก โดยมอบหมายกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงสาธารณสุข เข้ามากำกับดูแลปัญหา PM 2.5 รวมทั้งในส่วนฝ่ายนิติบัญญัติได้มีการพูดคุยพรรคร่วมกับรัฐบาลที่จะพยายามขับเคลื่อนพระราชบัญญัติอากาศสะอาดในภาคของนิติบัญญัติอย่างครบถ้วน พร้อมทั้งมีการหารือกับนักวิชาการและนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง โดยในวันพรุ่งนี้ (14 ธันวาคม 2566) จะเดินทางไปที่จังหวัดปทุมธานี เพื่อทำโมเดลในเรื่องของการเลี่ยงการเผา เปลี่ยนจากการเผาให้เป็นฟางให้เป็นมูลค่าทางหน้าดินให้เกิดนวัตกรรมทางการเกษตรที่ยั่งยืนต่อไป

นอกจากนั้น นายจักรพล ได้ตอบข้อซักถามสื่อมวลชนถึงปัญหาฝุ่นพิษที่สูงในวันนี้ว่าไม่ได้เกิดจากจังหวัดปทุมธานี แต่เป็นเขตปริมณฑล โดยฝุ่นพิษที่สูงในวันนี้เกิดจากการเผาเพื่อเตรียมหน้าดินในเรื่องของการทำไร่อ้อย โดยจะมีมาตรการของ ธกส. ในการที่จะเปลี่ยนการเผาให้เป็นทุน รวมถึงมีการพิจารณาเรื่อง คาร์บอนเครดิต คาร์บอนฟุตพริ้นท์ การเปลี่ยนจากการเผามาเป็นการรับซื้อเพื่อเพิ่มมูลค่าจากการเผาให้มาเป็นมูลค่าแทน ทั้งนี้ สิ่งที่ทำได้ทันทีนั้น คือ ใครเผาหรือก่อมลพิษ เจ้าหน้าที่รัฐสามารถจับได้เลยซึ่งมีโทษอยู่แล้ว หากเป็นในต่างจังหวัดก็จะมีเกษตรจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการซึ่งจะทำงานร่วมกับนายอำเภอของแต่ละจังหวัด โดยได้มีการเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องทำงานอย่างเข้มข้นในการตรวจจับ ตรวจสอบ เฝ้าระวัง นอกจากนั้นต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยยังไม่เด็ดขาด โดยในการผลักดันครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของประเทศไทย ทั้งในเรื่องของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติให้ความเข้าใจและมีความเห็นตรงกันในการแก้ไขปัญหา PM 2.5 ให้เป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริง ตลอดเวลาที่ผ่านมาปัญหา PM 2.5 ไม่เคยถูกปฏิบัติอย่างจริงจัง หากเราไม่ขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหานี้ในทุกมิติก็จะสร้างผลกระทบเป็นอย่างมากเพราะฉะนั้นครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดีในการที่จะขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืน

พิษณุโลก แม่ทัพภาคที่ 3 เปิดงานกาชาดทหารพันธุ์ดี กองทัพภาคที่ 3 ประจำปี 2566 ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2566 เวลา 19.00 น. ที่ สวนสุขภาพ ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ  อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก พลโท ประสาน แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย คุณ คัทลียา แสงศิริรักษ์ ประธานสมาคม แม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 3 ได้เดินทางมาเป็นประธานการเปิดงานกาชาดทหารพันธุ์ดี กองทัพภาคที่ 3 ประจำปี 2566 ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ โดยมี พลตรี นพดล ยงพาณิชย์ ผู้บัญชาการ กองบัญชาการช่วยรบที่ 3 พร้อมด้วยหน่วยขึ้นตรงกองทัพภาคที่ 3 สมาชิกสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 3 ตลอดทั้งหน่วยงานภาครัฐ และผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่นเข้าร่วมกิจกรรมฯ

สำหรับการจัดงานกาชาดทหารพันธุ์ดี กองทัพภาคที่ 3 ประจำปี 2566 ในครั้งนี้ได้จัดขึ้นที่สวนสุขภาพค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก เป็นการจัดงานปีที่ 3 เพื่อจัดหารายได้บำรุงสภากาชาดไทย โดยภายในงานจะมีการจัดแสดงนิทรรศการโครงการทหารพันธุ์ดี การจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรจากโครงการทหารพันธุ์ดี การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 3 การจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าของครอบครัว และบุตรหลานกำลังพลที่มีความต้องการพิเศษ และกิจกรรมนันทนาการสำหรับบุตรหลาน โดยเน้นการจำหน่วยสินค้าคุณภาพดี ราคาย่อมเยา เป็นการช่วยเหลือกำลังพล และครอบครัว

สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ เพื่อเป็นการจัดหารายได้ทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงสภากาชาดไทย และเป็นการประชาสัมพันธ์กิจกรรมทางทหารต่อการช่วยเหลือประชาชน ตลอดทั้งเผยแพร่ผลงานของสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 3 ในการช่วยเหลือกำลังพล และครอบครัวที่นำผลผลิต จากโครงการทหารพันธุ์ดี ผลิตภัณฑ์ของสมาคมแม่บ้านทหารบก สาขากองทัพภาคที่ 3 นอกจากนั้นยังมีร้านค้าจากประชาชนหลายพื้นที่นำสินค้าต่างๆ มาจำหน่ายภายในงานอีกจำนวนมาก ตลอดทั้งยังสามารถมาออกกำลังกายที่สวนสุขภาพแห่งนี้ โดยทางค่ายฯจะเปิดประตูด้านหลังแยกโคกช้าง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน สามารถเข้าออกโดยไม่ต้องแลกบัตรผ่าน ตั้งแต่เวลา 15.00 น. - 22.00 น. ระหว่างวันที่ 13 - 18 ธันวาคม 2566 นี้

อุดรธานี -ประธานสภาเวียดนามและคณะเยือนอุดรฯ เพื่อกระชับสัมพันธ์ไมตรี พร้อมเปิดถนนอาหารวัฒนธรรมเวียดนาม "เวียดนามทาวน์"

ประธานสภาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและคณะเยือนจังหวัดอุดรธานี นายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ให้การต้อนรับนายเวือง ดิ่ง เหวะ ประธานสภาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและคณะในโอกาสเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อกระชับสัมพันธไมตรี พร้อมเปิดถนนอาหารวัฒนธรรมเวียดนาม"เวียดนามทาวน์ สัญลักษณ์ของการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและเวียดนาม ที่จังหวัดอุดรธานี

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา ที่ท่าอากาศยานนานาชาติจังหวัดอุดรธานี นายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายศรัณย์ศักด์ ศรีเครือเนตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พร้อมด้วยคณะหัวหน้าส่วนราชการ และนายสุทิน พัชระนาคิน นายกสมาคมชาวไทยเชื้อสายเวียดนามแห่งประเทศไทย ชุมชนชาวเวียดนามในไทย ให้การต้อนรับนายเวือง ดิ่ง เหวะ ประธานสภาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และคณะในโอกาสเดินทางมาเยือนจังหวัดอุดรธานี เพื่อกระชับสัมพันธไมตรี หารือข้อราชการ ในประเด็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือไทย-เวียดนาม, การสถาปนาความสัมพันธ์เมืองพี่เมืองน้องอุดรธานี-ท้ายเงวียน การดูแลชาวไทยเชื้อสานเวียดนามที่อาศัยอยู่ในจังหวัดอุดรธานี ซึ่งจังหวัดอุดรธานีมีชาวเวียดนามอาศัยอยู่มากที่สุด และถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาจังหวัดอุดรธานี นอกจากนี้จังหวัดอุดรธานียังมีการส่งเสริมความร่วมมือสามเหลี่ยมมรดกโลก (บ้านเชียงอุดรธานี-หลวงพระบาง-ฮาลองเบย์ กวางนิงส์) มาตั้งแต่ 30 สิงหาคม 2547 และเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานประธานาธิบดี โฮจิมินห์ในไทยแห่งที่ 3 (แหล่งศึกษาและท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์โฮจิมินห์ ตำบลเชียงพิณ อำเภอเมืองอุดรธานี)

จากนั้นนายเวือง ดิ่ง เหวะ ประธานสภาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พร้อมด้วยนายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และคณะ ได้เดินทางไปที่ทำการสำนักงานชาวเวียดนามจังหวัดอุดรธานี เลขที่ 23/41 ถนนศรีสุข ซอย 2 เพื่อเยี่ยมชุมชนชาวเวียดนามในไทย และเปิดถนนอาหารวัฒนธรรมเวียดนาม "เวียดนามทาวน์" ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี ซึ่งเวียดนามทาวน์ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ ระหว่างไทยและเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดอุดรธานี โดยมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้องแขกผู้มีเกียรติ พี่น้องชาวไทยเชื้อสายเวียดนามจังหวัดอุดรธานี สมาคมชาวเวียดนามจังหวัดอุดรธานี สมาคมนักธุรกิจไทย-เวียดนามแห่งประเทศไทย ชมรมนักธุรกิจชาวเวียดนามจังหวัดอุดรธานี เทศบาลนครอุดรธานี และภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมบูรณาการความร่วมมือทำให้เกิดขึ้น โดยสำนักงานชาวเวียดนามจังหวัดอุดรธานี และเวียดนามทาวน์ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น เป็นมิตรภาพที่ยั่งยืนต่อกันของพี่น้องชาวอุดรธานี และชาวไทยเชื้อสายเวียดนามจังหวัดอุดรธานี

นายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2519 ซึ่งนับเป็นเวลา 47 ปี ที่ทั้งสองประเทศได้เชื่อมสัมพันธ์ไมตรี ในฐานะมิตรประเทศที่ดีต่อกัน และในปีนี้ยังเป็นปีที่สำคัญ เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี แห่งการเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและเวียดนาม อันจะส่งผลให้เกิดความเชื่อมโยงด้านเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนามเกิดขึ้นในทุกระดับ โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่นและการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศในการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพเศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว (BCG) ของไทย และยุทธศาสตร์การพัฒนาสีเขียวของเวียดนาม เพื่อสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและอนุภูมิภาค

โอกาสนี้นายวันชัย คงเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พร้อมด้วยนายศรัณย์ศักด์ ศรีเครือเนตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานภาคเอกชนของจังหวัดอุดรธานี ได้ร่วมหารือข้อราชการ กับ นายเวือง ดิ่ง เหวะ ประธานสภาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และคณะรัฐสภา ณ โรงแรมเซ็นทารา อุดรธานี และในโอกาสเดินทางเยือนจังหวัดอุดรธานีครั้งนี้ นายเวือง ดิ่ง เหวะ ประธานสภาแห่งชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและคณะ ได้เดินทางไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน) ตำบลบ้านตาด อำเภอเมืองอุดรธานี

GISTDA จับมือ สำนักงานฯ นโยบายที่ดินแห่งชาติ ใช้ข้อมูลจากอวกาศช่วยชุมชนจัดการที่ดินทำกิน

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ สคทช. สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อการกำหนดและขับเคลื่อนนโยบายและแผน ด้านการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ ณ ห้องวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการ คอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

การจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรมในการใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศสำหรับการบริหารจัดการข้อมูลแปลงที่ดินในการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนอันจะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชนผ่านการจัดทำระบบฐานข้อมูลและการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ เพื่อให้มีภูมิสารสนเทศ (Geo- Informatics) ที่มีความพร้อมสำหรับใช้ในการติดตาม ตรวจสอบ ตลอดจนใช้ประโยชน์ในการวางแผนการบริหารจัดการพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งสองหน่วยงาน

การนำข้อมูลจากดาวเทียมมาใช้ในครั้งนี้จะเน้นการใช้ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม THEOS-2 ซึ่งเป็นดาวเทียมรายละเอียดสูงมากของประเทศไทยมาสนับสนุนในการจัดทำแผนที่ในโครงการ one map รวมถึงจะมีการบูรณาการข้อมูลจากดาวเทียมดวงอื่นของหน่วยงานพันธมิตรมาใช้ในการวิเคราะห์การใช้ประโยชน์ที่ดิน และติดตามการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในแต่ละช่วงเวลา เนื่องจากข้อมูลดาวเทียมมีคุณสมบัติในการจำแนก วิเคราะห์ข้อมูลบนพื้นโลก สามารถแยกแยะการใช้ประโยชน์พื้นที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงจัดให้มีระบบภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ ซึ่งสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว เหมาะสำหรับการนำไปใช้ในการบริหารจัดการที่ดินของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกทั้งยังช่วยติดตามความเปลี่ยนแปลงของการใช้พื้นที่ให้เป็นไปตามแนวทางของนโยบายของรัฐบาล 

MOU ในวันนี้ เป็นการต่อยอดความร่วมมือระหว่างกัน หลังจากที่ปัจจุบัน สคทช. และ GISTDA อยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูลเพื่อติดตามการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ คทช. นับเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงานอย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับการกำหนดและขับเคลื่อนนโยบายและแผนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศบนพื้นฐานของข้อมูลเชิงพื้นที่จากเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของ THEOS-2 ซึ่งเป็นดาวเทียมที่มีประสิทธิภาพสูงจากการลงทุนของประเทศไทย เนื่องจากการขับเคลื่อนภารกิจที่สำคัญของ สคทช. ทั้งการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4,000 (One Map) การพิสูจน์สิทธิในเขตที่ดินของรัฐ การจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน และการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง ด้านที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ ต้องอาศัยการมีข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีความถูกต้อง แม่นยำ และน่าเชื่อถือ ซึ่ง สคทช. เล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรมของ GISTDA มาใช้ในการบริหารจัดการที่ดินของประเทศให้เกิดประสิทธิภาพสำหรับเป็นฐานของการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแอปพลิเคชัน Dragonfly ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจวางแผนและบริหารจัดการแปลงเพาะปลูกของเกษตรกรในพื้นที่ คทช. ตั้งแต่เริ่มเพาะปลูกจนถึงจำหน่ายผลผลิตอย่างครบวงจร

เปิดตัว ‘มิชลิน ไกด์ ประเทศไทย 2567’ ขยายฐานสู่ ‘เกาะสมุย-สุราษฎร์ธานี’

(13 ธ.ค.66) ในงานเปิดตัว ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2567 (The MICHELIN Guide Thailand 2024) ซึ่งเป็นคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พัก ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับที่ 7 ของประเทศไทย มิชลินได้ประกาศรายชื่อร้านอาหารที่คว้ารางวัล ‘ดาวมิชลิน’ (MICHELIN Star) และรางวัลพิเศษอื่น ๆ พร้อมทั้งฉลองความสำเร็จให้แก่บุคลากรมืออาชีพในแวดวงร้านอาหารของประเทศไทยที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติในครั้งนี้

คู่มือฉบับล่าสุดบรรจุรายชื่อร้านอาหารที่ผ่านการคัดสรรรวมทั้งสิ้น 447 แห่ง เป็นร้านที่ได้รับรางวัล ‘2 ดาวมิชลิน’ 7 ร้าน (เลื่อนระดับจาก ‘1 ดาวมิชลิน’ 2 ร้าน), รางวัล ‘1 ดาวมิชลิน’ 28 ร้าน (ติดอันดับครั้งแรก 3 ร้าน และเลื่อนระดับจาก MICHELIN Selected 3 ร้าน), รางวัล ‘บิบ กูร์มองด์’ 196 ร้าน (ติดอันดับครั้งแรก 29 ร้าน และมาจาก MICHELIN Selected 3 ร้าน) และร้านแนะนำ หรือ MICHELIN Selected อีก 216 ร้าน (ติดอันดับครั้งแรก 37 ร้าน)

ในจำนวนร้านหน้าใหม่ที่ได้รับการตีพิมพ์ในคู่มือฯ ฉบับล่าสุดซึ่งเป็นฉบับที่ 7 ของไทย 23 ร้านตั้งอยู่ในเกาะสมุย (ร้านระดับ ‘บิบ กูร์มองด์’ 4 ร้าน และร้านแนะนำ หรือ MICHELIN Selected 7 ร้าน) และสุราษฎร์ธานี (ร้านระดับ ‘บิบ กูร์มองด์’ 8 ร้าน และร้านแนะนำ หรือ MICHELIN Selected 4 ร้าน) ซึ่ง ‘มิชลิน ไกด์’ ขยายขอบเขตเข้าดำเนินการสำรวจและจัดอันดับเป็นปีแรก

เกว็นดัล ปูลเล็นเนค (Gwendal Poullennec) ผู้อำนวยการฝ่ายจัดทำคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ทั่วโลก เปิดเผยว่า บรรยากาศโดยรวมของภาคธุรกิจอาหารที่มีชีวิตชีวาและหลากหลายของเกาะสมุยและสุราษฎร์ธานีซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางทัศนียภาพที่สวยงามฝั่งอ่าวไทย มีผลิตผลท้องถิ่นที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะอาหารทะเลที่ได้คุณภาพและสดใหม่ ผสานหลากวัฒนธรรมที่รุ่มรวย ช่วยเสริมให้รายชื่อร้านอาหารของคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย มีสีสันน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

“ผู้ตรวจสอบของมิชลิน ไกด์ ได้สัมผัสความหลากหลายในแวดวงร้านอาหารของไทย ทั้งร้านอาหารสไตล์โมเดิร์นที่พยายามก้าวข้ามขอบเขตและขีดจำกัดเดิม ๆ ไปจนถึงแผงขายอาหารริมทางที่พบได้ทั่วไป ความหลากหลายที่โดดเด่นเช่นนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาด้านอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของไทย คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2567 ไม่เพียงสะท้อนถึงประสบการณ์สุดพิเศษดังกล่าวที่ผู้ตรวจสอบของเราได้สัมผัส แต่ยังชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มและทิศทางล่าสุดในแวดวงอาหารของประเทศไทยด้วย” มร.ปูลเล็นเนค กล่าวเสริม

ผู้ตรวจสอบของมิชลิน ไกด์ ซึ่งเดินทางสำรวจและคัดสรรร้านอาหารทั่วประเทศไทย พบว่ามีร้านอาหารไทยสไตล์โมเดิร์นเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ร้านเหล่านี้ดำเนินการโดยเชฟรุ่นใหม่อายุน้อยที่ทุ่มเทพลังสร้างสรรค์เพื่อก้าวข้ามขอบเขตและขีดจำกัดของการประกอบอาหารแบบเดิมสู่รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า ‘อาหารไทยสไตล์โมเดิร์น’ นอกจากนี้ จำนวนร้านอาหารอีกประเภทที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คือ ร้านอาหารประเภทที่ต้องจองล่วงหน้าเท่านั้น (Reservation Only) และร้านที่จัดที่นั่งหันหน้าเข้าครัวเพื่อให้นักชิมได้เพลิดเพลินกับการชมทุกขั้นตอนการเตรียมอาหารของเชฟอย่างใกล้ชิด (Counter Dining) ซึ่งนำเสนออาหารเชิงนวัตกรรมและอาหารสไตล์โมเดิร์นเป็นคอร์สประเภท ‘เมนูชวนลิ้มลอง’ หรือ Tasting Menu

กระแสความนิยมอาหารเพื่อสุขภาพและอาหารมังสวิรัติยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องในไทย โดยความต้องการที่มีต่ออาหารออร์แกนิก (Organic) และอาหารจากพืช (Plant-Based) เพิ่มขึ้นเนื่องจากผู้บริโภคใส่ใจในพฤติกรรมการทานอาหารมากขึ้น กระแสรักสุขภาพเช่นนี้ส่งผลให้มีความต้องการผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพและอาหารออร์แกนิกสูงขึ้น ร้านอาหาร...โดยเฉพาะร้านอาหารระดับหรู...จึงเลือกใช้วัตถุดิบที่ปลูกเองหรือปลูกในท้องถิ่นและให้ความสำคัญกับการผลิตอย่างยั่งยืนมากขึ้น

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือมีเชฟและผู้ประกอบการผู้หญิงเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม โดยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและผลักดันวงการอาหารทั่วประเทศ

ในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2567 มีร้านอาหารคว้ารางวัล ‘2 ดาวมิชลิน’ เพิ่มขึ้น 2 ร้าน โดยได้รับการเลื่อนระดับจาก ‘1 ดาวมิชลิน’ ได้แก่ บ้านเทพา ร้านอาหารไทยร่วมสมัยที่นำแนวคิด Farm to Table มาใช้รังสรรค์อาหารชุด Tasting Menu ซึ่งจัดแต่งอย่างพิถีพิถันสวยงาม โดยเลือกใช้วัตถุดิบตามฤดูกาลทั้งที่ปลูกเองและที่ปลูกโดยผู้ผลิตที่คำนึงถึงความยั่งยืน และ กา ร้านอาหารอินเดียร่วมสมัยที่ผสานศาสตร์การทำอาหารแบบดั้งเดิมเข้ากับเทคนิคและการนำเสนอแบบสมัยใหม่ เสิร์ฟอาหารที่ผ่านการปรุงโดยใช้ทักษะและความประณีต ใส่เครื่องเทศอย่างพอเหมาะ ให้รสชาติที่ลุ่มลึกด้วยเนื้อสัมผัสที่แตกต่างและการควบคุมอุณหภูมิที่ดี

เป็นที่น่าสังเกตว่าทั้งสองร้านล้วนดำเนินงานโดยเชฟผู้หญิง คือ เชฟตาม - ชุดารี เทพาคำ แห่งร้านบ้านเทพา และ เชฟการิมา อโรรา แห่งร้านกา ทั้งนี้ บ้านเทพาได้รับรางวัล ‘2 ดาวมิชลิน’ จากคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2567 เพียงปีเดียวหลังจากขึ้นแท่นร้านหน้าใหม่ที่คว้ารางวัล ‘1 ดาวมิชลิน’ จากคู่มือฯ ฉบับประจำปี 2566 ไปครอง ขณะที่กาเป็นร้านอาหารอินเดีย 1 ใน 2 แห่งทั่วโลกที่ครองสถานะ ‘2 ดาวมิชลิน’ อยู่ในปัจจุบัน

>> สำหรับรางวัล ‘1 ดาวมิชลิน’ ซึ่งมีร้านใหม่ติดโผ 6 ร้าน ในจำนวนนี้ 3 ร้านได้รับการจัดอันดับในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์ ประเทศไทย’ เป็นครั้งแรก ส่วนอีก 3 ร้านได้รับการเลื่อนระดับจากร้านแนะนำ หรือ MICHELIN Selected

ร้านใหม่ระดับ ‘1 ดาวมิชลิน’ ที่ติดอันดับในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์ ประเทศไทย’ เป็นครั้งแรก ได้แก่ อินดี ร้านอาหารอินเดียสมัยใหม่ที่นำเสนอรายการอาหารชุด (Set Menu) ซึ่งจะพานักชิมท่องไปตามแคว้นต่าง ๆ ของอินเดียผ่านเมนูย่างเตาถ่านเป็นหลัก, นว ร้านอาหารไทยร่วมสมัยที่นำเสนออาหารภายใต้แนวคิดนวัตกรรม โดยใช้เทคนิคใหม่ในการรังสรรค์อาหารไทยแต่ยังคงรสชาติอาหารภาคกลางดั้งเดิมที่เรียบง่ายทว่าซับซ้อน ร้านนี้เสิร์ฟ Tasting Menu ตามฤดูกาล ซึ่งประกอบด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยขนาดพอดีคำ (Finger Food) และอาหารจานหลักแบบสำรับหลายรายการ และ สำรับสำหรับไทย ร้านอาหารไทยที่นำเสนอ Tasting Menu จากการพลิกแพลงสูตรตำราอาหารหายากให้มีความเป็นไทยโบราณใหม่ตามยุคสมัย ได้รสชาติไทยแท้กรุ่นกลิ่นหอมระคนกัน โดยเมนูของร้านจะปรับเปลี่ยนทุกสองเดือน

ร้านใหม่ระดับ ‘1 ดาวมิชลิน’ ที่เลื่อนระดับจากร้านแนะนำ หรือ MICHELIN Selected ได้แก่ มีอา ร้านอาหารที่นำเสนออาหารยุโรปสไตล์โมเดิร์นเปี่ยมกลิ่นอายความเป็นเอเชียแบบ 5 หรือ 8 คอร์ส ผ่านเมนู ‘Taste of Mia’ ตามฤดูกาลที่โดดเด่นด้วยรสชาติกลมกล่อมซับซ้อน นอกจากนี้ ยังมีเมนูวีแกนและมังสวิรัติให้เลือก พร้อมทั้งให้บริการจับคู่อาหารกับค็อกเทล ม็อกเทล หรือไวน์, เรโซแนนซ์ ร้านอาหารที่นำเสนอ Tasting Menu ตามฤดูกาล และนำนักชิมเดินทางผ่านอาหารจานพิเศษซึ่งรังสรรค์ขึ้นด้วย แรงบันดาลใจที่เชฟได้รับจากการเดินทางไปทำงานในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ที่นี่ยังมีบริการจับคู่อาหารกับชา (Tea Pairing) เมื่อแจ้งล่วงหน้าเท่านั้นด้วย และ วรรณยุค ร้านอาหารที่เสิร์ฟ Tasting Menu อาหารไทยร่วมสมัยตามฤดูกาลซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘ข้าวแกง’ หรือ ‘ข้าวราดแกง’ โดยแต่ละคอร์สเลือกใช้พันธุ์ข้าวจากหลากหลายท้องถิ่นทั่วประเทศ

>> รางวัล MICHELIN Green Star หรือ ‘ดาวมิชลินรักษ์โลก’ เพิ่มขึ้น 1 ร้าน รวมเป็น 4 ร้าน

นอกจาก พรุ, Haoma และ จำปา ซึ่งครองรางวัล MICHELIN Green Star หรือ ‘ดาวมิชลินรักษ์โลก’ ที่มอบให้กับร้านอาหารซึ่งดำเนินกิจการและมีแนวปฏิบัติประจำวันด้านการประกอบอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนแล้ว ยังมีร้านอาหารร่วมครองรางวัลนี้อีก 1 ร้านในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2567 ได้แก่ เเฌม บาย ฌอง-มิเชล โลรองต์ ร้านอาหารฝรั่งเศสสุดสร้างสรรค์ที่เชฟและทีมงานให้ความสำคัญกับความยั่งยืน โดยไม่เพียงเสริมสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้ผลิตในไทย แต่ยังตรวจสอบแนวทางปฏิบัติงานในครัวอย่างเข้มงวดสม่ำเสมอ ครอบคลุมตั้งแต่การจัดการขยะ การรีไซเคิล ไปจนถึงโครงการริเริ่มอื่น ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

ปัจจุบัน คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์ ประเทศไทย’ มอบรางวัลพิเศษรวม 4 รางวัล ให้กับบุคลากรมืออาชีพจากร้านอาหารที่ติดอันดับในคู่มือฯ ซึ่งมีความสามารถโดดเด่นและมีบทบาทในการยกระดับประสบการณ์ด้านอาหารให้ยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น อันเป็นการส่งเสริมให้ภาพลักษณ์ของอุตสาหกรรมด้านอาหารและบริการเป็นที่น่าสนใจและน่าทำงานด้วย

>> รางวัล MICHELIN Young Chef Award: เชฟ ‘ตาม’ ชุดารี เทพาคำ จากร้านบ้านเทพา

MICHELIN Young Chef Award เป็นรางวัลพิเศษที่ได้รับการสนับสนุนโดย ‘บลองแปง’ (Blancpain) แบรนด์นาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ รางวัลนี้มอบให้กับสุดยอดเชฟรุ่นใหม่ของร้านอาหารระดับดาวมิชลินที่มีทักษะความสามารถโดดเด่น โดยผู้ได้รับรางวัลประจำปี 2567 คือ เชฟ ‘ตาม’ ชุดารี เทพาคำ จากร้านบ้านเทพา เชฟตามเป็นเชฟหญิงไทยที่ถือเป็นดาวรุ่งที่มาแรงและมีอนาคตไกล หลังสั่งสมประสบการณ์จากร้านอาหารชั้นนำอย่าง Gaggan, Water Library Group และทำงานในตำแหน่ง Chef de Partie ณ ร้าน Blue Hill at Stone Barns ในนครนิวยอร์ก เธอได้เดินทางกลับมายังประเทศไทยและสร้างปรากฏการณ์น่าทึ่งให้กับแวดวงร้านอาหารในไทยเมื่อร้านบ้านเทพาของเธอก้าวขึ้นคว้ารางวัล ‘1 ดาวมิชลิน’ มาครองในฐานะร้านหน้าใหม่ในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำปี 2566 และล่าสุดในปีถัดมายังสามารถเลื่อนระดับสู่รางวัล ‘2 ดาวมิชลิน’ ได้สำเร็จ

>> รางวัล MICHELIN Opening of the Year Award: วิชชุพล เจริญทรัพย์ เจ้าของร้านนว

MICHELIN Opening of the Year Award เป็นรางวัลพิเศษที่ได้รับการสนับสนุนโดยธนาคารยูโอบี (UOB) รางวัลนี้มอบให้กับบุคลากรและทีมงานซึ่งประสบความสำเร็จในการเปิดร้านอาหารใหม่ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยมีแนวคิดที่โดดเด่นในการนำเสนออาหารอย่างสร้างสรรค์ จนกลายเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจจากวงการอาหารในประเทศ สำหรับผู้ได้รับรางวัลประจำปี 2567 คือ วิชชุพล เจริญทรัพย์ เจ้าของร้านนว ร้านอาหารซึ่งเปิดตัวเมื่อต้นปี 2566 และติดอันดับร้านระดับรางวัล ‘1 ดาวมิชลิน’ ในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ประเทศไทย ฉบับล่าสุด โดยคุณณพล จันทรเกตุ หรือ เชฟโจ และคู่ชีวิตของเขา เชฟซากิ ฮาชิโนะ ดูแลในครัว ขณะที่คุณเนย์ วิชชุพล เจริญทรัพย์ ทำหน้าที่ดูแลหน้าร้าน ทั้งสามคนเป็นทีมที่แข็งแกร่ง ร้านนวจึงเป็นร้านที่โดดเด่นและได้รับเลือกให้ครองรางวัล Opening of the Year Award ด้วยการรังสรรค์อาหารไทยภาคกลางรสชาติดั้งเดิมที่ผ่านการตีความใหม่ออกมาในแบบที่ทันสมัยและน่าสนใจ

>> รางวัล MICHELIN Service Award: หลุยส์ บูร์ชัวส์ (Louise Bourgeois) จากร้านเชฟส์เทเบิล

MICHELIN Service Award เป็นรางวัลพิเศษที่ได้รับการสนับสนุนโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รางวัลนี้มอบให้สุดยอดบุคลากรของร้านอาหารที่ทุ่มเทให้กับการบริการเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การทานอาหารที่ยอดเยี่ยม สำหรับผู้ได้รับรางวัลประจำปี 2567 คือ หลุยส์ บูร์ชัวส์ (Louise Bourgeois) จากร้านเชฟส์เทเบิล มิสบูร์ชัวส์ ผู้จัดการร้านเชฟส์เทเบิล ให้การต้อนรับแขกผู้มาเยือนอย่างอบอุ่นและดูแลให้บริการอย่างใส่ใจ ความสุภาพและเป็นกันเองของเธอสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นมิตร ขณะเดียวกันบุคลิกความเป็นผู้นำที่โดดเด่นในฐานะผู้จัดการร้านยังส่งผลต่อการให้บริการของทีมงานอย่างมืออาชีพด้วย

>> รางวัล MICHELIN Sommelier Award: ธนากร บอทอร์ฟ จากร้านอินดี

MICHELIN Sommelier Award เป็นรางวัลที่มอบให้กับ ‘ซอมเมอลิเยร์’ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์ที่มีคุณสมบัติโดดเด่น โดยให้บริการอย่างมืออาชีพ และมีความชำนาญในการให้คำแนะนำเกี่ยวกับไวน์ชนิดต่าง ๆ รวมถึงการจับคู่ไวน์กับเมนูอาหาร เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ด้านอรรถรสสูงสุด โดยผู้ได้รับรางวัลประจำปี 2567 คือ ธนากร บอทอร์ฟ จากร้านอินดี คุณธนากรเป็น ‘ซอมเมอลิเยร์’ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์ที่มีคุณสมบัติโดดเด่น สามารถนำเสนอและแนะนำไวน์ที่คัดสรรมาให้เลือกมากถึง 600 ประเภท ซึ่งรวมถึงไวน์ที่เสิร์ฟเป็นแก้วเกือบ 60 ประเภท โดยจัดทำรายการไวน์พร้อมตั้งคำถามสนุก ๆ ให้ได้ทายและเรียนรู้เกี่ยวกับไวน์ เขาไม่เพียงให้บริการอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง แต่ยังเป็นนักสื่อสารที่ดีในเรื่องไวน์ ทั้งยังไม่เพียงจับคู่ไวน์ได้เหมาะกับอาหาร แต่ยังแนะนำไวน์อย่างใส่ใจและคำนึงถึงรสนิยมของลูกค้า

>> สรุปจำนวนร้านอาหารที่ได้รับรางวัลจากคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์ ประเทศไทย 2567’

ร้านอาหาร 2 ดาวมิชลิน จำนวน 7 ร้าน (เลื่อนระดับจาก ‘1 ดาวมิชลิน’ 2 ร้าน)
ร้านอาหาร 1 ดาวมิชลิน จำนวน 28 ร้าน (ติดอันดับครั้งแรก 3 ร้าน และเลื่อนระดับจาก MICHELIN Selected 3 ร้าน)
ร้านอาหาร ดาวมิชลินรักษ์โลก จำนวน 4 ร้าน (ติดอันดับเพิ่มขึ้น 1 ร้าน)
ร้านอาหารรางวัล ‘บิบ กูร์มองด์’ จำนวน 196 ร้าน (ติดอันดับครั้งแรก 28 ร้าน และเลื่อนระดับจาก MICHELIN Selected 4 ร้าน)
ร้านแนะนำ หรือ MICHELIN Selected จำนวน 216 ร้าน (ติดอันดับครั้งแรก 37 ร้าน)

นอกจากรายชื่อร้านอาหารแล้ว คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ยังบรรจุข้อมูลโรงแรมที่พักทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกซึ่งผ่านการคัดสรรว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นเอาไว้ด้วย ผู้สนใจสามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ผ่านทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชันของ ‘มิชลิน ไกด์’ ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ทั้งยังสามารถสำรองโรงแรมที่พักผ่านช่องทางดังกล่าวได้โดยตรง อนึ่ง ผู้เชี่ยวชาญของ ‘มิชลิน ไกด์’ ดำเนินการคัดสรรโรงแรมที่พักทุกแห่งโดยพิจารณาจากอัตลักษณ์เฉพาะตัว บริการ และสไตล์ที่โดดเด่น สำหรับรายชื่อโรงแรมที่พักในประเทศไทยซึ่งผ่านการคัดสรรและตีพิมพ์ไว้ในคู่มือฉบับล่าสุดครอบคลุมทั้งโรงแรมสไตล์บูติกสุดหรูดีไซน์ทันสมัยและโรงแรมที่พักเหนือระดับในกลุ่ม Plus Collection ทั้งนี้ คู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ไม่เพียงได้รับยกย่องว่าเป็นบรรทัดฐานของวงการอาหาร แต่ยังมีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับธุรกิจโรงแรมที่พัก คลิกดูข้อมูลร้านอาหารและโรงแรมที่พักซึ่งผ่านการคัดสรรทั้งหมด ตลอดจนสำรองที่นั่งและที่พักผ่านทางเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของ ‘มิชลิน ไกด์’ ที่มีให้ดาวน์โหลดได้ฟรี เพื่อสัมผัสประสบการณ์สุดประทับใจ

สามารถดูรายชื่อร้านอาหารที่ได้รับการคัดสรรในคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ ฉบับประเทศไทย ประจำ พ.ศ. 2567 ทั้งหมดได้ทางเว็บไซต์มิชลิน ไกด์ และแอปพลิเคชันคู่มือ ‘มิชลิน ไกด์’ (ดาวน์โหลดได้แล้วทั้งระบบ iOS และ Android) ที่ช่วยให้คุณค้นหาโรงแรมและร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลกที่คัดสรรโดย ‘มิชลิน ไกด์’

‘ทรู-ดีแทค’ ขานรับ ‘กสทช.’ ผนึกกำลังสกัดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพิ่มมาตรการระงับเบอร์โทรต้องสงสัย เสริมเกราะป้องกันให้ลูกค้า

(13 ธ.ค. 66) จากกรณีภัยคอลเซ็นเตอร์และกลโกงทางไซเบอร์ ทำความเสียหายให้กับคนไทยเป็นอย่างมาก ‘ทรู คอร์ปอเรชั่น’ มีความห่วงใยและพร้อมเดินหน้าร่วมแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ กับทุกภาคส่วน โดยร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ ‘กสทช.’ สนับสนุนมาตรการขจัดภัยไซเบอร์ของรัฐบาล โดยมุ่งไปที่เบอร์โทรต้องสงสัยที่โทรออกเป็นจำนวนมาก ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่มีความผิดปกติ โดยจะดำเนินการส่ง SMS ไปยังหมายเลขต้องสงสัยทั้ง ‘ทรูมูฟ เอช’ และ ‘ดีแทค’ พร้อมระงับการใช้เบอร์ทันที เพื่อให้ติดต่อกลับยืนยันตัวตน ว่าเป็นผู้ใช้งานจริงและดูแลไม่ให้ได้รับผลกระทบในการใช้บริการ โดยสามารถติดต่อกลับที่คอลเซ็นเตอร์ทรู 1242 ดีแทค 1678 หรือทรูชอป และศูนย์บริการดีแทค

นาย มนัสส์ มานะวุฒิเวช ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ด้วยภัยคุกคามจากมิจฉาชีพที่มาในหลากหลายรูปแบบ สร้างความเดือดร้อนในวงกว้าง จึงเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนที่ต้องร่วมกันขจัดภัยอย่างจริงจัง ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะผู้ให้บริการโทรคมนาคม ตระหนักถึงภารกิจสำคัญในการดูแลลูกค้าทุกคนให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามที่มาจากยุคดิจิทัล และต้องการร่วมแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนกับทุกภาคส่วน จึงพร้อมเป็นอย่างยิ่งที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐฯ ร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงาน กสทช. สนับสนุนมาตรการขจัดภัยไซเบอร์ของของภาครัฐ ที่กำหนดให้ระงับการใช้เบอร์โทรต้องสงสัยที่มีการใช้งานโทรออกมากผิดปกติ ซึ่งทั้งดีแทค และทรูมูฟ เอช มีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ จะดำเนินการส่ง SMS และระงับการใช้งานเบอร์ที่ต้องสงสัยทันที ซึ่งเป็นเลขหมายแบบเติมเงินเท่านั้น ไม่รวมถึงเลขหมายแบบรายเดือน หรือเบอร์ที่ลงทะเบียนภายใต้หน่วยงานหรือองค์กร

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการปกป้องสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้บริการ พร้อมดูแลลูกค้าคนสำคัญเพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการดังกล่าว โดยกรณีที่เป็นผู้ใช้งานจริงและใช้งานอย่างถูกต้อง สามารถติดต่อกลับที่คอลเซ็นเตอร์ดีแทค 1678 หรือทรู 1242 และ ทรูชอป หรือศูนย์บริการดีแทค เพื่อยืนยันตัวตน ให้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าว สอดคล้องกับความมุ่งมั่นตั้งใจของทรู คอร์ปอเรชั่น ที่จะเดินหน้ายกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อยับยั้งความเสียหายได้อย่างทันท่วงที เสริมเกราะป้องกันลูกค้าและคนไทยไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ”

‘โรคไอกรน’ ระบาดหนักในปัตตานี ป่วยทะลุ 108 ทารกดับ 1 ‘แพทย์’ แนะ ปชช.ฉีดวัคซีนป้องกัน ลดอัตราการเสียชีวิตได้

(13 ธ.ค.66) สถานการณ์ไอกรนจังหวัดปัตตานี วันที่ 12 ธันวาคม 2566 ยังคงมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มอย่างต่อเนื่องในหลายอำเภอ รวม 108 ราย เสียชีวิตเด็กเล็กอายุ 18 วัน จากอำเภอเมือง จำนวน 1 ราย อำเภอเมืองปัตตานีเกิดมากที่สุด จำนวน 27 ราย รองลงมาอำเภอยะรัง จำนวน 24 ราย และ อำเภอแม่ลาน 12 ราย อำเภอมายอ 9 ราย อำเภอทุ่งยางแดง 8 ราย อำเภอสายบุรี กับอำเภอไม้แก้น อำเภอละ 6 ราย อำเภอยะหริ่ง 5 ราย อำเภอปะนาเระกับอำเภอหนองจิก อำเภอละ 4 ราย อำเภอกะพ้อ 3 ราย ส่วนอำเภอโกโพธิ์ ยังไม่มีผู้ติดเชื้อ  

ทางด้านนายแพทย์อนุรักษ์ สารภาพ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดปัตตานี กล่าวยืนยัน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการติดเชื้อไอกรนกระจายในหลายอําเภอ ที่ผ่านมามีทารกที่ติดเชื้อจากคนในบ้านเสียชีวิตด้วย ขณะที่แนวโน้มการติดเชื้อยังคงสูงขึ้น สาเหตุหนึ่งเกิดจากอัตราการรับวัคซีนของเด็กในพื้นที่จังหวัดปัตตานีน้อย ทั้งที่โรคไอกรนและอีกหลายๆ โรคเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน จึงอยากประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองนําบุตรหลานรับวัคซีนพื้นฐานตามเกณฑ์อายุ ได้ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่มีค่าใช้จ่าย 

>> อาการของโรคแบ่งได้เป็น 3 ระยะ

ระยะแรก เด็กจะเริ่มมีอาการ มีน้ำมูก และไอ เหมือนอาการเริ่มแรกของโรคหวัดธรรมดาอาจมีไข้ต่ำๆ ตาแดง น้ำตาไหล จะเป็นอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ระยะนี้ส่วนใหญ่ยังวินิจฉัยโรคไอกรนไม่ได้ แต่มีข้อสังเกตว่าไอนานเกิน 10 วัน เป็นแบบไอแห้งๆ

ระยะที่สอง มีอาการไอเป็นชุดๆ เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ไม่มีเสมหะจะเริ่มมีลักษณะของไอกรน คือ มีอาการไอถี่ๆ ติดกันเป็นชุด 5-10 ครั้ง ในช่วงที่ไอผู้ป่วยจะมีหน้าตาแดง น้ำมูกน้ำตาไหล ตาถลน ลิ้นจุกปาก เส้นเลือดที่คอโป่งพองการไอเป็นกลไกที่จะขับเสมหะที่เหนียวข้นในทางเดินหายใจออกมาผู้ป่วยจึงจะไอติดต่อกันไปเรื่อยๆ 

ระยะฟื้นตัว กินเวลา 2-3 สัปดาห์ อาการไอเป็นชุดๆ จะค่อยๆ ลดลง ทั้งความรุนแรงของการไอและจำนวนครั้ง แต่จะยังมีอาการไอหลายสัปดาห์ระยะของโรคทั้งหมดถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนจะใช้เวลาประมาณ 6-10 สัปดาห์

ดร.หิมาลัย ชู ‘ยิ้มสยาม มีน้ำใจ ห่วงใยเอื้ออาทร’ สะท้อนคุณค่า ‘Soft Power’ ไทยที่สะกดใจคนทั่วโลก

ดร.หิมาลัย ชู ‘ยิ้มสยาม มีน้ำใจ ห่วงใยเอื้ออาทร’ สะท้อนคุณค่า ‘Soft Power’ ไทยที่สะกดใจคนทั่วโลก พร้อมชวนคนไทยใช้จุดแข็งนี้ ดึงดูดชาวต่างชาติ พลิกฟื้นการท่องเที่ยว สร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจไทย

(13 ธ.ค. 66) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ คณะที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค) สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับ ‘Soft Power’ ของไทย ซึ่งรัฐบาลกำลังพยายามผลักดันศิลปวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ความเป็นไทยในหลากหลายมิติ เพื่ออวดสายตาชาวโลก พร้อมกับดึงดูดให้มาท่องเที่ยวในประเทศไทย 

ทั้งนี้ ดร.หิมาลัย กล่าวว่า คำว่า ‘Soft Power’ มีการตีความที่หลากหลาย แต่โดยส่วนตัวของตนนั้น มองว่า เอกลักษณ์ของไทยที่เป็น ‘Soft Power’ สะกดให้คนทั่วโลกหลงรักประเทศไทยและคนไทยหากได้มาเยือน ที่นั่นก็คือ ยิ้มสยาม, มีน้ำใจ, เอื้ออาทรห่วงใย, ช่างโอภาปราศรัย และ ใจรักในการบริการ หรือ Service Mind ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีอยู่ในตัวคนไทยมาช้านาน  

“อย่างที่พวกเราทราบกันดีว่า เมื่อเอ่ยถึงคำว่า ยิ้มสยาม คนต่างชาติล้วนนึกประเทศไทยและคนไทย ซึ่งเป็นการสะท้อนความมีไมตรีจิต และการยิ้มของคนไทยนั้นเป็นภาษากายสากลที่ทุกคนเมื่อได้เห็นล้วนสัมผัสได้ถึงความจริงใจและไมตรีของคนไทย แน่นอนว่า เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเสริมภาพลักษณ์สนับสนุนในเรื่อง Soft Power ที่รัฐบาลกำลังผลักดันในหลายๆ มิติ เพื่อสร้างแรงดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจของไทยพลิกฟื้นได้อย่างรวดเร็ว หลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายให้กับประเทศไทยเร็ว”

ดร.หิมาลัย อธิบายว่า ประเทศไทยนั้น มีสิ่งที่เกื้อหนุนด้านการท่องเที่ยวอยู่แล้ว ทั้งในด้านทรัพยากรธรรมชาติ และศิลปวัฒนธรรม ที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจอยากจะมาสัมผัสและศึกษาค้นคว้าอยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดีที่พร้อมให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวที่มาเยือน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่มองว่า ควรเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่เป็นเจ้าภาพร่วมกัน เพื่อสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวทุกคนที่มาเยือน

อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวเชื่อว่า คนไทยทุกคนพร้อมที่จะให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติทุกคนอยู่แล้ว เพราะสิ่งเหล่านี้อยู่ในสายเลือดคนไทยอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น มิตรไมตรี และยิ้มสยาม ที่ตราตรึงใจคนทั่วโลก รวมไปถึงการมีน้ำใจของคนไทย ซึ่งเห็นได้ชัดช่วงโควิดที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติหลายคนที่ติดอยู่ในเมืองไทย กลับประเทศตนเองไม่ได้ แต่ก็ยังอยู่ได้แม้ไม่มีเงิน ด้วยความเอื้ออาทรของคนไทย สามารถพึ่งพิงอาศัยได้ ทั้งวัดไทย, สุเหร่า และโบสถ์คริสต์ มีการทำอาหารแจกจ่าย เป็นการสะท้อนความมีน้ำใจของคนไทย ที่หาได้ยากในต่างประเทศ

นอกจากนี้ คนไทยยังมีความเอื้ออาทรห่วงใย พร้อมถามไถ่ให้คำแนะนำ และเตือนภัยหากเห็นว่าสถานที่ท่องเที่ยวนั้น ๆ จะมีอันตราย ด้วยความเป็นคนช่างเจรจาปราศรัย ซึ่งเป็นอีกจุดหนึ่งที่ต่างชาติประทับใจ และอีกหนึ่งอย่างที่ชาวโลกยกย่อง คือ Service mind การบริการด้วยใจ ที่ไม่เป็นรองใครในโลก ยกตัวอย่าง สายการบินของไทย ที่ดูแลผู้โดยสารด้วยความใส่ใจและนอบน้อม จนได้รางวัลอันดับต้นๆ ของโลก แม้แต่สายการบินต่างชาติยังต้องทำตาม หลังจากนั้นเขาก็ได้รางวัลสายการบินยอดเยี่ยมไป ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายว่า ช่วงหนึ่งเราละเลยสิ่งเหล่านี้ไป แต่อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อมั่นว่า เราจะสามารถกลับมาสร้างความประทับใจให้กับชาวโลกได้อย่างแน่นอน ผ่านสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทย ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง ‘Soft Power’ ที่อยู่ในตัวคนไทยอยู่แล้วนั่นเอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top