Wednesday, 24 June 2026
NEWS FEED

‘กทม.’ ผุด ‘ห้องเรียนปลอดฝุ่น’ ชั้นอนุบาลไปแล้ว 43% พร้อมสั่งเข้มห้ามโรงเรียนให้เด็กเข้าแถวในวันค่าฝุ่นพุ่ง

(18 ธ.ค.66) ที่ห้องนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยความคืบหน้าการทำห้องเรียนปลอดฝุ่นสำหรับห้องเรียนอนุบาล ของ กทม. ภายหลังการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 26/2566 ว่า ห้องเรียนปลอดฝุ่น ต้องทำให้เป็นระบบปิดก่อน โดยมีจำนวนห้องเรียนอนุบาลทั้งหมด 1,743 ห้อง เป็นห้องเรียนที่มีเครื่องปรับอากาศ 162 โรงเรียน 758 ห้อง คิดเป็น 43.5% ไม่มีเครื่องปรับอากาศ 267 โรงเรียน 985 ห้อง คิดเป็น 56.5% ทั้งนี้ให้แต่ละสำนักงานเขตคุยว่ามีใครที่จะเป็นผู้สนับสนุนการทำห้องเรียนปลอดฝุ่นในลักษณะ CSR ได้บ้าง

นายศานนท์ กล่าวว่า รวมถึงให้ความรู้ควบคู่กันไป เพราะยังมีบางโรงเรียนที่ให้เด็กเข้าแถวตอนค่าฝุ่นสีส้ม ซึ่งทำไม่ได้ สำนักงานเขตจะต้องมีการรายงานให้กับผู้บริหารทุกเช้า โดยให้ถ่ายรูปส่งมาว่าแต่ละโรงเรียนมีมาตรการอย่างไร ทั้งนี้ต้องให้กลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กเล็ก ผู้มีโรคประจำตัว หรือป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจ เข้าไปอยู่ห้องประชุมที่มีการทำห้องเรียนปลอดฝุ่นแล้ว

นายศานนท์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ผอ.โรงเรียนมีอำนาจในการสั่งหยุดโรงเรียน เมื่อมีค่าฝุ่นระดับสูงติดต่อกันหลายวัน นอกจากนี้จะบรรจุในหลักสูตร เป็นภัยพิบัติศึกษา ที่มีเรื่องน้ำท่วม อุบัติเหตุ ไฟไหม้ ให้เด็กๆมีความตื่นตัวในการใช้ชีวิตในเมือง

ทั้งนี้ สำนักการศึกษาได้รายงานในที่ประชุมฯ ว่าในปีการศึกษา 2567 จะสามารถทำห้องเรียนปลอดฝุ่นสำหรับห้องเรียนอนุบาล เพิ่มเติมได้อีก 191 ห้อง ตามงบประมาณ ปี 2567 ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนจัดหาเครื่องฟอกตามกระบวนการ e – bidding อย่างไรตามในส่วน 985 ห้องเรียนที่เหลือนั้น สำนักงานเขตจะเร่งรัดมีการปรับปรุงกาพภาพของห้องเรียนให้เป็นระบบปิด จัดหาเครื่องปรับอากาศส่วนที่มีความจำเป็นน้อยมาใช้ในห้องปลอดฝุ่น และประสานภาคเอกชนสนับสนุนเครื่องปรับอากาศต่อไป

‘ถ้ำหลวงฯ’ เตรียมเก็บค่าเข้าคนไทย 950 ต่างชาติ 1,500 โซเชียลรุม!! “ราคาแพงเกิน แถมกิจกรรมก็ไม่เยอะ”

(18 ธ.ค. 66) จากกรณีอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย เปิดให้ท่องเที่ยวบริเวณโถงที่ 2 และ 3 หลังจากปิดการท่องเที่ยวบริเวณดังกล่าวจากเหตุการณ์ภารกิจช่วยเหลือทีมฟุตบอลเยาวชนหมูป่า เมื่อปี 2561

สำหรับการเปิดสถานที่ท่องเที่ยวสายผจญภัย ในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ในโถงที่ 2 และ 3 นักท่องเที่ยวสามารถจองคิวผ่านเพจอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน หรือเว็บไซต์กรมอุทยานฯ โดยเปิดให้ท่องเที่ยวแบบกรุ๊ป ไม่เกิน 10 คน ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ คอยดูแลตลอดทาง

ค่าบริการของนักท่องเที่ยวชาวไทย คนละ 950 บาท นักท่องเที่ยวต่างชาติ คนละ 1,500 บาท ยังไม่รวมค่าอุปกรณ์ และค่าประกัน โดยจะเปิดบริการให้เข้าถ้ำในโถง 2 และ 3 วันละ 2 รอบ ใช้เวลารอบละประมาณ 2.30 ชั่วโมง

จากนั้นมีหลายคนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลจำนวนมาก ถึงราคาค่าบริการ โดยหลายคนแสดงความคิดเห็นว่า ราคาแพงเกินไป เพราะกิจกรรมไม่ได้เยอะเท่าไหร่ แต่ก็มีบางส่วนบอกว่า ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามโอกาส

โดยรายละเอียดกิจกรรมจากทางอุทยานฯ ถ้ำหลวง มีดังนี้ รูปแบบการท่องเที่ยว เป็นการท่องเที่ยวในเส้นทางของถ้ำหลวง เริ่มต้นตั้งแต่ปากถ้ำ จนถึงโถงที่ 3 ของถ้ำหลวง มีระยะทางรวมประมาณ 700 เมตรจากปากถ้ำ ใช้เวลาในการเดินทางราว 2-3 ชั่วโมง

เส้นทางดังกล่าวนักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น เช่น เดินตามพื้นถ้ำที่มีหินถล่ม มุดลอดรู ปีนป่ายก้อนหินขนาดใหญ่ เป็นต้น และ ตลอดเส้นทางจะพบกับประติมากรรมถ้ำ ได้แก่ หินย้อย ม่านหินย้อย หลอดหินย้อย นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังจะได้รับความประทับใจจากประสบการณ์ย้อนรอย 13 หมูป่า

สำหรับการจองนั้น จะต้องจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1 อาทิตย์ (7 วันทำการเท่านั้น) เพื่อให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบจัดเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ให้จองในช่องทางเพจในเฟซบุ๊กชื่อ ‘อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน’ และเว็บไซต์สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 (เชียงราย) และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช โดยในช่วงแรกเปิดให้เที่ยวชมเฉพาะในวันอังคาร พุธ และพฤหัสบดี เท่านั้น และสิ่งที่จะได้คือ กระเป๋า ผ้าบัฟ ถุงมือ สกรีนโลโก้ถ้ำหลวง ประกันอุบัติเหตุ

ภายหลังกระแสวิจารณ์ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้ออกมาเปิดเผยว่า เกี่ยวกับการตั้งราคา สำหรับการเข้าไปในพื้นที่ถ้ำหลวงนั้น มีการปรึกษากันหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายจอร์ช แบรชลีย์ นักประดาน้ำชาวอังกฤษผู้ที่เคยมีส่วนร่วมในภารกิจช่วยทีมนักฟุตบอลหมูป่าจากถ้ำหลวง ที่ให้คำแนะนำว่า พื้นที่ถ้ำหลวง เป็นพื้นที่ที่มีคุณค่า เป็นพื้นที่พิเศษ เสี่ยงอันตรายสำหรับการเข้าไป ต้องมีอุปกรณ์พิเศษ และอาศัยทีมที่เชี่ยวชาญสำหรับการนำทางเข้าไป โดยนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกต้องการจะเดินทางมา ซึ่งราคา 1,500 บาท สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ และ 950 บาท สำหรับคนไทยนั้น ถือว่าไม่สูง

“สำหรับ ราคา 950 บาท ที่กำหนดไว้เป็นค่าเข้าไปชมในถ้ำนั้น อุทยานฯ ไม่ได้นำเข้าเป็นรายได้ของอุทยานทั้งหมด แต่แบ่งเป็น 1. ให้บุคคลากรนำเที่ยว 500 บาท ซึ่งแบ่งเป็น ผู้เชี่ยวชาญและผู้ช่วย 350 บาท เจ้าหน้าที่กู้ภัย 2 คน ๆ 100 บาท และผู้นำเที่ยวท้องถิ่น 50 บาท 

2.นำเข้ากองทุนช่วยเหลือผู้พิทักษ์ป่า และเจ้าหน้าที่ ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตของกรมอุทยานฯ 150 บาท และ 3.นำเข้ากองทุนสวัสดิการถ้ำหลวง 300 บาท ซึ่ง จะนำไปใช้ เป็นสวัสดิการของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน (เตรียมการ) ค่าซ่อมแซมอุปกรณ์ในถ้ำและบริเวณด้านนอกที่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ ค่าประกันชีวิตเจ้าหน้าที่และ บุคคลากรนำเที่ยว เป็นต้น” นายอรรถพล กล่าว

อธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวว่า ทั้งนี้ สำหรับพื้นที่บริเวณ โถงที่ 1 ซึ่งมีระยะทาง 200 เมตร ของถ้ำหลวงนั้น ประชาชนยังสามารถเข้าเที่ยวชมได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และ โถงที่ 2 และ3 เนื่องจากเป็นพื้นที่พิเศษ ต้องมีคนนำทาง ประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าไปคนเดียวได้

‘นักวิจัย มก.’ พบ ‘กุ้งเต้นปั่นท่อ’ ชนิดใหม่ของโลก  บริเวณแม่น้ำแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม

(18 ธ.ค. 66) เพจเฟซบุ๊ก ‘Kasetsart University’ โพสต์ข้อความระบุว่า “ทีมนักวิจัย มก. พบกุ้งเต้นปั่นท่อชนิดใหม่ของโลกบริเวณแม่น้ำแม่กลอง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นรายงานแรกที่พบในอ่าวไทยและในแม่น้ำ

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แก่ ผศ.ดร. กรอร วงษ์กำแหง นางสาวชนิกานต์ เกตุนวม และ ดร.ทศพล แซ่ตั้ง กีฏพิชญกุล ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ Assoc. Prof. Dr. Azman Abdul Rahim จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติมาเลเซีย (Universiti Kebangsaan Malaysia) ร่วมกันพบกุ้งเต้นปั่นท่อชนิดใหม่ของโลกบริเวณแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม

โดยทั่วไปกุ้งเต้นปั่นท่อชนิดอื่น ๆ พบกระจายบริเวณชายฝั่งในเขตร้อนและเขตอบอุ่นทั่วโลก การค้นพบครั้งนี้เป็นรายงานแรกของกุ้งเต้นปั่นท่อในอ่าวไทย และเป็นรายงานแรกที่พบกุ้งเต้นปั่นท่อในแม่น้ำ ผศ.พงษ์รัตน์ ดำรงโรจน์วัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านอนุกรมวิธานจึงได้ตั้งชื่อให้ว่า Cerapus rivulus ซึ่งหมายถึงแหล่งอาศัยของกุ้งเต้นปั่นท่อที่พบในแม่น้ำนั่นเอง

แม่น้ำแม่กลอง เป็นแม่น้ำสายสำคัญที่ไหลลงสู่อ่าวไทยโดยมีปลายทางคือจังหวัดสมุทรสงคราม มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ บริเวณที่เป็นน้ำจืดคือในเขตอำเภอบางคนทีมีการทำเกษตรกรรม และอำเภออัมพวาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ส่วนปากแม่น้ำบริเวณดอนหอยหลอดก็เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญของประเทศ

ในปีที่ผ่านมามีการค้นพบกุ้งเต้นชนิดใหม่ของโลกที่อำเภออัมพวา 2 ชนิดและเมื่อศึกษาต่อเนื่อง ในปีนี้ทีมสำรวจได้สำรวจไกลขึ้นไปในเขตอำเภอบางคนที และได้พบกุ้งเต้นปั่นท่อสร้างท่อติดไว้กับเครื่องมือวิจัยที่ติดไว้ที่ท่าน้ำบริเวณหน้าโรงเรียนดรุณานุเคราะห์ กุ้งเต้นชนิดนี้มีการปรับรยางค์ให้ดำรงชีวิตอยู่ในท่อได้ตลอดชีวิต

ทีมงานวิจัยได้ลองเลี้ยงและบันทึกพฤติกรรมในการสร้างท่อ การสืบพันธุ์และการกินอาหารพบว่ากุ้งเต้นปั่นใยจับตะกอนแขวนลอยในมวลน้ำกินเป็นอาหาร ช่วยให้น้ำในพื้นที่นั้นสะอาดขึ้น

นอกจากนี้ใยที่กุ้งเต้นปั่นท่อสร้างออกมาจากขาเดินคู่ที่ 3 และ 4 ยังมีคุณสมบัติที่เหนียวและสามารถยึดกับวัสดุใต้น้ำได้ มีรายงานการพบกุ้งเต้นปั่นท่อในพื้นที่ที่น้ำไหลค่อนข้างแรงจึงทำให้มีการปรับตัวที่น่าสนใจ

การค้นพบดังกล่าวอาจนำไปต่อยอดในแง่ของชีวลอกเลียน (Biomimic) ในการสร้างกาวที่มีความยืดหยุ่นสูงและยึดติดใต้น้ำได้ โดยได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยค้นพบกุ้งเต้นปั่นท่อเผยแพร่ลงในวารสาร Zoosystematics and Evolution เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2566 ที่ผ่านมา ผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://zse.pensoft.net/article/107974/

สุดยอด!! ‘คุณยายวัย 74’ โชว์สกิลแบกเป้ พิชิต ‘ภูกระดึง’ ชาวเน็ตแห่ชื่นชม-ยกให้เป็นแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยว

(18 ธ.ค.66) เป็นเครื่องยืนยันว่าหากเราดูแลร่างกายตัวเองดี ๆ อายุเยอะก็เป็นแค่ตัวเลขเท่านั้น เหมือนกับคุณยายท่านนี้ ในวัย 74 แล้ว สามารถท่องโลกกว้าง เดินขึ้นภูกระดึงได้อย่างชิล

โดยผู้ใช้ Tiktok รายหนึ่ง เดินทางไปท่องเที่ยวพิชิตยอดภูกระดึง ได้ถ่ายคลิปบันทึกเหตุการณ์สุดประทับใจเอาไว้ โดยระบุไว้ว่า “ขออนุญาตคุณยายในคลิปครับ อายุเป็นแค่ตัวเลข พิชิตภูกระดึง”

ทว่าในคลิปจะเห็นคุณยายสวมชุดเดินป่าทะมัดทะแมง แบกเป้ และกระเป๋าข้าง สวมหมวกสีขาวปีกกว้าง มีเพียงไม้เล็ก ๆ ช่วยพยุงทรงตัวเท่านั้น ซึ่งเจ้าของคลิปได้ถ่ายวิดีโอนี้ พร้อมให้กำลังใจคุณยายว่า “สู้ ๆ ครับ” ซึ่งคุณยายตอบกลับว่า “จ้า ยายแก่แล้ว ตอนนี้อายุ 74”

หลังจากคลิปดังกล่าวเผยแพร่ไปไม่นาน มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก หลายคนยกให้เป็นแรงบันดาลใจในการออกเดินทางท่องเที่ยว

- “คุณยายไปได้ ป้าก็ต้องไปได้เนาะ”
- “อายุไม่ได้ทำอะไรยายได้ ขึ้นไหวเก่ง ส่วนเรารอกระเช้า ชาตินึ้จะได้เห็นภูกระดึงกับเขาไหมหนอ”
- “เดินสวนกับยาย ยายบอกว่าขึ้นจนจำไม่ได้แล้วว่าขึ้นกี่รอบ ยายเก่งมากก”
- “นี่แหละสิ่งที่ท้าทาย อายุจะเพิ่ม แต่พลังไม่ถอย สู่ยอดเขาผู้พิชิตภูกระดึง”

รมช.ชาดา เปิดศูนย์ให้ยืมซ่อมแซมอุปกรณ์ทางการแพทย์ อุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ ของ อบจ.นครสวรรค์ พร้อมมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ อุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง"

เมื่อเวลา 10.15 น.วันที่ 18 ธันวาคม 2566 นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดศูนย์ให้ยืมและซ่อมแซมอุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ ของอบจ.นครสวรรค์ พร้อมกล่าวมอบโยบาย เรื่อง “รัฐบาลกับการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” และร่วมมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ แก่กลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทั้ง 15 อำเภอ รวมจำนวน 1,100 ชิ้น ณ อาคารอเนกประสงค์สัมมนาและจัดแสดงนิทรรศการ ภายในโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวบึงบอระเพ็ด ต.แควใหญ่ อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์

โดยมี นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ เป็นผู้กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วยนางวราภรณ์ เสริมภักดีกุล นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครสวรรค์  นางสาวชุติมา  เสชัง รอง ผวจ.นครสวรรค์  นายมานพ ศรีผึ้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 4 นครสวรรค์ พรรคภูมิใจไทย นายสัญญา  นิลสุพรรณ  สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรจังหวัดนครสวรรค์ เขต 3 พรรครวมไทยสร้างชาติ นายพีระเดช ศิริวันสาณฑ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรจังหวัดนครสวรรค์ เขต 5 พรรคภูมิใจไทย    นายบัญชา  เดชเจริญศิริกุล  สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคท้องที่ไทย นายจิตตเกษมณ์  นิโรจน์ธนรัฐ นายกเทศมนตรีนครนครสวรรค์  และหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมให้การต้อนรับ ซึ่งมีนายแพทย์เอกรินทร์ อุ่นอบ ผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 3 นครสวรรค์ เป็นผู้กล่าวรายงาน 

ในการนี้ พลตำรวจเอกสมศักดิ์ จันทะพิงค์ นายก อบจ.นครสวรรค์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารอบจ.นครสวรรค์  คณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนครสวรรค์ สมาชิกสภาอบจ.นครสวรรค์ ทั้ง 36 เขต  หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งสริมสุขภาพตำบล อสม. ผู้ที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชน จำนวนกว่า 1,200 คน ร่วมให้การต้อนรับและเข้าร่วมในพิธี 

กองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัดนครสวรรค์ โดย อบจ.นครสวรรค์ ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) เขตที่ 3 นครสวรรค์ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2564
มีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพที่จำเป็นต่อสุขภาพและตอบสนองความต้องการของคนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะกึ่งเฉียบพลัน และผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ในเขตจ.นครสวรรค์ ในด้านการจัดหาและซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ เช่น ไม้เท้า รถนั่ง เบาะรองนั่ง สามล้อโยก เตียง ตามความจำเป็นและเหมาะสม พร้อมทั้งมีการสนับสนุนงบประมาณโครงการจัดสภาพแวดล้อมหรือบริการขั้นพื้นฐานสำหรับผู้มีสิทธิได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพ ประกอบด้วย คนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะกึ่งเฉียบพลัน และผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ซึ่งปัจจุบันกองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัดนครสวรรค์ ได้ดำเนินการจัดสภาพที่อยู่อาศัยให้กับกลุ่มเป้าหมายแล้วทั้งสิ้นจำนวน 97 หลัง 

และเป้าหมายในปี พ.ศ.2567 จะดำเนินการต่ออีกจำนวน 200 หลัง ซึ่งในปีที่ผ่านมากองทุนฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัดนครสวรรค์ เป็นกองทุนที่มีผลการดำเนินการดีเด่นในระดับเขต สำหรับการมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ ภายใต้ศูนย์ให้ยืมและซ่อมแซมอุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการครั้งนี้ ครอบคลุมทั้ง 15 อำเภอ จำนวน 1,100 ชิ้น ซึ่งแต่ละชิ้นมีผู้ที่ต้องการรอรับการช่วยเหลืออยู่ในพื้นที่อำเภอต่างๆ ครบทุกรายแล้ว ในการนี้จึงได้มีสมาชิกสภาอบจ.นครสวรรค์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งสริมสุขภาพตำบล อสม.ในพื้นที่ เป็นตัวแทนมารับมอบ และภายหลังจากนี้อบจ.นครสวรรค์ จะนำส่งวัสดุ อุปกรณ์ทุกชิ้น ให้กับกลุ่มเป้าหมายถึงบ้านทุกรายโดยเร็วที่สุด

นอกจากกิจกรรมดังกล่าวข้างต้นแล้วภายในงานยังมีการเสวนาวิชาการ เรื่อง“นครสวรรค์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สร้างระบบสุขภาพที่เป็นธรรม” ดำเนินการโดย ดร.วิสุทธิ บุญญะโสภิต กรรมการในคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เขต 3 ซึ่งมีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย  เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน, พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดนครสวรรค์, ท้องถิ่นจังหวัดนครสวรรค์ และนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ร่วมงานอีกด้วย

ต่อจากนั้นทางคณะรมช.ได้เดินทางไปมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ ให้แก่กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่หมู่ที่ 7 บ้านเขาล้อ ต.ดอนคา อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ ประกอบด้วย หลังที่ 1 บ้านนาง ไฮ้ ยศมาน บ้านเลขที่ 251 มีอุปกรณ์เตียงเฟาว์เลอร์ ชนิดมือหมุน รถนั่งคนพิการชนิดพับไม่ได้ทำด้วยโลหะ แบบปรับไม่ได้ และแผ่นรองตัวสำหรับผู้ป่วยอัมพาต หลังที่ 2 บ้านนางไล้ แป้นเพชร บ้านเลขที่ 227 มีอุปกรณ์แผ่นรองตัวสำหรับผู้ป่วยอัมพาต และที่นอนลมแบบลอน และหลังที่ 3 บ้านนางเทศ ฤทธิ์บำรุง บ้านเลขที่ 258/1 มีอุปกรณ์รถนั่งคนพิการชนิดพับไม่ได้ทำด้วยโลหะ แบบปรับไม่ได้

6 หน่วยงานการศึกษาไทยจับมือโรงเรียนดังรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย แลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการและพัฒนาความเป็นเลิศด้านการเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์

เมื่อเร็ๆวนี้ที่โรงเรียนจตุรมิตรวิทยาคาร อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น นายศักดา ชัยภัย ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น(ผอ.สพม.ขอนแก่น) ได้เป็นประธานและร่วมลงนามในโครงการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาศักยภาพผู้เรียนด้านวิชาการ ระหว่างหน่วยงานทางการศึกษาและโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กับโรงเรียนเคอร์ปาลา บาตัส และโรงเรียนตุน ไซเอ็ด เชห์ ชาฮาบูดิน รัฐปีนัง  ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นโรงเรียนชั้นนำและมีชื่อเสียงด้านการสอนวิชาภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี  โดยมีนายวิศรุต  ปู่เพ็ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้เกียรติเป็นสักขีพยานการลงนามจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาศักยภาพผู้เรียนด้านวิชาการ ในครั้งนี้ 

นายชัยภร  สีมาตร ผู้อำนวยการโรงเรียนจตุรมิตรวิทยาคาร ประธานดำเนินงานการทำ MOU ในวันนี้ กล่าวว่า โรงเรียนจตุรมิตรวิทยาคาร สพม.ขอนแก่น ตอบสนองนโยบายการจัดการเรียนการสอนของกระทรวงศึกษาธิการในทุกๆด้าน รวมทั้งการพัฒนาทักษะความเป็นเลิศของผู้เรียนในด้านต่าง ๆ  โดยเฉพาะทักษะด้านโค้ดดิ้ง โรงเรียนได้ให้การสนับสนุนมาโดยตลอด และโชคดีที่โรงเรียนเรามีบุคลากรหลายคนที่มีความสามารถด้านทักษะโค้ดดิ้ง โดยเฉพาะท่านรองกิจวัฒน์  แสนศรีระ รองผู้อำนวยการโรงเรียนจตุรมิตรวิทยาคาร ซึ่งมีความรู้ความสามารถในด้านนี้เป็นพิเศษ และเป็นประธานชมรมวิทยาการหุ่นยนต์ไทย ได้ช่วยผลักดันให้มีโครงการที่สำคัญระหว่างประเทศเช่นนี้เกิดขึ้น ซึ่งการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาศักยภาพผู้เรียนด้านวิชาการ ในวันนี้มีหน่วยงานทางการศึกษาร่วม MOU ได้แก่ สพม.ขอนแก่น, สพม.ชัยภูมิ, สพป.ขอนแก่น เขต 5, สพป.หนองบัวลำภู เขต 1  องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย และโรงเรียนในสังกัดดังกล่าวข้างต้น รวม 90 โรงเรียนร่วมทำ MOU นอกจากนี้แล้วยังได้รับความสนใจจากโรงเรียนต่าง ๆในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 16 จังหวัด ที่สนใจด้านการเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์ กว่า 30 โรงเรียนขอเข้าร่วมชมการจัดงานในครั้งนี้ด้วย

นายชัยภร  สีมาตร ผอ.รร.จตุรมิตรวิทยาคาร กล่าวต่อว่า การจัดทำ MOUระหว่างหน่วยงานและโรงเรียนทั้งหมดกับโรงเรียนเคอร์ปาลา บาตัส และโรงเรียนตุน ไซเอ็ด เชห์ ชาฮาบูดิน รัฐปีนัง  ประเทศมาเลเซีย ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ การแลกเปลี่ยนความร่วมมือในการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี  การแลกเปลี่ยนแนวคิด ความคิดสร้างสรรค์และสิ่งประดิษฐ์ การฝึกภาษาเพื่อการสื่อสาร เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างครู นักเรียนของทั้งสองประเทศ และท้ายสุดที่สำคัญอย่างหนึ่งคือเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาด้านการเขียนโปรแกรมหุ่นยนต์สำหรับครูและนักเรียน 

ทางด้านนายศักดา  ชัยภัย ผอ.สพม.ขอนแก่น กล่าวว่า กิจกรรมความร่วมมือในครั้งนี้ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดีที่โรงเรียนทั้งหมดจะได้ร่วมมือกันในการที่จะพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนทั้งทางด้านวิชาการและทักษะ ตลอดจนเป้นการส่งเสริมความเข้าใจทางสังคมและทางวัฒนธรรมระหว่างประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกันอยู่แล้วในแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น  ซึ่ง สพม.ขอนแก่น เองก็มีนโยบายที่ส่งเสริมในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว  วันนี้ต้องขอขอบพระคุณท่านวิศรุต  ปู่เพ็ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้เกียรติมาเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือของโรงเรียนต่างๆในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ประเทศไทย และโรงเรียนจากรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย

'นิด้าโพล' เผยผลสำรวจ ส่วนใหญ่ชี้ 'คนไทยไม่ค่อยมีวินัยจราจร' แนะ!! ควรมีระบบ 'แจ้งเบาะแสคนทำผิด-ได้ส่วนแบ่งค่าปรับ'

(18 ธ.ค.66) ศูนย์สำรวจความคิดเห็น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) เผยแพร่ผลการสำรวจเรื่อง ‘ผิดวินัยจราจร จัดการอย่างไรดี’ สอบถามความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปจำนวน 1,310 คน กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ระหว่างวันที่ 27 พ.ย. - 2 ธ.ค. 2566  พบว่า 1.กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 48.17 มองว่า คนไทยไม่ค่อยมีวินัยจราจร รองลงมา ร้อยละ 33.21 มองว่าคนไทยค่อนข้างมีวินัยจราจร ขณะที่ร้อยละ 14.73 มองว่าคนไทยไม่มีวินัยจราจรเลย มีเพียงร้อยละ 3.89 เท่านั้นที่มองว่าคนไทยมีวินัยจราจรที่ดีมาก

2.สำหรับ 5 อันดับ วินัยจราจรที่ต้องการให้ตำรวจเข้มงวดกวดขันมากที่สุด อันดับ 1 ขับรถขณะเมาสุรา ร้อยละ 67.10 อันดับ 2 ขับรถย้อนศร ร้อยละ 58.17 อันดับ 3 ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร ร้อยละ 45.57 อันดับ 4 ไม่สวมหมวกกันน็อคขณะขับขี่หรือซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ ร้อยละ 35.19 อันดับ 5 ขับรถโดยใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ร้อยละ 33.05 

3.กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 42.74 เห็นว่า วิธีการบังคับใช้กฎหมายจราจรของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้การทำความผิดน้อยลงหรือหมดไป ควรลงโทษตามความผิดที่ได้กระทำ โดยเริ่มจากเบาไปหาหนัก  (เช่น ครั้งที่ 1 ตักเตือน ครั้งที่ 2 ปรับ 1,000 บาท และตัดแต้ม ครั้งที่ 3 ปรับ 2,000 บาท และตัดแต้ม ไปจนถึงขั้นสูงสุดพักใช้ใบอนุญาตขับขี่) รองลงมา ร้อยละ 19.92 ตักเตือนสำหรับผู้ทำความผิดครั้งแรก หากทำผิดซ้ำภายใน 1 ปี ให้ลงโทษตามกฎหมาย โดยอัตราโทษให้เป็นไปตามดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ผู้จับกุม 

อันดับ 3 ร้อยละ 49.47 ตักเตือนสำหรับผู้ทำความผิดครั้งแรก หากทำผิดซ้ำภายใน 1 ปี ให้ลงโทษตามกฎหมาย โดยมีการกำหนดอัตราโทษตายตัวสำหรับข้อหานั้น ๆ อันดับ 4 ร้อยละ 10 จับกุมหรือออกใบสั่งทุกกรณี โดยมีการกำหนดอัตราโทษตายตัวสำหรับข้อหานั้น ๆ และอันดับ 5 ร้อยละ 6.95 จับกุมหรือออกใบสั่งทุกกรณี โดยอัตราโทษให้เป็นไปตามดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ผู้จับกุม 

4.กลุ่มตัวอย่างสนับสนุนแนวคิดให้ประชาชนส่งหลักฐานแจ้งเบาะแสผู้ทำผิดกฎจราจร รวมถึงได้รับเงินส่วนแบ่งค่าปรับจากการดำเนินคดีด้วย โดยมีกลุ่มตัวอย่างถึงร้อยละ 79.31 หรือกว่า 3 ใน 4 สนับสนุนแนวคิดการให้ประชาชนแจ้งเบาะแส แบ่งเป็นเห็นด้วยมาก ร้อยละ 47.40 และค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 31.91 ขณะที่มีถึงร้อยละ 65.92 หรือเกือบ 2 ใน 3 สนับสนุนการที่ประชาชนผู้แจ้งเบาะแสจะได้ส่วนแบ่งค่าปรับ โดยแบ่งเป็นเห็นด้วยมาก ร้อยละ 34.35 และค่อนข้างเห็นด้วย ร้อยละ 31.57

5.ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนจนทำให้การจราจรติดขัด กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.58 เสนอแนะว่า รถที่มีการติดกล้องบันทึกเหตุการณ์ ให้สามารถเคลื่อนย้ายรถได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องรอเจ้าหน้าที่ รองลงมา ร้อยละ 35.04 ระบุว่า ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปถึงในจุดที่มีอุบัติเหตุให้เร็วที่สุด และร้อยละ 18.7 ให้ตัวแทนประกันภัยเดินทางมาถึงจุดเกิดเหตุโดยเร็วที่สุด

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จับมือกระทรวงมหาดไทย กรุงเทพมหานคร และ ภาคีเครือข่าย เปิดโครงการ “ขับเคลื่อนจราจรไทยไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน Traffic Forward รวดเร็ว ปลอดภัย เข้าใจ ไปด้วยกัน” วาง  F4 เป็นยุทธศาสตร์หลัก หวังปรับใช้ช่วงปีใหม่ ลดอุบัติเหตุ เจ็บ ตาย 

วันนี้ (18 ธ.ค.66) เวลา 09.00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์  สุขวิมล ผบ.ตร. ประธานพิธีเปิดโครงการ“ขับเคลื่อนจราจรไทยไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน Traffic Forward รวดเร็ว ปลอดภัย เข้าใจ ไปด้วยกัน” ณ ห้องประชุมแจ้งยอดสุข อาคารศูนย์ฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยได้รับเกียรติจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธี

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาด้านการจราจรอย่างจริงจัง จึงได้จัดทำโครงการ “ขับเคลื่อนจราจรไทยไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน Traffic Forward รวดเร็ว ปลอดภัย เข้าใจ ไปด้วยกัน” โดยได้รับความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคีเครือข่าย เพื่อรณรงค์และเสริมสร้างจิตสำนึกด้านการจราจรให้แก่ประชาชน และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน โดยมีการขับเคลื่อนงานจราจร 4 ด้าน (F4) ได้แก่  

1. “Forward Faster” ขับเคลื่อนด้านอำนวยการจราจรบนถนนอย่างรวดเร็ว โดยมีการนำ โดรน (Drone) บินตรวจสภาพการจราจร และส่งภาพไปยังศูนย์ควบคุมการจราจรเพื่อรายงานสภาพการจราจรและสั่งการแก้ไขปัญหาได้ทันที โดยนำร่องในจุดที่มีการจราจรหนาแน่น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และจะขยายผลให้ครอบคลุมทุกจังหวัดต่อไป 
2. “Forward Safer” ขับเคลื่อนด้านความปลอดภัยบนท้องถนน ใน 10 มาตรการเร่งด่วน Quick Win เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนบนท้องถนน ซึ่งจะมีการประเมินผลทุกไตรมาส 
3. “Forward Attitude” ขับเคลื่อนด้านทัศนคติตำรวจ และประชาชน เพื่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน โดยการปรับแนวคิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตามแนวคิด “เตือนก่อนปรับและปรับแบบเป็นขั้นบันใด” ผ่านช่องทาง Line Official ชื่อ“ขับดี”  
4. “Forward Participation” ขับเคลื่อนด้านการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมก้าวไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยให้ประชาชนสามารถแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับงานจราจรผ่าน แอปพลิเคชั่น “Traffy Fondue” หรือ Facebook Page : “อาสาตาจราจร”  

หลังจากเปิดโครงการฯ ได้มีการมอบรางวัล “โครงการอาสาตาจราจร” และรางวัล “คลิปวิดีโอสั้น การสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน” ให้แก่ประชาชน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากนั้นเป็นการเสวนาด้านการจราจร โดยได้รับเกียรติจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมเสวนากับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ในหัวข้อ “ความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่องความปลอดภัยทางถนน“ และ “การขับเคลื่อนจราจรไทยไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน” และในช่วงบ่ายเป็นการอบรมให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรทั่วประเทศ ในหัวข้อ “การบังคับใช้กฎหมายเพื่อความปลอดภัยทางถนน”  

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนงานจราจร 4 ด้าน (F4) ดังกล่าว จะมีการนำไปใช้ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจรแก่ประชาชนและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน รวมทั้งเป็นแนวทางการขับเคลื่อน งานจราจร ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2567

ทึ่ง!! ‘หนุ่มกระบี่’ ขี่มอเตอร์ไซค์จากไทยไปยุโรป 1.8 หมื่นกิโล ใช้เวลาเดินทาง 1 เดือน 17 วัน กับค่าน้ำมัน 6 หมื่นบาท

(18 ธ.ค.66) ผู้ใช้ TikTok รายหนึ่ง โพสต์คลิปพร้อมระบุข้อความว่า “เดินเล่นอยู่ยุโรปก็ได้เจอทะเบียนรถประเทศไทยรีบเข้าไปทักทายเลยค่า ดีใจมาก ๆ เวลาไปเที่ยวต่างประเทศแล้วเจอคนไทยหรือได้ยินภาษาไทย” และ “เจอพี่คนไทยขับรถจากไทยมายุโรป 18,000 กิโล!!”

ซึ่งในคลิปเป็นภาพที่เจ้าของคลิปกำลังเดินเล่นอยู่ และพบว่ามีรถมอเตอร์ไซค์แนวแอดแวนเจอร์ (Adventure) ยี่ห้อ BMW ป้ายทะเบียนกระบี่ ประเทศไทย จอดในสถานที่แห่งหนึ่งในยุโรป จึงเดินเข้าไปสอบถามและพูดคุย ซึ่งเจ้าของมอเตอร์ไซค์ได้ให้ข้อมูลว่า ตนขี่มอเตอร์ไซค์มาจากไทยและขี่มาเรื่อย ๆ จนถึงยุโรป ซึ่งตนเดินทางมาเป็นเวลา 1 เดือน 17 วันแล้ว!!

โดยล่าสุดได้เจอวาร์ปเจ้าของมอเตอร์แล้ว ซึ่งเจ้าของมอเตอร์ไซค์นั้นให้ข้อมูลว่า ตนเป็นคนกระบี่ ขี่มอเตอร์ไซค์โดยใช้เส้นทาง “ไทย ลาว จีน คาซัคสถาน รัสเซีย จอเจีย ตุรกีย์ กรีซ บัลแกเรีย นอร์ทมาเซโดเนีย อัลแบเนีย โคโซโว มอนเตรเนโกร เซอเบีย บอสเนีย โครเอเชีย สโลวาเนีย”

พร้อมกับระบุว่า ค่าน้ำมันที่เสียไปตอนนี้อยู่ในราคา 60,000 บาทแล้ว!

'อัษฎางค์' ข้องใจ!! ม.ดัง ให้แม่บ้านขึ้นแสดงความยินดีผู้สำเร็จการศึกษา ส่อ 'แซะ-บั่นทอน' ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไม่ต้องสงสัย

(18 ธ.ค. 66) อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊ก ‘เอ็ดดี้ อัษฎางค์ ยมนาค’ พร้อมภาพแม่บ้านขึ้นไปบนโพเดียม กล่าวแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการศึกษา หัวข้อ ‘ความเท่าเทียมๆ’ ระบุว่า เรื่องแบบนี้ถือว่าเป็นสิ่งดีงาม เพราะความสำเร็จของคนหนึ่งคนย่อมมาจากแรงสนับสนุนจากทุกคนทุกฝ่าย

แต่เรื่องนี้มีนัยหรือเลศนัยแน่นอน เพราะสถาบันการศึกษาแห่งนี้เป็นแหล่งรวมคนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ดังนั้น กิจการแบบนี้ ก็หวังแซะหรือบั่นทอนหรือสร้างความสั่นคลอนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างไม่ต้องสงสัย คนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ทำเป็นไปยกย่องเชิดชูคนรากหญ้าคือ ความตอแหลของผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร อาจารย์หรือนักศึกษา

ผมขอย้ำว่า การยกย่องคนรากหญ้า หรือการยกย่องคนทุกระดับ ทุกชนชั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงาม แต่พวกคุณทำเป็นการยกย่องคนรากหญ้า หรือการยกย่องคนทุกระดับ ทุกชนชั้น ในขณะที่กลับไป ดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ มันย้อนแย้งกับเปลือกนอกที่ทำเป็นคำนึงถึงมนุษยธรรมและความเท่าเทียม ๆ น่าคลื่นไส้ กับพวกผู้บริหาร อาจารย์หรือนักศึกษา ที่ทำเป็นคำนึงถึงเรื่องความเท่าเทียมและสิทธิมนุษย์ชน แต่มันจอมปลอม

สถาบันพระมหากษัตริย์เสด็จมาพระราชทานปริญญาบัตรและกล่าวโอวาทพร้อมแสดงความยินดี พวกคุณกลับต่อต้าน แต่เอาคุณพี่แม่บ้านมาให้โอวาทพวกคุณบอกว่าน่ายินดี ยินดีต้อนรับคุณพี่แม่บ้าน และยินดีต้อนรับสถาบันพระมหากษัตริย์จากใจให้เหมือนกันไม่ได้หรือ ความเท่าเทียม ๆ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top