Wednesday, 24 June 2026
NEWS FEED

‘เจี๊ยบ อมรัตน์’ โพสต์ลั่น!! เบื่อข่าว ‘แอฟ-นนกุล’ ท่ามกลางชาวเน็ตเสียงแตก เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย

(21 ธ.ค.66) จากกรณีกระแสความหวานของ ‘นนกุล ชานน’ และ ‘แอฟ ทักษอร’ ดารานักแสดงชื่อดัง ทำให้เป็นกระแสและได้รับความสนใจจากชาวเน็ตและตามหน้าสื่ออย่างหนัก แต่ทว่ากลับไม่เป็นที่ถูกใจของนางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือ เจี๊ยบ ก้าวไกล แกนนำพรรคก้าวไกล เมื่อเจ้าตัวได้ออกมาโพสต์ข้อความว่า “เบื่อข่าวแอฟกับนนกุลมากเลย ทำไงให้ไม่มาขึ้นที่หน้าฟีด”

ซึ่งก็มีผู้ใช้เฟซบุ๊กเข้ามาคอมเมนต์ว่า “เอาหน่า…ฟีลคุณแม่-ลูกชายค่ะ น่ารักดีออก แม่ลูก มุ้งมิ้ง” ซึ่งนางอมรัตน์ ก็เข้ามาตอบว่า “รำคาญจริงๆ ค่ะ” ขณะที่แฟนคลับของนางอมรัตน์ก็ต่างเข้ามาแสดงความเห็นด้วยกับโพสต์ดังกล่าว บางคนบอกด้วยว่า “เมื่อก่อนจะหยุดดูตลอด ตอนนี้รีบเลื่อนหนี ไอจีก็ไม่อยากเปิดค่ะ คือบางทีสื่อก็เล่นข่าวเกินไปมาก”

อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ จะพบว่าบรรดาแฟนคลับของพรรคก้าวไกลหรือด้อมส้ม มีความพยายามปั่นกระแสคู่จิ้นระหว่าง ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคก้าวไกลกับ ‘แอฟ ทักษอร’ และนางอมรัตน์เองถือเป็นคนแรกๆ ที่พยายามปลุกกระแสคู่จิ้นคู่นี้ ถึงขั้นออกมาโพสต์รูปภาพเป็นแชตที่มีคนทักมาว่า “พี่เจี๊ยบคะ คิวคุณพิธาพอจะมีคิวบ้างไหมคะ” ซึ่งทางด้าน ‘เจี๊ยบ อมรรัตน์’ ตอบกลับไปว่า “ต้องขอไปทางคุณเ…ฟค่ะ” งานนี้แม้เซนเซอร์ไว้แล้วแต่ดูจากดาวอังคารก็ดูออกว่าหมายถึง ‘แอฟ ทักษอร’

ทำให้ผู้ใช้ทวิตเตอร์ชื่อบวรเดช แสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า นางอมรัตน์เป็นคนแรกๆ ที่พยายามปลุกกระแสคู่จิ้น แอฟ-พิธา แต่พอแอฟไม่เอาพิธา นางอมรัตน์ก็ไปโพสต์ว่า รำคาญแอฟ เนี่ยสัน…คนดีๆ เขาไม่ทำกันแบบนี้หรอก ขณะที่บางคนบอกว่า คุณแอฟปฏิเสธทุกครั้งที่นักข่าวถาม ตอบชัดเจนว่าเป็นเพื่อนกัน เป็นเพื่อนกันนานแล้ว คนจับคู่ก็จับคู่กันไปเอง คุณแอฟไม่เคยเล่นตามกระแสเลย พอเขาเปิดตัวจริง ก็ไปต่อว่าเขาอีก

ผบ.ตร.เป็นประธานพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังอันตรายจากความร้อนที่เกิดจากการฝึกอบรม เสริมสร้างทักษะ ความรู้ ความสามารถผู้ปฏิบัติงานดูแลด้านพยาบาลของศูนย์ฝึกอบรม

วันที่ 21 ธ.ค.66 เวลา 09:00 น. พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังอันตรายจากความร้อนที่เกิดจากการฝึกอบรม ณ ห้องแจ้งยอดสุข ชั้น 3 อาคารฝึกอบรมและสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและโรงพยาบาลตำรวจเข้าร่วมพิธีฯ
    
สำหรับโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการฯ ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ สืบเนื่องมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นองค์กรปราบปรามอาชญากรรม และบังคับใช้กฎหมายในระดับมาตรฐานสากลที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา ซึ่งการที่จะสามารถไปสู่เป้าหมายดังกล่าวนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการพัฒนากำลังพลให้มีประสิทธิภาพ มีความรู้ ทักษะทางยุทธวิธี จากการฝึกอบรมหลักสูตรต่างๆ ซึ่งในการฝึกอบรมนั้น ก็มักเกิดปัญหากรณีผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้รับบาดเจ็บระหว่างการฝึก โดยเฉพาะสาเหตุที่เกิดจากความร้อนที่ส่งผลให้เกิดภาวะอันตรายต่อร่างกายจนได้รับบาดเจ็บหรือถึงแก่ชีวิต  

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา และมีความห่วงใยกำลังพล จึงมอบหมายให้กองบัญชาการศึกษา จัดทำโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการนี้ขึ้น เพื่อให้ผู้บริหาร, ครูฝึก และ ผู้ที่ทำหน้าที่พยาบาลประจำสังกัดศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 1-9 หรือหน่วยฝึกอบรมที่ได้รับมอบหมาย มีทักษะความรู้ความสามารถและความเข้าใจในการกำกับดูแลหรือวิธีป้องกันกรณีผู้เข้ารับการฝึกอบรม ได้รับบาดเจ็บจากการฝึกอบรม รวมไปถึงเพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติในการปรับพื้นฐานผู้เข้ารับการฝึกอบรม ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยมีหัวข้อการฝึกอบรม ดังนี้ 

- ระบบการแพทย์ฉุกเฉินและระบบสาธาณสุขไทย โดย น.อ.(พิเศษ) นพ.นิสิทธิ์ เจริญยิ่ง รองเลขาธิการ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ
- อาการบาดเจ็บจากความร้อน (Heat Relatedillness) โดย พ.ต.อ.ณัฐพล ปิตะนีละบุตร นายแพทย์ (สบ 5) กลุ่มงานผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลตำรวจ พร้อมคณะ
- แนวทางปฏิบัติในการปรับพื้นฐานผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนักเรียนนายสิบตำรวจ เพื่อเตรียมความพร้อมทางร่างกายและจิตใจ โดย พ.ต.อ.ธนเสฏฐ์ ภิรมย์เอี่ยม รองผู้บังคับการสำนักการศึกษาและประกันคุณภาพ กองบัญชาการศึกษา 
- จิตเวช “การประเมินและดูแลสุขภาวะทางจิตใจ” โดย พ.ต.อ.เกริกกมล แย้มประยูร นายแพทย์ (สบ 5) กลุ่มงานจิตเวชและยาเสพติด โรงพยาบาลตำรวจ พร้อมคณะ
- แนวทางการปฏิบัติเพื่อป้องกันและดูแลอาการบาดเจ็บจากความร้อนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมีการแบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติการวินิจฉัยอาการและการรักษา เพื่อดูแลผู้ป่วยที่มีอาการบาดเจ็บจากความร้อน
- การอภิปรายและนำเสนอผลสรุปจากการฝึกอบรม และทำแบบทดสอบหลังการฝึกอบรม

โดยการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังอันตรายจากความร้อนที่เกิดจาก การฝึกอบรม ทั้งสิ้นจำนวน 2 รุ่น ดังนี้

รุ่นที่ 1 ประกอบด้วยกองบัญชาการศึกษา, ศูนย์ฝึกอบรม กองบัญชาการตำรวจนครบาล, ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธร 1-9, กองกำกับการ 1-9 กองบังคับการฝึกพิเศษ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน รุ่นที่ 2 ประกอบด้วยกองบัญชาการศึกษา, ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 1-9, กองแผนงานกิจการพิเศษ สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ, โรงเรียนในร้อยตำรวจ, ศูนย์ฝึกอบรมกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

‘ทะเลบัวแดง’ บานสะพรั่ง ละลานตาเต็มอ่างเก็บน้ำหนองคอกช้าง พร้อมกลิ่นอายธรรมชาติ ขึ้นแท่นจุดเช็กอินแห่งใหม่ จ.นครพนม

(21 ธ.ค. 66) ผู้สื่อข่าวจังหวัดนครพนมรายงานว่า ที่ ‘ทะเลบัวแดง’ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม กลายเป็นสนใจของประชาชน นักท่องเที่ยว ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแห่งใหม่ อยู่ที่หนองคอกช้าง บ้านดอนแดง ตำบลบ้านเสียว อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม โดยมีเนื้อที่กว่า 300 ไร่

ซึ่งหนองคอกช้างไม่เพียงเป็นแหล่งเก็บน้ำเพื่อการเกษตร ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ทางธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันซีน (Unseen) แห่งใหม่ เพราะมีบัวแดงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจำนวนมาก ผนวกกับช่วงนี้ในพื้นที่ จ.นครพนม มีสภาวะอากาศเย็นไปถึงหนาว จึงทำให้ในช่วงเช้าดอกบัวแดงเบ่งบานสะพรั่ง กลายเป็นทะเลบัวแดงที่มีความสวยงาม เป็นเสน่ห์ดึงดูดประชาชน นักท่องเที่ยวไปล่องเรือ เพื่อชมความสวยงามอย่างใกล้ชิด จนกลายเป็นจุดเช็กอินแห่งใหม่ของ จ.นครพนม ยิ่งมีการเช็กอินหรือเซลฟีภาพลงเผยแพร่ไปตามโลกโซเชียล ก็ยิ่งสร้างความสนใจเป็นแรงกระตุ้นให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวชมมากขึ้น

ทางด้าน นายพิทักษ์ ปางข้างฮุง นายก อบต.บ้านเสียว อ.นาหว้า จ.นครพนม เปิดเผยว่า สำหรับทะเลบัวแดง หนองคอกช้าง บ้านดอนแดง ต.บ้านเสียว ถือเป็นจุดเช็กอินและอันซีนแห่งใหม่ มีพื้นที่กว่า 300 ไร่ เป็นพื้นที่อ่างเก็บน้ำเพื่อการเกษตรของชาวบ้าน แต่ปัจจุบันด้วยความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ทำให้มีบัวแดงเกิดขึ้นเป็นพื้นที่กว้าง จนกลายเป็นทะเลบัวแดงที่สวยงาม

ยิ่งช่วงนี้มีอากาศหนาว ในตอนเช้าดอกบัวแดงจะพร้อมใจกันบานสะพรั่ง สร้างความตื่นตาให้กับประชาชน รวมถึงนักท่องเที่ยว ซึ่งในส่วนของ อบต.บ้านเสียว ได้ร่วมกับชาวบ้าน ชุมชน จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว จัดเรือบริการ รองรับประชาชน นักท่องเที่ยว คิดอัตราค่าบริการ คนละ 50 บาทต่อครั้ง เพื่อลงเรือพายเที่ยวชม เพื่อถ่ายภาพความสวยงาม ท่ามกลางดอกบัวแดงเต็มพื้นที่อ่างเก็บน้ำ

นอกจากนี้ ยังได้ชื่นชมความสวยงามของธรรมชาติ โดยมีนกนานาชนิดหรือฝูงนกอพยพหนีหนาวไซบีเรีย รวมถึงนกหายากจากต่างถิ่นกว่าพันตัว ถือเป็นเสน่ห์ดึงดูดอีกอย่างหนึ่ง ให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปชมทิวทัศน์ความสวยงามในพื้นที่หนองคอกช้าง เชื่อว่าจะเป็นอีกสถานที่สำคัญที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้ชุมชน ในช่วงปีใหม่และเหมันต์ฤดู

สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดจองคิวล่องเรือได้ที่ โทรศัพท์ 087-224-4562 รับรองว่าไม่ผิดหวัง ผู้ชื่นชอบธรรมชาติจะต้องประทับใจ ในความสวยงามของทะเลบัวแดงอย่างแน่นอน

อนึ่ง ‘บัวแดง’ ยังมีชื่อเรียกว่า ‘สัตตบรรณ’ และ/หรือ ‘รัตตอุบล’ มีการเจริญเติบโตรวดเร็ว กระจายอยู่ทุกภาคของประเทศไทย มีสรรพคุณทางยา ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงหัวใจทำให้สดชื่น บำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง แก้ไข้ตัวร้อน แก้อาการร้อนใน ส่วนสายบัวมีเบต้าแคโรทีน ช่วยป้องกันและต้านโรคมะเร็งในลำไส้ ขณะที่ในส่วนเกสรช่วยบำรุงผิวพรรณ จึงมีนักวิจัยนำไปผลิตเป็นเซรั่มบำรุงผิวหน้า ยับยั้งการอักเสบและเกิดสิว

ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก/ผู้ช่วยผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ลงพื้นที่มอบของขวัญปีใหม่และอ่านสารอวยพรปีใหม่ให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนาม ตามแนวชายแดนภาคเหนือ

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566 เวลา 08.30 น. พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก/ผู้ช่วยผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก เป็นผู้แทน พลเอก เจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบก/ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก เดินทางมาตรวจเยี่ยมหน่วย และอำนวยพรปีใหม่ให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติราชการสนาม ประจำปี 2567 ของหน่วยในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 ในระหว่างวันที่ 18 - 19 ธันวาคม 2566 

โดยมี พลโท ประสาน แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 ให้การต้อนรับ ที่ ค่ายสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 3 นับว่าเป็นหน่วยที่มีความสำคัญมีการพัฒนาทุกๆด้านโดยเฉพาะการปฏิบัติตามพันธกิจ 5 ประการ ของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ได้แก่ การเฝ้าตรวจและป้องกันพื้นที่ชายแดน การเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน การแก้ไขปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน การประสานความร่วมมือกับประเทศ เพื่อนบ้าน และการปฏิบัติในพื้นที่ระวังป้องกัน

โอกาสนี้ พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก/ผู้ช่วยผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ได้อ่านสารอำนวยอวยพรปีใหม่ จากพลเอก เจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบก/ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ที่มีถึงกำลังพล และส่งมอบของขวัญปีใหม่จากกองทัพบก แก่ผู้แทนหน่วยที่ปฏิบัติราชการสนามในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 ร่วมเป็นผู้แทนในการรับมอบ ส่งต่อไปยังกำลังพลเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ทหารทุกนาย ก่อนพบปะเยี่ยมเยียนกำลังพลที่มาร่วมต้อนรับ ตลอดจนกล่าวอวยพรปีใหม่ ให้ทุกภาคส่วนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ปลอดภัย มีความสุข สุขภาพร่างกายแข็งแรง และช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ขอให้ดูแลรักษาความปลอดภัยให้ประชาชนได้มีความสุขเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชนอีกด้วย

‘ท่านอ้น’ โพสต์ภาพกิจกรรมที่ได้ทำในไทย พร้อมเผยความในใจ ‘Thailand I Miss You’

(21 ธ.ค.66) ภายหลังจากที่ ‘ท่านอ้น วัชเรศร วิวัขรวงศ์’ ได้เดินทางกลับสหรัฐอเมริกา ไปเมื่อวันที่ 18 ธันวาคมที่ผ่านมา ผ่านมาได้ 3 วัน ก็ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นภาพกิจกรรมในประเทศไทย ตลอดจนบรรยากาศที่ท่านอ้นได้ไปเยี่ยมเยียน เช่น ขณะที่กำลังรับประทานก๋วยเตี๋ยวเรือ มีศาลพระภูมิ ผัดไทย บิงซูร้านดัง และพบปะพูดคุยกับชาวบ้าน พร้อมระบุว่า “Thailand I miss you”

โดยได้มีประชาชนคนไทยเข้าไปคอมเมนต์ส่งความคิดถึงเช่นเดียวกัน

สวธ. ร่วมกับ สถาบันไทยคดีศึกษา จัดเสวนาพร้อมรับฟังความคิดเห็น การจัดทำข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม “ชุดไทย” เพื่อเตรียมเสนอยูเนสโก เสริมสร้างให้เกิดพลวัตและคุณค่าต่อสังคมสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 20 ธันวาคม 2566 เวลา 13.30 น. กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จัดงานการประชุมรับฟังความคิดเห็นผู้เกี่ยวข้องในโครงการจัดทำข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม "ชุดไทย" เพื่อเสนอขึ้นทะเบียนต่อองค์การยูเนสโก โดยมี นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธาน ผศ.ดร.เสาวธาร โพธิ์กลัด ผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ หัวหน้าคณะทำงาน อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ที่ปรึกษาคณะทำงาน และ อาจารย์ วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ที่ปรึกษาคณะทำงาน ร่วมด้วย สินจัย เปล่งพานิช เข้าร่วมการประชุมเสวนา พร้อมการรับฟังความคิดเห็นในการเตรียมความพร้อมจัดทำข้อมูล ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ชุดไทยเป็นชุดประจำชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนกับชาติอื่น ๆ ด้วยการออกแบบและการตัดเย็บที่ประณีตอันเป็นพัฒนามาจากการนุ่งห่มแบบไทย สร้างสรรค์ขึ้นโดยใช้ผ้าทอที่เป็นงานฝีมือของช่างไทยในท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาคที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว สำหรับสุภาพสตรีมีแบบหลัก ๆ จำนวน ๘ แบบ หรือเป็นที่รู้จักในนามว่า “ชุดไทยพระราชนิยม” โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงริเริ่มให้มีการศึกษาค้นคว้าเครื่องแต่งกายสตรีไทยสมัยต่าง ๆ และออกแบบเพื่อทรงใช้เป็นฉลองพระองค์ในโอกาสที่โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชดำเนินเยือนสหรัฐอเมริกาและประเทศยุโรปอย่างเป็นทางการ เมื่อ ๖๐ กว่าปีที่ผ่านมา จึงนับว่าเป็นที่มาของการเกิดขึ้นของ “ชุดไทยพระราชนิยม” ที่มีแพทเทิร์นในการตัดเย็บแบบร่วมสมัย ส่วนของสุภาพบุรุษ มี ๓ รูปแบบ ซึ่งคนไทยทุกภูมิภาคมักสวมใส่ชุดไทยในวาระโอกาสต่าง ๆ และเมื่อมีโอกาสสำคัญในชีวิต 

อธิบดีสวธ. กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันการสวมใส่ชุดไทยถือเป็นแนวปฏิบัติทางสังคมที่แสดงออกทางวัฒนธรรมร่วมของชาวไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้เกิดความภาคภูมิใจและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชุมชนชาวไทย การเลือกใช้ชุดไทยแบบต่างๆ ให้เหมาะสมแก่โอกาส ถือเป็นความเคารพต่อแนวปฏิบัติทางสังคม และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ส่วนการเลือกใช้ผ้า และการตัดเย็บ ถือเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ช่าง และช่วยธำรงไว้ซึ่งงานช่างฝีมือดั้งเดิมด้านการทอผ้าพื้นบ้านของภูมิภาคต่าง ๆ ในประเทศ เสริมสร้างให้เกิดพลวัตในการสร้างสรรค์สิ่งทอพื้นบ้านอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ชุดไทย จึงมีคุณค่าต่อสังคมในมิติบทบาททางวัฒนธรรม และมิติการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ต่อไป

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เสาวธาร โพธิ์กลัด  ผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา กล่าวว่า สถาบันไทยคดีศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดทำข้อมูลมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม "ชุดไทย"  เพื่อเสนอขอขึ้นทะเบียนต่อยูเนสโก ในรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมวลมนุษยชาติ โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ดังนั้น คณะทำงานจึงดำเนินการศึกษา รวบรวมข้อมูลจากเอกสารชั้นต้น ข้อมูลการสวมใส่ชุดไทยในอดีตจนถึงปัจจุบัน การสัมภาษณ์ผู้สืบทอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมแต่ละแขนงที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้ประกอบการชุดไทย โดยมุ่งหวังที่จะนำเสนอให้เห็นถึงคุณค่า “ชุดไทย” ทั้งมิติบทบาททางวัฒนธรรม การพัฒนาคุณภาพชีวิต การส่งเสริมให้เกิดกลุ่มอาชีพและรายได้ การลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน 

ดร.เสาวธาร กล่าวต่อว่า การจัดประชุมในวันนี้ จะเป็นการดำเนินงานตามหลักเกณฑ์และรูปแบบการเสนอขึ้นทะเบียน ในรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ต่อองค์การยูเนสโก โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยจะขอรับฟังข้อเสนอแนะอย่างรอบด้านต่อปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อการสงวนรักษา และปัจจัยที่จะส่งเสริมให้เห็นคุณค่าของ “ชุดไทย” ทั้งมิติบทบาททางวัฒนธรรมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ต่อจากนี้ คณะทำงานจะได้รายงานข้อมูลต่อกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พิจารณาอนุมัติข้อมูล แล้วจึงเสนอขอมติเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอต่อสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วย การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ต่อไป

ภายในงานดังกล่าว มีการเสวนาเรื่อง “วิวัฒนาการเครื่องแต่งกายไทยถึงชุดไทยพระราชนิยม” โดยมีอาจารย์ เผ่าทอง ทองเจือ ที่ปรึกษาคณะทำงาน, อาจารย์ วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ที่ปรึกษาคณะทำงาน, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ หัวหน้าคณะทำงาน ได้ให้ความรู้ถึงประวัติศาสตร์ หลักฐานการใช้ชุดไทยเริ่มตั้งแต่สมัยทวารวดี กรุงศรีอยุธยา วิวัฒนาการต่อมาจนถึงยุครัตนโกสินทร์ และเข้าสู่ยุครุ่งเรือง ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพัฒนาและสร้างมาตรฐานให้ชุดไทยได้รับความนิยม และมีการจำแนกการใช้งานตามวาระ โอกาสต่าง ๆ อย่างเป็นระเบียบแบบแผน และหลังจากจบการเสวนา มีการประชุมรับฟังความคิดเห็น เตรียมความพร้อมจัดทำข้อมูล “ชุดไทย” เพื่อเตรียมเสนอยูเนสโก โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ หัวหน้าคณะทำงาน ในประเด็นสำคัญต่าง ๆ ดังนี้ ประกอบด้วย ผู้ถือครองหลักคือคนไทยในทุกภูมิภาคของประเทศและในต่างประเทศ, กลุ่มช่างตัดเย็บชุดไทย, กลุ่มช่างทอผ้าพื้นบ้าน, การสืบทอดความรู้และทักษะที่เกี่ยวข้องด้านการผลิตวัตถุดิบผ้าทอพื้นบ้าน, หน้าที่ทางสังคม และความหมายทางวัฒนธรรมต่อชุมชน และเป็นมรดกภูมิปัญญาฯ ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของยูเนสโก ในการรวบรวมข้อมูลของมรดกภูมิปัญญาฯ ที่เน้นกระบวนการมีส่วนร่วม จากชุมชนผู้ถือครองอย่างกว้างขวาง อีกด้วย 

ครั้งแรกกับ แฟชั่นโชว์เสื้อผ้า Low Carbon ประธานผู้บริหาร นิคมฉะเชิงเทรา บลูเทค ซิตี้ ร่วมแถลงข่าว นำชีวิตสู่สังคมไร้มลพิษ

วานนี้  20 ธันวาคม 2566  ที่โรงแรมเซ็นทาราซันไรซ่า อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี นางสาวฐิติลักษณ์ คำพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิราพร ระโหฐาน ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม  วิทยาเขตชลบุรี และ นางสาวกุลพรภัสร์ วงศ์มาจารภิญญา  ประธานผู้บริหารนิคมอุตสาหกรรม ฉะเชิงเทรา บลูเทคชิตี้  ร่วมแถลงข่าวการจัดงาน  Dark Sky Fashion Show Low Carbon 2024 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ Sky running track เซ็นทรัล ศรีราชา โดยมีการแสดงแฟชั่นโชว์ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เสื้อผ้าที่ทำจากธรรมชาติ วัสดุ Low Carbon

มหาวิทยาลัย ศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี ร่วมกับ นิคมอุตสาหกรรม ฉะเชิงเทรา บลูเทคชิตี้ ร่วมกับภาคีเครือข่าย 25 องค์กร ร่วมจัดงาน Dark Sky Fashion Show Low Carbon 2024 จากโลกร้อน-สู่โลกเดือด หยุดยั้งได้ด้วยสองมือคุณด้วยการ เลือกสวมใส่เสื้อผ้า ที่มาจากเส้นใยธรรมชาติ ย้อมสีธรรมชาติลดน้ำสารเคมี ลดคาร์บอน ลดโลกร้อน ด้วยร่วมกันปลูกต้นไม้ให้กับโลกทุกวันในการใช้สินค้าในชีวิตประจำวันด้วย Low Carbon เพื่อเป็นมหาวิทยาลัยผู้นำสังคม Low Carbon โดยมีความรับผิดชอบต่อสังคมที่ส่งผลต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในด้าน เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม โดยมหาวิทยาลัยได้ดำเนินกิจกรรมดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง และได้รวมพลังกันรณรงค์และใช้เสื้อผ้า ลดคาร์บอน ลดกิจกรรมปลดปล่อยคาร์บอนและ เเละเป็นการประชาสัมพันธ์ผ้าไทยสู่ระดับนานาชาติ ในการกระตุ้น เศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม BCG และสนับสนุนใช้ผ้าใยธรรมชาติ ผ้าย้อมสีธรรมชาติ  โดยนำผ้า Low Carbon มาเชื่อมกับศิลปะวัฒนธรรมภูมิปัญญานวัตกรรมเทคโนโลยีให้เกิดความสวยงาม ความเป็นเอกลักษณ์ในตัวผลิตภัณฑ์ 

โดยมุ่งเน้นสร้าง 5 เป้าหมายหลักได้แก่ สร้างคน, สร้างความรู้, สร้าง อาชีพ, สร้างรายได้ และสร้างสังคม Low Carbon  คือ 1. การสร้างคน โดยการเพิ่มทักษะ ให้กลุ่มชุมชน เด็กนักเรียนขาดโอกาส และนักศึกษาที่มีความสนใจด้านแฟชั่น  2.การสร้างความรู้ โดย มหาวิทยาลัยศรีปทุมเปิดหลักสูตร นักออกแบบภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมสมัย โดยนักศึกษาลงพื้นที่เรียนรู้ร่วมกับชุมชน ในส่วนของภาคทฤษฎีการออกแบบ ภาคปฏิบัติ ภาคประเมินผลการตลาด  3. การสร้างอาชีพ คือ จากต้นน้ำอาชีพเกษตรกรปลูกวัตถุดิบ มาสู่กระบวนการผลิต ออกแบบตัดเย็บ จนกระทั่งถึงปลายน้ำที่มีตั้งแต่คอสตูม เมกเกอร์ บิวตี้ บล็อคเกอร์ สินค้าแฟชั่นจากภูมิ ปัญญาท้องถิ่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงร้านค้า โรงแรม ภาคบริการ การท่องเที่ยว โรงงาน อุตสาหกรรมล้วนเป็นการต่อยอดตลอดห่วงโซ่อุปทานทั้งสิ้น 4. การสร้างรายได้ จากสินค้าแฟชั่นท้องถิ่น ร่วมสมัยและการติดอาวุธทางปัญญาเพิ่มเติมด้านการตลาดและการวางแผนธุรกิจให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ 5. การสร้างสังคม Low carbon คือ การขับเคลื่อนให้เกิด Application ขึ้นมาเพื่อให้ได้ดาวน์โหลดไว้ใช้ ตรวจสอบการลดคาร์บอนในชีวิตประจำวันภายใต้แนวคิด Low Carbon Lifestyle

หนุ่มวิจารณ์!! อาคารลายผ้า ‘แคนแก่นคูณ’ ขอนแก่น “อุบาทว์” เจอทัวร์ลง!! “ดูถูกผลงานคนอื่น-ด้อยค่าความภาคภูมิใจคนในพื้นที่ ”

สิทธิในการแสดงความคิดเห็นเปิดกว้างอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะเหล่าคนในโซเชียลที่มักจะมีส่วนร่วมในการวิจารณ์สิ่งต่าง ๆ เสมอ แต่บางครั้งคำวิจารณ์ หรือ ความคิดเห็น ที่รุนแรง และตรงเกินไป ก็อาจนำมาซึ่งคนที่ไม่เห็นด้วย

เช่นเดียวกับผู้ใช้ X รายหนึ่ง ที่ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของอาคารใหม่ ในจังหวัดขอนแก่น ระบุว่า

“แบบอาคารใหม่เทศบาลนครขอนแก่น ดีไซน์หลงยุคมาก โอ้ย สส ในพื้นที่ช่วยไปคัดค้านที งบตั้ง 300 ล้าน แต่ดีไซน์อุบาทว์มาก ทำเลไข่แดงใจกลางเมือง ที่ดินแพงสุดในอีสาน ควรออกแบบได้ดีกว่านี้ เทสแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกันนะ

แต่นี่ไม่ชอบ ไม่สวย และคิดว่างบ 300 ล้านมันทำได้ดีกว่านี่ ฟังชั่นกว่านี้ อาคารราชการสมัยนี้มีออกแบบสวยๆเยอะนะ แต่นี่ว่าไม่สวยไง ใครจะมองว่าสวยก็แล้วแต่เด้อ”

โพสต์นี้มีคนเห็นเกิน 5 ล้านครั้ง ทำให้มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันมากมาย โดยส่วนใหญ่มองว่าความคิดเห็นนี้รุนแรงเกินไปกับการใช้คำว่า “อุบาทว์”

ทางด้านผู้ใช้ X ที่ผ่านมาเจอโพสต์นี้ ก็ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก บางส่วนเห็นด้วยกับต้นโพสต์ แต่บางส่วนก็เห็นต่าง เช่น

“ขอนแก่น ‘นครแห่งไหม’ กับอาคารลายผ้า ‘แคนแก่นคูณ’ มันก็เป็นสิ่งที่ควรตั้งอยู่ในขอนแก่นถูกแล้วไม่ใช่เหรอ? ความภาคภูมิใจของเขา สิ่งที่คนในพื้นที่นั้น ๆ ให้คุณค่า คุณไม่เห็นค่ามันก็เรื่องของคุณ”

“ดีกว่านี้ = ? อันนี้สวย ศิลปะมีหลายแบบ สถาปัตย์ก็เหมือนกัน ชอบโมเดิร์น ชอบมินิมอล ไม่ได้แปลว่าแบบพื้นเมือง แบบ traditional มัน ‘อุบาทว์’ ติดอย่างเดียวคือฟ้อนต์มันดูสิ้นคิดไปหน่อย แค่นั้น แต่จะบอกว่า exterior อุบาทว์มันก็เกินไป คนในเน็ตอยากพ่นอะไรก็พ่นจริงด้วย ฮาอะ 😖”

“ออกความเห็นก็ออกได้ แต่คำว่าดีไซน์อุบาทว์นี่เหมือนจะดูถูกคนดีไซน์ไปหน่อยมั้ย เพราะงี้ไง วลีที่ว่าไม่มีใครเก่งเท่าแม่มึงแล้วถึงมีอยู่”

“งานดีไซน์ไม่มีคำว่าสวยไม่สวยนะ ต้องถามเหตุผลก่อนว่า ทำคอนเซปต์นี้จะสื่อถึงอะไร facade มีที่มาที่ไปแบบไหน ถ้าเขาอธิบาย concept อาจจะเข้าใจมากขึ้นก็ได้อะ บางทีอาจจะทำให้เข้ากับบริบทพื้นที่หรือวัฒนธรรมก็ได้”

“ก็ represents ความเป็นขอนแก่นอะพี่ คู่สีน้ำตาลไม้-เหลืองนวล นี่แหละถูกแล้ว design ก็ใช่ สี่เหลี่ยมลายผ้าไหม รวม ๆ ก็ดูร่วมสมัยสะท้อนตัวตนของขอนแก่นสุด ๆ ละนะ มากกว่านี้คือต้องทำตึกรูปแครไปแข่งกะอิหอโหวดร้อยเอ็ดอะ เอาบ่?”

“เทสการมองงานศิลต่างกันจริง แต่คำว่าอุบาทว์มันก็แรงจริง ๆ ส่วนตัวคิดว่าลาย+รูปแบบก็มีความเป็นขอนแก่นดีนะ อย่างเซ็นก็เป็นรูปกระติบข้าวเหนียว ตึกเทศบาลจะแบบนี้ก็ได้แหละ”

“อาคารแห่งนี้เป็นการแสดงวัฒนธรรมท้องถิ่น แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดขอนแก่น แถมยังวิจารณ์เจ้าของโพสต์ว่าการให้ สส. ไปคัดค้านแค่เพราะดีไซน์ไม่ถูกใจเป็นอะไรที่ไม่มีเหตุผลมาก”

“ดีไซน์ที่โดนบอกว่าแย่ เป็นลายผ้าไหมมัดหมี่ แคนแก่นคูณ สัญลักษณ์ประจำจังหวัดขอนแก่น เรื่องความสวยก็เป็นความชอบส่วนบุคคล แถมรูปที่นำมาโพสต์ก็เป็นเพียงแค่ด้านเดียว ไม่ใช่แปลนทั้งหมด ไม่สามารถตัดสินได้ว่าคุ้มค่างบประมาณหรือไม่”

อย่างไรก็ตาม เจ้าของโพสต์ก็ไม่ได้สนใจดรามารถทัวร์ที่มาลงแต่อย่างใด ตอบกลับแบบแซ่บ ๆ ไปหลายดอก แถมบอกว่าอีกว่า “ก็มองว่าไม่สวยไง งานออกแบบอาคารงบตั้ง 300 ล้าน ใครจะมองว่าสวยก็เรื่องของมึง จะมาสั่งสอนทำไม งง 555555” และ “รับไม่ได้กับการใช้คำว่าอุบาทว์อันนี้พอเข้าใจได้ โอเคขอโทษจ้า มันอาจจะแรงไป แต่ถามว่ามันสวยหรอ? การเอาลายมาแปะตึกมันสวยจริงใช่มั้ย?”

ทั้งนี้ ประเด็นการวิจารณ์แปลนอาคารเทศบาลนครขอนแก่นแห่งใหม่ ยังคงดำเนินต่อไปและอาจจะไม่จบลงได้ง่าย ๆ

‘แม่ณุน’ หนังผีตำนานกัมพูชา เตรียมลงโรงฉายไทยปีหน้า พล็อต ‘ยืดแขน-ห้อยหัว-รอคนรัก’ ทำคนไทยแอบเอ๊ะสุดๆ

(20 ธ.ค.66) เรียกเสียงฮือฮาจากโลกโซเชียลเป็นอย่างมาก เมื่อทาง Major Group ออกมาโพสต์โปรโมทภาพยนตร์ใหม่จากประเทศกัมพูชา เรื่อง ‘แม่ณุน’ ตำนานสุดสยองขวัญที่สร้างปรากฏการณ์เป็นภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดตลอดกาลมาแล้วทั่วประเทศในกัมพูชา พร้อมเข้าฉาย 29 กุมภาพันธ์ 2024

โดยภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นตำนานสยองขวัญที่เล่าขานนับร้อยปีของประเทศกัมพูชา เกี่ยวกับหญิงสาวคนหนึ่งที่คนรักของเธอต้องไปทำภารกิจต่างแดนขณะที่เธอตั้งท้อง

เธอเฝ้ารอคอยคนรักด้วยความหวัง ทว่าก็เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น เพราะเธอสิ้นใจขณะคลอดลูก กลายเป็นผีตายทั้งกลม หลอนทั้งหมู่บ้าน สามารถยืดแขนยาว และห้อยหัวลงมาจากหลังคาได้

เมื่อตัวอย่างภาพยนตร์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็กลายเป็นไวรัลในโลกโซเชียลทันที ชาวเน็ตไทยแห่เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันสนั่น ทั้งยังมีการเปรียบเทียบหนังเขมร ‘แม่ณุน’ กับหนังไทยที่กลายเป็นตำนานตลอดกาลอย่าง ‘แม่นาก พระโขนง’

โดยชาวเน็ตไทยตั้งข้อสังเกตว่า ตัวพล็อตเรื่องของหนังมีความคล้ายกัน ทั้งช่วงเวลาเป็นแนวย้อนยุค โบราณ ใช้ชีวิตริมคลอง พระเอกและนางเอก กำลังจะมีลูกด้วยกัน แต่ก็ต้องแยกจากกันเนื่องจากฝ่ายชายต้องห่างไกลบ้าน

จากนั้นฝ่ายหญิงก็คลอดลูกไม่สำเร็จ จนทำให้เสียชีวิต กลายเป็นผีตายทั้งกลม ที่เฝ้ารอการกลับมาของคนรัก อีกทั้งเมื่อกลายเป็นผี ก็สามารถยืดแขนได้อีก ซึ่งเป็นภาพจำของ ‘ผีแม่นาก’ ที่คนไทยคุ้นเคยกันกับฉากเก็บมะนาว

กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ความคิดเห็นจากโลกโซเชียล อาทิ

- เพื่อนแม่นากรึป่าว
- พล็อตใหม่ล้ำ ๆ ไม่ซ้ำใคร
- แม่นากมิติใหม่
- นี่คือตำนานจริง ๆ ใช่ไหม
- ชื่อคล้าย ๆ กันนะ 5555555

อย่างไรก็ดี อย่าเพิ่งตัดสินจากตัวอย่างหนังเพียงอย่างเดียว สำหรับใครที่อยากพิสูจน์ว่าตำนานรักข้ามมิติของ ประเทศกัมพูชา และ ประเทศไทย จะมีความเหมือนหรือความต่างอย่างไร คงต้องไปพิสูจน์เองในโรงภาพยนตร์

‘พงศ์พรหม’ ห่วง!! อนาคตต่างชาติครอง ‘งานสายการเงิน-เทคฯ’ ในไทย เหตุเพราะ ‘ความสามารถ-ทัศนคติ’ นำหน้าเด็กไทยรุ่นใหม่มากโข

(20 ธ.ค. 66) นายพงศ์พรหม ยามะรัต ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘Pongprom Yamarat’ ระบุว่า...

มาเจอ Trend การจ้างงานที่น่าสนใจ แต่น่าเป็นห่วง

เด็กไทยรุ่นใหม่ถูกคนจีน สิงคโปร์ อินเดีย แย่งงานตำแหน่งงานการเงิน นวัตกรรม ธุรกิจองค์กรกลาง-ใหญ่ เงินเดือน 75,000+ ถึง 300,000 บาท เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะความสามารถเด็กไทย หมายถึงความสามารถ ความขยัน passion และทัศนคติไม่ผ่าน

หรือที่เข้าไปได้ ก็ไม่ผ่านโปรเยอะ

เราจึงเริ่มเห็นคนจีน คนอินเดียเข้ามาทำงานในไทยเพิ่มขึ้น ๆ เพราะธุรกิจไม่มีทางเลือกแล้ว ให้โอกาสเด็กไทยแล้ว

สรุปว่างานระดับบริหาร นวัตกรรม ไปถึงสายเทค เด็กไทยกำลังโดนต่างชาติแย่งงานในไทยเอง เพราะความสามารถไม่ถึง ส่วนงานบริการระดับกลาง เช่นผู้จัดการร้านอาหาร รวมถึงคนเสิร์ฟที่เงินเดือนสูงหน่อยตามโรงแรม 4-6 ดาวในกรุงเทพ ภูเก็ต เด็กไทยสอบไม่ผ่าน รวมถึงไม่ผ่านโปรเยอะมาก

ตอนนี้ร้านอาหารดี ๆ โรงแรมดี ๆ จึงต้องเร่งจ้างงานคนฟิลิปปินส์ อินเดีย บังกลาเทศ อินโดนีเซีย เข้ามา fill ตำแหน่งเหล่านี้

เมื่อวานผมมีคุยงานในโรงแรม 5 ดาวกลางกรุงเทพ เด็กเสิร์ฟ 1 ใน 4 หรือ 1 ใน 5 เป็นต่างชาติแล้ว เพราะภาษาอังกฤษดี ยิ้มแย้ม บริการดีมาก

ที่น่าห่วงคือ ภาคธุรกิจไทยมากมาย ไม่ได้ underpaid แต่เด็กไทยความสามารถไม่พอจริง ๆ

และเมื่อเปิดรับต่างชาติมาในเงินเดือนเท่ากัน ต่างชาติกลับทำงานนั้นได้ดีกว่า ภาษาอังกฤษคล่องกว่า งอแงน้อยกว่า ขยันกว่า เรียนรู้ไวกว่า

เรากำลังเข้าสู่ยุคภาครัฐไร้ทิศทาง เด็กรุ่นใหม่อยากได้เงินเยอะ ๆ แต่ไร้ความสามารถ อนาคตเศรษฐกิจไทย อันตรายยิ่ง 

กาแฟ Piccolo ในรูปนี่เป็นกาแฟแก้วที่ 2 ของวันแล้ว ผมตื่นมาทำงานตั้งแต่ตี 4 ครึ่ง กิน Espresso แก้วแรก ทำเสร็จ ไปวิ่ง วิ่งเสร็จ มาทำงานต่อ แบบนี้ต่างชาติถึงเคารพเรา

ปล. ที่น่าสนใจ คือเด็กรุ่นใหม่ที่เก่ง คือเก่งโดดออกมาเลย ไม่ต้องจบนอกก็เก่งสุด ๆ รู้ว่าจะเรียนรู้จากไหน ไป take online course สั้น ๆ จาก MIT บ้าง Harvard บ้าง ในขณะที่เด็กรุ่นเขาส่วนใหญ่นั่งชิลล์ รักสบายกันอยู่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top