Wednesday, 24 June 2026
NEWS FEED

สถาบันพระปกเกล้า นำ 4 หลักสูตร “ปปร.25-สสสส.12-ปรม.21-ปศส.20” เข้ารับประกาศนียบัตรชั้นสูง พร้อมเข็มพระปกเกล้า

วันที่ 19 ธันวาคม ที่ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในพิธีมอบประกาศนียบัตรชั้นสูงกิตติมศักดิ์ พร้อมเข็มพระปกเกล้า เข็มกิตติคุณสถาบันพระปกเกล้า และประกาศนียบัตรชั้นสูง พร้อมเข็มพระปกเกล้า 

โดยมี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า กล่าวรายงานว่า กระผม นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานสภาสถาบันพระปกเกล้า พร้อมด้วย คณะกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า คณาจารย์ ผู้บริหาร ผู้เข้ารับเข็มกิตติคุณสถาบันพระปกเกล้า และประกาศนียบัตรชั้นสูงพร้อมเข็มพระปกเกล้าและนักศึกษาของสถาบันพระปกเกล้ามีความปลื้มปีติยินดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เป็นล้นพ้น ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์มามอบเข็มกิตติคุณสถาบันพระปกเกล้า และประกาศนียบัตรชั้นสูง พร้อมเข็มพระปกเกล้า ในวันนี้ 

กระผมขอรายงาน การเข้ารับเข็มกิตติคุณ สถาบันพระปกเกล้าและประกาศนียบัตรชั้นสูงพร้อมเข็มพระปกเกล้า ประกอบด้วย

ผู้เข้ารับเข็มกิตติคุณ สถาบันพระปกเกล้า ซึ่งเป็นผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสถาบันพระปกเกล้าอันเป็นที่ประจักษ์ จำนวน 2 ราย ผู้เข้ารับประกาศนียบัตรชั้นสูงพร้อมเข็มพระปกเกล้า รวมหลักสูตรซึ่งเป็นการจัดการศึกษาให้แก่ สมาชิกรัฐสภา ข้าราชการการเมือง ข้าราชการระดับสูง พนักงานรัฐวิสาหกิจระดับบริหารบุคลากรภาคองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาคประชาสังคมหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐ และภาคเอกชน ตลอดจนสื่อมวลชน และผู้บริหารจากองค์กรพัฒนาเอกชน ประกอบด้วย

หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปปร.) รุ่นที่ 25 จำนวน 133 ราย 

หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารงานภาครัฐและกฎหมายมหาชน ปรม. รุ่นที่ 21 จำนวน 85 ราย

หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับนักบริหารระดับสูง(ปศส.) รุ่นที่ 20 จำนวน 72 ราย
 
หลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (สสสส.) รุ่นที่ 12 จำนวน 73 ราย 

ทั้งนี้ รวมผู้เข้ารับเข็มกิตติคุณสถาบันพระปกเกล้า และประกาศนียบัตรชั้นสูง พร้อมเข็มพระปกเกล้าจำนวน 365 ราย 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีรับประกาศนียบัตรชั้นสูง พร้อมเข็มพระปกเกล้าแล้ว ได้มีงานเลี้ยงให้กับผู้ผ่านการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรชั้นสูงการเสริมสร้างสังคมสันติสุข (สสสส.) รุ่นที่ 12 ที่อาคารรับรอง เกษะโกมล เขตดุสิต โดยบรรยากาศเป็นอย่างสนุกสนาม

ตม.จว.กระบี่ รวบหนุ่มเมืองเบียร์ Overstay เมาอาละวาดสร้างความวุ่นวายให้กับนักท่องเที่ยว

ตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดย พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผบช.สตม. พล.ต.ต.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ รอง ผบช.สตม. และ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. กำหนดให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรมก่อนช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ 2567 ระหว่างวันที่ 18 ธ.ค. – 27 ธ.ค.2566 โดยให้ระดมตรวจสอบและจับกุมคนต่างด้าวที่กระทำผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และกระทำผิดตามกฎหมายอื่นๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการดูแลความสงบเรียบร้อยของสังคม ตลอดถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.66 ตม.จว.กระบี่ ได้รับแจ้งจากประชาชนในพื้นที่เกาะลันตา ว่ามีชายชาวต่างชาติเข้ามาพักอาศัยที่เกาะลันตามีพฤติกรรมชอบขี่รถจักรยานยนต์ไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามบาร์เบียร์ในพื้นที่ เมื่อดื่มจนเมาจะเอะอะโวยวายและทะเลาะกับลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวอื่นภายในร้าน สร้างความวุ่นวายกับคนในพื้นที่เป็นอันมาก

ต่อมาวันที่ 19 ธ.ค.66 ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.6,พ.ต.อ.กันตวัฒน์  พงศ์สถาบดี รอง ผบก.ตม.6 ,พ.ต.อ.สรธรรศจ์  เอี่ยมละออ ผกก.ตม.จว.กระบี่,พ.ต.ท.สุเมธ  กนกเหมพันธ์  รอง ผกก.ตม.จว.กระบี่ สั่งการให้ พ.ต.ต.วิรัตน์ อินทร์ยอด สว.ตม.จว.กระบี่ จัดกำลังชุดสืบสวนลงพื้นที่เกาะลันตาเพื่อตรวจสอบเรื่องดังกล่าว จากการตรวจสอบพบบุคคลต่างชาติต้องสงสัยนั่งดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่หน้าร้านบาบาร่าบาร์ ม.3 ต.ศาลาด่าน อ.เกาะลันตา จว.กระบี่ และเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ได้พยายามเดินหลบหนี เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จว.กระบี่ขอตรวจสอบเอกสารประจำตัว จากการตรวจสอบทราบชื่อ MR.MANUEL (นามสมมุติ) สัญชาติเยอรมัน อายุ 51 ปี จากการตรวจสอบข้อมูลในระบบสารสนเทศตรวจคนเข้าเมืองพบว่า ผู้ถูกจับเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรครั้งล่าสุดทางจุดตรวจถาวรบ้านแหลม ตม.จว.จันทบุรี เมื่อวันที่ 2 ส.ค.2566 ประเภทวีซ่า ผ.30 และเมื่อครบกำหนดอนุญาตแล้วก็ยังลักลอบอาศัยอยู่ในประเทศไทยตลอดมา และจากการซักถามบุคคลต่างชาติดังกล่าวทราบว่าได้ทะเลาะกับแฟนสาวคนไทย จึงขับขี่รถจักยานยนต์มาจากพัทยา จว.ชลบุรี เพื่อง้อแฟนสาวที่เกาะลันตา จว.กระบี่ แต่ไม่สามารถง้อได้สำเร็จ จึงเกิดความเครียดและตระเวนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตามร้านบาร์เบียร์ต่างๆ จนถูกเจ้าหน้าที่จับกุมดำเนินคดีในข้อหา เป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด  ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย 

ด้วยในพื้นที่จังหวัดกระบี่ มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเป็นจำนวนมากประกอบกับใกล้ช่วงเทศกาลปีใหม่ ตม.จว.กระบี่ จึงได้มีมาตรการออกตรวจพื้นที่ ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวและประชาชน ตลอดจนสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยว ที่มาเที่ยวใน จว.กระบี่ และหากประชาชนท่านใดพบเห็นการกระทำผิด กรุณาแจ้งมายัง ตม.จว.กระบี่ โทร 075 611097  จักขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง

อธิบดีกรมพลศึกษา แถลงข่าวความพร้อมจัดการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 43 ประจำปี 2567 “กระบี่เกมส์” ครั้งที่ 43  

วันนี้ (19 ธ.ค.66) เวลา 11.00 น. ดร.นิวัตน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา พร้อมด้วยนายสมชาย หาญภักดีปฏิมา รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ร่วมกันแถลงข่าว
การจัดการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 43 ประจำปี 2567 “กระบี่เกมส์”

โดยมี นายสมศักดิ์ กิตติธรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ นายสมเกียรติ กิตติธรกุล นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดกระบี่ นายสุรัตน์ จรณโยธิน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกระบี่ และนายวิกรม พันธุ์เล่งผู้แทนมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตกระบี่  ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องประชุมเกาะกลาง โรงแรมกระบี่ ฟร้อนท์ เบย์ รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่

โดยการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 43 ประจำปี 2567 นี้ จังหวัดกระบี่รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันร่วมกับกรมพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยมุ่งหวังที่จะเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษาที่เข้าร่วมการแข่งขันนำทักษะกีฬาที่ตนได้ศึกษาเล่าเรียนมาแสดงศักยภาพในเวทีการแข่งขันที่มีความเป็นมาตรฐาน สามารถประเมินทักษะกีฬาของตนและเสริมสร้างประสบการณ์จากการแข่งขันกีฬาระดับชาติซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาไปสู่กีฬาในระดับที่สูงขึ้นต่อไปได้ ภายใต้สโลแกน “กระบี่เกมส์ เกมส์แห่งมิตรภาพ”

มีการจัดการแข่งขันรวม 25 ชนิดกีฬา ประกอบด้วย กรีฑา, คาราเต้-โด้, จักรยาน, เซปักตะกร้อ, เทควันโด, เทนนิส, เทเบิ้ลเทนนิส, บาสเกตบอล, แบดมินตัน, ปั่นจักสีลัต, เปตอง, ฟุตซอล, ฟุตบอล, มวยไทยสมัครเล่น,มวยสากลสมัครเล่น, ยกน้ำหนัก, เรือพาย, รักบี้ฟุตบอล 7 คน, ลีลาศ, วอลเลย์บอล, ว่ายน้ำ, วู้ดบอล, สนุกเกอร์, หมากล้อม, แฮนด์บอล, และกีฬาสาธิต 2 ชนิดกีฬา ได้แก่ กาบัดดี้และโรลเลอร์สกี การแข่งขันในครั้งนี้ คาดว่าจะมีนักกีฬาและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมจากทั่วประเทศกว่า 7,000 คน

นายสมชาย หาญภักดีปฏิมา รองผู้ว่าฯ กระบี่ กล่าวว่า ขอขอบคุณอธิบดีกรมพลศึกษา ที่ได้มอบคามไว้วางใจให้จังหวัดกระบี่เป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติ ครั้งที่ 43 ประจำปี 2567 “กระบี่เกมส์” ในนามของพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดกระบี่ เรามีความตั้งใจที่จะให้การต้อนรับนักกีฬาและเจ้าหน้าที่จากทุกจังหวัดเข้าสู่จังหวัดกระบี่ โดยเฉพาะการบูรณาการการทำงานร่วมกันไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีจังหวัดกระบี่มีความพร้อมอย่างยิ่ง ทั้งเรื่องของสถานที่ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวที่มีความสวยงาม พร้อมจะยกระดับการแข่งขันครั้งนี้ให้มีมาตรฐานทัดเทียมนานาประเทศ และยังก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการสร้างคุณค่าทางสังคม มูลค่าเชิงเศรษฐกิจ และสอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่ได้คัดเลือกให้จังหวัดกระบี่เป็นเมืองกีฬาหรือกระบี่สปอร์ตซิตี้เพื่อให้เป็นส่วนสำคัญในการสร้างการกระตุ้นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจังหวัดและประเทศอีกทางหนึ่ง ขอเชิญชวนชาวจังหวัดกระบี่ร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับทัพนักกีฬา ร่วมชม ร่วมเชียร์ และสนับสนุนจากทุกภาคส่วน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจส่งเสริมรายได้ให้แก่ชุมชนในท้องถิ่น ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวและขับเคลื่อนกระบี่เมืองกีฬา

ด้าน ดร.นิวัฒน์ ลิ้มสุขนิรันดร์ อธิบดีกรมพลศึกษา เปิดเผยว่า จังหวัดกระบี่มีศักยภาพสูงและมีความพร้อมในทุกด้าน ทั้งในด้านสถานที่จัดการแข่งขันที่พักนักกีฬา บุคลากร รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติที่สวยงามต้องขอขอบพระคุณท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ที่ได้มีส่วนช่วยในการสนับสนุนการพัฒนาการกีฬาของชาติ องค์กรองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตกระบี่ สมาคมกีฬาแห่งจังหวัดกระบี่ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดกระบี่ รวมถึงภาคคีเครือข่ายของจังหวัดกระบี่ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ร่วมกันเป็นเจ้าภาพต้อนรับคณะเจ้าหน้าที่และนักกีฬาจาก 10 เขตทั่วประเทศ ซึ่งคณะกรรมการจัดการแข่งขันในส่วนของจังหวัดกระบี่และกรมพลศึกษา ได้เตรียมความพร้อมในทุกด้านให้การจัดการแข่งขันในครั้งนี้ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีความเป็นมาตรฐานสากล ซึ่งจะส่งผลให้เด็กเยาวชน นักเรียน นักศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับประโยชน์สูงสุด

สำหรับจัดการแข่งขันกีฬานักเรียน นักศึกษาแห่งชาติในปีนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 43 โดยมีจังหวัดกระบี่
เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ภายใต้ชื่อ “กระบี่เกมส์ เกมส์แห่งมิตรภาพ” มีช้าง เป็นสัตว์นำโชค ชื่อ “น้องอุดมโชค” เป็นมาสคอตประจำการแข่งขัน และใช้สัญลักษณ์เรือหัวโทง เป็นสัญลักษณ์ในการแข่งขัน โดยจัดการแข่งขันระหว่างวันที่ 22-30 มกราคม 2567

สมาคมแม่บ้านตำรวจ จับมือนมตรามะลิแบรนด์ยอดขายอันดับ 1 ทำโครงการสร้างอาชีพให้กับครอบครัวตำรวจ มีอาชีพที่ยั่งยืนและมีรายได้ช่วยเหลือครอบครัวเพิ่มมากขึ้นผ่านแฟรนไชส์  “อาซ้อคาเฟ่”

วันที่ 19 ธันวาคม 2566 ​-  สมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมมือกับ  บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด เจ้าของแบรนด์นมตรามะลิ ได้จัดทำโครงการสร้างอาชีพให้กับครอบครัวตำรวจเพื่อให้ครอบครัวตำรวจมีอาชีพที่ยั่งยืนและมีรายได้ช่วยเหลือครอบครัวเพิ่มมากขึ้นผ่านแฟรนไชส์ "อาซ้อคาเฟ่“ คาดลุย 77 จังหวัดใน 1 ปี โดยมีพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) โครงการสร้างอาชีพให้กับครอบครัวตำรวจ ระหว่างสมาคมแม่บ้าน และบริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด เจ้าของแบรนด์นมตรามะลิ ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมตรามะลิที่ครองใจคนไทยมากว่า 60 ปี  มอบแฟรนไซส์ “อาซ้อคาเฟ่” Kiosk พร้อมทั้งจัดการฝึกอบรมการชงกาแฟขั้นพื้นฐาน และวิธีการบริหารจัดการร้านกาแฟ โดยใช้ศักยภาพความเป็นมืออาชีพในการพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ วัตถุดิบที่มีมาตรฐานสูงจาก นมตรามะลิ ให้กับครอบครัวตำรวจที่มีบุตรข้าราชการตำรวจที่เป็นเด็กพิเศษ และครอบครัวตำรวจที่เกิดอุบัติเหตุทุพพลภาพ ในขณะปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ความสามารถในการหาเลี้ยงชีพหรือดูแลครอบครัวลดลง โดยเน้นการลงทุนแบบครั้งเดียวจบ ไม่มีค่าแฟรนไชส์ ไม่เก็บเปอร์เซนต์จากยอดขายรายเดือน สร้างอาชีพอย่างยั่งยืน พร้อมเอาใจคนยุคใหม่ที่รักกาแฟ ได้สัมผัสประสบการณ์การดื่มกาแฟรสชาติดีแก้วโปรด โดยเฉพาะเมนูอาซ้อคอฟฟี่ ที่เป็นแก้วซิกเนเจอร์ เพราะเป็นเครื่องดื่มที่ทำจากวัตถุดิบคุณภาพจากนมตรามะลิ ในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย

คุณนิภาพรรณ สุขวิมล นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ กล่าวถึงโครงการนี้ว่า เป็นโครงการที่ทำต่อเนื่องจากโครงการ “ครอบครัวตำรวจ เราไม่ทิ้งกัน” สร้างอาชีพเพื่อเด็กพิเศษอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นโครงการที่ทำตามแผนกลยุทธ์ของสมาคมแม่บ้านตำรวจ ประจำปี 2567 ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของครอบครัวตำรวจ โดยมีการช่วยเหลือและสนับสนุนบุตรข้าราชการตำรวจที่เป็นเด็กพิเศษช่วยเหลือครอบครัวข้าราชการตำรวจที่มีบุตรเป็นเด็กพิเศษ โดยส่งเสริมให้เด็กพิเศษมีโอกาสประกอบอาชีพ มีรายได้ประจำที่มั่นคงตามศักยภาพและความสามารถ รวมถึงครอบครัวตำรวจที่เกิดอุบัติเหตุ ทุพพลภาพ ในขณะปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ความสามารถในการหาเลี้ยงชีพหรือดูแลครอบครัวลดลง  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ได้ประกอบอาชีพที่มีรายได้ประจำ สร้างขวัญกำลังใจบรรเทาทุกข์ให้ครอบครัวข้าราชการตำรวจและช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในครอบครัวได้

สมาคมแม่บ้านตำรวจยังได้มีแนวคิดพัฒนาและต่อยอดจากโครงการปันรักษ์ คาเฟ่ ซึ่งมีรูปแบบเป็นร้านค้าขนาดเล็ก  หรือร้านค้าที่เป็นลักษณะเคาน์เตอร์ หรือคีออส (Kiosk) จำหน่ายกาแฟสด พร้อมเครื่องดื่มชง ประเภทต่าง ๆ ราคาย่อมเยา แต่ยังคงคุณภาพและมาตรฐานไว้  สมาคมแม่บ้านตำรวจ จึงได้มีแนวคิด ช่วงแรกจะมีการสนับสนุน ตู้คีออส (Kiosk) ให้กับข้าราชการตำรวจและครอบครัว ที่มีความประสงค์จะดำเนินธุรกิจแฟรนไซส์กาแฟแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งจะพิจารณาจากเหตุผลและความจำเป็นรวมไปถึงทำเลที่ตั้งในการขาย และประชาสัมพันธ์ให้ข้าราชการตำรวจและครอบครัวที่มีความสนใจธุรกิจแฟรนไชส์กาแฟ ในราคาสวัสดิการตามขนาดของตู้คืออส (Kiosk) นอกจากนั้นยังมีการสอนวิธีการชงกาแฟขั้นพื้นฐาน และวิธีการบริหารจัดการร้านกาแฟอีกด้วย

นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ กล่าวว่า " รู้สึกดีใจมาก อย่างนมตรามะลิเข้ามาช่วยดูแลโครงการแฟรนไชส์ อาซ้อคาเฟ่ ซึ่งเป็นโครงการใหม่ที่มาต่อยอดจากร้านกาแฟปันรักษ์คาเฟ่ เราอยากให้ครอบครัวตำรวจอยู่แบบช่วยเหลือกันช่วยสร้างอาชีพให้กับกลุ่มแม่บ้านตำรวจเพิ่มเติม โดยที่แน่นอนต้องไม่ต้องเสียเงินค่าแฟรนไชส์ โดยมีเงื่อนไขง่าย ๆ มีเพียงอย่างเดียวคือ ให้ทางครอบครัวตำรวจเข้ามานำเสนอแผนธุรกิจกับสมาคม ทำเลที่ตั้งเป็นอย่างไร ตั้งใจทำมากน้อยแค่ไหน เราก็ยินดีส่งเสริม อยากให้เกิดรายได้ช่วยเหลือครอบครัวตำรวจจริงๆ โดย 10 แฟรนไชส์แรก ต้องขอบคุณทางนมตรามะลิที่สนับสนุนมาให้เพื่อให้แฟรนไซส์เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมภายในสิ้นปี 2566 นี้"

คุณหนึ่ง- สุดถนอม กรรณสูต กรรมการ บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด เจ้าของ  แบรนด์นมตรามะลิ กล่าวว่า “ทางนมตรามะลิ ดีใจที่ได้เป็นผู้ช่วยขับเคลื่อน แฟรนไชส์  อาซ้อคาเฟ่ กับสมาคมแม่บ้านตำราจได้ ซึ่งภายในสิ้นปี พ.ศ. 2566 เราจะนำร่อง 10 สาขาทั่วประเทศ โดยนมตรามะลิสนับสนุนมอบชุดธุรกิจ อาซ้อคาเฟ่ จำนวน 10 ชุด ผ่านสมาคมแม่บ้านตำรวจ เพื่อเป็นการสร้างอาชีพให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นกับครอบครัวตำรวจกำลังพลที่ประสบอุบัติเหตุในระหว่างปฎิบัติราชการ โดย เริ่มจาก จังหวัดสงขลา  ราชบุรี กรุงเทพมหานคร   โดยชุดธุรกิจแฟรนไชส์อาซ้อคาเฟ่ ราคาเริ่มต้นเพียง 35,000 บาทเท่านั้น ที่มุ่งเป้าการขายกาแฟในราคาที่เข้าถึงง่าย เริ่มต้นเพียง 45 บาท แต่เต็มไปด้วยคุณภาพจากวัตถุดิบนมตรามะลิ เน้นพัฒนาและต่อยอดสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์นมตรามะลิที่เป็นวัตถุดิบสำคัญของร้าน ในโอกาสนี้ ทางนมตรามะลิยังร่วมมอบผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์สนับสนุนในทุกๆ ชุดธุรกิจแฟรนไชส์ เพื่อสร้างอาชีพที่ยั่งยืนอีกด้วย”

นอกจากการสนับสนุนจากภาคเอกชนอย่างมอบผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ต่างๆ  จากบริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด (นมตรามะลิ) ได้ให้เกียรติมาร่วมสนับสนุนโครงการพิเศษของสมาคมแม่บ้านตำรวจแล้ว และยังได้รับเกียรติจาก ครูปาน คุณสมนีก คลังนอก ศิลปินชื่อดัง นักวาดภาพประกอบอิสระ เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ร่วมออกแบบโลโก้ กาแฟอาช้อ เน้นกลุ่มลูกค้าตามตลาดในชุมชนต่างๆ เพื่อสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกกลุ่ม เนื่องจากมีราคาย่อมเยา ส่งเสริมให้ตำรวจและครอบครัวได้มีโอกาส มีธุรกิจของตนเองได้ และที่สำคัญเพื่อส่งเสริมสนับสนุนผลิตภัณฑ์เมล็ดกาแฟของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนและชุมชนในพื้นที่ดอยสามหมื่น ตชด.ที่ 33 อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ที่ทางสมาคมแม่บ้านตำรวจได้มีโครงการสนับสนุน และพัฒนาเมล็ดกาแฟ เพื่อสร้างรายได้อีกทางให้แก่พื้นที่นั้นๆ อีกด้วย
 
ติดต่อรายละเอียด แฟรนไชส์อาซ้อคาเฟ่เพิ่มเติมได้ที่  ส.ต.ท. หญิง  เอื้ออารีย์ ภูชมศรี หมายเลขติดต่อ 09 1862 4521 Email : [email protected]

ตร. สรุป อาชญากรรมออนไลน์ที่ต้องจับตามอง ปี 2567 ยุคที่ AI สามารถเนรมิตได้ทุกอย่าง

วันนี้ (19 ธันวาคม 2566) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งจากสถิติการรับแจ้งความออนไลน์คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ผ่านมาพบว่ารูปแบบคดีที่มีจำนวนการแจ้งความมากที่สุดอันดับ 1 ยังคงเป็น “การหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการทางออนไลน์” มีจำนวนกว่า 150,000 คดี ส่วนรูปแบบคดีที่มีความเสียหายรวมสูงที่สุด อันดับ 1 คือ “หลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์” มีความเสียหายรวมกว่า 16,000 ล้านบาท สำหรับคดีในรูปแบบอื่น ๆ อาทิ “การหลอกให้โอนเงิน” “การหลอกให้กู้เงิน” และ “การข่มขู่ทางโทรศัพท์” ก็ยังคงรูปแบบคดีที่มีผู้เสียหายและสร้างความเสียหายในอันดับต้น ๆ เช่นเดียวกัน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอเตือนให้พี่น้องประชาชนระมัดระวังในการใช้สื่อออนไลน์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท เพราะคนร้ายจะพยายามใช้ทุกช่องทางในการเข้าถึงเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการส่ง SMS การโทรศัพท์หาเหยื่อ การลงโฆษณาในสื่อสังคมออนไลน์ หรือเว็บไซต์ต่าง ๆ และในหลายกรณีพบว่าคนร้ายมีข้อมูลส่วนบุคคลเชิงลึกของเหยื่อใช้ประกอบการหลอกลวงเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือด้วย

ส่วนแนวโน้มรูปแบบของอาชญากรรมออนไลน์ในปี พ.ศ. 2567 ที่จะมาถึงนี้ สิ่งที่พี่น้องประชาชนต้องระมัดระวังนอกเหนือจากที่ได้กล่าวมาข้างต้น คือการที่คนร้ายนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) มาใช้ในการสร้างเนื้อหาปลอมขึ้นมาเพื่อใช้ในการฉ้อโกง หรือสร้างความเสียหาย โดยการนำ AI มาใช้สร้างภาพหรือคลิปปลอม เพื่อนำมาแสวงหาประโยชน์ต่าง ๆ เช่น
1. การสร้างภาพหรือคลิปปลอมเป็นบุคคลอื่น (AI Deepfakes) เพื่อใช้ในการฉ้อโกง
2. การเลียนเสียงของบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือคนรู้จัก (AI Voice Covers) จากตัวอย่างเสียง เพื่อใช้ในการฉ้อโกง
3. การสร้างคลิปลามกปลอม (AI Deepfakes) ทำให้บุคคลอื่นเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือแสวงหาประโยชน์
4. การสร้างข่าวปลอม (Fake News) ที่ดูน่าเชื่อถือ ทำให้เกิดความตื่นตระหนก หรือความเข้าใจผิด
โดยวิธีการที่จะป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อคือการอย่าเชื่อในสิ่งที่เห็นหรือได้ยินในโลกออนไลน์ โดยยึดหลัก “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” เพื่อป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ และหากพบว่าตนเองถูกแอบอ้างหรือปลอมบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ ให้รีบดำเนินการ “แจ้งความ รีพอร์ต บอกเพื่อน” เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับญาติพี่น้อง หรือเพื่อนสนิทต่อไป

สุดท้ายนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงทางสื่อสังคมออนไลน์ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.

‘นันทิวัฒน์’ ชี้!! ‘สังคมเมกา’ อาการหนัก!! ใครคิดสะท้อนเสรีภาพตน ต้องมีขอบเขต หลังพบ รร.ดังไล่เด็กนักเรียนออก เพียงเพราะแม่เด็กโพสต์หนุนปาเลสไตน์

เสรีภาพ?

บรรดาด้อมและสื่อที่รับใช้ต่างชาติ ช่วยอ่านข่าวนี้หน่อย

‘อเมริกา’ ประเทศต้นแบบประชาธิปไตย ประเทศที่ด้อมคลั่งไคล้ว่า ‘มีเสรีภาพ’ ทำกับประชากรของตนเองยังไง

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 66 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ‘The Council on American - Islamic Relations’ เรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ สืบสวนสาเหตุการไล่ ‘Jad Abuhamda’ นักเรียนของโรงเรียน The Pine Crest School ที่ฟลอริด้า หลังจากที่ ‘Dr. Maha Almasri’ แม่ของเด็กนักเรียน ซึ่งเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ของโรงเรียน ได้โพสต์ข้อความสนับสนุนปาเลสไตน์ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์

ทางโรงเรียนมองว่า “เต็มไปด้วยความเกลียดชัง และปลุกปั่นความไม่สงบ”

เรื่องการต่อสู้ในปาเลสไตน์ ใครจะคิดอะไร ใครจะสนับสนุนฝ่ายไหน ก็ไม่เห็นจะเป็นไร ทุกฝ่ายมีจุดยืนวิธีคิด มีการรับรู้ที่แตกต่างกัน

แต่ตรงกันข้ามกับกรณีนี้ที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ มันน่าแปลก ประเทศต้นแบบของการแสดงความคิดเห็น คนกลับมีเสรีภาพลดลง

นั่นหมายความว่า “เสรีภาพต้องมีขอบเขต”

ตร. สรุป อาชญากรรมออนไลน์ที่ต้องจับตามอง ปี 2567 ยุคที่ AI สามารถเนรมิตได้ทุกอย่าง

วันนี้ (19 ธันวาคม 2566) พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากอาชญากรรมรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งจากสถิติการรับแจ้งความออนไลน์คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ผ่านมาพบว่ารูปแบบคดีที่มีจำนวนการแจ้งความมากที่สุดอันดับ 1 ยังคงเป็น “การหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการทางออนไลน์” มีจำนวนกว่า 150,000 คดี ส่วนรูปแบบคดีที่มีความเสียหายรวมสูงที่สุด อันดับ 1 คือ “หลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์” มีความเสียหายรวมกว่า 16,000 ล้านบาท สำหรับคดีในรูปแบบอื่น ๆ อาทิ “การหลอกให้โอนเงิน” “การหลอกให้กู้เงิน” และ “การข่มขู่ทางโทรศัพท์” ก็ยังคงรูปแบบคดีที่มีผู้เสียหายและสร้างความเสียหายในอันดับต้น ๆ เช่นเดียวกัน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงขอเตือนให้พี่น้องประชาชนระมัดระวังในการใช้สื่อออนไลน์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท เพราะคนร้ายจะพยายามใช้ทุกช่องทางในการเข้าถึงเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการส่ง SMS การโทรศัพท์หาเหยื่อ การลงโฆษณาในสื่อสังคมออนไลน์ หรือเว็บไซต์ต่าง ๆ และในหลายกรณีพบว่าคนร้ายมีข้อมูลส่วนบุคคลเชิงลึกของเหยื่อใช้ประกอบการหลอกลวงเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือด้วย

ส่วนแนวโน้มรูปแบบของอาชญากรรมออนไลน์ในปี พ.ศ. 2567 ที่จะมาถึงนี้ สิ่งที่พี่น้องประชาชนต้องระมัดระวังนอกเหนือจากที่ได้กล่าวมาข้างต้น คือการที่คนร้ายนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) มาใช้ในการสร้างเนื้อหาปลอมขึ้นมาเพื่อใช้ในการฉ้อโกง หรือสร้างความเสียหาย โดยการนำ AI มาใช้สร้างภาพหรือคลิปปลอม เพื่อนำมาแสวงหาประโยชน์ต่าง ๆ เช่น
1. การสร้างภาพหรือคลิปปลอมเป็นบุคคลอื่น (AI Deepfakes) เพื่อใช้ในการฉ้อโกง
2. การเลียนเสียงของบุคคลที่มีชื่อเสียงหรือคนรู้จัก (AI Voice Covers) จากตัวอย่างเสียง เพื่อใช้ในการฉ้อโกง
3. การสร้างคลิปลามกปลอม (AI Deepfakes) ทำให้บุคคลอื่นเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือแสวงหาประโยชน์
4. การสร้างข่าวปลอม (Fake News) ที่ดูน่าเชื่อถือ ทำให้เกิดความตื่นตระหนก หรือความเข้าใจผิด
โดยวิธีการที่จะป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อคือการอย่าเชื่อในสิ่งที่เห็นหรือได้ยินในโลกออนไลน์ โดยยึดหลัก “ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน” เพื่อป้องกันตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมออนไลน์ และหากพบว่าตนเองถูกแอบอ้างหรือปลอมบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ ให้รีบดำเนินการ “แจ้งความ รีพอร์ต บอกเพื่อน” เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับญาติพี่น้อง หรือเพื่อนสนิทต่อไป

สุดท้ายนี้ หากพี่น้องประชาชนได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงทางสื่อสังคมออนไลน์ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

หลวงพ่อวัดถ้ำกระบอกตกหลังคาเจ็บสาหัส  ลูกศิษย์ต้องเดินหามเกี้ยวส่ง รพ.ไกล 6 กม.

เมื่อวานนี้ (18 ธ.ค.66) จากกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Pakaraporn Bunta ได้โพสต์รูปภาพ เป็นภาพหลวงพ่อรูปหนึ่งอยู่ในกระเช้าที่มีรถเครนยกขึ้นไปบนหลังคาวิหารที่กำลังก่อสร้าง แล้วเกิดพลัดตกทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส กระทั่งลูกศิษย์จำนวนหนึ่งนำหลวงพ่อขึ้นเกี้ยวหามส่งโรงพยาบาล พร้อมกับระบุข้อความไว้ว่า “สัจจะ คือตัวกระทำ ห้ามขึ้นรถลงเรือ” เรื่องคือหลวงพ่อขึ้นไปทำหลังคา แล้วท่านตกลงมาจากข้างบน แต่ประเด็นคือ ท่านไม่ยอมขึ้นรถของ รพ.ที่มารับ แต่จะเดินไป รพ. เอง แต่ด้วยระยะทางเกือบ 6 โลเมตร และเลือดออกไม่หยุด ลูกศิษย์ไม่ให้ท่านเดิน เลยต้องทำเกี้ยวนั่ง

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปวัดถ้ำกระบอก หมู่ 11 ตำบลขุนโขลน อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เพื่อสอบถามสาเหตุและเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นที่ภายในวัดถ้ำกระบอก จึงทราบว่าพระที่ได้รับบาดเจ็บคือ พระอาจารย์บุญส่ง ฐานจาโร ประธานมูลนิธิถ้ำกระบอกและประธานสงฆ์วัดถ้ำกระบอก โดยได้พบกับ พระองอาจ ปภากโร อายุ 67 ปี ผู้ดูแลรักษาบำบัดยาและสุรา วัดถ้ำกระบอก กล่าวว่า เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. เกิดอุบัติเหตุขึ้นนิดหน่อย กู้ภัยสังเกตเห็นหูท่านมีเลือดออก เป็นพระที่นี่เป็นพระที่บวชแล้วเอาตัวกระทำเป็นที่พึ่ง คือการทำงานเป็นที่พึ่ง ไม่ได้ออกไปเรี่ยไร หลวงพ่อท่านอายุจะ 80 แล้ว ท่านยังแข็งแรงอยู่ ท่านขึ้นไปมุงหลังคาเอง

เกิดเหตุการณ์กระเช้าเคนหลุด หลวงพ่อเลยร่วงลงมา ค้างอยู่ประมาณ 6 เมตร ได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะมีแผล มีเลือดออกจากหูนิดหน่อย แต่ท่านจะไม่ไปโรงพยาบาล ลูกศิษย์ไม่ยอม เลยพากันหามท่านไป เพราะว่าท่านเชื่อเรื่องสัจจะ ไม่ขึ้นรถลงเรือ เป็นอะไรต้องเดิน เดินไม่ไหวก็หามกันไป ปฏิบัติมาตลอดตั้งแต่ พ.ศ.2502 กว่า 60 ปี ตั้งแต่หลวงปู่ใหญ่เป็นผู้ให้กำเนิดวัดถ้ำกระบอก ก็เอาสัจจะเป็นที่พึ่ง ตอนนี้อาการท่านไม่มีปัญหา หมอนัดผลเอกซเรย์วันนี้ช่วงบ่าย มีเย็บ 13 เข็ม มีแผลถลอกนิดหน่อย รอผลเอกซเรย์ศรีษะว่าจะมีกระทบกระเทือนไหม ลูกศิษย์ให้หมอดูแลให้เต็มที่ ถึงท่านจะอายุมากแล้วแต่ท่านยังแข็งแรงอยู่ คนหนุ่มบางคนยังสู้ท่านไม่ได้ ฉันมื้อเดียว ไม่ขึ้นรถลงเรือ ไม่รับกิจนิมนต์ บาดเจ็บสาหัสยังไงก็ไม่ยอมขึ้นรถ

ทางด้านนายอำนวย แก้วศรี อายุ 46 ปี ลูกศิษย์วัดถ้ำกระบอก กล่าวว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นประมาณ 12.00 น.ได้ยินเสียงดัง จึงเดินออกไปดูมีลูกศิษย์วัดอีกคนวิ่งมาว่าหลวงพ่อร่วงลงมาแต่ค้างอยู่บนหลังคาชั้น 2 เมื่อนำท่านลงมาแล้วทำการปฐมพยาบาล มีบาดแผลที่ศีรษะ ที่ขา และอีกหลายแห่ง

เบื้องต้น กู้ภัยมาแล้วจึงได้ประเมินบาดแผล แต่หลวงพ่อไม่ยอมไปโรงพยาบาล เพราะหลวงพ่อท่านไม่ขึ้นรถ เลยเสนอให้ทำเกี้ยวแบกไป อาจารย์บอกว่าจัดการได้เลย ผมจึงไปนำเกี้ยวมา แล้วจึงนำท่านขึ้นเกี้ยว แล้วแบกกันไป เหตุผลที่ท่านไม่ขึ้นรถเพราะท่านรับสัจจะเอาไว้ ว่าจะไม่ขึ้นรถลงเรือ ท่านบวชมา 50 กว่าปี ท่านไม่เคยขึ้นรถ ท่านเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ท่านไม่เคยขึ้นรถ เพราะหลวงพ่อท่านทำงานทุกวัน อายุ 70 กว่า ช่วงที่แบกเกี้ยวไปส่งประมาณ 6 กิโลเมตร

อาการเบื้องต้นทางโรงพยาบาลเย็บแผลให้ ต้องรอดูอาการท่าน 2 วัน เกรงว่าสมองจะได้รับการกระทบกระเทือน เพราะมีเลือดออกทางหู 

‘เทรซี เอมิน’ ศิลปินดังอังกฤษ ขอบคุณประเทศไทย หลัง ‘โรงพยาบาล-โรงแรม’ ดูแลอย่างดี ขณะล้มป่วย

(18 ธ.ค. 66) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงาน เทรซี เอมิน ศิลปินชื่อดังของอังกฤษ อยู่ระหว่างพักผ่อนใน จ.ภูเก็ต ของไทย แต่แล้วก็เกิดอาการเจ็บป่วย โดยเจ้าตัวโพสต์ผ่านอินสตาแกรมเมื่อวันอาทิตย์ (17 ธ.ค.66) ว่า เธอรู้สึกเหมือน ‘ใช้เก้าชีวิตของตนเองไปอีกหนึ่งชีวิต’ เธอไม่สบายอย่างมาก และขอขอบคุณโรงพยาบาล และโรงแรมหรูที่เธอเข้าพักบนเกาะภูเก็ต

“ไม่ใช่มะเร็งแต่เป็นอาการแทรกซ้อนที่ลำไส้เล็กจากการติดเชื้อ และแผลเป็นบนเนื้อเยื่อรวมถึงการเดินทางด้วยเครื่องบินยิ่งทำให้อาการเลวร้ายเป็นล้านเท่า จนลำไส้เล็กฉันเกือบระเบิด โชคดีที่ฉันอยู่ในประเทศไทย ระหว่างทางกลับจากออสเตรเลีย ฉันจึงเข้าโรงพยาบาลที่ดีมากสองสามวัน ตอนนี้กำลังพักฟื้นในที่พักหรู”

เอมิน วัย 60 ปี คนดังจากขบวนการศิลปินอังกฤษรุ่นใหม่ ช่วงปลายทศวรรษ 1980-1990 ต้องต่อสู้กับมะเร็งและได้รับการผ่าตัดใหญ่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ในอดีต ศิลปินผู้เคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเทอร์เนอร์ เคยถูกมองว่า เป็นเด็กเลวในทศวรรษ 1990 สร้างผลงานแนวแหกกฎกุลสตรีอังกฤษ 

ผลงานศิลปะจัดวาง My Bed เตียงที่ยังไม่จัดรายล้อมไปด้วยข้าวของรก ๆ ส่วนตัว เช่น ขวดวอดก้าเปล่า ซองบุหรี่ และถุงยางอนามัย เรียกเสียงฮือฮาในอังกฤษทันทีที่เปิดตัวในปี 2542

วิบากกรรมหนุ่ม 2 สัญชาติ ผู้เฝ้ารอวีซ่าลี้ภัยจากดินแดนใหม่ หลังหนึ่งประเทศไฟสงครามไม่เคยดับ ส่วนอีกหนึ่ง ศก.ลาลับ

ไม่นานมานี้ ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ‘GO GALA แคมป์ปิ้งออสเตรเลีย’ ได้โพสต์เรื่องราวชีวิตของ Oday ชายหนุ่มชาวซีเรีย อยู่ออสเตรเลียมามากกว่า 10 ปี แต่ไม่เคยได้กลับบ้านเกิดเมืองนอนเลย โดยมีเนื้อหาดังนี้...

แอดแม่อยากให้เรื่องของ Oday เป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆ คนที่อยู่ต่างประเทศ สู้ต่อ 

เมื่อวานระหว่างนั่งรอทำธุระในเมือง แอดแม่สั่งกาแฟกิน และมีเวลานั่งชิว เลยได้มีโอกาสนั่งคุยกับบาริสต้าหนุ่ม ผู้มีเรื่องราวชีวิตที่โคตรเหลือเชื่อ 

บทสนทนาเริ่มต้นจากเรื่องทั่วๆ ไป มาจากไหน ได้กลับบ้านบ่อยรึป่าว เขาบอกว่าไม่ได้กลับบ้านมา 10 ปีแล้ว เพราะต้องใช้เงินเยอะ กลับไม่ได้ ถ้ากลับแล้วไม่รู้ชีวิตจะเป็นยังไง 

นั่นทำให้แอดแม่เริ่มต้นคุยกับ Oday อย่างจริงจัง

แม่ของ Oday เป็นคนเวเนซุเอลา ได้มาพบรักกับพ่อที่ประเทศซีเรีย

Oday เกิดมาแบบมีสองสัญชาติ มีสอง Passport ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ปรากฏว่าสองประเทศที่เป็นตัวเลือกในชีวิตของ Oday หนึ่งประเทศมีสงครามกลางเมือง อีกหนึ่งประเทศประสบความล้มเหลวทางเศรษฐกิจจนหาทางฟื้นขึ้นมาไม่ได้

ย้อนกลับไปเกิน 10 ปีที่แล้ว ตั้งแต่ปี 2011 ประเทศซีเรียเริ่มเกิดสงครามกลางเมือง ถ้า Oday ไม่ออกนอกประเทศเขาจะต้องไปเป็นทหาร เขาเลือกที่จะไม่เป็น และหาทางออกนอกประเทศ

เขาลองไปอยู่ประเทศเวเนซุเอลากับญาติพี่น้องฝั่งแม่อยู่ 7 เดือน หลังจากนั้นเขาเลือกที่จะมาออสเตรเลียด้วยวีซ่านักเรียน 

เรียนไปเรียนมาได้ห้าหกปี สงครามกลางเมืองซีเรียรุนแรงขึ้น ที่บ้าน Oday ไม่มีเงินจะส่งค่าเรียนแล้วเพราะสงครามไม่ดีขึ้น มีแต่แย่ลงทุกวัน รายได้ที่บ้านก็หดหาย

Oday ตัดสินใจไม่ไปเรียนหนังสือ เพราะเรื่องเงิน เมื่อคุณไม่ไปเรียนตามวีซ่านี่คุณต้องทำ แน่นอนวีซ่านักเรียนของ Oday โดนแคนเซิล 

Oday ต้องยื่นวีซ่า Protection เพราะทนายบอกว่าเป็นวีซ่าเดียวที่เขาจะยื่นได้ เขารอผลวีซ่า Protection ได้ ปีกว่าๆ ผลออกมาว่า Invalid เพราะ Oday มี 2 Passport มีทั้งซีเรียและเวเนซุเอลา เขาปรึกษาทนายว่าทำอะไรได้บ้าง 

ทนายคนแรกบอกว่าทำอะไรไม่ได้หรอก นอกจากต้องกลับซีเรีย...ทนายอีกคนหนึ่ง แนะนำให้เขาไปขอยกเลิก Passport เวเนซุเอลา ให้เหลือว่าเป็นคนซีเรียประเทศเดียว 

Oday ไม่มีทางเลือกอื่น เขา Give Up สัญชาติเวเนซุเอลาที่เขาได้มาจากแม่ เพื่อที่จะได้ยื่น Protection วีซ่าใหม่อีกรอบ

ถ้าออสเตรเลียให้วีซ่านี้กับ Oday พ่อแม่และน้องสาวของเขาก็จะได้ด้วย ครอบครัวจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง Oday คือตัวแทนของบ้านนี้เรื่องวีซ่าลี้ภัย 

ตอนนี้ Oday ทำอะไรไม่ได้ นอกจากรอ…

แอดบอกเขาว่าขอเขียนเรื่องเขาให้เพื่อนๆ อ่านได้มั้ย เขาบอกยินดี และขอบคุณ

สิ้นปีนี้อาชีพบาริสต้าของเขาก็ไม่รู้จะได้ทำรึป่าว ไม่รู้เจ้าของร้านจะเปิดร้านรึป่าว ไม่รู้เขาจะมีเงินรึป่าว

แอดแม่ชวนเขามากินข้าวที่ร้าน เขาบอกว่าอาจจะไปปีหน้า แอดแม่บอกว่า มาเลย เดี๋ยวเลี้ยงข้าว 

มิตรภาพของคนสองคนที่เกิดขึ้นในเวลาอันสั้น 

มันเกิดจากที่คนคนนึงประทับใจในเรื่องราวชีวิตและการต่อสู้ของคนอีกคนหนึ่ง 

ขอให้เรื่องราวของ Oday เป็นกำลังใจดีๆ ให้หลายๆ คน ค่ะ

ต้น กับ จิ๊บ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top