Friday, 5 June 2026
NEWS FEED

THE STATES TIMES ปักหมุด "New Gen News Agency" ชี้ขาดความสำเร็จด้วยการเป็นสื่อ ที่ "สร้างความเข้าใจ - เข้าถึง" คนรุ่นใหม่

ในปี พ.ศ. 2564 ซึ่งเป็นปีแรกของการดำเนินงานเต็มรูปแบบ THE STATES TIMES ได้ประกาศกำหนดตำแหน่งทางการตลาดและทางยุทธศาสตร์ของตนเองไว้อย่างชัดเจนว่า เป็น "New Gen News Agency" หรือสำนักข่าวสำหรับคนรุ่นใหม่ การกำหนดทิศทางนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การใช้คำศัพท์ที่ทันสมัย แต่เป็นการตอบสนองต่อช่องว่างสำคัญที่เกิดขึ้นในภูมิทัศน์สื่อสารมวลชนของไทย

ตลาดสื่อไทยในช่วงปี 2564 เผชิญกับความท้าทายในการเข้าถึงและสร้างความผูกพันกับกลุ่มผู้อ่านอายุระหว่าง 18-35 ปี (Millennials และ Gen Z) สื่อดั้งเดิมมักจะมีเนื้อหาที่หนักและเข้าถึงยากเกินไป ขณะที่สื่อออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมักจะเน้นความบันเทิงหรือการนำเสนอข่าวที่หวือหวาเพื่อเรียกยอดคลิกโดยขาดความลึกซึ้ง "New Gen News Agency" จึงถูกกำหนดขึ้นเพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง ความลึกซึ้งของการวิเคราะห์ กับ ความรวดเร็วและความเข้าใจง่ายของคอนเทนต์ดิจิทัล

ยุทธศาสตร์นี้เน้นการนำประเด็นที่ซับซ้อนและสำคัญ เช่น ภูมิรัฐศาสตร์, เศรษฐศาสตร์มหภาค, และเทคโนโลยี เข้ามานำเสนอในรูปแบบที่สามารถสร้าง "ความสนใจ" และ "ความเข้าใจ" ให้กับคนรุ่นใหม่ได้ โดยใช้ภาษาที่ตรงไปตรงมา การออกแบบกราฟิกที่ดึงดูด และการนำเสนอผ่านวิดีโอที่มีคุณภาพสูง การที่สำนักข่าวฯ เน้นย้ำถึงการใช้รูปแบบสื่อที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคของคนกลุ่มนี้ ทำให้สามารถสร้างความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) ได้อย่างรวดเร็ว

ผลลัพธ์ของการกำหนดตำแหน่งที่ชัดเจนนี้ คือการที่ THE STATES TIMES สามารถขยายฐานผู้ติดตามบนแพลตฟอร์มอย่าง YouTube และ LINE TODAY ได้อย่างก้าวกระโดดในปี 2564 กลายเป็นแหล่งข้อมูลที่คนรุ่นใหม่ใช้ในการทำความเข้าใจประเด็นทางสังคมและการเมืองที่สำคัญ การมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อและมีอิทธิพลทางความคิดในอนาคต ทำให้สำนักข่าวมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในสายตาของพันธมิตรทางธุรกิจและนักโฆษณา การเป็น "New Gen News Agency" จึงเป็นแกนหลักที่กำหนดรูปแบบการนำเสนอ การเลือกประเด็น และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของสำนักข่าวฯ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จบจนครบรอบ 5 ปีในวันที่ 12 ธันวาคม ที่ผ่านมา และพร้อมก้าวข้ามสู่ปีที่ 6 อย่างมั่นคง
 

เทควันโดทีมชาติไทย สร้างผลงานยอดเยี่ยม "หยู" บัลลังก์ ทับทิมแดง สมราคาแชมป์โลก ปิดเกม 2-0 ยก ชนะขาดทั้งรอบรองฯ–ชิงฯ คว้าทองซีเกมส์สมัยแรก รุ่น 68 กก.ตามเป้า

(13 ธ.ค. 68) "บัลลังก์" ทับทิมแดง แชมป์โลกเทควันโดคนล่าสุด นำทีมเทควันโดไทย โชว์ฟอร์มร้อนแรง คว้าเหรียญทองประเภทต่อสู้รุ่น 68 กก.ชาย ได้เป็นสมัยแรก ในซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ พร้อมนำทีมคว้าอีก 3 เหรียญทองในวันเดียวกัน

การแข่งขันวันที่ 3 มีการชิงชัยประเภทต่อสู้ 5 เหรียญทอง โดยรุ่น 68 กก.ชายที่ "บัลลังก์" ลงสนามสามารถชนะทั้งรอบรองชนะเลิศและรอบชิงชนะเลิศด้วยสกอร์ขาดลอย 2-0 ยกทั้งสองรอบ ส่งผลให้เขาเป็นแชมป์ซีเกมส์ครั้งแรกตามเป้าหมาย "บัลลังก์" บอกว่า "ผมตั้งใจแชมป์นี้มานาน และจะรักษาผลงานนี้ต่อไป"

นอกจาก "บัลลังก์" ทีมไทยยังได้อีก 2 เหรียญทองจากรุ่น 58 กก.ชาย "ฟาอีส" สิรวิชญ์ มะหะหมัด และรุ่น 80 กก.ชาย "แตงโม" ธนาธร แซ่โจ ซึ่งทั้งคู่แสดงความแข็งแกร่งคว้าชัยในรอบชิง

ฝั่งทีมเทควันโดหญิงได้รับเหรียญเงินจาก "กีต้าร์" กมลชนก สีเคน ในรุ่น 49 กก.หญิง และเหรียญทองแดงจาก "ลูกแก้ว" กัญจ์ณาลักษณ์ ชื่นชูกลิ่น รุ่น 73 กก.หญิง สรุปวันเดียว ทีมไทยได้ 3 ทอง 1 เงิน 1 ทองแดง ยอดรวม 2 วันกวาดไปแล้ว 6 เหรียญทอง

ผลงานนี้แสดงถึงความแข็งแรงของทีมเทควันโดไทยในเวทีซีเกมส์ โดยเฉพาะการที่แชมป์โลก "บัลลังก์" เป็นหัวหอกนำทีมที่ทำผลงานทะยานขึ้นจนเป็นความหวังหลักของชาติในปีนี้
 

เดชาธร เชาว์เลขา รองผู้ว่าฯ พระนครศรีอยุธยา สั่งสมงานรับมือภัยพิบัติ-สร้างชุมชนเข้มแข็ง

กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งโยกย้ายแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดล็อตใหญ่ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 หนึ่งในนั้นคือ นายเดชาธร เชาว์เลขา ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สังกัดกรมการปกครอง และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในจังหวัดบ้านงานเดิมของตนเอง การขยับขึ้นมาทำหน้าที่บริหารจังหวัดเต็มตัวครั้งนี้ น่าสนใจเป็นพิเศษเพราะพระนครศรีอยุธยาเป็นทั้งเมืองมรดกโลกด้านประวัติศาสตร์-วัฒนธรรม และเป็นฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศไปพร้อมกัน

ข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะระบุเพียงว่า นายเดชาธรเป็นข้าราชการสังกัดกรมการปกครองที่เติบโตมาจากสายงาน “นักปกครองท้องที่” เคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอในหลายพื้นที่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนเลื่อนขึ้นเป็นปลัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงกล่าวได้ว่าเขาสั่งสมประสบการณ์ทำงานภาคสนามและงานนโยบายในพื้นที่เดียวกันต่อเนื่องยาวนาน ตั้งแต่ระดับอำเภอจนถึงระดับจังหวัด

ในระดับพื้นที่ นายเดชาธรเริ่มเป็นที่รู้จักจากบทบาทนายอำเภอท่าเรือ ทั้งในด้านการขับเคลื่อนงานขจัดความยากจนและการดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยทำงานร่วมกับกิ่งกาชาดอำเภอและท้องถิ่น ลงพื้นที่เยี่ยมครัวเรือนยากจน ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียง รวมถึงการมอบถุงยังชีพ-เงินช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น

ต่อมาเมื่อย้ายมาดำรงตำแหน่งนายอำเภอพระนครศรีอยุธยา เขามีบทบาทในการบูรณาการงานบริหารอำเภอ ทั้งการประชุม ก.บ.อ. อย่างสม่ำเสมอ การเตรียมการจัดงาน “ยอยศยิ่งฟ้าอยุธยามรดกโลก-งานกาชาด” และการขับเคลื่อนโครงการ “อยุธยาเมืองสะอาด-กรุงเก่าเมืองสะอาด” เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ขนานไปกับการวางแผนรับมืออุทกภัย ภัยแล้ง อัคคีภัย และวาตภัยในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา

เมื่อเลื่อนขึ้นเป็นปลัดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายเดชาธรรับบทเป็นกลไกสำคัญในระดับจังหวัด ทั้งในงานความมั่นคงและสังคม เขามีบทบาทในโครงการ “หมู่บ้านสีขาว ปลอดยาเสพติด” ตามแผนปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด “No Drugs No Dealers” ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยามอบใบประกาศเกียรติคุณให้หมู่บ้านที่ผ่านเกณฑ์กว่า 100 แห่ง โดยในฐานะปลัดจังหวัดได้อธิบายแนวทางสร้างชุมชนเข้มแข็งและหมู่บ้านปลอดยาเสพติดอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน เขายังทำหน้าที่กล่าวรายงานและขับเคลื่อนพิธีสำคัญของจังหวัด เช่น พิธีมอบเหรียญที่ระลึกพระราชทานในวันข้าราชการพลเรือนและวันสถาปนากระทรวงมหาดไทย ซึ่งย้ำบทบาทของข้าราชการมหาดไทยในภารกิจ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้ประชาชนในพื้นที่

ในมุมมองเชิงนโยบาย การก้าวขึ้นมาเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาของนายเดชาธรจึงน่าจะต่อยอดจากประสบการณ์ที่เห็นทั้ง “หน้าเมืองมรดกโลก” และ “ฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่” ของจังหวัดอย่างใกล้ชิด พระนครศรีอยุธยาเป็นทั้งพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์ที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกและจุดหมายท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ขณะเดียวกันก็มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น โรจนะ และกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตที่ดึงดูดการลงทุนจำนวนมากจนทำให้จังหวัดมีโครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก

ในบริบทเช่นนี้ แนวทางการทำงานของเขามีแนวโน้มจะเน้นการบริหารจัดการพื้นที่ให้สมดุล ระหว่างการอนุรักษ์และยกระดับมรดกโลก-แหล่งท่องเที่ยว (ผ่านงานความสะอาด การจัดการขยะ และการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ) กับการดูแลผลกระทบจากภาคอุตสาหกรรม การจัดการน้ำ-ภัยพิบัติ และการสร้างกลไกให้ชุมชนมีส่วนร่วม ทั้งในเมืองเก่าและพื้นที่รอบนิคมฯ เพื่อให้พระนครศรีอยุธยาเป็นทั้ง “เมืองมรดกโลกที่ดูแลรักษาได้จริง” และ “เมืองอุตสาหกรรมที่อยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน”


ที่มา: https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1209257
https://www.naewna.com/politic/930454
https://siamrath.co.th/n/452649
https://www.topnews.co.th/news/839127
https://chapternews.redcross.or.th/?p=82368
https://siamrath.co.th/n/315767
https://www.facebook.com/thajaosanook/posts/5239092032852598/
https://www.facebook.com/dopa.tharuadistric/posts/436491795330241/
https://www.siampollnews.com/detail-column.php?id_news=469
https://ayutthaya.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/377660
https://virtualhistoricalpark.finearts.go.th/ayutthaya/index.php/th/
https://www.thai-koujyo.com/ie_summary.php?ineid=0048&lg=th

ดรามาเสียงเพี้ยนพิธีเปิดซีเกมส์ “แบมแบม” สวนแรง “พี่วี” ไม่ต้องพิสูจน์! อย่าตัดสินศิลปินด้วยเสียงถ่ายทอด เสียงเพี้ยนไม่ใช่คดีแต่การโยนบาปให้ศิลปิน “นี่แหละปัญหา”

เมื่อวันที่ (12 ธ.ค. 68) ดรามาเสียงเพี้ยนจากการแสดงเพลง "1%" ของ 'วี วิโอเลต' ในพิธีเปิดซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ราชมังคลากีฬาสถาน กลายเป็นประเด็นร้อนบนโซเชียลหลังเสียงร้องไม่ตรงตามที่คนดูคาดหวังในถ่ายทอดสด เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568

'วี วิโอเลต' ชี้แจงว่าถูกบรีฟให้ลิปซิงก์ 100% เนื่องจากเหตุผลทางเทคนิค แต่ไมค์กลับถูกเปิดในขณะถ่ายทอดสด ส่งผลให้เสียงที่คนดูได้รับไม่สมบูรณ์ ขณะที่ 'F.HERO' เสริมว่าได้รับบรีฟให้ปิดไมค์เนื่องจากเป็นการแสดงลิปซิงก์ ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนจากการประสานงานกับทีมถ่ายทอด

ต้นสังกัด Universal Music Thailand ออกแถลงการณ์ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดในการประสานงาน ทำให้การแสดงไม่เป็นไปตามแผนที่ตกลงไว้ และแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว

ดรามานี้ได้รับความสนใจจาก 'แบมแบม กันต์พิมุกต์' ที่เข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจ 'วี' ว่า "พี่วีไม่ต้องพิสูจน์เลยครับ คนทั้งโลกรับรู้ถึงความสามารถของพี่มาตั้งนานแล้วครับ" คำพูดนี้ช่วยเบรกกระแสดรามาและเน้นย้ำว่าความสามารถศิลปินไม่ควรถูกตัดสินจากความผิดพลาดทางเทคนิคเพียงครั้งเดียว

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนความสำคัญของการประสานงานและระบบเสียงในการถ่ายทอดสดงานระดับชาติ แม้ศิลปินจะไม่ได้ผิด แต่เสียงที่ออกอาจสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงทันที

หมุดหมายแรก THE STATES TIMES จดทะเบียนบริษัทอย่างเป็นทางการ ต.ค. 63 ชูความมุ่งมั่นสร้างสื่อออนไลน์ที่ไม่บิดเบือน พร้อมยึดมั่นใน 3 สถาบันหลักของชาติ

การตัดสินใจจดทะเบียนบริษัท เดอะสเต็ทส์ไทม์ จำกัด ในช่วงปลายเดือนตุลาคม พ.ศ. 2563 ถือเป็นหมุดหมายแรกที่แสดงถึงความตั้งใจอย่างแน่วแน่ของกลุ่มผู้ก่อตั้งที่จะเข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการสื่อออนไลน์ การดำเนินการนี้ไม่ได้เป็นเพียงขั้นตอนทางกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นการประกาศเจตนารมณ์ที่จะก้าวเข้าสู่ธุรกิจสื่ออย่างมีระเบียบและมีความรับผิดชอบในฐานะองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่สื่อดิจิทัลและกระแสข่าวสารที่ไร้การควบคุมกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมโดยไม่บิดเบือน นำเสนอด้วยข้อเท็จจริง

ย้อนกลับไปในช่วงปลายปี 2563 ตลาดสื่อออนไลน์กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ในขณะเดียวกันก็ประสบปัญหาวิกฤตความเชื่อมั่น (Trust Crisis) อย่างหนัก การปรากฏตัวของข่าวปลอม (Fake News) และการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือธุรกิจได้สร้างความเสียหายต่อภาพรวมของสื่อทั้งหมด การที่ผู้ก่อตั้ง THE STATES TIMES เลือกที่จะจัดตั้งบริษัทในนามนิติบุคคลอย่างเป็นทางการก่อนการเผยแพร่คอนเทนต์แรกเพียงหนึ่งเดือน สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการสร้างความแตกต่างจากสื่อออนไลน์ทั่วไปที่อาจขาดรากฐานที่มั่นคง

การจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายนี้ทำให้สำนักข่าวต้องดำเนินงานภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) โดยเฉพาะในมิติของการเงินและการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสร้างความน่าเชื่อถือให้กับพันธมิตรทางธุรกิจที่ต้องการร่วมงานด้วย ในทางปฏิบัติ การมีโครงสร้างบริษัทที่ชัดเจน ทำให้สำนักข่าวสามารถดำเนินการตามมาตรฐานทางธุรกิจได้ง่ายขึ้น ทั้งการจัดทำบัญชีที่โปร่งใส การทำสัญญาจ้างงานบุคลากรอย่างเป็นระบบ และการวางแผนภาษีที่ถูกต้อง การดำเนินการเหล่านี้เป็นการสร้าง วินัยทางการเงิน และ ความน่าเชื่อถือเชิงองค์กร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ THE STATES TIMES สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพและระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจในอนาคต

นอกจากนี้ การจดทะเบียนบริษัทยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจขนาดใหญ่กับแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น LINE TODAY หรือ YouTube ซึ่งต่างก็มีมาตรฐานในการคัดเลือกพันธมิตรที่สูง การแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการเป็นองค์กรสื่อที่เชื่อถือได้และมีโครงสร้างที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น ทำให้ THE STATES TIMES ได้เปรียบในการเจรจาธุรกิจและสามารถขยายช่องทางการเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา การวางรากฐานที่มั่นคงตั้งแต่ปลายปี 2563 จึงไม่ใช่เพียงการเริ่มต้น แต่เป็น ยุทธศาสตร์เชิงรับผิดชอบ ที่กำหนดทิศทางการเติบโตอย่างยั่งยืนของสำนักข่าวแห่งนี้ในระยะยาว

แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ได้มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างตามบริบทของเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ แต่จุดยืนของ THE STATES TIMES ยังคงหนักแน่นในการเป็นสื่อที่นำเสนอข่าวสารบนข้อเท็จจริงโดยไม่บิดเบือน พร้อมยึดมั่นใน 3 สถาบันหลัก ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อย่างแน่วแน่และมั่นคง
 

จากไอดอลสู่ตัวจริงวงในแฟชั่นโลก “ลิซ่า” อยู่ใน Host Committee Met Gala 2026 ยืนยันเป็นไอคอนระดับโลก ร่วมทีมเจ้าภาพที่ทรงอิทธิพล

(12 ธ.ค. 68) "ลิซ่า ลลิษา มโนบาล" ศิลปินไทยชื่อดังได้รับเลือกเป็นหนึ่งใน Host Committee ของงาน Met Gala 2026 ซึ่งเป็นงานระดมทุนแฟชั่นที่ทรงอิทธิพลระดับโลก โดยร่วมอยู่ในทีมเจ้าภาพกับบุคคลจากวงการหลากหลาย เช่น ดนตรี ภาพยนตร์ และกีฬา

Met Gala จัดขึ้นในวันที่ 4 พฤษภาคม 2026 ด้วยธีม "Costume Art" ซึ่งสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องแต่งกายกับร่างกาย ผ่านมิติต่าง ๆ และนิทรรศการจะจัดแสดงระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมกราคมปีหน้า

การมีชื่อของ "ลิซ่า" ใน Host Committee ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญที่มากกว่าการเป็นแขกบนพรมแดง เพราะเป็นการยืนยันบทบาทด้านโครงสร้างเจ้าภาพของงาน ถือเป็นการสร้าง Soft Power ที่เห็นได้ชัดในวงการแฟชั่นและวัฒนธรรมป็อประดับโลก

ในโพสต์ของ Vogue ที่ประกาศรายชื่อ เจ้าภาพร่วมปีนี้ได้แก่ Beyoncé, Nicole Kidman และ Venus Williams พร้อมกับ Host Committee Co-chairs Anthony Vaccarello และ Zoë Kravitz ซึ่งลิซ่าเป็นหนึ่งในรายชื่อที่มีความหมายในฐานะตัวแทนไทย

การติดตาม Dress code และรายชื่อ Host Committee เพิ่มเติมจะเป็นจุดสนใจที่แฟนแฟชั่นทั่วโลกจับตามองต่อไป และบทบาทของลิซ่าในกิจกรรมรอบงานจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ของไทยในแวดวงแฟชั่นโลกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

ยุทธนา โพธิวิหค รองผู้ว่าฯ ขอนแก่น พร้อมขับเคลื่อนขอนแก่นสู่สมาร์ตซิตี้ศูนย์กลางอีสาน

ในคำสั่งโยกย้ายข้าราชการระดับรองผู้ว่าราชการจังหวัดล็อตใหญ่ปลายปี 2568 กระทรวงมหาดไทย หนึ่งในรายชื่อที่ถูกจับตามองคือ “นายยุทธนา โพธิวิหค” ปลัดจังหวัดสระบุรี กรมการปกครอง ที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป การย้ายจากจังหวัดในภาคกลางอย่างสระบุรี มาสู่จังหวัดศูนย์กลางภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างขอนแก่น จึงถูกมองว่าเป็นการส่ง “นักบริหารจังหวัดสายปกครอง” เข้ามาช่วยขับเคลื่อนเมืองที่กำลังเร่งตัวเองสู่สมาร์ตซิตี้และศูนย์กลางภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ

นายยุทธนาเติบโตมาจาก “สายปกครองท้องที่” ของกระทรวงมหาดไทย เขาเคยดำรงตำแหน่งนายอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ทำงานใกล้ชิดกับชุมชนริมคลองและพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงวิถีชีวิต ก่อนจะขยับขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองนครปฐม ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการคมนาคมของจังหวัดนครปฐม และต่อมารับตำแหน่งปลัดจังหวัดสระบุรี ทำหน้าที่บูรณาการนโยบายระดับจังหวัดในมิติต่าง ๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง เป็นบันไดสำคัญก่อนก้าวสู่บทบาทรองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นในวันนี้

หากมองผลงานที่ปรากฏในสื่อสาธารณะ จะเห็น “ลายเซ็นการทำงาน” ของนายยุทธนาค่อนข้างชัดเจน ในช่วงดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองนครปฐม เขาเป็นผู้ลงนามคำสั่งพักหน้าที่ “กำนันนก” หรือกำนันตำบลตาก้องในคดีอุกฉกรรจ์ที่เป็นข่าวสะเทือนขวัญ โดยให้เหตุผลว่า หากปล่อยให้ดำรงตำแหน่งต่อไปอาจกระทบต่อพยานหลักฐานและความเชื่อมั่นของสังคม แสดงให้เห็นถึงการใช้กลไกทางปกครองอย่างเด็ดขาดเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและรักษาความเชื่อมั่นต่อระบบราชการ

ขณะเดียวกันในมิติการพัฒนาคุณภาพชีวิต เขาเคยทำหน้าที่ประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) เมืองนครปฐม ที่เน้นบูรณาการหน่วยงานด้านสาธารณสุข ท้องถิ่น และภาคประชาชนเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการทำงานเชิงพื้นที่ยุคใหม่

เมื่อย้ายมารับตำแหน่งปลัดจังหวัดสระบุรี นายยุทธนามีบทบาททั้งในมิติ “พลเมือง” และ “เศรษฐกิจฐานราก” เขาเคยเป็นประธานมอบเกียรติบัตรให้ “นักเรียนพลเมืองจังหวัดสระบุรี” และเยาวชน-ประชาชนในโครงการอบรมต้นแบบความเป็นพลเมือง ซึ่งมุ่งสร้างคนรุ่นใหม่ให้เข้าใจสิทธิ หน้าที่ และบทบาทของตนเองในสังคมประชาธิปไตย

ภาคีพัฒนาชุมชนสระบุรียังสะท้อนภาพของเขาในฐานะปลัดจังหวัดที่ทำงานเคียงข้างหน่วยงานพัฒนาชุมชน สนับสนุนแนวคิด “เศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ผ่านการขับเคลื่อนงาน OTOP กองทุนสตรี และโครงการยกระดับรายได้ประชาชนในพื้นที่

อีกด้านหนึ่ง เขายังเคยกล่าวถึงการพัฒนาระบบส่งไฟฟ้าในเวทีสัมมนาสื่อมวลชนสระบุรี ว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่หนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจภาคกลาง สะท้อนมุมมองการพัฒนาที่เชื่อมโยง “โครงสร้างพื้นฐาน-เศรษฐกิจ-คุณภาพชีวิต” เข้าด้วยกัน

เมื่อก้าวสู่บทบาทรองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เมืองที่มีวิสัยทัศน์ “มหานครน่าอยู่ มุ่งสู่เมืองนวัตกรรม ศูนย์กลางเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง” และถูกวางตัวเป็น “ขอนแก่นสมาร์ตซิตี้” ตามแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะและแผนพัฒนาจังหวัด พ.ศ. 2566-2570 บทบาทของนายยุทธนาจึงไม่ใช่เพียงดูแลงานปกครองทั่วไป แต่คือการเป็น “ผู้จัดการเมือง” ที่ต้องประสานยุทธศาสตร์ใหญ่ ทั้งการพัฒนา LRT ระบบขนส่งมวลชนอัจฉริยะ การพัฒนาเศรษฐกิจนวัตกรรม การเป็นศูนย์กลาง MICE และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ

ด้วยประสบการณ์จากพื้นที่แม่กลอง นครปฐม และสระบุรี ที่ผสมทั้งเมืองท่องเที่ยว เมืองเกษตร และเมืองอุตสาหกรรม เขาจึงมีต้นทุนสำคัญในฐานะข้าราชการสายบริหารจังหวัด ที่เข้าใจทั้งการจัดระเบียบ ความปลอดภัย การมีส่วนร่วมของประชาชน และการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันขอนแก่นให้เดินหน้าเป็นสมาร์ตซิตี้และศูนย์กลางภูมิภาคอย่างสมดุลระหว่าง “ความเติบโต” และ “คุณภาพชีวิต” ของคนทั้งเมือง

ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ การสู้รบชายแดนไทย-กัมพูชา สั่งระดมสิ่งของช่วยศูนย์อพยพชายแดนสระแก้ว ประสานหน่วยแพทย์ ดูแลผู้สูงอายุ และผู้ป่วย

วันที่  11 ธันวาคม 2568 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า หลังจากที่ดิฉันได้ลงพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เพื่อให้กำลังใจพี่น้องประชาชน ใน 4 อำเภอที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบชายแดนไทย- กัมพูชา ในศูนย์พักพิงของจังหวัดสระแก้ว ที่ผ่านมา ได้รับทราบถึงความต้องการด้านเครื่องอุปโภคและบริโภคที่ยังจำเป็นอย่างยิ่ง

ในวันนี้ จึงได้ส่งมอบสิ่งของ ประกอบด้วย น้ำดื่มสะอาดกว่า 420 แพค ปลากระป๋อง จำนวน 9 ลังๆ ละ 100 กระป๋อง 900 กระป๋อง ข้าวสารถุงละ 15 กิโลกรัม จำนวน 30 ถุง ข้าวสารถุงละ 5 กิโลกรัม 35 ถุง ข้าวสาร 20 กิโลกรัม 2 กระสอบ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนาดใหญ่ 8 ลัง บะหมี่คัพ 300 ถ้วย บะหมี่ก้อน 9 ลัง ข้าวโพดหวาน จำนวน 8 ลัง 192 กระป๋อง น้ำพริกแม่ประนอม 720 กระปุก นม (คละรส) 1,038 กล่อง ขนมปังปี๊บ (ใหญ่) 13 ปิ๊บ ขนมเอลเซ่ 4 ลัง ขนมยูโร่ และขนมขบเคี้ยว 15 ลัง นมแลตตาซอย 125 มล. 8 ลัง นมโอวัลตินสมาร์ท 180 มล. 10 ลัง รวมถึง ผ้าห่ม 50 ผืน และชุดชั้นใน 26 กล่อง โดยได้รับความร่วมมือจากนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน พร้อมด้วยการสนับสนุนรถบรรทุกระดมสิ่งของจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วน  
.
นางสาวตรีนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงแรงงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขอส่งกำลังใจให้กับประชาชนทุกคนในการดำเนินชีวิต การมอบสิ่งของครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน และภาคเอกชนที่ร่วมแรงร่วมใจสนับสนุนสิ่งของจำเป็น เพื่อเป็นพลังใจและยืนยันว่ากระทรวงแรงงานจะยืนเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์ 
ขณะเดียวกันจะประสานหน่วยแพทย์ เพื่อดูแลผู้สูงอายุ และผู้ป่วยภายในศูนย์พักพิงด้วย

ฝนถล่มหนักอีกระลอก 11–16 ธ.ค. ไม่รุนแรงเท่าเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา แต่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน–น้ำป่าไหลหลาก คลื่นลมแรงบริเวณ ‘อ่าวไทย–อันดามัน’

(11 ธ.ค. 68) กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภาคใต้เผชิญฝนตกหนักหลายพื้นที่ในช่วงวันที่ 11–16 ธันวาคม 2568 จากหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่างเคลื่อนผ่านปลายแหลมญวนสู่อ่าวไทย แม้ปริมาณฝนจะไม่รุนแรงเท่าเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่ยังคาดว่าฝนอาจสะสม 125–250 มิลลิเมตร เสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาและลุ่มต่ำ

ช่วงวันที่ 11–13 ธันวาคม ภาคใต้จะมีฝนตกหนักในหลายจังหวัด อาทิ ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง พังงา กระบี่ ตรัง และสตูล ขณะที่ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อาจเจอฝนหนักมาก ต่อเนื่องถึงวันที่ 14–16 ธันวาคม โดยมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดแรงขึ้น ส่งผลให้คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างสูง 2–3 เมตร 

กรมอุตุฯ ขอให้ชาวประมงเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยตอนล่างควรงดออกจากฝั่ง ขณะที่ทะเลอันดามันห่างฝั่งจะมีคลื่นสูงกว่า 2 เมตร ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด เนื่องจากพื้นดินในหลายจังหวัดยังอุ้มน้ำจากฝนหนักรอบก่อน ทำให้มีโอกาสเกิดน้ำหลากรวดเร็ว

ส่วนประเทศไทยตอนบนจะมีสภาพอากาศแปรปรวนในช่วง 11–13 ธันวาคม มีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นบางแห่ง ก่อนอุณหภูมิจะลดลง 2–4 องศา เนื่องจากมวลอากาศเย็นจากจีนแผ่ลงปกคลุมทั่วประเทศ กรมอุตุฯ แนะนำให้ประชาชนดูแลสุขภาพ และให้เกษตรกรเตรียมป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง


ที่มา : กรมอุตุนิยมวิทยา
 

กองกำลังบูรพา บุกจับ “เจ๊ลัด” เมียเก่า “กำนันลี” ผู้มีอิทธิพลชาวกัมพูชา ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว หลังพบพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นไส้ศึก

(11 ธ.ค. 68) กองกำลังบูรพาเข้าควบคุมตัว “เจ๊ลัด” หรือ นางทองลัด กันหา อายุ 63 ปี อดีตภรรยากำนันลี ผู้มีอิทธิพลชาวกัมพูชา หลังพบพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นไส้ศึกส่งข้อมูลทหารไทยให้ฝั่งกัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่ได้ยึดโทรศัพท์และอุปกรณ์สื่อสารทั้งหมดเพื่อตรวจสอบเส้นทางการติดต่อ ขณะเดียวกัน หน่วยความมั่นคงยังตรวจพบการเคลื่อนไหวของเครือข่ายสอดแนมในหลายจังหวัดช่วง 8–9 ธันวาคม ทั้งในอุบลราชธานีและสุรินทร์ พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยหลายราย

ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่ากลุ่มผู้ต้องสงสัยมีพฤติกรรมผิดสังเกต เช่น เดินทางโดยไม่มีจุดหมายชัดเจน ถือครองโทรศัพท์หลายเครื่อง หรือพกสิ่งของจากกัมพูชาโดยไม่อธิบายที่มา คาดว่าบางรายอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งพิกัดทหารไทยหรือเส้นทางลำเลียงกำลัง ส่งผลให้จังหวัดสระแก้วเริ่มบังคับใช้เคอร์ฟิวตั้งแต่ค่ำวันที่ 10 ธันวาคม เพื่อสกัดการแทรกซึมของสายลับและแรงงานแฝงตัว

ด้าน กอ.รมน. เปิดเผยว่า การสอดแนมช่วงนี้มีรูปแบบเด่น 3 ลักษณะ คือ ผู้ที่เข้ามาสำรวจใกล้ฐานทหาร บุคคลที่ถือครองอุปกรณ์สื่อสารจำนวนมากเพื่อแบ่งข้อมูลส่งต่อ และแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเส้นทางเดินทางชัดเจน ซึ่งบางรายยอมรับว่ามีผู้ว่าจ้างให้สำรวจพื้นที่เป้าหมาย โดยทุกกรณีถูกนำเข้าสู่กระบวนการสอบสวนด้านความมั่นคงแล้ว

พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการกอ.รมน. สั่งยกระดับการข่าวชายแดนไทย–กัมพูชา โดยให้หน่วยลาดตระเวนในสระแก้ว บุรีรัมย์ และสุรินทร์เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแสหากพบบุคคลหรือยานพาหนะต้องสงสัย ผ่านสายด่วน 1374 เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลลับทางทหารถูกส่งออกไปยังฝ่ายตรงข้าม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top