Saturday, 25 July 2026
NEWS FEED

สวนนงนุชจัดโปร!! เปิดเทอมนี้เที่ยวคุ้ม ซื้อ 1 แถม 1 ตลอดเดือนพฤษภาคม เด็กและผู้สูงอายุมากมายสิทธิ์ เมืองอียิปต์ใหม่พร้อมแลนด์มาร์ก

“เปิดเทอมนี้เที่ยวคุ้มทั้งบ้าน! สวนนงนุชพัทยา จัดใหญ่ ‘ซื้อ 1 แถม 1’ ตลอดพฤษภาคม ลดภาระครอบครัว เที่ยวได้ทั้งครอบครัวแบบสุดคุ้ม”

สวนนงนุชพัทยา โดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ต้อนรับช่วงใกล้เปิดเทอม จัดโปรโมชั่นสุดคุ้ม “ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1” ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ Walk-in สามารถรับสิทธิพิเศษทันที เพียงซื้อบัตรผ่านประตูพร้อมชมการแสดง (Package 3) จำนวน 1 ใบ รับฟรีอีก 1 ใบในทันที เหมาะสำหรับการวางแผนท่องเที่ยวแบบครอบครัวในช่วงปิดเทอมปลายที่กำลังจะสิ้นสุด

นอกจากนี้ ยังมีสิทธิประโยชน์เพื่อสังคมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพ ได้แก่

เด็กส่วนสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร เข้าฟรีทุกวัน (เมื่อมากับครอบครัว)

ผู้พิการ เข้าฟรีทุกวัน

ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันศุกร์

ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันตลอดปี

สวนนงนุชพัทยา บนพื้นที่กว่า 1,700 ไร่ ถือเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรมระดับโลก มีสวนสวยมากกว่า 60 สวน และมีการรวมพันธุ์ไม้จากทั่วทุกมุมโลกกว่า 18,000 ชนิด พร้อมไฮไลต์สุดตื่นตาอย่างโซนไดโนเสาร์มากกว่า 1,800 ตัว และแลนด์มาร์กใหม่ล่าสุด “เมืองอียิปต์” ที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ประกอบด้วยพีระมิดและรูปปั้น Ennead (เอนเนียด) หรือมหาเทพในตำนานอียิปต์โบราณ ซึ่งได้ก่อสร้างเสร็จแล้ว 12 องค์ จากทั้งหมด 23 องค์ มีความสูงกว่า 5 เมตร ถือเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายภาพที่หาชมได้ยากในประเทศไทย

นักท่องเที่ยวยังสามารถเพลิดเพลินกับการแสดงศิลปวัฒนธรรมระดับคุณภาพ “นงนุชโชว์” ณ โรงละครสกาลา และการแสดงความสามารถของช้างแสนรู้ ที่เปิดการแสดงวันละ 4 รอบ สร้างความประทับใจให้กับผู้ชมทุกวัยสวนนงนุชพัทยา เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 – 18.00 น.สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ เคยชี้ให้จับตา AI จีน เพราะมี “Data” มหาศาลเป็นแต้มต่อสำคัญ ทั้งจำนวนผู้ใช้และพฤติกรรมที่ถูกเก็บอย่างต่อเนื่อง ทำให้ AI จีนพัฒนาได้รวดเร็วและแม่นยำ

กรุงเทพฯ — ท่ามกลางการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังร้อนแรงทั่วโลกในปัจจุบัน และในช่วงเวลาที่โลกกำลังจับตาบทบาทของจีนอย่างใกล้ชิด หากย้อนกลับไปก่อนยุคของ ChatGPT และก่อนที่ Generative AI จะกลายเป็นกระแสหลัก มีผู้บริหารด้านเทคโนโลยีไทยรายหนึ่งที่ได้สะท้อนมุมมองบนเวทีไว้ตั้งแต่ปี 2018 ว่า “จีนคือประเทศที่ต้องจับตาอย่างยิ่งในเรื่อง AI”

ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ได้ขึ้นพูดบนเวที Digital Big Bang Thailand 2018 ในหัวข้อเกี่ยวกับ Digital Transformation และ Industry 4.0 โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่เธอหยิบยกขึ้นในวันนั้น คือ “ปริมาณข้อมูลมหาศาล” ที่จีนกำลังสะสมผ่านระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของตนเอง

ในเวลานั้น ดร. มนธ์สินีตั้งข้อสังเกตว่า จีนไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตของโลก แต่กำลังก้าวไปสู่การเป็น “ฐานข้อมูลของโลก” ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์เชื่อมต่อ หรือระบบดิจิทัลที่ถูกผลิตและใช้งานในวงกว้าง ข้อมูลจำนวนมหาศาลจากการใช้งานเหล่านี้ล้วนกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการพัฒนา AI ในระยะยาว

เธอให้มุมมองว่า หากประเทศใดสามารถสะสมข้อมูลในระดับมหาศาล พร้อมทั้งมีศักยภาพในการประมวลผล วิเคราะห์ และต่อยอดข้อมูลเหล่านั้น ประเทศนั้นย่อมมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้าน AI ของโลกได้ และจีนคือหนึ่งในประเทศที่มีเงื่อนไขดังกล่าวครบถ้วนที่สุด

สิ่งที่ทำให้มุมมองดังกล่าวมีนัยสำคัญ คือในปี 2018 โลกยังไม่ได้เข้าสู่ยุคของ Large Language Models อย่างเต็มรูปแบบ และคำว่า Generative AI ยังไม่อยู่ในกระแสหลักของภาคธุรกิจ แต่แก่นสำคัญที่ ดร. มนธ์สินีสะท้อนในวันนั้น คือ

“AI จะไม่ได้แข่งขันกันเพียงที่อัลกอริทึม แต่จะแข่งขันกันที่ฐานข้อมูล และความสามารถในการเรียนรู้จากข้อมูลในระดับมหาศาล”

เมื่อพิจารณาจากบริบทปัจจุบัน ข้อสังเกตดังกล่าวยิ่งสะท้อนน้ำหนักมากขึ้น เนื่องจากจีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของโลก AI อย่างชัดเจน ทั้งในด้านโมเดล เทคโนโลยีพื้นฐาน การลงทุนเชิงระบบ และการพัฒนา ecosystem ภายในประเทศ

สำหรับ ดร. มนธ์สินี การย้อนกลับไปพิจารณาคำพูดจากเวทีในครั้งนั้น ไม่ใช่เพียงการทบทวนอดีต หากแต่เป็นเครื่องยืนยันว่า “สัญญาณของอนาคต” มักปรากฏให้เห็นล่วงหน้า สำหรับผู้ที่มองเทคโนโลยีในเชิงโครงสร้าง มากกว่าการมองในเชิงผลิตภัณฑ์เพียงระยะสั้น

เธอระบุว่า สิ่งที่โลกเห็นในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นผลจากการวางรากฐานอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการเปลี่ยน data ให้กลายเป็น intelligence ในระยะยาว

การนำเสนอคำพูดจากเวที Digital Big Bang Thailand 2018

อีกครั้งในบริบทปัจจุบัน จึงมีความหมายมากกว่า “คลิปย้อนหลัง” หากแต่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า การเข้าใจทิศทางของโลกเทคโนโลยีอย่างแท้จริง จำเป็นต้องมองเห็น pattern ระยะยาวของข้อมูล ระบบ และโครงสร้างที่กำลังก่อตัวขึ้น

และในบางครั้ง สิ่งที่เคยเป็นเพียง “ข้อสังเกต” ในวันนั้น ก็อาจกลายเป็น “ความจริง” ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในวันนี้

ในมุมมองของ ดร. มนธ์สินี สิ่งที่น่าจับตาในเรื่อง AI ไม่ใช่เพียงว่าใครมีโมเดลที่เก่งกว่า แต่คือใครมี “ฐานข้อมูล” และ “โครงสร้างการเรียนรู้” ที่แข็งแรงกว่า เพราะในระยะยาว ความได้เปรียบที่แท้จริงของ AI อาจไม่ได้เริ่มจากตัวโมเดลเพียงอย่างเดียว หากแต่เริ่มจาก ระบบนิเวศข้อมูล ที่สามารถหล่อเลี้ยงและพัฒนา intelligence ได้อย่างต่อเนื่อง

สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย แถลงสมัชชาครั้งที่ 29 รวมพลังคนตาบอดทั่วประเทศ สะท้อนปัญหา–ข้อเสนอ ดันสิทธิเท่าเทียม พร้อมสู่เวทีระดับชาติ

สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย จัดแถลงข่าวสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 29 พร้อมประกาศความพร้อมสู่เวทีคนตาบอดระดับชาติ

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย จัดงานแถลงข่าวการจัดโครงการการเสริมพลังคนตาบอดสู่การเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาเศรษฐกิจ การยกระดับคุณภาพชีวิต การทำสิทธิให้เป็นจริง เพื่อสร้างสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน และสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 29 ณ โรงแรมทองธารา ริเวอร์วิว กรุงเทพมหานคร โดยมีสื่อมวลชน สมาชิกคนตาบอด และผู้เข้าร่วมงานร่วมรับฟังการแถลงข่าวอย่างพร้อมเพรียง   

ภายในงานมีการแสดงจากวงดนตรี TAB Band ศูนย์พัฒนาดนตรีคนตาบอด สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และบทเพลงพิเศษเพื่อถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนเข้าสู่ช่วงการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ

นายเอกกมล แพทยานันท์ นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานและสื่อมวลชน พร้อมกล่าวถึงความสำคัญของการจัดงานในครั้งนี้

ผู้ร่วมแถลงข่าวประกอบด้วย นางเบญจมาส แก่นเมือง รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ นายเทวพงษ์ พวงเพชร กรรมการและเหรัญญิกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานจัดสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 29 และนายภารากร คำเดช อุปนายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานศูนย์พัฒนาดนตรีคนตาบอด สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย โดยมีนายเอกพงษ์ นบสกุล กรรมการและประชาสัมพันธ์สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินการแถลงข่าว

การแถลงข่าวครั้งนี้นับเป็นการประกาศความพร้อมก่อนการจัดงานสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 29 ซึ่งจะเป็นอีกเวทีสำคัญของการรวมพลังคนตาบอดไทยจากทั่วประเทศ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 22-26 เมษายน 2569  ณ โรงแรมโฆษะ จังหวัดขอนแก่น

Sandisk เปิดตัวใหม่!! ยกระดับการ์ดความจำ CFexpress 4.0 ความเร็วสูง SD Card V90/V60 อัปเกรดเต็มที่ รองรับ 6K 8K อย่างลื่นไหล

Sandisk ยกระดับไลน์อัพการ์ดหน่วยความจำล้ำสมัยล่าสุด 
เปิดตัว CFexpress 4.0 Type B และ SD Card V90/V60 รุ่นใหม่ในงาน NAB 2026

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 22 เมษายน 2569 – Sandisk โชว์นวัตกรรมใหม่ในงาน NAB 2026 ณ ลาสเวกัส, สหรัฐอเมริกา เปิดตัวไลน์อัพการ์ดหน่วยความจำล้ำสมัยระดับมืออาชีพรุ่นใหม่ล่าสุด นำโดย SANDISK Extreme PRO® CFexpress™ 4.0 Type B Card เจเนอเรชันล่าสุด พร้อมอัปเกรด SANDISK Extreme PRO® SDXC™ UHS-II V60 และ V90 ที่มาพร้อมความจุเพิ่มขึ้นสูงสุด 2TB และยกระดับความเร็วเพื่อการใช้งานที่ทรงพลังยิ่งขึ้น

เมื่อการผลิตคอนเทนต์ก้าวสู่ความละเอียดระดับ 6K 8K รวมถึง การบันทึกแบบบิตเรตสูงมากขึ้น ความต้องการด้านการจัดเก็บข้อมูลจึงจำเป็นต้องยกระดับทั้งด้านประสิทธิภาพและความเสถียร เพื่อรองรับการทำงานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับไลน์อัพ Sandisk ที่เปิดตัวภายในงาน NAB 2026 ประกอบด้วย
 
SANDISK Extreme PRO® CFexpress 4.0 Type B Card  ประสิทธิภาพเหนือระดับ เพื่อการสร้างวิดีโอมืออาชีพ เร็วแรงสำหรับเวิร์กโฟลว์ระดับภาพยนตร์
การ์ดหน่วยความจำรุ่นล่าสุดจาก Sandisk ที่มอบความเร็วในการอ่านสูงสุดถึง 3,700MB/s และความเร็วในการเขียนสูงสุด 3,500MB/s พร้อมประสิทธิภาพการเขียนแบบต่อเนื่องที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการบันทึกวิดีโอแบบบิตเรตสูงได้อย่างมีเสถียรภาพ อีกทั้งยังรองรับความจุสูงสุดถึง 4TB รองรับการบันทึกต่อเนื่องได้ยาวนานขึ้น และการถ่ายทำความเร็วสูงในระดับความละเอียด 12K              
โดยมีกำหนดวางจำหน่ายในไตรมาส 3 ปี 2026
 
SANDISK Extreme PRO® SDXC™ UHS-II V90 Card  รองรับการบันทึก 8K ต่อเนื่องอย่างลื่นไหล ไร้รอยต่อ
การ์ดหน่วยความจำ V90 ออกแบบมาสำหรับงานโปรดักชันระดับสูง รองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียด 8K และการถ่ายทำที่ต้องการความเร็วสูงต่อเนื่อง มาพร้อมความจุสูงสุดถึง 2TB โดยการ์ดขนาด 2TB นี้ สามารถบันทึกวิดีโอ8K ที่ 30 เฟรมต่อวินาที ได้ยาวนานกว่า 1,118 นาที นอกจากนี้ ยังเปี่ยมประสิทธิภาพด้วยความเร็วในการอ่านสูงสุด 310MB/s และเขียนสูงสุด 305MB/s (สำหรับรุ่นความจุ 512GB ถึง 2TB)
พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้

o  SANDISK Extreme PRO® SDXC™ UHS-II V60 Card   บันทึกวีดีโอ 6 K ได้นานสูงสุด 22 ชั่วโมงที่ 24 เฟรมต่อวินาที
·    การ์ดหน่วยความจำ V60 ที่พัฒนาเพื่อรองรับการใช้งานของกลุ่มโปรซูเมอร์และระดับมืออาชีพ สำหรับการบันทึกวิดีโอความละเอียดระดับ 6K ควบคู่กับการถ่ายภาพนิ่งความละเอียดสูง โดยมาพร้อมความจุที่ขยายสูงสุดถึง 2TB อีกทั้งยังมอบความเร็วในการอ่านสูงสุด 300MB/s และเขียนสูงสุด 250MB/s ช่วยให้สามารถการถ่ายทำต่อเนื่องยาวนานยิ่งขึ้น และลดความจำเป็นในการเปลี่ยนการ์ดบ่อยครั้ง (สำหรับรุ่นความจุ 256GB ถึง 2TB)
โดยมีกำหนดวางจำหน่ายในไตรมาส 3 ปี 2026

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SANDISK ในงาน NAB 2026 ได้ที่ เว็บไซต์

เกี่ยวกับแซนดิสก์
Sandisk (Nasdaq: SNDK) เป็นผู้นำด้านโซลูชันแฟลชและเทคโนโลยีหน่วยความจำขั้นสูง ที่พัฒนานวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจในทุกช่วงจังหวะของความต้องการและแรงบันดาลใจ ช่วยให้ผู้คนและองค์กรสามารถก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง และขยายขีดจำกัดของความเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง ติดตาม Sandisk ได้ทาง Instagram, Facebook, X, LinkedIn, YouTube ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ TeamSandisk บน Instagram
 .
SANDISK, โลโก้ SANDISK และ SANDISK Optimus เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของบริษัท Sandisk Corporation หรือบริษัทในเครือในสหรัฐอเมริกา และ/หรือประเทศอื่น ๆ WD_BLACK, โลโก้ WD_BLACK และ WD Blue เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของบริษัท Western Digital Corporation หรือบริษัทในเครือในสหรัฐอเมริกา และ/หรือประเทศอื่น ๆ เครื่องหมายคำว่า NVMe เป็นเครื่องหมายการค้าของบริษัท NVM Express, Inc.
เครื่องหมายการค้าอื่น ๆ ทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ภาพที่แสดงอาจแตกต่างจากผลิตภัณฑ์จริง และผลิตภัณฑ์บางรายการอาจไม่มีวางจำหน่ายในทุกประเทศหรือทุกภูมิภาคทั่วโลก

© 2026 Sandisk Corporation หรือบริษัทในเครือ สงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด

BWG ชี้แจงไฟไหม้หลุมฝังกลบ หัวเพลิงเกิดในผ้าพลาสติกปิดคลุม ควบคุมไฟได้รวดเร็วไม่ลุกลามกากอุตสาหกรรม ตรวจคุณภาพอากาศน้ำปกติไม่กระทบชุมชน ยืนยันไม่มีอพยพและปัญหาใดๆ ในพื้นที่

BWG ชี้แจงเหตุเพลิงไหม้บริเวณผ้าคลุมหลุมฝังกลบจังหวัดสระบุรี ยืนยันควบคุมสถานการณ์ได้รวดเร็ว พร้อมผลตรวจวัดคุณภาพอากาศและน้ำปกติ ไม่กระทบชุมชน

บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG ขอชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในพื้นที่ศูนย์บริหารจัดการกากอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี เมื่อวันที่ 14 เมษายน ที่ผ่านมา โดยบริษัทฯ สามารถเข้าระงับเหตุได้อย่างรวดเร็ว พร้อมประสานงานหน่วยงานภาครัฐเข้าตรวจสอบพื้นที่ทันที เพื่อยืนยันความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่รอบข้าง

ทางบริษัทฯ ขอเรียนชี้แจงว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินร้ายแรงตามที่มีกระแสข่าว โดยต้นเพลิงเกิดขึ้นเฉพาะในส่วนของผ้าพลาสติก HDPE ที่ใช้สำหรับปิดคลุมหลุมฝังกลบเพื่อป้องกันกลิ่นและน้ำฝนเท่านั้น ซึ่งตัวกากอุตสาหกรรมที่อยู่ด้านล่างไม่ได้เกิดการลุกไหม้แต่อย่างใด ส่งผลให้เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงให้สงบลงได้อย่างรวดเร็วในวงจำกัด โดยจากการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบไม่พบความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งในส่วนของพนักงานและประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง สถานการณ์ทุกอย่างยังคงอยู่ในสภาวะปกติและไม่มีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ตามที่มีกระแสข่าวลือปรากฏก่อนหน้านี้

สำหรับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่บริษัทฯ ตระหนักถึงอย่างยิ่งนั้น ทางกรมควบคุมมลพิษได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจวัดคุณภาพอากาศในหลายจุดรอบพื้นที่ ผลการตรวจสอบขณะเกิดเหตุจนถึงปัจจุบัน พบว่าค่าคุณภาพอากาศทุกจุดอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ในขณะเดียวกัน สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระบุรี ได้เข้าตรวจสอบแหล่งน้ำสาธารณะโดยรอบและยืนยันว่าไม่พบปัญหาเรื่องน้ำเสียหรือการปนเปื้อนจากการระงับเหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้

นอกจากนี้ ตลอดช่วงเวลาที่เกิดเหตุจนถึงปัจจุบัน บริษัทฯ ได้ติดตามสถานการณ์และประสานงานกับทางจังหวัดอย่างใกล้ชิด ซึ่งไม่มีรายงานการร้องเรียนความเดือดร้อนใดๆ จากประชาชนในพื้นที่รอบโรงงาน ทั้งนี้ บริษัทฯ ขอยืนยันในมาตรฐานการจัดการความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม พร้อมสนับสนุนหน่วยงานทุกภาคส่วนในการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความมั่นใจและดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด โดยบริษัทฯ มุ่งเน้นการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาลและการอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยปัจจุบันทางบริษัทฯ กำลังเร่งดำเนินการปรับปรุงพื้นที่ตามมาตรฐาน และนำผ้าใบ HDPE มาปิดคลุมหลุม ในส่วนที่เกิดเพลิงไหม้.

ขอขอบคุณในความกรุณาเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์

ผู้ส่งข่าว  : นางสาวปาริชาต บุญปลูก ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์
บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน)
[02-012-7888 ต่อ 631 และ 065351-4742]

“ดาต้าเซ็ต” ดันเรียนรู้ จับมือ ม.กรุงเทพ เปิดหลักสูตรนานาชาติ ผลักดัน Media Intelligence สู่ห้องเรียน เชื่อมธุรกิจและการศึกษา พร้อมแชร์เทคโนโลยี เตรียมพร้อมนักศึกษา ด้วยโอกาสจริง

ดาต้าเซ็ต จับมือ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ หลักสูตรนานาชาติ 

ผลักดัน Media Intelligence และ Social Listening จากโลกธุรกิจสู่ห้องเรียน

บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ผู้นำด้าน Media Intelligence และ Social Listening และมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หลักสูตรนานาชาติ (Bangkok University International) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ณ ห้อง Auditorium ชั้น 5 อาคาร C6 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

ความร่วมมือครั้งนี้มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2569 โดยมุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้าน Media Intelligence จากภาคธุรกิจเข้าสู่กระบวนการเรียนการสอนโดยตรง นักศึกษาและคณาจารย์ของ BUI จะได้เข้าถึงแพลตฟอร์ม dxt:360 Analytics (Social Listening Tool) และการบรรยายเวิร์กช็อปโดยผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติด้าน Global Brand และอินไซต์เชิงธุรกิจการตลาด

การลงนามในครั้งนี้มีผู้แทนจากดาต้าเซ็ต ได้แก่ นายโรเบิร์ต เคบัส (Robert Kabus) ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ยุทธศาสตร์ และ นายศรุต อุดมการ ผู้อำนวยการฝ่ายการพาณิชย์ ส่วนฝั่ง BU International มีผู้แทนคือ ผศ.ดร.ดวงธิดา นันทาภิรัตน์ ผู้ช่วยอธิการบดีสายนานาชาติ และรักษาการคณบดีหลักสูตรนานาชาติ และ ดร.ปาณิสรา คงถาวร รองคณบดีหลักสูตรนานาชาติ

ความร่วมมือที่เกิดขึ้นเป็นการต่อยอดจากการที่ บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายให้กับนักศึกษาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างประเทศของมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 เนื้อหาบรรยายครอบคลุมภาพรวมอุตสาหกรรม Media Intelligence การจัดวาง Insight ด้วย SMART Model และการสาธิต Social Listening Tool จากข้อมูลจริง ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักศึกษาตลอดเซสชัน

นายโรเบิร์ต เคบัส ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ยุทธศาสตร์ ดาต้าเซ็ต กล่าวว่า "ในยุคที่ AI เข้ามาเปลี่ยนหลายอย่าง สิ่งที่แบรนด์และองค์กรยังต้องการมากที่สุด คือ ความสามารถในการรับฟัง ทั้งรับฟังตลาดและรับฟังกลุ่มเป้าหมายแบบเรียลไทม์ และนั่นคือสิ่งที่ดาต้าเซ็ตทำ เป็นเหตุผลที่ Media Intelligence และ Social Listening จึงไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นตัวช่วยที่ทำให้การตัดสินใจขององค์กรดีขึ้นและมั่นใจขึ้น กลุ่มคนที่จะอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ในอีก 5 ปีข้างหน้าก็กำลังนั่งเรียนอยู่วันนี้ พวกเขาควรมีโอกาสได้สัมผัสเครื่องมือที่ธุรกิจจริง ใช้จริง จึงเกิดความร่วมมือนี้ขึ้น" 

ด้านผศ.ดร.ดวงธิดา นันทาภิรัตน์ ผู้ช่วยอธิการบดีสายนานาชาติ และรักษาการคณบดีหลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวในโอกาสเดียวกันว่า "มหาวิทยาลัยกรุงเทพ หลักสูตรนานาชาติ มุ่งมั่นพัฒนาบัณฑิตที่มีความแข็งแกร่งทางวิชาการ มีมุมมองระดับสากล และพร้อมรับมือกับโลกการทำงานจริง ความร่วมมือกับดาต้าเซ็ตสะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันในการเตรียมนักศึกษาให้พร้อมสำหรับอนาคต ผ่านแนวปฏิบัติจริงของอุตสาหกรรมและ Insights ในสาขาที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว" 

ทั้งสองสถาบันเปิดกว้างสำหรับการขยายความร่วมมือในรูปแบบอื่น ๆ ในอนาคต โดยมองว่าการลงนามในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น และมุ่งหวังให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมร่วมกันในระยะยาว

เกี่ยวกับดาต้าเซ็ต

บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด เป็นผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม Social Listening บริการด้าน Media Monitoring บริการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ และเป็นผู้ดำเนินธุรกิจสำนักข่าวอินโฟเควสท์ 

บริการต่าง ๆ ของดาต้าเซ็ต ได้แก่ dxt:360, dxt:solutions และ NCX ช่วยให้แบรนด์สามารถติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลจากสื่อแบบ 360 องศา ทั้งโซเชียลมีเดีย สื่อออนไลน์ และสื่อกระแสหลัก นอกจากนี้ ดาต้าเซ็ตยังมีบริการข่าวสารออนไลน์เรียลไทม์ บริการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ทั้งในและต่างประเทศ 

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.dataxet.co 

เกี่ยวกับ BU International

หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำที่มุ่งเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาด้วยหลักสูตรที่ทันสมัย เชื่อมโยงกับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมชั้นนำทั้งในประเทศและระดับสากล 

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม:

บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด

Website: www.dataxet.co

Email: [email protected]

Facebook: Dataxet Thailand

ยืนยันคนไทยสร้าง ไม่ใช่ญี่ปุ่น สร้าง!! แค่อยู่ในสังกัดค่ายญี่ปุ่น เสียงร้องเพลงชาติไทยสะท้อนใจ ผลงานแชมป์โลกยังถูกมองข้าม ขอชาวไทยร่วมเชียร์และแชร์ฮีโร่

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Takonkij Viseskongton โพสต์ 

"คนไทย 100% และหัวใจไทยเต็มร้อยครับ!"

อยากให้พี่น้องชาวไทยเลิกเข้าใจผิดว่า "เพชรโกศล" กับเทรนเนอร์ "พี่ภูมิ หมาป่าคันไซ" เป็นมวยญี่ปุ่นกันเถอะครับ ความจริงคือทั้งคู่ยังใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองไทยบ้านเรานี่เอง จะบินไปญี่ปุ่นก็เฉพาะช่วงเก็บตัวและขึ้นชกเท่านั้น แม้จะชกในนามค่าย Green Tsuda แต่ทางญี่ปุ่นเองก็ให้เกียรติและประกาศชัดเจนเสมอว่า "เขาคือยอดมวยจากประเทศไทย" ลองดูคลิปตอนพี่ภูมิสวมมงคลให้น้อง หรือตอนที่ทั้งคู่ร้องเพลงชาติไทยสุดเสียงบนเวทีสิครับ นั่นคือสัญลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุดว่าเขาทำเพื่อศักดิ์ศรีของคนไทย

น่าเสียดายที่ผลงานระดับ "แชมป์โลกหนึ่งเดียวของไทย" ในปัจจุบัน กลับได้รับความสนใจจากสื่อไทยและภาครัฐน้อยมากจนคนไทยเองแทบไม่รู้จัก ทั้งที่ทุกหยาดเหงื่อที่เขาไปสู้ในต่างแดนคือการแบกชื่อประเทศไทยไว้บนบ่า ฝากพี่น้องช่วยกันแชร์ให้คนไทยได้รู้จักฮีโร่ตัวจริงคู่นี้ทีครับ อย่าปล่อยให้คนเก่งของบ้านเราต้องสู้แบบเงียบๆ เพียงลำพัง ทั้งที่ต่างชาติเขายังยกย่องเราขนาดนี้เลย

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=2358295224651663&id=100014136256922&rdid=EInBMGylXPEK5dfs#

เรียนอะไรดีในอนาคต? ก่อนส่งลูกเรียนเทคโนโลยีแห่งอนาคต ลองมอง ‘รากฐานเก่า’ ที่ยังพาไปไกลได้จริง คำตอบอาจไม่ใช่คณะที่ล้ำที่สุด แต่คือคณะที่วางรากฐานดีที่สุด

ผู้ใช้เฟสบุ๊ค Pathom Indarodom โพสต์ 

เวลามีคนมาขอคำแนะนำเรื่อง “ควรให้ลูกเรียนอะไรดีในอนาคต” หลายคนคาดหวังคำตอบแนว Quantum Computing, Space Tech, Blockchain หรืออะไรที่ดูทันสมัยล้ำโลก

แต่คำตอบของผมกลับสวนความรู้สึกของหลาย ๆ คนเพราะผมมักแนะนำให้ “เริ่มจากสาขาโลกเก่า” มากกว่าสาขาใหม่

ไม่ใช่เพราะผมไม่เชื่ออนาคต แต่เพราะผมเชื่อว่า “อนาคตต่อยอดจากรากฐาน” คณะอย่างแพทย์ วิศวะ กฎหมาย บริหารธุรกิจ หรือแม้แต่วิทยาศาสตร์พื้นฐาน อาจดูธรรมดาในสายตาคนยุคนี้ แต่ผมเชื่อว่าจริง ๆ แล้ว นี่คือโครงสร้างความรู้ที่โลกใช้มาหลายร้อยปี และที่สำคัญ…มันยังใช้ได้อยู่

ลองดูข้อมูลรายได้ “ของจริง” จะเห็นภาพชัดขึ้น

ในสหรัฐอเมริกา อาชีพรายได้สูงสุดยังคงเป็นกลุ่มแพทย์เฉพาะทาง

- ศัลยแพทย์เฉพาะทาง รายได้เฉลี่ยประมาณ 1.2 – 1.6 ล้านบาท/เดือน

- วิสัญญีแพทย์ ประมาณ 1.0 – 1.3 ล้านบาท/เดือน

- แพทย์เฉพาะทางอื่น ๆ อยู่ราว 8 แสน – 1.2 ล้านบาท/เดือน

ถัดลงมาเป็นทันตแพทย์ นักบิน วิศวกรด้านพลังงาน และกลุ่มเทคโนโลยีอย่าง AI Engineer หรือ Data Scientist ซึ่งเฉลี่ยอยู่ประมาณ 4 แสน – 7 แสนบาท/เดือน

ภาพที่เห็นคืออาชีพ “ล้ำ ๆ” มาแรงก็จริง แต่ยังไม่ได้ขึ้นไปแทนแกนหลักของโลกอย่างที่เราคิด

พอมาดูในประเทศไทย ภาพยิ่งชัดขึ้นไปอีก

- แพทย์เฉพาะทาง (ที่มีคลินิกหรือทำหลายทาง) รายได้เฉลี่ย 3 แสน – 1 ล้านบาท/เดือน

- ผู้บริหารระดับสูง อยู่ที่ประมาณ 4 แสน – 3 ล้านบาท/เดือน (ขึ้นกับขนาดองค์กร)

- สายงานขาย จะมี Sales ตัวท็อป สามารถแตะระดับ 2 แสน – 1 ล้านบาท/เดือน

- สายเทคโนโลยีในไทย ส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วง 1 แสน – 4 แสนบาท/เดือน

อัตราเงินเดือนเหล่านี้สะท้อนความจริงง่าย ๆ ว่า โลกเปลี่ยนก็จริง แต่ “โครงสร้างรายได้” ยังไม่เปลี่ยนตามทั้งหมดและตรงนี้แหละที่ทำให้ผมยังยืนยันคำแนะนำเดิม สาขาวิชาในโลกเก่า ไม่ใช่แค่สอนความรู้ แต่เป็น “ระบบคัดคน” ที่เรามองข้ามไม่ได้ การสอบเข้าคณะแพทย์ วิศวะ ในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ไม่ได้วัดแค่ความจำ แต่วัดวินัย ความอดทน และความสามารถในการแข่งขัน คนที่ผ่านเข้าไปได้ จึงไม่ใช่แค่คนเรียนเก่ง แต่คือ “หัวกะทิ” ของแต่ละรุ่น และเมื่อคนเก่งไปอยู่รวมกัน สิ่งที่ตามมาคือ เครือข่าย โอกาส และการเติบโต

สุดท้ายแล้ว คนกลุ่มนี้จึงมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็นชนชั้นนำในระบบเศรษฐกิจ

ไม่ใช่เพราะคณะ หรือมหาวิทยาลัยการันตีความสำเร็จ แต่เพราะ “สภาพแวดล้อม” ที่คัดมาแล้วต่างหาก

ส่วนแนวคิดที่ว่า “ยุคนี้ไม่ต้องเรียนมหาวิทยาลัยก็สำเร็จได้” ก็ไม่ผิด โลกมันเปลี่ยนไปมากจริง ๆ และผมก็เคยเขียนไว้แล้วว่า มันจริง… แต่ไม่ใช่สำหรับทุกคน โลกโซเชียลชอบยกตัวอย่างคนที่สำเร็จโดยไม่ต้องเรียน แต่ไม่ค่อยพูดถึงคนอีกจำนวนมหาศาลที่ลองแล้วไม่รอด

มหาวิทยาลัยอาจไม่ใช่คำตอบเดียว แต่ยังเป็น “เส้นทางที่มีโครงสร้างรองรับความสำเร็จสูงที่สุด” โดยเฉพาะในสังคมแบบไทย สุดท้ายแล้ว คำถามที่เราควรถามตัวเองไม่ใช่คณะไหนล้ำที่สุด แต่คือ รากฐานแบบไหน จะพาเขาไปต่อได้ไกลที่สุด เพราะโลกอนาคตไม่ได้ต้องการแค่คนที่รู้ของใหม่ แต่ต้องการคนที่เข้าใจของเก่า และลึกพอที่จะสร้างของใหม่ได้

ที่มา :https://www.facebook.com/100001294357814/posts/26408117025481417/?rdid=BNWOs9EbCyZMTlQu#

‘เจมส์’ เคล็ดลับสู่สายมู ศิษย์เก่าภาษาจีน ม.รังสิต ผสมผสานดูดวงกับศิลปะไพ่ยิปซี ลุยสายคอนเทนต์ในยุคดิจิทัล สร้างแรงบันดาลใจผ่าน a.gurltarot

"เจมส์ อาณดา" ศิษย์เก่าศิลปศาสตร์ ม.รังสิต จากเด็กเอกภาษาจีนสู่ Content Creator สายมูตัวท็อป

ท่ามกลางกระแสโลกดิจิทัลที่หมุนไว "การปรับตัว" คือทักษะที่สำคัญที่สุด วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับ "พี่เจมส์ - อาณดา เทพชาลี" ศิษย์เก่าสาขาวิชาภาษาจีน วิทยาลัยศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ปัจจุบันเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์สายดูดวง เจ้าของช่อง a.gurltarot ทาง Tiktok Youtube และ Instagram ผู้ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าความรู้ในห้องเรียน และแพชชันส่วนตัวสามารถหลอมรวมกันจนกลายเป็นอาชีพที่สร้างแรงบันดาลใจและช่วยเหลือผู้คนได้จริง

จุดเริ่มต้นเมื่อ "ภาษาจีน" และ "ไพ่ยิปซี" มาบรรจบกัน หลายคนอาจสงสัยว่าการเรียนภาษาที่ดูจริงจัง กับการเป็นแม่หมอดูดวงมาเจอกันได้อย่างไร "จริงๆ ต้องบอกว่าการเรียนดูดวงเริ่มมาพร้อมๆ กับการเรียนภาษาจีนที่ ม.รังสิต เลยค่ะ เริ่มจากความชอบในงานศิลปะบนหน้าไพ่ 78 ใบ จนอยากดีไซน์ไพ่เป็นของตัวเอง เลยอาศัยช่วงเวลาว่างจากคลาสเรียนอ่านหนังสือคู่มือและฝึกเล่นกับเพื่อนๆ ส่วนการเป็น Content Creator นั้นเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่เข้ามาเติมเต็มหลังจากเรียนจบค่ะ"

กะเทาะเปลือกประสบการณ์ที่หลากหลาย สู่การปั้นช่องแบบ ‘One Person Team’

เส้นทางอาชีพของพี่เจมส์ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ตอนนั้นเรียนจบในช่วงคาบเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นช่วงที่อาชีพ Content Creator ยังไม่บูมเท่าปัจจุบัน แต่เจมส์ก็เลือกที่จะ "พุ่งชน"  โอกาส  (รายละเอียดสัมภาษณ์ตามไฟล์แนบ)

‘สุชาติ ชวนคนไทย’ รวมพลังรับมือลดโลกเดือด และขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืน เนื่องในวันคุ้มครองโลก “Our Power, Our Planet : พลังของเรา โลกของเรา”

วันที่ 22 เมษายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า จากรายงาน Climate Risk Index (CRI) 2026 โดยองค์กร Germanwatch

ซึ่งประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลกในช่วง 30 ปี ที่ผ่านมา พบว่าในปี 2024 ประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาอยู่อันดับที่ 17 จากอันดับที่ 72 ในปี 2022 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของประเทศต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร หรือ Met Office ได้แจ้งว่า ปี 2026 มีแนวโน้มที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมมากกว่า 1.4 องศาเซลเซียส แม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าสถิติสูงสุด 1.55 องศาเซลเซียสที่เกิดขึ้นในปี 2024 ซึ่งถือเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกข้อมูลมา แต่ปี 2026 ยังคงติดอันดับ 1 ใน 4 ปีที่ร้อนที่สุด โดยในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความเร่งตัวของวิกฤตภูมิอากาศ สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ได้ก้าวข้ามจุดที่เรียกว่าเป็นเพียง "คำเตือน" ไปสู่การเป็น "วิกฤตการณ์เพื่อความอยู่รอด" อย่างเต็มรูปแบบ เรากำลังเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) ที่ทวีความรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อน ภัยแล้งที่ยาวนาน หรืออุทกภัยฉับพลัน

รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในทุกระดับ โดยเฉพาะเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งได้กำหนดนโยบายขับเคลื่อนร่วมกับทุกภาคส่วน เชื่อมโยงกับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรมตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปเมื่อวันที่ 9-10 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ การพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ การผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 และการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล และได้ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสื่อสารสร้างความรู้ ความเข้าใจให้ประชาชน เพื่อช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบและพร้อมตั้งรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประกอบกับวันนี้เป็นวันคุ้มครองโลก (Earth Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 22 เมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญทางสิ่งแวดล้อมที่ทุกประเทศให้ความสำคัญและร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อแสดงพลังการมีส่วนร่วมในการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน และสนับสนุนแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

การจัดกิจกรรมวันคุ้มครองโลก ในปี 2569 นี้ ได้ถูกกำหนดขึ้นภายใต้แนวคิด “Our Power, Our Planet : พลังของเรา โลกของเรา” ซึ่งในปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญกับปัญหาหลายด้าน เช่น ภาวะโลกร้อน มลพิษทางอากาศ ขยะพลาสติก และการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถมีส่วนช่วยแก้ไขได้ ไม่ว่าจะการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ลดการใช้พลาสติก หรือดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ก็สามารถช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกได้ในระยะยาว เพราะสุดท้ายแล้ว การดูแลโลกก็คือการดูแลชีวิตของเราทุกคน โดยขอเชิญชวน ประชาชนทุกภาคส่วน ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง เพราะ “การมีส่วนร่วมของทุกคน” คือพลังสำคัญในการรับมือโลกร้อน และขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้งสามารถร่วมแสดงพลังและร่วมกิจกรรมได้ที่ Facebook Page กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยร่วมกันลงมือทำกิจกรรมรักษ์โลก และถ่ายภาพกิจกรรมรักษ์โลก พร้อมติดแฮชแท็ก (#Hashtag) หรือแคปชั่นสั้น ๆ ว่า “วันนี้ฉันใช้พลังอะไรช่วยโลก” พร้อมระบุจังหวัดที่ทำกิจกรรม ซึ่งภาพถ่ายทั้งหมดจะถูกรวบรวม และจะนำมานำเสนอในภาพแผนที่ประเทศไทย สรุปเป็นภาพรวมของประเทศว่าในแต่ละจังหวัดมีประชาชนร่วมกันแสดงพลังและการทำกิจกรรมอะไรเพื่อโลกบ้าง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top