Friday, 5 June 2026
NEWS FEED

สมรภูมิไทย-กัมพูชา 2568: สดุดี 42 วีรชนผู้พลีชีพปกป้องอธิปไตยจากรอยร้าวสู่เปลวเพลิง

ปี พ.ศ. 2568 กลายเป็นปีที่ประวัติศาสตร์ความมั่นคงไทยต้องจารึกด้วยความเศร้าสลดและความภาคภูมิใจ เมื่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุขึ้นเป็นสงครามเต็มรูปแบบอันมีจุดเริ่มต้นจากการละเมิดสัจจะและกฎหมายสากลอย่างร้ายแรง

ชนวนเหตุแห่งความสูญเสีย: กรกฎาคมที่เลือดอาบแผ่นดิน
วิกฤตการณ์เริ่มต้นขึ้นอย่างอำมหิตในเดือนกรกฎาคม 2568 เมื่อฝ่ายกัมพูชาลักลอบรุกล้ำเส้นเขตแดนเข้ามาวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในพื้นที่ที่ทหารไทยใช้ลาดตระเวนปกติ เหตุการณ์ลอบกัดในครั้งนั้นส่งผลให้ทหารไทยหลายนายต้องประสบชะตากรรมอันน่าสลด สูญเสียขาและกลายเป็นผู้พิการจากการปฏิบัติหน้าที่รักษาแผ่นดินเกิด ไม่เพียงเท่านั้น กัมพูชายังเป็นฝ่ายเปิดฉากระดมยิงอาวุธหนักเข้าใส่ฐานปฏิบัติการและพื้นที่พลเรือนของไทยก่อนอย่างไร้เหตุผล บังคับให้กองทัพไทยต้องยกระดับการตอบโต้เพื่อคุ้มครองอธิปไตย

สานสัมพันธ์สองอาณาจักรแห่งขุนเขา: บันทึกประวัติศาสตร์การเยือนภูฏานของในหลวงและพระราชินี

ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามของเทือกเขาหิมาลัยและความสงบนิ่งของวัดวาอาราม การเสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรภูฏานอย่างเป็นทางการของ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ถือเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและงดงามระหว่างสองราชวงศ์ที่ผูกพันกันด้วยหลักพุทธศาสนาและวิถีแห่งความพอเพียง อีกทั้งยังเป็นการเสด็จฯ เยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการในรัชสมัยอีกด้วย
.
เมื่อเครื่องบินพระที่นั่งร่อนลงจอด ณ ท่าอากาศยานพาโร ราชอาณาจักรภูฏาน เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568 โดยพระองค์ทรงขับเครื่องบินพระที่นั่ง (Boeing 737-800) ด้วยพระองค์เอง (ทรงเป็นนักบินที่ 1 และสมเด็จพระราชินีทรงเป็นนักบินผู้ช่วย) ภาพความอบอุ่นเริ่มต้นขึ้นจากการถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติโดย สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก และสมเด็จพระราชินีเจตซุน เพมา วังชุก ซึ่งความสัมพันธ์ของทั้งสองอาณาจักรไม่ใช่เพียงเรื่องของการทูตระดับรัฐต่อรัฐ แต่คือความผูกพันดุจพี่น้องและมิตรสหายที่มีมายาวนานตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

รำลึกโศกนาฏกรรม 28 มีนาคม: เมื่อแผ่นดินไหวเมียนมาเปลี่ยนบทเรียนความปลอดภัยไทยไปตลอดกาล

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 13.20 น. ตามเวลาประเทศไทย ที่ดูเหมือนจะเป็นวันทำงานปกติของใครหลายคน แต่สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและกรุงเทพมหานคร วันนั้นได้กลายเป็นบันทึกหน้าเศร้าของประวัติศาสตร์ภัยพิบัติ เมื่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่ประเทศเมียนมา มีขนาดความรุนแรง 8.2  แมกนิจูด มีจุดศูนย์กลางใกล้เมืองมัณฑะเลย์ ลึกลงไปในใต้ดินประมาณ 10 กิโลเมตร แผ่นดินไหวครั้งนี้มีค่าความรุนแรงตามมาตราเมร์กัลลีอยู่ที่ระดับ X (หายนะ) นับเป็นแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดในประเทศเมียนมานับตั้งแต่ พ.ศ. 2455

แรงสั่นสะเทือนจากรอยเลื่อนสะกาย ซึ่งเป็นรอยเลื่อนสำคัญในภูมิภาค แผ่กระจายไปยังประเทศไทยหลายพื้นที่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ซึ่งอยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวมากกว่า 1,000 กิโลเมตร ก็ยังรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้อย่างชัดเจน

 เหตุการณ์อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่ม

เวลาประมาณ 13.25 น. อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (หลังใหม่) ซึ่งมีความสูง 33 ชั้น ตั้งอยู่บริเวณจตุจักร กรุงเทพมหานคร ที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง พังถล่มลงมา เหตุการณ์นี้กลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สร้างความสูญเสียอย่างมหาศาล

กรุงเทพมหานครตั้งอยู่บนชั้นดินเหนียวอ่อน ทำให้สามารถขยายคลื่นแผ่นดินไหวให้แรงขึ้นได้อีก 3-4 เท่า ส่งผลให้อาคารสูงเกิดอาการสั่นโยกอย่างรุนแรง แผ่นดินไหวครั้งนี้มีลักษณะคลื่นคาบเวลายาว ซึ่งเมื่อตรงกับคาบเวลาธรรมชาติของอาคารสูง ทำให้เกิดการสั่นพ้อง (Resonance) หรืออาคารสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเป็นพิเศษ

บันทึกหน้าประวัติศาสตร์: สมรสเท่าเทียมไทย จากความฝันสู่อธิปไตยแห่งความรัก

วันที่ 22 มกราคม 2568 จะถูกจารึกไว้ในฐานะวันแห่งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เมื่อกฎหมาย “สมรสเท่าเทียม” หรือร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นลำดับที่ 3 ในเอเชีย (ถัดจากไต้หวันและเนปาล) ที่รับรองสิทธิการสร้างครอบครัวของบุคคลทุกเพศอย่างเสมอภาค

หัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือการรื้อถอนกำแพงทางเพศที่เคยจำกัดอยู่ในตัวบทกฎหมายเดิม โดยมีการเปลี่ยนถ้อยคำสำคัญในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพื่อให้ครอบคลุมความหลากหลายทางชีวภาพและอัตลักษณ์ทางเพศ:

มาตรา 1448: เปลี่ยนจากความสัมพันธ์ระหว่าง “ชายและหญิง” เป็นการสมรสระหว่าง “บุคคลสองคน”
สถานะทางกฎหมาย: เปลี่ยนจากคำว่า “สามี-ภริยา” เป็นคำว่า “คู่สมรส” (Spouse)
เกณฑ์อายุ: กำหนดให้บุคคลที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ ขึ้นไปสามารถหมั้นและสมรสกันได้ (หรือต่ำกว่านั้นหากศาลอนุญาต)

ผบ.ทร. อำนวยพรและให้กำลังใจทหารในแนวหน้า

เนื่องในโอกาสเทศกาลขึ้นปีใหม่ 2569 ผมขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปยังกำลังพลทุกนาย ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดน ทั้งทางบกและทางทะเล

ในขณะที่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศกำลังเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขกับครอบครัว ยังมีท่านอีกหลายชีวิตที่ยืนหยัดปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ไม่ว่าจะอยู่ตามแนวชายแดน บนยอดเขาสูง หรือในท้องทะเลอันห่างไกล ภารกิจที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงเหล่านี้ คือความเสียสละอันยิ่งใหญ่และทรงเกียรติ

เวทีใหญ่ก็ไม่หวั่น!! “สึสึมิ” โชว์พลังหมัด น็อกควินตานาในยก 4 ที่ริยาด เป้าหมายชัดล่าชื่อแชมป์โลก ยืนยันขึ้นสู่ระดับที่ใหญ่กว่า

(30 ธ.ค. 68) 'เรียโตะ สึสึมิ' นักมวยดาวรุ่งชาวญี่ปุ่น รักษาฟอร์มร้อนแรงด้วยชัยชนะน็อกในยกที่ 4 เหนือ 'ลีโอบาร์โด ควินตานา ซานเชซ' จากเม็กซิโก ในศึก The Ring V: Night of the Samurai ที่เมืองริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย ทำให้สถิติชนะเพิ่มเป็น 4 ไฟต์รวด

ไฟต์นี้ สึสึมิสามารถควบคุมจังหวะและความนิ่งบนเวที แม้ฝ่ายคู่ชกจะพยายามเปลี่ยนท่าเต้นและสร้างความสับสน แต่กำปั้นญี่ปุ่นชกด้วยหมัดซ้ายที่แรงและแม่นยำ โดยในยก 4 เขาเร่งเครื่องทำหมัดชุดลำตัวจนควินตานาทรุดและกรรมการยุติการชกที่เวลา 1:14 นาที

หลังชัยชนะ สึสึมิเผยเป้าหมายชัดเจนว่าอยากเป็นแชมป์โลกภายใน 10 ไฟต์ และจะไต่ระดับขึ้นทีละขั้นเพื่อยกระดับอันดับและขึ้นสู่เวทีที่ใหญ่กว่า "ผมจะขยับแบบทีละขั้นเพื่อไปสู่เป้าหมายที่วางไว้" สึสึมิกล่าว

ความโดดเด่นของสึสึมิอยู่ที่หมัดหนักและจังหวะคมที่สร้างความกดดันต่อคู่ชกอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับความเร็วในการปิดเกมที่ทำให้เขามีสถิติชนะน็อกถึง 3 ใน 4 ไฟต์ และน่าจะถูกดันขึ้นสู่ด่านที่หนักขึ้นในอนาคตอันใกล้

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1629254/

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่!! “ภูมิรพี สิริบุญญากุลย์” เปิดใจเส้นทางสู่มือหนึ่งแดนซามูไร ลุยบอลมัธยมปลายญี่ปุ่น พาทีมคว้าแชมป์จังหวัดอิบารากิ

(29 ธ.ค. 68) 'ภูมิรพี สิริบุญญากุลย์' ผู้รักษาประตูดาวรุ่งทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเตะไทยคนแรกที่ได้ลงเล่นในฟุตบอลมัธยมปลายของญี่ปุ่น กับโรงเรียนคาชิม่า กักคุเอน ซึ่งล่าสุดช่วยทีมคว้าแชมป์จังหวัดอิบารากิ พร้อมผ่านเข้ารอบแข่งขันชิงแชมป์ระดับประเทศครั้งที่ 104

ในเกมรอบชิงชนะเลิศระดับจังหวัดอิบารากิ ทีมของเขาเอาชนะเมชู ฮิตาชิ 3-1 และคว้าตั๋วเข้ารอบประเทศได้สำเร็จ โดยภูมิรพีรับบทนายทวารมือหนึ่งที่ทีมวางใจอย่างเต็มที่ นอกจากนี้เขายังตั้งเป้าไว้ว่า "อยากไม่เสียประตูในนัดชิงฯ" เพื่อเป็นส่วนสำคัญทีมในการแข่งขันใหญ่

ภูมิรพีเคยเผชิญกับเส้นทางที่ยากลำบากในไทย เนื่องจากแทบไม่ได้รับโอกาสลงสนามหลายปี ก่อนตัดสินใจบินเดี่ยวไปเรียนและเล่นฟุตบอลที่ญี่ปุ่น แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคเรื่องภาษาและสภาพอากาศหนาวเย็น แต่เขาก็ค่อยๆ พัฒนาตัวเองทั้งในสนามและชีวิตประจำวัน

โปรไฟล์ของเขาโดดเด่นด้วยสรีระสูง 191 ซม. และความสามารถในการเล่นหลายภาษา ภูมิรพีเคยเล่นให้กับเยาวชนเมืองทอง ยูไนเต็ด และติดทีมชาติไทย U-17 โดยเขามองว่า "J ลีกคือหนึ่งในเป้าหมาย" ในการพัฒนาสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพในอนาคต

เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความพยายามอย่างหนักของนักกีฬาหนุ่มไทยที่ตั้งใจฝากฝีเท้าในเวทีต่างประเทศ แต่ยังชี้ให้เห็นแนวทางใหม่ของนักกีฬาที่เลือกเดินเส้นทางต่างแดนเพื่อหาความท้าทายและโอกาสที่มากขึ้นในวงการฟุตบอล

ที่มา : https://www.ballthai.com/

ทุ่มไม่ยั้ง!! เพื่อนบ้านอาเซียนปักหมุด “อภิมหาสนามกีฬา” ฮานอยวางเป้าเสร็จ 2028 สนามจุ 135,000 ที่นั่ง หวังขึ้นแท่นศูนย์กลางกีฬาโลก

(28 ธ.ค. 68) เวียดนามเดินหน้าโครงการ "Olympic Sports Urban Area" ชานกรุงฮานอย ตั้งเป้าสร้างสนาม Trống Đồng Stadium ความจุ 135,000 ที่นั่ง เป็นหัวใจเมืองกีฬาใหม่ กดปุ่มเมกะโปรเจกต์ที่ลงทุนกว่า 925.6 ล้านล้านดอง หรือราว 35.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อยกระดับเวียดนามเข้าสู่เวทีโลกกีฬาในช่วงทศวรรษหน้า

ตามข้อมูลทางการ โครงการนี้มีขนาดถึง 9,171 เฮกตาร์ โดยสนาม Trống Đồng ใช้พื้นที่ 73.3 เฮกตาร์ ออกแบบรองรับมาตรฐานการแข่งขันระดับนานาชาติ โดยเป้าหมายคือเสร็จสิ้นในเดือนสิงหาคม 2028 เพื่อเปลี่ยนพื้นที่นี้ให้เป็นศูนย์กลางกีฬาและเมืองระดับภูมิภาคและนานาชาติ

สนามจุ 135,000 ที่นั่งทำให้ Trống Đồng Stadium ถูกจัดเป็นหนึ่งในสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก แม้จะมีรายงานหลากหลายว่าขนาดนี้อาจเป็นสนามที่ใหญ่ที่สุดหรือรองอันดับสองรองจาก Rungrado 1st of May Stadium ของเกาหลีเหนือ แต่ความสำคัญคือเวียดนามกำลังยกระดับโครงสร้างพื้นฐานกีฬาให้เหนือกว่าในภูมิภาคอาเซียน

เจ้าหน้าที่ระบุว่า "โครงการนี้ไม่ใช่แค่สนามฟุตบอล แต่รองรับจัดอีเวนต์ระดับเอเชียน เกมส์ โอลิมปิก และเวิลด์คัพ" พร้อมชูผลกระทบเศรษฐกิจ ทั้งการลงทุนใหม่ สร้างงาน และการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและพาณิชย์ที่รวดเร็ว

เวียดนามตั้งเป้าที่จะเพิ่ม Soft Power และเพิ่มเครดิตการเป็นเจ้าภาพในระดับโลก โดยการมีสนามกีฬาและระบบรองรับที่พร้อมจะเป็นแต้มต่ออันดับต้นๆ ในภูมิภาค ขณะที่ไทยควรเรียนรู้จากโมเดลนี้ โดยไม่เพียงแค่เน้นขนาดสนาม แต่ต้องวางแผนใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและเชื่อมโยงระบบเดินทางได้สะดวก เพื่อป้องกันปัญหาสนามร้างและความลำบากในการบริหารจัดการหลังงานใหญ่

ที่มา: https://www.sanook.com/sport/1628432/

“มาดามแป้ง” สุดปลื้ม!! รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยนครพนม สะท้อนบทบาทผู้นำหญิงในงานบริหาร หนุนแรงบันดาลใจคนรุ่นใหม่

(26 ธ.ค. 68) ‘มาดามแป้ง’ นวลพรรณ ล่ำซำ นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ รับพระราชทานปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม จากมหาวิทยาลัยนครพนม เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 ที่หอประชุมวชิรบพิตร โดยมีครอบครัวร่วมแสดงความยินดี

ภายหลังพิธี ศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม พร้อมคณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา ร่วมมอบช่อดอกไม้และแสดงความยินดีในโอกาสที่ ‘มาดามแป้ง’ ได้รับเกียรติยศครั้งสำคัญนี้

มหาวิทยาลัยนครพนมจัดพิธีพระราชทานปริญญาบัตรสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาปี 2567 รวม 1,108 คน โดยในปีเดียวกันได้มอบปริญญากิตติมศักดิ์แก่บุคคล 5 ราย รวมถึง ‘มาดามแป้ง’ ด้วย มอบเกียรติอันทรงคุณค่านี้เพื่อยกย่องผู้มีผลงานคุณูปการต่อสังคมและประเทศชาติ

‘มาดามแป้ง’ เป็นที่รู้จักทั้งในวงการธุรกิจและกีฬาด้วยบทบาทเด่นในธุรกิจประกันภัยและการขับเคลื่อนฟุตบอลไทย การได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ในครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทผู้นำหญิงในวงการบริหารและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในสาขาการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ

มหาวิทยาลัยนครพนมยังเน้นย้ำว่าการมอบเกียรติยศนี้ไม่เพียงแต่เป็นการมอบปริญญาเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมและคนรุ่นใหม่ผ่านตัวอย่างของผู้ได้รับเกียรติยศในแต่ละสาขา

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1628412/

กกท. เคาะแนวทาง!! ลงพื้นที่เช็กสนามครบ 3 คลัสเตอร์ มุ่งมั่นมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัย ย้ำใช้งานสนามต่อเนื่องหลังจบงาน โฟกัสความรับผิดชอบสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ

(24 ธ.ค. 68) การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ลุยยกระดับสนามแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพช่วงวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยสนามต่างๆ เช่น สระว่ายน้ำ และ เอ็กซ์ตรีม ที่ได้มีการปรับปรุง จนอยู่ในระดับมาตรฐานสากล

โดยวางเป้าหมายให้สนามแข่งขันและระบบต่าง ๆ ได้มาตรฐานสากล ทั้งเรื่องความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก และการบริหารหลังจบงาน เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานกีฬานี้ใช้งานได้ยั่งยืนไม่ถูกทิ้งร้าง

กกท. ส่งทีมลงพื้นที่ตรวจสอบสนามแข่งขันและระบบรองรับใน 3 คลัสเตอร์หลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา พร้อมประสานงานเจ้าหน้าที่ในแต่ละจังหวัดเพื่อบูรณาการงาน โดยเฉพาะที่สงขลาซึ่งมีประสบการณ์จัดกีฬาระดับนานาชาติแล้ว มีความพร้อมในการปรับสู่มาตรฐานซีเกมส์ ขณะที่ชลบุรีเน้นความพร้อมระบบทั้งหมดตั้งแต่สนามถึงการสร้างบรรยากาศ และกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางพิธีเปิด-ปิด ยกระดับสนามและเมืองเป็นภาพลักษณ์เมืองเจ้าภาพ

กรอบมาตรฐานสากลถูกชูในเรื่องความปลอดภัยเป็นหัวใจหลัก โดย กกท. ระบุพร้อมปรับแผนสนามหากพบความเสี่ยงเพื่อให้มั่นใจทุกฝ่ายปลอดภัยและการแข่งขันคงคุณภาพระดับนานาชาติ ซึ่งสะท้อนความเป็นมืออาชีพของเจ้าภาพที่พร้อมยืดหยุ่นตามสถานการณ์จริง

สนามแข่งขันหลังจบงานจะไม่ถูกทิ้งเป็นภาระ เพราะ กกท. วางแผนให้ใช้เป็นศูนย์ฝึกซ้อม รองรับการแข่งขันในประเทศและนานาชาติ และเปิดเป็นพื้นที่กีฬาเพื่อสุขภาพของประชาชน พร้อมระบบบริหารจัดการสนามที่มั่นคงเพื่อรักษาคุณภาพ

นอกจากนั้น ซีเกมส์ครั้งนี้ยังเน้นแนวคิด Green SEA Games เพื่อรองรับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมผลักดันกิจกรรม "ชิม ช็อป เชียร์" สนับสนุนสินค้าและชุมชนท้องถิ่นที่สนาม สร้างรายได้และกระจายเม็ดเงินไปสู่พื้นที่จริงอย่างทั่วถึง

ที่มา : https://www.siamsport.co.th/other-sports/sports-world/96862/


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top