Saturday, 25 July 2026
NEWS FEED

กองทัพเรือลุยจัดหาเรือน้ำมัน ทดแทนเรือหลวงจุฬากว่า 45 ปี เสริมขีดความสามารถส่งกำลังบำรุงทางทะเล ส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศ จ้างสร้างกับบริษัทไทยในปี 2571

กองทัพเรือจัดหาเรือน้ำมัน 1 ลำ ทดแทนเรือหลวงจุฬา เสริมขีดความสามารถส่งกำลังบำรุงในทะเล และส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศ

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือได้ดำเนินโครงการจัดหาเรือน้ำมัน จำนวน 1 ลำ เพื่อทดแทนเรือหลวงจุฬา ซึ่งขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2523 และมีอายุการใช้งานมากกว่า 45 ปี ปัจจุบันอยู่ในช่วงปลายอายุการใช้งานตามเกณฑ์ และมีแผนปลดระวางประจำการในปี พ.ศ. 2570 ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นไปตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือ พ.ศ. 2560 – 2580 (ทบทวน พ.ศ. 2566) เพื่อคงไว้ซึ่งขีดความสามารถด้านการส่งกำลังบำรุงทางทะเลในพื้นที่ทัพเรือภาคต่างๆ

การจัดหาเรือน้ำมันครั้งนี้ มุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพด้านส่งกำลังบำรุงในภารกิจทางทหารและการช่วยเหลือประชาชน โดยเป็นการจัดจ้างอู่ต่อเรือภายในประเทศ ซึ่งเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของไทย เรือน้ำมันลำใหม่ได้รับการออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐานสากลและข้อกำหนดของกองทัพเรือ ได้แก่ มาตรฐานของสถาบันจัดชั้นเรือ RINA อนุสัญญา SOLAS และ MARPOL รวมทั้งมาตรฐานวิศวกรรมทางเรือที่เกี่ยวข้อง โดยติดตั้งระบบขนถ่ายน้ำมันที่มีความปลอดภัยสูง สามารถปฏิบัติการรับ–ส่งน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงต่อการรั่วไหล และสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากล

สำหรับความคืบหน้าโครงการ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมได้อนุมัติให้กองทัพเรือดำเนินการจ้างสร้างเรือน้ำมัน จำนวน 1 ลำ จากบริษัท ไทยอินเตอร์เนชั่นแนล ด๊อคยาร์ด จำกัด (TINDY) โดยวิธีคัดเลือก วงเงินรวมทั้งสิ้น 434,634,000 บาท กำหนดส่งมอบในปี พ.ศ. 2571 และในวันนี้ กองทัพเรือได้มีการลงนามในสัญญาว่าจ้างกับบริษัท TINDY ซึ่งเป็นบริษัทต่อเรือของคนไทยที่มีประสบการณ์และเคยมีผลงานร่วมกับกองทัพเรือมาก่อน เป็นที่เรียบร้อย

กองทัพเรือยืนยันว่า โครงการนี้จะเป็นกำลังสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล เพิ่มขีดความสามารถด้านการส่งกำลังบำรุง และสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกองทัพเรือให้สามารถรองรับสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

วันที่ 28 เมษายน 2569

อุตสาหกรรมไทยปรับใหญ่!! “วราวุธ” ดันกรมโรงงานฯ ติวเข้ม 158 องค์กร เตรียมพร้อมจัดการวัตถุอันตรายตามกรอบ OECD จัดการวัตถุอันตรายสู่มาตรฐานเดียวกัน ลดอุปสรรคการค้า ผลักมาตรฐานวัตถุอันตรายไทยสู่เวทีโลก

"วราวุธ" หนุน กรมโรงงานฯ ยกระดับ จัดการวัตถุอันตราย ให้ได้มาตรฐานสากล ของ OECD หวัง ประหยัดต้นทุนอุตสาหกรรม ปกป้องมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

วันที่ 28 เม.ย. 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเร่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการและระบบการบริหารจัดการวัตถุอันตรายให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล และเตรียมความพร้อม ก้าวสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development  : OECD) ภายในปี พ.ศ. 2571 ตามเจตจำนงของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีสถานะเป็นประเทศผู้สมัครซึ่งอยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก (Accession Candidate Country) 

ทั้งนี้เป็นไปตามมติครม.วันที่ 26 ธันวาคม 2566 ที่ได้มอบหมายให้ กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานหลักในการประเมินทางเทคนิค ร่วมกับคณะกรรมการเคมีภัณฑ์และเทคโนโลยีชีวภาพ (Chemicals and Biotechnology Committee: CBC) ของโออีซีดีที่มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปกป้องสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม จากความเสี่ยงของสารเคมีและผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ รวมถึง ป้องกันการสร้างอุปสรรคทางการค้า ที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร การประหยัดต้นทุนให้แก่ประเทศและอุตสาหกรรม ส่งเสริมระบบการจัดการสารเคมีให้เป็นมาตรฐานเดียวกันมากขึ้น ดังนั้นทางกระทรวงอุตสาหกรรมจึงขานรับนโยบายการเข้าร่วมเป็นสมาชิกโออีซีดี ในการขับเคลื่อนนโยบายและแนวปฏิบัติ นำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล 

“สัปดาห์ที่ผ่านมา กรมโรงงานอุตสาหกรรม ได้เชิญผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการวัตถุอันตราย ภาครัฐ เอกชน องค์กรอิสระ รวม 158 องค์กร ร่วมฟังแนวทาง การเตรียมความพร้อม และประโยชน์ในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD  และซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับตราสารภายใต้คณะกรรมการ CBC ให้กับภาครัฐ เพื่อใช้เป็นกรอบในการบูรณาการความร่วมมือและขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม ความสำคัญในการเข้าเป็นสมาชิก โออีซีดี เพื่อจะยกระดับมาตรฐานกฎหมายทั้งระบบ ยกระดับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล พยายามเร่งรัดกระบวนการก้าวสู่การเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบของโออีซีดีให้แล้วเสร็จภายในปีหน้านี้“ นายวราวุธ กล่าว
 

ไทยลุยสนามสุขภาพโลก!! “จิตรเทพ” ขึ้นเวที HEALTH TRENDSETTER 2026 ชี้อนาคตสุขภาพไทยต้องสร้างระบบครบ ดันไทยจากฐานผลิต สู่ผู้สร้างนวัตกรรมสุขภาพระดับโลก ชี้โอกาสใหญ่ อยู่ที่การเชื่อมนวัตกรรม ผลิต ตลาด และทุน

“จิตรเทพ เนื่องจำนงค์” ร่วมเวที HEALTH TRENDSETTER 2026 ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้าน Health & Innovation ของไทย

กรุงเทพฯ – เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ณ Millennium Hilton Bangkok ได้มีการจัดงาน HEALTH TRENDSETTER 2026 ภายใต้แนวคิด “Wellness for Life: Innovation and Capital” ซึ่งรวบรวมผู้นำในอุตสาหกรรมสุขภาพ นวัตกรรม และการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ

ภายในงานครั้งนี้ จิตรเทพ เนื่องจำนงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมเวที Panel Discussion เพื่อสะท้อนภาพอนาคตของอุตสาหกรรมสุขภาพในมิติของ

“การวิจัยและพัฒนา นวัตกรรม การผลิตที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค การเข้าถึงตลาด และการเงินการลงทุน ซึ่งเป็นโครงสร้างสำคัญของอุตสาหกรรมสุขภาพยุคใหม่ ที่จะยกระดับประเทศไทยจากฐานการผลิต สู่การเป็นผู้สร้างนวัตกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก พร้อมทั้งขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว”

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือการนำเสนอศักยภาพของบริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

ในการพัฒนา Health & Wellness Ecosystem แบบครบวงจร ภายใต้การบริหารของ

ดร.สิทธิชัย แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

ดร.พิษณุ แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการขายและการตลาด

นายสรสิช แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการผลิตและปฏิบัติการ

โครงสร้างธุรกิจแบบครบวงจร (Supply Chain)

ต้นน้ำ คือ การวิจัยและพัฒนา (R&D) โดย บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ภายใต้การนำของ จิตรเทพ เนื่องจำนงค์ เพื่อพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์สุขภาพ

กลางน้ำ คือ การผลิต การพัฒนาแบรนด์ และการตลาด โดย บริษัท โรงงานเภสัชอุตสาหกรรม เจเอสพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการผลิตยาแผนปัจจุบัน ยาแผนโบราณ สมุนไพร อาหารเสริม และเวชภัณฑ์

ปลายน้ำ คือ การเข้าถึงผู้บริโภคและบริการสุขภาพ ได้แก่

ตู้จัดจำหน่ายยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพอัตโนมัติ โดย บริษัท ซีดีไอพี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

บริษัท แคร์ซูติก จำกัด ภายใต้การนำของ ทศพร ปัญญาอรรถ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ครอบคลุมผลิตภัณฑ์สุขภาพ เครื่องสำอาง และอาหารเสริมสำหรับคนและสัตว์

บริษัท เกรซ วอเทอร์ เมด จำกัด (มหาชน) ภายใต้การนำของ ธงชัย ปามิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้นำด้านโซลูชันการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมแบบครบวงจร

รวมถึงเชี่ยมโยงกลไกการเงินและการลงทุน

กลุ่มบริษัทอยู่ระหว่างการจัดตั้งกองทุน Corporate Venture Capital (CVC) เพื่อสนับสนุนการลงทุนในธุรกิจ HealthTech และนวัตกรรมใหม่ โดยมี Piyanat Aranyakasemsuke Managing Partner, QuantiFin เป็นผู้ดูแลด้านการเงินและโครงสร้างการลงทุน

การบูรณาการตั้งแต่ R&D → Production → Market → Distribution → Healthcare → Investment สะท้อนการยกระดับจาก “ผู้ผลิต” สู่ “ผู้สร้างระบบอุตสาหกรรมสุขภาพครบวงจร”

จิตรเทพ เนื่องจำนงค์ กล่าวทิ้งท้ายว่า

“อนาคตของธุรกิจสุขภาพ ไม่ได้อยู่ที่ใครมีสินค้า แต่อยู่ที่ใครสามารถสร้าง ‘ระบบ’ ที่เชื่อมโยงนวัตกรรม การผลิต ตลาด และเงินทุนเข้าด้วยกันได้อย่างครบวงจร—และนั่นคือโอกาสของประเทศไทยในการก้าวขึ้นสู่เวทีโลก”

นักศึกษารังสิตลุยเวทีโลก!! คว้าทุนเยาวชนเอเชียแปซิฟิก ร่วมประชุมเศรษฐกิจอาเซียน เข้าร่วมฟอรั่มความยั่งยืน UN ESCAP สะท้อนศักยภาพและวิสัยทัศน์การทูต

นักศึกษาคณะการทูตฯ ม.รังสิต โชว์ศักยภาพระดับสากล คว้าทุนตัวแทนเยาวชนเอเชียแปซิฟิก ร่วมเวทีเศรษฐกิจ ASEAN และประชุมความยั่งยืนระดับภูมิภาคโดย UN ESCAP

Miss. Sint Phoo Wai นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการพัฒนา (IRD) หลักสูตรนานาชาติ คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้รับการคัดเลือกจากเยาวชนทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้ได้รับทุนเข้าร่วมกิจกรรมสำคัญในระดับนานาชาติถึง 2 วาระสำคัญในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมา โดยได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนเข้าร่วมกิจกรรม ‘ASEAN YOUTH ECONOMIC FORUM’ ซึ่งจัดโดยองค์กรเยาวชนอาเซียน (ASEAN Youth Organization) ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะและขับเคลื่อนบทบาทของเยาวชนต่อระบบเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ ยังได้รับความไว้วางใจให้เข้าร่วมการประชุมระดับสูง ‘The Asia-Pacific Forum on Sustainable Development (APFSD)’ ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UN ESCAP) ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมหารือแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับภูมิภาค

ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของคณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต ในการบ่มเพาะนักศึกษาสู่เส้นทางนักการทูตและบุคลากรด้านการต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม โดยสนับสนุนให้นักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์บนเวทีโลกจริงตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ผ่านหลักสูตรที่เข้มข้นและความเป็นนานาชาติที่เอื้อต่อการสร้างเครือข่ายระดับสากล มหาวิทยาลัยรังสิตเชื่อมั่นว่าการผลักดันให้นักศึกษามีส่วนร่วมในกิจกรรมระดับภูมิภาคและระดับโลกเช่นนี้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่สายอาชีพด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างสง่างามและมีประสิทธิภาพ

มูลนิธิส่งเสริมสุขภาพ มอบเงินบริจาค 150,000 บาท สนับสนุนสร้างห้องปลอดฝุ่น ช่วยปกป้องเด็กภาคเหนือจากฝุ่น ร่วมมือพัฒนาอากาศปลอดภัยให้ชุมชน

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย มอบเงินบริจาคจำนวน 100,000 บาท และศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มอบเงินบริจาคจำนวน 50,000 บาท ในนามมูลนิธิสุรเกียรติ์-ท่านผู้หญิงสุธาวัลย์ เสถียรไทย โดยมีศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้รับมอบ 

เพื่อสมทบทุนในการจัดสร้างห้องปลอดฝุ่น ให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนในเขตพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งมูลนิธิพัฒนามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ เป็นผู้ดำเนินการโครงการในการสนับสนุนการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอากาศ ในการร่วมปกป้องสุขภาพของเด็กเล็กจากปัญหาฝุ่น PM 2.5 

ณ ห้องรับรอง มล.ปิ่น มาลากุล อาคารสำนักงานมหาวิทยาลัย 1 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 

วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569

SMU ดันบัญชี AI !! สัมมนาฟรี 12 พ.ค. นี้ เสริมทักษะบัญชีและประเมินมูลค่า ตอบโจทย์เศรษฐกิจดิจิทัลไทย ลุยบทบาทการเงินยุคใหม่ด้วย AI

เสริมศักยภาพนักการเงินแห่งอนาคตด้วยหลักสูตรชั้นสูงด้านบัญชีในยุค AI และการประเมินมูลค่าเชิงกลยุทธ์รองรับเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย

กิจกรรม ‘การเงินพร้อมรับอนาคต’ นำเสนอหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการจากมหาวิทยาลัยการจัดการแห่งสิงคโปร์ (SMU) ที่เน้นการสร้างทักษะการบัญชีแห่งอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AI

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 23 เมษายน 2569 - ภาคการเงินและการบัญชีของไทยกำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญชาวไทยต่างต้องการพัฒนาทักษะของตนเองเพื่อให้ก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากการขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์และมาตรฐานการประเมินมูลค่าระดับโลก

มหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ (SMU) สร้างเสริมทักษะดังกล่าวด้วยกิจกรรม ‘การเงินพร้อมรับอนาคต: ยกระดับความเชี่ยวชาญด้านการประเมินมูลค่าเชิงกลยุทธ์และการก้าวสู่เส้นทางอาชีพบัญชีในยุค AI’ โดยนำเสนอมาสเตอร์คลาส 2 หลักสูตรสำหรับผู้ทำงาน กิจกรรมดังกล่าวกำหนดจะจัดให้มีขึ้นในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นี้ เวลา 16.30 – 19.00 น. ณ วิคเตอร์ คลับ สามย่าน มิตรทาวน์ โดยเปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

งานสัมมนา ‘การเงินพร้อมรับอนาคต: ยกระดับความเชี่ยวชาญด้านการประเมินมูลค่าเชิงกลยุทธ์และการก้าวสู่เส้นทางอาชีพบัญชีในยุค AI’ เน้นนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้ได้จริงเพื่อช่วยเตรียมความพร้อมสำหรับอาชีพในอนาคตทั้งด้านการบัญชีและการประเมินมูลค่าเชิงกลยุทธ์

งานสัมมนานี้นำเสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์ 2 แนวทาง ที่ช่วยปรับเปลี่ยนบทบาทด้านการเงิน ได้แก่ ทักษะการประเมินมูลค่าที่ใช้งานได้จริงและมีความสอดคล้องกับตลาดสำหรับการทำธุรกรรม การดำเนินคดี และการรายงานทางการเงิน และการสร้างขีดความสามารถด้านบัญชีที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยผู้เข้าร่วมอบรมจะได้รับความรู้และเครื่องมือเชิงปฏิบัติการเพื่อบริหารความเสี่ยง สร้างมูลค่า และปรับเปลี่ยนไปสู่ตำแหน่งงานที่มีความต้องการสูงและขับเคลื่อนด้วยการวิเคราะห์ข้อมูล ที่จะช่วยลดช่องว่างทางการศึกษาในประเทศไทยและสร้างทักษะด้านการบัญชีรุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนโดย AI

เซสชั่น A: การนำทางสู่ยุคใหม่ของการประเมินมูลค่าธุรกิจ

นำเสนอโดย เอริค เทโอ (Eric Teo) อาจารย์พิเศษประจำ SMU หลักสูตรระดับสูงนี้จะช่วยเสริมศักยภาพให้กับผู้เชี่ยวชาญระดับกลาง ซึ่งรวมถึงผู้จัดการฝ่ายตรวจสอบบัญชี ผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินมูลค่า นักกฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินองค์กร วาณิชธนกิจ ผู้จัดการกองทุน และผู้เชี่ยวชาญด้านการรายงานทางการเงิน ด้วยกลยุทธ์การประเมินมูลค่าสมัยใหม่ที่สอดคล้องกับมาตรฐานการประเมินมูลค่าระหว่างประเทศ (IVS) ประเด็นสำคัญได้แก่ การรับรองระดับชาติที่สอดคล้องกับมาตรฐาน IVS ความสามารถในการโยกย้ายสิทธิ์ในระดับภูมิภาค เส้นทางวิชาชีพที่เป็นระบบสู่การได้รับตำแหน่งผู้ประเมินราคาและมูลค่าธุรกิจที่ได้รับการรับรอง (CVA) และข้อได้เปรียบจากการเป็นผู้ริเริ่มในประเทศไทย หลักสูตรชั้นสูงนี้เหมาะสำหรับมืออาชีพที่ต้องการสร้างความแตกต่างให้กับตนเองและปรับเปลี่ยนไปสู่บทบาทความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง

เซสชั่น B: AI และ Agentic Intelligence: ความหมายและผลกระทบต่อมืออาชีพด้านบัญชีและการเงิน

นำเสนอโดย ดร. หยิน หวัง (Dr. Yin Wang) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และ ดร. ประสาธน์ จงเจริญกมล อาจารย์อาวุโสสาขาบัญชี จาก SMU หลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการและการอภิปราย กลุ่มนี้เหมาะสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและการเงิน ได้แก่ ผู้บริหารด้านการเงิน นักวิเคราะห์ ผู้ตรวจสอบบัญชี นักบัญชีองค์กร ผู้เชี่ยวชาญด้านความเสี่ยง และผู้ที่ต้องการเปลี่ยนสายอาชีพ ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้รับความรู้เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ AI และ Agentic AI ในด้านการบัญชีและการเงิน โดยแสดงให้เห็นถึงวิธีการค้นหาไทมไลน์ที่สมจริง ผลตอบแทนจากการลงทุนที่แข็งแกร่ง และโอกาสในการก้าวหน้าทางอาชีพในระดับภูมิภาค หลักสูตรดังกล่าวเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีแรงจูงใจในตนเองและต้องการยกระดับหรือเปลี่ยนสายอาชีพ

ทั้งสองหลักสูตรจะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเส้นทางสู่การรับรองวิชาชีพและการศึกษาต่อในระดับบัณฑิตศึกษาที่ SMU รวมถึงหลักสูตรผู้ประเมินราคาและมูลค่าธุรกิจที่ได้รับการรับรอง (CVA) และหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิตสาขาการบัญชี (ข้อมูลและการวิเคราะห์)

มหาวิทยาลัยการจัดการสิงคโปร์ ประเทศไทย (SMU Thailand) ได้วางตำแหน่งกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่เข้าถึงได้ง่ายและช่วยเสริมสร้างทักษะ โดยออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการในการพัฒนาวิชาชีพของผู้บริหารและนักการศึกษา แนวทางนี้จะทำให้การเข้าถึงการสนับสนุนเชิงปฏิบัติเป็นไปอย่างทั่วถึง ช่วยเสริมสร้างงานวิจัย ความรู้ความเข้าใจด้านข้อมูล และทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ ที่เป็นหัวใจสำคัญต่อบริบททางการศึกษาและกำลังแรงงานของประเทศไทย โดยปราศจากซึ่งอุปสรรคหรือค่าใช้จ่ายใดๆ

หากต้องการลงทะเบียนเข้าร่วมงานสัมมนา ‘การเงินพร้อมรับอนาคต: ยกระดับความเชี่ยวชาญด้านการประเมินมูลค่าเชิงกลยุทธ์และการก้าวสู่เส้นทางอาชีพบัญชีในยุค AI’ โปรดกรอกรายละเอียดของท่านได้ที่นี่ >> Secure My Free Seat! หรือสแกนQR code ด้านล่างนี้ ที่นั่งมีจำนวนจำกัดและจัดให้ตามลำดับการลงทะเบียนเป็นหลัก

เพื่อช่วยในการจัดการความจุของสถานที่ เราขออภัยที่จะแจ้งให้ทราบว่า ไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่ได้จองล่วงหน้าเข้าร่วมงาน

จับตา ‘แลนด์บริดจ์ไทย’ !! จากเมกะโปรเจกต์ขนส่ง สู่ยุทธศาสตร์พลังงาน ทำไม ‘แลนด์บริดจ์’ จึงสำคัญกว่าเดิม เพราะ Landbridge ไม่ใช่แค่ทางลัดขนส่ง แต่คือโอกาสปั้นไทยเป็นฮับพลังงานแห่งใหม่

ชวนจับตา #โครงการแลนด์บริดจ์  ประเด็นร้อน #Landbridge🇹🇭จะคุ้มค่ามั้ยและจะสำเร็จมั้ย มีทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายไม่เห็นด้วย

#ฝ่ายผลักดัน ให้เหตุผลว่า เพื่อใช้ศักยภาพของไทยแลนด์ 🇹🇭 เชื่อม 2 ฝั่งมหาสมุทรสำคัญของโลกด้วยระยะทางประมาณ 90 กม. (ดูภาพประกอบ) จะมีทั้งการสร้างเส้นทางรถไฟ four-track railway จะมีทั้งรางคู่ที่รองรับขนาดราง 1 เมตร และรางคู่ที่รองรับขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตร + บางช่วงต้องมีการทำอุโมงค์รถไฟด้วย + สร้างถนน motorway อีก 6 เลน + สร้างท่อขนส่งน้ำมันดิบ Fuel Pipeline + ยกระดับ 2 ท่าเรือ 2 ฝั่งทะเลให้เป็น Smart Port ท่าเรืออัจฉริยะ #SmartPort ใช้เทคโนโลยีมาช่วยทำ transshipment (ไม่ใช่ท่าเรือบ้านๆ แบบเดิมๆ) #ท่าเรือชุมพร ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก และ #ท่าเรือระนอง ฝั่งมหาสมุทรอินเดีย (เลือกแนวเส้นทางเชื่อม 2 จังหวัดนี้ เพราะระยะทางประมาณ 90 กม ไม่ยาวเกินไป มีความเป็นไปได้ในเชิงพื้นที่)

ส่วน #ฝ่ายคัดค้าน  ที่ไม่เห็นด้วย  มีทั้งบอกว่า #ไม่คุ้มค่า ทั้งเรื่องระยะเวลา และเปลืองงบ และหลายคน #ไม่เชื่อใจ ไม่มั่นใจโครงการรัฐบาล  มีแต่จะ #คอรัปชั่น มีแต่หวังจะ #โกงกิน มีแต่ #กลุ่มนายทุน รองาบ มีแต่ #กลุ่มผลประโยชน์ รอกินหัวคิว บลาๆๆๆ  (บางคนค้านเก่งเกิ๊นข้ามไปโจมตีประเทศอื่นที่ยังไม่ได้มาเกี่ยวข้องอะไรด้วยเลยยยย ) 

Note : โครงการนี้แม้จะมีประโยชน์มากและจะพลิกโฉมประเทศไทยในระดับโลก แต่ถ้าถามว่า แล้วจะเกิดได้จริงมั้ย ขอตอบว่า ยากส์  มีทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านสุดซอยเลยค่า  ดูทรงจากพลังคัดค้านของผู้เชี่ยวชาญอินฟูลทั้งหลายมีตรึม (น่าจะเสียงดังกว่า + สื่อสายปั่นชอบแนวนี้ซะด้วย) ก็เนอะ บ้านนี้เมืองนี้คงยากที่จะขยับทำ mega project โครงการอะไรใหม่ๆ

สำหรับความเห็นส่วนตัวที่ไม่ใช่วิศวกร และไม่ใช่นักกม. แต่ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ที่จับตาจีนในมุม geoeconomics คิดว่า จุดขายควรเน้นการก่อสร้าง Fuel Pipeline #ท่อขนส่งน้ำมันดิบ คู่ขนานไปกับแนวเส้นทางรถไฟที่จะสร้าง 90 กิโลเมตร นี้ก็น่าจะดึงความสนใจของจีนและอีกหลายประเทศที่สนใจจะมาลงทุนได้มากขึ้นนะคะ (อย่ามองแค่ #มุมขนส่งโลจิสติกส์ หรือ #มุมการลงทุน เพียงอย่างเดียว !! ) ยุคนี้ ใครๆ ก็ให้ความสำคัญกับ #ประเด็นพลังงาน ทุกประเทศต้องการสร้าง Energy Security ความมั่นคงทางพลังงาน คือ #ทางรอด ในยุคที่โลกปั่นป่วนเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนะคะ

FB ดร อักษรศรี พานิชสาส์น 

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid0nW4BENpNAJ2Ti6HsSGxcxXxvYHtyrcb21i768J1gALDnAuPag6U8XaXk7kwAqTJFl&id=1037140385

พญาหงส์ ลูกพี่ลูกน้องลิซ่า คว้าชัย!! บุกโค่นแชมป์ RISE QUEEN ถึงถิ่นญี่ปุ่น ‘พญาหงส์ บัญชาเมฆ’ สยบ ‘เมอิ มิยาโมโตะ’ ขาดลอย ต้อนแต้มมิยาโมโตะเอกฉันท์ ลุ้นชิงแชมป์ RISE ต่อไป ย้ำสถานะมวยหญิงไทยแถวหน้า

ประกาศความยิ่งใหญ่ โค่นแชมป์ RISE QUEEN

พญาหงส์ บัญชาเมฆ เอาชนะ เมอิ มิยาโมโตะ

26 เมษายน 2569 ศึกRWS x RISEซุปเปอร์ไฟต์กติกาคิกบ็อกซิ่ง 48กิโลกรัม คู่เอกนำรายการ ศึก RISE 197 กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จันทกานต์ มโนบาล Sw tawan

การเอาชนะแชมป์ของ RISE ในบ้านของเขาเอง ยิ่งตอกย้ำฐานะ "ยอดนักชกหญิงเบอร์ 1 ของไทย"

ที่เคยคว้าเข็มขัดแชมป์ K-1 World GP มาแล้วก่อนหน้าเป้าหมายต่อไป ของพญาหงส์ (อาจจะมีการชิงเข็มขัด RISE อย่างเป็นทางการ)

รอติดตาม

: “พญาหงส์” บุกสยบซามูไรสาว  โชว์เชิงมวยสุดเหนือชั้นไล่ถล่มมิยาโมโตะขาดลอย รายการ RISE 197

"พญาหงส์ บัญชาเมฆ" จันทกานต์ มโนบาล

นักชกสาวแกร่งจากค่ายบัญชาเมฆ โชว์ฟอร์มสุดร้อนแรงกระหึ่มกรุงโตเกียว  ในศึก RWS 197 ซุปเปอร์ไฟต์ ณ สังเวียนโครักคุเองฮอล ประเทศญี่ปุ่น โดยพญาหงส์มีคิวขึ้นสังเวียนเป็นคู่เอกนำรายการในพิกัด 48 กิโลกรัม ดวลกับนักชกเจ้าถิ่นอย่าง "เมอิ มิยาโมโตะ" ท่ามกลางเสียงเชียร์ของแฟนหมัดมวยชาวญี่ปุ่นและชาวไทยที่ติดตามลุ้นกันอย่างใกล้ชิด

เปิดฉากยกแรกเพียงไม่นาน มิยาโมโตะพยายามเดินลุยหวังใช้หมัดชุดเข้ากดดันทันที แต่พญาหงส์กลับนิ่งเกินคาด เธอใช้ลูกถีบทำลายจังหวะได้อย่างแม่นยำ พร้อมสลับเตะตัดล่างและเตะชายโครงจนคู่ชกเข้าไม่ติด และในช่วงปลายยกนี้เองที่แฟนๆ ต้องลุกขึ้นเฮ เมื่อพญาหงส์ดักชกหมัดขวาตรงเข้าเต็มใบหน้าจนมิยาโมโตะเสียอาการ ก่อนจะฉวยโอกาสทองตวัดแข้งขวาฟาดก้านคอส่งนักชกเจ้าถิ่นลงไปกองกับพื้นให้กรรมการนับแรกไปก่อนอย่างรวดเร็ว

เข้าสู่ยกที่สอง พญาหงส์ยิ่งชกยิ่งมั่นใจ โชว์ความเร็วของทั้งหมัดและแข้งออกมาแบบครบเครื่อง แม้มิยาโมโตะจะพยายามฮึดสู้ เดินเบียดวงในเพื่อชกตัดลำตัวหวังเอาคืน แต่พญาหงส์ยังใช้ชั้นเชิงมวยที่เหนือกว่าด้วยการกอดคลุกวงในทำลายจังหวะไม่ให้คู่ต่อสู้ทำอะไรได้ถนัด พร้อมกับโชว์รอยยิ้มอย่างอารมณ์ดีบนใบหน้าตลอดการแข่งขัน แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและบรรยากาศการคุมเกมที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ในยกสุดท้าย มิยาโมโตะพยายามเร่งเครื่องสู้ตายเพื่อหวังทวงคะแนนคืน แต่กลับต้องเจอกับกำแพงแข้งซ้ายและลูกถีบของพญาหงส์ที่ดักทางไว้ได้หมดทุกจังหวะ และในจังหวะที่มิยาโมโตะพุ่งเข้ามาแลกหมัดหวังพลิกเกม พญาหงส์ก็สวนด้วยหมัดขวาตรงเข้าเป้าอย่างจังจนมิยาโมโตะล้มพับไปให้กรรมการนับเป็นครั้งที่สอง เมื่อครบสามยก กรรมการจึงชูมือให้ "พญาหงส์ บัญชาเมฆ" เอาชนะคะแนนไปอย่างเอกฉันท์ 3-0 เสียง (30-26, 30-25) ประกาศศักดาคว้าชัยในถิ่นซามูไรได้อย่างยิ่งใหญ่และงดงาม

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1511214367038779&id=100044506896587&rdid=VE2nyc324OO3G6Jp#

 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=987277083807287&id=100075750138901&rdid=mdfiNAu4MntKmp9e#

เสริมกำลังรบทางทะเล!! ทร. เตรียมจัดหา AWAV 8x8 เพิ่ม ยกระดับขีดความสามารถกองทัพเรือ AWAV 8x8 ฝีมือคนไทยพร้อมตอบโจทย์ทุกภารกิจ เสริมความมั่นคงทั้งทหารและเศรษฐกิจ

กองทัพเรือเสริมศักยภาพยุทธสะเทินน้ำสะเทินบก เตรียมจัดหา AWAV 8x8 ฝีมือคนไทย หนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการพึ่งพาตนเอง

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงถึงความจำเป็นในการจัดหารถยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบกแบบ AWAV 8x8 เพิ่มเติม จากบริษัท ชัยเสรีเม็ททอลแอนด์รับเบอร์ จำกัด ว่าเป็นการดำเนินการต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนด้านตะวันออกในปัจจุบัน การป้องกันอธิปไตยทางทะเล และการตอบสนองต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ รวมถึงภารกิจช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ยานเกราะ AWAV 8x8 ได้รับการออกแบบโดยทีมวิศวกรคนไทย และผลิตโดยแรงงาน รวมถึงเครื่องมือเครื่องจักรภายในประเทศ สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการใช้วัสดุภายในประเทศในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของมูลค่าการผลิต อันเป็นการสนับสนุนห่วงโซ่อุตสาหกรรมในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางอุตสาหกรรมในระยะยาว

ตัวรถเป็นระบบขับเคลื่อน 8x8 มีความคล่องตัวสูง สามารถปฏิบัติการได้ในทุกภูมิประเทศ รองรับการปฏิบัติการร่วมกับเรือยกพลขึ้นบก (LPD) ของกองทัพเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ด้านการป้องกันและอำนาจการยิง AWAV มีมาตรฐานการป้องกันกระสุนและแรงระเบิดตามเกณฑ์ STANAG พร้อมติดตั้งปืนกลและระบบควบคุม อีกทั้งยังติดตั้งระบบสื่อสารซึ่งสามารถเชื่อมโยงเข้ากับโครงข่ายสื่อสารทางทหารของกองทัพเรือได้อย่างสมบูรณ์ ยานเกราะดังกล่าวยังผ่านมาตรฐานด้านความคงทนต่อสภาพแวดล้อมตาม MIL-STD ซึ่งเป็นมาตรฐานทางทหารสากล สะท้อนถึงความพร้อมในการใช้งานในทุกสภาพแวดล้อมการรบ ทั้งในทะเลและบนบก

กองทัพเรือได้จัดหารถ AWAV เข้าประจำการแล้วจำนวน 7 คัน และจากผลการใช้งานพบว่าสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความพร้อมรบสูง และตอบสนองต่อภารกิจได้ตรงตามความต้องการของหน่วยปฏิบัติ จึงมีความจำเป็นในการจัดหาเพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอต่อการจัดกำลังและรองรับแผนการปฏิบัติการในอนาคต

การจัดหา AWAV เพิ่มเติมในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการยกระดับขีดความสามารถของกองทัพเรือเท่านั้น แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอย่างเป็นรูปธรรม และเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรไทยให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว อันจะนำไปสู่ความมั่นคงของชาติทั้งในมิติทางทหารและเศรษฐกิจ

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ

27 เมษายน 2569

ม.รังสิต ลุยเวทีดีเบต!! SDIS ม.รังสิต โชว์ศักยภาพเวทีนานาชาติ คว้ารองชนะเลิศดีเบต 4 สถาบัน พร้อมรางวัล Best Speaker ตอกย้ำทักษะคิดวิเคราะห์-สื่อสารอังกฤษระดับสากล

คณะการทูตฯ ม.รังสิต คว้ารางวัลเวทีดีเบต 4 สถาบันระดับนานาชาติ

คณะการทูตและการต่างประเทศ (SDIS) มหาวิทยาลัยรังสิต สร้างชื่อเสียงโดดเด่นในเวทีวิชาการระดับอุดมศึกษา คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันโต้เวทีสานสัมพันธ์ 4 มหาวิทยาลัย (หลักสูตรนานาชาติ) ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีตัวแทนนิสิตนักศึกษาจาก 4 สถาบันการศึกษาชั้นนำเข้าร่วมการแข่งขัน ได้แก่ คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต, วิทยาลัยสหวิทยาการ (PPE) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, วิทยาลัยนานาชาติเพื่อศึกษาความยั่งยืน (SWUIC) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และวิทยาลัยนานาชาติ (MUIC) มหาวิทยาลัยมหิดล

ทีมดีเบต คณะการทูตและการต่างประเทศ (SDIS) มหาวิทยาลัยรังสิต ได้แก่ Sai Zin Min Htike, Patinthida Ruchanarong และ Pyae Sone Kyaw โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Sai Zin Min Htike นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนได้รับรางวัล The Best Speaker ของการแข่งขันครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนถึงทักษะการคิดวิเคราะห์ การใช้ตรรกะ และการสื่อสารภาษาอังกฤษในระดับสากลที่เฉียบคม นอกจากนี้ เบื้องหลังความสำเร็จยังได้รับการสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมจากทีมฝ่ายวิชาการ (Academic Support) นำโดย Nyein Thinzar Aung, Bang San Awng, Pyae Sone Aung, Nan Hnin Nway Ei และ Ye Htet ที่ร่วมกันรวบรวมข้อมูลและเตรียมประเด็นการโต้แย้งอย่างเข้มข้น นอกเหนือจากผลการแข่งขันที่น่าภาคภูมิใจ กิจกรรมดังกล่าวยังเป็นพื้นที่สำคัญให้นักศึกษาคณะการทูตและการต่างประเทศ

มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะและเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับเพื่อนนิสิตนักศึกษาจากต่างสถาบัน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาทักษะทางสังคมและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักศึกษาสายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นบุคลากรคุณภาพในเวทีการต่างประเทศในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top