Friday, 5 June 2026
NEWS FEED

กกท. เคาะแนวทาง!! ลงพื้นที่เช็กสนามครบ 3 คลัสเตอร์ มุ่งมั่นมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัย ย้ำใช้งานสนามต่อเนื่องหลังจบงาน โฟกัสความรับผิดชอบสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ

(24 ธ.ค. 68) การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ลุยยกระดับสนามแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพช่วงวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 ให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยสนามต่างๆ เช่น สระว่ายน้ำ และ เอ็กซ์ตรีม ที่ได้มีการปรับปรุง จนอยู่ในระดับมาตรฐานสากล

โดยวางเป้าหมายให้สนามแข่งขันและระบบต่าง ๆ ได้มาตรฐานสากล ทั้งเรื่องความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก และการบริหารหลังจบงาน เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานกีฬานี้ใช้งานได้ยั่งยืนไม่ถูกทิ้งร้าง

กกท. ส่งทีมลงพื้นที่ตรวจสอบสนามแข่งขันและระบบรองรับใน 3 คลัสเตอร์หลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี และสงขลา พร้อมประสานงานเจ้าหน้าที่ในแต่ละจังหวัดเพื่อบูรณาการงาน โดยเฉพาะที่สงขลาซึ่งมีประสบการณ์จัดกีฬาระดับนานาชาติแล้ว มีความพร้อมในการปรับสู่มาตรฐานซีเกมส์ ขณะที่ชลบุรีเน้นความพร้อมระบบทั้งหมดตั้งแต่สนามถึงการสร้างบรรยากาศ และกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางพิธีเปิด-ปิด ยกระดับสนามและเมืองเป็นภาพลักษณ์เมืองเจ้าภาพ

กรอบมาตรฐานสากลถูกชูในเรื่องความปลอดภัยเป็นหัวใจหลัก โดย กกท. ระบุพร้อมปรับแผนสนามหากพบความเสี่ยงเพื่อให้มั่นใจทุกฝ่ายปลอดภัยและการแข่งขันคงคุณภาพระดับนานาชาติ ซึ่งสะท้อนความเป็นมืออาชีพของเจ้าภาพที่พร้อมยืดหยุ่นตามสถานการณ์จริง

สนามแข่งขันหลังจบงานจะไม่ถูกทิ้งเป็นภาระ เพราะ กกท. วางแผนให้ใช้เป็นศูนย์ฝึกซ้อม รองรับการแข่งขันในประเทศและนานาชาติ และเปิดเป็นพื้นที่กีฬาเพื่อสุขภาพของประชาชน พร้อมระบบบริหารจัดการสนามที่มั่นคงเพื่อรักษาคุณภาพ

นอกจากนั้น ซีเกมส์ครั้งนี้ยังเน้นแนวคิด Green SEA Games เพื่อรองรับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมผลักดันกิจกรรม "ชิม ช็อป เชียร์" สนับสนุนสินค้าและชุมชนท้องถิ่นที่สนาม สร้างรายได้และกระจายเม็ดเงินไปสู่พื้นที่จริงอย่างทั่วถึง

ที่มา : https://www.siamsport.co.th/other-sports/sports-world/96862/

สกอร์ขาดลอย!! ฟุตซอล U-16 ลุยถล่มบรูไน ไทยประเดิมชัยชนะ 20-0 เครื่องติดตั้งแต่นาทีแรกยิงเป็นพายุ เก็บชัยชนะแบบสะใจแฟนไทยทั้งฮอลล์

(24 ธ.ค. 68) ทีมฟุตซอลรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปีของไทย เปิดฉากศึกชิงแชมป์อาเซียน 2025 ด้วยการถล่ม บรูไน ดารุสซาลามไปขาดลอย 20-0 ในฐานะเจ้าภาพที่สนามแข่งขันย่านนนทบุรี เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568

"โค้ชตั้ม" ภัฎ ศรีวิจิตร ส่ง 5 คนแรกลงสนามได้แก่ ธนาธิป สำราญสุข (GK), ธนภพ สุเนตร (กัปตันทีม), นราวิชญ์ ศรีสุวรรณ, บุญฤทธิ์ เพ็ชรเทียม และ ปุณโณ หวังศิลปคุณ ก่อนที่ทีมจะยิงถล่มตั้งแต่ต้นเกมไม่หยุดจนจบครึ่งแรกนำ 10-0

ครึ่งหลังก็ยังคงทำได้อย่างต่อเนื่องโดยยิงเพิ่มอีก 10 ประตูรวมเป็น 20-0 สะท้อนความแข็งแกร่งของทีมไทยในศึกนี้ โดยมีนักเตะแบ่งกันทำประตูหลายราย "ธาวิน ทานเจือ" ซัด 5 ประตู ขณะที่ "ปุณโณ หวังศิลปคุณ" และ "บุญฤทธิ์ เพ็ชรเทียม" ยิงคนละ 4 ประตู

นอกจากนี้ "ธนภพ สุเนตร" กัปตันทีมยังยิงเพิ่ม 2 ประตู ช่วยนำทีมสู่ชัยชนะครั้งใหญ่ในเกมแรก "โค้ชตั้ม" กล่าวถึงความมั่นใจของทีมในโพสต์ผ่าน X ว่า "ทีมเราพร้อมเต็มที่กับทุกเกม"

ทัวร์นาเมนต์นี้มี 5 ทีมแข่งขันแบบพบกันหมดเพื่อคัดเลือก 2 ทีมเข้าชิงแชมป์ โดยวันเดียวกัน อินโดนีเซียก็ประเดิมชัยเหนือเมียนมา 4-2 ทำให้กลุ่มลุ้นแชมป์เริ่มเดือดตั้งแต่นัดแรก

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1628392/

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ‘พลเอก’ ให้ ‘พล.ท.บุญสิน พาดกลาง’ พร้อม 14 ทหารราชองครักษ์พิเศษ ทั้งเลื่อนยศ - รับพระราชทานเครื่องราชย์ฯ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ “พลเอก” แก่ ‘แม่ทัพกุ้ง - พล.ท.บุญสิน พาดกลาง’ เตรียมเข้าพิธีรับพระราชทานยศ 28 ธ.ค. 68

(23 ธ.ค. 2568) รายงานข่าวแจ้งว่า พล.ร.อ.วีระศักดิ์ อ๊อกกังวาล ผู้บัญชาการสำนักราชองครักษ์ประจำพระองค์ พระที่นั่งอัมพรสถาน ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงกลาโหม ลงวันที่ 21 ธ.ค. เรื่อง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหาร และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เป็นกรณีพิเศษ ให้นายทหารองครักษ์พิเศษ

สาระสำคัญระบุว่า ด้วยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานยศทหาร และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เป็นกรณีพิเศษ ให้นายทหารราชองครักษ์พิเศษ จำนวน 15 นาย การนี้ เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สำนักงานราชองครักษ์ประจำพระองค์ จึงขอแจ้งกำหนดพิธีเข้ารับพระราชทานประดับเครื่องหมายยศ และพิธีเข้ารับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ในวันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น. ณ อาคาร 606 สนามเสือป่า พระราชวังดุสิต

สำหรับบัญชีรายชื่อนายทหารราชองครักษ์พิเศษ สังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม แนบท้ายหนังสือฉบับดังกล่าว พบว่าลำดับที่ 15 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ขอรับพระราชทานยศ พล.อ. (พลเอก)

รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 26 ก.ย. ที่ผ่านมา มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายทหารสัญญาบัตรและนายตํารวจชั้นสัญญาบัตร แต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์พิเศษและนายตํารวจราชองครักษ์พิเศษ จำนวน 38 นาย หนึ่งในนั้นคือ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง

สำหรับ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง เป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เกษียณอายุราชการเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา แต่ยังดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา คำแนะนำ และข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับด้านการบริหาร ด้านความมั่นคง ตลอดจนด้านการป้องกันประเทศ และกิจการอื่นๆ ให้แก่ ผบ.ทบ. และปฏิบัติงานเป็นการเฉพาะเรื่อง เพื่อให้ความช่วยเหลือ หรือสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจให้กับ ผบ.ทบ. ตามที่ได้รับมอบหมาย

“ฉี ยู่ฉี” เผยจุดได้เปรียบ คว้าชัยเหนือวิว 2 เกมรวด เผยสภาพร่างกายตัวแปรสำคัญ ชี้ "วิว" ความเร็วตกเพราะล้าสะสม ปัจจัยความล้ารอบแบ่งกลุ่ม ทำเกมเปลี่ยน

(23 ธ.ค. 68) เมื่อวันที่ 20 ที่ผ่านมา ในการแข่งขันแบดมินตัน HSBC BWF World Tour Finals 2025 ที่เมืองหางโจว ประเทศจีน "ฉี ยู่ฉี" มือ 1 โลกชาวจีน เอาชนะ "วิว" กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันไทย ด้วยคะแนน 21-16 และ 21-13 ใช้เวลาประมาณ 51 นาที ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ

หลังการแข่งขัน "ฉี" ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจัยชี้ขาดสำคัญคือลักษณะทางกายภาพของคู่แข่งที่ชาวไทยดูเหมือนจะมีความเร็วในการเคลื่อนที่ลดลง เนื่องจากความล้าสะสมจากการลงสนามหนักในรอบแบ่งกลุ่ม เขากล่าวว่า "การเคลื่อนไหวของ กุลวุฒิ ดูช้าลงไปอย่างเห็นได้ชัดในเกมนี้…อาจเพราะสภาพร่างกายของเขาล้าเนื่องจากใช้พลังมากไปในรอบแบ่งกลุ่ม ทำให้ความเร็วของเขาลดลงไป"

นอกจากนี้ "ฉี" ยังเผยว่า พยายามควบคุมจังหวะเกมและใจเย็น เพราะเคยเจอสถานการณ์ที่เขานำแต่ถูก "วิว" พลิกเกมกลับมาได้ "เราเคยเจอกันมาแล้วหลายครั้ง…เคยเจอสถานการณ์ที่ผมเป็นฝ่ายนำ แต่สุดท้ายโดนเขาพลิกเกม…ดังนั้นเกมนี้ผมเลยต้องเตือนตัวเองให้ประคองเกม และอดทนก่อนเก็บชัยได้สำเร็จ"

เกมรอบรองชนะเลิศนี้ถูกมองว่าเป็นการควบคุมเกมของ "ฉี ยู่ฉี" ที่เหนือกว่าอย่างชัดเจน ฝ่ายจีนออกตัวมั่นใจและคุมเกมได้อย่างเด็ดขาด ในขณะที่ฝ่ายไทยพยายามเร่งเกมแต่ไม่สามารถพลิกสถานการณ์ได้ สื่อไทยชี้ว่า "ฉี" มีความโดดเด่นในการคุมจังหวะหน้าเน็ต ทำให้ "วิว" ต้องทำหน้าที่วิ่งไล่ตามและทำผิดพลาดบ่อยครั้ง

แม้ "วิว กุลวุฒิ" จะจอดแค่รอบรองชนะเลิศ แต่ผลงานครั้งนี้ยังถือเป็นเครื่องยืนยันความแข็งแกร่งในระดับโลกก่อนปิดฤดูกาล ขณะที่ "ฉี" ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศแต่พ่ายแพ้ให้กับ 'คริสโต โปปอฟ' มือดังจากฝรั่งเศสซึ่งคว้าแชมป์ชายเดี่ยว เวิลด์ทัวร์ ไฟนอลส์ ปี 2025

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1627883/

เปิดบัญชีแชมป์!! ‘บิว ภูริพล’ เจ้าของลมกรดทองคำ คว้า 3 ทองซีเกมส์ เงินอัดฉีดรวมหลักล้าน นักกรีฑาวัย 19 ปีทะยานสู่ดาวเด่นกรีฑาไทย

(22 ธ.ค. 68) ‘บิว’ ภูริพล บุญสอน นักกรีฑาวัย 19 ปี สร้างประวัติศาสตร์ในซีเกมส์ 2025 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ด้วยการคว้า 3 เหรียญทองในวิ่ง 100 เมตร, 200 เมตร และผลัด 4x100 เมตรชาย ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568

ผลงานลมกรดหนุ่มนี้สะเทือนวงการกีฬาไทย โดยเฉพาะสถิติการวิ่ง 200 เมตรที่ทำสถิติใหม่ของไทยคือ 20.07 วินาที พร้อมคว้าเวลาที่รวดเร็วใน 100 เมตร 9.94 วินาที ในรอบรองฯ และผลัด 4x100 เมตรที่ 38.28 วินาที

ตามรายงานเงินอัดฉีดที่แน่ชัด คือ กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ (NSDF) มอบเงินทองละ 300,000 บาท รวม 900,000 บาท จาก 3 ทอง และผู้จัดการทีมกรีฑาเพิ่มอีกเหรียญทองละ 50,000 บาท รวม 150,000 บาท ทำให้ยอดขั้นต่ำที่ได้รับยืนยันได้คือ 1,050,000 บาท

แม้บางกระแสจะระบุเงินอัดฉีดรวมแตะ 1.5 ล้านบาท แต่ข้อมูลจาก NSDF ยืนยันจ่ายตามเกณฑ์เดิม กระแสเงินพิเศษอาจมาจากแหล่งอื่นที่ยังไม่เปิดเผย ทำให้ ‘บิว’ กำลังเป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองของวงการกรีฑาไทยและเตรียมก้าวสู่เวทีที่ใหญ่กว่าในอนาคต

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1627877/

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1330704825768425&set=pcb.1330705945768313

 

น้ำใจหลั่งไหล!! ‘วีระศักดิ์’ เผย อาสาเพื่อนพึ่งภาฯ ลุยหาดใหญ่ เร่งสร้างบ้าน 11 หลัง ช่วยผู้ป่วย-คนพิการ คืนที่พักให้คนยากไร้พ้นวิกฤตน้ำท่วม พร้อมชวนผู้มีจิตศรัทธามอบวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง

เลขาธิการมูลนิธิเพื่อนพึ่งภาฯ เผยทีมงานเร่งปรับพื้นที่เชื่อมโครงเหล็กหวังคืนบ้านให้ผู้ประสบภัยที่ต้องอาศัยบ้านเพื่อนอยู่ เปิดรับบริจาควัสดุซ่อมแซมบ้านโดยตรงเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือ 

(22 ธ.ค. 2568) นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า ทีมอาสาเครือข่ายเพื่อนพึ่งภาฯ จากนครศรีธรรมราช 17 คน ลงพื้นที่ช่วยฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่หลังน้ำท่วม โดยเร่งปรับพื้นที่และก่อสร้างบ้านให้ผู้ประสบภัยที่ชุมชนบ่อนไก่-ท่ายาง จำนวน 11 หลัง

นายวีระศักดิ์กล่าวว่า "วันนี้ทีมเข้าปรับพื้นที่และเชื่อมโครงเหล็กก่อสร้างบ้านได้ 2 หลัง พรุ่งนี้จะเร่งต่ออีก 2 หลัง" โดยเลือกช่วยเหลือกลุ่มคนเปราะบางที่ช่วยตัวเองไม่ได้ เน้นคนยากไร้ คนพิการ และผู้ป่วย ที่สำคัญผู้ประสบภัยไม่มีที่อยู่ ต้องไปอาศัยเพื่อนบ้านตั้งแต่น้ำท่วมจนถึงปัจจุบัน

สำหรับผู้ประสงค์ช่วยเหลือ สามารถบริจาคหรือมอบวัสดุก่อสร้าง โดยติดต่อจ่าโท โกเมศ ทองบุญชู หมายเลขโทรศัพท์ 089-444-4312 ทั้งนี้ ไม่ประสงค์รับบริจาคเป็นตัวเงิน แต่หากเป็นวัสดุสำหรับฟื้นฟูบ้านจะยินดีมาก

คืนฟอร์มโหด!! “รัชนก”“เมย์ รัชนก” ล้างตาแบบเนียนกริบ ไล่ต้อน “หาน เยี่ย” 2-0 เกม เข้ารอบรองชนะเลิศศึกเวิลด์ทัวร์ พร้อมประกาศความพร้อมล่าแชมป์

(20 ธ.ค. 68) เช้าวันที่ 19 "เมย์" รัชนก อินทนนท์ สร้างฟอร์มเก่ง ไล่อัด หาน เยี่ย มืออันดับต้นจากจีน 2-0 เกม 21-17, 21-10 เข้าสู่รอบรองชนะเลิศศึก HSBC BWF World Tour Finals 2025 ที่หางโจว ประเทศจีนได้สำเร็จ

เกมนี้ถือเป็นแมตช์สำคัญที่แฟนแบดมินตันไทยจับตามองอย่างมาก เพราะเกมชิงตั๋วรอบรองชนะเลิศต้องตัดสินกันในกลุ่ม B โดยเมย์ตั้งใจเล่นอย่างใจเย็น ควบคุมบอลและบังคับคู่แข่งให้เสียจังหวะจนชนะเกมแรก 21-17 และยิ่งเล่นเกมสองเธอคืนฟอร์มอย่างสมบูรณ์แบบ ปิดเกม 21-10 อย่างเด็ดขาด "เมย์ล็อกจังหวะตั้งแต่ต้นจนจบ" เป็นคำอธิบายที่ตรงใจแฟน ๆ นักกีฬาและต่อสู้กับคู่แข่งในเวทีโลก

หลังเกม เมย์ส่งสารผ่านผลงานว่าเธอยังเป็นตัวแทนไทยที่พร้อมลุยบนเวทีโลกอีกครั้ง การชนะครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพื่อผ่านรอบแต่เป็นการประกาศตัวตนว่า "เมย์เวอร์ชันนี้พร้อมชนทุกคน" และเธอจะเข้าสู่รอบรองชนะเลิศโดยเป็นรองแชมป์กลุ่มไปรอชิงตั๋วรอบชิงชนะเลิศ

ตารางคะแนนกลุ่ม B ระบุว่า หวัง จื้ออี้ มืออันดับหนึ่งจากจีนครองแชมป์กลุ่ม ขณะที่ เมย์ คว้ารองแชมป์กลุ่มผ่านเข้ารอบไป ส่วนหาน เยี่ย ต้องพลาดตกรอบเร็ว ทั้งนี้กลุ่มนี้ซับซ้อนมากขึ้นเมื่อ "หมิว" พรปวีณ์ ช่อชูวงศ์ นักแบดมินตันไทยชื่อดังถอนตัวเพราะเจ็บน่อง ส่งผลให้ทุกคะแนนมีความหมายในการแข่งชิงตั๋ว

ศึก World Tour Finals เป็นการประชันสุดยอดนักแบดมินตันระดับโลกประจำปี การที่เมย์รักษาฟอร์มเก่งและผ่านเข้ารอบถือเป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับวงการแบดไทยว่าพร้อมสู้ครบทั้งฤดูกาล และแฟนคลับเชื่อว่ายังมีโอกาสทำผลงานโดดเด่นในรอบรองและรอบชิงชนะเลิศ

ที่มา : https://www.siamsport.co.th/other-sports/badminton/96579/?tbref=hp

ช้างศึกพ่ายเวียดนาม!! เจ้าภาพไทยพลาดทองฟุตบอลชายซีเกมส์ โดนเวียดนามทวงแชมป์ ครั้งแรกในรอบ 50 ปี พลาดทองในบ้าน โค้ชขอโทษ ยันทีมยังต้องลุยต่อ U23

(19 ธ.ค. 68) ฟุตบอลชายซีเกมส์ 2025 รอบชิงชนะเลิศ ที่ราชมังคลากีฬาสถาน ทีมชาติไทย เจ้าภาพและแชมป์ 16 สมัย ขึ้นนำเวียดนาม 2-0 ในครึ่งแรก แต่สุดท้ายพ่ายแพ้ 2-3 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ตัดสินโดยเวียดนามพลิกเกมกลับมาแซงชนะอย่างน่าตื่นเต้น ทำให้ไทยพลาดแชมป์สมัยที่ 17 ท่ามกลางแฟนบอลเต็มสนามกว่า 17,000 คน

ไทยเข้าสู่รอบชิงจากการเป็นแชมป์กลุ่มเอ ขณะที่เวียดนามเป็นแชมป์กลุ่มบี และมีเป้าหมายชัดเจนในการล้มเจ้าภาพ เกมเริ่มต้นด้วยไทยที่ทำประตูนำ 2 ครั้งจากฟรีคิกของ 'ยศกร บูรพา' และลูกยิงของ 'เสกสรรค์ ราตรี' ก่อนจะถูกตีเสมอจากจุดโทษและลูกโหม่งของเวียดนามในครึ่งหลัง

ในช่วงต่อเวลาพิเศษ นาทีที่ 96 เวียดนามได้ประตูชัยจาก 'เหวียน ทรันห์ นาห์น' จบเกมไทยเสียทองในบ้านครั้งแรกในรอบ 50 ปี นับตั้งแต่ปี 1975 ที่ไทยได้ทองฟุตบอลชายซีเกมส์ทุกครั้งที่เป็นเจ้าภาพ

'โค้ชวัง' ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ขอโทษแฟนบอลและรับผิดชอบผลงาน พร้อมชี้ว่าการเสียประตูเร็วในครึ่งหลังเป็นจุดเปลี่ยนเกม และยืนยันว่าทีมยังต้องเดินหน้าต่อในศึกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปีที่ซาอุดีอาระเบียในเดือนม.ค. 2026 นี้

ที่มา : https://www.matichon.co.th/sport/seagames2025/news-seagames2025/news_5511756

‘ชายผ้าถุงแม่’ จากความเชื่อพื้นบ้านไทย สู่เครื่องยึดเหนี่ยวในสมรภูมิสู้รบจริง สะท้อนวัฒนธรรมความกตัญญูผ่านเศษผ้าผืนเล็ก เปี่ยมด้วยพลังเมตตาเพิ่มความอุ่นใจยามเผชิญวิกฤต

ความเชื่อเรื่อง "ชายผ้าถุงแม่" เป็นหนึ่งในคติความเชื่อแบบพุทธ-พื้นบ้านของคนไทยที่ยังคงมีอยู่ในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะในหมู่ผู้ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์เสี่ยงหรือภารกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง

ความหมายและที่มา

"ชายผ้าถุงแม่" หมายถึง เศษผ้าหรือชายผ้าที่ตัดมาจากผ้าถุงของแม่ ซึ่งบุคคลนำติดตัวไว้ในรูปแบบต่างๆ เช่น ใส่ไว้ในกระเป๋า เย็บไว้ในหมวก เสื้อ หรือพกเป็นผืนเล็กๆ

ความเชื่อนี้มองว่าชายผ้าถุงแม่เป็น "ของมงคลจากแม่" ที่แทนความรัก ความห่วงใย และคำอวยพรจากผู้ให้กำเนิด ทำหน้าที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางใจ ให้รู้สึกอุ่นใจและมั่นคงเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงภัย

เหตุผลที่เชื่อว่าช่วยคุ้มครอง

คนไทยเชื่อว่า "ของจากแม่" มีพลังแห่งเมตตาและความบริสุทธิ์ใจ จึงช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตราย นอกจากนี้ ชายผ้าถุงแม่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความกตัญญู การพกติดตัวช่วยเตือนใจให้ทำดี มีสติ และยับยั้งชั่งใจในการตัดสินใจ

อีกมิติหนึ่งที่สำคัญคือ ผลทางจิตวิทยา การมีชายผ้าถุงแม่ติดตัวช่วยลดความกลัวและความกังวล ทำให้ใจนิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการตัดสินใจในภาวะกดดัน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญความเสี่ยงสูง

โอกาสที่นิยมพก

ผู้คนมักจะพกชายผ้าถุงแม่ในโอกาสต่างๆ เช่น:

หนึ่ง เมื่อต้องไปพื้นที่เสี่ยงหรือปฏิบัติภารกิจอันตราย อาทิ การออกรบ ปฏิบัติการสนาม งานอาชีพเสี่ยง หรือการเดินทางไกล

สอง ช่วงเจ็บป่วยหรือเผชิญเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอน เพื่อเสริมกำลังใจให้ตัวเองและครอบครัว

สาม บางคนพกร่วมกับของมงคลอื่นๆ เช่น พระเครื่อง เครื่องราง หรือผ้ายันต์ ตามความศรัทธาส่วนบุคคล

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ การพกชายผ้าถุงแม่ไม่ใช่ข้อบังคับของกองทัพหรือศาสนา และไม่ใช่ทุกคนจะพก ขึ้นอยู่กับความเชื่อและความศรัทธาส่วนบุคคล

ความเชื่อนี้เป็นคติความเชื่อแบบพุทธ-พื้นบ้านมากกว่าหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือผลต่อ "ขวัญกำลังใจ" และสภาพจิตใจของผู้พก มากกว่าการป้องกันอันตรายทางกายภาพโดยตรง

สังคมควรมองด้วยความเคารพต่อความเชื่อของผู้อื่น และหลีกเลี่ยงการนำไปล้อเลียนหรือเหยียดหยาม เพราะความเชื่อแต่ละอย่างล้วนมีความหมายและคุณค่าทางจิตใจต่อผู้ที่ยึดถือ

ประวัติความเป็นมาของความเชื่อ

เมื่อพูดถึงต้นกำเนิดของความเชื่อเรื่องชายผ้าถุงแม่ ยังไม่มีเอกสารประวัติศาสตร์แบบเป็นทางการที่ระบุชัดเจนว่าเริ่มต้นในสมัยใดหรือรัชกาลใด เนื่องจากเป็นความเชื่อที่ถ่ายทอดกันปากต่อปากมากกว่าเป็นธรรมเนียมที่ถูกบันทึกไว้อย่างเป็นระบบ

มักมีการอธิบายกันว่าเป็นคติของคนไทยสมัยโบราณที่ใช้ของจากพ่อแม่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและคุ้มครองภัย ซึ่งสะท้อนถึงวัฒนธรรมความกตัญญูกตเวทีและความผูกพันระหว่างแม่ลูกในสังคมไทย

ในสื่อออนไลน์ พบการกล่าวถึงและอธิบายความเชื่อนี้อย่างน้อยตั้งแต่ราวปี พ.ศ. 2553 (2010) และถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางมากขึ้นในช่วงทศวรรษ 2560-2568 โดยเฉพาะในบริบทของทหารและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง

ความเชื่อเรื่องชายผ้าถุงแม่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและความเชื่อพื้นบ้านไทยที่สะท้อนถึงความผูกพันระหว่างแม่ลูก และคุณค่าของความกตัญญู แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ถึงพลังคุ้มครองทางกายภาพ แต่คุณค่าทางจิตใจที่ให้กำลังใจ ความมั่นใจ และความสงบในยามเผชิญภัยนั้นเป็นสิ่งที่จับต้องได้จริง

ความเชื่อนี้ยังคงมีบทบาทในสังคมไทยปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ต้องเผชิญความเสี่ยงในการทำงานหรือชีวิต และเป็นเครื่องเตือนใจถึงความรัก ความห่วงใย และคำอวยพรจากผู้ให้กำเนิดที่อยู่เคียงข้างเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลเพียงใด ดังที่เห็นทหารแนวหน้าที่กำลังสู้รบอยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีทหารจำนวนไม่น้อยยังคงนำชายผ้าถุงของแม่ เพื่อเป็นเครื่องรางยึดเหนี่ยวจิตใจในศึกสงครามครั้งนี้

ดังนั้น การเข้าใจและเคารพต่อความเชื่อของผู้อื่น รวมทั้งการไม่นำไปล้อเลียนหรือดูหมิ่น เป็นส่วนสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายทางความคิดและความเชื่อ

มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ส่งมอบความห่วงใยผู้ประสบภัย ‘วีระศักดิ์‘ นำทีมอัญเชิญถุงยังชีพพระราชทาน 12,600 ชุด ผนึกเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชน-จิตอาสาลงพื้นที่ ตอกย้ำภารกิจบรรเทาทุกข์ยากลำบากของประชาชน

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เชิญถุงยังชีพพระราชทาน 12,600 ถุง มอบแก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดสตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส)

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ณ อาคารศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบถุงยังชีพพระราชทานแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล นายมูฮัมมัด ศานติภิมุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นายกฤษณนันท์ กำไร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ว่าที่ร้อยตรี จิรัสย์ ศิริวัลลภ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี และนายสังคม เกิดก่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา 
พร้อมด้วยตัวแทนสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฯ (สนจ.) ตัวแทนเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ชายแดนใต้ ข้าราชการ จิตอาสา ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าร่วมในพิธีฯ

เชิญถุงยังชีพพระราชทานถวายแด่คณะสงฆ์ จำนวน 630 ถุง และเชิญถุงยังชีพพระราชทานมอบให้แก่เลขาธิการ ศอ.บต. , ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล , รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา, รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส , รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี และรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เพื่อเป็นตัวแทนในการนำไปมอบให้กับผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งสิ้น 11,970 ถุง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top