Thursday, 17 September 2026
POLITICS NEWS

'รัดเกล้า' ชำแหละผลงาน กกต. งบปราบโกงเบิกไม่ถึงครึ่ง คดีสอบสวนพุ่ง 1,564 คดี ตั้งคำถาม "เรามี กกต.ไว้ทำไม?" เตือนประชาธิปไตยอาจกลายเป็นเมืองนรก

“รัดเกล้า” ชำแหละผลงาน กกต. งบปราบโกงเบิกไม่ถึงครึ่ง คดีสอบสวนพุ่ง 1,564 คดี ถาม “เรามี กกต.ไว้ทำไม?” ยกคำ “พุทธทาส” เตือนประชาธิปไตยอาจกลายเป็น “เมืองนรก” หากคนไม่ดี

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปีงบประมาณ 2567 และ 2568 โดยตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการทำงาน การใช้งบประมาณ ปัญหางานค้าง และจำนวนคดีที่เพิ่มขึ้น พร้อมแสดงความกังวลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรอิสระ

นางรัดเกล้าเริ่มต้นการอภิปรายด้วยการขอบคุณ กกต.เสียงข้างน้อยทั้ง 2 คน โดยเฉพาะนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ที่ออกมาอธิบายเหตุผลของการลงมติในประเด็นคดีฮั้ว ส.ว. ต่อสาธารณะ โดยระบุว่าการเปิดเผยเหตุผลอย่างชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

จากนั้นนางรัดเกล้าตั้งข้อสังเกตว่า ภารกิจสำคัญของ กกต. ตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ คือการควบคุม จัดการ และตรวจสอบการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม แต่ตัวเลขในรายงานผลการปฏิบัติงานสะท้อนคำถามถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 1 “การเร่งรัดพัฒนาการเมืองบนฐานการเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม” ซึ่งในปีงบประมาณ 2567 ได้รับอนุมัติงบประมาณ 51.35 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริง 20.48 ล้านบาท หรือเพียง 39.88% ขณะที่ปี 2568 ได้รับงบประมาณ 36.19 ล้านบาท และเบิกจ่ายจริง 15.14 ล้านบาท หรือ 41.8% เท่านั้น

นางรัดเกล้าระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า ในขณะที่รูปแบบการทุจริตเลือกตั้งมีความซับซ้อนขึ้น กกต.สามารถใช้ทรัพยากรที่ได้รับจัดสรรเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้วหรือไม่

พร้อมยกตัวเลขปัญหา “งานค้าง” ประกอบ โดยปี 2567 มีโครงการที่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จและต้องยกยอดข้ามปี 7 โครงการ 9 กิจกรรมหลัก คิดเป็นงบประมาณกว่า 28.4 ล้านบาท ขณะที่ปี 2568 ยังมี 4 โครงการ 5 กิจกรรมที่ดำเนินการไม่ทันตามกรอบเวลา

อีกประเด็นที่นางรัดเกล้าตั้งข้อสังเกตคือจำนวนคดี โดยปี 2567 มีคดีค้างสะสม 394 คดี และคดีอาญาที่อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน 162 คดี ขณะที่ปี 2568 จำนวนคดีที่ กกต.ต้องดำเนินการตลอดทั้งปีเพิ่มขึ้นเป็น 1,938 คดี และคดีในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนเพิ่มขึ้นเป็น 1,564 คดี หรือเกือบ 10 เท่าจากปีก่อน

นางรัดเกล้าระบุว่า แม้การเพิ่มขึ้นของจำนวนคดีส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ในปี 2568 แต่ตัวเลขดังกล่าวก็สะท้อนคำถามว่า ระบบ บุคลากร และทรัพยากรของ กกต.ได้รับการออกแบบให้รองรับภาระงานที่เพิ่มขึ้นแล้วหรือไม่ พร้อมย้ำว่า “ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือความไม่ยุติธรรม”

ช่วงหนึ่งของการอภิปราย นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงผลการพิจารณาคดีฮั้ว ส.ว. โดยตั้งคำถามต่อการดำเนินคดีกับบุคคล 77 ราย และระบุว่า เมื่อฟังเหตุผลของ กกต.แล้ว ยังมีข้อสงสัยว่า “ท่านเกรงใจใคร” พร้อมย้ำว่า กกต.เสียงข้างน้อยที่ออกมาแสดงเหตุผลอย่างชัดเจนเป็นตัวอย่างของการทำงานที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้

“ดิฉันใช้นามสกุลสุวรรณคีรี นามสกุลของดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องมาตลอด ตั้งแต่ยุคสมัยของรัชกาลที่หนึ่ง ดิฉันสู้เพื่อความถูกต้องด้วยความเป็นเลือดเนื้อสุวรรณคีรี ดิฉันยอมไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในทุกวันนี้” นางรัดเกล้ากล่าว โดยยืนยันว่าการออกมาแสดงจุดยืนเกิดจากการเห็นสิ่งที่ตนมองว่าไม่ถูกต้อง และตั้งคำถามต่อสภาพสังคมที่อาจกำลังแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ยากขึ้น

นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงความกังวลเรื่องความเป็นอิสระของ กกต. โดยอ้างถึงงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าที่จัดทำร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติและ สตง. ซึ่งมีการเปรียบเทียบองค์กรอิสระในมิติความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง พร้อมตั้งคำถามถึงสถานะและความเชื่อมั่นของ กกต. ในสายตาประชาชน

ช่วงท้าย นางรัดเกล้ากล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่เพียงตัวเลขงบประมาณหรือจำนวนคดี แต่คือคำถามว่า “แล้วประชาธิปไตยของประเทศไทยจะเหลืออะไร” และประเทศไทยกำลังสร้างระบบแบบใดไว้ให้คนรุ่นต่อไป

พร้อมยกคำสอนของ พระพุทธทาสภิกขุ มาเป็นข้อคิดว่า หากผู้คนไม่ดี ประชาธิปไตยที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้ทำให้สังคมดีขึ้น เพราะเมื่อความคิดเห็นของคนที่ไม่ดีถูกรวมกันและนำมาใช้บังคับทั้งประเทศ ผลลัพธ์อาจกลายเป็น “เมืองนรก”

ทั้งนี้ นางรัดเกล้าย้ำว่า การอภิปรายไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อโจมตี กกต. แต่ต้องการสะท้อนความเป็นห่วงต่อองค์กรที่มีบทบาทสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตย และต้องการเห็น กกต.สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้ง

รทสช. ออกแถลงการณ์กดดัน กกต.!! แจงเหตุผลส่งศาลแค่บางราย ปมทุจริตเลือก สว. เรียกร้องมาตรฐานเดียว พร้อมใช้ทุกบทบาทติดตาม ย้ำไม่ยอมรับทุจริตเข้าสู่อำนาจรัฐ จี้เปิดข้อมูลคดีเลือก สว. ต่อสาธารณะ

“รวมไทยสร้างชาติ” ออกแถลงการณ์จี้ กกต. เปิดผลสอบคดีทุจริตเลือก สว. เรียกร้องนำผู้ถูกกล่าวหาทุกรายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยมาตรฐานเดียวกัน

วันที่ 14 กันยายน 2569 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยว่า พรรครวมไทยสร้างชาติออกแถลงการณ์เรื่อง “จุดยืนต่อมติ กกต. กรณีการทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)” ยืนยันไม่ยอมรับการทุจริตในการเข้าสู่อำนาจรัฐทุกรูปแบบ ทั้งการซื้อเสียง การใช้เงินหรือผลประโยชน์จูงใจ และการจัดตั้งขบวนการบิดเบือนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ถือเป็นการทุจริตรูปแบบหนึ่ง ถือเป็นการทำลายความสุจริตของกระบวนการทางการเมืองและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันทางการเมืองและภาพพจน์ของ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่พึงได้รับความเชื่อถือ

ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งกับบุคคลผู้เกี่ยวข้องที่ถูกกล่าวหาเพียงจำนวนหนึ่งนั้น พรรครวมไทยสร้างชาติเรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาทุกคนเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาที่มีพยานหลักฐานเกี่ยวข้องทุกรายพึงต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยมาตรฐานเดียวกัน

ดังนั้นเพื่อความถูกต้องและโปร่งใส กกต. ในฐานะที่เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่จะต้องสร้างความเชื่อถือและเชื่อมั่นให้ประชาชนในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจึงควรเปิดเผยต่อสาธารณะถึงสาระสำคัญของผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการทั้งสองชุดที่เกี่ยวข้องกับบุคคลผู้ถูกกล่าวหาทุกราย รวมทั้งเหตุผลและพยานหลักฐานที่ กกต. ไม่ส่งเรื่องเพื่อดำเนินการกับบุคคลที่เหลือโดยด่วนที่สุด

พรรครวมไทยสร้างชาติจะใช้ทุกบทบาทในการทำงานการเมือง เพื่อติดตามเหตุผลของมติ กกต. และความคืบหน้าของกระบวนการที่เกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกฝ่ายต้องไม่แทรกแซงการตรวจสอบทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่ากฎหมายมีผลบังคับกับทุกคนอย่างเสมอภาค

พรรครวมไทยสร้างชาติพร้อมที่จะร่วมมือกับทุกพรรคการเมืองเพื่อสร้างสรรค์และพัฒนาระบบการเมืองของประเทศ แต่ต้องตั้งอยู่บนความสุจริตและถูกต้องตามกฎหมายบนพื้นฐานที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยไม่มีการแทรกแซงหรือตอบแทนบุญคุณหรือเพื่อช่วยเหลือผู้กระทำความผิด

“การตรวจสอบการทุจริตใดๆ ต้องไม่หยุดอยู่เพียงผู้ลงมือ หากมีหลักฐานถึงผู้จัดการ ผู้สั่งการ หรือผู้สนับสนุน ย่อมต้องดำเนินการกับบุคคลเหล่านั้นอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคด้วย”

‘อรรถวิชช์’ ค้านตัดงบ AI กระทรวงอุตสาหกรรม!! ไม่เห็นด้วยตัดงบกระทรวงอุตสาหกรรม ชี้ใช้ Ai ช่วยคัดกรองสำคัญ แนะให้คนในช่วยพิจารณางบ เตือนระวังหน่วยงานภายนอกกระทบประชาชน

ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่เห็นด้วยกับกมธ.ที่ตัดงบในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม อาทิเช่น การใช้Aiมาช่วยในการคัดกรองต่างๆ และ Smart Ai ของ สมอ.
ทั้งนี้ดร.อรรถวิชช์แนะนำให้คนที่ทำงานจริงในกระทรวงมาช่วยในการพิจารณาและระวังการใช้หน่วยงานภายนอกเข้ามาในการพิจารณามอาจกระทบกับปกป้องประชาชนจากสินค้าไม่ได้มาตรฐานและ มอก.ปลอม

‘รัดเกล้า’ จี้ทบทวนอาคารเก็บทรัพย์ ป.ป.ส.!! ตรวจโครงการเก็บทรัพย์สิน จับตา โครงการ 70 ล้าน มีผู้เสนอรายเดียว ราคาต่ำกว่ากลางแค่ 3 พันบาท เรียกร้องเผยข้อมูลโปร่งใส

“รัดเกล้า” จี้ ป.ป.ส. แจง “เข้าเจ้าเดียว แต่ยังเข้าเต็มงบ” ไม่เกรงใจภาษีประชาชน! พบโครงการ 70 ล้าน ผู้เสนอรายเดียว ราคาต่ำกว่ากลางแค่ 3 พันบาท

9 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) โดยตั้งข้อสังเกตถึงโครงการก่อสร้างอาคารเก็บรักษาทรัพย์สินของ ป.ป.ส. จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ อาคารเก็บรักษาทรัพย์สิน ป.ป.ส. ภาค 4 จังหวัดขอนแก่น วงเงินประมาณ 70.6 ล้านบาท และ ป.ป.ส. ภาค 7 จังหวัดสมุทรสาคร วงเงินประมาณ 62.85 ล้านบาท รวมกว่า 133 ล้านบาท โดยเฉพาะงบประมาณปี 2570 ที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองโครงการประมาณ 42.9 ล้านบาท

นางรัดเกล้ากล่าวว่า ตนไม่ได้ตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการเก็บรักษาทรัพย์สินที่ยึดหรืออายัดจากคดียาเสพติด เพราะทรัพย์สินเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย ไม่สูญหายหรือเสียหาย และต้องสามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานหรือดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง แต่ก่อนที่จะใช้งบประมาณกว่า 133 ล้านบาทในการก่อสร้างอาคารใหม่ รัฐบาลและ ป.ป.ส. ควรตอบให้ได้ก่อนว่า **“การสร้างอาคารใหม่ เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดแล้วจริงหรือ?”**

“อย่างน้อย ป.ป.ส. ควรมีข้อมูลให้เห็นว่า ปัจจุบันมีทรัพย์สินคงค้างอยู่จำนวนเท่าไร เพิ่มขึ้นปีละเท่าไร ทรัพย์สินเหล่านั้นมีมูลค่ารวมเท่าไร และโดยเฉลี่ยทรัพย์สินหนึ่งรายการถูกเก็บรักษาไว้นานแค่ไหน ที่สำคัญคือได้เปรียบเทียบกับทางเลือกอื่นแล้วหรือยัง” นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้าระบุว่า ทางเลือกอื่นที่ควรนำมาเปรียบเทียบ ได้แก่ การปรับปรุงอาคารราชการที่มีอยู่ การใช้พื้นที่ร่วมกับหน่วยงานอื่น การนำพื้นที่ราชการที่ถูกทิ้งร้างกลับมาใช้ประโยชน์ การเช่าพื้นที่จัดเก็บที่มีมาตรฐานความปลอดภัย รวมถึงการเร่งกระบวนการจำหน่ายทรัพย์สินที่สามารถจำหน่ายได้ และเร่งคืนทรัพย์สินที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดให้เจ้าของโดยเร็ว เพื่อไม่ให้รัฐต้องแบกรับภาระพื้นที่จัดเก็บเป็นเวลานาน

“จากเอกสารขอบเขตงานที่ดิฉันได้รับ ยังไม่พบข้อมูลเชิงปริมาณที่เพียงพอที่จะตอบคำถามเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุนครั้งนี้ ดิฉันจึงขอตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนว่า **โครงการนี้ยังไม่เร่งด่วนและยังไม่เห็นความคุ้มค่าเพียงพอ**” นางรัดเกล้ากล่าว

จี้ตรวจสอบโครงการขอนแก่น ผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว ราคาต่างจากราคากลางแค่ 3,000 บาท

นางรัดเกล้ายังขอให้คณะกรรมาธิการตรวจสอบเป็นพิเศษถึงโครงการก่อสร้างอาคารเก็บรักษาทรัพย์สิน ป.ป.ส. ภาค 4 จังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีราคากลางประมาณ 70,603,000 บาท ขณะที่ราคาที่เสนอและตกลงอยู่ที่ประมาณ 70,600,000 บาท แตกต่างจากราคากลางเพียง 3,000 บาท หรือประมาณ 0.004% และที่สำคัญคือมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว

“การมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว ตามระเบียบกรมบัญชีกลาง ไม่ได้แปลว่าการจัดซื้อจัดจ้างผิดกฎหมาย แต่ในมุมของการบริหารเงินภาษีประชาชน เมื่อมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียว การแข่งขันด้านราคาย่อมเป็นประเด็นที่ต้องตรวจสอบ และเมื่อโครงการมีมูลค่ากว่า 70 ล้านบาท แต่ราคาสุดท้ายต่ำกว่าราคากลางเพียง 3,000 บาท ประชาชนย่อมมีเหตุผลที่จะตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความคุ้มค่า” นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้าขอให้ ป.ป.ส. เปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมต่อสาธารณะว่า มีผู้ประกอบการกี่รายที่สนใจโครงการ มีผู้ดาวน์โหลดเอกสารกี่ราย เหตุใดจึงมีผู้ยื่นข้อเสนอเพียงรายเดียว และเงื่อนไขใน TOR มีข้อใดที่อาจเป็นอุปสรรคหรือจำกัดการแข่งขันหรือไม่ พร้อมตั้งคำถามว่า เมื่อมีผู้เสนอราคาเพียงรายเดียวและราคาต่ำกว่าราคากลางเพียงเล็กน้อย เหตุใด ป.ป.ส. จึงไม่พิจารณาทบทวนหรือเปิดการแข่งขันใหม่เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าที่สุดแก่รัฐ

“งบยาเสพติดมีจำกัด ทุกบาทต้องเลือกว่าจะสร้างตึก หรือสร้างโอกาสให้คนหลุดจากวงจรยาเสพติด”
นางรัดเกล้ากล่าวว่า สำหรับงบประมาณปี 2570 ที่เกี่ยวข้องกับสองโครงการประมาณ 42.9 ล้านบาท ตนขอให้คณะกรรมาธิการพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง ทั้งความก้าวหน้าของงาน ความเหมาะสมของแต่ละงวดงาน ขนาดและพื้นที่ใช้สอย รวมถึงรายการใดที่ยังสามารถทบทวน ปรับลด หรือชะลอได้

“เหตุผลที่ดิฉันอยากให้ทบทวนงบประมาณโครงการนี้ เพราะงบประมาณด้านยาเสพติดของประเทศไทยมีจำกัด ทุกบาทที่เราใช้สร้างอาคาร คือหนึ่งบาทที่อาจไม่ได้ถูกนำไปใช้ป้องกันเด็กและเยาวชนจากยาเสพติด ไม่ได้ถูกนำไปค้นหาและช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยง ไม่ได้ถูกนำไปสนับสนุนการบำบัดในชุมชน และไม่ได้ถูกนำไปติดตามผู้ผ่านการบำบัดเพื่อป้องกันการกลับไปเสพซ้ำ”

นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำว่า จากข้อมูลที่ตนติดตาม **กว่า 70% ของผู้ต้องขังเป็นผู้ต้องขังในคดียาเสพติด** ดังนั้น การแก้ปัญหายาเสพติดให้ตรงจุดจะช่วยลดภาระของกระบวนการยุติธรรมและปัญหาคุกล้นได้อย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อในฐานะประธานอนุกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องการยกระดับทัณฑสถานของประเทศไทย ตนเห็นว่าการแก้ปัญหาคุกล้นและการคืนคนดีสู่สังคมควรเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของกระทรวงยุติธรรม

“ในขณะที่เรามีปัญหาคุกล้น และโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ต้องขังเพื่อคืนคนดีสู่สังคมกลับถูกตัดงบ ดิฉันอยากถามว่ากระทรวงยุติธรรมควรเรียงลำดับความสำคัญอย่างไร หากประมาณ 70% ของผู้ต้องขังไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน เราควรลงทุนสร้างโอกาสทางการศึกษาในเรือนจำ เพื่อให้คนที่เคยทำผิดหลุดจากวงจรการกระทำผิดซ้ำหรือไม่ และเมื่อมีข้อมูลว่าผู้พ้นโทษคดียาเสพติด 20.82% กลับมากระทำผิดซ้ำภายใน 1 ปี เราไม่ควรเร่งแก้ปัญหานี้ก่อนหรือ” นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้าทิ้งท้ายว่า ในปีต่อไปควรมีการจัดทำงบบูรณาการเพื่อแก้ปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบเชื่อมโยงตั้งแต่การป้องกัน การค้นหากลุ่มเสี่ยง การบำบัด การติดตามหลังการบำบัด ไปจนถึงการลดการกระทำผิดซ้ำและการคืนคนดีสู่สังคม

“สำหรับปีนี้ ดิฉันขอให้ทบทวนปรับลด และชะลองบประมาณการก่อสร้างอาคารเก็บรักษาทรัพย์สินในส่วนที่ยังไม่จำเป็น แล้วนำทรัพยากรไปลงทุนกับคน เพราะเป้าหมายของการแก้ปัญหายาเสพติดไม่ควรจบอยู่ที่การจัดการของกลาง แต่ต้องจบที่การทำให้คนกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ และทำให้สังคมปลอดภัยขึ้นอย่างยั่งยืน” นางรัดเกล้ากล่าว

'อรรถวิชช์' ซัด กกพ.!! ชี้โครงสร้างพลังงานผิดเพี้ยน จี้พลังงานดันเสรีโซลาร์–ปลดล็อก Data Center แนะเพิ่มงบปี 70 ดัน เสรีโซลาร์ ลดภาระค่าไฟช่วยประชาชน

“อรรถวิชช์” ซัด กกพ. ทำโครงสร้างพลังงานผิดเพี้ยน-ดอง Data Center แนะกระทรวงพลังงานใช้งบปี 70 เพิ่มรายได้รัฐ ดัน “เสรีโซลาร์” ลดภาระประชาชน

เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ของกระทรวงพลังงานว่า แม้จะได้รับงบประมาณปกติน้อยที่สุดในบรรดาทุกกระทรวง เพียงราว 1,000 กว่าล้านบาท แต่ปีนี้ได้รับเงินมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ จาก พ.ร.ก.เงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 200,000 ล้านบาท และงบกลางช่วยเหลือวิกฤตพลังงานอีกราว 12,000 ล้านบาท จึงเสนอให้ตัดงบประมาณส่วนปกติของกระทรวงลง 1% เพื่อความสมเหตุสมผล

ดร.อรรถวิชช์ กล่าวถึงรายได้ของกระทรวงพลังงาน ซึ่งหารายได้เป็นอันดับสองให้รัฐ ลดลงจาก 83,000 ล้านบาท เหลือประมาณ 70,000 ล้านบาท หรือลดลงกว่า 20% ส่วนหนึ่งเกิดจากแหล่งก๊าซหลักอย่างบงกชและเอราวัณกำลังจะหมดลง จึงเรียกร้องให้กระทรวงเร่งสำรวจแหล่งก๊าซใหม่ในทะเลน้ำลึกฝั่งอันดามัน และผลักดันพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย (JDA) เพื่อดึงรายได้กลับคืนมา

ส่วนโครงสร้างการกำกับดูแลพลังงาน ดร.อรรถวิชช์ มองว่า ผิดเพี้ยนมาตั้งแต่การแปรรูป ปตท. เพราะธุรกิจน้ำมันแปรรูปเป็นเอกชนไปแล้ว แต่ไม่มีองค์กรกำกับดูแลเฉพาะ ขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งศาลสั่งห้ามแปรรูปและยังเป็นของรัฐ 100% ทั้งฝ่ายผลิตและฝ่ายสายส่ง (นครหลวงและภูมิภาค) แต่กลับถูกตั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ขึ้นมากำกับตั้งแต่ปี 2550 ส่งผลให้สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ลดลงจาก 77% ในปี 2543 เหลือ 31% ในปัจจุบัน ขณะที่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนเข้ามาครองส่วนแบ่งตลาดแทน

สำหรับการใช้งบประมาณเปลี่ยนผ่านพลังงาน ดร.อรรถวิชช์ เสนอให้ กฟผ. เข้าซื้อโรงไฟฟ้าชีวมวลที่กำลังปิดตัวเพื่อดำเนินการเองเพื่อช่วยลดการเผาเศษวัสดุการเกษตรและปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Go Green หลังโรงไฟฟ้าหลายแห่งหมดสัญญารับซื้อไฟฟ้าแบบพิเศษ (Adder) และต้องขายไฟในราคาที่ไม่คุ้มทุนเสี่ยงปิดกิจการหรือถูกกลุ่มทุนใหญ่ซื้อไปทำกำไร

นอกจากนี้ เสนอให้จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม Data Center โดยให้ กฟผ. จับมือกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ใช้ที่ดินของ กฟผ. ในพื้นที่ที่มีกำลังไฟฟ้าเหลือ เพื่อดึงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และเศรษฐกิจดิจิทัลเข้าสู่ประเทศ หลังนักลงทุนบางส่วนเลือกไปลงทุนในเวียดนาม เพราะการขอใบอนุญาตตั้งโรงไฟฟ้ารองรับ Data Center ในต่างจังหวัดทำได้ยาก

ส่วนปัญหาค่าไฟสำหรับผู้เช่าหอพักและอพาร์ตเมนต์ เสนอให้ปรับระบบเรียกเก็บค่าไฟฟ้า (Billing) ให้ครอบคลุมผู้เช่าโดยตรง เนื่องจากมาตรการลดค่าไฟ 200 หน่วยแรกในราคา 3 บาท ไม่ช่วยผู้เช่ากลุ่มนี้ เพราะมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นชื่อเจ้าของอาคาร จึงควรให้การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจัดทำระบบเรียกเก็บบิลในชื่อผู้เช่าโดยตรงตามแบบที่ใช้ในต่างประเทศ

พร้อมเรียกร้องให้สภาฯ เร่งผลักดันกฎหมายเปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งได้เสนอรัฐบาลและประธานสภาฯ บรรจุระเบียบวาระแล้ว โดยจะยกเลิกการขออนุญาตจาก 5 หน่วยงาน 3 กระทรวง เหลือเพียงการจดแจ้งและตรวจสอบความปลอดภัย โดยชี้ว่าปัจจุบันการติดตั้งโซลาร์ขนาด 5 กิโลวัตต์ ใช้เวลาขออนุญาต 1 ปี และมีค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 30,000 บาท จากค่าติดตั้ง 180,000 บาท หากไม่ต้องขออนุญาตจะลดต้นทุนเหลือ 150,000 บาท และหากรัฐบาลช่วยอีก 50,000 บาท จะเหลือเพียง 100,000 บาท จึงจะทำให้โครงการของกระทรวงพลังงานเดินหน้าได้

นอกจากนี้ ดร.อรรถวิชช์ ยังเสนอตัดงบ 3% ของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ โดยทวงถามมาตรการรับมือปาล์มน้ำมัน หลัง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ปี 2562 กำหนดให้ยุติการอุดหนุนน้ำมันที่มีส่วนผสมชีวภาพ โดยวันที่ 24 กันยายน 2569 กองทุนน้ำมันจะไม่สามารถชดเชยดีเซล B5 และ B7 ที่มีส่วนผสมปาล์มได้อีก ซึ่งจะกระทบปาล์มน้ำมัน 1 ใน 3 ของประเทศ จึงเรียกร้องให้กรรมาธิการเร่งพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อรับมือกับราคาน้ำมันปาล์มที่อาจต่ำลงได้

ครม.อนุมัติสร้างทางคู่ใต้!! เตรียมเสนอ ครม.สัญจรสงขลา 1 ก.ย. 3 เส้นทาง รถไฟทางคู่สายใต้ระยะ 2 รวมระยะทาง 504 กม. ใช้งบกว่า 1 แสนล้าน คาดเปิดประมูลปี 69 เริ่มก่อสร้างปี 70

เสนอ ครม.อนุมัติสร้างรถไฟทางคู่สายใต้ 3 เส้นทาง

เปิดเส้นทางรถไฟทางคู่สายใต้ ระยะที่ 2 ที่รัฐบาลเตรียมชง ครม.สัญจรสงขลา 1 ก.ย. 69 นี้ 3 เส้นทาง ต่อจากช่วงนครปฐม-ชุมพร ที่เปิดใช้แล้ว ระยะทางรวม 504 กม. วงเงินรวม 106,797 ล้านบาท

สำหรับ 3 เส้นทางสายใต้ที่พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ รมว.คมนาคม จะเสนอขออนุมัติต่อที่ประชุม ครม.สัญจร หาดใหญ่ เป็นส่วนต่อขยายจากชุมพรลงไปทางใต้ ประกอบด้วย

1. ชุมพร - สุราษฎร์ธานี
ระยะทาง 168 กม. วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท
2. สุราษฎร์ธานี - ชุมทางหาดใหญ่ ระยะทาง 291 กม. วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท อันเป็นช่วงที่ยาวที่สุด เชื่อมภาคใต้ตอนกลางลงไปตอนล่าง
3. ชุมทางหาดใหญ่ - ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท เป็นช่วงสุดท้ายเชื่อมชายแดนไทย-มาเลเซีย

ถ้า ครม.อนุมัติ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท. ) จะเปิดประมูลภายในปี 2569 เริ่มสร้างกลางปี 2570 ใช้เวลาสร้าง 4-6 ปี ทยอยเสร็จปี 2574-2576

‘รัดเกล้า’ ดันภาษี 0% รถดัดแปลงเพื่อวีลแชร์!! หนุนผู้พิการ–ผู้สูงอายุเดินทางเท่าเทียม รถเพื่อคนพิการยังแบกภาษีสูง 25–40% จี้คลัง–คมนาคมเร่งแก้กฎหมายล้าหลัง หนุนเศรษฐกิจ Wellness ไทยเติบโต

“รัดเกล้า” จี้รัฐยกเว้นภาษีรถดัดแปลงเพื่อผู้พิการ-สูงอายุ หนุนเศรษฐกิจ Wellness ชี้กฎหมายรถยนต์ปี 2522 ล้าหลัง จ้องจับคนดัดแปลง ขณะที่อินฟลูเอนเซอร์ผู้พิการขอบคุณ เป็นปากเสียงให้ประชาชน

(27 ส.ค. 69) ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ หารือถึงปัญหาภาษีและกฎหมายเกี่ยวกับรถยนต์สำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ โดยระบุว่า จากการพูดคุยกับ นายกฤษนะ ละไล และเครือข่ายชมรมอารยสถาปัตย์ พบว่า ปัจจุบันรถยนต์ที่นำมาดัดแปลงเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้พิการและผู้สูงอายุ ยังคงถูกจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในอัตราสูงถึง 25–40%

ยกตัวอย่าง รถตู้ราคา 1.8 ล้านบาท เมื่อนำมาติดตั้งอุปกรณ์ดัดแปลง เช่น ลิฟต์หรือทางลาดสำหรับวีลแชร์ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2 แสนบาท ทำให้ต้นทุนรวมอยู่ที่ราว 2 ล้านบาท แต่กลับต้องเสียภาษีสูงถึงประมาณ 880,000 บาท ส่งผลให้รถสำหรับการเดินทางของผู้พิการและผู้สูงอายุมีต้นทุนสูงเกินความจำเป็น และกลายเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการและการเดินทางอย่างเท่าเทียม

นางรัดเกล้า กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “รถคนพิการ” แต่เป็นเรื่องของ โครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับสังคมสูงวัย และการสร้างระบบเศรษฐกิจ Wellness ของประเทศไทย ซึ่งมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง และกลุ่มนักท่องเที่ยว Wellness ยังมีการใช้จ่ายต่อทริปสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป จึงจำเป็นต้องทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ทุกคนสามารถเดินทางและเข้าถึงบริการต่างๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ

นางรัดเกล้าเสนอผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎรไปยังรัฐบาล กระทรวงการคลัง และกระทรวงคมนาคม ให้เร่งดำเนินการ 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่

1. ปฏิรูปอัตราภาษีสรรพสามิต สำหรับรถยนต์ที่ดัดแปลงเพื่อรองรับผู้พิการและผู้สูงอายุ โดยเสนอให้ลดอัตราภาษีลงเหลือ 0% เพื่อไม่ให้การดัดแปลงรถเพื่อการเข้าถึงกลายเป็นภาระทางภาษี

2. แก้ไข พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ. 2522 ซึ่งมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการดัดแปลงรถที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคมปัจจุบัน จนผู้ที่นำรถไปดัดแปลงเพื่อให้ผู้พิการสามารถใช้งานได้ อาจถูกตีความว่าใช้รถไม่ตรงตามประเภทและมีความผิดตามกฎหมาย

“กฎหมายต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างสังคมที่ทุกคนเดินทางได้ หากรถคันหนึ่งถูกดัดแปลงเพื่อให้ผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือผู้พักฟื้นสามารถเดินทางได้อย่างมีศักดิ์ศรี รัฐควรส่งเสริม ไม่ใช่เพิ่มภาษีและเพิ่มข้อจำกัด” นางรัดเกล้า กล่าว

ทั้งนี้ ภายหลังการอภิปราย กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ผู้พิการและเครือข่ายอารยสถาปัตย์ได้ออกมาแสดงความขอบคุณต่อนางรัดเกล้า ที่นำปัญหาของผู้พิการ ผู้ใช้วีลแชร์ ผู้สูงอายุ และผู้พักฟื้นสุขภาพเข้าสู่สภา โดย “กฤษนะ ทัวร์ยกล้อ” และเครือข่ายทูตอารยสถาปัตย์ ระบุว่า นางรัดเกล้าเป็นปากเสียงให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำและผลักดันการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล (Tourism for All) และการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ขณะเดียวกัน เพจ “เข็นแม่เที่ยว” ได้โพสต์ข้อความชื่นชมว่า “คุณเนเน่ ทำให้เข้าใจคำว่าผู้แทนประชาชนอย่างแท้จริง”

เสียงสะท้อนเหล่านี้สะท้อนว่า ปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือในสภา ไม่ใช่เพียงเรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่คือการทำให้ประเทศไทยเป็นสังคมที่ “ทุกคนเดินทางได้ ทุกคนมีโอกาส และทุกคนมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจ”

“หากรัฐบาลเร่งแก้ไขกฎหมายทั้งสองเรื่องนี้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้อย่างมาก โดยไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินให้เป็นภาระงบประมาณ เพราะการลงทุนเพื่อให้คนเดินทางได้ คือการลงทุนเพื่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน” นางรัดเกล้า กล่าว

กกต. เอาผิดผู้สมัคร สว.!! ฟันอาญา 1,767 ราย ไม่มีสิทธิสมัคร โทษหนักคุก 10 ปี ปรับ 2 แสน ตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปีรุนแรง ส่งเรื่องดำเนินคดีทันทีท้องถิ่น

ด่วน! กกต.เอาจริง สั่งดำเนินคดีอาญา 1,767 ผู้สมัคร สว. ไม่มีสิทธิ์แต่ยังมาสมัคร

กกต.มีมติฟันอาญา 1,767 ผู้สมัคร สว. ไม่มีสิทธิแต่ยังมาสมัคร โทษหนักคุก 10 ปี ปรับ 2 แสน ตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

วันที่ 27 สิงหาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกข่าวประชาสัมพันธ์ เลขที่ 418/2569 แจ้งมติคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ไม่มีสิทธิสมัคร จำนวน 1,767 ราย ตามมาตรา 74 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561

กกต.ระบุว่า จากการตรวจสอบข้อมูลและเอกสารประกอบการสมัคร พบผู้สมัครบางรายขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย แต่ยังได้ยื่นสมัครรับเลือก จึงเสนอเรื่องให้ กกต.พิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย
โดยในการประชุม กกต. ครั้งที่ 46/2569 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 มีมติให้ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัคร สว. จำนวน 1,605 คน และในการประชุมครั้งที่ 51/2569 เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 มีมติให้ดำเนินคดีเพิ่มเติมอีก 162 คน รวมทั้งสิ้น 1,767 คน

สำหรับมาตรา 74 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กำหนดว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกไม่ว่าเพราะเหตุใด ได้สมัครรับเลือก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกำหนด 20 ปี

ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ซึ่งได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้นั้นคืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าวให้แก่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาด้วย
ภายหลังมีมติดังกล่าว สำนักงาน กกต. ได้ส่งเรื่องให้สำนักกฎหมายและคดีดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนส่งให้สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดดำเนินการตามขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป

จากคำวินิจฉัยศาลสู่สนามสภา!! ศาลชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ฝ่ายค้านตั้ง 4 คำถามใหญ่เขย่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน วิกฤตจริงหรือแค่เร่งกู้เกินจำเป็น หนี้สาธารณะพุ่งสูงกระทบเสถียรภาพ

กรณ์ จาติกวณิช  ได้โพสต์ลงเฟสบุ๊ค

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วยมติ 7 ต่อ 2 ว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

แต่นั่นเป็นเพียงคำตอบในทางกฎหมายครับ

หน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้มีไว้ดูแค่ว่า “ออกได้หรือไม่” แต่คือการพิจารณาว่า “ควรออกหรือไม่” เพราะ พ.ร.ก. ถูกออกแบบมาให้ใช้เฉพาะกรณีจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น หากใช้พร่ำเพรื่อจะกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลัง และขาดการตรวจสอบเมื่อเทียบกับกระบวนการงบประมาณปกติ

วันนี้ในสภาฯ ผมได้ตั้ง 4 คำถามสำคัญต่อ พ.ร.ก. ฉบับนี้

1. เศรษฐกิจไทยอยู่ในวิกฤตระดับที่กระทบความมั่นคงของประเทศจริงหรือไม่?

เงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญระบุชัดว่าต้องจำเป็นเร่งด่วนและกระทบความมั่นคง เหมือนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 แฮมเบอร์เกอร์ปี 51 หรือโควิดปี 63–64 ซึ่งตอนนั้นไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ครั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้รับฟังผู้เชี่ยวชาญภายนอก 6 ท่าน ซึ่งทั้ง 6 ท่านเห็นตรงกันว่าไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.ก. เพราะเศรษฐกิจยังเติบโตได้ แม้จะในระดับต่ำ และยังไม่ใช่วิกฤตความมั่นคง

2. แผนการใช้เงินตอบโจทย์ปัญหาของประชาชนหรือไม่?

ปัญหาหลักของประเทศตอนนี้คือ เศรษฐกิจโตช้า (ไตรมาส 2 โต 1.9%) ขาดดุลการค้าและบัญชีเดินสะพัด ค่าครองชีพสูง และรายได้ที่แท้จริงของประชาชนลดลง (ค่าแรงเทียบเงินเฟ้อครึ่งปีแรกติดลบเกือบ 3%) เงินกู้ก้อนนี้ไม่ได้ทำให้รายได้ประชาชนสูงขึ้น ไม่ได้ทำให้ของถูกลง การกู้มาแจกกระตุ้นได้เพียงชั่ววูบ แต่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ได้

3. มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องรีบกู้จริงหรือ?

โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานต้องใช้เวลายาวนานหลายปี เช่น โซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน ตั้งเป้า 500,000–1,000,000 หลัง แต่ปีที่แล้วทำได้ 100,000 หลัง ปีนี้คาดว่าได้ 140,000 หลัง ต่อให้ปีหน้าทำได้ 200,000 หลัง ก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี แต่เงื่อนไข พ.ร.ก. ต้องกู้ให้เสร็จภายใน 30 กันยายน 2570 (เหลือเวลาเพียง 1 ปีเศษ) กรอบเวลาไม่สอดคล้องกันอย่างสิ้นเชิง การรีบกู้เงินมากองไว้ก่อนความพร้อม มีแต่จะสร้างภาระดอกเบี้ยให้ประเทศโดยไม่จำเป็น

4. กระทบความมั่นคงทางการคลังและภาระหนี้อย่างไร?

ปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ 67% ของ GDP หากรวมกู้ชดเชยขาดดุลปี 69 ที่เหลือ บวกขาดดุลปี 70 อีก 800,000 ล้านบาท และบวก พ.ร.ก. นี้อีก 400,000 ล้านบาท ภายใน 1 ปี หนี้จะเพิ่มขึ้น 1.8–1.9 ล้านล้านบาท (ราว 10% ของ GDP) ซึ่งจะดันหนี้สาธารณะทะลุเพดาน 70% ตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังทันที ผลคือกระทบงบประมาณปี 71 รัฐบาลจะไม่มีวงเงินกู้เหลือสำหรับการลงทุน 20% ตามกฎหมาย และประเทศจะหมดพื้นที่ทางการคลังหากเกิดวิกฤตจริงในอนาคต

คำตอบของ 4 คำถามข้างต้นชัดเจนครับว่า พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาทฉบับนี้ ไม่ใช่คำตอบ และอาจจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง

ผม และพรรคประชาธิปัตย์ จึงไม่สามารถเห็นด้วย กับ พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาทฉบับนี้

รูปภาพ : กรุงเทพธุรกิจ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1617719903049898&id=100044357112719&post_id=100044357112719_1617719903049898&rdid=VWEMqc8pfg0tsOw7#

เปิด 5 การบ้านใหญ่รัฐบาล ‘อนุทิน’!! ปมร้อนฝ่ายค้านจ่อถล่มรัฐบาล ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจเริ่ม 25 ส.ค. โจทย์ใหญ่ รัฐบาลต้องทำการบ้าน เรื่องฮั้ว ส.ว. ทุจริตและปัญหาความมั่นคง

เปิดการบ้าน 5 ข้อ รับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ โจทย์ใหญ่ฝ่ายรัฐบาล

25 สิงหาคมนี้จะเป็นวันเปิดประชุมสภาสมัยสามัญ แน่นอนว่า ฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาชนเตรียมลากรัฐบาลขึ้นเขียง ต้องติดตามญัตติจะเขียนอย่างไร อภิปรายเป็นรายบุคคล หรือทั้งคณะ

เพื่อเป็นโจทย์เป็นการบ้านให้รัฐบาล #นายหัวไทร ขอเปิด 5 ปมร้อน ฝ่ายค้านจ่อถล่ม ช่วงเปิดสภาสมัยประชุมสามัญ

ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลกำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ฝ่ายรัฐบาลต้องทำการบ้านอย่างหนัก ก่อนเปิดสภาสมัยประชุมสามัญครั้งใหม่ เพราะประเด็นที่จะถูกฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบ ไม่ได้มีเพียงเรื่องการเมือง แต่ครอบคลุมตั้งแต่คดีฮั้ว ส.ว. การทุจริต ความมั่นคง เศรษฐกิจ ไปจนถึงปัญหาอาชญากรรมและยาเสพติด

ประเด็นแรก คือปัญหาทางการเมือง โดยเฉพาะคดีฮั้ว ส.ว. หรือการทุจริตในการเลือก ส.ว. ซึ่งฝ่ายค้านอาจพุ่งเป้าไปยังบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง และปัจจุบันเข้ามาดำรงตำแหน่งในรัฐบาล แม้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐบาลโดยตรง แต่เมื่อบุคคลที่ถูกกล่าวหายังอยู่ในฝ่ายบริหาร ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงการถูกตั้งคำถามทางการเมือง

อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ ที่ดินเขากระโดง ซึ่ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง และมีข้อมูลจากการลงพื้นที่ที่อาจถูกนำมาใช้ในการอภิปราย รวมถึงประเด็นการใช้อำนาจรัฐในช่วงการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีแชตไลน์ที่ถูกนำมาเผยแพร่และถูกตั้งข้อกล่าวหาว่า มีการช่วยเหลือฝ่ายการเมืองสีน้ำเงิน

ประเด็นที่สอง คือปัญหาการทุจริต โดยเฉพาะกรณีการสอบบรรจุข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีข้อกล่าวหาถึงการเข้ามาเกี่ยวข้องของฝ่ายการเมือง ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลพยายามจำกัดปัญหาให้เป็นเรื่องของข้าราชการประจำ ประเด็นนี้จึงอาจถูกฝ่ายค้านไล่ถามถึงความรับผิดชอบของฝ่ายการเมือง

รวมถึงปม “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” ที่ยังเป็นคำถามของสังคมว่า ใครเป็นผู้เกี่ยวข้อง และเหตุใดจนถึงขณะนี้จึงยังไม่สามารถเปิดตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังได้อย่างชัดเจน ตลอดจนโครงการ AI Passport ที่ถูกตั้งคำถามทั้งเรื่องเงื่อนไขการประมูล ความคุ้มค่า และความโปร่งใสของโครงการ

ประเด็นที่สาม คือปัญหาความมั่นคง ซึ่งอาจเป็นอีกหนึ่งจุดอ่อนของรัฐบาล โดยเฉพาะการไม่มีรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ขณะที่สถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังมีปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะกรณีทหารไทยเหยียบกับระเบิด ซึ่งฝ่ายค้านอาจตั้งคำถามถึงท่าทีของรัฐบาลในการปกป้องอธิปไตย และการดำเนินการทั้งในเวทีระหว่างประเทศ อาเซียน และสหประชาชาติ

ยังรวมถึงปัญหาการสวมสิทธิ์คนไทย ปัญหาจีนเทา และอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งถูกมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

ประเด็นที่สี่ คือเศรษฐกิจ โดยฝ่ายค้านน่าจะตรวจสอบการกู้เงินตาม พ.ร.ก. จำนวน 4 แสนล้านบาท รวมถึงโครงการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังมีผู้ถูกตัดสิทธิ์จำนวนมากและยังมีปัญหาการอุทธรณ์

ตัวเลขเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ตลอดจนข้อกังวลเรื่องเพดานหนี้และวินัยการเงินการคลัง ก็อาจถูกนำมาใช้ตั้งคำถามว่า รัฐบาลมีมาตรการรับมืออย่างไร

ขณะเดียวกัน โครงการขนาดใหญ่ทั้ง ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC) แลนด์บริดจ์ การขยายพื้นที่ EEC ไปยังปราจีนบุรี และการฟื้นโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จ.สงขลา รวมถึงปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ล้วนเป็นประเด็นที่ฝ่ายค้านสามารถเชื่อมโยงไปถึงประสิทธิภาพการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลได้

ประเด็นสุดท้าย คือปัญหาสังคมและอาชญากรรม ตั้งแต่ปัญหาอาวุธปืน ยาเสพติด ไปจนถึงกลุ่มผู้มีอิทธิพลและเหตุยิงกันที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่

เหตุการณ์รุนแรงหลายคดีที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นกรณีลอบยิง ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ คดีฆาตกรรม “ไอ้ป๋อง” เหตุยิงกันในสถานศึกษา ตลอดจนเหตุยิง พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี ล้วนสามารถถูกนำมาใช้ตั้งคำถามต่อมาตรการรักษาความปลอดภัยและการปราบปรามอาชญากรรมของรัฐบาล

ทั้งหมดจึงเป็น 5 การบ้านใหญ่ของฝ่ายรัฐบาล ที่ต้องเตรียมคำตอบให้พร้อมก่อนเข้าสู่สนามอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เพราะแม้หลายปัญหาจะไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐบาลชุดปัจจุบัน แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศแล้ว คำถามสำคัญย่อมหนีไม่พ้นว่า รัฐบาลแก้ปัญหาเหล่านี้ไปถึงไหน และเหตุใดหลายปัญหาจึงยังคงอยู่

ศึกอภิปรายครั้งนี้จึงอาจไม่ได้วัดกันเพียงว่า ฝ่ายค้านมีหมัดเด็ดแค่ไหน แต่ยังวัดกันด้วยว่า ฝ่ายรัฐบาลจะมีคำตอบที่หนักแน่นพอจะรับมือกับหมัดเหล่านั้นหรือไม่

ก่อนเปิดสภา งานนี้ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต้องทำการบ้านกันให้หนัก เพราะเวทีสภาครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงการอภิปรายรัฐบาล แต่เป็นการวัด “ผลงานและความรับผิดชอบ” ของรัฐบาลอนุทิน ต่อปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นทั่วประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top