Tuesday, 7 July 2026
NEWS

สิ้น ‘ท่านชายใหม่’ พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล สิ้นชีพิตักษัยอย่างสงบ สิริชันษา 78 ปี

พลตรี หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล หรือ ท่านชายใหม่ ประสูติเมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2490 เป็นพระโอรสในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ กับ หม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา เป็นพระนัดดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ และเป็นพระราชปนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

สำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจากสหรัฐอเมริกา ก่อนเข้ารับราชการทหารในหน่วยรบพิเศษ และปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงในพื้นที่สำคัญของประเทศ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์และยศทหารหลายตำแหน่ง เคยดำรงตำแหน่งนายทหารราชองครักษ์ และมีบทบาทในกิจการสาธารณะมาอย่างต่อเนื่อง ท่านเป็นที่รู้จักในนาม ‘ท่านชายใหม่‘ และมีบทบาททางสังคม การเมือง และความเห็นสาธารณะอย่างโดดเด่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยความคืบหน้าเกี่ยวกับกำหนดการพระราชพิธีและพิธีบำเพ็ญกุศลจะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป

เผยโฉมเลย์เอาต์ครั้งแรก สนามแข่งรถ F1 กลางกรุงเทพฯ ระยะทางรวม 5.732 กม. รอบจตุจักร กกท. พร้อมเปิดแบบสอบถาม ฟังเสียง ปชช.ก่อนเดินหน้าโปรเจกต์

(27 พ.ย. 68) เฟซบุ๊กกองประชาสัมพันธ์ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) โพสต์เชิญชวนประชาชนร่วมตอบแบบสอบถาม “การจัดการแข่งขันรถยนต์ Formula One (F1) ในประเทศไทย” พร้อมเผยรายละเอียดโครงการ Formula One (F1) Thailand Grand Prix 2028 และเลย์เอาต์สนามแข่ง (Track Layout) ในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก โดยเสนอใช้พื้นที่ย่านจตุจักรจัดแข่งในรูปแบบสนามถนนเมือง (สตรีตเซอร์กิต)

ตามข้อมูลในแบบสอบถาม ระบุว่าเส้นทางแข่งมีความยาวรวม 5.732 กิโลเมตร วิ่งตามเข็มนาฬิกา ครอบคลุม 8 พื้นที่หลัก ได้แก่ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ สถานีขนส่งหมอชิตเดิม ตลาดนัดจตุจักร สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ สวนจตุจักร สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) พื้นที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบ้านพักรถไฟของการรถไฟฯ โดยโครงการตั้งเป้าจัดแข่งต่อเนื่อง 5 ปี ช่วง พ.ศ. 2571-2575 ปีละ 3 วัน ระหว่างวันศุกร์-อาทิตย์ ในเดือนมีนาคมหรือกันยายน

โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ยกระดับไทยสู่การเป็นศูนย์กลางจัดกีฬาและอีเวนต์ระดับโลก สร้างภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และพัฒนาศักยภาพบุคลากรกีฬายานยนต์ควบคู่ไปกับนวัตกรรม แต่ก็ยอมรับว่ามีผลกระทบตามมา ทั้งการปิดการจราจรบางส่วนในช่วงก่อสร้างและเตรียมงาน การปิดใช้พื้นที่บางส่วนของสวนสาธารณะ 3 แห่ง การปรับจุดรอรถและเส้นทางเดินรถขนส่งสาธารณะ รวมถึงความไม่สะดวกของผู้ค้า-นักท่องเที่ยวตลาดนัดจตุจักร แม้ในวันแข่งจะยังเปิดตลาดตามปกติเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

กกท.ย้ำว่า การจัด F1 ต้องใช้พื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมือง จึงจำเป็นต้องสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั้งในมิติ “ความต้องการ” และ “ผลกระทบ” เพื่อนำไปใช้ศึกษาความเป็นไปได้ วางมาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาความเดือดร้อนให้เหมาะสม พร้อมเปิดลิงก์แบบสอบถามให้ประชาชนร่วมแสดงความเห็นต่อโปรเจกต์ F1 ไทยแลนด์ก่อนขยับสู่ขั้นตอนต่อไป 

จากคำพูดที่ว่า!! ประเทศไทยไม่ต้องมี ‘กัน จอมพลัง’ ก็ได้ แต่วันที่หาดใหญ่จมน้ำ เขายังลุยต่อ พิสูจน์คุณค่าด้วยการช่วยชีวิตจริง ไม่ใช่ด้วยดราม่า ทิ้งคำด่าไว้ข้างหลัง แล้วลงน้ำไปช่วยคนก่อนใคร

(26 พ.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ศูนย์รวมความสุข ให้กำลังใจ โพสต์ข้อความว่า…ในวันที่เขาถูกบอกว่า “ประเทศไทยไม่ต้องมีกัน จอมพลังก็ได้”

เดือนที่ผ่านมา…เขาคือคนที่ถูกโจมตีอย่างหนัก ถูกพูดอย่างร้ายแรงว่าประเทศไทย “ไม่ต้องมีกัน จอมพลังก็ได้” คำพูดที่บาดลึก และเหมือนพยายามลบค่าความดีที่เขาทำมาตลอดหลายปี

แต่วันนี้…วันที่หาดใหญ่จมอยู่ใต้น้ำมานานกว่า 4 วัน วันที่ผู้คนหลายพันชีวิตติดอยู่ในบ้านตัวเอง วันที่อาหารขาดแคลน ยาไม่พอ คนล้มป่วยกันเป็นแถว วันที่หลายคนรู้สึก “ไม่มีใครจะพึ่งได้”

กลับเป็นวันที่ชื่อของ กัน จอมพลัง ปรากฏขึ้นท่ามกลางสายน้ำเชี่ยว พร้อมเสื้อชูชีพและเรือช่วยเหลือแทนคำด่าทอที่เคยเจอ เขาเลือกทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีที่สุด “ลงพื้นที่ และเข้าหาคนที่เดือดร้อนที่สุดก่อนเสมอ”

และในบ้านเก่าหลังหนึ่งที่ถูกน้ำท่วมเขาพบ เด็กผู้หญิงอายุเพียง 7 ขวบ ติดอยู่ในบ้านตามลำพังหลายคืน เด็กตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีอาหารพอ ไม่มีใครให้กอด ไม่มีใครปลอบ มีเพียงน้ำท่วม… และความกลัวที่กัดกินหัวใจทุกนาที

วินาทีที่เด็กเห็นเขา มันเกินกว่าคำว่า “ดีใจ” เธอร้องไห้ออกมาสุดเสียง ร้องเหมือนแบกความกลัวไว้หลายคืน ร้องเหมือนเห็น “ผู้ใหญ่คนแรกที่เข้ามาหาเธอ” หลังจากติดอยู่คนเดียว ร้องเหมือนเสียงที่บอกว่า “หนูรอดแล้ว มีคนมาช่วยหนูแล้ว”

และก็เป็น กัน จอมพลัง คนเดิมที่อุ้มเด็กขึ้นจากน้ำอย่างระมัดระวัง เหมือนจะบอกเธอว่า “หนูไม่ต้องอยู่คนเดียวอีกแล้วนะ”

บางครั้ง…คำว่าคุณค่าของคน ไม่ได้วัดจากเสียงดราม่าบนโลกออนไลน์ แต่วัดจากวินาทีที่มนุษย์คนหนึ่งยื่นมือไปช่วย “ชีวิตจริง” อีกชีวิตหนึ่งในวันที่โลกทั้งใบไม่เหลือใครให้พึ่ง

วันนี้ หาดใหญ่หลั่งน้ำตา…แต่ไม่ใช่เพราะน้ำท่วมอย่างเดียว เพราะยังมีคนแบบเขา ที่ยืนลุยน้ำเพื่อช่วยชีวิตเล็ก ๆ ชีวิตหนึ่งให้ปลอดภัย

และอาจถึงเวลาแล้ว ที่สังคมจะหันกลับมาถามตัวเองว่า เพราะอะไรเราถึงเคยบอกว่า “ประเทศไทยไม่ต้องมีกัน จอมพลังก็ได้” ?

‘ดร.ธรณ์’ ชี้ใช้ช่วยน้ำท่วมหาดใหญ่ แบกน้ำหนักได้เยอะ สู้ลมแรง ส่งสิ่งจำเป็น ‘ยา-นมเด็ก–พาวเวอร์แบงค์’ เข้าสู่พื้นที่เรือเข้าไม่ถึงได้ 

(26 พ.ย. 68) ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ โพสต์ภาพ พร้อมข้อความว่า น้ำท่วมหาดใหญ่ นี่คือตัวอย่างโดรนที่ใช้ส่งของได้ ผมเพิ่งไปดูมาที่ PTTEP เป็นโดรน 8 ใบพัดที่แบกน้ำหนักได้เยอะ สู้ลมแรงได้ เพราะใช้ส่งของระหว่างแท่นผลิตปิโตรเลี่ยมในอ่าวไทยอยู่แล้ว

เมืองไทยยังมีโดรนเกษตรอีกมากมายที่บรรทุกน้ำหนักได้ หากเราระดมโดรนเข้าใช้ แม้บางช่วงอาจมีฝนตก แต่เมื่อสภาพอากาศเป็นใจ เราสามารถส่งสิ่งที่จำเป็นเข้าไปได้ เช่น ยา นมสำหรับเด็ก หรือแม้กระทั่งพาวเวอร์แบงค์เพื่อการติดต่อสื่อสาร ฯลฯ

อย่างน้อยก็เป็นการช่วยอีกทาง เพราะในบางพื้นที่น้ำเชี่ยวเรือเข้าไม่ได้ อีกทั้งเรายังต้องใช้เรือเพื่อช่วยอพยพผู้คน เรือที่มีจำกัดอาจไม่พอแบ่งไปขนของแจก

เสนอไอเดียนี้ในโหนกระแส ได้รับการตอบรับอย่างเร็ว จนล่าสุดทราบว่าหน่วยงานรัฐอนุญาตอย่างเป็นทางการแล้ว (ก่อนหน้านั้นบินไม่ได้เพราะติดกฎห้ามบิน)

ทราบว่านายกสมาคมโดรนกำลังระดมความช่วยเหลือ ยังมีโดรนจากอีกหลายองค์กรที่พอนำไปช่วยได้ ใครมีก็ลองประสานกับสมาคมโดรนนะครับ

โดรนขนาดเล็กอาจช่วยในการชี้เป้านำทางเรือให้เข้าไปช่วย สำรวจเส้นทาง หรือแม้กระทั่งติดลำโพงใช้ประกาศแจ้งสถานการณ์และความช่วยเหลือให้คนที่ติดอยู่ทราบ

ยังมีโดรนกันน้ำ/ลงน้ำได้ที่ทราบว่าบางหน่วยงานมีใช้ พวกนั้นใช้ขนของเล็กๆ เช่น ถุงกันเปียกใส่ยาไว้ข้างใน

หรือแม้กระทั่งโดรนติดกล้องอินฟราเรดจับความร้อน ใช้ตามหาผู้ประสบภัยบนหลังคาในเวลาค่ำคืนเพื่อชี้เป้าและส่งความช่วยเหลือเข้าไป

เทคโนโลยีจะมีประโยชน์สูงสุดเมื่อใช้ช่วยชีวิตคนในยามลำบากที่สุด

มีอุปสรรคมากมาย แต่เพื่อช่วยพี่น้องที่ติดน้ำอยู่ในความสิ้นหวัง เราต้องไม่ยอมแพ้ ต้องหาทุกทาง แม้จะได้ทีละนิดละน้อย เราก็ต้องพยายามให้ถึงที่สุดครับ

อ.อ้อ ชัยภัฏ วอนชาวหาดใหญ่ ให้เข้าใจข้อจำกัด ‘เจ็ตสกี’ แม้คล่องตัว เข้าถึงได้ทุกที่ แต่วิ่งช้าอาจคว่ำได้

(26 พ.ย. 68) ดร.ชัยภัฏ จันทร์วิไล โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงกรณีปัญหาคนในพื้นที่น้ำท่วมกับการใช้เจ็ตสกีเข้าไปช่วยเหลือ โดยระบุว่า คนหาดใหญ่คุณต้องเข้าใจ! เจ็ตสกี เป็นยานพาหนะกีฬา ไม่ใช่เอาไว้ขนคน แต่มันมีประสิทธิภาพ ไปได้ในทุกที่ คล่องตัว เหล่าอาสาเลยเอามาช่วยอพยพคน มันวิ่งช้าไม่ได้คว่ำแน่ Friction มันไม่พอ อย่าด่าเขา!
 

ชาวผู้ดีแห่ย้ายไปรัสเซีย “ค่านิยมร่วม” Common Values Visa หวังย้ายปักหลักเริ่มชีวิตใหม่ในรัสเซีย หลังเบื่อการเมือง-วัฒนธรรมในประเทศตัวเอง โอดภาษีสูง เงินไหลช่วยยูเครนเกินรับไหว

(26 พ.ย. 68) มีรายงานว่าชาวอังกฤษจำนวนหลายร้อยคนกำลังยื่นขอ “วีซ่าค่านิยมร่วม” (Common Values Visa) เพื่อย้ายไปพำนักในรัสเซีย โดยให้เหตุผลว่ารู้สึกเบื่อหน่ายกับนโยบายรัฐบาลอังกฤษ ภาษีที่สูงขึ้นต่อเนื่อง และบรรยากาศทางการเมือง–วัฒนธรรมในประเทศที่ถูกมองว่า “โว้กเกินไป” (Woke) หรือให้ความสำคัญกับประเด็นอัตลักษณ์ทางสังคม เชื้อชาติ และเพศอย่างสุดโต่ง

ฟิลิป ฮัทชินสัน (Philip Hutchinson) ตัวแทนบริษัท Moscow Connect ซึ่งช่วยดูแลการย้ายถิ่นให้ชาวต่างชาติ เปิดเผยว่าขณะนี้มีชาวอังกฤษส่งคำถามและใบสมัครย้ายไปอยู่รัสเซียสัปดาห์ละราว 50-80 ราย พร้อมระบุว่าหลายคนไม่พอใจที่เงินภาษีที่จ่ายเพิ่มขึ้นถูกนำไปสนับสนุนยูเครน ขณะที่ชาวอังกฤษรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า “ผมรักรัสเซีย ที่นั่นไม่มีอาชญากรรม ถนนหนทางสะอาด และเป็นประเทศที่เจริญ”

โดยก่อนหน้านี้รัสเซียได้ออกกฎเปิดทางให้ชาวต่างชาติที่รู้สึก “ไม่สอดคล้องกับนโยบายประเทศตัวเอง” สามารถขอวีซ่าและใบพำนักชั่วคราวได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องสอบภาษา เพียงยื่นคำชี้แจงเหตุผลต่อสถานทูตรัสเซีย แนวโน้มนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในอังกฤษ แต่ยังพบคนจากชาติตะวันตกอื่น ๆ ยื่นขอเข้าร่วมโครงการนี้รวมแล้วกว่า 2,200 คน เช่น กรณีเชฟชาวเยอรมันที่พาครอบครัวย้ายไปอยู่แคว้นวลาดิมีร์ของรัสเซีย เพราะไม่เห็นด้วยกับ “ค่านิยมยุโรปยุคใหม่”
 

กองทุนการออมแห่งชาติ จัดกิจกรรมโปรโมตสลาก กอช. “ศุกร์ได้ลุ้น สุขได้ออม กับ สลาก กอช.”

เมื่อวันที่ 24-25 พ.ย. 68 กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) จัดกิจกรรม “ศุกร์ได้ลุ้น สุขได้ออม กับ สลาก กอช.” นางสาวจารุลักษณ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ ได้นำคณะลงพื้นที่เดินสายประชาสัมพันธ์จากอาคารเอส เอ็ม ทาวเวอร์ ไปถึงตลาดซอยลือชา (ซอยพหลโยธิน 1) เพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลเกี่ยวกับ “สลาก กอช.” โดยได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนที่อยู่บริเวณดังกล่าวอย่างล้นหลาม

การลงพื้นที่ทั้งสองวัน เป็นการประชาสัมพันธ์สร้างความรู้ ความเข้าใจ เพื่อเตรียมความพร้อมของ “สลาก กอช.” ซึ่งเป็นนวัตกรรมการออมที่ได้ประโยชน์สองต่อ ต่อแรก คือ ได้ลุ้นเงินล้านทุกวันศุกร์  และต่อที่สอง คือ ทุกบาทที่ซื้อกลายเป็นเงินออม ทำให้การออมกลายเป็นเรื่องสนุก ที่สำคัญที่สุด เงินต้นไม่หาย และยังได้ผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่ม ซึ่งจะทำให้คนไทยทุกคนมีอนาคตทางการเงินที่มั่นคง และมีความสุขในวัยเกษียณ

โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. คนไทยทุกคนอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป สามารถซื้อสลาก กอช. ได้ทุกวัน งวดต่องวด ออกรางวัลทุกวันศุกร์เวลา 17.00 น. ผู้ถูกรางวัลจะได้เงินรางวัลทันทีผ่านพร้อมเพย์ ซึ่งสามารถนำออกมาใช้ได้เลย โดยที่เงินค่าซื้อสลากทั้งหมดถูกเก็บเป็นเงินออมในบัญชีส่วนตัวของตนเอง แม้ว่าจะถูกรางวัลหรือไม่ก็ตาม

2. พิเศษสุดๆ คนไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์ซื้อ และสามารถออมไว้ได้ 5 ปี หลังจากวันที่ซื้อครั้งแรก และสามารถซื้อได้ไม่จำกัดรอบ

3. เป็นสลากขูดแบบดิจิทัล ใบละ 50 บาท ซื้อได้ไม่เกิน 3,000 บาท ต่อเดือน

4. รางวัลของ "ทุกวันศุกร์" กำหนดดังนี้
4.1 รางวัลที่ 1 (เป็นเลข 6 หลัก) รางวัล 1,000,000 บาท จำนวน 5 รางวัล
4.2 รางวัลที่ 2 (เป็นเลขหน้า 3 ตัว และเลขท้าย 3 ตัว) รางวัล 1,000 บาท จำนวน 10,000 รางวัล
4.3 รางวัลพิเศษ (แจ็คพอต) 1 รางวัล (ถ้ามี)

5. หากในงวดใดที่รางวัลออกไม่หมด รางวัลที่ออกไม่หมดนั้นจะถูกทบยอดเป็นรางวัลพิเศษ (แจ็คพอต) ในงวดถัดไปทั้งหมดทันที

6. “เงินค่าซื้อสลากทั้งหมดจะเป็นเงินออมของผู้ซื้อสลาก” ซึ่งจะนำเงินส่งเข้าบัญชีเงินออมรายบุคคลกับ กอช. และเมื่อผู้ออมอายุครบ 60 ปี จะคืนเงินทั้งหมดทุกบาท ทุกสตางค์ที่ซื้อสลากมาทั้งชีวิตพร้อมกับผลตอบแทนการลงทุนให้กับผู้ออม

7. หากเสียชีวิต เงินออมที่ซื้อสลาก กอช. ทั้งหมดจะตกสู่ทายาทตามกฎหมายหรือบุคคลที่ผู้ซื้อระบุไว้

สำหรับพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งประกาศลงเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมานั้น กฎหมายจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้น 60 วัน ในระหว่างนี้ กอช. ได้นำเสนอร่างกฎกระทรวง เกี่ยวกับรายละเอียดรูปแบบการออกรางวัลให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้พิจารณา เพื่อนำเข้าคณะรัฐมนตรีต่อไป ทั้งนี้ เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว ผู้ที่สนใจจะสามารถซื้อผ่านแอปพลิเคชัน “กอช.” และเครือข่ายพันธมิตรในอนาคตได้ การสมัครทำได้ง่าย เพียงใช้เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และเลขหลังบัตรประชาชน สำหรับผู้ที่ถูกรางวัล เงินรางวัลจะถูกโอนเข้าบัญชีพร้อมเพย์ของท่านทันที ความร่วมมือนี้ จะสร้างความเชื่อมั่นแก่คนไทย ทำให้การออมเป็นเรื่องสนุก เสริมสร้างวินัยทางการเงิน และให้คนไทยมีชีวิตหลังเกษียณที่มั่นคง”
 

วิกฤตเบี้ยเลี้ยงล่าช้า เบี้ยเลี้ยงนักกีฬาค้างจ่ายนาน 3-4 เดือน เงินอัดฉีดเหรียญยังไม่เคลียร์ชัดเจน อลป.ไทยเตือนกระทบขวัญกำลังใจทีมชาติ หวั่นผลงานซีเกมส์ 2025 หดตัวในบ้านตัวเอง

(26 พ.ย. 68) ก่อนงานซีเกมส์ 2025 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจะเริ่มขึ้น ปัญหาเบี้ยเลี้ยงนักกีฬาค้างจ่าย 3-4 เดือน และเงินอัดฉีดเหรียญที่ยังไม่ขยับกลายเป็นวิกฤตกัดกร่อนขวัญกำลังใจนักกีฬาไทย

ในการประชุมคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย (อลป.ไทย) กลางปี 2568 สมาคมกีฬาหลายแห่งแจ้งว่าเงินเบี้ยเลี้ยงและค่าจ้างโค้ชที่เบิกผ่านกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติถูกค้างจ่ายถึงเดือนมีนาคม-เมษายนและยังไม่ได้รับเงินเดือนต่อมา บางสมาคมต้องใช้เงินสำรองหรือไปกู้หนี้เพื่อจ่ายให้กับทีม

ประธานที่ปรึกษาอลป.ไทย 'กองเอก ชัยภักดิ์ ศิริวัฒน์' เตือนว่า หากเบี้ยเลี้ยงไม่เคลียร์ภายในสองสัปดาห์ จะนำทีมกีฬาและสมาคมไปยื่นหนังสือตรงถึงรัฐบาล เพื่อป้องกันผลกระทบขวัญกำลังใจและเป้าเจ้าเหรียญทองในซีเกมส์ 2025

ฝ่ายรัฐชี้แจงว่า งบประมาณได้รับแล้วแต่มีขั้นตอนการเบิกจ่ายที่ซับซ้อนและยังรอการอนุมัติจาก กกท. ส่งผลให้งบประมาณไม่ถึงมือสมาคมเต็มที่ ด้านเงินอัดฉีดเหรียญรางวัลอยู่ระหว่างดำเนินการปรับเพิ่มตามค่าครองชีพใหม่แต่นักกีฬาเห็นแค่ว่า "ยังไม่เพิ่มจริง" ทำให้เกิดความกังวลในหมู่นักกีฬาเรื่องความมั่นคงทางการเงิน

‘สี จิ้นผิง-ทรัมป์’ ต่อสายเคลียร์ใจ ย้ำเดินหน้าบนฐานเท่าเทียม ร่วมมือได้ประโยชน์ ขัดแย้งเจ็บทั้งคู่ หนุนขยายความร่วมมือ ลดรายการปัญหา

(26 พ.ย. 68) สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน กล่าวในการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ว่า จีนและสหรัฐฯ ควรรักษาโมเมนตัมความสัมพันธ์ที่กำลังเดินหน้า และต้องเคลื่อนต่อไปในทิศทางที่ถูกต้อง โดยยึดหลักความเท่าเทียม การเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองฝ่าย

สี จิ้นผิง ระบุว่า การพบหาระหว่างผู้นำจีน-สหรัฐฯ ที่เมืองปูซานเมื่อเดือนที่แล้วประสบความสำเร็จ และช่วย “ปรับเข็มทิศ” ของความสัมพันธ์สองประเทศ เปรียบเหมือนเรือใหญ่ที่กลับมาแล่นได้อย่างมั่นคง ส่งสัญญาณเชิงบวกไปยังประชาคมโลก พร้อมชี้ว่าตั้งแต่นั้นมา ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เดินหน้าในทิศทางที่ค่อนข้างมั่นคงและเป็นบวก ได้รับการต้อนรับจากทั้งสองประเทศและนานาชาติ

ผู้นำจีนย้ำว่า ประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงชัดเจนแล้วว่า “ร่วมมือกัน ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ ขัดแย้งกัน ทั้งสองฝ่ายเสียหาย” และมองว่าภาพของจีนและสหรัฐฯ ที่ช่วยกันเติบโต ร่ำรวย และประสบความสำเร็จไปด้วยกันเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เขาเสนอว่าควร “เพิ่มรายชื่อเรื่องความร่วมมือ และลดรายชื่อปัญหา” เพื่อสร้างความคืบหน้าทางบวก เปิดพื้นที่ใหม่ให้การร่วมมือ และส่งผลดีต่อประชาชนทั้งสองประเทศรวมถึงโลก

สี จิ้นผิง ยังทบทวนจุดยืนหลักของจีนเรื่องไต้หวัน โดยเน้นว่า การที่ไต้หวันกลับมาอยู่กับจีนเป็นส่วนหนึ่งของระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พร้อมชี้ว่าในอดีตจีนและสหรัฐฯ เคยยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่ต่อสู้กับลัทธิฟาสซิสต์และลัทธิทหารนิยม และในสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งสองประเทศยิ่งควรช่วยกันปกป้อง “ชัยชนะของสงครามโลกครั้งที่ 2” ให้มั่นคง

‘ธนกร’ เผยโรงงานในสงขลา เสียหาย 715 แห่ง มูลค่ากว่า 1.2 พันล้าน เซ่นพิษ ‘น้ำท่วมหนัก’ 17 โรงผลิตไฟไม่ได้ เร่งประสานโรงไฟฟ้ากระบี่-ขนอม ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตทดแทน

(26 พ.ย. 68) นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.สงขลาว่า สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลารายงานว่า จำนวนโรงงานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จะนะ นาทวี เทพา สะบ้าย้อย บางกล่ำ รัตภูมิ สะเดา ระโนด ควนเนียง นาหม่อม และคลองหอยโข่ง ประกอบด้วย อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร จำนวน 29 โรงงาน, อุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพารา จำนวน 97 โรงงาน, อุตสาหกรรมทำผลิตภัณฑ์ยางพารา จำนวน 103 โรงงาน, อุตสาหกรรมทำผลิตภัณฑ์จากพลาสติก จำนวน 44 โรงงาน, อุตสาหกรรมทำผลิตภัณฑ์จากโลหะ จำนวน 53 โรงงาน, อุตสาหกรรมขุดตักดินและดูดทราย จำนวน 310 โรงงาน และอุตสาหกรรมบริการ จำนวน 79 โรงงาน 

ทั้งนี้ รวมโรงงานที่ได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 715 โรงงาน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 1,282 ล้านบาท

นายธนกร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีโรงไฟฟ้า 17 โรง ทั้งภาครัฐและเอกชน ก็ไม่สามารถผลิตไฟให้ได้ อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งประสานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อขอให้โรงไฟฟ้ากระบี่ และโรงไฟฟ้าขนอม เพิ่มกำลังการผลิตทดแทนเพื่อให้การช่วยเหลือแล้ว สำหรับโรงงานในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมนั้น แม้ว่าขณะนี้น้ำยังไม่ท่วมเข้านิคมฯ แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากไม่สามารถนำวัตถุดิบเข้าไปภายในโรงงานได้ โดยลักษณะพื้นที่ขณะนี้เหมือนเป็นไข่แดง ถูกน้ำล้อมรอบ 

สำหรับมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยนั้น นายธนกร กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เร่งออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว ดังนี้ สำหรับลูกค้าปัจจุบัน 

1.พักชำระหนี้ : สินเชื่อประเภทเงินกู้ (FL) พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุด 12 เดือน, สินเชื่อประเภทเงินทุนหมุนเวียน เช่น PN แฟคตอริ่ง ขยายระยะเวลาตั๋วสูงสุด 180 วัน

2.เติมทุนฉุกเฉิน : นำไปฟื้นฟูธุรกิจเฉพาะหน้า วงเงินกู้ 10% ของวงเงินเดิม สูงสุด 200,000 บาท ดอกเบี้ย MLR ระยะกู้ 3 ปี ปลอดชำระเงินต้น 12 เดือน 

ส่วนลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่นั้น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ลงทุน เสริมสภาพคล่อง อัตราดอกเบี้ยพิเศษ คงที่ 3% 3 ปี ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี วงเงินสูงสุด 15 ล้านบาท ได้แก่ ปลุกพลัง SME, Beyond ติดปีก SME และ SME Green Productivity 

ทั้งนี้ รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงวางแนวทางช่วยเหลือ พร้อมทั้ง มาตรการเยียวยาต่าง ๆ เพื่อที่เราจะผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน

ปตท. ส่งความช่วยเหลือ เปิดศูนย์อำนวยการ สถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ พร้อมดูแลความมั่นคงพลังงาน บริหารจัดการให้เกิดความมั่นคง

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เร่งส่งมอบความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เปิด “ศูนย์อำนวยการสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้ กลุ่ม ปตท.” เพื่อติดตามสถานการณ์ ผลกระทบต่อโครงสร้างพลังงานในพื้นที่ ให้เกิดการทำงานภายในกลุ่ม ปตท. อย่างบูรณาการ บริหารจัดการพลังงานให้เกิดความมั่นคง

พร้อมกับส่งหน่วยปฏิบัติการ PTT Group SEALs ผนึกกำลังร่วมกับส่วนปฏิบัติการระบบท่อเขต 7 ปตท. เข้าบรรเทาทุกข์ผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียง โดยนำเรือเข้าพื้นที่ เพื่อส่งมอบถุงยังชีพและให้ความช่วยเหลือในการอพยพ

นอกจากนี้ กลุ่ม ปตท. ยังส่งมอบความช่วยเหลือผ่านหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่จังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยจัดเตรียมถุงยังชีพกว่า 12,000 ชุด 
น้ำดื่มกว่า 27,000 ขวด เรือพายพลาสติก และเครื่องอุปโภคบริโภคจำเป็นอื่น ๆ ปัจจุบันส่งมอบถุงยังชีพไปแล้วจำนวน 7,000 ถุง รวมถึงข้าวกล่องและน้ำดื่ม พร้อมเร่งส่งมอบก๊าซหุงต้มให้ศูนย์พักพิง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสนับสนุนน้ำมันดีเซลให้บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) 

ถอดบทเรียนของสังคม จาก "อียิปต์-จีน" ถึง ไทย สอนให้ออกแบบเมืองอยู่ร่วมกับน้ำ

น้ำไม่ได้โง่ ทิศทางน้ำก็เหมือนเดิม… ที่เปลี่ยนคือ “คนวางเมือง” ต่างหาก

เวลามีน้ำท่วมใหญ่ในไทยยุคนี้ เราคุ้นชินกับภาพ “ถุงยังชีพ-งบเยียวยา-รถยกสูง” แต่ถ้าย้อนไปในยุคที่ยังไม่มีรัฐสวัสดิการ ไม่มีกรมชลประทาน ไม่มีรถแบคโฮ คนรุ่นโบราณเขาทำอย่างไรหลังน้ำลด?

คำตอบคือ… เขาไม่ได้มองน้ำแค่ในฐานะ “ภัยพิบัติ” 
แต่มองน้ำเป็นทั้ง “ต้นทุนชีวิต บทเรียน และครูใหญ่” ของทั้งสังคม

บทความนี้ชวนผู้อ่าน THE STATES TIMES ย้อนดู 2 เลนส์สำคัญ

- อารยธรรมโลกโบราณ 
- ดินแดนสยามในอดีต 

จะเห็นว่า “น้ำท่วมใหญ่” เคยเป็นจุดเริ่มต้นของระบบคิดและระบบจัดการน้ำที่ฉลาดมากกว่ายุคสมัยเราเสียด้วยซ้ำ

1. น้ำท่วมใหญ่ = จุดเริ่มต้นของการ “อ่านแม่น้ำ”

ในอียิปต์โบราณ ทุกปีแม่น้ำไนล์จะเอ่อท่วมตลิ่ง น้ำพัดตะกอนดินดำมาทับถม พอน้ำลด ชาวอียิปต์จะรีบลงมือไถดิน ปลูกข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และพืชอาหารอื่น ๆ ทันที เพราะรู้ดีว่า “ปีนี้ทั้งปีจะอยู่รอดหรือไม่ อยู่ที่ช่วงหลังน้ำท่วมไม่กี่เดือนนี้เอง”

น้ำหลากในสายตาเขา จึงไม่ใช่ “ภัย” 
แต่มันคือ “ฤดูวางแผนปีหน้า” 

ในจีนโบราณ ก็ใช้วิธี “อ่านแม่น้ำ” คล้ายกัน ทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ ผู้ปกครองจะส่งคนสำรวจระดับน้ำ เส้นทางน้ำ การพังทลายของตลิ่ง แล้วนำข้อมูลมาวางแบบเขื่อนดิน คันกั้นน้ำ และคลองเบี่ยงน้ำให้ฉลาดกว่าเดิม

น้ำท่วมหนึ่งครั้ง = ชุดข้อมูลหนึ่งก้อน 
ที่สังคมจะเก็บไว้ใช้ “ออกแบบเมือง” ใหม่ทุกยุคไป

2. ซ่อม-เสริมเขื่อน คู คลอง: ไม่ใช่ปิดน้ำ แต่ “ให้ทางน้ำเดิน”

ต่างจากยุคใหม่ที่เราชอบแก้ปัญหาด้วยการ “สร้างกำแพงปะทะน้ำ” 
โลกโบราณใช้วิธี “จัดทางเดินให้กับน้ำ”

- ขุดคลองเชื่อมแม่น้ำกับทุ่งนา 
- ทำทุ่งรับน้ำ เพื่อให้แม่น้ำมีที่ล้น 
- ขุดอ่างเก็บน้ำไว้พักน้ำหลาก แล้วค่อยปล่อยเป็นชลประทาน 

หลังน้ำท่วมใหญ่ เขาไม่ได้แค่เก็บซากแล้วจบ แต่จะมี “ฤดูซ่อม-ลอก-ขุด” 

- ลอกคลองที่ตื้นเขิน 
- เสริมคันดินริมแม่น้ำ 
- ขยายคลองใหม่เพิ่มเส้นทางระบายน้ำ 

สิ่งที่เงินทองและเทคโนโลยียุคนั้นไม่มี… แต่เขามีคือ “ความเข้าใจพฤติกรรมของน้ำ” 
ซึ่งวันนี้หลายเมืองใหญ่ทั่วโลก รวมถึงเมืองไทย ยังถามตัวเองไม่ค่อยได้ด้วยซ้ำว่า

“เรากำลังฝืนธรรมชาติของน้ำ หรือเรากำลังออกแบบเมืองให้ ‘อยู่ร่วมกับน้ำ’ จริง ๆ กันแน่?”

รู้จัก ‘ดร.รวีวรรณ ภูริเดช’ จากนักวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ สู่ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติคนใหม่ ผู้ขับเคลื่อน One Map จัดสรรที่ดิน พร้อมผลักดันขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลก

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2568 ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งนางรวีวรรณ ภูริเดช ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) แทนนางชญานันท์ ภักดีจิตต์ ซึ่งถูกแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ แทน

รวีวรรณ ภูริเดช เป็นใคร ไฉนจึงสามารถข้ามห้วยมาสลับตำแหน่งกับ ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ผู้ซึ่งรับตำแหน่งได้เพียงไม่ถึง 4 เดือนได้ ดร.รวีวรรณ หรือ ดร.ติ๊ก ลูกหม้อของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ขนานแท้ จบการศึกษา วิศวกรรมบัณฑิต (วศ.บ.) (เกียรตินิยมอันดับ 2) : วิศวกรรมทรัพยากรน้ำ (Water Resources Engineering) จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต่อด้วย วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต M.Sc. : Water Resources Systems Engineering จาก University of Newcastle Upon Tyne ประเทศอังกฤษ และ ดุษฎีบัณฑิต Ph.D. : Civil and Environmental Engineering จาก University of Wisconsin-Madison ประเทศสหรัฐอเมริกา 

ดร.ติ๊ก รับราชการในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนาน โดยมีตำแหน่งหน้าที่สำคัญ ได้ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และในปี พ.ศ. 2557 ขึ้นดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และย้ายเป็น เลขาธิการ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในปีต่อมา โดยดำรงตำแหน่งนี้ยาวนานถึง 6 ปี ก่อนย้ายขึ้นเป็น ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) สำนักนายกรัฐมนตรี (ระดับบริหารสูง เทียบเท่า ปลัดกระทรวง) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564

ผลงานสำคัญของ ดร.ติ๊ก ในด้านต่าง ๆ ได้แก่:  
(1) การบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ
• การปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4000 (One Map)
คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติผลการดำเนินงานกลุ่ มจังหวัดที่ 1-4 (จำนวน 44 จังหวัด)
และกลุ่มที่ 5-7 (จำนวน 33 จังหวัด ) ผ่านความเห็นชอบจาก คทช. โดยอยู่ระหว่างเสนอ ครม.

• การจัดสรรที่ดินทำกินให้ประชาชนที่ไร้ที่ดินทำกิน ตามนโยบายรัฐบาล (คทช.)
พื้นที่เป้าหมาย คทช. ทั้งหมด 17.7 ล้านไร่ ได้ดำเนินการอนุญาตพื้นที่แล้ว 7.8 ล้านไร่ จัดราษฎร
เข้าทำประโยชน์แล้ว 1.9 แสนครอบครัว (ประชาชนประมาณ 1.1 ล้านคน) และมีการส่งเสริมพัฒนาอาชีพแล้ว 357 พื้นที่

• การพิสูจน์สิทธิของบุคคลในเขตที่ดินของรัฐ
ในปี พ.ศ. 2568 ดำเนินการแล้ว 3,134 แปลง (ปี พ.ศ. 2566-2568 รวมจำนวน 6,852 แปลง)
รวมถึงดำเนินการช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงไฟฟ้าและน้ำประปาในพื้นที่นำร่องจังหวัดกาญจนบุรีจำนวน 259 หมู่บ้าน 3,906 ครัวเรือน และจังหวัดแม่ฮ่องสอน จำนวน 88 หมู่บ้าน 11,753 ครัวเรือน

• หัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้าน
การแปรสภาพเป็นทะเลทราย สมัยที่ 16 (UNCCD COP 16) ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ระหว่างวันที่ 2-13 ธันวาคม 2567

(2) การผลักดันขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลก (World Heritage Site) ของประเทศไทย จำนวน 3 แหล่ง
• กลุ่มป่าแก่งกระจาน (ขึ้นทะเบียน พ.ศ. 2564)
• เมืองโบราณศรีเทพ (ขึ้นทะเบียน พ.ศ. 2566)
• อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท (ขึ้นทะเบียน พ.ศ. 2567)

• คณะทำงานเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานในการดำรงตำแหน่งกรรมการมรดกโลก วาระปี พ.ศ. 2562-2566

• รองประธาน ในคณะทำงานเร่งรัดการขับเคลื่อนนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่
เป็นมรดกโลก (พ.ศ. 2567-ปัจจุบัน)

• กรรมการ ในคณะกรรมการเพื่อการดำเนินการขึ้นทะเบียนพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม
เป็นมรดกโลก (พ.ศ. 2568-ปัจจุบัน)

(3) การอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ และเมืองเก่าของประเทศไทย
• กรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ และเมืองเก่า
(พ.ศ. 2558-2564)

(4) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
• จัดทำแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558-2593

(5) การวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
• จัดทำพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562

• ประธานกรรมการ ในคณะกรรมการผู้ ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบ
สิ่งแวดล้อม เช่น โครงการโครงสร้างพื้นฐานทางบกและอากาศ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ โครงการเหมืองแร่

นอกจากนั้นแล้ว ดร.ติ๊ก ยังเคยดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) รองประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสิ่งแวดล้อม และ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการติดตามผลกระทบข้ามพรมแดน ในคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย (Thai National Mekong Committee: TNMC) (วาระ พ.ศ. 2565-2566) 

องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกับมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ เปิดศูนย์รับบริจาคสิ่งของและเงินสมทบ ช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

(25 พ.ย. 68) องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี ประชาสัมพันธ์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมหนักในพื้นที่ภาคใต้ อบจ.กาญจนบุรี ขอเปิดศูนย์รับบริจาคสิ่งของจำเป็น เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยโดยด่วนที่สุด

ประชาชนสามารถนำสิ่งของบริจาคมามอบได้ที่ บริเวณหน้าโถงสำนักงาน ชั้น 1 อบจ.กาญจนบุรี ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ในวันและเวลาราชการ 08.30–16.30 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 089-919-2633 และ 098-495-9591 ทั้งนี้ หากสิ่งของมีน้ำหนักหรือปริมาณมาก อบจ.กาญจนบุรีมีบริการรับถึงบ้าน  

ด้านมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ จ.กาญจนบุรี โดยนายประเสริฐ ประเสริฐศักดิ์ ได้ประชาสัมพันธ์เชิญชวนชาวกาญจนบุรีร่วมแบ่งปันน้ำใจสู่พี่น้องภาคใต้ พร้อมเปิดรับเงินบริจาคเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ผ่านบัญชี ธนาคารกรุงไทย เลขที่ 713-007836-7 (บัญชีมูลนิธิพิทักษ์กาญจน์) โดยให้โอนตรงเข้าสำนักงานใหญ่เท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชนทยอยนำเงินบริจาคเพื่อเป็นค่าน้ำมัน รวมถึงสิ่งของจำเป็นจำนวนมาก ขณะที่มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ได้จัดเตรียม เรือจำนวน 5 ลำ และรถพยาบาล 5 คัน เพื่อออกเดินทางช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้ในเวลา 07.00 น. วันที่ 26 พ.ย. 68

ทั้งนี้ ชาวกาญจนบุรีสามารถนำสิ่งของไปมอบได้ที่ สำนักงานใหญ่ มูลนิธิพิทักษ์กาญจน์ ถนนแสงชูโต ตำบลท่ามะขาม อำเภอเมืองกาญจนบุรี ได้ตลอดเวลา หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ 034-515157

มหาดไทยเปิดอบรม “ต้นกล้าข้าราชการ” รุ่นที่ 8 ปลุกจิตสำนึก “ข้าราชการรุ่นใหม่” ย้ำ 4 หลักคิด “ข้าราชการที่ดี” เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขพี่น้องประชาชน

(25 พ.ย. 68) นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง เป็นประธานเปิดโครงการศึกษาอบรมหลักสูตร “ต้นกล้าข้าราชการ” รุ่นที่ 8 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พร้อมบรรยายในหัวข้อ “ การเป็นข้าราชการมหาดไทยที่ดี” โดยมี น.ส.รัตนา สรภูมิ สถาบันดำรงราชานุภาพ สป. พร้อมด้วยข้าราชการ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และผู้เข้ารับการอบรม จำนวน 90 คน เข้าร่วม โดยหลังจากการบรรยายแล้วเสร็จ นายชัยวัฒน์ ได้ร่วมรับประทานอาหารกับข้าราชการใหม่ด้วย

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า การอบรมต้นกล้าข้าราชการ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรรุ่นใหม่ของกระทรวงมหาดไทย เพื่อเตรียมพร้อมสู่การปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งข้าราชการยุคใหม่ต้องมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และพร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา เพื่อให้สามารถรับมือกับความท้าทายของการทำงานภาครัฐที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และทำหน้าที่เป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างเหมาะสมและทันสถานการณ์

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ขอให้ทุกท่านได้ยึดถือหน้าที่สำคัญของข้าราชการที่ดี ซึ่งประกอบด้วย 4 เรื่อง คือ

1. “การเป็นผู้ให้บริการที่ดี” แน่นอนว่าทุกวันนี้ชีวิตของเรามันยาก เพราะฉะนั้นเราต้องเป็นที่พึ่งในการให้บริการที่สะดวก รวดเร็วและง่ายต่อการเข้าถึงแก่พี่น้องประชาชนมากที่สุด

2. “การแก้ไขปัญหาให้ได้” พี่น้องประชาชนทุกล้วนมีปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดเวลาและไม่อาจรีรอได้ ข้าราชการจึงต้องเป็นผู้แก้ไขปัญหา ไม่ใช่เป็นผู้สร้างปัญหาเสียเอง เราทุกคนต้องรีบดำเนินการรับฟังปัญหา แก้ไขให้รวดเร็ว และตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของทุกพื้นที่ให้ดีที่สุด

3. “การรักษากฎหมาย” ต้องยึดหลักกฎหมายและระเบียบปฏิบัติอย่างเคร่งครัด และบังคับใช้กฎหมายด้วยความเท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ ขณะเดียวกันต้องเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งในหน้าที่และพฤติกรรมส่วนตัว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน

4. “การอำนวยความเป็นธรรมให้เยี่ยม” เราต้องรับฟังข้อร้องเรียนและปัญหาของประชาชนอย่างรอบด้าน ดำเนินการตรวจสอบด้วยข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา และแก้ไขปัญหาบนพื้นฐานของความเป็นธรรม เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นว่า ภาครัฐพร้อมยืนอยู่เคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top