Tuesday, 7 July 2026
NEWS

‘ทนายเกิดผล’ ยอมรับผิด ยกมือไหว้ขอขมากองทัพเรือ ปมโพสต์พาดพิง ‘เขต 8’ จับหน่วยซีล ชี้รับข้อมูลต่อมาโดยไม่ตรวจสอบ ลั่นหากถูกฟ้องพร้อมสู้คดีตามกฎหมาย

(29 พ.ย. 68) จากกรณี นายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กพาดพิงหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ (หน่วยซีล) ทำนองว่าเจ้าหน้าที่ถูกกลุ่มในเขต 8 จับเป็นตัวประกันเรียกค่าไถ่ 40,000 บาท ก่อนจะลบโพสต์ทิ้งภายในราว 2 ชั่วโมง ทำให้ประชาชนในโซเชียลมีเดียตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างกว้างขวาง

ต่อมา ทีมข่าวได้สอบถามข้อเท็จจริงจากนายเกิดผล เจ้าตัวยกมือไหว้กล่าวคำขอโทษต่อกองทัพเรือและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ยอมรับว่าที่โพสต์ออกไปเพราะเข้าใจผิดจากข้อมูลที่ได้รับมา โดยไม่ได้ตรวจสอบให้รอบด้านก่อนเผยแพร่ ระบุว่าขณะนี้ได้มีการพูดคุยปรับความเข้าใจกับโฆษกกองทัพเรือแล้ว ซึ่งทางกองทัพเรือยืนยันว่าเข้าใจว่าเป็นเหตุจากความเข้าใจผิด แต่โพสต์ดังกล่าวได้สร้างความกังวลให้ครอบครัวของเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในพื้นที่ปฏิบัติงาน

นายเกิดผลอธิบายว่า ข้อมูลที่นำมาโพสต์ได้มาจากผู้สื่อข่าวช่องหนึ่งที่มาสอบถามความเห็นด้านกฎหมาย พร้อมแสดงข้อความอ้างว่าหน่วยซีลถูกเรียกไปปฏิบัติงานในเขต 8 และถูกจับเรียกค่าไถ่ 20,000–40,000 บาท ตนจึงให้ความเห็นทางกฎหมายและเข้าใจว่าข้อมูลผ่านการกลั่นกรองจากสำนักข่าวแล้ว จึงนำมาโพสต์เพื่อให้สังคมจับตาพฤติกรรมในพื้นที่เขต 8 โดยไม่ทันนึกถึงมิติด้านความมั่นคงและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ

ทนายเกิดผลยอมรับว่ากรณีนี้เป็นบทเรียนสำคัญ ไม่เฉพาะตัวเขาเองแต่รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารข่าวสารทุกคน ต้องตรวจสอบแหล่งที่มาและรายละเอียดให้รอบคอบก่อนโพสต์ ย้ำว่าตนไม่ได้มีข้อมูลพิเศษเกี่ยวกับเขต 8 เกินกว่าที่สังคมรับรู้ทั่วไป และหากภายหลังมีการดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือข้อหาใด ตนพร้อมรับผิดและต่อสู้คดี เพราะยอมรับว่าทำไปโดยไม่ไตร่ตรองให้ดีตั้งแต่ต้น

‘จุรี’ เล่าโมเมนต์คืนหอบถุงยังชีพ 16 ตัน เครียดโพสต์หาวัยรุ่นช่วย คิดว่าไม่มีใครมา สุดท้ายเด็กมารอเพียบหน้าโรงเรียน ตะโกน “ไปพี่จุรี ของอยู่ตรงไหน ผมช่วย”

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 68 จากการที่ นายจูรี นุ่มแก้ว รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ จ.สงขลา ตั้งแต่วันแรกๆ และมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอเป็นระยะ ให้เห็นถึงปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง 

ล่าสุด นายจูรี โพสต์ ตอนแรกฉันเครียดมากช่วง 22.30 กำลังเดินไปนวมินทร์สงขลา เพื่อเอาถุงยังชีพทั้งหมด 16 ตันลงจากรถบรรทุก เพื่อเตรียมกระจายให้ชาวบ้านที่น้ำท่วมพรุ่งนี้ ซึ่งตอนนั้นมีพี่คนขับรถบรรทุกแค่ 2 คน ฉันว่าตายแน่ เขาขนกันไม่รอด ฉันเลยโพสต์หาวัยรุ่นแถวนั้นให้มาช่วย ซึ่งก็คิดว่าคงไม่มี เพราะมันไกลและดึกมากแล้ว

พอ 23.00 ฉันถึงนวมินทร์ ฉันตกใจ ฉันเจอเงาซึ่งไม่รู้ว่าใครเต็มไปหมด เขาเหล่านี้ได้นั่งรออยู่หน้าโรงเรียนและเปล่งเสียงพร้อมกันว่า “ไปพี่จุรี ของอยู่ตรงไหน ผมมาช่วย”

น้ำตาไหล ซึ้งอ่า นี่แหละที่เขาบอกว่า เมื่อถึงช่วงเวลาตกทุกข์ได้ยาก “คนใต้ ไม่ทิ้งคนใต้” #น้ำท่วมหาดใหญ่68 ขอบคุณโรงเรียนนวมินทราชูทิศทักษิณ ของฉันด้วย ที่อนุเคราะห์สถานที่

“แซค ธราวุฒิ” ขอความเป็นธรรมให้ชาวหาดใหญ่–สงขลา ยันคนเขต 8 ไม่ได้เป็น ‘บ้านป่าเมืองเถื่อน’ ตามที่ถูกเหมารวม

(29 พ.ย. 68) “แซค” ธราวุฒิ ฤทธิอักษร ผู้ประกาศข่าว-ผู้สื่อข่าวท็อปนิวส์ โพสต์โซเชียลฯ ขอความเป็นธรรมให้ชาวหาดใหญ่-สงขลา และคนเขต 8 อย่าเหมารวมว่าเป็น “บ้านป่าเมืองเถื่อน” หรือเป็นอย่างที่บางคนมโน ย้ำในฐานะคนพื้นที่ขอการันตีเอง

กฟผ. - มูลนิธินายช่างไทย ระดมทีมวิศวกรและช่างอาสา เตรียมลงพื้นที่ฟื้นฟูระบบไฟฟ้า หลังมหาอุทกภัยสงขลา วันที่ 5 - 9 ธันวาคม นี้

(29 พ.ย. 68) กฟผ. จับมือมูลนิธินายช่างไทย ใจอาสา ระดมทีมวิศวกรและช่างอาสาเตรียมลงพื้นที่ฟื้นฟูระบบไฟฟ้าจากอุทกภัยใหญ่สงขลา 5-9 ธ.ค. นี้

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า มหาอุทกภัยที่ จ.สงขลา ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชน โรงพยาบาล และสถานที่ราชการต่าง ๆ ได้รับความเสียหายมาก กฟผ. จึงร่วมกับมูลนิธินายช่างไทย ใจอาสา เตรียมนำทีมวิศวกรและช่างอาสา กฟผ. ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายบ้านเรือนและระบบไฟฟ้าจากเหตุอุทกภัยในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ และ อ.จะนะ จ.สงขลา ในวันที่ 5 - 9 ธันวาคม นี้ เพื่อเร่งฟื้นฟู ซ่อมแซมระบบไฟฟ้าให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัย 

ส่วนถุงยังชีพ กฟผ. ได้เร่งกระจายให้แก่พลังงานจังหวัด สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ และผู้นำชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อนำไปมอบให้กับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง รวมแล้วกว่า 5,000 ชุด และกำลังเร่งจัดส่งเพิ่มเติม ทั้งนี้ กฟผ. ขอร่วมเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้แก่ผู้ประสบอุทกภัยผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ได้โดยเร็ว กฟผ. เคียงข้างคนไทยทุกวิกฤต

ตำรวจภูธรภาค 9 จับแล้ว 6 ราย ร่วมลักสินค้าในตู้คอนเทนเนอร์รถไฟ ในสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ย้ำเร่งรัดทุกคดีสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ยืนยันตำรวจออกตรวจต่อเนื่อง รักษาความสงบ คืนความสุขเมืองหาดใหญ่ 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ตำรวจภูธรภาค 9 ภายใต้การสั่งการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), พล.ต.อ. สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผบ.ศปก.ตร.สน. ให้ตำรวจเร่งรัดติดตามจับกุมผู้ที่ก่อเหตุวุ่นวายก่ออาชญากรรมในช่วงน้ำท่วม 

(29 พ.ย. 68) พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (ผบช.ภ.9) พร้อมด้วย รอง ผบช.ภ.9 และ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมแถลงกรณีกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 9 ร่วมกับตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา และ สภ.หาดใหญ่ จับกุมชาย 6 คน ร่วมกันลักทรัพย์สินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ขบวนรถไฟ เหตุเกิดบริเวณพื้นที่สถานีรถไฟหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในช่วงสถานการณ์อุทกภัย

ทั้งนี้ ตามที่ปรากฏภาพและคลิปเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ มีบุคคลก่อเหตุลักทรัพย์งัดตู้คอนเทนเนอร์สินค้าขบวนรถไฟที่จอดไว้บริเวณสถานีรถไฟหาดใหญ่ ขณะเกิดอุทุกภัยน้ำท่วมสูงทั่วเมือง ซึ่งภายในมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยี่ห้อหนึ่ง ในภาพปรากฏกลุ่มคนกำลังงัดตู้คอนเทนเนอร์ 4 ตู้ ตรวจสอบพบว่าภายในมีเครื่องดื่มฯ 7,560 ลัง มูลค่ากว่า 4 ล้านบาท ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่สบายใจให้ประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ประชาชนเดือดร้อนจากน้ำท่วม ตำรวจฝ่ายสืบสวน, ฝ่ายป้องกันปราบปราม และฝ่ายเทคนิคดิจิทัล ร่วมกันตรวจสอบกล้องวงจรปิด เส้นทางหลบหนี พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ รวมถึงข้อมูลจากโซเชียลมีเดียจนสามารถระบุตัวผู้ก่อเหตุได้อย่างแม่นยำ พบว่ากลุ่มที่ก่อเหตุมี 10 ราย มี นาย อ.เป็นผู้สั่งการ ซึ่งยังอยู่ระหว่างติดตามคุมตัว ขณะที่จับกุมตัวได้แล้ว 6 ราย หนึ่งในนั้นเป็นเจ้าของบ้านที่นำของกลางเก็บไว้ พร้อมตรวจยึดของกลางได้จำนวนหนึ่ง ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพื่อขยายผลถึงผู้ร่วมกระทำผิดทั้งหมด รวมถึงผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องในการรับซื้อของโจร มาดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด 

จากพฤติการณ์ดังกล่าว ถือเป็นการกระทำความผิดในพื้นที่ เกิดเหตุอุทกภัยซึ่งมีโทษอัตราโทษหนักกว่าปกติ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และ 335 ตำรวจจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้ผู้ใดฉวยโอกาสกระทำผิดและซ้ำเติมความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ กล่าวย้ำว่าคนหาดใหญ่เป็นคนน่ารัก เขต 8 ไม่ใช่พื้นที่น่ากลัวตามข่าว อยากให้เข้าใจสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น แต่ใครทำผิดก่ออาชญากรรมก็ต้องดำเนินคดี วันนี้ตนจะไปรับประทานอาหารกับผู้นำชุมชน จะทำเขต 8 ให้น่าอยู่ ทำหาดใหญ่ให้น่าอยู่เหมือนเดิม

ผบช.ภ.9 กล่าวว่า ตำรวจภูธรภาค 9 ร่วมกันเร่งรัดสืบสวนจับกุมกลุ่มผู้ที่ก่อเหตุวุ่นวาย กระทำผิดกฎหมายสร้างความเดือดร้อนทุกคดี ในส่วนเหตุใช้อาวุธปืนในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ตามที่ปรากฏภาพข่าวนั้น ขณะนี้รู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว 1 ราย จาก 2 ราย กำลังเร่งรัดออกหมายจับติดตามจับกุมมาดำเนินคดี แต่อยากให้เข้ามามอบตัว ซึ่งตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นมา ได้รับแจ้งเหตุลักทรัพย์และอาชญากรรมในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ผ่านสายด่วนแจ้งเหตุฉุกเฉิน 191 และอื่น ๆ แล้ว 15 คดี อยู่ระหว่างการสืบสวนและติดตามจับกุม 

ตำรวจภูธรภาค 9 ยืนยันจุดยืนในการทำงานด้วยความรวดเร็ว เข้มแข็ง และโปร่งใส เพื่อคลี่คลายเหตุการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนและรักษาความสงบของบ้านเมือง ซึ่งจากการระดมกำลังลาดตระเวนเมืองหาดใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง สร้างความอุ่นใจให้ประชาชน ซึ่งตำรวจภาค 9 จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องปรามก่อนเกิดเหตุ รักษาความสงบของบ้านเมือง และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในช่วงสถานการณ์หลังวิกฤตคลี่คลาย

ตำรวจภูธรภาค 9 ขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย พร้อมทั้งขอความร่วมมือ หากพบเห็นเบาะแสผู้กระทำผิด สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 191 ตลอด 24 ชั่วโมง

“เราจะปกป้องประชาชน และทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อความสงบและความปลอดภัยของสังคม”

เสกสรร สุขแสง อธิบดีกรมบังคับคดี ผู้ขับเคลื่อนบังคับคดีเชิงรุก เดินหน้าไกล่เกลี่ยหนี้ทั่วไทย ยกระดับบริการโปร่งใส-เท่าเทียม

กรมบังคับคดีภายใต้กระทรวงยุติธรรม อาจเป็นชื่อที่คนทั่วไป “คุ้นหูแต่ไม่คุ้นใจ” รู้เพียงว่าเกี่ยวกับการขายทอดตลาดทรัพย์ หรือการยึดทรัพย์ตามคำพิพากษาศาล แต่แท้จริงแล้วกรมฯ แห่งนี้คือฟันเฟืองสำคัญของกระบวนการยุติธรรมไทย ทำหน้าที่เชื่อม “คำพิพากษา” ให้กลายเป็น “ความเป็นจริง” ทั้งการบังคับคดีแพ่ง คดีล้มละลาย การฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ การประมูลทรัพย์เพื่อชำระหนี้ และการจัดสรรเงินคืนให้เจ้าหนี้และผู้มีส่วนได้เสียอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส

ในระยะหลัง กรมบังคับคดีไม่ได้ยืนอยู่เพียงฝั่งเจ้าหนี้ หากแต่ทำหน้าที่ “ตัวกลาง” ที่พยายามช่วยทั้งสองฝ่ายเดินออกจากปัญหาหนี้ร่วมกัน ผ่านมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครัวเรือนและหนี้ SMEs การร่วมมือกับสถาบันการเงิน และหน่วยงานอย่างกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้ ลดการเข้าสู่ชั้นฟ้องคดีและการยึดทรัพย์ ควบคู่กับการผลักดันบริการดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชัน LED e-Service ระบบสืบค้นทรัพย์ การอายัดเงินและขายทอดตลาดออนไลน์ ที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก โปร่งใส และทันสมัยยิ่งขึ้น ผลลัพธ์คือระดับความเชื่อมั่นต่อกระบวนการบังคับคดีที่ประชาชนให้คะแนนเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 96.51 ในปีงบประมาณ 2567

ท่ามกลางบทบาทที่ท้าทายนี้ “เสกสรร สุขแสง” อธิบดีกรมบังคับคดี คือข้าราชการที่เติบโตมาจากกรมฯ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มเป็นนักศึกษาฝึกงาน จนก้าวขึ้นมาบริหารองค์กรในระดับสูงสุด เส้นทางชีวิตและประสบการณ์ทำงานยาวนานในทุกมิติของงานบังคับคดี กลายเป็นทุนสำคัญในการขับเคลื่อนกรมบังคับคดีสู่ยุคใหม่ที่เน้นทั้ง “ความยุติธรรม” และ “ประสบการณ์ที่ดีของผู้รับบริการ”

>>ประวัติการศึกษา

-มัธยมศึกษาตอนต้น-ตอนปลาย โรงเรียนวิเชียรชม และโรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา
-นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง (ใช้เวลาเรียนเพียง 3 ปีครึ่ง)
-ศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรด้านกฎหมาย ณ เมืองออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ประมาณ 1 ปี (พ.ศ. 2550)

>>ประวัติการทำงานและผลงานเด่นก่อนดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมบังคับคดี 

-นักศึกษาฝึกงานรุ่นแรกของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่กรมบังคับคดี

-พ.ศ. 2532 ลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กองบังคับคดีล้มละลาย 2

-พ.ศ. 2534 เข้ารับราชการในตำแหน่งเจ้าพนักงานกรมบังคับคดี ณ สำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 2

-เคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดสตูล และผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีจังหวัดภูเก็ต ช่วงเกิดเหตุการณ์สึนามิ ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องลงพื้นที่ทำงานร่วมกับหน่วยงานยุติธรรมอย่างเข้มข้น

-พ.ศ. 2553 ผู้อำนวยการกองบังคับคดีล้มละลาย 6 รับผิดชอบคดีล้มละลายของ “สัมพันธ์ประกันภัย” ซึ่งมีเจ้าหนี้จำนวนมากและมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์ ต้องติดตามรวบรวมทรัพย์สินมาขายทอดตลาดเพื่อจ่ายชดเชยผู้เสียหาย

-มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายการบังคับคดีแพ่ง กฎหมายล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ การยึด-อายัดทรัพย์ การขายทอดตลาด การบังคับคดีแบบกลุ่ม (class action) และการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

-มีส่วนร่วมในคดีสำคัญของประเทศ เช่น คดีฟื้นฟูกิจการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และคดีแบบกลุ่มโรงงานรีไซเคิล จ.ราชบุรี ซึ่งเกี่ยวข้องกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนจำนวนมาก

-ขยับขึ้นดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมบังคับคดี และภายหลังเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม ก่อนจะได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมบังคับคดี เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2566

เมื่อเข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมบังคับคดี นายเสกสรร สุขแสง เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรด้วยแนวคิด “บังคับคดีเชิงรุก สร้างสุขแก่ประชา นำพาความยุติธรรม” และนโยบาย “Driving towards Justice with LED 7Gs” ที่เน้นทั้งการยกระดับมาตรฐานงานบังคับคดี การคุ้มครองสิทธิของทุกฝ่าย และการพัฒนาบุคลากรภายในกรมฯ ควบคู่กันไป

กรมบังคับคดีจึงไม่ได้เป็นเพียงหน่วยงานที่ “ยึด-ขายทรัพย์” แต่เป็นหน่วยงานที่ช่วยจัดการหนี้อย่างมีระบบ ลดความขัดแย้ง และคืนโอกาสให้ผู้ที่เคยก้าวพลาดสามารถกลับมาตั้งหลักในชีวิตได้อีกครั้ง

หนึ่งในผลงานสำคัญช่วงดำรงตำแหน่งอธิบดี คือการบูรณาการความร่วมมือกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดช่องทางให้ลูกหนี้สามารถทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ได้ที่สำนักงานบังคับคดีทั่วประเทศ หรือลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ ลดภาระการเดินทาง ลดโอกาสถูกฟ้องและถูกบังคับคดี พร้อมทั้งช่วยให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดหลังทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้เรียบร้อย แนวทางนี้สะท้อนมุมมองใหม่ของกรมบังคับคดีที่ไม่มองลูกหนี้เป็น “ผู้ผิด” หากแต่เป็นประชาชนที่ควรได้รับโอกาสปรับตัวกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตามสมควร

ในด้านการยกระดับบริการ กรมบังคับคดีภายใต้การนำของนายเสกสรรเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดใช้แอปพลิเคชัน LED e-Service ที่รวมบริการสำคัญ เช่น การค้นหาทรัพย์สินขายทอดตลาด (LED Property) การตรวจสอบยอดหนี้และสถานะการอายัดเงิน (LED Debt Info) การตรวจสอบบุคคลล้มละลาย (LED ABC) ระบบถ่ายทอดสดการขายทอดตลาด (LED Streaming) และระบบจองคิวออนไลน์ (LED Queue) ซึ่งช่วยเสริมความโปร่งใส ลดต้นทุนเวลา และทำให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ควบคู่กับการเสริมสร้างคุณธรรมและธรรมาภิบาลในองค์กร ผ่านหลักสูตรพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลง และกิจกรรมต่อต้านการทุจริตอย่างต่อเนื่อง

อีกด้านหนึ่ง นายเสกสรรยังให้ความสำคัญกับ “งานภาคสนาม” และการรับฟังปัญหาจากพื้นที่จริง ลงไปมอบนโยบายและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดต่าง ๆ ด้วยตนเอง รวมถึงการจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ครัวเรือนเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในจังหวัดเชียงราย และการเข้าร่วมงานมหกรรมการเงิน MONEY EXPO 2025 ที่สามารถไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดีสำเร็จ 207 เรื่อง ทุนทรัพย์กว่า 28.66 ล้านบาท ลดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมให้ประชาชนกว่า 1.37 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน

จากเส้นทางกว่า 30 ปีในกรมบังคับคดี ตั้งแต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จนถึงอธิบดี นายเสกสรร สุขแสง จึงไม่ใช่เพียงผู้บริหารที่มองเห็นภาพใหญ่ในเชิงนโยบาย แต่ยังเข้าใจรายละเอียดของงานบังคับคดีทุกขั้นตอน และเข้าใจชีวิตของผู้คนที่อยู่ในกระบวนการเหล่านี้เป็นอย่างดี ประสบการณ์ในคดีใหญ่ระดับประเทศ การบริหารจัดการคดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการที่ซับซ้อน ตลอดจนการผลักดันมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และยกระดับคุณภาพการให้บริการ ล้วนสะท้อนภาพผู้นำที่มีทั้งความรู้ ความเฉียบคม และหัวใจที่มุ่งมั่นต่อความเป็นธรรมในสังคม

การที่ประเทศไทยมี “เสกสรร สุขแสง” ทำหน้าที่อธิบดีกรมบังคับคดี จึงนับเป็นโอกาสสำคัญของการยกระดับระบบบังคับคดีทั้งระบบให้ทันกับโจทย์เศรษฐกิจและสังคมยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงต่อเนื่อง การฟื้นฟูกิจการธุรกิจหลังวิกฤตเศรษฐกิจ หรือการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลในภาครัฐ ภายใต้การนำของเขา กรมบังคับคดีมีแนวโน้มจะเดินหน้าต่อไปบนเส้นทางที่ “เข้มแข็งในกฎหมาย โปร่งใสในกระบวนการ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เพื่อให้กระบวนการบังคับคดีไม่ใช่จุดจบของชีวิต แต่เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของโอกาสสำหรับประชาชนจำนวนมากในสังคมไทย

‘พีระพันธุ์’ รับมอบสิ่งของ บริจาคจาก ‘กลุ่มเพื่อนตุ้ม’ เร่งส่งต่อความช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน แก่ผู้ประสบอุทกภัย

รวมใจ รวมไทยสร้างชาติ ‘พีระพันธุ์’ รับมอบสิ่งของบริจาค ‘กลุ่มเพื่อนตุ้ม’ เร่งส่งต่อความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) รับมอบสิ่งของบริจาคจาก นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะตัวแทนของ ‘กลุ่มเพื่อนตุ้ม’ เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชนที่กำลังประสบอุทกภัย

นายพีระพันธุ์  กล่าวว่า วันนี้ต้องขอขอบคุณ นายนราพัฒน์ แก้วทอง (ตุ้ม) และ ‘กลุ่มเพื่อนตุ้ม’ ที่ได้รวบรวมสิ่งของและเงินสมทบทุนมาร่วมบริจาค ตนในฐานะหัวหน้าพรรคและคณะผู้บริหารพรรครวมไทยสร้างชาติ มีความเป็นห่วงต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนและตัวแทนของพรรคได้ลงพื้นที่ไปติดตามสถานการณ์น้ำท่วมอย่างใกล้ชิด โดยเมื่อวานนี้ นายชื่นชอบ คงอุดม รองหัวหน้าพรรคฯ ได้ลงพื้นที่หาดใหญ่แล้ว และในวันนี้ยังได้รับความช่วยเหลือที่นายนราพัฒน์ช่วยประสานระดมสิ่งของจากกลุ่มเพื่อนและคนใกล้ชิดเข้ามาอีกแรง ต้องขอขอบคุณแทนพี่น้องผู้ประสบภัย ซึ่งทางพรรคจะเร่งนำสิ่งของเหล่านี้ส่งไปให้ถึงมือผู้ประสบภัยให้เร็วที่สุด

พร้อมกันนี้ นายพีระพันธุ์ ได้ฝากความห่วงใยถึงประชาชนในพื้นที่ว่า “ในนามพรรครวมไทยสร้างชาติ ผมขอส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวใต้ทุกจังหวัดที่กำลังเผชิญอุทกภัยอย่างรุนแรงในครั้งนี้ ทุกปัญหามีเข้ามาแล้วก็จะผ่านไป ชีวิตยังต้องเดินหน้าต่อ ผมขอยืนยันว่าพวกเราไม่เคยทิ้งกัน ในฐานะผู้แทนของประชาชน ผมพร้อมที่จะทำหน้าที่ดูแลและช่วยเหลือพี่น้องอย่างเต็มที่ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยเร็ว เพื่อที่เราจะได้กลับมาเริ่มต้นใหม่ด้วยกันอีกครั้งครับ”

ผู้นำจีนส่งสารถึงกาซา ร่วมแสดงความยินดีเนื่องใน วันสามัคคีสากลกับชาวปาเลสไตน์ ย้ำปัญหาปาเลสไตน์คือหัวใจตะวันออกกลาง จีนพร้อมหนุนทางออก–แก้วิกฤตมนุษยธรรม

(29 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ส่งสารแสดงความยินดีถึงที่ประชุมสหประชาชาติ เนื่องใน “วันแห่งความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับประชาชนปาเลสไตน์” ย้ำว่าปัญหาปาเลสไตน์คือ “หัวใจของความขัดแย้งตะวันออกกลาง” และเกี่ยวพันโดยตรงกับความเป็นธรรม ความยุติธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงเสถียรภาพของภูมิภาคโดยรวม

สี จิ้นผิงระบุว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน สิ่งที่ประชาคมโลกต้องทำคือสร้างฉันทามติให้กว้างขึ้น และลงมืออย่างเชิงรุกมากขึ้น เพื่อให้เกิดการหยุดยิงในฉนวนกาซ่าอย่างครบถ้วนและยั่งยืน พร้อมป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งปะทุซ้ำ ชี้ว่าการฟื้นฟูบริหารจัดการและการบูรณะหลังความขัดแย้งในกาซ่า ต้องยึดหลัก “ชาวปาเลสไตน์ปกครองปาเลสไตน์” เคารพเจตจำนงของประชาชนในพื้นที่ และรับฟังความกังวลที่ชอบธรรมของประเทศรอบข้าง

ผู้นำจีนเน้นว่า สิ่งเร่งด่วนในตอนนี้คือการปรับปรุงสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในกาซ่าโดยเร็วที่สุด ลดความทุกข์ทรมานของชาวปาเลสไตน์ที่ต้องเผชิญสงครามมาอย่างยืดเยื้อ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ทุกความพยายามควรผูกโยงอยู่กับเป้าหมายใหญ่คือ “ทางออกสองรัฐ” เพื่อผลักดันให้เกิดการจัดการปัญหาปาเลสไตน์ทางการเมืองโดยเร็ว

นอกจากนี้ สี จิ้นผิง กล่าวอีกว่า ปัญหาปาเลสไตน์ยังเป็น “บททดสอบ” ต่อประสิทธิภาพของระบบธรรมาภิบาลโลกในปัจจุบัน เขาเรียกร้องให้ประชาคมนานาชาติมองย้อนกลับไปยังต้นตอรากเหง้าของความขัดแย้ง กล้าที่จะรับผิดชอบ ลงมืออย่างจริงจัง แก้ไขความไม่เป็นธรรมทางประวัติศาสตร์ และยืนหยัดเคียงข้างหลักความเป็นธรรมและความยุติธรรมระหว่างประเทศ

ในฐานะสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สี จิ้นผิงย้ำว่าจีนสนับสนุน “ภารกิจอันชอบธรรม” ของชาวปาเลสไตน์ในการทวงคืนสิทธิแห่งชาติอันชอบด้วยกฎหมาย และจะร่วมมือกับประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้เกิดการยุติข้อพิพาทปาเลสไตน์อย่างครบถ้วน ยุติธรรม และยั่งยืน โดยหวังเห็นความคืบหน้าในทางการเมืองโดยเร็วที่สุด

บรรยากาศก่อนซีเกมส์ ไทยเจ้าภาพทดสอบระบบ สามคลัสเตอร์สุดท้าทาย ตั้งเป้า 241 เหรียญทอง จาก 50 ชนิดกีฬา

ปลายปี 2568 ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม ในฐานะเวทีโชว์ศักยภาพกีฬาและฟื้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวหลังปีที่เหนื่อยล้า แต่ซีเกมส์ 2025 ไม่ใช่แค่สนามกีฬาธรรมดา หากเป็นสนามสอบระบบประเทศ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการ งบประมาณ และบทบาท "ทีมชาติไทย" ที่ต้องพิสูจน์อย่างแท้จริง

งานจัดใน 3 คลัสเตอร์หลัก กรุงเทพฯ ชลบุรี และสงขลา ซึ่งแต่ละแห่งมีความท้าทายแตกต่างกันไป แต่ถูกผูกด้วยเป้าหมายเดียวกัน ในขณะที่สงขลาถูกน้ำท่วมรุนแรง ระบบสาธารณูปโภคถูกทดสอบอย่างหนัก สะท้อนภาพความจำเป็นต้องมีแผนรับมือเชิงระบบกับวิกฤตภูมิอากาศมากกว่าการแก้ไขเฉพาะหน้า

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้สงขลากำลังเผชิญ น้ำท่วมหนักที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี มีทั้งคำเตือนน้ำหลาก-ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ-อพยพประชาชน โดยเฉพาะโซนหาดใหญ่ที่น้ำสูงและระบบขนส่งได้รับผลกระทบชัดเจน ฝ่ายการกีฬา (กกท. และ อลป.ไทย) เลยเตรียม “แผนสำรองย้ายบางชนิดกีฬาออกจากสงขลาไป กทม.-ชลบุรี” หากสถานการณ์ไม่คลี่คลายใกล้วันแข่ง

ด้านซอฟต์พาวเวอร์ ไทยวางเกมด้วยดีไซน์โลโก้ที่ผสานลายไทยในรูปแบบมินิมอล มาสคอตช้างสีธงชาติไทย และเหรียญรางวัลที่สื่อความหมาย "การถักทอมิตรภาพ" ระหว่างชาติสมาชิก เพื่อสื่อสารไปยังผู้ชมและนักกีฬา แต่ความสำเร็จยังขึ้นกับความรู้สึก "มีส่วนร่วมและภูมิใจ" ของทุกคนในระบบกีฬา

การกีฬาแห่งประเทศไทยตั้งเป้า 241 เหรียญทองจาก 50 ชนิดกีฬา ซึ่งเป็นแรงกดดันสำหรับนักกีฬาและสมาคมกีฬา ในขณะที่ระบบสวัสดิการและเงินอัดฉีดยังมีความไม่แน่นอน เสี่ยงกลายเป็นเป้าหมายที่สวยบนกระดาษมากกว่าความจริง

ซีเกมส์ 2025 จึงกลายเป็นบทพิสูจน์วิธีบริหารจัดการที่ครบวงจร ตั้งแต่การรับมือวิกฤตน้ำท่วมจนถึงการพัฒนาที่ยั่งยืนของเมืองเจ้าภาพ ไทยจะไม่เพียงแค่โชว์เหรียญแต่ต้องแสดงให้เห็นถึงความพร้อมระบบที่ตอบโจทย์อนาคต และรู้จักเคารพคนในระบบกีฬาทุกฝ่ายอย่างแท้จริงเพื่อสร้างภาพลักษณ์และคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนหลังจบงาน

เปิด 24 พิกัดม่อนแห่งขุนเขา “กลอเซโล” จุดชมวิวบนเทือกเขาชายแดนไทย-เมียนมา ปักสมอกางเต็นท์-ชมพระอาทิตย์ยามเย็น ท่ามกลางบรรยากาศหนาวเย็นช่วงปลายปี

นายคำผัน โมกไธสง นายอำเภอสบเมย นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ คณะผู้บริหาร อบต.แม่สามแลบ ผู้นำชุมชน โรงเรียนในพื้นที่ และประชาชน ร่วมเปิดโครงการท่องเที่ยวแม่สามแลบ ประจำปี 2569 ณ ม่อนกะละโกะโจ หมู่ที่ 10 บ้านห้วยแห้ง ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน

ซึ่งเป็นการรวม 24 พิกัดม่อนแห่งขุนเขากลอเซโล ชื่อที่ถูกเรียกขานให้เข้าใจตรงกันของจุดชมวิวบนเทือกเขาชายแดนไทย-เมียนมา ฝั่งแม่น้ำสาละวิน ของอำเภอสบเมย โดยมีกำเนิดมาจากชื่อของผู้เฒ่า นาม “กลอเซ” ผู้ค้นพบและตั้งรกรากของกลุ่มชาวปกาเกอะญอ หมู่บ้านสุดห่างไกลที่ถูกล้อมไว้ด้วยขุนเขา ด้วยตำแหน่งในลักษณะของหุบเขาและติดริมแม่น้ำสาละวินที่กว้างใหญ่

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเดินทางเยือนกลอเซโล คือ ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์ ของทุกปี ในแต่ละม่อนมีจุดบริการกางเต็นท์ นักท่องเที่ยวสามารถชื่นชมแต่ละม่อนดอยตามหมู่บ้านแต่ละจุดที่จะมีความสวยงามและลักษณะเด่นแตกต่างกันออกไป

ได้แก่ หมู่บ้านห้วยแห้ง จุดสูงสุดของกลอเซโล ที่สามารถชมวิวได้ทั้งพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตก ม่อนพอตะมีโจ หมู่บ้านบุญเลอ เป็นจุดชมวิว เห็นฝั่งวิวของแม่น้ำสาละวินซึ่งเป็นแม่น้ำกั้นพรมแดนไทย-เมียนมา และบางแห่งสามารถเห็นจุดบรรจบของแม่น้ำเมยและแม่น้ำสาละวินได้อีกด้วย

และมีจุดบริการกางเต็นท์ เช่น ม่อนโจโค๊ะ ม่อนหมอกกลางดอย แคมปิ้ง ม่อนหมอกริมทางแคมปิ้ง ม่อนคีรีวงศ์ ม่อนเดียวดายแคมปิ้ง ม่อนชมดาว ม่อนเลเหง่โก๊ะ-ผาแดง ม่อนทะเลหมอกสองแผ่นดิน และหมู่บ้านกลอเซโล เป็นจุดที่อยู่ต่ำระดับกว่าลงมา เห็นทะเลหมอกยามเช้าตัดกับวิวทิวทัศน์ของหมู่บ้านอย่างชัดเจน

การดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุหลังเหตุการณ์น้ำท่วม

1) ตรวจเช็กสุขภาพเบื้องต้นหลังน้ำลด
- โรคน้ำกัดเท้า/เชื้อรา
- แผลติดเชื้อ
- โรคระบบทางเดินหายใจ
- ความเครียด วิตกกังวล

สิ่งที่ควรทำ:
• ล้างเท้าให้สะอาด เช็ดให้แห้ง
• ดูแลแผลด้วยน้ำเกลือ
• พบแพทย์หากมีไข้ หอบ เหนื่อย
• ให้ผู้สูงอายุพักผ่อน

2) ดูแลที่อยู่อาศัยให้ปลอดภัย
• เปิดประตูหน้าต่าง ลดความชื้น
• เช็ดเชื้อรา
• ป้องกันพื้นลื่น
• ตรวจระบบไฟฟ้าโดยช่าง

3) โภชนาการหลังน้ำลด
• ทานอาหารร้อน สะอาด
• เลี่ยงอาหารหมดอายุ
• ดื่มน้ำสะอาด 6-8 แก้ว
• ควบคุมอาหารหากมีโรคประจำตัว

4) ยาและโรคประจำตัว
• ตรวจว่าหยาประจำตัวไม่เปียกน้ำ
• จัดยาเป็นเวลา
• หากยาชำรุด ติดต่อโรงพยาบาล

5) ป้องกันโรคหลังน้ำท่วม
• ไข้เลือดออก-กำจัดน้ำขัง
• ไข้ฉี่หนู-ไข้สูง ปวดน่อง ต้องพบแพทย์
• ท้องเสีย-ล้างมือให้สะอาด
 

ปี 2568: ปีที่ข่าวร้ายถล่มไทยทุกเดือน จากฝุ่นพิษ แผ่นดินไหว สงครามชายแดน ถึงน้ำท่วมใต้ ชี้ ถึงเวลาต้องส่องกระจกมองตัวเอง ก่อนปีหน้าจะกลายเป็นการ “รีรันข่าวร้าย”

ปี 2568 ยังไม่ทันจะจบ แต่ความรู้สึกของคนไทยจำนวนมากคือ  
“ปีนี้มันหนักเกินไปหรือเปล่า?”  

ตั้งแต่ต้นปีที่กรุงเทพฯ ต้องปิดโรงเรียนเพราะ PM2.5 พุ่งทะลุเพดาน, ข่าวลอบสังหารอดีต ส.ส.ฝ่ายค้านกัมพูชากลางกรุง, แผ่นดินไหวพม่าเขย่าตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินพังถล่มในกรุงเทพฯ, อุบัติเหตุรถทัวร์หมู่ใหญ่, โรคแอนแทรกซ์กลับมาเป็นข่าวตายครั้งแรกในรอบ 30 ปี, การเมืองไทยเข้าสู่วิกฤตจนศาลรัฐธรรมนูญปลดนายกฯ, ชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุจนต้องประกาศกฎอัยการศึกในหลายอำเภอ, สวนสัตว์ดังในกรุงเทพฯ มีเหตุสิงโตขย้ำคนเลี้ยงต่อหน้านักท่องเที่ยว และปิดท้ายด้วยน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ที่คร่าชีวิตคนไปกว่า 80 ศพ กระทบผู้คนกว่า 3 ล้านคนใน 12 จังหวัดภาคใต้

นี่ไม่ใช่แค่ “ข่าวร้ายเยอะกว่าปกติ”  
แต่มันสะท้อนโครงสร้างประเทศที่เปราะบาง ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง สิ่งแวดล้อม และระบบรัฐสวัสดิการ

บทความนี้จะชวนไล่ “ไทม์ไลน์ข่าวร้ายแบบรายเดือน” ของปี 2568  
ก่อนจะลองมองภาพใหญ่ ว่าปีแบบนี้กำลังบอกอะไรกับเราในฐานะประเทศหนึ่งบนแผนที่โลก

ไทม์ไลน์ข่าวร้าย 2568: เดือนต่อเดือน

มกราคม 
เปิดปีด้วยฝุ่นพิษ-การลอบสังหาร-ความเปราะบางในกรุงเทพฯ

- ฝุ่น PM2.5 ทำกรุงเทพฯ ปิดโรงเรียนหลายร้อยแห่ง  
กลางเดือนมกราคม ระดับ PM2.5 ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลพุ่งสูง จนทางกรุงเทพมหานครต้องประกาศให้โรงเรียนในสังกัดกว่า 300 แห่งปิดเรียนหรือย้ายไปเรียนออนไลน์ ขณะเดียวกันมีการรณรงค์ให้ทำงานจากบ้านและจำกัดรถบรรทุกเข้าเมือง แต่ปัญหาฝุ่นก็ยังวนลูปเหมือนทุกปี  

- อดีต ส.ส.ฝ่ายค้านกัมพูชาถูกยิงตายในกรุงเทพฯ  
วันที่ 7 มกราคม ลิม คิมยา อดีต ส.ส.พรรคฝ่ายค้านกัมพูชา ถูกลอบสังหารใกล้วัดบวรฯ ใจกลางกรุงเทพฯ กลายเป็นคดีการเมืองข้ามชาติที่สะเทือนภาพลักษณ์ความปลอดภัยของไทยในสายตานานาชาติ และถูกตั้งคำถามว่าไทยกลายเป็น “สนามล่า” ของความขัดแย้งประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่  

กุมภาพันธ์ 
รถทัวร์คว่ำหมู่บนถนนไทย

- อุบัติเหตุรถทัวร์คว่ำที่ปราจีนบุรี เสียชีวิต 18 ราย  
26 กุมภาพันธ์ รถบัสเช่าเหมาลำที่พาชาวบ้านไปศึกษาดูงาน เสียหลักบนทางลงเขาแล้วพลิกคว่ำตกข้างทางในจังหวัดปราจีนบุรี คร่าชีวิตอย่างน้อย 18 คน บาดเจ็บอีกกว่า 30 คน เหตุจากเบรกขัดข้องบนเส้นทางลงเขาที่อันตราย ซึ่งตอกย้ำสถิติด้านความปลอดภัยทางถนนของไทยที่ติดอันดับเลวร้ายของโลกมานาน  

มีนาคม 
แผ่นดินไหวพม่าสะเทือนกรุงเทพฯ ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินถล่ม

- แผ่นดินไหวขนาดราว 7.7 ที่เมียนมา เขย่าภูมิภาคทั้งวง  
วันที่ 28 มีนาคม แผ่นดินไหวรุนแรงในเมียนมา สะเทือนไปถึงไทย ลาว จีนตอนใต้ และเวียดนาม สร้างความเสียหายหนักในเมียนมาและทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน  

- ตึกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินในกรุงเทพฯ พังถล่ม เสียชีวิตเกือบร้อย  
แรงสั่นสะเทือนทำให้อาคารสูงที่กำลังก่อสร้างเพื่อเป็นสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินบนถนนกำแพงเพชร 2 พังถล่ม มีผู้เสียชีวิตกว่า 90 คน กลายเป็นหนึ่งในเหตุโศกนาฏกรรมจากโครงสร้างอาคารที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย และเปิดคำถามเรื่องมาตรฐานโครงสร้าง ความปลอดภัย และการกำกับดูแลงานก่อสร้างของหน่วยงานรัฐเองด้วย  

เมษายน
รถบัสคว่ำซ้ำซาก ปัญหาความปลอดภัยทางถนน

- รถบัสทัวร์พุ่งชน-เบรกแตก เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก  
เดือนเมษายนมีรายงานอุบัติเหตุรถบัสทัวร์หลายเคส หนึ่งในนั้นคือกรณีรถทัวร์ชนรถบรรทุกในภาคกลาง ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายสิบรายอีกครั้ง  

แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ดังเท่าข่าวการเมือง แต่ภาพศพบนถนนและร่างรถที่ฉีกขาด กลายเป็น “ข่าวร้ายประจำเดือน” ที่คนไทยเริ่มชินชา ทั้งที่มันคือ “สงครามบนถนน” ที่พรากชีวิตคนไทยปีละหลายหมื่น  

พฤษภาคม 
แอนแทรกซ์กลับมา-โรคจากเนื้อสัตว์และระบบสาธารณสุขชนบท

- ไทยพบผู้เสียชีวิตจาก ‘แอนแทรกซ์’ ครั้งแรกในรอบราว 30 ปี  
ต้นพฤษภาคม มีรายงานชายวัย 50 กว่าในจังหวัดมุกดาหารเสียชีวิตจากโรคแอนแทรกซ์ หลังเกี่ยวข้องกับการเชือดและบริโภคเนื้อวัวปนเปื้อน มีผู้สัมผัสเสี่ยงหลายร้อยคน ต้องเร่งเฝ้าระวังและติดตามกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ชนบทชายแดนไทย–ลาว  

กรณีนี้สะท้อนทั้งช่องโหว่เรื่องการควบคุมโรคจากสัตว์สู่คน ความรู้ด้านสาธารณสุขของชาวบ้าน และความเหลื่อมล้ำของระบบสาธารณสุขในชนบทห่างไกล  

มิถุนายน
จุดเริ่มวิกฤตการเมือง: เสียงโทรศัพท์ข้ามชายแดน–เสียงถอนตัวของพันธมิตร

- เทปหลุดคุย “ผู้นำไทย–ฮุน เซน” จุดไฟวิกฤตการเมือง  
กลางเดือนมิถุนายน เทปเสียงการสนทนาระหว่างนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร กับฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา หลุดออกมา ท่ามกลางความตึงเครียดชายแดน ทำให้เธอถูกกล่าวหาว่าทำให้ผลประโยชน์ชาติสั่นคลอน และถูกโจมตีว่ามีความใกล้ชิดส่วนตัวเกินขอบเขตทางการทูต  

- ภูมิใจไทยถอนตัวจากรัฐบาล-เปิดฉาก ‘วิกฤตการเมือง 2568’  
18 มิถุนายน พรรคภูมิใจไทยประกาศถอนตัวจากรัฐบาล หัวใจของวิกฤตการเมืองปีนี้อย่างเป็นทางการ สะเทือนเสถียรภาพรัฐบาลและนำไปสู่การเรียกร้องให้ยุบสภา และประท้วงขับไล่นายกฯ รอบใหม่  

กรกฎาคม 
จากวิกฤตการเมืองสู่เสียงปืนที่ชายแดน

- ศาลรัฐธรรมนูญ ‘แขวน’ นายกฯ แพทองธาร จากตำแหน่งชั่วคราว  
1 กรกฎาคม ศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ “หยุดปฏิบัติหน้าที่” นายกฯ แพทองธาร ระหว่างพิจารณาคดีฝ่าฝืนจริยธรรมกรณีสายตรงถึงฮุน เซน ทำให้ไทยเข้าสู่สภาพ “นายกฯ รักษาการ” และยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนทางการเมือง  

- ชายแดนไทย–กัมพูชาปะทุหนัก จนต้องประกาศกฎอัยการศึก 8 อำเภอ  
ปลายเดือนกรกฎาคม เหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาทวีความรุนแรง จนไทยประกาศกฎอัยการศึกใน 7 อำเภอของจันทบุรี และ 1 อำเภอของตราด เพื่อควบคุมสถานการณ์และเตรียมพร้อมด้านความมั่นคง การสู้รบด้วยปืนใหญ่และอาวุธหนัก ทำให้มีผู้บาดเจ็บและอพยพประชาชนในวงกว้าง และถูกจับตามองจากนานาชาติว่าความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบได้  

สิงหาคม 
ศาลรัฐธรรมนูญปลดนายกฯ อีกคน: เกมการเมืองไทยไม่เคยสงบ

- ศาลรัฐธรรมนูญปลด “แพทองธาร” พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี  
29 สิงหาคม ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้แพทองธารถูกถอดถอนจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยข้อหาละเมิดจริยธรรมร้ายแรงกรณีโทรศัพท์คุยฮุน เซนในบริบทข้อพิพาทชายแดน ทำให้ไทยต้องหาผู้นำคนใหม่ต่อจาก “นายกฯ ถูกปลด” อีกครั้ง และตอกย้ำภาพความไม่เสถียรของการเมืองไทยในสายตาโลก  

- เศรษฐกิจถูกหั่นคาดการณ์โตเหลือแค่ราว 2%  
ท่ามกลางความปั่นป่วนทางการเมือง สัญญาณเศรษฐกิจเองก็ไม่ดีเท่าไร ทั้ง NESDC และธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินว่า GDP ปี 2568 น่าจะโตได้เพียงประมาณ 2% เท่านั้น ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านและถือว่า “โตช้าในภูมิภาค” ขณะที่ธนาคารโลกก็หั่นคาดการณ์เหลือราว 1.8–2.2% เช่นกัน  

กันยายน 
สิงโตขย้ำคนเลี้ยงที่ Safari World & ทักษิณกลับเข้าเรือนจำ

- สิงโตขย้ำคนเลี้ยงที่ Safari World กลางกรุงเทพฯ ต่อหน้านักท่องเที่ยว  
10 กันยายน คนเลี้ยงสัตว์วัยราว 58 ปีถูกสิงโตหลายตัวรุมกัดจนเสียชีวิตในโซนซาฟารีของ Safari World ต่อหน้าต่อตานักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ เหตุการณ์นี้ทำให้ต้องปิดโซนสิงโตชั่วคราว และถูกตั้งคำถามหนักเรื่องมาตรการความปลอดภัย การฝึกสัตว์ และจริยธรรมการใช้สัตว์ป่าเพื่อความบันเทิง  

- ทักษิณกลับเข้าเรือนจำ หลังศาลวินิจฉัยว่าช่วงอยู่ รพ. ไม่ถูกนับโทษ  
กันยายนนี้เอง อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ถูกศาลสั่งให้กลับเข้าเรือนจำอีกครั้ง หลังเห็นว่าการพักรักษาตัวในโรงพยาบาลตำรวจช่วงก่อนหน้าไม่ควรถูกนับรวมเป็นโทษจำคุกเต็มรูปแบบ ภาพอดีตผู้นำคนสำคัญของไทยกลับเข้าเรือนจำ ซ้อนทับกับการที่ลูกสาวเพิ่งถูกศาลปลดจากนายกฯ กลายเป็น “ภาพประวัติศาสตร์” ของการหักเหของตระกูลการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดตระกูลหนึ่งของไทย  

ตุลาคม 
เงาของการเมือง-เศรษฐกิจที่ยืดเยื้อ

- มือปืนสังหารลิม คิมยา ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต  
3 ตุลาคม ศาลไทยพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต เอกลักษณ์ แพน้อย มือปืนที่ลอบสังหารอดีต ส.ส.ฝ่ายค้านกัมพูชา ลิม คิมยา กลางกรุงเทพฯ เมื่อต้นปี คดีนี้ตอกย้ำภาพว่าไทยกลายเป็นสนามปฏิบัติการทางการเมืองของเพื่อนบ้านไปโดยปริยาย และคำถามที่ยังไม่ถูกตอบคือ “ใครเป็นคนสั่ง?”  

- ธนาคารโลก-หน่วยงานต่างประเทศหั่นคาดการณ์เติบโตไทยต่อเนื่อง  
รายงานเศรษฐกิจหลายสำนักปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568 ลงอีก เนื่องจากการเมืองยืดเยื้อ การลงทุนเอกชนเชื่องช้า การท่องเที่ยวฟื้นไม่เต็มที่ และความเสี่ยงจากสงครามการค้าและภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่เล่นงานหลายประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงไทยด้วย  

พฤศจิกายน 
น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้: จบปีด้วยมหันตภัยที่คนรู้สึกซ้ำเดิม

- น้ำท่วมใหญ่ 12 จังหวัดภาคใต้ ตายกว่า 80 คน กระทบกว่า 3 ล้านคน  
ช่วงกลาง-ปลายพฤศจิกายน มรสุมและฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้ 12 จังหวัดภาคใต้เผชิญน้ำท่วมครั้งใหญ่ มีรายงานผู้เสียชีวิตมากกว่า 80 ราย บ้านเรือน ถนน ระบบสาธารณูปโภคเสียหายหนัก ผู้ได้รับผลกระทบมากกว่า 3 ล้านคน หลายพื้นที่ถูกประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ  

แม้หน่วยงานรัฐจะเร่งระบายน้ำ ช่วยเหลือเยียวยา แต่ภาพ “น้ำท่วมใต้” ก็กลายเป็นภาพซ้ำอีกปี ที่ทำให้คนตั้งคำถามว่า ในยุคโลกร้อน–ฝนสุดขั้ว ระบบป้องกันน้ำท่วมและการวางผังเมืองของไทยพัฒนาไปถึงไหนแล้ว  

อ่านข่าวร้ายทั้งปี แล้วเราเห็นอะไรจากประเทศไทยปี 2568?

เมื่อเอาข่าวร้ายทั้งปีมาวางเรียงกัน ภาพใหญ่ที่เห็นชัดคือ…

1. ประเทศที่ “เสี่ยงจากทุกทิศ”  ทั้งภัยธรรมชาติ โรคระบาด อุบัติเหตุ และการเมือง  
2. รัฐไม่ทันโลกเสี่ยง: จากฝุ่น-โรค-อุบัติเหตุ สู่สิงโตขย้ำคนเลี้ยง  
3. การเมืองไม่เสถียร ทำให้ทุกวิกฤตหนักขึ้น  
4. เศรษฐกิจโตช้า ในโลกที่วิกฤตรออยู่ข้างหน้า  
5. คนไทยเริ่มชินกับข่าวร้าย และนั่นอันตรายที่สุด  

‘ดร.อานนท์’ ถอดบทเรียนภาวะผู้นำยามวิกฤต 'Mike' นิวยอร์กสั่งอพยพเพราะเชื่อข้อมูล กล้าด่านักข่าวเพื่อรักษาชีวิตกว่าสิบล้านคน ส่วน นายกฯหาดใหญ่ เชื่อ 'เอาอยู่' จนมีผู้เสียชีวิต

รองศาสตราจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ สาขาวิชาสถิติศาสตร์ สาขาวิชาพลเมืองวิทยาการข้อมูล สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า นายกแป้น แห่งเทศบาลนครหาดใหญ่ กับ Michael Bloomberg แห่งเทศบาลมหานครนิวยอร์ก

ผมเป็น New Yorker อยู่หลายปี สมัยที่ Michael Bloomberg เป็น Lord Mayor หรือ นายกเทศมนตรีมหานครนิวยอร์ก

Mike เป็นนักธุรกิจที่เก่งกาจมาก และมีภาวะผู้นำสูงมาก 
ผมจำได้ว่า Hurricane ขึ้น New York หลายครั้ง

Mike เชื่อข้อมูลคือผลการพยากรณ์อากาศ Mike เชื่อตัวแบบอย่างที่คนมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะใช้ในการตัดสินใจ

New York City เป็นเมืองพิเศษทางภูมิศาสตร์ Manhattan เป็นเกาะที่สองข้างเป็นตลิ่งสูง แคบเป็นตัว V ของ Hudson River และ East River ทำให้เป็นท่าเรือน้ำลึกที่ดีโดยธรรมชาติ แต่ในจุดแกร่งมีจุดอ่อนคือเกิด Storm Surge ได้ง่ายเพราะสอบแคบ หาก Hurricane เข้าจะหอบน้ำทะเลจากมหาสมุทรแอตแลนติกเข้ามาท่วมได้มากมหาศาลและน้ำท่วมจะสูงมาก 

ถ้า Hurricane เข้าจะหอบน้ำทะเล เกิด Storm Surge เข้ามาท่วมประมาณสึนามิ หอบน้ำเข้า เหมือนตอน ไต้ฝุ่นนากิซ หอบน้ำจากมหาสมุทรอินเดียถล่มพม่าจนตายไปหลายหมื่น 

ครั้งหนึ่ง มี Hurricane ลูกใหญ่จะขึ้นฝั่งที่มหานครนิวยอร์ก Mike สั่งอพยพ (Evacuation) คนนับสิบล้านออกจาก Manhattan แล้ว Hurricane ไป touch down ที่ Atlantic City ทำให้ความหายนะไปเกิดที่ Atlantic City แทน 

นิวยอร์กซิตี้ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ไม่มีความเสียหายอะไรเลย 

นักข่าวอเมริกันก็ดุมาก ไปรุมถาม Mike ว่าจะทำอย่างไร จะรับผิดชอบอย่างไร ในเมื่อสั่งคนอพยพเป็นสิบล้านแล้วไม่เกิดอะไรเลย

Mike นิ่งๆ แล้วระเบิดใส่นักข่าวว่า ถ้าเป็นไปตามพยากรณ์ ตายเป็นสิบล้าน คุณจะรับผิดชอบไหวไหม

ผมเป็นนายกเทศมนตรี เป็นนักการเมือง เป็นคนรับผิดชอบชีวิตคน ต้อง Hope for the best, prepare for the worst. หมายความว่า หวังในสถานการณ์ที่ดีที่สุด (Hurricane ไม่เข้านิวยอร์ก) แต่เตรียมตัวสำหรับสถานการณ์เลวร้ายสุด คือ Hurricane เข้านิวยอร์ก และเกิด Storm surge 

Mike เป็นนักการเมืองที่ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม กะนักข่าว ก็ไม่กลัว ด่านักข่าวได้ ไม่ได้คิดจะหาเสียง แต่รักษาหลักการ บริหารความเสี่ยง และเอาชีวิตประชาชนเป็นสำคัญสุด  

พอมาอีกครั้งพายุเฮอริเคนจะเข้ามหานครนิวยอร์กอีก  Mike ยังเป็น Lord Mayor เกิด Hurricane เข้า touch down ที่นิวยอร์กอีก คราวนี้เกิดจริง 

เที่ยวหลังนี้ เกิด Storm surge จริง น้ำท่วม Manhattan ไปครึ่งเกาะ สูงเป็นสองเมตร สามเมตร เข้าระบบ subway วินาศสันตะโร ดีที่สั่งปิด Subway แล้ว เอารถไฟฟ้าออกหมดแล้ว ไม่อย่างนั้นจะมีคนตายหลายแสนในระบบรถไฟฟ้าใต้ดินของมหานครนิวยอร์ก 

แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก คนไม่ได้ตายมากมาย เพราะ Mike สั่งอพยพ คนนับสิบล้านออกไปหมดแล้ว แน่นอนว่ามีคนนิวยอร์กที่ไม่เชื่อ และไม่ยอมอพยพ 
.
รุ่งขึ้นหิมะตก Snow ลง อากาศหนาวเย็นมาก หลังจากน้ำท่วม ไฟฟ้าดับครึ่งเกาะ แต่ไม่มีเครื่องทำความร้อนหรือ Heater สถานการณ์ Terrible มาก เหมือนภาพยนตร์ชื่อ Perfect Storm 

นักข่าวมาสัมภาษณ์ Mike ตาแกไม่ลืม เทศนาด่านักข่าวไปอีกยก เล่าเรื่องเก่าที่สั่งอพยพแล้ว Hurricane ไม่เข้า แต่เที่ยวนี้เข้า เสียหายหนักจริง ถ้าไม่เตรียมการ ไม่ประกาศอพยพ จะมีคนตายเป็นเบือ Mike แกใส่นักข่าวไปเต็ม ๆ 

นี่คือภาวะผู้นำครับ Mike เป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาก แล้วมาเป็นนักการเมืองท้องถิ่น 

เทศบาลนิวยอร์ก มีอำนาจสูงมาก สหรัฐอเมริกาเขากระจายอำนาจเต็มที่ แน่นอนว่ามีทั้งท้องถิ่นที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และที่ประสบความสำเร็จ คุณภาพของคนในแต่ละท้องถิ่นไม่เท่ากัน 

เรากระจายอำนาจได้เมื่อพร้อม ประชาชนมีคุณภาพ เราจะได้นักการเมืองมีคุณภาพ

ตัดกลับมาที่นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ นายกแป้น ณรงค์พร ณ พัทลุง

ไม่ได้นำพากับข้อมูล ไม่มีความรู้ความสามารถ แล้วทำให้คนหาดใหญ่ไม่อพยพ หลงเชื่อว่าเอาอยู่ โฆษณาหาเสียงว่าเอาอยู่ มีคนตายเป็นร้อย ๆ ความเสียหายมหาศาล

กระจายอำนาจเมื่อพร้อมดีกว่าครับ 

คนหาดใหญ่ เป็นคนไร้คุณภาพหรือไม่? ถึงเลือกนักการเมืองได้ไร้คุณภาพอย่างนายกแป้น ใช่หรือไม่?   

ผมถึงกับต้องทบทวนว่า ประเทศไทย เหมาะสมกับการกระจายอำนาจแล้วหรือยัง ถ้าประชาชนยังมีคุณภาพได้แค่นี้ เลือกตั้งมาโดยประชากรคุณภาพต่ำ ก็ย่อมได้นักการเมืองคุณภาพต่ำ

จีนแสดงความห่วงใยน้ำท่วมภาคใต้ไทย! พร้อมแสดงความเสียใจต่อความสูญเสีย ให้คำมั่นสนับสนุนอย่างเต็มที่แก่ผู้ประสบภัย ขอให้ผ่านพ้นวิกฤตและกลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2568 สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความเสียใจต่อสถานการณ์มหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย โดยระบุข้อความว่า สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย แสดงความเสียใจและความห่วงใยต่อสถานการณ์อุทกภัยรุนแรงในประเทศไทย

'แจ็ค หม่า' นำทัพบิ๊กเทค - บ.ยักษ์ใหญ่จีน ทุ่มบริจาคกว่า 100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ช่วยเหยื่อไฟไหม้ 'หวั่งฟกคอร์ต' โศกนาฏกรรมที่คร่าชีวิตถึง 94 ราย

บริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ “จีน” หลายแห่งได้เร่งให้คำมั่นบริจาคเงินและอุปกรณ์บรรเทาทุกข์รวมกว่า 100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง หรือราว 400 กว่าล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุ ไฟไหม้ฮ่องกง ที่ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 94 ราย ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491

การระดมบริจาคครั้งใหญ่เกิดขึ้นตามมาจากการเรียกร้องของประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ที่ขอให้ทุกฝ่ายใช้ความพยายามอย่างเต็มที่เพื่อลดความสูญเสียและให้การสนับสนุนที่จำเป็นแก่ผู้ประสบภัย

บริษัทจีนทุ่มเงินบริจาคกว่า 100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Alibaba Group และบริษัทในเครือ Ant Group ร่วมกันบริจาค 30 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เพื่อภารกิจบรรเทาทุกข์

แจ็ค หม่า ผู้ก่อตั้ง Alibaba บริจาคส่วนตัวอีก 30 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ผ่านมูลนิธิการกุศลของเขา

Tencent ได้เพิ่มเงินบริจาคจากเดิม 10 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เป็น 30 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ในเวลาต่อมา Anta ผู้ผลิตชุดกีฬา (เจ้าของแบรนด์ Jack Wolfskin และ Fila) ให้คำมั่นบริจาคเงินสดและอุปกรณ์รวมมูลค่า 30 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Xiaomi Corp และ ByteDance บริจาคบริษัทละ 10 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง

ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ โดย CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่ชั้นนำบริจาค 15 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ตามมาด้วยผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่อย่าง BYD และ Geely ที่บริจาคบริษัทละ 10 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ในขณะที่ Xpeng ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอีกราย ได้บริจาคเงินจำนวน 5 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง Wens Foodstuff ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ ได้มอบเงินบริจาคในจำนวนที่สูงที่สุด โดยให้คำมั่นสนับสนุนถึง 40 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายบริษัทและหลายหน่วยงานที่ออกมาให้คำมั่นว่าจะบริจากเงินช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัย

การบริจาคครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการชาวจีนเพื่อตอบสนองต่อการเรียกร้องของรัฐบาลปักกิ่งให้เน้นย้ำ "ความรับผิดชอบต่อสังคม" เหนือผลกำไร ท่ามกลางการตรวจสอบกฎระเบียบที่เข้มงวดต่อภาคเอกชน

โศกนาฏกรรมร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2491
ไฟไหม้ครั้งนี้เกิดขึ้นที่ หวั่งฟกคอร์ต (Wang Fuk Court) อาคารที่อยู่อาศัยสาธารณะสูง 8 ชั้น ทางตอนเหนือของฮ่องกง ซึ่งมีผู้อยู่อาศัยราว 4,600 คน โดยยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดตามรายงานของสำนักข่าวซินหัวของรัฐบาลจีนอยู่ที่ 94 ราย ทำให้เป็นเหตุเพลิงไหม้ที่ร้ายแรงที่สุดในฮ่องกงนับตั้งแต่เหตุเพลิงไหม้โกดังสินค้าในปี 2491 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 176 ราย

เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าเพลิงไหม้อาจเริ่มต้นจาก นั่งร้านไม้ไผ่ที่หุ้มอาคารไว้ และลุกลามไปยังอาคารอื่น ๆ ผ่านเสาไม้และตาข่ายป้องกัน ซึ่งนำไปสู่การตรวจสอบมาตรฐานที่อยู่อาศัยของเมืองอย่างเข้มงวด

ตำรวจฮ่องกงระบุว่า บริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” ในการใช้วัสดุโฟม "ไวไฟสูง" แผ่นตาข่ายป้องกัน และพลาสติกที่อาจไม่ได้มาตรฐานป้องกันอัคคีภัย โดยได้จับกุมชายสามคนจากบริษัทดังกล่าวในข้อหา “ฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา”


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top