Tuesday, 7 July 2026
NEWS

‘ปฐม อินทโรดม’ ชี้ โรงเรียนส่อปิดตัวลงอีกเรื่อยๆ โรงเรียนใจกลางเมืองกำลังถูกกลืน ที่ดินการศึกษาถูกจับจองเป็นโปรเจกต์อสังหาฯ ย้ำหากรัฐไม่ขยับ อีก 20 ปี จะไม่เหลือพื้นที่เรียนรู้

2 ธ.ค. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า…โรงเรียนจะปิดตัวลงอีกเรื่อย ๆ ผมอยากชวนทุกคนให้ช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรกับพื้นที่เหล่านี้ เพราะผมเชื่อว่ามันเป็น “สินทรัพย์ด้านการศึกษา” 

ที่หายากที่สุด มันคือที่ดินใจกลางเมืองที่เข้าถึงง่าย ซึ่งถ้าปล่อยให้กลายเป็นคอนโดหรือห้าง ก็เท่ากับเราสูญเสียพื้นที่เพื่อการเรียนรู้ไปแบบถาวร

ผมอยากเสนอให้รัฐบาลจัดตั้ง กองทุนอนุรักษ์พื้นที่การเรียนรู้ หรือ Urban Learning Space Fund เพื่อ…
- ซื้อหรือรับโอนโรงเรียนที่ปิดกิจการบางแห่ง
- ฟื้นฟูให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้สาธารณะ
- บริหารร่วมกับท้องถิ่นและเอกชน

โจทย์สำคัญ: ถ้ารัฐไม่ลงมือทันที พื้นที่แบบนี้จะถูกทุนอสังหาแปลงสภาพอย่างรวดเร็ว และเราไม่มีวันเอาคืนได้อีก โมเดลที่น่าทำคือ PPP เชิญเอกชนลงขันทำ Education Hub / Learning Park
พื้นที่โรงเรียนในเมืองมีศักยภาพสูงมาก สามารถพัฒนาเป็น ศูนย์การเรียนรู้ครบวงจร ในรูปแบบ PPP เช่น
- Co-learning space / Co-working สำหรับนักเรียน นักศึกษา และสตาร์ทอัพด้านการศึกษา
- Maker space, FabLab, Robotics Lab, AI Lab
- พื้นที่ติวเตอร์คุณภาพ (ไม่ใช่สถาบันกวดวิชาเชิงพาณิชย์ แต่เป็น EdTech Learning Center)
- ห้องสมุดดิจิทัล, ห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ร่วมใช้
- ศูนย์เรียนรู้ด้านอาชีพใหม่ เช่น EV, AI, หุ่นยนต์, การเงินดิจิทัล

โมเดลนี้ทำให้เอกชนไม่ต้องแบกต้นทุนทั้งหมด แต่ได้สิทธิการใช้ประโยชน์ระยะยาวแลกกับการลงทุนปรับปรุงสถานที่ หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือทำเป็น “โรงเรียนทางเลือกของรัฐ” เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

หลายประเทศใช้วิธีนี้ โดยเปลี่ยนโรงเรียนที่ปิดให้เป็น:
- โรงเรียนรัฐนวัตกรรม
- โรงเรียนความสามารถพิเศษ STEM / Art
- โรงเรียนภาษานานาชาติของรัฐ (ค่าเทอมถูกแต่คุณภาพสูง)

สิ่งนี้ช่วยให้ครอบครัวในเมืองที่ไม่มีเงินเรียนอินเตอร์ได้มีทางเลือก ไม่ใช่ปล่อยให้การศึกษาคุณภาพดีเป็นของเด็กกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น ที่คิดออกอีกก็มีเปลี่ยนเป็น “ศูนย์พัฒนาครูยุคใหม่” (Teacher Upskilling Center) ร่วมกับโรงเรียนสาธิตที่มีประสบการณ์

แทนที่จะอบรมครูในโรงแรม ทำไมไม่อบรมในพื้นที่ที่เคยเป็นโรงเรียน?
- มีห้องเรียนจริงให้ทดลองสอน
- มีห้องแลบสาธิต AI Tools สำหรับครู
- มีต้นแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning และ Project-based

พื้นที่โรงเรียนเก่าจะกลายเป็น ต้นแบบโรงเรียนแห่งอนาคต ให้ครูจากทั่วประเทศมาดูงาน
ถ้าไม่เป็นโรงเรียนก็ใช้เป็นศูนย์บริการชุมชน–การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning Center)

สังคมสูงวัยมีความต้องการเรียนรู้ใหม่จำนวนมาก เช่น:
- คลาส Health & Wellness
- ทักษะดิจิทัลสำหรับผู้ใหญ่
- อบรมอาชีพระยะสั้น
- จุดรวมกิจกรรมเยาวชนหลังเลิกเรียน

โรงเรียนมีโครงสร้างพร้อมอยู่แล้ว ไม่ต้องลงทุนใหม่ แค่ปรับการบริหารก็ใช้ได้ทันที
ผมเชื่อว่าถ้าเราไม่ปกป้องพื้นที่การเรียนรู้ในเมืองเหล่านี้ อีก 20 ปีข้างหน้าเราจะไม่มีพื้นที่แบบนี้เหลืออีกเลย

นี่อาจเป็นโอกาสทองที่บ้านเราจะได้ลงทุนเพื่อการศึกษาในอนาคตอย่างจริงจัง เพราะพื้นที่การเรียนรู้ในเมืองคือ “ทุนแห่งอนาคต” ของประเทศ


 

กระทรวงกีฬา–กกท. ปลุกพลังทั้งแผ่นดิน ดึง “ฮีโร่ทีมชาติ” โหมกระแส จุดไฟซีเกมส์ ปลุกคนไทยทั้งชาติ สร้างฟีเวอร์ซีเกมส์ 2025

(2 ธ.ค. 68) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เดินหน้ารุกสร้างกระแสมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 ผ่านแคมเปญ “Sawasdee SEA Games 2025 – เชียร์ไทยในบ้านเรา” โดยใช้กลยุทธ์ดึง “ฮีโร่ทีมชาติ” มาเป็นพรีเซนเตอร์

สร้างภาพจำใหม่ให้ซีเกมส์เป็นงานใหญ่ของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่ทัวร์นาเมนต์กีฬาเฉพาะกลุ่ม นำทีมนักกีฬาดังอย่าง “บุ๋มบิ๋ม” ชัชชุอร โมกศรี นักวอลเลย์บอลสาว, “บิว” ภูริพล บุญสอน ลมกรดทีมชาติ, “ปอป้อ” ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย นักแบดมินตันระดับโลก ไปจนถึงยอดมวยหญิง “มงกุฎเพชร เพชรพราวฟ้า”

ขึ้นสื่อประชาสัมพันธ์ทั้งบิลบอร์ดและสื่อดิจิทัลทั่วเมือง เพื่อสะท้อนภาพทีมชาติไทยยุคใหม่ที่ทั้งเก่ง ทันสมัย และเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชน หวังปลุกให้คนไทยลุกขึ้นมา “เชียร์ไทยในบ้านเรา” เต็มทุกสนามควบคู่กับการเปิดให้จองบัตรชมการแข่งขันล่วงหน้าทางออนไลน์และการจัดถ่ายทอดสดผ่านทีวีและแพลตฟอร์มดิจิทัลหลากหลายช่องทาง

เพื่อให้คนไทยมีส่วนร่วมได้ทั้งในสนามและหน้าจอ พร้อมยกระดับซีเกมส์ 2025 ให้กลายเป็นเทศกาลกีฬาและความภูมิใจร่วมกันของคนไทยทั้งชาติในช่วงปลายปี 2568 อย่างแท้จริง

สำหรับ วันแรกของการชิงชัย ที่ถูกระบุในกำหนดการถ่ายทอดสดคือวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ในประเภทกีฬาฟุตบอลชาย ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยมีคู่สำคัญ ได้แก่
กลุ่ม B : เวียดนาม พบ ลาว ถ่ายทอดสดทาง PPTV
เวลา 19.00 น. กลุ่ม A : “ช้างศึก” ทีมชาติไทย พบ ติมอร์เลสเต ถ่ายทอดสดทาง One 31
ขณะที่ พิธีเปิดซีเกมส์อย่างเป็นทางการ จะมีขึ้นในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 19.00 น. โดยจะถ่ายทอดสดผ่านช่อง PPTV, NBT, T Sports7 และแพลตฟอร์ม TrueVisions Now เพื่อให้คนไทยได้มีส่วนร่วมในบรรยากาศการเป็นเจ้าภาพพร้อมกันทั้งประเทศ
 

ดึงเอสเอ็มอีกว่า 3,000 ราย ใช้บริการ BDSP ผ่าน ‘SME ปัง ตังได้คืน’ พร้อมสนับสนุนทัพงานมหกรรม แสดงสินค้าและบริการสุดยิ่งใหญ่

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เดินหน้าขับเคลื่อนการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยผ่านโครงการ “SME ปัง ตังได้คืน” และระบบ BDS (Business Development Service) อย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าดึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้ารับบริการเพิ่มกว่า 3,000 ราย และขยายฐานผู้ให้บริการทางธุรกิจ (BDSP) ให้มากกว่า 1,000 บริการ เพื่อรองรับความต้องการพัฒนาธุรกิจในทุกมิติ ตั้งแต่การยกระดับประสิทธิภาพการผลิต การตรวจวัดมาตรฐานสินค้า การพัฒนาเครื่องมือดิจิทัล ไปจนถึงการขยายช่องทางตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ดร. ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. เปิดเผยว่า โครงการ SME ปัง ตังได้คืน ซึ่งดำเนินต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 มีบทบาทสำคัญในการช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ โดยให้เงินอุดหนุนแบบร่วมจ่ายในอัตรา 50–80% หรือ สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อราย ตามขนาดธุรกิจ ครอบคลุมบริการพัฒนาธุรกิจหลากหลาย ในปีงบประมาณ 2569 สสว. และ BDSP เตรียมสนับสนุนผู้ประกอบการผ่านงานแสดงสินค้าและบริการขนาดใหญ่ตลอดทั้งปี เพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีสร้างยอดขาย ขยายเครือข่ายธุรกิจ และจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งไทยและต่างประเทศ 

โดยผู้ประกอบการที่สนใจเข้ารับการสนับสนุนด้านการตลาดในครึ่งปีแรกของปี 2569 สามารถเข้าไปเลือกขอรับบริการได้แล้วที่ https://bds.sme.go.th/ อาทิ Smart Retail Expo 2026, Smart Delivery Expo 2026 และ Thai Cargo Expo 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28–30 มกราคม 2569 ที่ไบเทค บางนา คาดว่าจะมีผู้เข้าชมกว่า 6,500 คน พร้อมโอกาสทางการค้ามากกว่า 60 องค์กร ต่อด้วยงาน SMART BUSINESS EXPO 2026 ครั้งที่ 3 วันที่ 6–8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศูนย์ประชุมไคซ์ ขอนแก่น มุ่งผลักดันจังหวัดสู่การเป็น Digital & Innovation Hub ของภูมิภาคอีสาน โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมกว่า 6,000 คน

นอกจากนี้ ยังมีงาน Future Food Leader Summit 2026 วันที่ 10–11 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “Regenerative Food for Future Food” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารสู่ความยั่งยืน งาน Warehouse Logistics & Food Pack ASIA 2026 วันที่ 18–21 มีนาคม 2569 ที่ไบเทค บางนา ซึ่งเป็นเวทีเทคโนโลยีเครื่องจักรอัตโนมัติ ระบบคลังสินค้า และบรรจุภัณฑ์ครบวงจร โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมมากกว่า 15,000 ราย นอกจากนี้ยังมีงาน Thailand Golf & Dive Expo plus Outdoor Fest 2026 ระหว่างวันที่ 21–24 พฤษภาคม 2569 ที่ศูนย์สิริกิติ์ ซึ่งมีผู้ประกอบการท่องเที่ยวกว่า 500 คูหาให้ร่วมออกบูท

กลางปี 2569 ยังมีงาน GRAND Halal Bangkok 2026 วันที่ 15–17 กรกฎาคม 2569 ที่ไบเทค บางนา ซึ่งถูกยกระดับเป็นงานแสดงสินค้าฮาลาลนานาชาติอย่างเต็มรูปแบบ คาดผู้เข้าชม 10,000 คน ผู้ประกอบการกว่า 250 นิทรรศการ และงาน Mega Show Bangkok 2026 ครั้งที่ 4 วันที่ 15–17 กรกฎาคม 2569 ที่ศูนย์สิริกิติ์ งานใหญ่ระดับนานาชาติด้านสินค้าไลฟ์สไตล์ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าชมถึง 20,000 คน และบริษัทต่างชาติกว่า 1,000 ราย เข้าร่วม

 

เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้นำ “ตัวจริงเสียงจริง” แห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เสริมงานเดิม-สร้างงานใหม่ ให้เท่าทันสังคมโลก พาคนไทยทุกวัยเข้าถึงโอกาสเรียนรู้อย่างเท่าเทียม

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ในฐานะหน่วยงานใหม่ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ อาจยังเป็นชื่อที่หลายคน “ไม่คุ้นหู” สักเท่าไหร่ เพราะเพิ่งยกฐานะจากสำนักงาน กศน. มาเป็น “กรม” เมื่อปี 2566 แต่แท้จริงแล้วกรมฯ แห่งนี้ คือฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ “การศึกษาไม่จำกัดอยู่แค่ในโรงเรียน” ดูแลการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยของทั้งประเทศ ผ่านเครือข่ายศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล ตลอดจนศูนย์การเรียนรู้บนพื้นที่สูง หมู่บ้านชาวไทยภูเขา และแพลตฟอร์มดิจิทัลต่าง ๆ ของกรมฯ เอง เช่น ระบบข้อมูลผู้เรียน และแพลตฟอร์มส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต 

หัวใจของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 คือการจัด ส่งเสริม และสนับสนุน “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” “การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง” และ “การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ” เพื่อให้คนไทยทุกช่วงวัย ทุกกลุ่มเป้าหมาย พัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง มีทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้ที่ทันโลก ควบคู่กับการพัฒนาคนให้สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญา กรมฯ ยังมีภารกิจสำคัญในการพัฒนาสื่อ เทคโนโลยี ระบบเทียบโอนผลการเรียน ตลอดจนการดูแลกลุ่มเป้าหมายพิเศษและคนพิการให้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้อย่างเท่าเทียม 

ในห้วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านจาก “กศน.” สู่ “กรมส่งเสริมการเรียนรู้” ภารกิจเหล่านี้ถูกส่งไม้ต่อมาสู่อธิบดีคนสำคัญ คือ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช ซึ่งได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ภายหลังจากที่เคยทำหน้าที่รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และผ่านประสบการณ์ทั้งในสนามปฏิบัติการจริง และในระดับนโยบายมาอย่างยาวนาน 

หลังเข้ารับตำแหน่ง ก็ได้ประกาศวิสัยทัศน์ชัดเจนว่า สกร. จะเป็น “ตัวจริงเสียงจริงของการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ภายใต้แนวคิด “เสริมงานเดิม สร้างงานใหม่ ให้เท่าทันสังคมโลก By สกร.” และมุ่งสร้าง “ฐานการเรียนรู้ในทุกครัวเรือน” ไม่ใช่เพียงในห้องเรียนหรือศูนย์การเรียนรู้เท่านั้น 

สำหรับประวัติการศึกษาและประวัติการทำงานของ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช…

>>วุฒิการศึกษา 
-ปริญญาตรี ครุศาสตรบัณฑิต สาขาฟิสิกส์ (เกียรตินิยมอันดับ 1) มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ โครงการคุรุทายาท
-ปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
-ปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาฟิสิกส์เชิงเคมี (หลักสูตรนานาชาติ) มหาวิทยาลัยมหิดล

เส้นทางการทำงานก่อนดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ 

-เริ่มต้นอาชีพในฐานะ “ครูฟิสิกส์” ที่โรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ ก่อนเติบโตเป็นครูชำนาญการ และครูชำนาญการพิเศษ ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 8

-เปลี่ยนเส้นทางมาสู่งานบริหารและพัฒนาบุคลากร เป็นนักทรัพยากรบุคคลชำนาญการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาขั้นพื้นฐาน

-ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีบทบาทสำคัญในการใช้ข้อมูลและตัวชี้วัดเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศ

-ขยับขึ้นสู่ระดับบริหารกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้ตรวจราชการกระทรวง และโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ทำงานทั้งด้านกำกับติดตามและการสื่อสารนโยบายสู่สาธารณะ

-ก่อนเข้ารับตำแหน่งอธิบดี สกร. ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดูแลนโยบายและแผนด้านการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับประเทศ

>>ผลงานและบทบาทสำคัญ 

-ร่วมผลักดันนโยบายสำคัญด้านการศึกษา ผ่านบทบาทในคณะทำงานและอนุกรรมการหลายชุด เช่น คณะทำงานพิจารณาแผนการศึกษาแห่งชาติ คณะอนุกรรมการครูและอาจารย์ และคณะทำงานด้านพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา

-เป็นคณะกรรมการมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมในพระบรมราชูปถัมภ์ และคณะอนุกรรมการด้านระบบสื่อสารสนเทศและการเรียนการสอนทางไกลผ่านระบบดิจิทัล สนับสนุนการขยายโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล

-มีบทบาทในคณะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการของรัฐสภาหลายชุด ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา การผลิตและพัฒนาครู รวมถึงคณะทำงานด้านกฎหมายและสุขภาพจิต สะท้อนมุมมองการพัฒนาคนแบบองค์รวมทั้งด้านการเรียนรู้และคุณภาพชีวิต

เมื่อก้าวสู่ตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นางเกศทิพย์นำประสบการณ์ทั้ง “หน้างานจริง-งานนโยบาย” มาตีความพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 ให้เป็นรูปธรรม โดยประกาศชัดว่า สกร. จะไม่ใช่ผู้จัดการศึกษาแข่งกับโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย แต่เป็น “ผู้ส่งเสริม สนับสนุน และเชื่อมโยง” ให้คนทุกวัยมีโอกาสเรียนรู้ในแบบของตนเอง ผ่าน 3 รูปแบบการเรียนรู้ที่กฎหมายกำหนด พร้อมทั้งขับเคลื่อนแนวคิด Up-skill และ Re-skill ด้วยหลักสูตรระยะสั้นที่ตอบโจทย์ “ช่วงวัย คุณภาพชีวิต และอาชีพ” ของประชาชนจริง ๆ 

หนึ่งในนโยบายที่เธอให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ “การอ่าน” ซึ่งถูกยกระดับให้เป็น “กุญแจสู่การเรียนรู้และการพัฒนาคนให้ทันโลก” ผ่านทั้งการส่งเสริมห้องสมุดประชาชน การจัดกิจกรรมอ่านสร้างอาชีพ และการจับมือกับภาคีเครือข่าย เช่น โครงการ Read For The Future ที่มอบหนังสือคุณภาพให้ห้องสมุดชุมชนหลายพื้นที่ เพื่อให้การอ่านกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนทุกวัยทั่วประเทศ 

พร้อมกันนี้ ภายใต้การนำของนางเกศทิพย์ สกร. ยังเดินหน้าสร้างเครือข่ายและนวัตกรรมการเรียนรู้ในมิติต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งการย้ำบทบาท “Knowledge Connector” ที่เชื่อมประชาชนกับผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการเงิน ความปลอดภัยไซเบอร์ ทักษะอาชีพและช่างฝีมือ การผลักดันความร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างบริษัทไทยคม ในการติดตั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ศูนย์การเรียนบนพื้นที่สูง 25 แห่ง เพื่อลดช่องว่างทางดิจิทัล 

ตลอดจนการใช้แหล่งเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างท้องฟ้าจำลองกรุงเทพเป็นเวทีให้เยาวชนได้แสดงศักยภาพ ผ่านโครงการประกวดภาพวาดไทย-ญี่ปุ่นที่เชื่อมศิลปะ วิทยาศาสตร์ และมิตรภาพระหว่างประเทศเข้าด้วยกัน 

จากภาพรวมผลงาน จะเห็นได้ว่านางเกศทิพย์ไม่ได้เพียงทำหน้าที่ “ผู้บริหารกรม” แต่ทำหน้าที่ “ผู้นำการเปลี่ยนผ่านระบบการเรียนรู้ของประเทศ” ที่มีทั้งฐานคิดทางวิชาการที่แข็งแรง ประสบการณ์ทำงานเชิงระบบ และความเข้าใจชีวิตผู้เรียนในพื้นที่จริง เธอให้ความสำคัญกับบุคลากรครู สกร. ในฐานะกำลังหลักของงาน ลงพื้นที่พบปะให้กำลังใจ พร้อมวางแนวทางความก้าวหน้าในสายอาชีพเพื่อสร้างขวัญกำลังใจและความมั่นคงให้คนทำงานปลายทาง ซึ่งล้วนสะท้อนภาพผู้นำที่ทั้ง “เก่งงาน-เข้าใจคน-มองไกล” 

การที่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช มารับตำแหน่งอธิบดี จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนชื่อผู้บริหาร แต่คือการได้ผู้นำที่มีประสบการณ์ครบทุกมิติ ตั้งแต่ห้องเรียนระดับโรงเรียน ไปจนถึงโต๊ะประชุมระดับชาติ เธอมีทั้งวิสัยทัศน์ด้าน “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ความเข้าใจเชิงกฎหมายและนโยบายสาธารณะ และเครือข่ายความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในและต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้สามารถ “สานต่อสิ่งที่ดี สร้างสิ่งใหม่ที่ทันโลก” ขยายโอกาสการเรียนรู้สู่ทุกครัวเรือน ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และวางรากฐานให้คนไทยทุกวัยเติบโตอย่างมั่นคง ยั่งยืน และพร้อมเผชิญโลกอนาคตไปด้วยกัน

ต้องทุบโต๊ะเรื่องการศึกษา ไม่ใช่เพียงคำพูดสวยหรู แบบเอกสารราชการ เพื่อยกเครื่องในอนาคตมันสมองของไทย

ถึงเวลาที่ ‘ไทยก้าวใหม่’ ต้องทุบโต๊ะเรื่องการศึกษา 

ไม่ใช่พูดสวย ๆ แบบเอกสารราชการอีกต่อไป

 

สอง–สามปีที่ผ่านมา การเมืองไทยเต็มไปด้วยคำใหญ่ ๆ 

ทั้ง “ปฏิรูปประเทศ”, “ยกเครื่องเศรษฐกิจ”, “ปรับโครงสร้างการเมือง” 

 

แต่สำหรับคนธรรมดาทั้งประเทศ ชีวิตจริงมันผูกอยู่กับคำง่าย ๆ แค่ไม่กี่คำเท่านั้น คือ 

“ลูกจะโตมาเป็นอะไร” 

และ 

“รุ่นลูกจะลำบากเท่าพ่อแม่ไหม”

 

นี่แหละคือเหตุผลที่ทำให้ “การศึกษา” กลายเป็นสนามรบสำคัญที่สุดของการเมืองยุคใหม่ 

 

และนี่ก็เป็นเหตุผลเดียวกันที่ทำให้หลายคนจับตา “พรรคไทยก้าวใหม่” 

ซึ่งประกาศตัวตั้งแต่วันแรกว่า จะเอาเรื่องการศึกษาเป็นธงนำของพรรค 

เชื่อว่า “การศึกษาคือยาแก้จนที่ดีที่สุด” และอยากพาประเทศนี้ออกจากกับดักแรงงานราคาถูก 

ไปสู่ประเทศที่อยู่ได้ด้วย “มันสมอง” มากกว่า “แรงงานถูก”

 

แต่ปัญหาคือ… 

 

ในสายตาคนดู ทีวี–ติ๊กต็อก–เฟซบุ๊กส่วนใหญ่ 

คำว่า “ปฏิรูปการศึกษาไทย” ยังฟังดูไกลตัว 

เหมือน “ภาษากระดาษ” มากกว่า “คำสัญญาเรื่องอนาคตของลูก”

 

จนมีคำวิจารณ์แบบตรง ๆ ว่า 

 

“ไทยก้าวใหม่ ต้องโฟกัส ขายฝันปฏิรูปการศึกษาไทย 

ด้วยการสื่อสารที่ตรง ๆ และแรง ๆ กว่านี้ ถึงจะมีคะแนนเสียง”

 

คำถามคือ ถ้า “ไทยก้าวใหม่” อยากจะเป็น “ทางเลือกใหญ่ของประเทศ” จริง ๆ 

การพูดเรื่องการศึกษาต้องเปลี่ยนไปแค่ไหน?

 

--------------------------------------------------

1. การศึกษาไม่ใช่นโยบายหนึ่งในหลายข้อ 

แต่มันคือ “ชะตาชีวิตของลูกคนดู”

--------------------------------------------------

 

เวลาพรรคการเมืองพูดเรื่องเศรษฐกิจ 

คนจำนวนมากยังรู้สึกว่าเป็นเรื่อง “ภาพใหญ่” – GDP, หนี้สาธารณะ, ดอกเบี้ย ฯลฯ 

 

แต่พอพูดถึง “การศึกษา” ทุกอย่างจะเปลี่ยนทันที 

เพราะมันโยงตรงเข้าไปถึง “หน้าเด็กที่บ้าน” 

 

พ่อแม่ไทยแทบทุกบ้านรู้สึกคล้ายกันว่า

 

- ลูกเรียนหนักตั้งแต่อนุบาลยันมหาวิทยาลัย 

- เสาร์–อาทิตย์ต้องเสียเงินกวดวิชา 

- จบมาเงินเดือนเริ่มต้นต่ำกว่าค่าครองชีพจริง 

- ทำงานไม่ตรงสิ่งที่เรียน เพราะระบบไม่เคยเตรียมทักษะให้ตรงกับตลาด 

 

ดังนั้น การศึกษาไม่ใช่แค่ “ระบบ” แต่มันคือ “คำตอบว่าลูกฉันจะรอดไหมในโลกใหม่”

 

ถ้า “ไทยก้าวใหม่” จะยืนบนธงการศึกษาอย่างจริงจัง 

ภาษาที่ใช้จึงต้องขยับจากประโยคแบบ

 

“เราจะปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาไทย…”

 

มาเป็นประโยคแบบ

 

- “อีก 10 ปีข้างหน้า ลูกคุณต้องพูดได้อย่างน้อย 3 ภาษา 

  และหาเงินจากทั้งโลกได้ แม้อยู่ต่างจังหวัด” 

 

- “เราจะไม่ปล่อยให้ลูกคุณเรียนหนัก 20 ปี 

  แล้วมาจบที่เงินเดือน 15,000 บาทเหมือนรุ่นพ่อแม่อีกต่อไป”

 

นี่แหละคือ “การขายฝันทางการศึกษา” แบบที่คนเห็นภาพอนาคตของลูกตัวเองได้ทันที 

ไม่ใช่แค่นโยบายสวย ๆ ในเอกสาร

 

--------------------------------------------------

2. ปัญหาของการพูดเรื่องการศึกษาแบบเดิม ๆ ของการเมืองไทย

--------------------------------------------------

 

ทุกวันนี้ เวลาพูดถึงนโยบายการศึกษา เรามักได้ยินคำคุ้นหูอย่าง

 

- ปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัย 

- พัฒนาศักยภาพครูยุคใหม่ 

- เพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา 

- ปฏิรูปโครงสร้างกระทรวง ฯลฯ 

 

คำเหล่านี้ “ฟังดูดี” แต่มีปัญหาใหญ่ 3 ข้อ:

 

1. มันคือ “ภาษาเอกสาร” ไม่ใช่ “ภาษาคนดู” 

   คนฟังส่วนใหญ่ไม่รู้เลยว่า สุดท้ายชีวิตลูกจะเปลี่ยนยังไง

 

2. มันพูดถึงระบบ มากกว่าพูดถึงคน 

   แต่คนธรรมดาไม่ได้อินกับคำว่า “โครงสร้าง” เท่ากับอินกับคำว่า “ลูกฉัน”

 

3. มันไม่กล้าพูดความจริงแรง ๆ ที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว

 

   เช่น 

   - เด็กไทยเรียนเยอะ แต่ทักษะใช้งานจริงแพ้ประเทศเพื่อนบ้าน 

   - ระบบการศึกษาผลิต “แรงงานราคาถูก” มากกว่า “สมองราคาแพง” 

 

เมื่อไทยก้าวใหม่พูดเรื่องการศึกษาในภาษานโยบายที่ “ปลอดภัยเกินไป” 

ผลคือ คนจำนวนมากรู้สึกว่า “ก็เหมือนทุกยุคที่ผ่านมา” 

 

ทั้งที่จริง ๆ แล้ว พรรคนี้ตั้งใจเอาการศึกษาเป็นธงนำมากกว่าหลายพรรคเดิมเสียด้วยซ้ำ

 

--------------------------------------------------

3. สำหรับไทยก้าวใหม่ 

คำว่า “ตรงและแรง” ควรแปลว่าอะไร?

--------------------------------------------------

 

“ตรงและแรง” ไม่ได้แปลว่าตะโกนด่าใคร หรือเล่นดราม่าให้เป็นข่าว 

แต่สำหรับ “ไทยก้าวใหม่” “ตรงและแรง” ควรแปลว่าอย่างน้อย 4 ข้อนี้:

 

3.1 กล้าพูดความจริงที่ระบบไม่อยากให้พูด

 

- “เด็กไทยส่วนใหญ่ถูกบังคับให้เรียนเพื่อสอบ 

  ไม่ได้ถูกสอนให้เรียนเพื่อใช้ชีวิตจริง” 

 

- “รัฐไทยสอนเด็กให้เป็นแรงงานราคาถูก 

  แทนที่จะสอนให้เป็นเจ้าของธุรกิจ นักนวัตกรรม หรือสมองแพงของโลก”

 

3.2 ผูกปัญหากับเงินในกระเป๋า และอนาคตของลูกให้ชัด

 

- “ถ้าระบบการศึกษายังแบบเดิม 

  รุ่นลูกคุณจะหาเงินได้ยากกว่ารุ่นคุณ 

  ในโลกที่ต้องแข่งกับทั้งคนทั้ง AI” 

 

- “ถ้าไม่เปลี่ยนห้องเรียนวันนี้ 

  อีกสิบปีข้างหน้า เด็กไทยจะถูกแย่งงาน 

  ทั้งโดยหุ่นยนต์ และแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน”

 

3.3 กล้าบอกว่า “ใครได้อะไร ใครต้องเสียอะไร” จากการปฏิรูป

 

การปฏิรูปการศึกษาไม่ใช่แค่เพิ่มวิชาใหม่ แต่แปลว่า

 

- ระบบงบประมาณต้องถูกตรวจสอบมากขึ้น 

- วิธีประเมินครูต้องเปลี่ยน จาก “เอกสารหนา” เป็น “คุณภาพเด็ก” 

- อำนาจส่วนกลางต้องถูกแชร์ให้โรงเรียน–พื้นที่มากขึ้น 

 

ถ้าไทยก้าวใหม่ไม่กล้าพูดภาพนี้ให้ชัด 

คนก็จะรู้สึกว่า “ก็แค่เปลี่ยนชื่อโปรเจกต์ แต่ระบบเดิมอยู่ครบ”

 

3.4 เล่าปลายทางให้เห็นภาพ ไม่ใช่แค่คำสวย ๆ

 

แทนที่จะพูดว่า “ยกระดับสู่มาตรฐานสากล” แบบลอย ๆ 

ควรเล่าให้เห็นภาพชัด ๆ ว่า

 

- เด็ก ม.ปลายไทยจะต้องมี “โปรเจกต์จริง” ก่อนจบ 

  ขายของจริง ทำธุรกิจจริง หรือทำวิจัยจริงสักอย่าง 

- เด็กอาชีวะต้องได้ไปฝึกงานกับเอกชนที่มีเทคโนโลยีจริง 

  ไม่ใช่แค่ฝึกในห้องแลบเก่า ๆ

 

นี่คือ “ความแรง” ในแบบที่ไม่ต้องเสียงดัง 

แต่ทำให้คนรู้สึกว่า ไทยก้าวใหม่เอาจริงกับการเปลี่ยนระบบ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนคำพูด

 

--------------------------------------------------

4. ถ้าไทยก้าวใหม่อยากได้คะแนนเสียงจากทั้งประเทศ 

ต้องขาย “สามฝันใหญ่” เรื่องการศึกษาให้ขาด

--------------------------------------------------

 

ถ้าไทยก้าวใหม่จะยืนให้ต่างจริง ๆ 

ต้องไม่ขายแค่ “เราให้ความสำคัญกับการศึกษา” 

แต่ต้องขาย “สามฝันใหญ่” ที่คนไทยได้ยินแล้วหูผึ่งแบบนี้

 

ฝันที่ 1: ลูกคุณต้องเก่งกว่าเรา และหาเงินเก่งกว่าเรา

 

หัวใจของพ่อแม่ไทยทุกยุคคือคำเดียว – “ไม่อยากให้ลูกลำบากเหมือนเรา”

 

ไทยก้าวใหม่จึงควรกล้าพูดในแบบว่า

 

“เราจะทำให้ลูกคุณโตมาเป็นคนที่ ‘เลือกชีวิตตัวเองได้’ 

ไม่ต้องรับแค่งานที่มีให้ 

แต่เลือกทำงานที่ตัวเองเก่ง และโลกยอมจ่ายแพงให้ได้”

 

ฝันที่ 2: ห้องเรียนไทยจะไม่ “หลอกเด็ก” อีกต่อไป

 

ห้องเรียนไทยจำนวนมากกำลังทำสิ่งโหดร้ายโดยไม่รู้ตัว คือ 

ทำให้เด็กเข้าใจผิดว่า ท่องจำเก่ง = จะมีชีวิตดี

 

ไทยก้าวใหม่ควรประกาศชัดว่า

 

- จะเลิกวัฒนธรรม “เรียนเพื่อสอบ” 

  แล้วหันมา “เรียนเพื่อใช้ชีวิต–ใช้ทำงาน” 

- จะเปลี่ยนจากห้องเรียนท่องจำ 

  ไปสู่ห้องเรียนที่ให้เด็กคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น ทำงานทีมเป็น 

- จะยอมรับว่า “เด็กเก่ง” ไม่ได้มีแบบเดียว 

  คะแนน 30 ข้อในกระดาษไม่ใช่คำตัดสินคุณค่าของคนทั้งชีวิต

 

นี่คือความแรงแบบที่สังคมพร้อมปรบมือให้ 

เพราะมันคือ “ความจริงที่ไม่มีใครกล้าพูดซ้ำ ๆ ต่อหน้าระบบ”

 

ฝันที่ 3: การเกิดจังหวัดไหน จะไม่กำหนดเพดานอนาคตอีกต่อไป

 

ทุกคนรู้ว่า การศึกษาไทยวันนี้ยังผูกกับ “รหัสไปรษณีย์” อย่างหนัก 

เด็กในบางจังหวัดเหมือนถูกกำหนดเพดานชีวิตตั้งแต่ยังไม่รู้จักตัวเองด้วยซ้ำ

 

ไทยก้าวใหม่ควรขายฝันให้ชัดว่า

 

- เด็กในหาดใหญ่ เชียงราย ศรีสะเกษ น่าน ยะลา 

  จะเข้าถึงครูดี เนื้อหาดี เทคโนโลยีดี 

  ใกล้เคียงกับเด็กกรุงเทพจริง ๆ 

- ออนไลน์จะไม่ใช่แค่ “เรียนผ่านจอ” 

  แต่คือ “ประตูไปหาครูระดับโลก โอกาสระดับโลก” 

  แม้อยู่ในอำเภอเล็ก ๆ ก็ยังสู้ได้

 

ถ้าเล่า 3 ฝันใหญ่นี้ได้ชัด 

คำว่า “ไทยก้าวใหม่” จะไม่ใช่แค่ชื่อพรรค แต่จะกลายเป็น “ภาพอนาคตของรุ่นลูก” ในหัวคนไทยจริง ๆ

 

--------------------------------------------------

5. คนไทยไม่ได้ต้องการแค่พรรคที่ “รักการศึกษา” 

แต่ต้องการพรรคที่ “กล้าชนระบบที่ทำลายอนาคตลูกเรา”

--------------------------------------------------

 

จุดแข็งของไทยก้าวใหม่วันนี้คือ

 

- มีผู้นำอย่าง “ดร.เอ้” ที่มาจากโลกมหาวิทยาลัย–วิศวกรรม–นวัตกรรม 

- มีจุดยืนชัดว่าการศึกษาคือทางออกจากความจนเชิงโครงสร้าง 

- มีจังหวะที่สังคมกำลังรู้สึกว่า “ประเทศตัน” และต้องการความหวังใหม่ให้รุ่นลูก

 

แต่ทั้งหมดนี้จะยังเป็นแค่ “ศักยภาพบนกระดาษ” 

ถ้าการสื่อสารเรื่องการศึกษายังอ่อนแรงเกินไป 

พูดกลาง ๆ มากไป 

และไม่กล้าทุบโต๊ะบอกความจริงว่า

 

“ระบบการศึกษาปัจจุบันกำลังทำให้เด็กไทยเสียโอกาสทั้งรุ่น”

 

--------------------------------------------------

6. ถ้าไทยก้าวใหม่อยากได้ใจคนไทยจริง ๆ 

ต้องเริ่มจากการพูดเรื่องการศึกษาให้แรงกว่าทุกพรรคที่ผ่านมา

--------------------------------------------------

 

สุดท้าย การเลือกตั้งครั้งหน้าอาจมีหลายประเด็น 

ทั้งค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน เศรษฐกิจ การเมือง ระบบราชการ ฯลฯ 

 

แต่ “คำถามใหญ่ของทุกบ้าน” ยังเหมือนเดิม:

 

“อีก 10–20 ปีข้างหน้า 

ลูกฉันจะโตมาเป็นแรงงานราคาถูกของโลก 

หรือจะโตมาเป็นสมองราคาแพงที่โลกต้องการ?”

 

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่า 

ไทยก้าวใหม่มีนโยบายกี่ข้อ หรือเขียนแผนไว้สวยแค่ไหน 

 

แต่อยู่ที่ว่า 

ไทยก้าวใหม่กล้าพูดเรื่องการศึกษาให้ตรง–แรง–ชัดแค่ไหน 

จนคนไทยเชื่อว่า “ถ้าเลือกพรรคนี้ อนาคตลูกฉันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป” จริงหรือเปล่า

 

วันไหนที่ไทยก้าวใหม่ 

กล้าเอา “อนาคตของลูกคนไทย” ขึ้นเป็นศูนย์กลางของทุกคำพูด 

และกล้าชนโครงสร้างเก่าที่ทำให้การศึกษาเดินช้า 

วันนั้นคำว่า “ไทยก้าวใหม่” อาจไม่ใช่แค่ชื่อพรรคในบัตรเลือกตั้ง 

 

แต่จะกลายเป็นชื่อของ “โอกาสใหม่ของรุ่นลูก” 

ที่คนไทยทั้งประเทศพร้อมฝากอนาคตไว้ด้วยจริง ๆ.

 

 

 

“อุทยานเขาใหญ่” เผยยอดนักท่องเที่ยว ทะลุวันละหมื่น คาดพุ่งพีกช่วงปีใหม่ เปิด 3 ลานกางเต็นท์ เข้าฟรี 30-31 ธ.ค. ย้ำท่องป่ามรดกโลก-ห้ามโฟม-งดพลุรอบอุทยาน

นายชัยยา ห้วยหงษ์ทอง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ในช่วงไฮซีซั่นฤดูหนาวปีนี้ วันธรรมดา มีนักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นไปพักผ่อนและเที่ยวชมความสวยงามของธรรมชาติป่ามรดกโลก เฉลี่ยวันละ 4,000 คน แต่ถ้าเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์และวันนักขัตฤกษ์ จะมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปต่อเนื่อง เกิน 10,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีขึ้นมาพักค้างแรม ที่บ้านพักบนอุทยานฯ โดยจองผ่านทางเว็บไซต์กรมอุทยานฯ และอีกส่วนจะวอล์กอินขึ้นมากางเต็นท์ที่ลานกางเต็นท์ 2 จุด ที่เปิดให้บริการ คือ ที่ลานกางเต็นท์ลำตะคอง กับลานกางเต็นท์เขาร่ม

นายชัยยา กล่าวว่า ส่วนช่วงเดือนธันวาคมปีนี้ ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ จะเปิดเพิ่มอีก 1 จุด คือ ลานกางเต็นท์ผากล้วยไม้ ซึ่งลานกางเต็นท์ทั้ง 3 จุด รองรับนักท่องเที่ยวได้ 5,000 คน นอกจากนี้ ทางอุทยานฯ ยังจัดกิจกรรม “ไนท์ ซาฟารี” ทุกคืน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ จะมีกิจกรรม “สวดมนต์ข้ามปี” ทุก ๆ ปี

นายชัยยา กล่าวว่า ส่วนเรื่องการอำนวยความสะดวกปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว ช่วงการเดินทางขึ้นลงอุทยานฯ ซึ่งมักจะมีสัตว์ป่าออกมาเดินตามเส้นทางบนอุทยานฯ นั้น ที่ผ่านมาอาจจะมีปัญหาบ้างแต่ไม่หนักเท่าไหร่ เพราะสัตว์ป่าโดยเฉพาะช้างป่า จะค่อนข้างคุ้นชินกับเจ้าหน้าที่ฯ และนักท่องเที่ยวพอสมควร จึงไม่ค่อยมีพฤติกรรมดุร้าย ก้าวร้าว ปัญหาจึงค่อนข้างน้อย ซึ่งทางอุทยานฯ ได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยเอาไว้ อาทิ ห้ามให้อาหารหรือสัมผัสสัตว์ป่า, ไม่ก่อกองไฟนอกพื้นที่ที่กำหนด, เดินตามเส้นทางที่กำหนด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ เป็นต้น 

พร้อมกันนี้ ทางอุทยานฯ ได้จัดศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยวไว้ตามจุดต่าง ๆ ทั้งบริเวณหน้าด่านฯ, เนินหอม, ศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ และที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวฯ คอยดูแลให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวในกรณีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเจ็บป่วย เป็นลม รถเสีย หรือประสบเหตุอื่น ๆ

นายชัยยา กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ได้ดำเนินมาตรากรด้านสิ่งแวดล้อมไปด้วย โดยงดใช้โฟมและพลาสติกชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง (single-use plastics) เข้าไปในเขตอุทยานฯ และให้รักษาความสะอาดกับเก็บขยะกลับมาด้วย โดยบริเวณลานกางเต็นท์ จะมีรถยนต์ 6 ล้อจอดไว้บริการ ให้นักท่องเที่ยวนำขยะไปทิ้ง เพราะทางอุทยานฯ จะไม่วางถังขยะไว้ที่พื้น เนื่องจากสัตว์ป่า อย่างเช่น เก้ง กวาง อาจมาคุ้ยเศษขยะกิน แล้วเจ็บป่วยล้มตายได้ จึงทำที่ทิ้งขยะไว้บนรถ 6 ล้อ ในตอนเช้าจะขนนำไปทิ้งที่โรงขยะใน ต.หมูสี อ.ปากช่อง ไม่ได้ฝังกลบบนอุทยานฯ ซึ่งจะทำให้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมลดลง จึงต้องขอให้ประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวปฏิบัติตามมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้อย่างเคร่งครัด 

หากฝ่าฝืนจะมีโทษตามกฎหมาย โดยจะเปรียบเทียบปรับตามอำนาจหน้าที่ ครั้งแรกจะปรับไม่เกิน 5% หรือไม่เกิน 5,000 บาทของโทษปรับ 100,000 บาท, ครั้งที่ 2 ปรับไม่เกิน 20,000 บาท, ครั้งที่ 3 สามารถปรับได้ 100,000 บาท

“ไฮซีซั่นหนาวปีที่แล้ว จะมีปัญหาเรื่องจราจรติดขัดบริเวณหน้าด่านเขาใหญ่ ฝั่งเนินหอม ต.เนินหอม อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี หลายกิโลเมตร ทำให้รถติดยาวหลายชั่วโมง ในปีนี้จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทางอำเภอให้วางมาตรการแก้ไขเอาไว้ ไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นซ้ำ ซึ่งคาดว่า ในช่วงพีค ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางขึ้นเขาใหญ่ ไม่ต่ำกว่าวันละ 15,000 คน” นายชัยยา กล่าว

นายชัยยา กล่าวต่อว่า ช่วงสิ้นปีในวันส่งท้ายปีเก่า วันที่ 30 และ 31 ธันวาคม 2568 จะฟรี ค่าเข้าอุทยานฯ จึงคาดว่า นักท่องเที่ยวจะเดินทางมาที่เขาใหญ่มากยิ่งขึ้นอีก ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งจะเลี่ยงรถติดช่วงเดินทางกลับภูมิลำเนาส่งท้ายปี ด้วยการแวะไปพักผ่อนเคานต์ดาวน์บนเขาใหญ่ก่อน แล้วจึงเดินทางต่อ จึงทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้นในช่วงดังกล่าว ในขณะที่วันนี้ ก็มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาพักผ่อนบนเขาใหญ่ 10,000 กว่าคน เพราะสภาพอากาศหนาวเย็น เหมาะมากางเต็นท์ ชมวิว รับลมหนาวอย่างมาก

นายชัยยา กล่าวว่า สำหรับพื้นที่นอกเขตอุทยานฯ ที่มีการจัดงานอีเวนต์ต่าง ๆ ได้มีการขอความร่วมมือไปยังอำเภอให้ออกหนังสือประกาศแจ้งยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ประกอบการ ห้ามจุดพลุในรัศมี 5 กิโลเมตรจากแนวเขตอุทยานฯ เขาใหญ่ โดยกำหนดพิกัดห้ามจุดไว้อย่างชัดเจน เพราะปีที่แล้ว ได้มีการจุดพลุในพื้นที่ติดกับแนวเขตอุทยานฯ ทำให้ส่งผลกระทบต่อสัตว์ป่าอุทยานฯ เป็นอย่างมาก ซึ่งปกติ งานอีเวนต์ขนาดใหญ่ อย่างเช่น บิ๊ก เมาเท่นท์ จะจัดห่างจากอุทยานฯ มากพอสมควรอยู่แล้ว ซึ่งส่งผลกระทบบ้างในเรื่องเสียงแต่น้อยมาก แต่จะเป็นผลกระทบที่เกิดจากคนและปริมาณรถที่เข้ามาในพื้นที่มากกว่า

นายชัยยา กล่าวว่า ส่วนเรื่องปัญหาช้างป่าออกนอกเขตฯ เข้ามาในชุมชนช่วงนี้แทบทุกคืน ไม่ได้มาจากปริมาณอาหารของสัตว์ป่าบนอุทยานฯ มีน้อย แต่มาจากสาเหตุสำคัญ 2 ประการ คือ ดึงดูด เนื่องจากธรรมชาติของสัตว์ป่าจะสำรวจไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้หรอกว่า ตรงไหนเป็นเขตอุทยานฯ และตรงไหนเป็นเขตชุมชน เมื่อสำรวจไปเรื่อยแล้วไปเจอผลไม้หรือพืชผลทางการเกษตร พอได้กินก็เกิดติดใจ มีอาหาร แหล่งน้ำ และที่อยู่อาศัยให้พร้อม ก็จะแวะเข้ามาหากินบ่อย ๆ จนบางตัวถึงขั้นไม่ยอมกลับเข้าป่า หลบอาศัยในพื้นที่ของชาวบ้าน และสาเหตุที่ 2 ผลักดัน เกิดจากการต่อสู้ แข่งขันกัน เพื่อจะผสมพันธุ์ เมื่อสู้ไม่ได้ ก็จะถอยร่นออกมาจากถิ่นที่อยู่ในป่า เข้าในชุมชน

“เป็นสาเหตุสำคัญ 2 ประการที่ทำให้ช้างป่าออกนอกเขตฯ ในปัจจุบัน แต่ทั้งนี้ จะมีชุดผลักดันช้างป่าของแต่ละพื้นที่ คอยทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ อยู่แล้ว ช่วยกันเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่าทุกวัน เพื่อไม่ให้สร้างปัญหา โดยหากพบช้างป่าออกนอกพื้นที่ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ฯ หรือทีมผลักดันช้างป่าแต่ละพื้นที่ได้ทันที เพื่อเข้ามาดูแลช่วยเหลือให้ได้รับความปลอดภัยทั้งคนและช้าง” นายชัยยา กล่าว

ตั้ง “เครื่องผลักดันน้ำ” หัวเขาแดง จุดยุทธศาสตร์บริเวณปากน้ำ เร่งระบายลุ่มทะเลสาบสงขลา ก่อนฝนใต้ระลอกใหม่ถล่ม

ในขณะที่ฝนปลายปีในภาคใต้ยังเหลือเวลาอย่างน้อยราว 2 เดือน พื้นที่นครศรีธรรมราช พัทลุง และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ยังเผชิญปัญหาน้ำท่วมซ้ำจากทั้งฝนสะสมและน้ำล้นตลิ่ง หลายชุมชนยังมีน้ำท่วมขัง ถนนสายหลัก–รองบางช่วงยังสัญจรลำบาก ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

แม้น้ำส่วนหนึ่งจะไหลลงสู่ “ทะเลสาบสงขลา” ซึ่งเป็นจุดรับน้ำสำคัญของลุ่มน้ำภาคใต้ตอนล่าง แต่ระดับน้ำในทะเลสาบกลับลดลงอย่างเชื่องช้า ทำให้การระบายน้ำจากคลองสาขาและพื้นที่ลุ่มต่ำรอบ ๆ ยังทำได้จำกัด เสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่จึงเริ่มมุ่งไปที่ “หัวเขาแดง” บริเวณปากน้ำสงขลา ว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่รัฐและหน่วยงานด้านน้ำต้องเร่งเข้ามาเสริมศักยภาพการระบายน้ำอย่างเร่งด่วน

หัวเขาแดงถือเป็น “คอขวด” ของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา น้ำจากนครศรีธรรมราช พัทลุง และหาดใหญ่ รวมถึงพื้นที่รอบทะเลสาบส่วนใหญ่จะไหลมารวมกันก่อนจะระบายออกสู่อ่าวไทย หากปากน้ำบริเวณนี้ระบายได้ไม่เต็มที่ ระดับน้ำในทะเลสาบก็จะคงสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้พื้นที่ต้นน้ำและกลางน้ำไม่สามารถระบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมขังนานกว่าที่ควรจะเป็น

จากบทเรียนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ประเทศไทยเคยใช้ “เครื่องผลักดันน้ำ” และ “เรือผลักดันน้ำ” เพื่อเร่งเคลื่อนมวลน้ำลงสู่ปากแม่น้ำและออกทะเลในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยติดตั้งในคลองสายสำคัญร่วมกับเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ของกรมชลประทาน มาตรการดังกล่าวช่วยเพิ่มอัตราการไหลของน้ำและลดระยะเวลาน้ำท่วมขังได้อย่างเป็นรูปธรรม

วันนี้ หลายฝ่ายในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเสนอว่า รัฐบาลและกรมชลประทานควรนำประสบการณ์จากปี 2554 มาปรับใช้กับสถานการณ์ภาคใต้ โดยเฉพาะการ “ดันตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเรือผลักดันน้ำที่หัวเขาแดง” อย่างจริงจัง เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่อ่าวไทย ก่อนที่ฝนระลอกใหม่จะถาโถมลงมาอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติประกอบด้วย การตั้ง “วอร์รูมบริหารลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา” ระดับบูรณาการ ที่มองทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ไม่แยกการทำงานเป็นรายจังหวัด พร้อมสำรวจจุดเหมาะสมสำหรับติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำขนาดใหญ่บริเวณหัวเขาแดงและร่องน้ำคอขวด รวมถึงเพิ่มจุดติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำในคลองสายหลักรอบทะเลสาบ เพื่อเร่งระบายมวลน้ำอย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ ภาคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสื่อสารแผนการทำงานอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา ระบุให้ชัดเจนว่า กำลังดำเนินการอะไรที่หัวเขาแดง มีการระดมเครื่องผลักดันน้ำและเรือผลักดันน้ำเมื่อใด จะเสร็จเมื่อไร และคาดว่าจะช่วยลดระดับน้ำในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างไร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า ชาวนครศรีธรรมราช พัทลุง และหาดใหญ่ ไม่ได้ถูกปล่อยให้ต่อสู้กับน้ำท่วมเพียงลำพัง

ท่ามกลางฤดูฝนที่ยังไม่จบ ลุ่มน้ำที่ยังอิ่มตัว และทะเลสาบที่ยังมีระดับน้ำสูง การตัดสินใจเชิงรุกของรัฐบาลในการเร่งติดตั้ง “เครื่องผลักดันน้ำที่หัวเขาแดง” อาจเป็นปัจจัยชี้ชะตาว่า ภาคใต้จะผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมระลอกนี้ไปได้ด้วยบาดแผลมากน้อยเพียงใด เพราะสำหรับคนในพื้นที่ สงครามน้ำท่วมครั้งนี้ “ยังไม่จบ” และทุกนาทีที่ปล่อยให้มวลน้ำค้างอยู่ คือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในชีวิตจริงของผู้คนริมลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

ตั้ง “เครื่องผลักดันน้ำ” หัวเขาแดง จุดยุทธศาสตร์บริเวณปากน้ำ เร่งระบายลุ่มทะเลสาบสงขลา ก่อนฝนใต้ระลอกใหม่ถล่ม

ในขณะที่ฝนปลายปีในภาคใต้ยังเหลือเวลาอย่างน้อยราว 2 เดือน พื้นที่นครศรีธรรมราช พัทลุง และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ยังเผชิญปัญหาน้ำท่วมซ้ำจากทั้งฝนสะสมและน้ำล้นตลิ่ง หลายชุมชนยังมีน้ำท่วมขัง ถนนสายหลัก–รองบางช่วงยังสัญจรลำบาก ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

แม้น้ำส่วนหนึ่งจะไหลลงสู่ “ทะเลสาบสงขลา” ซึ่งเป็นจุดรับน้ำสำคัญของลุ่มน้ำภาคใต้ตอนล่าง แต่ระดับน้ำในทะเลสาบกลับลดลงอย่างเชื่องช้า ทำให้การระบายน้ำจากคลองสาขาและพื้นที่ลุ่มต่ำรอบ ๆ ยังทำได้จำกัด เสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่จึงเริ่มมุ่งไปที่ “หัวเขาแดง” บริเวณปากน้ำสงขลา ว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่รัฐและหน่วยงานด้านน้ำต้องเร่งเข้ามาเสริมศักยภาพการระบายน้ำอย่างเร่งด่วน

หัวเขาแดงถือเป็น “คอขวด” ของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา น้ำจากนครศรีธรรมราช พัทลุง และหาดใหญ่ รวมถึงพื้นที่รอบทะเลสาบส่วนใหญ่จะไหลมารวมกันก่อนจะระบายออกสู่อ่าวไทย หากปากน้ำบริเวณนี้ระบายได้ไม่เต็มที่ ระดับน้ำในทะเลสาบก็จะคงสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้พื้นที่ต้นน้ำและกลางน้ำไม่สามารถระบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมขังนานกว่าที่ควรจะเป็น

จากบทเรียนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ประเทศไทยเคยใช้ “เครื่องผลักดันน้ำ” และ “เรือผลักดันน้ำ” เพื่อเร่งเคลื่อนมวลน้ำลงสู่ปากแม่น้ำและออกทะเลในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยติดตั้งในคลองสายสำคัญร่วมกับเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ของกรมชลประทาน มาตรการดังกล่าวช่วยเพิ่มอัตราการไหลของน้ำและลดระยะเวลาน้ำท่วมขังได้อย่างเป็นรูปธรรม

วันนี้ หลายฝ่ายในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเสนอว่า รัฐบาลและกรมชลประทานควรนำประสบการณ์จากปี 2554 มาปรับใช้กับสถานการณ์ภาคใต้ โดยเฉพาะการ “ดันตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเรือผลักดันน้ำที่หัวเขาแดง” อย่างจริงจัง เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่อ่าวไทย ก่อนที่ฝนระลอกใหม่จะถาโถมลงมาอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติประกอบด้วย การตั้ง “วอร์รูมบริหารลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา” ระดับบูรณาการ ที่มองทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ไม่แยกการทำงานเป็นรายจังหวัด พร้อมสำรวจจุดเหมาะสมสำหรับติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำขนาดใหญ่บริเวณหัวเขาแดงและร่องน้ำคอขวด รวมถึงเพิ่มจุดติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำในคลองสายหลักรอบทะเลสาบ เพื่อเร่งระบายมวลน้ำอย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ ภาคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสื่อสารแผนการทำงานอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา ระบุให้ชัดเจนว่า กำลังดำเนินการอะไรที่หัวเขาแดง มีการระดมเครื่องผลักดันน้ำและเรือผลักดันน้ำเมื่อใด จะเสร็จเมื่อไร และคาดว่าจะช่วยลดระดับน้ำในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างไร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า ชาวนครศรีธรรมราช พัทลุง และหาดใหญ่ ไม่ได้ถูกปล่อยให้ต่อสู้กับน้ำท่วมเพียงลำพัง

ท่ามกลางฤดูฝนที่ยังไม่จบ ลุ่มน้ำที่ยังอิ่มตัว และทะเลสาบที่ยังมีระดับน้ำสูง การตัดสินใจเชิงรุกของรัฐบาลในการเร่งติดตั้ง “เครื่องผลักดันน้ำที่หัวเขาแดง” อาจเป็นปัจจัยชี้ชะตาว่า ภาคใต้จะผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมระลอกนี้ไปได้ด้วยบาดแผลมากน้อยเพียงใด เพราะสำหรับคนในพื้นที่ สงครามน้ำท่วมครั้งนี้ “ยังไม่จบ” และทุกนาทีที่ปล่อยให้มวลน้ำค้างอยู่ คือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในชีวิตจริงของผู้คนริมลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

ดันบุคลากรรับมืออุตสาหกรรมยุคใหม่ “ผู้ว่าฯ สุเมธ” ชูโมเดล “ความร่วมมือ” ปรับบทบาทสู่ “ผู้สนับสนุน” ดันไทยขึ้นแท่นผู้นำอุตฯ ภูมิภาค

(1 ธ.ค. 68) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดหลักสูตร “TechNet รุ่นที่ 1” ระดมผู้บริหารภาครัฐ-เอกชน สร้างเครือข่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรม “ผู้ว่าฯ สุเมธ” ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ มุ่งปรับบทบาทจากผู้กำกับดูแลสู่ “ผู้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา” ชี้ความสามารถในการปรับตัวของบุคลากร
มีคุณค่าอย่างมาก พร้อมดันอุตสาหกรรมไทยก้าวข้ามผู้ตาม สู่ผู้นำในระดับภูมิภาค

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดอบรมหลักสูตร “เครือข่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมอนาคต” หรือ TechNet (Technology & Innovation Networking for Future Industries) รุ่นที่ 1 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมาว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งการปฏิวัติดิจิทัล (Digital Disruption) และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ซึ่งเป็นความท้าทายที่อุตสาหกรรมไทยต้องเร่งบูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม หากยังยึดติดกับโครงสร้างการบริหารแบบเดิม คงยากที่จะรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน

กนอ. จึงเร่งปรับบทบาทจากเดิมที่เป็นเพียงผู้กำกับดูแล (Regulator) สู่การเป็น “ผู้สนับสนุนและวางโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา” โดยใช้ สถาบันวิทยาการอุตสาหกรรม กนอ. (I-EA-T Academy) เป็นกลไกหลักในการพัฒนาทุนมนุษย์ เพราะในยุคปัจจุบันความสามารถในการปรับตัวของบุคลากรมีคุณค่าอย่างมาก โดยหลักสูตร TechNet รุ่นที่ 1 ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างผู้นำที่มีวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ผ่านระบบการเรียนรู้แบบบูรณาการที่เน้นประสบการณ์จริง (Experiential Learning) 

“หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวจากการเป็นผู้ตาม ขึ้นมาเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคได้นั้น คือ ‘ความร่วมมือ’ ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา กนอ. จึงมุ่งมั่นให้ TechNet เป็นต้นแบบแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน โดย I-EA-T Academy จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการถักทอเครือข่ายพันธมิตร (Partnership) เชื่อมโยงตั้งแต่นักพัฒนานวัตกรรมไปจนถึงผู้ปฏิบัติงานจริง พร้อมยกระดับทักษะทั้ง การสร้างทักษะใหม่ (Reskill), การยกระดับทักษะเดิม (Upskill) และ การพัฒนาทักษะเชิงลึก (Deep skill) เพื่อสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ (New Ecosystem) ที่เข้มแข็ง และเปลี่ยนผ่านบุคลากรให้เป็นบุคลากรคุณภาพ (Talent) ที่มีศักยภาพ พร้อมรับมือกับกติกาการค้าโลกและเทรนด์ความยั่งยืนในอนาคต” ผู้ว่าการ กนอ.กล่าวทิ้งท้าย


ที่มา : กองสื่อสารองค์กร การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)  

พักหนี้-ดีพร้อม ยกต้นยกดอก อัตโนมัติ 4 เดือน ช่วยลูกหนี้ SME น้ำท่วมภาคใต้ อัดผ่านสินเชื่อ เงินช่วยภัยพิบัติ ดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 68 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ขานรับนโยบายเร่งด่วนของ นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ดำเนินมาตรการเร่งด่วน
“การบรรเทา ฟื้นฟู และให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรม” หรือสินเชื่อ “เงินง่าย ฟื้นใต้ ช่วยภัยพิบัติ” เพื่อให้ความช่วยเหลือ และลดภาระด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ในพื้นที่ภาคใต้ผ่านเงินทุนเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย หรือดีพร้อมเปย์ (DIPROM Pay) 

โดยลูกหนี้ชั้นดีรายเดิมจะได้รับการพักชำระหนี้อัตโนมัติทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ไม่เกิน 4 เดือน พร้อมลดภาระค่างวดผ่อนชำระรายเดือนและขยายระยะเวลาชำระหนี้ได้ไม่เกิน 2 ปี ส่วนลูกหนี้รายใหม่สามารถกู้วงเงินได้ รายละไม่เกิน 5 แสนบาท ปลอดดอกเบี้ย 6 เดือนแรก พร้อมพักชำระหนี้อัตโนมัติ 3 เดือน

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 หลายจังหวัดได้รับผลกระทบความเสียหายรุนแรง โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ถูกจัดเป็นพื้นที่ความรุนแรงระดับหนักมาก 

ส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนและความเสียหายแก่ทรัพย์สิน ของประชาชนจำนวนมาก รวมทั้งผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการรายย่อย และวิสาหกิจชุมชน กระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การนำของ นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนในพื้นดังกล่าว จึงสั่งการให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เร่งให้ความช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชน และในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย

จึงออกมาตรการเร่งด่วนผ่าน “มาตรการบรรเทา ฟื้นฟู และให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรม” กรอบวงเงินล็อตแรก 50 ล้านบาท เพื่อมุ่งช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่เป็นลูกหนี้สินเชื่อของเงินทุนหมุนเวียนฯ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินให้ได้รับการผ่อนผันการชำระหนี้ลดอัตราดอกเบี้ย ให้สิทธิรีไฟแนนซ์ (Refinance) นอกจากนี้ ลูกค้ารายใหม่ยังสามารถยื่นขอสินเชื่อ “เงินง่าย ฟื้นใต้ ช่วยภัยพิบัติ” ภายใต้มาตรการดังกล่าว เพื่อนำไปใช้ปรับปรุง ซ่อมแซม ฟื้นฟูกิจการ และทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย หรือเสริมสภาพคล่อง ในการดำเนินธุรกิจให้มีโอกาสฟื้นตัวในการประกอบอาชีพ หรือธุรกิจต่อไป 

นางสาวณัฏฐิญา กล่าวต่อว่า สำหรับคุณสมบัติของผู้ประกอบการที่ประสงค์ขอรับความช่วยเหลือต้องอยู่ในพื้นที่ที่ประกาศเป็นพื้นที่ประสบอุทกภัยและเป็นลูกหนี้เงินทุนหมุนเวียนฯ ชั้นดี รายเดิม หรือมีประวัติการค้างชำระ ไม่เกิน 1 ปี จะได้รับสิทธิ ดังนี้ (1) พักชำระหนี้อัตโนมัติ ไม่เกิน 4 เดือน และยกดอกเบี้ยระหว่าง 4 เดือนนี้ ให้ลูกหนี้โดยไม่ต้องชำระคืนภายหลัง (2) ลดค่างวดผ่อนชำระรายเดือน ร้อยละ 50 ตามสัญญาเดิม เป็นระยะเวลา 4 เดือน (3) สามารถขอขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ได้ไม่เกิน 2 ปี โดยรวมแล้วต้องไม่เกินระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาเดิม และ (4) สามารถขอรีไฟแนนซ์เงินกู้ (Refinance)

โดยวงเงินกู้ใหม่จะต้องไม่เกินวงเงินกู้เดิม ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบและต้องการเสริมสภาพคล่อง ยังสามารถยื่นขอรับสินเชื่อ “เงินง่าย ฟื้นใต้ ช่วยภัยพิบัติ” โดย ดีพร้อม มีมาตรการพิเศษเพื่อการบรรเทา ฟื้นฟู และให้ความช่วยเหลือฯ ผ่านวงเงินกู้ไม่เกิน 500,000 บาท ต่อราย/กิจการ ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 2 ปี ปลอดดอกเบี้ยเดือนที่ 1 – 6 และเดือนที่ 7 – 24 อัตราดอกเบี้ยพิเศษแบบขั้นบันได ไม่เกินร้อยละ 6 ต่อปี พร้อมสิทธิการพักชำระหนี้อัตโนมัติ ไม่เกิน 3 เดือน

นอกจากมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนในภาวการณ์ฉุกเฉินแล้ว ดีพร้อม
ยังเร่งเตรียมส่งธารน้ำใจไปยังผู้ประสบภัยด้วยถุงยังชีพผ่าน “ศูนย์อุตสาหกรรมรวมใจ ช่วยพี่น้องชาวไทยประสบภัยพิบัติ” โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาคเอกชนและหน่วยงานเครือข่าย รวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ เครื่องอุปโภค บริโภค และน้ำดื่ม ส่งมอบให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน นางสาวณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถยื่นคำขอได้ด้วยตนเอง หรือส่งคำขอทางไปรษณีย์มาที่ กลุ่มบริหารเงินทุน สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ชั้น 4 ถนนพระรามที่ 6 เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 0 2430 6865 – 66 ต่อ 1051 หรือ DIPROM Center 1-11 ที่ประจำอยู่ในแต่ละเขตพื้นที่รับผิดชอบ
 

ชวนเที่ยวงาน ‘พรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9’ ประจำปี 2568 ยกขบวนพืชพรรณให้คนกรุงท่องโลกธรรมชาติ ตั้งแต่ 1-10 ธ.ค. 68

หากจะเปรียบ “สวนหลวง ร.9” ภายใต้การบริหารดูแลของ “มูลนิธิสวนหลวง ร.9” เป็นเหมือนสวนหลังบ้านของคนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ก็คงไม่เกินจริงนัก เพราะที่นี่เป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่เปิดต้อนรับคนทุกเพศทุกวัยให้เข้ามาใช้เวลาอย่างผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติ

ไม่ว่าจะเป็นคนรักสุขภาพที่มาเดิน-วิ่งออกกำลังกาย กลุ่มคนที่มาเล่นโยคะ เต้นแอโรบิก ปั่นจักรยานในโซนที่กำหนด ครอบครัวที่มาปูเสื่อปิกนิก อ่านหนังสือ นั่งชมวิวริมน้ำ เด็ก ๆ ที่มาวิ่งเล่นและให้อาหารปลา ไปจนถึงผู้ที่ตั้งใจมาชมสวนดอกไม้ เรือนพฤกษศาสตร์ มาถ่ายรูปพรีเวดดิ้ง หรือร่วมงานเทศกาลและงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ

ทุกกิจกรรมที่กล่าวมานี้ทำให้สวนหลวง ร.9 กลายเป็นพื้นที่พักผ่อนและตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองในทุกช่วงวัยอย่างแท้จริง

“สวนหลวง ร.9” กลายเป็นสวนสาธารณะที่ถูกพูดถึงเป็นชื่อแรก ๆ และเป็นแลนด์มาร์กสีเขียวที่ไม่ว่าใครก็อยากจะลองไปเยือนสักครั้ง แต่หลายคนก็อาจยังไม่ทราบว่า จุดเริ่มต้นของพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่แห่งนี้ เกิดขึ้นจากการผลักดันของผู้คนที่เห็นความสำคัญของพืชพรรณและธรรมชาติ ที่ต้องการสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (ตามพระอิสริยยศในขณะนั้น) เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อปี พ.ศ. 2530 บนพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงเทพมหานคร และที่ดินผืนนี้ กรุงเทพฯ ได้มอบให้มูลนิธิสวนหลวง ร.9 เป็นผู้ดำเนินการและดูแล

พลังความร่วมมือของทุกฝ่าย ทำให้สวนหลวง ร.9 ไม่ได้เป็นเพียงสวนสาธารณะธรรมดา แต่เป็นพื้นที่สีเขียวที่เกิดจากความตั้งใจและการทำงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งยังคงมอบความร่มรื่นและคุณค่าทางธรรมชาติให้กับคนเมืองมาจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน “สวนหลวง ร.9” เปิดดำเนินการมานานแล้วเกือบ 4 ทศวรรษ ขึ้นชื่อว่าเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่และสวนพฤกษศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทย และดำเนินการจัด “งานพรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9” ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ประจำปีที่จัดขึ้นในช่วงต้นเดือนธันวาคมของทุกปี

ในปี 2568 นี้ สวนหลวง ร.9 ก็จัดงานพรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9 ภายใต้ชื่องาน “เจ้าฟ้าแห่งพฤกษาพรรณ มิ่งขวัญของปวงประชา 70 พรรษา” ระหว่างวันที่ 1-10 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 05.00-19.00 น. โดยภายในงานครั้งนี้ ได้มีการจัดแสดง “สวนพันธมิตร” ซึ่งเป็นสวนที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานพันธมิตรให้การสนับสนุน ได้แก่

>>สวนญี่ปุ่น ดินแดนแห่งเทพเจ้า

เป็นสวนสไตล์ญี่ปุ่น ประกอบด้วยเสาโทริอิ ทางเดินข้ามสะพาน ไปสู่ทางเชื่อมจิตวิญญาณ พร้อมโคมไฟไม้ไผ่ เพิ่มความอบอุ่นและส่องประกาย

>>สวนศิลปะแห่งสีสันและอารมณ์

เน้นการผสมผสานงานศิลปะเข้ากับธรรมชาติ รูปดอกม่วงเทพรัตน์ คือ ประติมากรรมดอกไม้ที่จัดวางอย่างจงใจ สวนนี้เป็นการเล่นกับสีสันที่ตัดกันอย่างชัดเจน (สีแดง-ม่วง-ชมพู-เขียว) สร้างความตื่นเต้นและท้าทายสายตาผู้เข้าชม เป็นเหมือนแกลเลอรีกลางแจ้งที่เต็มไปด้วยพลังงาน

>>สวนฟาร์มมิลี่ (Family)

ฟาร์มแสนสุข ที่ทั้งครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน จัดแสดงในรูปแบบสวนที่เป็นทั้งฟาร์มและบ้าน จัดวางในรูปแบบโรงนา และกังหันลม พร้อมองค์ประกอบในฟาร์ม เช่น ฟางก้อน สัตว์เลี้ยง แปลงปลูกผัก ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และสนุกสนาน

>>สวนอเมซอน หัวใจแห่งป่าฝน

จำลองบรรยากาศและความรู้สึกของการเดินสำรวจป่าฝนอเมซอน ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและความลึกลับ โดยเน้นพืชพรรณเขตร้อน ความอุดมสมบูรณ์ เขียวชอุ่ม และความหลากหลายทางชีวภาพ สัตว์ป่าสีสันสดใส

>>สวนเทศกาลฤดูหนาว

สวนฤดูหนาวออกแบบให้สื่อถึงความอบอุ่นท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบาย ใช้โทนสีแดง-เขียว-ทอง สร้างความสดใส และสมดุลกับสีเขียวของไม้พุ่มและต้นสน จัดองค์ประกอบให้มีจุดศูนย์กลางเป็นต้นไม้ตกแต่ง รายล้อมด้วยแปลงดอกไม้และพืชกระถาง เพิ่มความน่าสนใจด้วยรถไฟจำลองและกวางคู่ สร้างภาพลักษณ์สวนที่มีชีวิตชีวา เหมาะสำหรับพักผ่อนและเป็นมุมถ่ายภาพในฤดูหนาว

>>สวนประดับกินได้

ใช้พืชผักมาประยุกต์ให้สวยงาม เน้นเส้นสายเส้นตรงของซุ้ม สร้างจุดเด่นด้วยพืชผักที่มีเถา

นอกจากสวนพันธมิตรแล้ว ภายในงานยังมีโซนจัดแสดงถาวรที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ทั้ง “อาคารแสดงพรรณไม้ในร่ม” ซึ่ง กฟผ. ให้การสนับสนุนต่อเนื่องมาเกือบ 40 ปี นำเสนอพืชหายากและพืชเฉพาะถิ่น อาทิ ปาล์มเจ้าเมืองถลาง หวายทะนอย เรือนเฟิร์น กล้วยไม้ อีกทั้งยังมีอาคารพันธุ์ไม้ทะเลทราย สวนนานาชาติ หอรัชมงคล และโซนอื่น ๆ ภายในสวนหลวง ร.๙ ที่สวยงามและร่มรื่นไม่แพ้กัน

อีกทั้งยังมีการจัดแสดงต้นไม้ที่ชนะการประกวด 11 ประเภท ได้แก่ กระบองเพชร โป๊ยเซียน เฟิร์น ไม้อวบน้ำ พญามังกร แก้วกาญจนา ลิ้นมังกร บอนสี ชวนชม โกศล และหน้าวัวใบ นำมาจัดแสดงบริเวณสนามราษฎร์ (ด้านถนนเฉลิมพระเกียรติ เข้าประตู 6 เฟื่องฟ้า)

พร้อมกันนี้ยังมีซุ้มตรวจดวงชะตา โดยนักพยากรณ์ชื่อดังจากหลากหลายแขนง บริเวณศาลามะหาด กันเกรา หมากขาม (เกาะ 3) ในวันที่ 1, 5, 6, 7, 9, 10 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 09.30-18.30 น. จำหน่ายบัตรราคา 300 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าเที่ยวชมงาน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ค่าบัตรเข้าชมคนละ 20 บาท เพื่อใช้ในการดูแลบำรุงรักษา ปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรวมของสวนหลวง ร.9 ให้คงความสวยงาม และเป็นพื้นที่พักผ่อนสีเขียวให้คนกรุงเทพฯ ตลอดไป

ผู้ที่นำรถส่วนตัวมา สามารถจอดรถได้ที่สวนหลวง ร.9 โดยจะเก็บค่าจอดรถคันละ 50 บาท หรือจอดที่ห้างพาราไดซ์พาร์ค หรือ ซีคอนสแควร์ ซึ่งจะมีรถมินิบัสไฟฟ้าของ กทม. ให้บริการรับ-ส่ง ฟรี ส่วนผู้ที่เดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ สามารถใช้รถไฟฟ้า MRT สายสีเหลือง ลงที่สถานีสวนหลวง ร.๙ ได้เลย

สวนหลวง ร.9 ไม่ใช่เพียงสวนสาธารณะเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สีเขียว เป็นปอดกลางกรุง เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ ให้ชาวกรุงเทพฯ ทุกคน ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ

 

‘ดร.เอ้’ เสนอแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ ทั้งมาตรการเร่งด่วน และมาตรการระยะยาว ช่วยพี่น้องชาวใต้ไม่ให้เจออุทกภัยซ้ำ

(1 ธ.ค. 68) ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ เสนอแก้น้ำท่วมหาดใหญ่เป็น 2 ชั้นใหญ่ ๆ 1. มาตรการเร่งด่วน – เจาะเปิดถนนลพบุรีราเมศวร์ชั่วคราว ระบายน้ำออกให้เร็วที่สุด 2. มาตรการระยะยาว – สร้าง “อุโมงค์ระบายน้ำลอดใต้เมืองหาดใหญ่” + ปฏิรูปผังเมือง/ผังน้ำ ใช้พันธบัตรโครงสร้างพื้นฐานระดมทุน

1. มุมมองสาเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ (ตามที่ ดร.สุชัชชวีร์อธิบาย)

สาเหตุสำคัญด้านวิศวกรรมคือ ถนนลพบุรีราเมศวร์ สร้าง “ขวางทางน้ำ” จากเมืองหาดใหญ่ลงสู่ ทะเลสาบสงขลา

ภาพถ่ายดาวเทียมชี้ว่า มวลน้ำขาดตอนตรงแนวถนน ทำให้ถนนทำหน้าที่เหมือน “คันกั้นน้ำ/เขื่อนยักษ์” น้ำเลยค้างอยู่ฝั่งเมืองหาดใหญ่ ระบายออกไม่ทัน จนน้ำสูง 3–4 เมตรในบางจุด 

หาดใหญ่เองเดิมมีคลองและทางน้ำธรรมชาติหลายสาย แต่ถูกบุกรุก/กลายเป็นชุมชน ทำให้ แทบไม่มีทางระบายน้ำธรรมชาติในเมืองเหลืออยู่ แล้ว 

2. แนวทาง “เร่งด่วน” แก้น้ำท่วมหาดใหญ่

2.1 เจาะเปิดคันถนนลพบุรีราเมศวร์ชั่วคราว

ดร.สุชัชชวีร์เสนอว่า ถ้าจะให้น้ำลดเร็วสุด ต้อง เปิดทางให้น้ำไหลจากเมืองหาดใหญ่ลงทะเลสาบสงขลาให้ไวที่สุด โดย

1. “เจาะเปิดคันถนน” ลพบุรีราเมศวร์หลายจุด

เปิดเป็นช่องระบายน้ำขนาดพอเหมาะ หลายตำแหน่ง

ให้มวลน้ำที่ค้างในเมืองไหลผ่านถนนไปยังพื้นที่รับน้ำและต่อเนื่องสู่ทะเลสาบสงขลาได้เร็วขึ้น
 

2. ใช้ สะพานเหล็กเคลื่อนที่ของกรมทหารช่าง/กองทัพภาคที่ 4

นำสะพานเหล็กแบบทหาร (ใช้ลำเลียงรถถัง/ยุทโธปกรณ์) มาวาง “คร่อม” จุดที่เจาะถนน

ทำได้เร็วในระดับ “ไม่กี่นาที” ต่อจุด (ตามศักยภาพที่เคยไปดูที่กรมทหารช่าง ราชบุรี)

รถยังสัญจรได้ ขณะเดียวกันก็เปิดช่องระบายน้ำด้านล่างด้วย 

3. อพยพ/ดูแลพื้นที่ปลายน้ำอย่างเป็นธรรม

พื้นที่ที่เป็นทางผ่านของน้ำหลังเจาะถนน แม้จะมีบ้านเรือนน้อยกว่าในเมือง ก็ต้องมีการอพยพ ชดเชย และจัดการอย่างยุติธรรม ไม่ให้คนปลายน้ำเดือดร้อนแบบไร้การดูแล 

ดร.เอ้ย้ำว่า ถ้าไม่กล้าตัดสินใจ “เปิดคันถนน” ตอนนี้ น้ำก็จะลงช้าและความเสียหายจะยืดเยื้อไปอีก อยู่ที่ “ความกล้าหาญของผู้นำ” ว่าจะกล้าทำหรือไม่ 

3. แนวทาง “ระยะยาว/ถาวร” ที่เสนอ

3.1 สร้าง “อุโมงค์ระบายน้ำลอดใต้เมืองหาดใหญ่”

เสนอให้สร้าง อุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ใต้ดิน ลอดใต้เมืองหาดใหญ่ เพื่อพาน้ำจากลุ่มน้ำในเมืองออกสู่คลองหลัก/ทะเลสาบสงขลา
 

ข้อดีที่ยกตัวอย่าง:

ไม่ต้องเวนคืนที่ดินยาว ๆ เหมือนการขุดคลองเปิดโล่งกลางเมือง (ซึ่งช้าและแพงมาก) เป็นวิธีที่ หลายเมืองใหญ่ เช่น ฮ่องกง โตเกียว สิงคโปร์ ใช้แก้น้ำท่วมเมืองแล้วได้ผล งานวิศวกรรมซับซ้อนน้อยกว่าอุโมงค์รถไฟ/รถยนต์ใต้ดินด้วยซ้ำ 

มองว่าถ้าขับเคลื่อนจริงจัง อุโมงค์นี้ อาจเห็นเป็นรูปธรรมได้ใน 2–3 ปี หลังเริ่มสร้าง 

3.2 ปฏิรูป “ผังเมือง + ผังน้ำ” หาดใหญ่

หาดใหญ่เคยมีการพูดเรื่องผังน้ำ/อุโมงค์มาตั้งแต่หลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2553 แต่ไม่เกิดการปฏิรูปจริงจัง 

ดร.สุชัชชวีร์เสนอให้จัดทำ ผังเมืองที่สอดคล้องกับทางน้ำ:

กันพื้นที่รับน้ำ/พื้นที่ลุ่มต่ำไว้ ไม่ให้ถูกถมเป็นที่อยู่อาศัย-เชิงพาณิชย์

ปกป้องคลอง/ทางน้ำที่เหลืออยู่ไม่ให้ถูกบุกรุก

วางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ (ถนน สะพาน ฯลฯ) ให้ “ไปกับน้ำ” ไม่ใช่ “ขวางน้ำ” เช่นกรณีถนนลพบุรีราเมศวร์ 

3.3 วิธีหาเงินสร้าง ไม่เพิ่มภาระงบประมาณ

เสนอให้ระดมทุนด้วย “พันธบัตรโครงสร้างพื้นฐาน” (Infrastructure Bond) ภาครัฐออกพันธบัตร เพื่อให้ประชาชน/เอกชนซื้อ แทนเอาเงินไปฝากธนาคารดอกเบี้ยต่ำ รัฐให้ดอกเบี้ยสูงกว่าดอกเบี้ยฝากประจำ เพื่อจูงใจให้ลงทุน

ทำให้ ไม่ต้องดึงงบประมาณภาษีปีต่อปีมาสร้างทั้งหมด และไม่ต้องกู้เพิ่มมาก 

4. สรุปให้สั้นที่สุด

ถ้าเอาคำตอบแบบสั้นมาก ๆ ตามแนวคิดของ ดร.สุชัชชวีร์ คือ

1. ตอนนี้ (เร่งด่วน)

เจาะเปิดถนนลพบุรีราเมศวร์หลายจุด

ใช้สะพานเหล็กทหารวางคร่อม เพื่อให้น้ำไหลผ่านไปทะเลสาบสงขลาได้เร็วสุด

2. อนาคต (ระยะยาว/ถาวร)

สร้าง “อุโมงค์ระบายน้ำใต้เมืองหาดใหญ่” เหมือนเมืองใหญ่ต่างประเทศ

ปรับผังเมือง–ผังน้ำใหม่ทั้งระบบ

ใช้ “พันธบัตรโครงสร้างพื้นฐาน” หาเงิน ไม่ต้องพึ่งแต่งบประมาณแผ่นดิน
 

ทางการแพทย์ให้ รพ.เทพา จ.สงขลา ช่วยเสริมศักยภาพการรักษา ผู้ป่วยและฟื้นฟูระบบสาธารณสุข หลังวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่

(1 ธ.ค. 68) บีไอจี ผู้นำนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำของประเทศไทย ส่งมอบออกซิเจนทางการแพทย์ให้แก่ โรงพยาบาลเทพา จังหวัดสงขลา เพื่อช่วยเสริมศักยภาพการรักษาผู้ป่วยและฟื้นฟูระบบสาธารณสุขหลังเหตุการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ในจังหวัดสงขลาและพัทลุงอย่างรุนแรง

นางอรลา เจริญลาภ Chief Finance Officer บีไอจี กล่าวว่า “บีไอจีตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาพยาบาลในภาวะวิกฤติที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรสำคัญอย่างออกซิเจนทางการแพทย์ เราได้ระดมกำลังและดำเนินการอย่างเต็มที่ในการจัดส่งออกซิเจนให้กับโรงพยาบาลหาดใหญ่และโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (มอ.) อย่างเร่งด่วน เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับโรงพยาบาลอื่น ๆ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะโรงพยาบาลเทพา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูและเสริมความพร้อมของระบบสาธารณสุข”

การสนับสนุนครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบีไอจีในการยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทยในยามวิกฤต พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานสาธารณสุขเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและปลอดภัย โดยจะประสานงานกับบุคลากรของโรงพยาบาลเพื่อให้การจัดส่งออกซิเจนเป็นไปอย่างราบรื่นและทันต่อความต้องการ และให้การสนับสนุนเพิ่มเติมตามความจำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่ให้ก้าวผ่านวิกฤตนี้โดยเร็วที่สุด
 

สนง.คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดตั้ง “ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center)” บริการซ่อมแซมทรัพย์สินและอุปกรณ์ไฟฟ้า ตั้งเป้า 50 ศูนย์ เพื่อช่วยผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

เมื่อวานนี้ (30 พ.ย. 68) นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดตั้ง "ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center)" เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ซึ่งได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 และให้บริการเวลา 08.00 - 18.00 น. โดยในพื้นที่จังหวัดสงขลา ได้เปิดให้บริการแล้ว 6 ศูนย์ และอยู่ระหว่างเปิดอีก 44 ศูนย์ เพื่อให้ได้ 50 ศูนย์ตามเป้าหมายที่วางไว้ 

นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำระบบรายงานการให้บริการแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นระบบที่ให้แต่ละศูนย์รายงานการให้บริการ ทำให้สามารถตรวจสอบการให้บริการได้แบบทันท่วงที และจากการให้บริการที่ผ่านมา ศูนย์ฯ ได้ดำเนินการซ่อมแซมทรัพย์สินและอุปกรณ์ต่าง ๆ ไปแล้วรวม 632 รายการ แบ่งเป็นบริการซ่อมแล้วเสร็จ 583 รายการ (คิดเป็นร้อยละ 92.2) โดยประเภทการซ่อมที่มากที่สุดคือ รถจักรยานยนต์ 290 คัน เครื่องใช้ไฟฟ้า 251 ชิ้น เครื่องมือและอุปกรณ์ประกอบอาชีพ 40 ชิ้น และยานยนต์ 2 คัน ขณะที่รอดำเนินการซ่อม 49 รายการ ซึ่งประกอบด้วยรถจักรยานยนต์ 12 คัน เครื่องใช้ไฟฟ้า 30 ชิ้น และเครื่องมือและอุปกรณ์ประกอบอาชีพ 7 ชิ้น

เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวต่อไปว่า สอศ.ได้ระดมกำลังจากสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศ มีผู้บริหาร คณะครู บุคลากรอาชีวศึกษา และนักเรียน นักศึกษาอาสาปฏิบัติงานจำนวนกว่า 600 คน โดยศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน Fix it Center กระจายอยู่ในพื้นที่จังหวัดสงขลา ได้แก่ อำเภอหาดใหญ่ อำเภอจะนะ อำเภอนาทวี อำเภอนาหม่อม อำเภอเมืองสงขลา อำเภอสิงหนคร อำเภอสทิงพระ อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอระโนด และอำเภอรัตภูมิ โดยมีวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่เป็นหน่วยงานประสานงานหลัก ร่วมกับสถานศึกษาอาชีวศึกษาจากหลายจังหวัด ได้แก่ สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดต่างๆ วิทยาลัยเทคนิค และวิทยาลัยการอาชีพในพื้นที่ภาคใต้และภาคกลาง ที่เดินทางมาร่วมปฏิบัติภารกิจ พร้อมกันนี้ สอศ.ยังได้จัดตั้งศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชนในจังหวัดอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้คู่ขนานกันไปด้วย

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวทิ้งท้ายว่า ตามที่ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แสดงความห่วงใยประชาชนทุกคนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือ ความปลอดภัยของครูและนักเรียน สอศ.มีความห่วงใยและตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประสบอุทกภัย จึงได้จัดตั้งศูนย์ซ่อมสร้างในครั้งนี้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน 

นอกจากนี้ สอศ.เตรียมประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในการเข้าช่วยเหลือโรงเรียนและสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยด้านการทำความสะอาด เคลียร์พื้นที่ การตรวจสอบระบบไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย และครุภัณฑ์การศึกษา เช่น คอมพิวเตอร์ สื่อโสตทัศนูปกรณ์ เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและทั่วถึง

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายสมศักดิ์ ไชยโสดา ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ โทร. 061-4951541, นายชริน รัตฉวี รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ โทร 082-6522225 และ นายสัญญา ขยายวงศ์ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ โทร 081-3674252
 

“กรมส่งเสริมการเรียนรู้” ผนึกกำลัง “4 กระทรวง” คิกออฟ “สกร.จิตอาสาฯ-สกร.ร่วมใจพัฒนา” 7 จว. ร่วมเร่งฟื้นฟู ‘เมืองหาดใหญ่’ หลังประสบอุทกภัย สะท้อน สกร. เป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกสถานการณ์

เมื่อวานนี้ (30 พ.ย. 68) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมจัดกิจกรรม Kick Off การฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดสงขลา โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับสูง และผู้แทนหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วมเพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างเร่งด่วนและทั่วถึงซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามข้อห่วงใยและนโยบายเร่งด่วนของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) ที่ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งบูรณาการการช่วยเหลือ พร้อมทั้งสอดคล้องกับ คำสั่งการของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ที่กำชับให้สถานศึกษาและหน่วยงานในสังกัดเร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลัง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในทุกมิติ

ขณะที่ส่วนของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) นำโดย นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้ร่วมจัดกำลัง “สกร.จิตอาสาฯ-สกร.ร่วมใจพัฒนา” จาก 7 จังหวัด ได้แก่ สงขลา นครศรีธรรมราช ตรัง กระบี่ สุราษฎร์ธานี ระนอง และภูเก็ต รวมกว่า 300 คน ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจ Big Cleaning ในเขตอำเภอหาดใหญ่ รวม 9 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ชุมชนสำคัญ ได้แก่ ตำบลคอหงส์ ห้องสมุดประชาชนอำเภอหาดใหญ่ ชุมชนเพชรเกษม ชุมชนภาสว่าง ชุมชนมุสลิมบริเวณวงเวียนน้ำพุ วัดปรักริมสระน้ำ ท่าเคียน ชุมชนท่าเคียนใน-ท่าเคียนนอก ชุมชนหน้าควน-หมู่บ้านฟ้าใส ต.ควนลัง ตำบลคูเต่า ตำบลคลองแห รวมถึง โรงเรียนนานาชาติเซาท์เทิร์น หาดใหญ่ เพื่อเร่งฟื้นฟูสถานศึกษาให้กลับมาเปิดเรียนได้โดยเร็ว โดยมีครู สกร. อำเภอหาดใหญ่ร่วมประสานงานอย่างใกล้ชิดในทุกพื้นที่

นอกเหนือจากการปฏิบัติภารกิจ Big Cleaning ในวัน Kick Off แล้ว สกร. ยังได้ดำเนินการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 โดยสถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาคใต้ นำโดยผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสงขลา ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสถาบันฯ ได้ร่วมกับ สกร.จังหวัดสงขลา จัดทำข้าวกล่องรวมจำนวน 11,621 กล่อง แจกจ่ายประชาชนในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และพื้นที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดสงขลา

สถาบัน สกร. ภาคใต้ ยังได้เปิดสถานที่ให้บริการที่พักแก่ผู้ประสบภัยและทีมอาสาที่ลงมาช่วยเหลือจำนวนรวมกว่า 200 คน พร้อมทั้งจัดบริการน้ำใช้สำหรับประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ รวมกว่า 3,503,000 ลิตร คิดเป็นจำนวนกว่า 1,000 คันรถขนน้ำ เพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคในช่วงวิกฤต

ขณะเดียวกัน สกร. จังหวัดต่าง ๆ ในภาคใต้ก็ได้จัดตั้งโรงครัวช่วยเหลือประชาชนต่อเนื่อง เช่น สกร.ภูเก็ต ที่ประกอบอาหารแจกจำนวน 200 กล่องต่อวัน เป็นเวลา 3 วัน (28-30 พฤศจิกายน 2568) และจัดมอบถุงยังชีพจำนวน 1,000 ชุด เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูในพื้นที่ประสบภัย

นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า การขับเคลื่อนภารกิจครั้งนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการทำงานแบบบูรณาการของ 4 กระทรวง และสะท้อนความเข้มแข็งของเครือข่าย “ครอบครัว สกร.” ที่พร้อมยืนเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์

“ดิฉันรู้สึกทึ่งในพลังของ สกร. ทุกคน ทั้งจากพื้นที่สงขลาและจังหวัดต่าง ๆ ที่ส่งกำลังสนับสนุนอย่างรวดเร็ว ชื่นชมในน้ำใจและความสามัคคีของทุกฝ่าย ภารกิจวันนี้สะท้อนชัดเจนว่า สกร. จะก้าวข้ามทุกความท้าทายไปด้วยกัน และยังคงเป็นที่พึ่งของประชาชนในยามเดือดร้อน” นางเกศทิพย์ กล่าว

นางเกศทิพย์ กล่าวด้วยว่า ภารกิจ Big Cleaning และมาตรการช่วยเหลือที่ดำเนินการต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ เป็นการตอกย้ำบทบาทและความมุ่งมั่นของทุกหน่วยงานที่ร่วมกันฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ให้กลับมาปลอดภัย พร้อมรองรับการดำเนินชีวิต การทำงาน และการเรียนรู้ของประชาชนโดยเร็วที่สุด


#THESTATESTIMES
#NewsFeed
#กรมส่งเสริมการเรียนรู้
#อุทกภัย
#น้ำท่วมภาคมใต้
#สงขลา
#หาดใหญ่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top