Tuesday, 7 July 2026
NEWS

โครงการปลูกกาแฟบนดอย จุดเริ่มต้นเปลี่ยน ‘ฝิ่น’ เป็น ‘ไร่กาแฟ’ น้อมระลึกทุกถ้วยที่เราอิ่มเอม ล้วนมีเงาของพระองค์อยู่ในนั้นเสมอ

ไม่มีความสุขใดที่จะมากไปกว่า การได้นั่งจิบกาแฟควันกรุ่นถ้วยโปรดรับอรุณ ก่อนจะเริ่มกิจการงานในแต่ละวัน 

ว่าแต่กาแฟที่จิบในแต่ละวันนั้น มีเรื่องราวที่เกี่ยวพันกับ 'โครงการหลวง' และเกิดเป็นเรื่องราวมหัศจรรย์ระหว่างชายสองคน จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นโครงการปลูกกาแฟบนดอยอีกด้วย

โครงการหลวงหรือมูลนิธิโครงการหลวงก่อตั้งในปี  พ.ศ. 2512 เป็นโครงการส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มุ่งส่งเสริมการปลูกพืชเมืองหนาวแก่ชาวเขา เพื่อหารายได้ทดแทนการปลูกฝิ่น โดยมีเป้าประสงค์คือช่วยเหลือให้ชาวเขามีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยในระยะแรกมี หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เป็นผู้รับผิดชอบในฐานะประธานมูลนิธิโครงการหลวง

ผลผลิตจากโครงการหลวงส่วนใหญ่เป็นพืชผักและผลไม้เมืองหนาว แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าผลผลิตโครงการหลวงนั้นมีกาแฟรวมอยู่ด้วย 

ปัจจุบันมูลนิธิโครงการหลวงมีพื้นที่ส่งเสริมการปลูกกาแฟอาราบิก้าในศูนย์พัฒนาโครงการหลวง 24 ศูนย์ รวมทั้งหมด 9,491 ไร่ เกษตรกร 2,602 ราย เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตผ่านโครงการหลวงปีละประมาณ 400-500 ตัน

ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน เกิดเรื่องราวอันน่าประทับใจระหว่างชายสองคนที่บ้านหนองหล่ม จังหวัดเชียงใหม่ คนหนึ่งเป็น 'พระราชา' ส่วนอีกคนหนึ่งเป็น 'ชายชาวกะเหรี่ยง'

(ในเวลานั้นบ้านหนองหล่ม อำเภอจอมทอง เต็มไปด้วยไร่ฝิ่น ชายกะเหรี่ยงคนนี้นำเสด็จพระราชาเป็นระยะทางกว่า 7 กิโลเมตรเพื่อไปดูต้นกาแฟ ซึ่งต่อมากลายเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวเขาปลูกกาแฟแทนฝิ่นในโครงการหลวง)

'พะโย่ ตาโร' คือชายกะเหรี่ยงที่นำรัชกาลที่ 9 บุกป่าฝ่าดงไปดูต้นกาแฟ เมื่อเห็นว่าสามารถปลูกกาแฟบนดอยได้ พระองค์จึงให้ชาวเขาหันมาปลูกกาแฟแทนฝิ่น โดยพระราชทานสัญญาว่าจะช่วยเหลือในเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น  

พระองค์ทรงเสด็จกลับมาอีกหลายครั้งหลายหน เพื่อนำความช่วยเหลือด้านอื่น เช่น พันธุ์สัตว์และหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ โดยพระองค์ทรงมีพระดำรัสว่า...

“แต่ก่อนเขาปลูกฝิ่น เราไปพูดจาชี้แจง ชักชวนให้เขามาลองปลูกกาแฟแทน กะเหรี่ยงไม่เคยปลูกกาแฟมาก่อน ยังดีที่กาแฟไม่ตายเสียหมด แต่ยังเหลืออยู่หนึ่งต้นนั้น ต้องถือว่าเป็นความก้าวหน้าสำหรับกะเหรี่ยง จึงต้องเสด็จฯ ไปทอดพระเนตร จะได้แนะนำเขาต่อไปว่า ทำอย่างไรกาแฟจึงจะเหลืออยู่มากกว่าหนึ่งต้น”   

จากต้นกาแฟที่ทรงดั้นด้นเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตร กลายมาเป็นโครงการหลวง ที่ส่งเสริมการปลูกกาแฟของชาวเขา ช่วง พ.ศ. 2517-2522 มีการศึกษาค้นคว้าวิจัยเพื่อหาพันธุ์กาแฟอาราบิกา ที่สามารถต้านทานโรคราสนิมที่ระบาดในแหล่งปลูกภาคเหนือของไทย ต่อมาใน พ.ศ. 2525 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทอดพระเนตรแปลงกาแฟที่ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่ และทรงมีพระราชดำริให้กรมวิชาการเกษตรพัฒนาสายพันธุ์กาแฟที่เหมาะสมกับสภาพที่สูงของประเทศไทยเพื่อปลูกทดแทนฝิ่นบนพื้นที่สูง

นับแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวเขามีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยการปลูกกาแฟส่งให้กับโครงการหลวง โครงการหลวงจะรับซื้อกาแฟจากชาวเขาเป็นจำนวนมากปีละหลายร้อยตัน นอกจากนี้ชาวบ้านยังได้มีการจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนเพื่อดำเนินการขายกาแฟให้กับทั้งโครงการหลวงและแบรนด์กาแฟชื่อดังอื่น ๆ อีก

ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่รัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์  ทำให้แผ่นดินไทยร่มเย็นเป็นสุขเสมอมา ด้วยความที่พระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ จึงเกิดโครงการในพระราชดำริมากถึง 4,000 กว่าโครงการ ล้วนเอื้อประโยชน์ให้ประชาชนชาวไทยทั้งสิ้น  

โครงการนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มิได้เสด็จพระราชดำเนินเข้าไปในป่า เพื่อทอดพระเนตรเห็นต้นกาแฟประวัติศาสตร์แห่งแรงบันดาลใจ เมื่อ พ.ศ. 2517 

ทุกครั้งที่ดื่มกาแฟ โปรดระลึกถึงเสมอว่า ทุกถ้วยกาแฟมีเงาของพระราชาผู้เป็นที่รักอยู่ในนั้นเสมอ
 

เมื่อนักการเมืองยื่นปลา แต่พระราชายื่นเบ็ด มรดกคำสอนจาก ‘พ่อหลวง’ ผ่านกาลเวลาเนิ่นนานแต่ไม่ตกยุค

เนื้อหาของบทความนี้ผมตั้งใจอยากจะเล่าเรื่องของในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์ท่านวันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งอีกนัยหนึ่งยังเป็น ‘วันพ่อ’ ซึ่งพระองค์ทรงเป็นพ่อของปวงชนชาวไทย ผมเลยขอนำเรื่องความประทับเรื่องหนึ่งมาเขียนเล่าในบทความนี้

เมื่อหลายปีก่อน ผมได้เคยเห็นภาพหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์บ้านเมือง ฉบับวันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2518 จาก ‘สมุดภาพโครงการตามพระราชดำริ’ พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2525 โดยเนื้อหาใต้ภาพระบุว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่า การพัฒนาที่ดินตามโครงการที่ได้ทรงเริ่มมาตั้งเเต่พุทธศักราช 2507 ที่ตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ได้ผลเป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงต้องพระราชประสงค์ที่จะขยายงานด้านการช่วยเหลือเกษตรกรให้เเพร่หลายต่อไป ดังนั้นจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานที่นาของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่อยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ทั้งหมดรวม 51,967 ไร่ 95 ตารางวา สำหรับใช้ในการปฏิรูปที่ดินเป็นการประเดิมเริ่มเเรก โดยให้รัฐบาลร่วมดำเนินการตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พุทธศักราช 2518”

สมุดภาพเล่มนี้รวบรวมโครงการพระราชดำริจนถึง พ.ศ. 2525 ไว้ทั้งหมด 654 โครงการ (ซึ่งปัจจุบันมี 4,000 กว่าโครงการ) จากภาพหน้า 1 หนังสือพิมพ์ที่ได้เห็นจากหนังสือ ผมก็เลยไปลองหาข้อมูลต่อ โดยเฉพาะความสนใจเรื่องของ ‘ที่ดินทำกิน’ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในยุคแห่งการสร้างเนื้อสร้างตัวของคนไทย ที่เกษตรกรรมคืออาชีพหลัก และเป็นเรื่องหลักที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ทรงพระราชทานให้เป็นมรดกของปวงชนชาวไทย 

ปฐมบทของเรื่องนี้ต้องย้อนไปเมื่อปี 2507 ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ จ.เพชรบุรี แล้วทรงทราบถึงความเดือดร้อนของเกษตรกรกลุ่มชาวสวนผักชะอำ จำนวน 83 ครอบครัว ซึ่งขาดแคลนทุนทรัพย์ในการประกอบอาชีพจึงทรงรับกลุ่มเกษตรกรนี้ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และพระราชทานเงินให้กู้ยืมไปลงทุน (ย้ำว่าให้กู้นะครับ) จำนวน 300,000 บาท ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับสมัยนั้น แต่ทว่าไม่มีผู้ใดสามารถนำเงินที่กู้ยืมไปมาคืนได้ (ทำไมล่ะ ?) เหล่าเกษตรกรไม่ได้ขี้เกียจนะครับ แต่มูลเหตุที่เกษตรกรเหล่านี้ไม่มีเงินมาคืนก็เพราะพวกเขา ‘ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง’ ต้องเช่าที่ดินของกรมประชาสงเคราะห์ เฉลี่ยครอบครัวละไม่เกิน 2 ไร่ ทั้งอยู่ ทั้งเพาะปลูก ซึ่งไม่เพียงพอต่อการประกอบอาชีพ พอพระองค์ทรงทราบถึงมูลเหตุแห่งการนี้ พระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ม.ล.เดช สนิทวงศ์ อดีตองคมนตรี ไปจัดหาที่ดินในเขต จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อมาจัดสรรให้แก่เกษตรกร (คือวัดผลกันอีกครั้ง เงินที่ให้กู้ไป ก็ช่างมัน) 

เป็นความบังเอิญที่โชคดีอย่างยิ่ง!! เพราะในขณะนั้น รัฐบาลอิสราเอล โดย เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ได้ขอทราบหลักการของโครงการเรื่องของที่ดินเกษตรในครั้งนั้นและอาสาช่วยเหลือในด้านผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ ทำให้เกิดการทำสัญญาร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลอิสราเอล โดยเริ่มโครงการ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2509 ให้ชื่อว่า ‘โครงการไทย - อิสราเอล เพื่อพัฒนาชนบท (หุงกะพง)’ นั่นคือการต่อยอดจากพระราชดำริในการสร้างที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร 

พื้นที่โครงการเดิมเป็นป่าคุ้มครองของกรมป่าไม้ มีราษฎรเข้าไปจับจองอยู่บ้าง แต่ทำกินไม่ค่อยได้ผล เพราะดินไม่ดีและขาดแคลนน้ำ การทำกินจึงเป็นไปในลักษณะไร่เลื่อนลอย ย้ายที่ทำกินทุก 3-4 ปี จึงมีพระราชดำริให้กันพื้นที่ประมาณ 10,000 ไร่ ออกจากพื้นที่ป่า โดยทรงจับจองที่ดินตามขั้นตอนของกฎหมายแล้วนำมาจัดให้ราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนและมีความขยันหมั่นเพียร แต่ขาดแคลนที่ทำกินได้เข้าไปอยู่อาศัยและทำประโยชน์ นั่นคือจุดเริ่มต้นจนเกิดเป็นข่าวนี้ในปี พ.ศ. 2518 

เกี่ยวกับพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องที่ดิน ผมขอยกบทความของท่านอดีตประธานองคมนตรี ฯพณฯ ธานินทร์ กรัยวิเชียร เรื่อง ‘พระบารมีคุ้มเกล้าฯ’ ในหนังสือ ‘พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับคณะองคมนตรี’ โดยมีใจความบางส่วนบางตอนที่เล่าเรื่อง ‘การปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรผู้ยากไร้ได้มีที่ดินทำกิน’ ความว่า...

“...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นการณ์ไกลในอนาคตว่า ยิ่งนานวันชาวไร่ชาวนาจะยิ่งไม่มีที่ดินทำกิน เพราะความยากจนของเขาเหล่านี้ พวกที่เคยมีที่ดินต้องยอมสูญเสียกรรมสิทธิ์ให้แก่นายทุน และกลายมาเป็นผู้เช่าหรือไร้ที่ดินทำกินในที่สุด จึงมีพระราชดำริที่จะปฏิรูปที่ดินทำกิน เพื่อช่วยราษฎรที่ยากจนให้มีที่ดินทำกินตลอดไปชั่วลูกชั่วหลาน โดยทรงดำเนินโครงการเป็นแบบอย่างเริ่มจาก ‘โครงการจัดสรรและพัฒนาที่ดินตามพระราชประสงค์หุบกะพง’

“รัฐบาลแต่ละชุดหลังจากนั้น ก็ได้ดำเนินตามรอยพระยุคลบาทในเรื่องปฏิรูปที่ดินตามพระราชดำริของพระองค์มาเป็นลำดับ (พระองค์ไม่ได้บังคับให้ทำตามนะครับ แต่ถ้ารัฐบาลไหนเห็นประโยชน์ตรงนี้ก็สนองพระราชดำริของพระองค์เพื่อประโยชน์ของประชาชน)”

“ตั้งแต่รัฐบาลชุดศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เสนอและได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาให้ตราพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ขึ้น ช่วงที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้บังคับ พระองค์ทรงพระกรุณาฯ รับโครงการไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ด้วยการพระราชทานที่ดินทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จำนวน 51,967 ไร่ 95 ตารางวา ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคกลาง แก่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นประเดิม โดยมีพระราชประสงค์ให้ผู้เช่าที่ดินของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อยู่แต่เดิม ได้ทำกินในที่ดินนั้นต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน ตราบที่ยังยึดถืออาชีพเกษตรกรรมอยู่ แต่จะไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น (ให้ทำกินได้ แต่ไม่ให้ขายเพราะจะหมดที่ทำกินหากขายไป)”

“ต่อมาในสมัยรัฐบาลหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ นายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าฯ เพื่อรับพระราชทานพระราชดำริเรื่องการปฏิรูปที่ดิน โดยทรงขอให้รัฐบาลดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่ช้านัก แต่เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้มีเวลาอยู่ในหน้าที่ไม่นาน (เป็นรัฐบาลผสมยิบย่อยมาก ๆ) จึงยังไม่มีโอกาสสนองพระราชดำริเต็มที่ การปฏิรูปที่ดินตามพระราชดำรินั้น จึงเริ่มดำเนินการในสมัยรัฐบาลชุดของผม (รัฐบาลของ ฯพณฯ ธานินทร์ กรัยวิเชียร) ตามที่ได้มีพระราชดำรัสแนะนำ คือ ให้มีการแจกเอกสารสิทธิแก่ราษฎรผู้ไร้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน และจัดให้มีการบูรณาการต่อไปด้วยการสร้างถนน สะพาน ขุดคลอง สร้างอ่างเก็บน้ำ ปรับปรุงคุณภาพดิน แจกปุ๋ย ฝึกอบรมสาธิตการเพาะปลูกพืชต่างๆ ที่ดูแลง่าย โตเร็ว ให้ราคาสูง และจัดสรรเงินทุนของกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เกษตรกรกู้ยืมเพื่อการเกษตรด้วย…”

ถึงตรงนี้จบเรื่องราวที่ดินในบทความเล่าเรื่อง ‘การปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรผู้ยากไร้ได้มีที่ดินทำกิน’

น่าสังเกตว่าโครงการหุบกะพงที่ทรงดำเนินโครงการเป็นแบบอย่างนั้น มีการทดลองปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ วางแผนผังการจัดที่ดิน บำรุงรักษาพัฒนาแหล่งน้ำรวมกลุ่มเกษตรจัดตั้งสหกรณ์การเกษตร เพื่อการผลิต การจำหน่าย จัดหาสินเชื่อ มีการส่งเสริมการเกษตรและพัฒนาอาชีพ ครบวงจร 

ที่น่าสนใจ คือ พระองค์พระราชทานที่ดินเพื่อใช้ประเดิมสำหรับการดำเนินงานปฏิรูปที่ดินในท้องที่ภาคกลางด้วย โดยรัฐบาลในขณะนั้นเริ่มทำการปฏิรูปที่ดินที่ได้รับพระราชทานมาทั้ง 50,000 ไร่เศษก่อน โดยมีที่ดิน ที่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่สามารถปฏิรูปได้ 43,902ไร่ จากนั้นก็บุกเบิกปฏิรูปที่ดินในท้องถิ่นทุรกันดารอื่น ๆ ตามพระราชดำริ รวมอีก 17 จังหวัด ปฏิรูปไปถึงท้องที่ ที่แห้งแล้งที่สุดในอีสาน คือ ทุ่งกุลาร้องไห้!! (วันนี้ไม่มีกุลามาร้องไห้ มีแต่ข้าวเจ้าที่อร่อยมาก ๆ) 

ต่อจากนั้น รัฐบาลชุดต่อ ๆ มาก็ได้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินตามพระราชดำรินี้จวบจนถึงปัจจุบัน จนสามารถช่วยเกษตรกรไทยให้มีที่ดินทำกิน และมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นตามลำดับ นอกจากนี้ล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 ยังได้พระราชทานพระบรมราโชบายเกี่ยวกับการปฏิรูปที่ดินเพิ่มเติม โดยทรงชี้แนะด้วยว่า การปฏิรูปที่ดินในแต่ละท้องที่ จะต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อให้เกษตรกรเห็นผลโดยไม่ชักช้าส่วนเงินชดเชยค่าที่ดินที่ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทาน ซึ่งรัฐบาลจะต้องทูลเกล้าฯ ถวายตามกฎหมายนั้น เพื่อพระราชทานให้เป็นทุนหมุนเวียนสำหรับดำเนินงานของสหกรณ์ในเขตปฏิรูปที่ดินเหล่านั้น (คือเงินพระองค์ที่ชาวบ้านมาใช้ที่ดินของพระองค์พระองค์ไม่รับ ที่จ่าย ๆ กันมาให้เอาไปหมุนเวียนในสหกรณ์) พูดง่าย ๆ ว่า ทรงให้ทั้งที่ดินทำกิน ให้ทั้งเงิน แล้วยังให้พัฒนาทรัพยากรเพื่อการผลิตอื่น ๆ พร้อมด้วยความรู้ในการผลิตและการดำเนินการต่อไปด้วย

นอกจากเรื่องที่ดินทำกินแล้ว เมื่อพระองค์ทรงมีโครงการในพระราชดำริหลังจากที่ได้พระราชทานที่ดินไปหมดแล้ว แต่มีความจำเป็นจะต้องใช้ที่ดินดำเนินโครงการ เช่น ทดลองเกษตรทฤษฎีใหม่ ทดลองการปลูกพืชเศรษฐกิจต่าง ๆ เป็นต้น ในหลายครั้ง หลายโครงการ แทนที่พระองค์จะเรียกคืนที่ดิน พระองค์กลับมีพระราชกระแสให้เจ้าหน้าที่ซึ่งรับสนองพระราชดำริไปจัดซื้อที่ดินเพื่อนำมาพัฒนา (ไม่ขอฟรีนะครับ) หลังจากทดลองสำเร็จก็นำไปจัดสรรแบ่งแปลงแบ่งให้กับผู้ยากไร้ไว้ทำกินต่อไปอีก โดยทั้งหมดด้วยการใช้พระราชทรัพย์ของพระองค์เอง

ส่วนเรื่องสหกรณ์การเกษตรกับฉางข้าวและพืชผล ซึ่งเป็นเรื่องที่เห็นบนหน้าหนังสือพิมพ์เล่มที่ผมนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการเล่านั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ได้ทรงมีพระราชดำรัสแนะนำให้มีการส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรช่วยเหลือกันเองและร่วมกันยกระดับเศรษฐกิจของเกษตรกรให้ดีขึ้น จึงเป็นที่มาในการตั้งสหกรณ์เพิ่มขึ้นถึง 102 แห่งในปี 2520 จนทั่วประเทศในขณะนั้นมีสหกรณ์รวมทั้งสิ้น 664 แห่ง สหกรณ์และรัฐบาลก็เร่งรัดจัดหาเงินให้สมาชิกสหกรณ์การเกษตรกู้ยืม เพื่อไปลงทุนและปลดเปลื้องหนี้สิน นอกจากสหกรณ์ในหลวง ร.9 ยังทรงพระราชดำริต่อไปด้วยว่า ควรมีการสร้างฉางข้าวและพืชผล เกษตรกรจะได้ไม่ต้องเร่งรัดขายข้าวและพืชผลในทันที ทำให้สามารถเก็บไว้รอขายในยามที่เหมาะสมได้ โดยรัฐบาลออกค่าวัสดุให้ ส่วนการก่อสร้างนั้นให้สมาชิกสหกรณ์ลงแรงร่วมกันจัดสร้างเอง ครบวงจรการร่วมมือราษฎร์กับรัฐ ช่วยสร้างรอยยิ้มให้กับเกษตรกรไทยได้จริง 

ดังนั้น คำที่ว่า ‘นักการเมืองยื่นปลา พระราชาทรงให้เบ็ด’ จึงเป็นความจริงอย่างยิ่ง ไม่เพียงเท่านั้น ยังชวนบำรุงดิน ชวนปลูกพืช ชวนสร้างสหกรณ์ ชวนสร้างยุ้งฉาง ชวนขุดบ่อ เพาะพันธุ์ปลา อีกต่างหาก 

“นักการเมืองยื่นปลา พระราชาทรงยื่นเบ็ด”

นี่คือพระราชปณิธานปฏิรูปที่ดินของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงทำเพื่อประโยชน์แท้จริงแด่ปวงชนชาวไทยของท่าน


เรื่อง : สถาพร บุญนาจเสวี Content Manager

“วิว–กุลวุฒิ” ร่างกายไม่เต็มร้อย ขอช่วยชาติแค่ประเภททีม ยืนหยัดเป็นหัวใจของทีมชายไทย แบดมินตันซีเกมส์ 2025

(5 ธ.ค. 68) กุลวุฒิ วิทิตศานต์ หรือ 'วิว' มือหนึ่งแบดมินตันทีมชาติไทย ออกมายืนยันว่าจะลงแข่งเพียงประเภททีมชายในการแข่งขันซีเกมส์ 2025 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ พร้อมงดลงประเภทชายเดี่ยวบุคคล เนื่องจากร่างกายยังฟื้นตัวไม่เต็มร้อยหลังผ่าฟันคุดและผ่านโปรแกรมหนักในปีนี้

'วิว' ระบุว่า "ไม่ใช่ไม่อยากลง แต่เดี๋ยวไม่ไหว" กับการเล่นทุกประเภทในโปรแกรมอัดแน่นของซีเกมส์ พร้อมประเมินสภาพร่างกายตัวเองอยู่ที่ประมาณ 80% และต้องใช้เวลาเตรียมความพร้อมรวมถึงความฟิตอีกเล็กน้อย

การตัดสินใจนี้มีเหตุผลสำคัญ ได้แก่ การเซฟร่างกายในระยะยาวเพื่อป้องกันการบาดเจ็บเรื้อรังที่อาจกระทบต่ออาชีพในระดับเวิลด์ทัวร์และการทุ่มสมาธิเพื่อช่วยทีมชาติในประเภททีมชายอย่างเต็มที่ รวมถึงบทบาทผู้นำของ 'วิว' ในฐานะมือหนึ่งและรุ่นพี่ที่มีส่วนช่วยยกระดับทั้งทีม

ซีเกมส์ 2025 ถูกมองว่าเป็นศึกแบดมินตันที่เข้มข้นกว่าทุกครั้ง มีหลายชาติส่งนักกีฬาระดับโลกมาร่วมแข่ง และประเภทบุคคลที่แข่งถี่ในเวลาไม่กี่วันทำให้การลงหลายประเภทเป็นภาระหนัก ทั้งนี้ 'วิว' ยืนหยัดเป็นหัวใจของทีมชายไทย โดยที่เพียงแค่ชื่อเขาในไลน์อัปก็สร้างแรงกดดันต่อคู่แข่ง

แฟนแบดมินตันต่างมีความเห็นแตกต่างกัน บางส่วนเสียดายที่ไม่ได้เห็นเขาลงแข่งเดี่ยว ส่วนอีกฝ่ายชื่นชมที่เขารู้จักรักษาตัวเองและแสดงความรับผิดชอบต่อทีมชาติอย่างชัดเจน แม้ไม่ลงแข่งเดี่ยวแต่ 'วิว' ยังเป็นกำลังสำคัญของทีมและพร้อมกลับมาเต็มร้อยเมื่อร่างกายฟื้นตัว

อีกหนึ่งสนามธุรกิจ–สนามชีวิตจริงของ “นานา ไรบีนา” ที่สร้างอาณาจักรหลายเสาหลัก ทั้งร้านตัดผม แบรนด์เสื้อผ้า ไปจนถึงอีเวนต์และกีฬา YBL Thailand: อีกหนึ่งสนามธุรกิจ–สนามชีวิตของ

ในวันที่คนส่วนใหญ่รู้จัก “นานา ไรบีนา” ในหลายบทบาท ทั้งพิธีกร ดีเจ นักแข่งรถ คุณแม่แก๊งส์ “เด็กเท่” หรือภรรยาของแร็ปเปอร์ชื่อดัง “เวย์ ไทเทเนียม” อีกมุมหนึ่งที่เริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือบทบาท “นักธุรกิจ” ที่สร้างอาณาจักรหลายเสาหลัก ทั้งร้านตัดผม Never Say Cutz, แบรนด์เสื้อผ้าเด็ก DekTay, โปรเจกต์แฟชั่น–แอคเซสซอรี่ ไปจนถึงธุรกิจอีเวนต์และกีฬาอย่าง YBL Thailand 

สำหรับ The States Times วันนี้ เราชวนมาดูให้ชัดว่า YBL Thailand คืออะไร ทำเงิน–เผาเงินแบบไหน และสะท้อน “ดีเอ็นเอธุรกิจ” ของนานาอย่างไร 
--------------------------------------------------
 YBL Thailand คืออะไร? มากกว่าลีกบาสฯ เด็ก
 --------------------------------------------------
.
YBL Thailand หรือ Youth Ballers League Thailand คือ “ลีกบาสเกตบอลเยาวชนแบบผสมลีก” ที่ออกแบบให้เด็กไทยได้เล่นบาสอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่รุ่นอายุประมาณ U10–U12 ด้วยกติกาที่อ้างอิงจาก NBA Junior และการเก็บสถิติแบบละเอียด ไม่ต่างจากลีกอาชีพย่อส่วนสำหรับเด็ก ๆ 

ลีกนี้ดำเนินการโดยทีมของ “Daboyway – เวย์ ปริญญา” และ “นานา ไรบีนา” ในฐานะผู้อำนวยการร่วมของ YBL Thailand เชื่อมโลกฮิปฮอป–บันเทิง เข้ากับโลกกีฬาและเยาวชนอย่างเต็มตัว 

สิ่งที่ทำให้ YBL ต่างจากทัวร์นาเมนต์เยาวชนทั่วไป คือ 
 - มีระบบ Draft คัดเลือกตัวเด็กเข้าแต่ละทีม เหมือนลีกอาชีพ 
 - เน้นการสร้างประสบการณ์แบบ “ลีกจริง” ทั้งเพลงเปิดตัว, โลโก้ทีม, ชุดแข่ง, สถิติ และคอนเทนต์ออนไลน์ 
 - สร้าง “ความเป็นแบรนด์” ให้กับแชมป์ ผ่านรายละเอียดอย่างแหวนแชมป์ YBL ที่หลายสื่อเคยหยิบไปเล่าเรื่องดีไซน์และความหมาย

ทั้งหมดนี้ทำให้ YBL ไม่ได้เป็นแค่ “รายการแข่งบาสฯ เด็ก” แต่กลายเป็นแพลตฟอร์มกีฬา + คอนเทนต์ + ไลฟ์สไตล์ ในเวลาเดียวกัน 
--------------------------------------------------
 อีกหนึ่ง “เสา” ในพอร์ตธุรกิจของนานา
 --------------------------------------------------
สื่อหลายแห่งที่เปิดพอร์ตธุรกิจของ “นานา–เวย์” จะจัด YBL Thailand ไว้ในหมวด “ธุรกิจอีเวนต์และกีฬา” เคียงข้างกับการจัดคอนเสิร์ตและอีเวนต์บันเทิงขนาดใหญ่ เช่น LAND OF MUSIC เป็นต้น 
หากมองเชิงโครงสร้าง YBL เป็นธุรกิจที่มีองค์ประกอบครบถ้วนแบบ Startup ด้านกีฬา–เอนเตอร์เทนเมนต์ คือ 
 1. มี Community ชัดเจน – ฐานเยาวชน นักกีฬา ผู้ปกครอง และแฟนกีฬา 
 2. มีคอนเทนต์ต่อเนื่อง – การแข่งขันเป็นซีซัน, ตัดไฮไลต์, ทำไลฟ์, ทำคลิปสถิติ 
 3. มีสินค้า–แบรนด์ต่อยอด – เสื้อแข่ง, เมอร์ชันไดซ์, เสื้อผ้าเด็กสายสตรีท, ดีลพาร์ตเนอร์ (เช่น แบรนด์ที่ตามไปเปิดบูธข้างสนาม, แบรนด์เสื้อผ้า Dektay ฯลฯ) 
 4. มีภาพลักษณ์ “ให้โอกาสเด็ก” – ซึ่งตีคู่ไปกับการเป็นคุณแม่และสายสปอร์ตของนานาโดยตรง 

พอเอามารวมกับธุรกิจเดิมอย่าง DekTay, Never Say Cutz, โปรเจกต์แว่น และล่าสุดแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลัง YBL Energy ที่เตรียมบุกตลาด จะเห็นว่า นานากำลังสร้าง “จักรวาล YBL” ที่เชื่อม 3 โลกเข้าหากันคือ 
Street Culture – Youth Sport – Family Lifestyle 
--------------------------------------------------
 โมเดลรายได้: จากสนามแข่ง สู่สปอนเซอร์ และประสบการณ์ระดับโลก
 --------------------------------------------------

แม้จะไม่มีตัวเลขทางการเปิดเผยละเอียดทั้งหมด แต่จากการเคลื่อนไหวของ YBL Thailand พอจะอ่านโมเดลรายได้–รายจ่ายได้คร่าว ๆ ดังนี้ 
1. รายได้จากการจัดลีก 
 - ค่าสมัครทีม/นักกีฬา 
 - รายได้จากการขายบัตร (ถ้ามีรูปแบบอีเวนต์ใหญ่) 
 - ค่าบริการต่าง ๆ ในวันแข่ง (บูธอาหาร เครื่องดื่ม แบรนด์สินค้า) 
2. รายได้จากแบรนด์และสปอนเซอร์ 
 ดีลกับแบรนด์กีฬาระดับโลก เช่นการร่วมกิจกรรมกับ CURRY Brand และ Under Armour ที่พานักกีฬาบาสเยาวชนจากทีม YBL Thailand ไปสัมผัส Curry Camp Asia ใกล้ชิดระดับขอบสนาม ถือเป็นตัวอย่างของการจับมือพาร์ตเนอร์เพื่อต่อยอดทั้งภาพลักษณ์และโอกาสในอนาคต 
ดีลแบบนี้ไม่ใช่แค่รายได้สปอนเซอร์ แต่เพิ่ม “เครดิต” ให้กับลีกเยาวชนไทยว่าเชื่อมถึงระดับเอเชีย–ระดับโลกได้จริง 
3. รายได้จากคอนเทนต์และเมอร์ชันไดซ์ 
 - การถ่ายทอดสด, ไลฟ์สตรีม, การขายคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ 
 - เมอร์ชันไดซ์ เช่น เสื้อแข่ง, เสื้อยืด, หมวก, แบรนด์ร่วมกับ DekTay ฯลฯ 
ทั้งหมดนี้ทำให้ YBL ไม่ได้พึ่งแค่ “ค่าสมัครแข่ง” แต่ยืนอยู่บนโมเดล Sport x Entertainment x Commerce อย่างเต็มตัว 
--------------------------------------------------
 ความฝัน vs ความจริง: ลีกเด็กที่ขาดทุน 2 ปี
 --------------------------------------------------

ในด้านธุรกิจ YBL ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป มีการเปิดเผยหลังจบ Season 3 ว่า YBL Thailand ขาดทุนต่อเนื่อง 2 ปี และต้องประกาศปรับโครงสร้างการบริหารใหม่ เพื่อให้ลีกเดินหน้าต่อในระยะยาว 

นี่คือภาพตรงไปตรงมาแบบที่หลายคนในวงการกีฬาเยาวชนรู้ดีว่า 
 - การทำลีกคุณภาพสูง ใช้ต้นทุนมหาศาล ทั้งสนาม ทีมงาน โปรดักชัน และการจัดการ 
 - ในช่วงแรก รายได้จากสปอนเซอร์และค่าสมัคร มักไล่ตามค่าใช้จ่ายไม่ทัน 
 - สิ่งที่เจ้าของลีกได้ “กลับมา” จึงไม่ได้เป็นแค่เงิน แต่คือแบรนด์–เครดิต–และทุนทางสังคม (Social Capital) 
.
สำหรับนานา–เวย์ การยอมรับว่าขาดทุน และยังยืนยันว่าจะเดินหน้าสนับสนุนเยาวชนต่อไป คือการส่งสัญญาณว่า พวกเขามอง YBL ไม่ใช่แค่ “ธุรกิจเงินสด” แต่เป็นแพลตฟอร์มระยะยาว 
--------------------------------------------------
 เมื่อเจ้าของลีกกลายเป็นข่าว: ความเสี่ยงแบบคนดังทำธุรกิจ
 --------------------------------------------------

ในช่วงปลายปีนี้ ชื่อของ “นานา ไรบีนา” ถูกพาดหัวข่าวใหญ่จากกรณีถูกออกหมายจับคดีฉ้อโกงและเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน โดยก่อนถูกจับไม่กี่ชั่วโมง เธอโพสต์ร่ายยาวถึงเด็ก ๆ ในลีก YBL และประกาศ “ขอถอยออกมาจัดการและแก้ไขเรื่องส่วนตัว” 

กรณีนี้สะท้อน “ด้านมืดของการทำธุรกิจในนามคนดัง” อย่างชัดเจน คือ 
 - แบรนด์ = คน : เมื่อคนเป็นแบรนด์หลัก ทุกความเคลื่อนไหวส่วนตัว ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของธุรกิจโดยตรง 
 - ธุรกิจดี แต่เจ้าของมีปัญหา : ลีก YBL ในฐานะแพลตฟอร์มเยาวชน–กีฬา ยังได้รับการยอมรับจากผู้ปกครองและเด็กจำนวนมาก แต่ความเสี่ยงกลับมาจากฝั่งการเงิน/ส่วนตัวของเจ้าของ 
 - การแยกโครงสร้างธุรกิจ : นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ YBL ต้องรีบปรับโครงสร้างบริหาร เพื่อให้ลีกสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้เจ้าของเดิมต้องถอยไปจัดการปัญหาส่วนตัว 

สำหรับสังคมไทยที่กำลังจับตาเคสนี้ บทเรียนที่ควรเก็บไม่ใช่แค่ “ดราม่าดารา” แต่คือคำถามสำคัญว่า 
เราจะสร้างระบบธุรกิจ–กีฬาเยาวชนที่ “พึ่งพาคนดังให้น้อยลง แต่พึ่งพาระบบให้มากขึ้น” ได้อย่างไร? 
--------------------------------------------------
 บทเรียนจาก YBL: ทำธุรกิจที่ “กำไร” เกินตัวเลขในงบการเงิน
 --------------------------------------------------

ถ้าแยก YBL Thailand ออกจากดราม่ารอบตัวเจ้าของ แล้วมองในฐานะ “เคสธุรกิจ” เราเห็นบทเรียนหลายอย่างที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทย 
1. เริ่มจาก Passion แต่ต้องจบด้วย System 
    - YBL เริ่มจากความรักในกีฬาและลูก ๆ ของตัวเอง แต่การจะโตต่อ ต้องมีระบบบริหาร สายป่าน และโครงสร้างการเงินที่โปร่งใส–ตรวจสอบได้ 
2. กีฬาเยาวชน = ธุรกิจระยะยาว 
    - รายได้ไม่ระเบิดในปีสองปีแรก แต่สร้างทุนทางสังคมและแบรนด์ในระยะยาว โดยเฉพาะถ้าเชื่อมต่อกับแบรนด์ใหญ่ ระดับภูมิภาค–โลก ได้แบบที่ YBL ทำร่วมกับ CURRY Brand / Under Armour 
3. คนดังทำธุรกิจ ต้องแยก “บุคคล” ออกจาก “องค์กร” ให้ชัด 
    - ยิ่งแบรนด์ผูกกับตัวบุคคลมากเท่าไร ความเสี่ยงจากปัญหาส่วนตัวก็ยิ่งสูงเท่านั้น 
    - โครงสร้างบริษัทที่ชัด การมีบอร์ด/ผู้ร่วมบริหารที่เข้มแข็ง อาจช่วยปกป้องธุรกิจและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เมื่อเจ้าของต้องถอยออกไปจัดการเรื่องส่วนตัว 
4. กำไรแบบ Non-financial 
    - การเห็นเด็ก ๆ ได้สนาม, ได้เพื่อน, ได้โอกาสเดินทาง, ได้เจอไอดอลระดับโลก — ทั้งหมดนี้คือ “กำไรทางสังคม” ที่สะท้อนผ่านชื่อ YBL อยู่แล้ว 
    - ถ้าปรับโครงสร้างการเงิน–การบริหารให้ยืนระยะได้ กำไรทางตัวเลขจะตามมาในที่สุด 
--------------------------------------------------
 สรุป: YBL Thailand อีกหนึ่งเสาที่พิสูจน์ว่า “นานา” ไม่ได้เป็นแค่ดารา
 --------------------------------------------------

YBL Thailand ทำให้เห็นชัดว่า “นานา ไรบีนา” ไม่ได้เป็นแค่ดารา–อินฟลูเอนเซอร์ แต่เป็นผู้เล่นตัวจริงในธุรกิจที่เชื่อมบันเทิง กีฬา และเยาวชนเข้าด้วยกัน

แม้วันนี้เธอจะต้องถอยหลังจากลีกชั่วคราวเพื่อจัดการปัญหาส่วนตัว แต่สิ่งที่ YBL สร้างไว้ — เด็ก ๆ ที่รักบาสเกตบอลมากขึ้น, ครอบครัวที่ได้มานั่งเชียร์กันข้างสนาม, และมาตรฐานใหม่ของลีกเยาวชนไทย — คือ “ร่องรอยธุรกิจ” ที่ไม่มีใครลบได้ง่าย ๆ 

คำถามต่อไปไม่ใช่แค่ว่า “นานาจะกลับมาอย่างไร” 
แต่คือ “สังคมไทยจะช่วยกันทำให้แพลตฟอร์มอย่าง YBL เดินหน้าต่ออย่างยั่งยืนได้อย่างไร” 
และนี่คืออีกหนึ่งหน้าของอาณาจักรธุรกิจในชื่อ YBL Thailand ที่ต้องจดไว้ในแฟ้ม “นักธุรกิจนานา ไรบีนา” ของ The States Times

 

ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ จากวิศวกรสู่ผู้นำงานสิ่งแวดล้อมไทย ขับเคลื่อนจัดการฝุ่น-น้ำเสีย-ขยะเชิงรุก มุ่งสร้างสิ่งแวดล้อมปลอดภัยให้ ปชช. ทุกพื้นที่

เชื่อว่าหลายคนอาจ “คุ้นชื่อ” กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ผ่านข่าวฝุ่น PM2.5 น้ำเสีย หรือขยะอันตราย แต่ก็ยังนึกไม่ออกชัด ๆ ว่า กรมฯ นี้ทำหน้าที่อะไรในระบบสิ่งแวดล้อมของประเทศ 

แท้จริงแล้วกรมควบคุมมลพิษคือ “ด่านหน้า” ที่ทำให้น้ำต้องสะอาด อากาศต้องบริสุทธิ์ และหยุดปัญหามลพิษในทุกมิติ เพื่อให้คนไทยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามวิสัยทัศน์ขององค์กร “น้ำต้องสะอาด อากาศต้องบริสุทธิ์ หยุดปัญหามลพิษ เพื่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน”

กรมควบคุมมลพิษทำหน้าที่เสมือน “สถาปนิกด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อม” ของประเทศ วางกฎหมายและมาตรฐานควบคุมมลพิษทางน้ำ อากาศ เสียง กากของเสียและสารอันตราย ติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม แจ้งเตือนสถานการณ์มลพิษ รวมทั้งเป็นหน่วยงานหลักด้านการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินด้านมลพิษ เช่น เหตุสารเคมีรั่วไหล น้ำเน่าเสีย หรือมลพิษอากาศรุนแรงในเขตเมืองและนิคมอุตสาหกรรม อีกทั้งยังทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานประกอบการ และภาคประชาชน เพื่อขับเคลื่อนการจัดการขยะ น้ำเสีย และมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบทั้งประเทศ

เบื้องหลังบทบาทสำคัญของกรมควบคุมมลพิษ คือผู้นำที่ต้อง “อ่านเกมสิ่งแวดล้อม” ได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เข้าใจทั้งงานวิชาการเชิงลึกและการทำงานร่วมกับภาคีจำนวนมากทั่วประเทศ “ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง” อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ คนปัจจุบัน จึงเป็นตัวอย่างของข้าราชการมืออาชีพที่เติบโตมาจากสายวิศวกรรมทรัพยากรน้ำและน้ำบาดาล ผ่านประสบการณ์ทำงานจริงในพื้นที่ ซ้อนด้วยมุมมองเชิงยุทธศาสตร์จากการทำงานในระดับนโยบาย จนก้าวมารับผิดชอบภารกิจ “ควบคุมมลพิษทั้งประเทศ” ในปัจจุบัน

>>ประวัติการศึกษา
-ปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต (วิศวกรรมโยธา) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (พ.ศ. 2540)
-ปริญญาโท Master of Engineering Science (Groundwater Studies) มหาวิทยาลัย New South Wales ประเทศออสเตรเลีย (พ.ศ. 2545)
-ปริญญาเอก Doctor of Philosophy (Civil Engineering - Water Resources Management) มหาวิทยาลัย Bristol สหราชอาณาจักร (พ.ศ. 2553)

>>เส้นทางการทำงานด้านทรัพยากรน้ำและน้ำบาดาล
เริ่มรับราชการเป็นวิศวกรรังวัด กองรังวัด กรมทรัพยากรธรณี (9 ก.ย. 2541) หลังจากนั้นย้ายมาปฏิบัติงานด้านน้ำบาดาลในกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ตั้งแต่ระดับวิศวกรปฏิบัติการ กองแผนงาน จนเติบโตเป็นวิศวกรชำนาญการ และวิศวกรชำนาญการพิเศษ สำนักพัฒนาน้ำบาดาล

ต่อมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกลุ่มวิศวกรรมน้ำบาดาล และผู้อำนวยการระดับสูง สำนักพัฒนาน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และได้รับแต่งตั้งเป็นรองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ตามคำสั่งโยกย้ายข้าราชการระดับ 9 ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้ได้ทำงานในบทบาทบริหารระดับสูงด้านการจัดการน้ำบาดาลของประเทศ

ผลงานและบทบาทสำคัญในสายงานน้ำบาดาลและทรัพยากรน้ำ

-ศึกษาและพัฒนาแนวคิด “การบริหารจัดการน้ำบาดาลเชิงพื้นที่” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยจัดทำรายงานวิชาการสำหรับหลักสูตรนักบริหารระดับสูง สำนักงาน ก.พ. เสนอแนวคิด “DGR New Look” และการสร้างทีมบริหารจัดการน้ำบาดาล (T-Team) ที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง

-มีส่วนร่วมขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อสนับสนุนโรงเรียนและชุมชนในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยพัฒนาแนวทางปรับปรุงคุณภาพน้ำบาดาลให้ได้มาตรฐานน้ำดื่มที่ปลอดภัย

-ได้รับคัดเลือกเป็น “เพชรจรัสแสง” บุคคลต้นแบบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (พ.ศ. 2557) และรางวัลความเป็นเลิศ “ด้านการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม” จากสำนักงาน ก.พ.ร. (พ.ศ. 2558) สะท้อนบทบาทการทำงานที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคีอย่างกว้างขวาง

-มีบทบาทสำคัญในการออกแบบแนวทางบริหารจัดการโครงการน้ำบาดาลขนาดใหญ่ในพื้นที่ประสบภัยแล้งซ้ำซาก เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าถึงน้ำสะอาดอย่างยั่งยืน

ภายหลังจากทำงานในกรมทรัพยากรน้ำบาดาลอย่างต่อเนื่อง ดร.สุรินทร์ ได้รับมอบหมายให้มาดูแลงานด้านมลพิษโดยตรงในกรมควบคุมมลพิษ ผ่านตำแหน่งรองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ มีบทบาทในการหารือกำหนดมาตรฐานการระบายน้ำทิ้งจากโรงงาน และการจัดการมลพิษทางน้ำร่วมกับหน่วยงานภาคอุตสาหกรรม

ปี 2567 ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำหน้าที่กำกับ ติดตาม และบูรณาการนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของกระทรวง

ต่อมาเมื่อปี 2568 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง และดำรงตำแหน่ง “อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ” ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

เมื่อก้าวสู่บทบาทอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ดร.สุรินทร์นำประสบการณ์ด้านทรัพยากรน้ำและน้ำบาดาล มาผสานกับภารกิจควบคุมมลพิษในมิติที่กว้างขึ้น ทั้งอากาศ น้ำ ขยะ และสารอันตราย แนวทางการทำงานเน้น “ข้อมูลเชิงประจักษ์-ทำงานเชิงรุก-สื่อสารอย่างโปร่งใส” เห็นได้จากการประสานงานกับกรุงเทพมหานครและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการเตรียมมาตรการรับมือฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ กทม. อาทิ แคมเปญส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าตรวจเช็กเครื่องยนต์และระบบไอเสีย พร้อมความร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบกในการเข้มงวดรถควันดำ เพื่อลดมลพิษจากแหล่งกำเนิดโดยตรง

อีกด้านหนึ่ง เมื่อเกิดความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับการปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำสาละวิน จังหวัดแม่ฮ่องสอน กรมควบคุมมลพิษภายใต้การนำของดร.สุรินทร์ได้เร่งลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำในจุดเสี่ยง พร้อมเปิดเผยผลการตรวจสอบเบื้องต้นต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส และเดินหน้าตรวจติดตามเพิ่มเติม รวมถึงประสานงานหาแหล่งน้ำสำรองในกรณีที่จำเป็น เพื่อให้ชุมชนริมฝั่งแม่น้ำมีความมั่นใจว่าหน่วยงานรัฐไม่ได้ละเลยต่อข้อกังวลด้านสุขภาพของประชาชน

'พีระพันธุ์' จี้ กกพ.เร่งเก็บ 'เงินชอร์ตฟอล' จาก ปตท. ชดเชยลดค่าไฟ ให้เหลือหน่วยละ 3.71 บาท

'พีระพันธุ์' จี้ กกพ.เร่งเก็บ 'เงินชอร์ตฟอล' จาก ปตท. ชดเชยลดค่าไฟให้เหลือหน่วยละ 3.71 บาท ย้ำค่าไฟถูกกว่านี้แน่ หากรัฐจริงใจช่วยประชาชน  แนะตรวจสอบบิลค่าไฟให้ตรงตามอัตราจริง

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ประกาศอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนมกราคม–เมษายน 2569 อยู่ที่หน่วยละ 3.88 บาทว่า  หากต้องการจะช่วยแบ่งเบาภาระประชาชนจริง ๆ แล้ว ค่าไฟฟ้าสามารถปรับลดลงได้มากกว่านี้ และควรอยู่ที่ประมาณหน่วยละ 3.71 บาท

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า ตนได้ย้ำมาตลอดว่า ในปี 2569 ค่าไฟฟ้าควรอยู่ที่ประมาณหน่วยละ 3.70 บาท สาเหตุที่ควรเป็นเช่นนั้น เพราะภาครัฐมีแหล่งเงินที่สามารถนำมาช่วยลดภาระค่าไฟของพี่น้องประชาชนได้ นั่นคือ “เงินชอร์ตฟอล” (Short Fall) ซึ่งอธิบายง่าย ๆ ก็คือ เงินที่ ปตท.ขายก๊าซเพื่อนำไปผลิตไฟฟ้าสูงกว่าราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา จึงต้องมีการคืนเงินส่วนเกินนี้ให้ กกพ. เพื่อนำมาลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า ก่อนที่ตนจะพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตนได้สำรวจพบเงินในส่วนนี้ที่มีมูลค่าประมาณ 12,000–13,000 ล้านบาท ซึ่งทาง กกพ. และ ปตท. ต่างยอมรับยอดเงินนี้แล้ว เหลือเพียงแต่ให้ กกพ. ออกคำสั่งเรียกให้ ปตท. จ่ายเงินในส่วนนี้เท่านั้น เพื่อนำไปลดค่าไฟให้ประชาชน หากสามารถเรียกคืนเงินจำนวนนี้จาก ปตท. มาได้ ก็จะช่วยลดค่าไฟของประชาชนลงได้อีกประมาณ 17 สตางค์  จากหน่วยละ 3.88 บาท เหลือหน่วยละ 3.71 บาท ตามเป้าหมายที่ตนเคยบอกไว้

สำหรับรอบนี้ที่ กกพ.ประกาศลดค่าไฟลงมาอยู่ที่หน่วยละ 3.88 บาท นายพีระพันธุ์ อธิบายว่า มาจากผลลัพธ์ของราคาก๊าซที่ถูกลง 6 สตางค์ และยังไม่ได้มีการนำ ‘เงินชอร์ตฟอล’ มาช่วยลดต้นทุนค่าไฟแต่อย่างใด

"ผมเสนอให้ กกพ. มีคำสั่งเรียกเงินส่วนนี้จาก ปตท. เพื่อนำมาสร้างประโยชน์ ลดค่าไฟให้ประชาชน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ก่อนที่ผมจะพ้นจากตำแหน่ง" นายพีระพันธุ์ กล่าว

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ กกพ. และกระทรวงพลังงาน ต้องเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ก็คือ การตรวจสอบว่าการคิดค่าไฟฟ้ากับประชาชนของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในส่วนที่เป็นที่พักอาศัยจะต้องอยู่ที่อัตราหน่วยละ 3.94 บาท สำหรับงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2568 และหน่วยละ 3.88 บาท สำหรับงวดเดือนมกราคม-เมษายน 2569 อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นราคาหรืออัตราเฉลี่ยตามมติของ กพช. เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ตนจึงขอให้ประชาชนตรวจสอบบิลค่าไฟฟ้าจาก กฟน. สำหรับกรุงเทพมหานคร และจาก กฟภ. สำหรับจังหวัดในส่วนภูมิภาคว่ามีการเรียกเก็บถูกต้องตามอัตราดังกล่าวหรือไม่  ซึ่งในเรื่องนี้ตนจะติดตามความคืบหน้าต่อไป
 

“บิ๊กคลีนนิ่ง” เมืองหาดใหญ่ ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ พร้อมให้คำมั่น “จะเร่งคืนความปกติให้เมืองหาดใหญ่โดยเร็วที่สุด

เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 68 พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า (ศป.กฉ.ส่วนหน้า) ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์การฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ ภายหลังสถานการณ์น้ำเริ่มคลี่คลาย

ในการนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และอาสาสมัคร ที่กำลังเร่งระดมสรรพกำลังปฏิบัติหน้าที่ทำความสะอาดเมือง (Big Cleaning) เพื่อชะล้างดินโคลน และขยะที่ตกค้าง พร้อมทั้งได้มอบสิ่งของบำรุงขวัญ และกล่าวให้กำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานทุกนายที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ ในการช่วยเหลือประชาชน โดยได้ลงพื้นที่สำรวจจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางเศรษฐกิจและพื้นที่สาธารณะ 4 จุดหลัก ดังนี้ โซน 1 โรงพยาบาลหาดใหญ่ เพื่อดูแลความสะอาดบริเวณสถานพยาบาลให้พร้อมรองรับผู้ป่วย โซน 3 ตลาดกิมหยงซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจสำคัญใจกลางเมือง บริเวณรอบ ถนนเพชรเกษมเส้นทางคมนาคมหลัก และตลาดสดแหล่งปากท้องของพี่น้องประชาชน

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังได้เดินเท้าพบปะพูดคุยกับประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่ เพื่อสอบถามสารทุกข์สุกดิบ และรับฟังปัญหาความเดือดร้อนอย่างใกล้ชิด โดยได้กล่าวเน้นย้ำ และให้คำมั่นสัญญาว่า “ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า (ศป.กฉ.ส่วนหน้า) และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะไม่ทอดทิ้งพี่น้องประชาชน และจะเร่งดำเนินการฟื้นฟูเมืองหาดใหญ่ให้กลับมาสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด”


 

ทำไม ‘เคนเน็ต ดูกอล’ กองหลังบุรีรัมย์ ติดทีมฟุตบอลทีมชาติไทยไม่ได้? แม้ถือทั้งสัญชาติไทย และออสเตรเลีย แต่ฟีฟ่าไม่อนุมัติให้ลงรับใช้ทัพช้างศึก

(4 ธ.ค. 68) แอนโธนี ฮัดสัน เฮดโค้ชทีมชาติไทย เปิดเผยโอกาสของ 'เคนนี ดูกอล' ลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลีย ที่เคยเล่นทีมชาติออสเตรเลียชุดใหญ่ 5 นัด ถึงการสวมเสื้อช้างศึก โดยยอมรับว่าปัญหากฎฟีฟ่าเรื่องการเปลี่ยนทีมชาติยังมีความซับซ้อน

ฮัดสันกล่าวว่า "ไม่ปิดประตูสำหรับนักเตะเชื้อสายไทย" แต่ต้องผ่านกฎฟีฟ่า เอกสารสัญชาติ และเหมาะสมกับแผนทีมชาติไทยระยะยาว "หากฟีฟ่าไม่อนุมัติ ต่อให้โค้ชอยากได้ก็ไม่สามารถดึงมาใช้งานได้" พร้อมเสริมว่านักเตะต้องเหมาะกับแท็กติกและบทบาทในทีม

กฎฟีฟ่า 2021 เปิดช่องให้เปลี่ยนทีมชาติได้ถ้ายังไม่เกิน 3 นัด และเว้น 3 ปีจากเกมสุดท้าย แต่เคนนีลงเล่นเกินจำนวนนี้ ทำให้ต้องรอลุ้นการตีความกฎหมายและการตัดสินใจของสมาคมฟุตบอลไทย

แฟนบอลและครอบครัวดูกอลแสดงความต้องการผ่านโซเชียล โดยคุณแม่โพสต์ว่า "Kenny อยากเล่นทีมชาติไทยค่ะ" กระแสในโซเชียลจึงร้อนแรงขึ้น แต่ทีมชาติไทยภายใต้การนำของฮัดสันยังคงเดินตามแผนสร้างทีมที่เน้นโครงสร้างอย่างชัดเจน

เคสนี้สะท้อนว่าไทยต้องเดินตามข้อเท็จจริงทางกฎหมายและแท็กติก มากกว่ากระแสแฟนบอล ฮัดสันยังไม่รับประกันโอกาสแต่ยืนยันจะพิจารณาอย่างรอบคอบและเป็นธรรม

“วันคนพิการสากล ประจำปี 2568” เชิดชูเกียรติคนพิการต้นแบบ - หนุน 2 MOU ขยายโอกาสคนพิการสร้างอาชีพ พร้อมใช้นวัตกรรมภูมิสารสนเทศ

(3 ธ.ค. 68) นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด การส่งเสริมสังคมที่ครอบคลุมและเอื้อต่อคนพิการ เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าและการพัฒนาทางสังคมอย่างยั่งยืน โดยมี นางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กล่าวรายงาน พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณยกย่องเชิดชูเกียรติแก่คนพิการต้นแบบ ประจำปี 2568 และสื่อมวลชนสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมคนพิการ ประจำปี 2568 อีกทั้งเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ 2 ฉบับ ได้แก่ 1) พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมระบบขนส่ง เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้า รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพ เพื่อขยายโอกาสในการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้สำหรับคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ ระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวง พม. กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ 2) บันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU ) ว่าด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อการส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการด้วยนวัตกรรมภูมิสารสนเทศ ระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวง พม. กับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) โดยมี นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) , คณะผู้บริหารกระทรวง พม. , สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย , องค์การคนพิการแต่ละประเภท , ภาคีเครือข่ายคนพิการ , คนพิการ , ผู้ดูแลคนพิการ , ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสื่อมวลชน เข้าร่วมงาน ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

นายอัครา กล่าวว่า ด้วยองค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 3 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันคนพิการสากล และประเทศไทยในฐานะสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ได้ให้ความสำคัญในการจัดงานวันคนพิการสากลมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับปี 2568 องค์การสหประชาชาติได้กำหนดประเด็นหลัก คือ “การส่งเสริมสังคมที่ครอบคลุมและเอื้อต่อคนพิการ เพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าและการพัฒนาทางสังคมอย่างยั่งยืน” (Fostering disability inclusive societies for advancing social progress) วันนี้ (3 ธ.ค. 68) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) ร่วมกับสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย องค์การคนพิการแต่ละประเภท และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน จัดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ภายใต้ประเด็นหลักขององค์การสหประชาชาติ และคำนึงถึงการเข้าถึงและรองรับคนพิการทุกประเภทอย่างทั่วถึง โดยมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ 1) นิทรรศการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 2) พิธีรับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติแก่คนพิการ และหน่วยงาน องค์กรที่มีการดำเนินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ประจำปี 2568 จำนวนกว่า 500 รางวัล 3) พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมระบบขนส่ง เพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้า รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพ เพื่อขยายโอกาสในการสร้างอาชีพ เพิ่มรายได้สำหรับคนพิการและผู้ดูแลคนพิการ ระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด 4) พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อการส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการด้วยนวัตกรรมภูมิสารสนเทศ ระหว่าง กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) 5) การอ่านสารวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 โดย ผู้แทนจาก United Nations (UN) และนายกสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย 6) การเปิดตัวกิจกรรม Kick off "ภารกิจเร่งสร้างคุณภาพชีวิตคนพิการ" และ 7) นิทรรศการนำเสนอผลงานวิชาการ เทคโนโลยี นวัตกรรมด้านคนพิการ และผลงานที่เป็นผลสำเร็จจากการพัฒนาศักยภาพของคนพิการ  

สำหรับสื่อมวลชนสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมคนพิการ ประจำปี 2568 ที่ได้รับประกาศเกียรติคุณยกย่องเชิดชู ได้แก่ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย , ไทยรัฐ กรุ๊ป , สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 HD , สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT , สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก , สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 MCOT HD , สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย , อมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34 , บ้านเมืองออนไลน์ และ THAILAND PLUS

นายอัครา กล่าวว่า สำหรับงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 นั้น กระทรวง พม. มุ่งขับเคลื่อนการดำเนินงานดูแล “คนพิการ” ให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ เข้าถึงสิทธิสวัสดิการตามที่กฎหมายกำหนด และมีโอกาสในการสร้างรายได้ที่มากขึ้น ด้วยความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนภารกิจ “เร่งสร้างคุณภาพชีวิตคนพิการ” ซึ่งมีความท้าทายสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ ใน 3 ประเด็น ดังนี้ 1)  บูรณาการขับเคลื่อนมาตรการและแนวทางการลดรายจ่าย การสร้างรายได้ โดยการส่งเสริมศักยภาพและพัฒนาอาชีพคนพิการ 2) ส่งเสริมการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานของรัฐและสถานประกอบการ เพื่อเปิดโอกาสให้คนพิการได้ทำงานอย่างมีศักดิ์ศรี และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และ 3) พลิกโฉม One Stop Service : จุดเดียวจบครบถึงเบี้ย ด้วยการพัฒนาระบบการให้บริการคนพิการแบบเบ็ดเสร็จ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อการพัฒนา 3 ระบบสำคัญ คือ การประเมินและรับรองความพิการ , การออกบัตรประจำตัวคนพิการ และการยื่นคำขอรับสวัสดิการเบี้ยความพิการ เพื่อให้คนพิการสามารถรับบริการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพและความถูกต้องของข้อมูลคนพิการเพื่อการใช้งานร่วมกัน นอกจากนี้ ในส่วนภูมิภาคทั่วประเทศนั้น มีการจัดงานวันคนพิการสากล ประจำปี 2568 ภายใต้ประเด็นหลักขององค์การสหประชาชาติเช่นเดียวกัน ในช่วงเดือนธันวาคม 2568 - มกราคม 2569 โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (สนง.พมจ.) และศูนย์บริการคนพิการจังหวัด 76 จังหวัด บูรณาการความร่วมมือในการจัดงานฯ กับจังหวัด และหน่วยงานในระดับพื้นที่ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ 

นายอัครา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีคนพิการทั่วประเทศ จำนวน 3,880,608 คน ซึ่งกระทรวง พม. มีความมุ่งมั่นขับเคลื่อนในเรื่องของสิทธิคนพิการ เพื่อส่งเสริมให้คนพิการและครอบครัวคนพิการสามารถเข้าถึงสิทธิได้อย่างทั่วถึง โดยการปรับหลักเกณฑ์การประเมินความพิการ ซึ่งที่ผ่านมามีการใช้หลักเกณฑ์ทางกายภาพส่งผลให้คนพิการส่วนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงหลักเกณฑ์และไม่สามารถทำบัตรประจำตัวคนพิการ ทำให้ไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการจากภาครัฐ ทั้งนี้ สิ่งที่ตนมุ่งมั่นและตั้งใจจะขับเคลื่อนงานเพื่อให้คนพิการและครอบครัวคนพิการได้เข้าถึงสิทธิมากที่สุด คือการปรับหลักเกณฑ์การประเมินความพิการ จากทางกายภาพเป็นทางสังคม เพื่อส่งเสริมให้คนพิการเข้าถึงสิทธิได้อย่างทั่วถึง ซึ่งจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังจะปรับเบี้ยความพิการให้เป็น 1,000 บาทถ้วนหน้า เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับคนพิการ อย่างไรก็ตาม กระทรวง พม. พร้อมเคียงข้างคนพิการ และพัฒนาศักยภาพของคนพิการ ส่งเสริมให้มีอาชีพ เพื่อสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับครอบครัวคนพิการ เป็นการลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อสร้างความเสมอภาคให้กับทุกคน และเป็นการส่งเสริมให้คนพิการเข้าถึงสิทธิได้มากที่สุด

ภารกิจใหญ่ “ศักดิ์ศรีทัพลูกยางไทย” สมาคมฯ เคาะ 20 สาวตบ ก่อนตัดตัวเหลือ 14 คน ลุยมหกรรม “ซีเกมส์ 2025”

(3 ธ.ค. 68) สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยประกาศรายชื่อนักตบลูกยางสาวทีมชาติไทย จำนวน 20 คนชุดแรกสำหรับแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงในซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคม 2568 โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือ "ป้องกันเหรียญทอง" ในสนามบ้านตัวเอง

ทีมภายใต้การคุมทัพของ "โค้ชอ๊อต" เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร จะเก็บตัวฝึกซ้อมเข้มข้นที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา กกท. พร้อมตรวจความพร้อมร่างกายและแท็กติก ก่อนตัดตัวเหลือ 14 คนที่คาดว่าจะประกาศในวันที่ 7 ธันวาคม 2568

รายชื่อ 20 คนประกอบด้วยแกนหลักซึ่งผ่านประสบการณ์ระดับโลก เช่น 'ชัชชุอร โมกศรี', 'อัจฉราพร คงยศ' และ 'พิมพิชยา ก๊กรัมย์' รวมทั้งดาวรุ่งไฟแรงที่ผ่านสนามแข่งนานาชาติในปีนี้ จุดมุ่งหมายคือสร้างสมดุลระหว่างประสบการณ์กับความสด พร้อมรับมือโปรแกรมแข่งขันที่เข้มข้น

ซีเกมส์ 2025 คือเวทีสำคัญที่ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยจะเผชิญความกดดันสูงสุดจากการเป็นเจ้าภาพ และการพัฒนาทีมคู่แข่งในภูมิภาค แฟนกีฬาไทยจึงหวังว่า "ไทยต้องเก็บเหรียญทองให้ได้" เพราะเป็นทั้งศักดิ์ศรีและอนาคตของวงการวอลเลย์บอลไทย

โดยภาพรวม ทีมดังกล่าวถือเป็นตัวเต็งลุ้นแชมป์ในบ้าน หากการเตรียมพร้อมลงตัวและสภาพร่างกายของผู้เล่นหลักดีเพียงพอ ความสำเร็จที่รออยู่จึงไม่ไกลเกินเอื้อม

ผู้สื่อข่าวชื่อดัง ถูก ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ แจ้งความดำเนินคดี “หมิ่นประมาท” ย้ำงานข่าวยืนบนข้อเท็จจริง เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ

(3 ธ.ค. 68) นางสาวสมจิตต์ นวเครือสุนทร ผู้สื่อข่าวชื่อดัง โพสต์เฟซบุ๊กว่าเมื่อฉันถูกผู้ว่าฯ แบงก์ชาติแจ้งความดำเนินคดี “หมิ่นประมาท”

สามทศวรรษในวิชาชีพสื่อมวลชนสอนดิฉันว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่อำนาจรัฐ

แต่คือ ‘ความกลัว’ ที่ทำให้สื่อไม่กล้าพูดความจริง

วันนี้ ดิฉันเผชิญคดีหมิ่นประมาทจากผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ดิฉันเคารพสิทธิของทุกคนที่จะดำเนินคดี หากเห็นว่าตนเสียหาย เพราะกฎหมายคือกลไกพิสูจน์ความจริงในสังคมประชาธิปไตย

และดิฉันก็พร้อมเดินเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยความเชื่อมั่น เชื่อมั่นว่า งานข่าวต้องยืนอยู่บนข้อเท็จจริง เชื่อมั่นว่าการนำเสนอเพื่อประโยชน์สาธารณะคือหัวใจของสื่อ เชื่อมั่นว่าการคุ้มครองแหล่งข่าวคือเส้นแดงที่สื่ออาชีพไม่มีวันข้าม และเชื่อมั่นว่าความสุจริตจะยืนยงกว่าความหวาดกลัวทุกชนิด

บทความทุกชิ้นที่ดิฉันเขียน ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง มีแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เขียนทุกบรรทัดด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยหลักคิดที่ยึดมั่นเสมอมาว่า

‘สื่อมีหน้าที่ตรวจสอบอำนาจ ไม่ใช่เป็นบริวารของอำนาจ’

คดีนี้จะไม่ทำให้ดิฉันถอย ตรงกันข้าม มันย้ำให้จำว่า อิสระของสื่อคือหนึ่งในเสาหลักของสังคมประชาธิปไตย และตราบใดที่ดิฉันยังอยู่ในวิชาชีพนี้ จะทำหน้าที่สื่อมวลชนด้วยศักดิ์ศรีมและไม่ปล่อยให้ความจริงถูกกลบด้วยความกลัว จากอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น

ขอบคุณทนายเชาว์ มีขวด ให้คำปรึกษาด้านกฎหมายและช่วยว่าความคดีนี้



 

ภารกิจสู้วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ ของ ‘ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า’ รวมหน่วยงานรัฐ-จิตอาสา เป็นหนึ่งเดียว อยู่กับผู้ประสบอุทกภัยตลอดทั้งวันทั้งคืน

(3 ธ.ค. 68) “เสธ.หิ” ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษารองนายกฯ เล่าเบื้องหลังภารกิจสู้วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ หลัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีเมื่อ 24 พ.ย. 2568 ให้ดูแลสถานการณ์น้ำท่วมสงขลา เพียงวันถัดมา 25 พ.ย. ก็รีบลงพื้นที่ทันที ขณะที่ “เสธ.หิ” เดินทางล่วงหน้าไปจัดเตรียมการประชุมทางไกลระหว่างหาดใหญ่กับทำเนียบรัฐบาล เพื่อประสานงานรับมือเหตุการณ์

เมื่อถึงหาดใหญ่กลับพบว่าหน่วยงานจังหวัดยังไม่ได้เตรียมระบบประชุมทางไกลไว้พร้อมที่สุด กลายเป็นฝ่ายทหาร โดยกองบิน 56 หาดใหญ่ ที่จัดห้องประชุมออนไลน์เชื่อมกับทำเนียบฯ ไว้เรียบร้อย มี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กห. เป็นประธาน เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส เดินทางมาถึงจึงตัดสินใจเข้าร่วมประชุมที่ บน.56 พร้อมนำข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ เข้าพูดคุยวางแผนร่วมกับฝ่ายทหารทันที

ข้อมูลก่อนประชุมสะท้อนปัญหาว่าแต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำ ไม่มีเจ้าภาพสั่งการกลาง ร.อ.ธรรมนัส จึงขออนุญาตนายกรัฐมนตรีรับหน้าที่กำกับสั่งการเอง ก่อนออกคำสั่งจัดโครงสร้างบัญชาการใหม่ ใช้แนวทางรถไฟแบ่งหาดใหญ่ออกเป็นฝั่งตะวันออกและตะวันตก มอบ มทภ.4 เป็นผบ.เหตุการณ์ฝั่งตะวันออก ส่วนฝั่งตะวันตกรวมสนามบินหาดใหญ่ ร.อ.ธรรมนัส กำกับเอง โดยมีหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ เป็นลูกมือ พร้อมเร่งให้กองทัพภาค 4 หน่วยทหารพัฒนา และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ช่วยประชาชนอย่างเร่งด่วน

หลังสั่งการโครงสร้างกลางเรียบร้อย ร.อ.ธรรมนัส ลงพื้นที่ทันทีตั้งแต่ก่อนเที่ยงจนถึงเที่ยงคืน โดยตั้งศูนย์อำนวยการกรมชลประทานที่ รร.ซิกเนเจอร์ หาดใหญ่ ขณะตัวเขาเองลุยภาคสนามต่อเนื่องจนสามารถอพยพประชาชนในโซนสนามบินนอก ซึ่งรถเข้าไปถึงได้ยาก ออกมาได้ราว 550 คน นำส่งศูนย์พักพิง รร.หาดใหญ่รัฐประชาสรรค์ และส่งผู้ป่วยต่อไปยัง รพ.สนามหน้าสนามบินหาดใหญ่ พร้อมประสานฝนหลวง–เฮลิคอปเตอร์–เครื่อง C-130 ลำเลียงอาหาร อุปกรณ์แพทย์ และสับเปลี่ยนบุคลากรให้โรงพยาบาลที่ถูกตัดขาด

อีกด้านหนึ่ง ศูนย์อำนวยการยังพยายามเจาะเข้าเขต 8 พื้นที่ชั้นในที่กระแสน้ำเชี่ยวจัดจนเข้าไม่ถึง โดยได้รับการสนับสนุนทีมเจ็ตสกีจากสมาคมกีฬาเจ็ตสกีแห่งประเทศไทย และทีมของ รมว.วัฒนธรรม ที่ลงพื้นที่ช่วยสำรวจเส้นทางและนำอาหารเข้าไป แม้หลายจุดยังเข้าไม่ได้เพราะน้ำแรงและมืดค่ำ แต่ก็ได้ข้อมูลสำคัญไปวางแผนวันต่อไป ภารกิจของ ร.อ.ธรรมนัส ในวันนั้นจบลงด้วยมื้ออาหารแรกเวลาประมาณ 01.00 น. ก่อนเตรียมประชุมต่อเช้าวันที่ 26 พ.ย. ซึ่ง “เสธ.หิ” ทิ้งท้ายว่าจะเล่าตอนต่อไป โดยเฉพาะประเด็นดราม่าหน่วยซีลที่ถูกวิจารณ์ในโซเชียลอย่างหนัก

คณะนักเรียนผู้แทนประเทศไทย คว้า 1 เหรียญทอง 5 เหรียญเงิน การแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิกนานาชาติ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ครั้งที่ 22 ประเทศรัสเซีย

(3 ธ.ค. 68) การแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ครั้งที่ 22 ประจำปี 2568​ (IJSO 2025) ระหว่างวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน - วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ณ เมืองโซชิ สหพันธรัฐรัสเซีย โดยมีนักศึกษาจาก 24 ประเทศเข้าร่วม

สำหรับการแข่งขันประกอบด้วย 3 รอบ (แบบเลือกตอบ ทฤษฎี และปฏิบัติ) ในรอบเลือกตอบ ผู้เข้าแข่งขันต้องตอบคำถาม 30 ข้อ (ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา ข้อละ 10 ข้อ) ในรอบทฤษฎี ผู้เข้าแข่งขันต้องสอบวัดความรู้ทั้งสามวิชา ส่วนในรอบปฏิบัติ (ทดลอง) ผู้เข้าแข่งขันต้องดำเนินโครงการวิจัยที่ต้องใช้ความรู้พื้นฐานทางฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา

โดยประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขันจะส่งนักเรียนและครูผู้สอนสูงสุด 6 คน การแข่งขันนี้เป็นหนึ่งในการแข่งขัน วิทยาศาสตร์ ระดับนานาชาติที่สำคัญสำหรับเยาวชน ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและวิชาการ ค้นพบและบ่มเพาะเยาวชนผู้มีความสามารถทางวิทยาศาสตร์ทั่วโลก

ทั้งนี้ ผลงานของนักเรียนที่เป็นผู้แทนประเทศไทย ได้รับรางวัล 1 เหรียญทอง และ 5 เหรียญเงิน จากการแข่งขันในครั้งนี้ 


 

เข้า กก.4 ปมฉ้อโกง กู้ยืมเงินประชาชน มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว"_TEST_TEST_TEST

(3 ธ.ค. 68) เช้าวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ตำรวจ กก.4 บก.ปอศ. เข้าจับกุม 'นานา ไรบีนา' ที่บ้านพักย่านพระโขนง หลังถูกกล่าวหาคดีฉ้อโกงและกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 400 ล้านบาท จากการชักชวนเพื่อนในวงการลงทุนและปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูงผิดปกติ

ก่อนถูกจับ 'นานา' ยอมรับผ่านคลิปและไลฟ์สดว่า "ใช่ค่ะ… ดารา น. หนูคือนานาเอง" ชี้แจงว่าเงินที่ได้มานำไปหมุนธุรกิจและโปรเจ็กต์ต่าง ๆ แต่สุดท้ายบริหารไม่ไหว ดอกเบี้ยทบต้นจนเป็นงูกินหาง พร้อมร่ำไห้ขอโทษเพื่อน ๆ และผู้เสียหายในวงการ ยืนยันว่า "ทำธุรกิจเกินตัว" และไม่ได้คิดหนีไปไหน

ตำรวจได้นำตัว 'นานา' มาสอบปากคำที่ บก.ปอศ. และกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ข้อหาไม่ได้หยุดที่ฉ้อโกงธรรมดา แต่ยังมีความผิดตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ที่มีโทษจำคุก 5-10 ปี และปรับสูงสุด 1 ล้านบาท โดยคดีนี้ยอมความไม่ได้

ก่อนหน้านี้ 'นานา' ประกาศขายบ้านหรูราคา 69 ล้านบาท เพื่อหาเงินมาชำระหนี้และแสดงความรับผิดชอบต่อผู้เสียหาย ด้านสังคมตั้งคำถามถึงความไว้ใจในวงการคนดัง หลังการลุกลามเป็นประเด็นพูดถึงในวงกว้าง ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐอาจตรวจสอบเส้นทางการเงินและดำเนินมาตรการอายัดทรัพย์สินเพื่อนำเงินชดเชยผู้เสียหายในอนาคต

ที่มา : https://thethaiger.com/th/news/1496273/

บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากจีน เตรียมนำ “แท็กซี่บินได้” ไร้คนขับ เข้ามาเปิดบริการในไทย พร้อมนำร่อง ปี 2569 ทดลองบิน 100 ลำ ใน 20 พื้นที่

(3 ธ.ค. 68) อี้หาง อินเทลลิเจนต์ (EHang Intelligent) บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำด้านการคมนาคมทางอากาศขั้นสูง ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในเมืองกว่างโจว มณฑลกว่างตง (กวางตุ้ง) ทางตอนใต้ของจีน ร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และพันธมิตรท้องถิ่น ประสบความสำเร็จในการเปิดตัวการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูง (AAM) ในพื้นที่ทดลองในกรุงเทพฯ เมื่อไม่นานมานี้ โดยพลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ได้ขึ้นทดสอบการบินด้วยตนเองบนยานพาหนะขึ้นบินและลงจอดแนวดิ่ง (eVTOL) หรือ "แท็กซี่บินได้" ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอส (EH216-S) ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำระบบการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูงมาใช้เชิงพาณิชย์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แท็กซี่บินได้ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอส ผลิตภัณฑ์เรือธงของอี้หาง อินเทลลิเจนต์ ได้รับใบรับรองประเภทอากาศยาน (TC) ใบอนุญาตการผลิต (PC) และใบรับรองสมควรเดินอากาศมาตรฐาน (AC) สำหรับยานพาหนะขึ้นบินและลงจอดแนวดิ่งขนส่งผู้โดยสารแบบไร้คนขับฉบับแรกของโลกจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน (CAAC) โดยในปี 2025 สายการบินที่ให้บริการอากาศยานรุ่นดังกล่าวได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ (OC) สำหรับอากาศยานพลเรือนบรรทุกผู้โดยสารไร้คนขับล็อตแรกของประเทศ จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน

อี้หาง อินเทลลิเจนต์ ดำเนินการพัฒนาในตลาดไทยอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การบินโดยสารครั้งแรกในกรุงเทพฯ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 โดยการบินในพื้นที่ทดลองครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความก้าวหน้าในฉากทัศน์การบินภายในเมือง แต่ยังเน้นย้ำถึงจุดเด่นเฉพาะของแท็กซี่บินได้ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอส เหมาะสมต่อการเดินทางในเมืองและการท่องเที่ยวเพื่อการชมวิวในไทย

ในอนาคต อี้หาง อินเทลลิเจนต์จะร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น ขยายพื้นที่ทดลองบินไปยังปลายทางยอดนิยมอย่างพัทยา ภูเก็ต และเกาะสมุย เพื่อสร้างเครือข่ายเส้นทางการบินระดับต่ำที่หลากหลาย

หลังการทดลองบิน มนัทเปิดเผยว่าแท็กซี่บินได้ไร้คนขับสามารถรับผู้โดยสารจากท่าอากาศยานเข้าสู่ตัวเมือง และยังสามารถให้บริการแบบจุดต่อจุดได้ และยังสามารถตอบโจทย์ความต้องการด้านการท่องเที่ยวหรือการเดินทางแม้ในพื้นที่ท่องเที่ยวตามเกาะต่างๆ ทางภาคใต้ของไทย มอบตัวเลือกที่สะดวก ปลอดภัย และสบายยิ่งขึ้นแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยสำนักงานฯ จะยึดหลักกำกับดูแลควบคู่การบริการ เปิดพื้นที่ทดลองบินมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยและกฎระเบียบด้านการดำเนินงานของการคมนาคมทางอากาศขั้นสูง ผลักดันนวัตกรรมเทคโนโลยีและการกำกับดูแลอุตสาหกรรมให้พัฒนาไปพร้อมกัน

เลือง ฟาม (Luong Pham) ผู้ก่อตั้งแอเรียล ซี เวนเจอร์ส (Aerial Sea Ventures) ผู้ให้บริการแท็กซี่บินได้ไร้คนขับ รุ่นอีเอช216-เอสในไทย กล่าวว่าบริษัทมีแผนจะส่งอากาศยานไร้คนขับของอี้หาง อินเทลลิเจนต์มากกว่า 100 ลำบินในพื้นที่ทดลองบินกว่า 20 แห่งทั่วไทยภายในสิ้นปี 2569 ผ่านการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสำนักงานฯ พร้อมคาดหวังว่าการเปิดเส้นทางบินจากท่าอากาศยานเข้าสู่ตัวเมืองจะสำเร็จในเร็ววัน เพื่อผลักดันการพาณิชย์และการขยายขนาดของการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูง

หยาง เจียหง ประธานเจ้าหน้าที่การเงินของอี้หาง อินเทลลิเจนต์ ระบุว่าอี้หางจะสนับสนุนรัฐบาลไทยและสำนักงานฯ ในการพัฒนากรอบการกำกับดูแลและการดำเนินงานของการเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูงในไทยต่อไป ผ่านการบินโดยสารในพื้นที่ทดลองภายใต้ฉากทัศน์การใช้งานที่สำคัญในเมืองต่างๆ อย่างกรุงเทพฯ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top